phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 25 ตุลาคม 2560

พระมหาชนก เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงคุณค่าหาที่เปรียบมิได้ เป็นมรดกสำคัญที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสว่า “หนังสือเรื่องนี้เป็นที่รักของข้าพเจ้า”

                “พระมหาชนก” มาจากเรื่องหนึ่งในทศชาติชาดก  ชาดกสิบชาติสุดท้ายก่อนที่พระโพธิสัตว์จะมาประสูตรเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องราวที่พระองค์ท่านได้ทรงค้นคว้าในพระไตรปิฎกและพระสุตตตันตปิฎก และทรงนำมาพระราชนิพนธ์ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย

      หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่ “ความเพียรอันบริสุทธิ์” ที่เป็นคำสอนสำคัญที่สุดในบทสนทนาระหว่างพระมหาชนกกับนางมณีเมขลาเทวดากลางทะเล ที่พระมหาชนกกำลังว่ายน้ำอยู่หลังจากที่สำเภาที่ทรงเดินทางไปสุวรรณภูมิแตก คนอื่นๆ ที่อยู่บนเรือมัวแต่ร้องไห้คร่ำครวญอ้อนวอนเทวดาให้ช่วย ตายหมด

      พระมหาชนกลอยคออยู่ในทะเล ๗ วัน ๗ คืน นางมณีเมขลามาเห็นก็กล่าวว่า  "ใครหนอ พยายามว่ายน้ำในมหาสมุทรอันแลไม่เห็นฝั่งอยู่เช่นนี้  ท่านเห็นประโยชน์อะไร  จึงได้พยายามว่ายอยู่อย่างนี้ ?"  

      พระมหาชนกตอบว่า  "ดูกรเทพธิดา  เราได้พิจารณาเห็นธรรมเนียมของโลก และผลของความพยายาม  จึงได้พยายามว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรอันแลไม่เห็นฝั่งนี้"

                นางมณีเมขลาถามอีกว่า "ฝั่งของมหาสมุทรไม่ปรากฏแก่ท่าน ถึงท่านจะพยายามว่ายน้ำไป ก็จะต้องตายเสียก่อนที่จะถึงฝั่งแน่แท้"

                 พระมหาชนกตอบว่า "ดูกรเทพธิดา  เมื่อบุคคลทำความเพียรอยู่ ถึงจะตายไปก็ได้ชื่อว่าไม่เป็นที่ติเตียนของบิดามารดาวงศาคณาญาติตลอดถึงเทพยดาทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง เมื่อบุคคลตั้งใจทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถแล้ว ย่อมจะไม่เสียใจภายหลัง"

                 นางมณีเมขลากล่าวว่า "การพยายามทำงานอันใดแล้วยังไม่สำเร็จ แต่เกิดอุปสรรคถึงกับเสียชีวิตไปก่อน ก็ไม่ควรทำความพยายามนั้นเลย  เพราะความพยายามที่ทำมาทั้งหมดสูญเปล่า"

                พระมหาชนกตอบว่า "ผู้ใดรู้ว่าการงานที่ทำไปจะไม่สำเร็จ แล้วไม่รีบหาทางป้องกันภัยอันตราย  บุคคลนั้นชื่อว่าไม่รักษาชีวิตตน  ถ้าบุคคลนั้นละความเพียรเสีย  ก็จะได้รับผลแห่งความเกียจคร้านของตน  บางคนได้เห็นผลแห่งความประสงค์ของตน  แล้วตั้งใจทำงาน  ถึงการงานจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม  ก็ได้เห็นผลงานประจักษ์แก่ตน

                ท่านจงดูคนทั้งหลายที่มาในสำเภาเดียวกับเราเถิด  คนพวกนั้นพากันย่อท้อต่ออันตราย  ไม่พยายามว่ายน้ำจนสุดความสามารถก่อน  จึงพากันจมน้ำตายในมหาสมุทรทั้งสิ้น เหลือแต่เราผู้เดียวที่สู้ทนว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรอยู่ถึง ๗ วันเข้าแล้ว

