phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 9 พฤษภาคม 2561

วิสาหกิจชุมชนบ้านเราเน้นเรื่องรายได้มากกว่าอย่างอื่น จนเหมาเอาว่า วิสาหกิจชุมชน คือธุรกิจชุมชน ความจริงเป็นอะไรมากกว่านั้น แต่เพราะการพัฒนาประเทศชาติเน้นแต่เรื่องเศรษฐกิจ ชาวบ้านก็คิดอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเรื่องปากท้อง

            อย่างเรื่องโอทอปก็ส่งเสริมเน้นแต่เรื่องการผลิต การขาย รายได้ ตอนที่นายทะคะชิ อันโดะ ผู้อำนวยการโอทอปเมืองโออิตะ ต้นตำรับของโอทอปมาเมืองไทย นักข่าวถามว่า โอทอปของไทยต่างจากของญี่ปุ่นอย่างไร เขาตอบว่า

“ญี่ปุ่นจะเน้นในเรื่องการพัฒนาคนมากกว่า เราสร้างคนซึ่งใช้เวลากว่า 20 ปี แต่ของไทยจะเน้น             เรื่องสินค้า ซึ่งใช้เวลา 3 ปีคนไทยต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่เพื่อพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น คือ ต้องพัฒนาบุคลากร การบริการและสินค้า ควบคู่กันไป”

            วันนี้โอทอปของไทยกำลังกลายพันธุ์ จากการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน กลายเป็นการรวมกลุ่มเพื่อผลิตให้นายทุนหรือ “เจ้าของ” เป็นคนดำเนินการในการขาย เปลี่ยนจากการผลิตในโรงงานเป็นผลิตที่บ้านเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นเพียงแรงงานให้ “นายทุน” ผลิตให้แล้วยังไปขายให้ เป็นเพียงลูกจ้าง

            ไม่ใช่ผู้ร่วมทุนแบบวิสาหกิจชุมชน ที่เป็น “สหกรณ์เล็ก” ตามเจตนารมณ์ที่ก่อเกิด ที่มูลนิธิหมู่บ้านได้สรุปบทเรียนจากการวิจัยและทำงานในพื้นที่และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรในยุโรป

            การเน้นการผลิตเพื่อขาย โดยไม่แยกแยะ “ตลาด” เพราะไม่มีการเรียนรู้ ไม่มีการวิจัยอย่างจริงจัง ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวนมากลงทุนลงแรงไปมากแล้วล้มเหลว หมดกำลังใจ เจ๊ง เป็นหนี้เป็นสิน

            วิสาหกิจชุมชนเกิดจากฐานข้อมูลชุมชน ที่เรียกกันว่า “ประชาพิจัย” ที่ชุมชนรวมตัวกันวิจัยหรือสำรวจข้อมูลเรื่องตนเอง ทำให้รู้ว่า ตนเองกินอะไร ใช้อะไร ทำอย่างไรจึงจะผลิต แปรรูป เพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนตนเองหรือเครือข่ายใกล้เคียง เพื่อลดการพึ่งตลาดภายนอกแต่เพียงอย่างเดียว

วิสาหกิจชุมชนไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อให้ชุมชนแข่งขันกันไปขายของที่เมืองทองธานี แต่ให้เริ่มต้นจัดการชีวิตของตนเองให้ดีก่อนที่จะคิดออกไปสู่ตลาดใหญ่

            จะผลิตอะไร แปรรูปอะไร แยกแยะให้ได้ว่า อะไรเป็นของดีวิเศษห้าดาวที่จะไปแข่งกับคนอื่นจึงเข็นออกไปสู้ ไม่ใช่ทำแชมพู สบู่ น้ำยาล้างาน แล้วก็วิ่งหาตลาด ทั้งๆ ที่ชาวบ้านในชุมชนเองก็ยังไม่ใช้

ตลาดชุมชน ตลาดท้องถิ่นใหญ่มาก แต่ถูกมองข้าม ชาวบ้านจึงก้มหน้าก้มตาหาเงินเพื่อไปซื้อจากร้านค้าอย่างเดียว ทั้งๆ ที่กว่าร้อยละ ๘๐ ที่ตนกินและใช้เป็นอะไรที่ทำเองได้ ผลิตได้ในชุมชน

            การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจึงไม่ควรเริ่มต้นจากการไปส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตเพื่อไปขาย แต่เป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านเรียนรู้ วิจัยทุนท้องถิ่นให้รอบด้าน วิจัยการบริโภคของตนเอง แล้วดูว่าจะรวมกลุ่มกันทำอะไรเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองก่อนที่จะทำไปขายข้างนอก โดยหลักที่ว่า ลดรายจ่ายเท่ากับเพิ่มรายได้

            ชาวบ้านที่ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทำแผนแม่บทชุมชน ทำข้อมูลแล้วพบว่า น่าจะทำอะไรได้มากมายเพื่อตนเอง แทนที่คิดแต่จะไปซื้อจากตลาด เช่น เครื่องแกง ที่เลิกทำกินกันเองนานแล้ว ซื้อจากตลาดสะดวกสบายกว่า ตำบลท่าข้ามซื้อเครื่องแกงปีหนึ่งหลายแสนบาท

            แม่บ้านกลุ่มหนึ่งจึงรวมกลุ่มกันทำเครื่องแกง อบต.สนับสนุนทุนก้อนหนึ่งเพื่อซื้อเครื่องมือ ชาวบ้านลงหุ้น ทำเครื่องแกงขายให้ชาวบ้านในชุมชนทุกวัน ไม่มีสารกันบูด วัตถุดิบก็ปลูกเอง ทำเอง ปลอดสารเคมี ปลอดภัย ได้เงินใช้ ไม่ต้องไปขายหาดใหญ่ให้เหนื่อย แค่ทำขายกันเองก็เหนื่อยพอแล้ว

            เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจท้องถิ่นป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เป็นเศรษฐกิจนอกระบบ (informal economy) ที่มีขนาดไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ของเศรษฐกิจทั้งหมด แต่ถูกมองข้าม ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นเพียงผู้ผลิตให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่ เป็นแรงงานให้โรงงาน และเป็นเพียงผู้หาเงินไปซื้อของจากโรงงาน เป็นผู้ผลิต ผู้ใช้แรงงานและผู้บริโภคเท่านั้น

            โจทย์สำหรับการส่งเสริมาวิสาหกิจชุมชน คือ ทำอย่างไรจึงจะให้เกิดวิสาหกิจชุมชนบนฐานความรู้ ฐานข้อมูล ไม่ใช่มองด้วยตาเปล่าแล้วลงมือทำ ลงทุนเร็วก็เจ๊งเร็วอย่างที่เห็นๆ กัน

            จีนกำลังส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง ส่งเสริมการผลิตเพื่อการบริโภคในท้องถิ่นให้มากที่สุด ส่งเสริมการรวมกลุ่ม และการสร้างคลัสเตอร์เครือข่ายการผลิต ที่เข้าใจว่า ส่วนหนึ่งจีนได้ไปเรียนรู้มาจากอิตาลี ที่มีต้นแบบของคลัสเตอร์วิสาหกิจขนาดกลาง เล็กไปถึงจิ๋ว

            เมืองไทยก็มีอะไรคล้ายกัน แต่เป็น “ชุมชนโรงงาน” อย่างการผลิตหมอนขิดสามเหลี่ยมที่อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ที่หมู่บ้านหนึ่งเย็บ หมู่บ้านสองยัด หมู่บ้านสามตรวจสอบและจัดการเตรียมส่งขึ้นรถสิบล้อที่ไปรับหมอนไปจำหน่ายทั่วประเทศ ทั้งหมดเป็นกระบวนการที่จัดการโดยนายทุน

นั่นเป็นหนึ่งในงานวิจัยของมูลนิธิหมู่บ้านเมื่อ ๓๐ ปีก่อน เช่นเดียวกับการผลิตผ้าพื้นเมืองที่นายทุนหลายจังหวัดรวบรวมคนเฒ่าคนแก่ในท้องถิ่น เอาความรู้ภูมิปัญญาเก่าแก่มาถ่ายทอด และใช้แรงงานท้องถิ่นมาผลิตเพื่อตนเองจะได้รวบรวมไปขาย

