phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 15 สิงหาคม 2561

เมื่อต้นเดือนสิงหาคม รถสิบล้อบรรทุกข้าวสารเต็มคันจอดเสียอยู่ริมถนนมิตรภาพ ตำบลทับกวาง จังหวัดสระบุรี คนขับเป็นคุณตาอายุ 70 มากับคุณยายจากกาฬสินธุ์จะไปส่งข้าวสารที่กรุงเทพฯ ช่างมาเอาเครื่องยนต์ไปซ่อม 5 วัน ระหว่างที่รอนั้นมีชาวบ้านนำอาหารนำน้ำมาให้ สำนักงานเทศบาลและสำนักงานประปาให้เข้าไปใช้ห้องน้ำ

            เป็นข่าวเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางข่าวอาชญากรรม ภัยพิบัติธรรมชาติ ปัญหาเศรษฐกิจและความวุ่นวายทางการเมือง อ่านแล้วได้ความรู้สึกที่ดีคล้ายกับเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผู้คนจากทั่วประเทศและทั่วโลกผนึกพลังอาสาเสี่ยงชีวิตไปช่วย 13 คนออกจากถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน

            เรื่องข้างต้นอ่านจากสื่อออนไลน์ ซึ่งนานๆ จะมีเรื่องเล่าเร้าพลังแบบนี้ ความจริง เรื่องดีๆ มีให้เล่ามากมาย ที่ยังไม่ได้บันทึก เผยแพร่ ส่งต่อทางสื่อที่ทุกคนมีอยู่ในมือ (ถือ) ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเล่านักเขียนก็เล่าได้แชร์ได้ ซึ่งก็มีอยู่บ้างแต่ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นของต่างประเทศ

            บนถนนมิตรภาพเช่นเดียวกัน ผมเดินทางขาขึ้น แวะกินข้าวเที่ยงที่ร้านข้าวแกงริมถนนแถวกลางดง สังเกตเห็นลุงสูงอายุคนหนึ่งนั่งโต๊ะข้างๆ แต่งตัวแบบชาวบ้านๆ มีบาดแผลถลอกปอกเปิกที่หน้าและที่แขน คงประสบอุบัติเหตุมา

            ครู่หนึ่งลุงบอกคนที่นำอาหารมาเสิร์ฟว่า ขอน้ำที่ไม่เสียเงินได้ไหม น้องคนนั้นคงงงๆ ผมจึงหยิบขวดน้ำเปล่าที่วางบนโต๊ะผม เปิดให้แล้วบอกว่า เอานี่ก็ได้ลุง และบอกน้องคนนั้นว่า ผมจ่ายเอง

            ทันใดนั้นมีเสียงมาจากอีกโต๊ะหนึ่งด้านหลังของผมว่า “อยากทานอะไรก็ทานได้เลยลุง ผมจ่ายให้” ผมไม่กล้ามองยังเจ้าของเสียง กลัวเขาเข้าใจผิด ได้แต่ยิ้มด้วยความประทับใจ

            หลายปีก่อน ผมนั่งรถแท็กซี่จากดอนเมืองกลับบ้าน คนขับอายุมากกว่า 60 ท่าทางใจดี คุยสนุก เล่าด้วยความภูมิใจว่ามีลูก 3 คน ส่งลูกเรียนจบปริญญาตรีสองคน ปริญญาโทหนึ่งคนด้วยการขับแท็กซี่

            ลุงมาจากต่างจังหวัด ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ทำให้นึกถึงคำพูดของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ปราชญ์ชาวบ้านผู้ล่วงลับไปแล้วว่า ปัญหาชาวบ้านที่สำคัญที่สุดไม่ใช่มีที่ดินหรือไม่มี แต่เป็นปัญหาการจัดการชีวิต เพราะหลายคนมีที่ดินมากมาย แต่สุดท้ายก็สูญเสียที่ดินไปหมด เอาตัวไม่รอด ขณะที่บางคนไม่มีที่ดิน แต่ก็อยู่รอดได้ เลี้ยงลูกให้เติบโตมีการศึกษาดีได้

            คุยกันสนุก ลุงเล่าไปเรื่อยๆ รถแท็กซี่แล่นมาบนถนนสุทธิสาร ทันใดนั้น แท็กซี่ก็หยุด ผมมองไปข้างหน้าเห็นผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังเข็นซาเล้งข้ามถนนที่มีรถไปมามาก เธอคงรอนาน ลุงหยุดรถเพื่อให้เธอข้าม พอเธอเข็นมาถึงกลางถนนก็หยุด วางมือจากซาเล้งหันมาที่แท็กซี่แล้วไหว้อย่างสวยงาม