                บัดนี้  เราได้เห็นผลของความเพียรนั้นแล้ว คือเราได้เห็นท่านซึ่งเป็นเทวดาที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย  ท่านจะมาบอกว่าความพยายามของเราสูญเปล่าได้อย่างไร ?  เพราะฉะนั้นเราจักพยายามว่ายน้ำอีกต่อไป  จนกว่าจะถึงฝั่งแห่งมหาสมุทรให้จงได้"

                คำสอนสำคัญของ “พระมหาชนก” มีอย่างน้อย ๒ ประการ คือ “ความเพียรอันบริสุทธ์ทำให้เกิดสิ่งอัศจรรย์” ทำให้รอดจากภัยอันตรายและประสบความสำเร็จ และการทำหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น       “แม้ไม่เห็นฝั่งก็ยังว่ายต่อไป” ทำให้คิดถึงมหาตมะคานธีที่สอนนักการเมืองด้วยเรื่องเล่าจาก “มหาภารตะ” ที่อรชุนลังเลที่จะออกรบ พระกฤษณะทรงแปลงเป็นสารถีรถม้าของอรชุนได้ “สนทนา” กับอรชุนอย่างยาวนาน

                บทสนทนาดังกล่าว คือ “ภควัทคีตา” อันเป็นคัมภีร์อันยิ่งใหญ่ของฮินดู เป็น “บทเพลงแห่งพระผู้เป็นเจ้า” ที่สอนให้คนทำความดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ กระทำสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่ปรารถนาความสำเร็จ หรือกลัวความพ่ายแพ้ “จงลงมือกระทำโดยไม่ปรารถนาผลลัพธ์และโดยไม่เอาตัวเองไปพัวพันกับบ่วงกรรม

      กฤษณะตรัสแก่อรชุนว่า การกระทำความดีจักไม่ทำให้ใครขึ้นสวรรค์ไปได้ ถ้าหากว่าความปรารถนาสวรรค์นั้นเป็นแรงจูงใจเพียงประการเดียว ความปรารถนาทำให้มีการเกิดใหม่ หากยังมีความปรารถนาใดคงอยู่เมื่อเราตายไปแล้ว เราก็จักกลับไปสู่ชีวิตในอีกชาติภพหนึ่ง (คือยังไม่หลุดพ้นหรือไปนิพพานในทางพุทธศาสนา)

      มหาตมะคานธีสอนนักการเมืองอินเดียด้วยเรื่องราวจากมหาภารตะนี้ว่า อย่ามัวแต่คิดคำนวณว่าตนจะได้ (ประโยชน์) อะไร จะชนะหรือไม่จึงค่อยลงมือทำ แต่ให้ทำเพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดี งาม เป็นหน้าที่ตามพระประสงค์แห่งพระผู้เป็นเจ้า

      ถ้าเรารักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ จริง ควรนำคำสอนของพระองค์ท่านมาปฏิบัติ โดยเฉพาะที่ว่าด้วย “ความเพียรอันบริสุทธิ” และ “แม้ไม่เห็นฝั่งก็ยังว่าย” ซึ่งขาดหายไปในโลกปัจจุบัน อันเป็นสังคมบริโภคที่ต้องการรวยลัด รวยเร็ว อยากได้ของฟรี อยากได้อะไรแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องออกแรง สังคมที่แข่งขันและวัดกันด้วยภาพลักษณ์ อำนาจและผลประโยชน์

               พระมหาชนก คือ คำสอนที่สะท้อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่รู้จักกันดี ที่ท่องได้แต่ไม่ค่อยทำกัน  เพราะเป็นอะไรที่สวนกระแส และคนที่มี “ปัญญา ความกล้าหาญ และความเพียรทน” เยี่ยงพระมหาชนกเท่านั้นจึงจะทำได้

สยามรัฐรายวัน 18 ตุลาคม 2560

ตูน บอดี้สแลม กำลังจะวิ่งจากเบตงถึงแม่สาย ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร เพื่อระดมทุน 700 ล้านบาทให้โรงพยาบาล 11 แห่ง มีคนเห็นด้วยไม่เห็นด้วย การออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งหลายเป็นความสำเร็จขั้นต้นที่สำคัญของนักร้องคนนี้แล้ว เพราะเป็น “วิภาษวิธี” ที่ก่อให้เกิด “ปัญญา” ในสังคม