นั่นเป็นเรื่องเก่า เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว แต่วันนี้ก็ดูเหมือนยังไม่ได้เปลี่ยนอะไรนัก เพราะไม่มีการพัฒนาคน พัฒนาความรู้ พัฒนาระบบ ไม่มี “คลัสเตอร์วิสาหกิจชุมชน” ไม่มีระบบการจัดการแบบก้าวหน้า

วันนี้เรายังมีแต่กิจกรรมเดี่ยวๆ เหมือนจิ๊กซอที่ต่อกันไม่ติด จึงยังวนเวียนอยู่ในนิยายของการพัฒนา “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตนเอง” (อมาตยา เซน)

ความคิดคำนึงถึงดอยสุเทพ

          กฎหมายมีไว้สำหรับคน ไม่ใช่คนสำหรับกฎหมาย เขียนได้ก็ลบได้ ผูกได้ก็แก้ได้ เขียนใหม่ได้

          แม้แต่รัฐธรรมนูญไทย กฎหมายแม่ของไทยก็ยังฉีกทิ้งได้ เขียนใหม่ได้ตั้ง 20 ฉบับ ใครมี รัฏฐาธิปัตย์ก็ใช้เพื่อร่างหรือเลิกกฎหมายได้ อย่าง ม.๔๔ ของ คสช.วันนี้

          'ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย ก็แน่ไซร้เพื่อชนชั้นนั้น'(คาร์ล มาร์กซ์)

          กฎหมายไทยไม่ได้เคารพจารีต ประเพณี วิถีชุมชน กฎระเบียบ ระบบคุณค่าของคนไทย ท้องถิ่นไทย ไปลอกหลักคิดหลักเกณฑ์และกฎหมายฝรั่งมา แม้แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกยังเป็นภาษาอังกฤษ เพราะไปลอกมา ไม่มีเวลาแปล

          สังคมอยู่ได้ไม่เพียงแต่ด้วยกฎหมายที่ตราขึ้นมาเป็นตัวอักษร แต่ด้วยจารีตประเพณี ที่ถือสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ถือเป็นเกณฑ์ว่าด้วย ความเหมาะสมซึ่งมีความหมายเดียวกับ ถูกต้องดีงาม

          “มารยาท” “เหมาะสม” “ถูกต้อง” “ดีงามจึงเป็นคำในกลุ่มเดียวกัน ตระกูลเดียวกัน แยกไม่ออก ยิ่งวันนี้มีเรื่องสิ่งแวดล้อม สำนึกอนุรักษ์ป่า อนุรักษ์ธรรมชาติมาหนุนนำ ทำให้คนเห็นความสำคัญของความเชื่อของคนโบราณ

          ดอยสุเทพจึงไม่ใช่แค่ป่าและเขา แต่เป็น จิตวิญญาณของเชียงใหม่ ดังที่กลุ่มผู้รณรงค์ประกาศ

          “จิตวิญญาณนี้ต่างหากที่กฎหมายที่ร่างกันขึ้นมาไม่ได้ให้ความสำคัญ สิ่งที่เรียกว่า ถูกต้องดีงามจึงห่างไกลจากชีวิตและความเป็นจริง กฎหมายแทนที่จะก่อให้เกิดความสงบสันติในการอยู่ร่วมกัน จึงทำให้เกิดความขัดแย้ง ไม่ใช่คนกับคนเท่านั้น แต่คนกับป่า กับธรรมชาติด้วย

          รากฐานความคิดของฝรั่งตะวันตก คนเป็นนายเหนือธรรมชาติ จะทำอะไรอย่างไรก็ได้ รากฐานความคิดของคนไทย คนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ คนอยู่ได้ด้วยเมตตาของธรรมชาติ

          คนไทยแต่โบราณเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ มี ผีเป็นผู้เชื่อมโยง เป็นสัญลักษณ์ เป็นข้อผูกพัน จารีตประเพณี วิถีชุมชน จึงมี ผีหรือ กฎในประเพณีเป็นกรอบเป็นเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต ผิดผีจึงทำให้เกิดปัญหา ต้องขอขมา ต้องแก้ไข