            เป็นภาพที่ติดตาและประทับใจมากที่สุดจนถึงวันนี้ นับเป็นโชคดีที่ได้เห็นภาพที่ชายสูงวัยใจดีและสตรีที่ขอบคุณน้ำใจของคนที่ช่วยให้เธอข้ามถนน ผมจำหน้าตามอมแมม เต็มไปด้วยเหงื่อของเธอกลางวันแดดร้อนนั้นได้ โดยเฉพาะภาพที่เธอไหว้ขอบคุณ

            ใครที่ได้ประสบพบเห็นเหตุการณ์เล็กๆ นี้คงรู้สึกไม่แตกต่างกัน เพราะลึกๆ แล้ว ความมีน้ำใจของคนนั้นอยู่เหนือเส้นแบ่งหรือความแตกต่าง กรณีถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอนเป็นเรื่องราวที่เล่าขานอย่างกินใจกันไปทั่วโลก สะท้อนถึงจิตวิญญาณมนุษย์เหนือภาวะหรืออุตรภาพ (transcendence) เหนือโลกที่เต็มไปด้วยปัญหาและความขัดแย้ง เหนือขีดจำกัดที่คนเราสัมผัสได้

            เหตุการณ์บนถนนมิตรภาพที่ผู้คนนำอาหารและน้ำไปให้สองตายาย เรื่องที่ร้านข้าวแกงที่กลางดง หรือบนถนนสุทธิสาร มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ความสุขที่แท้จริง คือ การให้มากกว่าการรับ

            และความกตัญญูรู้คุณเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ทำให้คนมีความสุข การไหว้เป็นมรดกทางวัฒฯธรรมที่งดงามของคนไทย การไหว้ของหมูป่า และจดหมายขอบคุณคนทั้งโลกของพวกเขาได้รับคำชื่นชม

เรื่องดีๆ มีอีกมาก แทนที่สื่อจะเสนอเรื่องราวเร้าพลัง กลับมีแต่เรื่องราวเร้าอารมณ์ ให้สงสารดราม่าเรียกน้ำตาแบบ “วงเวียนชีวิต” หรือซาดิสท์รุนแรง ซึ่งมักบิดเบือน (manipulate) เกินจริง

อย่างข่าววันแม่ที่ผู้จัดการออนไลน์นำมาลงเรื่องยายทองพูน วัย 90 ปี อาศัยอยู่ในเพิงข้างถนนเพชรเกษม ตำบลห้วยจระเข้ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม มาหลายสิบปี ไม่มีลูกหลานมาดูแล ให้รายละเอียดทั้งข่าวและภาพที่น่าสมเพทเวทนา เรื่องที่ไม่น่าจะมีในบ้านนี้เมืองนี้

            เรื่องคนแก่ คนพิการ คนถูกทอดทิ้ง เจ็บป่วยไร้ญาติ เสนอทีข้าราชการก็เฮกันไปช่วยที ได้ออกสื่อ แทนที่จะหน้าบางหาทางแก้ไขด้วยการสร้างระบบที่ดี มีข้อมูลทุกครัวเรือน มีมาตรการช่วยเหลือแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างที่รัฐบาลประกาศ จนไม่เหลือกรณีไหนให้ใครเอามาออกสื่อให้ขายหน้าอีก

            บ้านเมืองเรามีปัญหาที่ซับซ้อนด้วยระบบโครงสร้างที่ไม่สมดุล ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ถ้าระบบโครงสร้างเป็นธรรมกว่านี้ คุณลุงวัย 70 คงไม่ต้องขับรถสิบล้อระยะทางไปกลับ 1,200 ก.ม. เช่นเดียวกับผู้สูงอายุมากมายไม่ถูกทอดทิ้ง ไม่ต้องดิ้นรนทำงานหรือขอทานหาเลี้ยงชีพ เด็กไม่กี่ขวบไม่ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงตายายพิการ จะได้ไม่มีอะไรให้สื่อนำมาลงเป็นดราม่าหาคนช่วยเหลือบริจาค

            นายกรัฐมนตรีควรสั่งในที่ประชุมครม.ว่า ถ้ามีกรณีแบบนี้ออกสื่อ รัฐมนตรีกระทรวงนั้น ผู้ว่าฯจังหวัดนั้นต้องรับผิดชอบ รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีเรื่องเล่าเร้าพลังมากกว่าเรื่องร้ายเร้าอารมณ์

