Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ทางอีศาน มิถุนายน 2560

ปี 2559 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวประมาณ 32 ล้านคน ว่ากันว่าไม่กี่ปีข้างหน้าน่าจะถึง 60 ล้านคน ขึ้นไปอยู่แถวๆ หน้าของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก

โลกเปลี่ยนไป ทำให้ “ใครๆ ก็บินได้” ข้อมูลข่าวสารมากมาย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการเข้าถึงโดยมือถือ ทำให้ใครๆ ก็อยากเดินทางท่องเที่ยว คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศเมื่อปี 2559 ประมาณ 6-7 ล้านคน ใช้เงินไปเกือบ 200,000 ล้านบาท และท่องเที่ยวในประเทศเองอีกกว่า 10 ล้านคน

          เมื่อต้นปี ซีเอ็นเอ็นยกให้ภาคอีสานเป็น 1 ใน 17 สถานที่จากทั่วโลกที่น่าเที่ยวที่สุดในปี 2560 นี้ ยกให้ข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างเป็นอาหารที่น่าลองชิม

ไม่แปลกใจเท่าไรที่ต่างประเทศสนใจไปเที่ยวอีสานมากขึ้น เพราะแนวโน้มการท่องเที่ยวโลกวันนี้เป็นการไปสัมผัสกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดถ่ายทอดกันมายาวนานทางโบราณวัตถุ สถาปัตยกรรมและจารีตประเพณีวิถีชุมชน ซึ่งอีสานมีทุกอย่างเหล่านี้

สยามรัฐ  7 มิถุนายน 2560

คิดแบบชาวบ้านธรรมดา  อเมริกาถอนตัวจากข้อตกลงปารีสเกี่ยวกับ “โลกร้อน” คนที่จะได้รับผลกระทบทางลบโดยตรงก่อนใครคงเป็นคนอเมริกันกระมัง เพราะก่อนที่ฝุ่นละอองหมอกควันและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลอยขึ้นไปสู่อวกาศ คนอเมริกันก็สูดดมเข้าไปแล้วเท่าไร เพราะร้อยละ 15 ของมลพิษทั้งหมดของโลกถูกปล่อยจากอเมริกา

                ก่อนที่อเมริกาจะ “ส่งออกความตาย” ไปยังประเทศอื่นอย่างอาหารขยะ บุหรี่ เหล้า คนอเมริกันก็บริโภคสิ่งเหล่านี้เข้าไปจนกลายเป็นประเทศที่มีปัญหาสารพัดโรค คนกว่าสองในสามน้ำหนักเกิน หนึ่งในสามเป็นโรคอ้วน พร้อมกับโรคหัวใจ เบาหวาน เส้นเลือดตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต

                อาหารขยะเต็มไปด้วยไขมัน เกลือ น้ำตาล รวมทั้งไขมันทรานส์ (transfat) หรือไขมันกลายรูปที่ผู้บริโภคอเมริกันรวมตัวกันต่อต้านจนสามารถออกกฎหมายห้ามในหลายมลรัฐ แต่อเมริกาก็กลับส่งอาหารในรูปขนมกรุปกรอบ ช็อคโกเลตที่มีไขมันทรานส์เกินขีดอันตรายไปขายทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศด้อยพัฒนา กำลังพัฒนาที่ไม่มีกฎหมายห้ามเรื่องนี้

                มีการฟ้องร้องบริษัทบุหรี่ในสหรัฐ แต่นักการเมืองอเมริกันเองที่ไปล็อบบี้ประเทศต่างๆ บังคับแกมขอร้องให้นำเข้าบุหรี่อเมริกัน อ้างนิติรัฐนิติธรรมในประเทศ แต่ไม่ใช้มาตรฐานเดียวกับประเทศอื่น

สยามรัฐ 31 พฤษภาคม 2560

หลายปีก่อน คงจำกันได้ว่า การแก้ปัญหาหนูระบาด ทำลายข้าวชาวนา ทางราชการใช้วิธีประกาศซื้อหนูจากชาวบ้าน หางละเท่าไรจำไม่ได้ แต่ได้ผล เพราะหนูหมดไปจากนา

                หลายปีก่อน รัฐบาลอยากให้คนหันมาใช้น้ำมันไรสารตะกั่ว ก็ทำให้ราคาน้ำมันไร้สารตะกั่วถูกกว่าน้ำมันเบนซินธรรมดาอื่นๆ จนคนหันมาใช้น้ำมันไร้สารกันในที่สุด

                มีคนเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาผักตบชวาที่เต็มแม่น้ำลำคลองหลายล้านตันด้วยวีธีการคล้ายกัน คือซื้อผักตบชวาจากชาวบ้าน เพราะที่มอบหมายให้หน่วยงานราชการต่างๆ ไปกำจัดผักตบชวาปรากฎว่าไม่สำเร็จและได้ผลน้อย เห็นแต่จะจัดสรรงบประมาณมากขึ้นๆ แต่คงไล่ตามผักตบไม่ทัน

                ตัวเลขผักตบจริงๆ เหลืออยู่เท่าไรไม่แน่ใจ สมมุติว่าซื้อจากชาวบ้านกิโลกรัมละ 50 สตางค์ ใครนำผักตบมาขายให้หลวง 1 ตันก็จะได้เงิน 500 บาท ก็น่าจะมีคนสนใจหารายได้พิเศษ อาจจะใช้งบประมาณมากกว่าที่ให้หน่วยงานราชการวันนี้ แต่แม้แต่ “แจกฟรี” ให้คนจนยังทำได้ นี่ก็เป็นวิธีหนึ่งเพื่อช่วยคนจน