          วิชาการฝรั่งต่างก็ยกให้ เหมืองฝายของไทยในภาคเหนือเป็นตัวอย่างของจารีตประเพณีที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างพึ่งพาอาศัยกัน เพราะมี ผีเดียวกัน ทำให้คนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำได้รับส่วนแบ่งปันน้ำอย่างเท่าเทียม ตามความจำเป็นของแต่ละคน ไม่มีความขัดแย้ง

          เมื่อกรมชลประทาน หน่วยงานทางราชการเข้ามาดูแลแก้ไขระเบียบ หลายแห่งเกิดปัญหา ความขัดแย้ง ชาวบ้านแย่งน้ำ ทะเลาะกัน ตีกันฆ่ากัน เพราะระเบียบการใช้น้ำใหม่ที่ไม่คำนึงถึง กฎระเบียบเดิม

          ยังมีกฎหมายอีกนับพัน ระเบียบอีกนับหมื่น ที่เป็นปัญหา แทนที่จะช่วยให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติกลับเป็นปัญหาอุปสรรค สังคมไทยจึงเป็นสังคมอลเวง

          กรณี ป่าแหว่งให้บทเรียนว่า ถ้าจะแก้ไขกฎหมาย หรือร่างกฎหมายใหม่ ให้ใส่ใจ จิตวิญญาณของสังคมไทยที่ถ่ายทอดจากอดีตมาถึงปัจจุบัน ทางจารีต ประเพณี วิถีชุมชน

          ควรศึกษาภูมิปัญญาในจารีตประเพณี และ ผีทั้งหลาย ไม่มองอย่างผิวเผินและลบหลู่ดูหมิ่นด้วยอารมณ์ความรู้สึกของผู้ที่เหนือกว่า มีอำนาจกว่า มีการศึกษากว่า แต่ใช้สติปัญญาในการ ถอดรหัสจารีตประเพณีวิถีชุมชน ระบบคุณค่า ที่มีภาษาและตรรกะอีกแบบหนึ่ง ที่หากใช้แต่ตรรกะหรือไวยากรณ์กฎหมายฝรั่งอาจเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของสังคม

          ถ้าถอดรหัส เข้าถึงแก่น ก็จะสัมผัสกับจิตวิญญาณ และไม่สามารถทำอะไรแบบสร้างบ้านในป่าแหว่งได้ลงคอ เพราะซาบซึ้งในสิ่งที่ เหมาะสม ถูกต้อง ดีงามสามคำที่ประเพณีหลอมรวมเข้าด้วยกันให้เป็นวิถีของชุมชน

          พลังแห่งจิตวิญญาณของบรรพบุรุษมีจริง และกำลังทำงานผ่านพลังประชาชนคนรักป่ารักดอยสุเทพวันนี้

 

 เสรี พงศ์พิศ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๑

สยามรัฐรายวัน 2 พฤษภาคม 2561

ถ้าวิสาหกิจชุมชนจะมีสถานภาพเป็นนิติบุคคล ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะเข้มแข็งเติบโต คงต้องมีการส่งเสริมสนับสนุนอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะ “การเรียนรู้” เพราะถ้าไม่ใช้ปัญญา ก็จะหาแต่งบประมาณ ซึ่งไม่มีวันพอ จึงอยากเล่าเรื่องการเรียนรู้ เบื้องหลังที่มาของวิสาหกิจชุมชน

            มูลนิธิหมู่บ้านได้ประสานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้นำชุมชน ไม่เพียงแต่ให้มีการพบปะ ไปมาหาสู่ระหว่างจังหวัด ระหว่างภาค แต่รวมไปถึงระหว่างประเทศ ในยุโรปและแอฟริกา

การไปพบกลุ่มเกษตรกรในฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ทำให้ผู้นำเกษตรกรไทยได้เรียนรู้เรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรชุมชน โดยการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ที่หลากหลายรูปแบบตามเนื้อหางาน และบริบททางสังคม