สยามรัฐรายวัน 8 สิงหาคม 2561

เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ตอนที่ทำงานกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ภาคเหนือ ได้เล่าให้ “กลุ่มเพื่อนชีวิตใหม่” เรื่องหนังที่ดูแล้วประทับใจ คือ เรื่อง My Life ชีวิตของข้าพเจ้า นำแสดงโดยไมเกิล คีตันกับนิโคล คิดมัน

          พระเอกป่วยเป็นมะเร็ง หมอบอกว่าอยู่ได้ไม่เกินปี พอดีภรรยากำลังตั้งครรภ์ แกเลยอยากบันทึกวิดิโอเรื่องชีวิตตัวเองเล่าให้ลูกฟังเมื่อโต ก็เลยไปสืบค้นประวัติของตนเองตั้งแต่เกิด อยู่ที่ไหน ทำอะไร

          เขาได้พบว่า ตนเองโกรธพ่อแม่ตั้งแต่วัยเด็กมาจนถึงวันนี้เพราะพ่อแม่ไม่ได้เอาละครสัตว์มาที่บ้านตามสัญญา ทำให้เขาขายหน้าเพื่อนๆ ที่เขาชวนมาดูละครสัตว์ฉลองวันเกิด

เขาเคยไปหาหมอจีนที่บอกว่า มะเร็งต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือความโกรธเกลียดที่ฝังใจ เลยพาลโกรธหมอจีนไปด้วย บอกมาว่ามาหาหมอ ไม่ได้มาหาพระ

เขากลับไปค้นหาตัวเอง “จนพบ” โทร.ไปขอโทษพ่อแม่และขอให้ท่านมาเยี่ยมเขา ก่อนหน้านั้นเขาขอร้องว่าไม่ต้องมา เป็นฉากที่เรียกน้ำตาคนดูได้ไม่น้อยเมื่อพ่อแม่มาเยี่ยมลูกที่ป่วยหนักแล้ว สวมกอดลูก แล้วพานั่งรถเข็นไปที่หลังบ้าน ที่นั่นมีละครสัตว์ ที่พ่อแม่ได้จัดไว้ให้ลูกตามสัญญา มาสายดีกว่าไม่มาเลย

ผมถามผู้ติดเชื้อสมาชิกเพื่อนชีวิตใหม่ว่ามีใครบันทึกชีวิตตัวเองบ้าง มี “อานนท์” คนเดียว ผมพูดทีเล่นทีจริงว่า ขออ่านได้ไหม เขาบอกว่าได้ครับ เอาบันทึกที่เขียนไว้ปึกใหญ่มาให้ทันที ผมอ่านด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกและประทับใจ เสนอเขาว่า จะเขียนให้ใหม่เอาไหม เขาบอกยินดี

ผมเขียนใหม่ได้ 6 หน้าจากที่เขาเขียนมากว่า 30 หน้า เขาอ่านแล้วร้องไห้ พร้อมกับเวียนให้เพื่อนอ่านด้วย แล้วเกือบทุกคนก็บอกว่า อยากเขียน

นั่นคือที่มา “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” ที่ผมได้ปรับปรุงมากบ้างน้อยบ้าง แล้วส่งไปลงมติชนสุดสัปดาห์เมื่อปี 2537 แล้วได้รวมเล่มเป็นหนังสือชื่อเดียวกัน โดยหน่วยงานที่ผมทำงานอยู่ได้จัดพิมพ์ให้ทั้งหมด แล้วจำหน่ายเพื่อระดมทุนเป็นกองทุนยาให้ผู้ติดเชื้อ ได้เงินกว่า 500,000 บาท

นอกจากเรื่องราวของผู้ติดเชื้อ ผมได้เขียนบทความสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ที่ทำงานกับผู้ติดเชื้ออีกหลายบทตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ต่อจากเรื่องราวชีวิตของพวกเขา ที่บรรณาธิการมติชนบอกว่า มีลักษณะคล้ายกับเรื่อง “หลายชีวิต” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

หนังสือเล่มนี้ได้รับการยอมรับจากวงการสาธารณสุขว่า มีส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อที่ได้รับตราบาปมาตลอด ทำให้ผู้คนได้รับรู้ความรู้สึกในส่วนลึกของจิตวิญญาณ และความทุกข์ทรมานของคนที่ถูกรังเกียจและถูกทอดทิ้งให้อยู่ในมุมมืดของชีวิต