                คนจำนวนมากเห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการ “ตบหน้า” รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขที่ไม่ได้ดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างที่ควร ปล่อยให้ขาดแคลนงบประมาณ อุปกรณ์สำคัญเพื่อการบริการสุขภาพ ในขณะที่มีงบประมาณซื้ออาวุธและไปทำอย่างอื่นมากมาย

                มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับการวิ่งครั้งนี้ วิจารณ์แรงๆ ว่า “โง่” วิ่งให้ตายก็แก้ปัญหาไม่ได้ ดูจะเป็นการมองอย่างคับแคบ ลดทุกอย่างลงมาให้เหลือแค่ “งบประมาณ” ที่ควรขอจากรัฐบาลมากกว่ามาวิ่ง ลดปัญหาบ้านเมืองให้ลงมาเหลือเพียงการเมือง เรื่องนโยบาย

                เหมือนที่มีคนวิจารณ์คุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตาเมื่อหลายสิบปีก่อนว่า แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่เห็นช่วยอะไรประเทศอินเดีย ดีแค่สร้างภาพ แน่จริงต้องไปบอกให้รัฐบาลบริหารประเทศให้ดีด้วยนโยบายที่แก้ปัญหาความยากจน ไม่ต้องให้คนจนนอนอดหิวและตายข้างถนนอย่างที่เห็นทุกเมือง

                คุณแม่เทเรซาตอบว่า ท่านแค่ต้องการให้คนที่กำลังจะตายรู้ว่า ยังมีคนที่รักเขาอยู่ และท่านก็ทำจนถึงวาระสุดท้าย ขยายจากกัลกัตตาไปยังเมืองอื่นๆ ประเทศอื่นๆ รวมทั้งที่กรุงโรม ศูนย์กลางศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก ที่มีซิสเตอร์คณะของท่านทำงานในสลัม ช่วยคนจน คนชายขอบ ผู้อพยพ คนที่ถูกทอดทิ้ง

                คุณแม่เทเรซาได้รับการยกย่องและแต่งตั้งให้เห็น “นักบุญ” ด้วยแบบอย่างอันยิ่งใหญ่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลก ทำให้เห็นว่า “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” ท่ามกลาง “อธรรม” อีกเป็นอันมากทั้งตัวบุคคลและระบบโครงสร้างที่รอการแก้ไขในอีกหลายๆ วิธี ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

                เมตตาธรรมกับความยุติธรรม เป็นสองหน้าของเหรียญเดียว ถ้ามองความเป็นจริงทั้งสองด้านก็จะเข้าใจคุณค่าและความหมายของสิ่งที่ตูน บอดี้สแลมทำ ที่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่ประการใด มีการวิ่งเพื่อการกุศลและวัตถุประสงค์เฉพาะต่างๆ มากมายในประเทศไทยและทั่วโลก ทั้งเดี่ยวและเป็นกลุ่ม เป็นพันเป็นหมื่นคนก็มี

                แต่ละครั้งก็มักจะมีผลกระทบไปถึง “นโยบาย” และ “จิตสำนึก” ด้วยเสมอ อย่างกรณีของตูน ก็ย่อมส่งผลให้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขต้องทบทวนเรื่องการบริการสุขภาพอย่างจริงจัง และไม่ปล่อยให้คนมากระตุกขา  “สั่งสอน” หรือ ”ตบหน้า” อีก และปลุกสำนึก “จิตอาสา” ให้สาธารณชน

