spacer
spacer search

phongphit.com
Communication is Development
การสื่อสารคือการพัฒนา

โฮมเพจ ดร.เสรี พงศ์พิศ

Search
spacer
เมนูหลัก
Home หน้าแรก
ข่าวและบทความ
เว็บมหาวิทยาลัยชีวิต
ติดต่อผม
ประวัติย่อของผม
ประเภทบทความ
ปรับฐานคิด
ความในใจ
ข่าว
แนะนำหนังสือ
มหาวิทยาลัยชีวิต
สุขภาพชุมชน
ภูมิปัญญาชาวบ้าน
ชุมชนเข้มแข็ง
วิสาหกิจชุมชน
ปรัชญาชีวิต
คำและความหมาย


คลิกบนภาพปกเพื่อ
ดูแนะนำหนังสือ

คลิกที่นี่เพื่อ
ดาวน์โหลด
ใบสั่งซื้อหนังสือ

 
Home หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow แนะนำหนังสือ arrow ฟ้าบ่กั้น

ฟ้าบ่กั้น PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย ดร   
Thursday, 17 March 2005

 

                           "ฟ้าบ่กั้น"  คำร้องทุกข์ของ "ลาว คำหอม"

                                                                                                                                                     
"แม้ว่าเรื่องส่วนใหญ่ที่รวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้ได้เขียนขึ้นและตีพิมพ์ออกสู่การรับรู้ของสาธารณะมานานกว่ายี่สิบปี แต่เท่าที่มันได้รับการกล่าวถึงและเรียกหาจากผู้อ่านต่อมาอย่างสม่ำเสมอตราบจนกระทั่งบัดนี้ ก็พอจะพูดได้ว่า สภาพการณ์ทางสังคมที่เรื่องเหล่านี้อิงแอบอยู่ ต่อมายังปรากฏความเป็นจริง ซึ่งข้าพเจ้าผู้เขียนเองก็ไม่สามารถจะคาดหมายได้ว่า วันเวลาที่หนังสือเล็กๆ เล่มนี้จะได้กลายเป็นหนังสือ "นิทานตลก" ที่ปราศจากข้อเท็จจริงของสังคมรองรับนั้น จะยังอีกช้านานเพียงใด"
 
คำสิงห์ ศรีนอก เจ้าของนามปากกา "ลาว คำหอม" เขียนไว้ในคำนำหนังสือ ฟ้าบ่กั้น ฉบับที่แปลเป็นภาษาสวีดิช โดยตอนท้ายบอกสถานที่เขียนคำนำนี้ว่า "มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม สวีเดน สิงหาคม ๒๕๒๑" อันเป็นช่วงที่เขาไปขอลี้ภัยหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

ฟ้าบ่กั้น เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ลาว คำหอม เขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ ได้รับการตีพิมพ์จนถึงวันนี้ ๑๕ ครั้ง ครั้งหลังๆ ได้รวมเอาเรื่องสั้นอื่นๆ เข้าไปด้วย ทำให้หนังสือหนาขึ้นเรื่อยๆ จากบางๆ ไม่ถึง ๑๐๐ หน้า ก็หนาขึ้นกว่า ๒๐๐ หน้า (ที่อ้างอิงในที่นี้เป็นเล่มที่พิมพ์ครั้งที่ ๑๕, มี.ค. ๒๕๔๕)

ฟ้าบ่กั้นได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา เช่น อังกฤษ สวีดิช เดนิช ดัชต์ ญี่ปุ่น สิงหล มาเลย์ ฝรั่งเศส เยอรมัน และบัลเกเรีย ภาษาอังกฤษนั้นพิมพ์โดยอ็อกซ์ฟอร์ดหลายครั้ง