กระทรวงศึกษาธิการได้ขอให้ผมปรับปรุงเล็กน้อย (ตัดที่วิจารณ์รัฐบาลออก) แล้วจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้แจกห้องสมุดทุกโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ

แกนนำสำคัญของกลุ่มเพื่อนชีวิตใหม่หลายคนยังมีชีวิตอยู่ แม้จะติดเชื้อเอชไอวีมาจะ 30 ปีแล้ว ยังแข็งแรง ทำงานได้เป็นปกติ หลายคนเคยป่วยหนัก ประมาณว่าผ่านความตายมาแล้ว อาจเป็นเพราะยาใหม่ๆ ที่ออกมาต่อเนื่อง ที่พวกเขาอาสาเป็นหนูทดลองและจิตอาสาทำงานช่วยเหลือให้กำลังใจและคำปรึกษาผู้ติดเชื้ออื่นๆ ประกอบกับการใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง ทำให้พวกเขาอยู่ได้เหมือนคนทั่วไปวันนี้

ได้ทราบในเวลาต่อมาว่า ผู้ติดเชื้อที่วัดพระบาทน้ำพุหลายคนก็ได้เขียนบันทึกชีวิตของตนเอง เห็นสารคดีเล่าเรื่องสามีและภรรยามาคู่หนึ่งที่ศูนย์แห่งนี้ว่า ภรรยาเพิ่งจะเข้าใจสามีจากที่ไปอ่านบันทึกของเขา ซึ่งเขาได้เขียนความในใจที่ไม่เคยเอ่ยให้ภรรยาหรือใครฟัง

เขียนเรื่องผู้ติดเชื้อมายาวเพื่อจะบอกว่า อยากให้ผู้สูงวัยได้เขียนบันทึกชีวิตของตนเอง เพราะแต่ละคนมีบทเรียนสำคัญสำหรับตนเองและผู้อื่น ถ้าเขียนเองไม่ได้ก็ให้ลูกหลานสัมภาษณ์และเขียนให้ หลายอย่างอาจคาดไม่ถึง ถ้าไม่เขียนไม่เล่าก็จะไม่มีใครทราบ ไม่มีใครได้บทเรียน ไม่มีใครได้สืบทอด

ตอนที่พ่อของผมอายุ 84 ผมได้นำเรื่องราวชีวิตของท่านที่ผมได้สัมภาษณ์พิมพ์เป็นหนังสือพร้อมรูป 4 สี กระดาษอาร์ทอย่างดี ในวันปีใหม่ที่เราถือเป็นวันเกิดท่าน พ่อแจกหนังสือให้ลูกหลานทุกคนด้วยมือของท่านเองด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุข

ลูกหลานหลายคนอ่านแล้วร้องไห้ ไม่เคยทราบและนึกไม่ถึงว่า พ่อ ปู่ ตา ทวดคนนี้จะมีชีวิตที่ทุกข์ยากลำบากมากมายขนาดนั้นเพื่อลูกเพื่อหลาน และยังทำงานช่วยเหลือคนทุกข์คนยากอีก

การบันทึกชีวิตของตนเอง นอกจากจะได้ถ่ายทอดบทเรียนให้ลูกหลานแล้ว ยังอาจเป็นจุดเปลี่ยนบางอย่างสำหรับตนเองก็ได้ ดังกรณีของพระเอกในเรื่อง “ชีวิตของข้าพเจ้า” (My Life) หรือผู้ติดเชื้อใน “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่”

สำคัญคือ อโหสิกรรมสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต อโหสิกรรมคนอื่น อโหสิกรรมสรรพสัตว์ อโหสกรรมตนเอง ปล่อยวางจากโลภ โกรธ หลง ปลดปล่อยจากความเกลียดเคียดแค้นชิงชังทั้งหลาย เพื่อบั้นปลายชีวิตที่สงบสุข ไม่ต้องทุกข์กับความผิดพลาดในอดีต ที่ได้สรุปบทเรียนและอโหสิกรรมแล้ว

ชีวิตที่ดีมีคุณภาพในบั้นปลายเป็นบุญ เป็นชีวิตที่พร้อมจะอยู่ พร้อมจะไป ไปสู่สภาวะใหม่ ภพชาติใหม่ หรือกลับมาเกิดใหม่ ตามความเชื่อของแต่ละคน แต่ไม่ว่าอย่างไร ถ้าได้สรุปบทเรียน ประหนึ่งได้ชำระตนเอง ก็จะไปสู่สภาวะที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