                แม้แต่การวิ่งที่ไม่ได้บอกวัตถุประสงค์ ก็ทำให้คนคิดต่อ ตีความ และนำไปสร้างแรงบันดาลใจได้อีก อย่างการวิ่งของ “ฟอเรสท์ กัมพ์” ที่วิ่งข้ามสหรัฐอเมริกาไปกลับแบบ “ไม่มีจุดมุ่งหมาย” แต่สื่อมวลชนวิ่งตามเขาทุกวัน แพร่ภาพข่าวไปทั่วประเทศ ถามนายกัมพ์ว่า วิ่งทำไม เขาบอกว่า แค่อยากวิ่ง การไม่บอกอะไรเป็นการบอกหลายอย่างมากกว่าการบอกเสียอีก เปิดทางให้ผู้คนนำไปคิดเอาเอง

                สิ่งที่ “ปรากฎการณ์ตูน” ก่อให้เกิดในสังคมไทยมีหลายอย่าง เขาสร้างแบบอย่างของการเสียสละตนเพื่อการกุศลในแบบที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตไม่น้อย แต่เขาเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” (catalyst) ที่มีพลัง ศูนย์รวมใจและรวมเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ขาดแคลน เงิน 10 บาททำอะไรได้ไม่มาก แต่ถ้ารวมกันก็จะเกิดพลังมหาศาล และที่สำคัญกว่าเงิน คือ พลังจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของสังคม คือ ทุนทางสังคมที่เป็นอะไรและให้อะไรมากกว่าเงิน

                ทำให้คิดถึงพระอาจารย์ทอง หรือพระครูพิพัฒนโชติที่วัดอู่ตะเภา วัดดอน หาดใหญ่ ที่ก่อตั้ง “ธนาคารชีวิต” เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ชวนชาวบ้านออมเงินวันละบาท ท่านบอกว่า เงินบาทเดียวทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้ารวมกันมากๆ ก็ช่วยเหลือคนทุกข์คนยากได้ สนับสนุนโครงการพัฒนาชุมชนได้ ช่วยเด็กเยาวชนที่ขาดแคลนทุนการศึกษาได้

                วันนี้มีสมาชิกพันกว่าคน มีเงินออมและดอกเบี้ยกว่า 10 ล้านบาท เมื่อน้ำท่วมหาดใหญ่และใกล้เคียงหลายปีก่อน สมาชิกธนาคารชีวิตได้รับผลกระทบถ้วนหน้า คณะกรรมการตัดสินใจนำเงินจากธนาคารชีวิตช่วยเหลือสมาชิกพันกว่าคนๆ  ละ 500 บาท แม้เป็นเงินไม่มาก แต่เป็นกำลังใจยิ่งใหญ่ที่มาจากเงินบาทเดียว

                สิ่งที่ธนาคารชีวิตก่อเกิดไม่ใช่เพียงเงินออมวันละบาท (คนออมไม่ได้ดอกเบี้ย คนกู้เสียดอกเบี้ย) แต่ได้ทำให้ “ทุนทางสังคม” แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทุนที่เป็นความเอื้ออาทร ความเป็นพี่เป็นน้องที่ร้อยรัดผู้คนให้อยู่ร่วมกันเป็นชุมชนที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ได้มีแค่เรื่องรายได้ กำไรขาดทุนหรือเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น

                มีคนจำนวนมาก มูลนิธิสมาคมองค์กรมากมายที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคม โดยไม่ได้ต้องการแย่งบทบาทหน้าที่ของรัฐบาล ของกระทรวงพัฒนาสังคมหรือกระทรวงไหน แต่เพราะ “จิตอาสา” ทำความดีที่ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนอื่นนอกจากช่วยคนให้ “พ้นทุกข์” ทุกข์ยิ่งใหญ่มากมายที่รัฐบาลไหนก็แก้ได้ไม่หมด

                คุณแม่เทเรซาและคุณตูนไม่ได้ระดมคนออกเดินขบวนประท้วงไปตามถนนเพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้ดูแลคนจน คนเจ็บคนป่วย แต่ “กิจกรรม” ของทั้งสองน่าจะส่งเสียงดังกว่านั้นมากนัก