วันนี้ที่ฟ้าบ่กั้นอายุเกือบจะ ๕๐ ปีแล้ว ก็ยังได้รับความนิยม ยังไม่ได้กลายเป็น "นิทานตลก" อย่างที่ผู้เขียนคาดว่าวันหนึ่งอาจเกิด เพราะสิ่งที่เรื่องสั้นเหล่านี้สะท้อนออกมาบางอย่างยังคง "อิงแอบ" อยู่ บางอย่างปรากฏเห็นเด่นชัดกว่าเดิม บางอย่างอาจจะตลก แต่เป็น "ตลกที่เจ็บปวด" เหมือนกับเรื่องต่างๆ ในฟ้าบ่กั้นเอง ซึ่งหลายเรื่องอ่านแล้วอาจจะขำและหัวเราะ แต่หัวเราะแบบเจ็บลึก

นับเป็นความสามารถพิเศษของคำสิงห์ ศรีนอก ที่ตัดต่อร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อสื่อถึงสาระที่ลุ่มลึกลงไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณมนุษย์ ก้าวข้ามทุ่งนาป่าเขาของชนบทไทยไปสู่โลกที่ไร้พรหมแดน โลกที่เพรียกหาความเป็นธรรม การยอมรับในศักดิ์ศรีของความเป็นคนที่ทุกคนมีเท่าเทียมกัน แต่บางคนคิดว่าตนเองมีมากกว่าคนอื่น

นี่คงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมหนังสือเล่มเล็กๆ นี้ถึงได้แปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย คำอธิบายดีที่สุดอยู่ในคำนำฉบับภาษาสวีดิช ซึ่งผู้เขียนบอกว่า "ถึงแม้เรื่องสั้นเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยได้ฟังคำปฏิเสธจากใครถึงความเป็นจริงของมัน" และความเป็นจริงที่ว่าไม่ใช่เรื่องของ "ไทย" แต่เป็นเรื่องของ "มนุษยชาติ" ที่คนเล็กๆ จำนวนมากถูกกระทำอย่างอยุติธรรมโดยผู้ที่มีอำนาจมากกว่า เนื้อหาเดียวกัน ต่างกันแต่รูปแบบและวิธีการ สถานที่และเวลาเท่านั้น

ลาว คำหอม เขียนเรื่องสั้นเหล่านี้ "ด้วยความรู้สึกว่าตนเองกำลังเขียนคำร้องทุกข์ โดยตั้งใจจะเสนอภาพของความยากไร้ ความเสื่อมโทรม และความล้าหลังของชาวไร่ชาวนา...ด้วยเจตนาจะเรียกขานมโนธรรมของชาวเมือง ชนชั้นผู้ปกครองและนายเงินที่มั่งคั่ง บรรดาที่มีชีวิตอยู่อย่างหรูหราสมบูรณ์สุขเหมือนกับอยู่ในอีกโลกหนึ่ง และจงใจที่จะเสนอปัญหาเหล่านั้นกับพวกปัญญาชน ซึ่งแม้จะเป็นคนส่วนน้อย แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงสูง"  (คำนำฉบับภาษาสวีดิช)
ถัดลงไปอีกวรรคเดียวเขียนว่า "ด้วยเจตนาอันชัดเจนดังกล่าว หนังสือเล่มนี้จึงไม่อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นตัวแทนทางความคิดของผู้เขียนเสียทีเดียว หากแต่เป็นเพียงตัวแทนของมโนธรรม"

เรื่องเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียง "ความคิด" หรือจินตนาการ หากแต่เป็น "มโนธรรม" อันเกี่ยวข้องกับความถูกผิด คำซึ่งวันนี้ถูกแทนด้วยคำว่า "จิตสำนึก" จะคำไหนก็ไม่ว่า ฟ้าบ่กั้นอยากกระตุ้นให้คนได้คิดแตกต่างไปจากเดิม คิดอย่างคนที่ "เจริญ" แล้ว ที่เคารพในศักดิ์ศรี และสิทธิของคน

ลาว คำหอม สร้างเรื่องราวและใช้ภาษาที่ได้สวยงามและแหลมคม บางครั้งประชดประชันแบบนิ่มนวล เช่น "เมืองไทยเป็นอย่างนี้ ช่างอุดมสมบูรณ์ด้วยความเป็นธรรมที่น่าคลางแคลงและชวนให้คิด" (หน้า ๑๓๐) บางครั้งตรงไปตรงมาและค่อนข้างดุดัน เช่น