สยามรัฐรายวัน 1 สิงหาคม 2561

ยุคนี้มือถือเป็นใหญ่ ให้ข้อมูลข่าวสารความรู้ทุกอย่างที่ต้องการได้ จนมีคนบอกว่าได้เกิดโรคใหม่ในยุคไซเบอร์ คือ โนโมโฟเบีย (Nomophobia) แปลว่า โรคขาดมือถือไม่ได้ (No mobile phobia)

            ปรัชญาจีนบอกว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี มือถือทำให้สื่อสารกับใครๆ ได้ทั่วโลกอย่างง่ายดาย ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ความบันเทิง ดูหนังฟังเพลงได้ไม่ว่าอยู่ที่ใด แต่คนจำนวนมากก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา เครียด บ้าจนฆ่าตัวตายแม้มีมือถือตั้งหลายเครื่อง

            หรือเป็นเพราะข้อมูลข่าวสารท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ทะลักท่วมท้นจนหลายครั้งแยกไม่ออกว่า อะไรจริงอะไรเท็จ ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายไม่เพียงแต่ระดับบุคคล แต่ระดับรัฐบาลและระหว่างประเทศ จนกำลังมีการเสนอกฎหมายเพื่อควบคุมโซเชียลมีเดีย ที่ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของประชาชนไปแล้ว

            แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะวันนี้ไม่มีใครหลอกใครได้ง่ายๆ ปิดบังข้อมูลได้เหมือนเมื่อก่อน จึงมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารความรู้มากมายจนไม่รู้จะเชื่ออะไรหรือใครดี

            อย่างเรื่องคลอเรสเทรอล ไขมันที่อ้างว่าทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด วันนี้กลับมีนักวิจัยที่อ้างข้อมูลว่า คนอายุมาก ถ้าคลอเรสเทอรอลต่ำจะเสี่ยงตายมากกว่าคนมีคลองเรสเทรอลสูง เมื่อก่อนกินไข่จะมีไขมันในเลือดสูง อันตราย ต่อมาก็มีการวิจัยว่า กินวันละฟองสองฟองแหละดี วันนี้มาบอกอีกว่า ไม่ดี เพราะเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้เท่ากับสูบบุหรี่ ๕ มวน ตกลงจะเชื่อใครดี

            หรือเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพที่เปิดเผยผลการวิจัยมากมายที่ข้ดแย้งกันเอง โดยเฉพาะเรื่องสาเหตุของโรคไม่ติดต่ออย่างมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ที่ไปๆ มาๆ ก็มีประกาศจากองค์การอนามัยโลกเตือนให้ระวังเรื่องอาหารเนื้อสัตว์แปรรูปว่าเป็นสาเหตุก่อมะเร็งและโรคร้ายต่างๆ

            ทำเอาผู้คนโดยเฉพาะฝรั่งตกใจและเคือง สงสัยว่าจะจริงได้ยังไงที่คนกินไส้กรอก หมูแฮม ซาลามี จะเสี่ยงเป็นมะเร็งได้พอๆ กับการสูบบุหรี่ ก็กินกันมาหลายพันปี หรือเพราะกระบวนการเลี้ยงสัตว์ การผลิตการแปรรูปที่เต็มไปด้วยสารเคมีที่สมัยโบราณไม่ทำกัน

            และที่ดูจะสับสนหนักเข้าไปอีกเห็นจะเป็นเรื่องเนื้อสัตว์ เนื้อสดเนื้อแดงอย่างวัว หมู ไก่ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด รวมไปถึงปลา เพราะมีสารตกค้างจากธรรมชาติ แม่น้ำ ทะเล อย่างสารตะกั่ว หรือสารเคมีจากการเลี้ยง

            นักวิจัยกลุ่มนี้ยังยืนยันว่า ที่เป็นเบาหวานกันมากขึ้นทุกปีก็เพราะการบริโภคดังกล่าว ไม่ใช่น้ำตาล เพราะมีงานวิจัยที่ยืนยันว่า กินน้ำตาลน้อยก็ยังเป็นเบาหวาน และอีกไม่นาน หนึ่งในสามของคนอเมริกันจะเป็นเบาหวาน และสองในสามจะเป็นโรคอ้วน สาเหตุเพราะการกินเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงแบบอุตสาหกรรมและแปรรูปด้วยกระบวนการเคมี