                และที่ “ดัง” มากกว่า และมีคุณค่ามากกว่า คือการทำให้ผู้คนรู้ว่า น่าจะมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือบ้านเมือง ที่ไม่ใช่เรื่องของ “รัฐบาล” ผู้เดียว อะไรที่เราทำได้เอง ทำได้ดีกว่าก็น่าจะลงมือทำ ไม่ใช่รอทุกอย่างจากรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำ “ประชานิยม” จนผู้คน “เสียผู้เสียคน” ไปมากแล้ว

                บริจาคเถิดครับ เพราะนี่เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่เราจะได้ร่วมมือกันช่วยเหลือสังคม ที่จะแสดงให้เห็นว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้จริง  “จุดเทียนขึ้นมาสักเล่มดีกว่านั่งด่าความมืด” (ภาษิตจีน)

สยามรัฐรายวัน 11 ตุลาคม 2560

“ประมาณเกือบ 30 ปีมาแล้ว ผู้นำชาวนาฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งมาศึกษาดูงานที่เมืองไทยโดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือ การพบกับกลุ่มเกษตรกรไทย พวกเขาอยากมาบอกเกษตรกรไทยว่า ขอให้ลดการปลูกมันสำปะหลัง เพราะไทยส่งมันเข้าตลาดอียู ทำให้พวกเขามีปัญหาในการขายอาหารสัตว์ที่ผลิตในท้องถิ่น

แต่มาได้เพียงสองวัน พวกเขาก็เปลี่ยนความตั้งใจ เพราะได้พูดคุยกับผู้นำเกษตรไทยโดยตรง ได้รับรู้ถึงปัญหาและความทุกข์ยากของคนในบ้านนี้เมืองนี้ที่ก็ไม่มีทางออกเหมือนกัน พวกเขาสรุปว่า เกษตรกรที่ไหนๆ ไม่ว่าที่ฝรั่งเศส ที่เมืองไทย หรือที่บราซิลก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน เป็นเหยื่อของระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก มือใครยาวสาวได้สาวเอา

แทนที่จะมาบอกให้เกษตรกรไทยลดหรือเลิกปลูกมันสำปะหลัง สู้มาเป็นเพื่อนกัน เป็นภาคีเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมมือกันหาทางแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดจะดีกว่า

ตลอดระยะเวลา 10 ปีหลังจากนั้น มีการไปมาหาสู่กันระหว่างกลุ่มผู้นำเกษตรกรไทยและยุโรปหลายครั้ง พวกเขาได้สรุปบทเรียนของความสำเร็จและความล้มเหลวในยุโรป เตือนเพื่อนคนไทยไม่ให้เดินไปตกหลุมเดียวกัน บอกทางลัดไปสู่ความสำเร็จ

ผู้นำเกษตรกรไทยที่ร่วมขบวนการเป็นที่รู้จักกันดีอย่างวิบูลย์ เข็มเฉลิม บำรุง บุญปัญญา บำรุง คะโยธา ประยงค์ รณรงค์ ลัภท์ หนูประดิษฐ ชบ ยอดแก้ว อัมพร ด้วงปาน ตรีวุธ ภาระพัฒน์ เล็ก กุดวงแก้ว ยงยุทธ ตรีนุชกร ผาย สร้อยสระกลาง ทัศน์ กระยอม รวมทั้งนักวิชาการไทยที่ทำงานกับชุมชนอย่าง ดร.ปรีชา อุยตระกูล อาจารย์อนันต์ ลิขิตประเสริฐ เป็นต้น

เครือข่ายเกษตรกรที่ยุโรปมีพลังมาก ในแต่ละประเทศมีเกษตรกรเพียงร้อยละ 2-3 ของประชากร แต่มีเครือข่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เพราะเชื่อมโยงผู้ประกอบการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร ผลผลิตทางเกษตรต่างๆ ตั้งแต่ข้าวปลาอาหาร เหล้า ไวน์ ขนมนมเนย ปุ๋ย ยา เครื่องมือเกษตรทุกชนิด

พรรคการเมืองในประเทศเหล่านี้ต่างก็วิ่งเข้าหากลุ่มเกษตรกร เพราะมั่นใจในฐานเสียงของเครือข่าย ได้ใจพวกเขาก็เท่ากับชนะเลือกตั้งไปครึ่งหนึ่งแล้ว