"ความฉลาดความโง่ของคนไม่ได้อยู่ที่ความคิดอ่าน แต่มันอยู่ที่สำมะโนครัว ถ้าเขาเห็นคนอย่างเอ็งอย่างข้านี่เขาเรียกว่า "อ้ายควาย" ได้สบายเลย อ้ายควายของเขาก็คือบอกว่าเราโง่เหมือนควายน่ะแหละ" (หน้า ๑๖๗)

ลาว คำหอม อยากบอกด้วยว่า ความโง่ความฉลาดของคนไม่จำเป็นต้องมาจากการไปเรียนหนังสือสูงๆ เท่านั้น แต่มาจากการเรียนรู้ชีวิต จากประสบการณ์ เหมือนพ่อถ่ายทอดการทำมาหากินให้ลูก บางครั้งก็เป็นบทเรียนราคาแพงอย่างใน "เขียดขาคำ" ที่พ่อพาลูกไปหาเขียดหน้าหนาวตามทุ่งนา ลูกถูกงูเห่ากัด

แต่การไปโรงเรียนก็ทำให้คนแปลกแยกจากสังคมเดิม จากบ้านเกิด ซึ่งสะท้อนอย่างเจ็บแสบในเรื่อง "ชาวนาและนายห้าง" เรื่องราวที่ชานกรุงเทพฯ ที่ลุงคงกับภรรยาเป็นผู้เช่านา เมื่ออายุมากเข้าไม่สามารถทำนาได้ก็กลายเป็นคนเฝ้านาให้เจ้าของหรือนายทุน

สองตายายเฝ้านามีหมาหลายตัว ที่น่ารักและฉลาดกว่าเพื่อนชื่อ "สำริด"  วันหนึ่งมีนายห้างพาฝรั่งไปเที่ยวยิงนกแถวนั้นเกิดชอบเจ้าสำริด ไปมาหลายครั้งจนสนิทสนม อยู่มาวันหนึ่งเจ้าสำริดป่วย นายห้างกับฝรั่งก็พามันไปหาหมอในเมือง จากนั้นก็ยังไม่ส่งกลับ แต่กลับส่งเข้าโรงเรียนหมา

ลาว คำหอม ประชดประชันอย่างแสบๆ  เมื่อชายชราถามนายห้างว่า ส่งหมาของแกไปโรงเรียนเพื่อสอนให้มันเป็นอะไร  "สอนให้เป็นคนฉลาด" นายห้างตอบ "เขาสอนให้มันรู้หน้าที่ รู้จักเฝ้าบ้าน ช่วยเจ้าของถือตะกร้า จับขโมย เป็นอนามัย ไม่ทำสกปรก"

ชายชราพึมพำกับภรรยาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การไปโรงเรียนหมา "ทำให้หมาในกรุงมันทำอะไรได้สารพัด ราคาค่างวดก็ตกถึงเก้าชั่งสิบชั่ง แพงกว่าควายโตๆ ในท้องนาเสียอีก"

แต่การไปอยู่เมืองกรุง การไปโรงเรียนหมาทำให้เจ้าสำริดลืมบ้านเก่า เมื่อนายห้างเอามันมาส่ง มันไม่ยอมขึ้นจากเรือ  "ลืมรสน้ำข้าวแล้วสิ ท่าทาง..." ยายหลุดปากออกมา

ที่ร้ายไปกว่านั้น เจ้าสำริดไม่เคยกัดไก่ก็ไล่กัด ยายทนไม่ไหว คว้าไม้พายหวดลงกลางหลัง "หนอย เขาขุนสองสามมื้อโอ่จะเป็นนายห้าง เดี๋ยวแม่ซัดกะไม้พายหลังหัก" 

"ตั้งแต่กลับจากกรุง เจ้าสำริดไม่ยอมกินข้าว ท่าทางจองหองเกะกะกับเพื่อน ไม่ไหวเลย"