            เรื่องราวเหล่านี้นับเป็นความทันสมัยที่ไม่พัฒนา (modernization without development) เพราะถ้าพัฒนาจริงก็น่าจะดีขึ้น ทำให้ต้องถอยหลังไปตั้งหลักสัก ๔ อย่าง คือ

๑.  คืนสู่ต้นกำเนิด (back to the source) กลับไปสู่หลักธรรม ไปหาทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา ค้นหาความจริง ความถูกต้องดีงาม หาข้อมูลเท่านั้นไม่พอ ต้องเชื่อมโยงให้เกิดเป็นความรู้และนำไปสู่การปฏิบัติจนเกิดปัญญา มีโยนิโสมนสิการ ใช้ปัญญาแยกแยะวิเคราะห์วิจารณ์

๒.  คืนสู่สามัญ (back to basics) กลับไปสู่ความเรียบง่าย ความเป็นธรรมดาของชีวิต ข้าวปลาอาหารไม่ต้องเริดหรูราคาแพง ไม่ต้องขึ้นเหลาเข้าโรงแรมก็กินอาหารดีได้ กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เลือกให้เป็น ทั้งอาหารสดอาหารแห้งที่ไปซื้อมาปรุง ถ้าทำได้ก็ปลูกเองเลี้ยงเองยิ่งดี

๓.  คืนสู่ธรรมชาติ (back to the nature) กลับไปเรียนรู้จากธรรมชาติ เลิกใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืช หันมาทำเกษตรเลียนแบบธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ ทำกินเองใช้เองให้มาก ทำเล็กๆ ดูแลได้ง่าย สบายใจกว่า ถ้าจำเป็นต้องซื้อก็ต้องเลือกและล้างให้ถูกวิธีเพื่อลดอันตรายให้มากที่สุด

๔.  คืนสูjรากเหง้า (back to the roots) กลับไปเรียนรู้จากพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่สั่งสมประสบการณ์ความรู้ภูมิปัญญาเรื่องอาหารการกินซึ่งงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่า เป็นอาหารดีมีคุณค่าต่อสุขภาพ ป้องกันโรค บำบัดโรคได้ อย่างอาหารพื้นบ้านแต่โบราณซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องเทศสมุนไพร

            คนสมัยก่อนไม่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ ยกเว้นเวลามีการมีงาน ลองไปศึกษาวิถีชุมชนในอดีตจะพบการกินข้าวพื้นบ้านไม่ขัดสีที่เต็มไปด้วยสารอาหาร กินกุ้ง หอย ปู ปลาเล็กๆ ตามแม่น้ำ ห้วยหนองคลองบึง สัตว์ตัวเล็กๆ อย่างกบเขียด กินแมลงต่างๆ ซึ่งล้วนแต่มีสารอาหารเพียงพอ กินผักตามธรรมชาติ ที่ปลูกเองก็เป็นเครื่องเทศ อาหารหลักๆ ก็เป็นน้ำพริกกับผักสดผักลวก

            แม้ข้อมูลจะสับสน แต่ก็สรุปได้ว่า “ยาดีที่สุดคืออาหาร โรงพยาบาลดีที่สุดคือครัว หมอดีที่สุดคือตัวเราเอง” เพราะนักวิจัยเริ่มเชื่อแล้วว่า สาเหตุของโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย (NCDs) คือ อาหาร โดยเฉพาะเนื้อสัตวทั้งสดและแปรรูป รวมไปถึงอาหารสำเร็จรูป และอาหารตามร้านตามสั่งทั้งหลายที่ต้องระมัดระวัง

            นับเป็นความขัดแย้งที่แปลก (paradox) ของโลกวันนี้ที่คนอายุยืนยาวขึ้น หยูกยาอาหารดีมีมากขึ้น แต่โรคภัยไข้เจ็บก็ดูจะมากขึ้นและร้ายแรงมากขึ้นด้วย

ชีวิตเป็นหยินหยาง ที่สุดของปรัชญาตะวันออก คือ ความสมดุล ไม่ใช่การไม่มีโรคเลย แต่จะอยู่กับความไม่สมบูรณ์อย่างสมดุลได้อย่างไร มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้คุณภาพชีวิตดี มีอายุยืน ใช้สติและปัญญา ปล่อยวางบ้างก็จะไม่ทุกข์เกินไป เลือกได้เลือกดีก็จะอยู่รอดปลอดภัย