พวกเขาเล่าให้ฟังว่า เครือข่ายเกษตรกรในยุโรปเริ่มจริงๆ เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี่เอง ตอนที่สังคมกำลังลำบากยากแค้น ประสบภาวะขาดแคลนอย่างหนัก เกษตรกรเริ่มเดินทางไปมาหาสู่กัน โดยสารรถประจำทางบ้าง รถไฟบ้าง จนเมื่อสถานการณ์ค่อยๆ ดีขึ้น พวกเขาก็ขยายเครือข่ายออกไประดับจังหวัด ระดับภาค ระดับประเทศ และระหว่างประเทศในที่สุด

ผู้นำเกษตรกรไทยได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้นำเกษตรกรในฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และแอฟริกาตะวันตกหลายประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงที่โน่นโดยเครือข่ายจากยุโรป

ผู้นำเกษตรกรไทยหลายท่านที่ได้ร่วมขบวนการนี้มีบทบาทสำคัญในสังคมไทย ขยายเครือข่ายในพื้นที่ของตนเอง แม้ว่าจะเป็นไปอย่างเงียบๆ แต่ก็เป็นพลังเงียบที่รู้เท่าทันเหตุการณ์บ้านเมืองและระบบเศรษฐกิจสังคมที่ซับซ้อนและมีพลังสูงมากในการครอบงำประชาชน

ที่สำคัญ ได้เรียนรู้ว่าระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทยนี้ทำให้ประชาชนจำนวนมากเป็นเหยื่อ ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อความมั่งคั่ง เพื่อความมั่นคง เพื่ออำนาจ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน เกษตรกรฝรั่งเศสสรุปว่า พวกเขาเป็นเหยื่อของระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกับเกษตรกรไทยและประเทศไหนๆ ในโลก”

กรณีนี้ ใช้คำว่า hegemony ของ อันโตนิโอ กรัมชี ได้ทั้งนั้น เพราะคำนี้มีความหมายจริงๆ คือ การครอบงำอย่างแนบเนียนจนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีการต่อต้านใดๆ ยอมรับว่า “มันเป็นเช่นนี้เอง”

เหยื่อของระบบสังคมนี้ถูกทำให้มึนงงเหมือนคนติดยา ถูกเบี่ยงเบนบิดเบือน ถูกสั่งสอนว่าไม่ต้องไปสนใจเรื่องคุณค่า เรื่องจริยธรรม เป้าหมายสำคัญกว่าเครื่องมือหรือวิธีการ ไม่ต้องถามว่า วิธีการนี้ดีไม่ดีอย่างไร ขอเพียงใช้ให้ได้ผล ช่วยให้บรรลุเป้าหมายเป็นพอ

กระนั้นก็ดี วันนี้ระบบทุนนิยมพยายามปรับปรุงตนเอง พยายามสวมเสื้อยี่ห้อ “จริยธรรม” ให้คนเห็นมากๆ มาในนามของ “CSR” หรือ ความรับผิดชอบทางสังคมของบรรษัท”

“ประชารัฐ” เป็นกลไกหนึ่งในการ “ปฎิรูป”

การปฏิรูปนี้สำเร็จหรือไม่คงไม่วัดกันที่จีดีพีหรือการส่งออก แต่วัดที่คุณภาพชีวิตของชาวนาชาวไร่ 30-40 ล้านคนที่ยังรายได้ไม่พอกิน หนี้สินท่วมตัว ความเหลื่อมล้ำไม่ลด เพราะผู้นำสังคมไทยยังเชื่อ “ทฤษฎีการพัฒนาแบบไม่เท่าเทียม” ให้คนรวยรวยก่อน แล้วดึงคนจนให้รวยตาม

เป็นนิยามและนิยายของการพัฒนาที่พาฝันมา 50 ปี แล้วต่างอะไรจากโครงการจำนำข้าว ที่ชาวนาเป็นเหยื่อ เป็นฐานเสียง ฐานอำนาจของนักการเมือง