"ก็เห็นบอกว่าส่งไปฝึกอบรมเข้าโรงร่ำโรงเรียน"

"นั่นน่ะซี ไม่รู้มันเสี้ยมสอนกันยังไง ทำให้ไอ้สำริดของฉันเสียหมาหมด" "มันจำเจ้าของไม่ได้"

และสุดท้ายมันก็แว้งกัดลุงคง ที่เลี้ยงมันมาตั้งแต่เล็กจนโต  เหมือนกับที่เขา "โดนกัด" จากนายทุนเจ้าของนาที่ขายที่ให้โรงงานอุตสาหกรรม ทำให้สองตายายต้องย้ายออกไป โดยไม่มีใครบอกได้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน

อาจจะเพราะการร้องทุกข์ที่ประชดประชันอย่างเจ็บแสบแบบนี้กระมังที่ทำให้ฟ้าบ่กั้นเป็นหนึ่งในหนังสือพันๆ เล่มที่ถูกนำไปเผาที่สนามหลวงในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

อ่านเรื่องเจ้าสำริดไปโรงเรียนจน "เสียหมา" แล้วคิดถึงการศึกษาไทย

เรื่องราวต่างๆ ในฟ้าบ่กั้นถูกร้อยเรียงขึ้นมาจากมโนสำนึกของความเป็นจริงที่วันนี้ไม่ได้ต่างจากวานนี้เท่าใดนักเลย เขาเขียนไว้แบบประชดประชันไม่เว้นแม้ในคำนำฉบับภาษาเดนิชว่า

"ด้วยกาลเวลาที่ผ่านไป ภาพเงารางๆ ของโครงร่างอันมีลักษณะเหมือนคนแขนขาลีบ หัวโตแถมสวมมงกุฎประดับเพชร ก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นตามลำดับ นับวันก็ยิ่งแจ่มชัดจนเกินกว่าใครผู้ใดจะค้นคิดสรรหาคำสวดบทกวีสรรเสริญ หรือพิธีกรรมโอ่อ่าขรึมขลังมากลบให้มิดชิด ภาพเช่นนั้นย่อมกระทบมโนธรรม ก่อให้เกิดปฏิกิริยาและวิพากษ์ตามมา และมีไม่น้อยที่เห็นว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าเกลียด บาป และไม่เป็นธรรม"

ลาว คำหอม มาจากชนบท เขาพอใจที่คนเรา "เกิดและเติบโตมาด้วยความปรานีของธรรมชาติ" (หน้า ๑๒๓) แม้จะเรียบง่ายก็ไม่ยากไร้ และอยู่ได้ไม่ใช่เพราะความปรานีหรืออาทรอุปถัมภ์ของคนบางคนบางกลุ่มในสังคมที่อาศัยโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมสั่งสมทรัพย์สินและอำนาจบารมีบนความยากไร้และทุกข์ร้อนของคนส่วนใหญ่ของประเทศ

 "ฟ้าบ่กั้นได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว เจตนาของมันชัดเจน อยากให้ผู้คนเห็นอาการภายในของความทุกข์ร้อนของคนจน และไม่มองแต่ผิวนอก เห็นแต่ความยากจนขัดสนและขาดแคลน แต่ให้มองลึกลงไปในรากเหง้าของปัญหา ในความรู้สึกนึกคิดและจิตวิญญาณของคนชนบท คนอีสาน"

วรรคสุดท้ายนี้เป็นเสียงตามสายที่ฝากมาจากคุณลุงคำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ปี ๒๕๓๕ ซึ่งใช้ชีวิตในวัย ๗๔ อย่างสงบเรียบง่ายที่ไร่ปากช่อง

(บทความนี้เคยตีพิมพ์ในผู้จัดการรายวันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547)

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 05 April 2005 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
spacer
บทความใหม่
บทความยอดนิยม

 

Mambo is Free Software released under the GNU/GPL License.
เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย Mambo LaiThai
spacer