ผู้นำเกษตรกรไทยได้เห็นการทำงานร่วมกันของชุมชนในยุโรป การรวมกลุ่มใหญ่กลุ่มเล็กตามลักษณะงาน กลุ่มเล็กๆ เช่าซื้อเครื่องมือการเกษตรแพงๆ ด้วยกันเพื่อใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า (ไม่ใช่ซื้อรถไถมาไถปีหนึ่งไม่กี่วัน แล้วจอดไว้ให้ขึ้นสนิมใต้ถุนบ้าน หมู่บ้านละหลายสิบคันอย่างบ้านเรา)

สหกรณ์ในยุโรปมีระบบโครงสร้างที่วิวัฒนาการมานานจนลงตัว ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ไมใช่แข็งตัวจนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้มีสมาชิกมากและมีขนาดใหญ่ แต่ก็คล่องตัวและมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถแยกย่อยทำอะไรได้สารพัด ไม่ใหญ่แบบเรือเกลือเหมือนบ้านเรา

เรายังได้เรียนรู้เรื่อง “กลุ่มออมทรัพย์” ที่เยอรมัน ซึ่งส่วนใหญ่รวมตัวกันเป็นธนาคารเรียกว่าไรฟายเซ่นแบ้งค์ ตามชื่อของผู้ก่อตั้งเมื่อ ๑๕๐ ปีก่อน ที่พัฒนาไปเป็น “ราโบแบ้งค์” ที่เนเธอร์แลนด์ เป็น “เครดิตยูเนียน” ทีแคนาดาและสหรัฐอเมริกาและแพร่มาถึงเมืองไทย

กลุ่มเกษตรกรที่เยอรมันและฝรั่งเศสเล่าประสการณ์ให้เกษตรกรไทยฟังเพื่อจะได้ไม่ทำผิดซ้ำรอยพวกเขา และให้ได้วิชาจากการเรียนลัดในเรื่องการประกอบการ การออมทรัพย์ การจัดการทรัพยากรชุมชน และที่สำคัญ การสร้างเครือข่าย

พวกเขาเล่าว่า หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้นำเกษตรกรเริ่มไปมาหาสู่เพื่อช่วยกันหาทางออกจากปัญหาวิกฤติหลังสงคราม นั่งรถเมล์ รถไฟไปมาหาสู่ เพราะไม่มีรถยนต์ส่วนตัว รวมตัวกันเข้มแข็งในอำเภอ จังหวัด ในเขต ในภาค จนถึงระดับประเทศ และไปถึงระดับประชาคมยุโรปในที่สุด

เครือข่ายเกษตรกรในประเทศเหล่านี้มีพลังมาก พลังทางการเมืองที่นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องวิ่งไปหา เพราะถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเกษตรกรมีสิทธิ์สอบตก เพราะเครือข่ายของเกษตรกรไม่ได้มีแต่ชาวบ้าน แต่มีชาวเมืองและคนทำวิสาหกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้าวปลาอาหารการอยู่การกิน

ประสบการณ์ที่สำคัญขององค์กรชุมชนในยุโรปที่ได้ให้บทเรียนแก่ผู้นำเกษตรกรไทย คือ การทำงานเป็นสหกรณ์ การจัดการทรัพยากรและทุนท้องถิ่น อย่างกรณีการเกิดและเติบโตของสหกรณ์น้ำตาลจากผักกาดหวานในเยอรมัน

สหกรณ์น้ำตาลนี้เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ในชุมชน ที่ตัดเงินจากหัวผักกาดหวานที่นำมารวมกันทำน้ำตาลกิโลละไม่กี่บาท กลายเป็นทุนก้อนใหญ่ที่ขยายไปเป็นสหกรณ์ระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับประเทศ จนถึงระดับยุโรปไปเลย

การทำงานที่ประสบผลสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบโชคช่วย แต่มาจากการเรียนรู้ การส่งเสริมสนับสนุนโดยรัฐบาลทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ที่เห็นความสำคัญของ “เศรษฐกิจฐานราก” จริงๆ

ที่เป็นระบบและเห็นขัดเจนที่สุด คือ การส่งเสริม SMEs ที่ฝรั่งเศสและอิตาลี ที่มีกองทุนสนับสนุนและมีหน่วยงานที่ทำการวิจัย ให้ข้อมูลและคำแนะนำด้านวิชาการแก่ผู้สนใจทำการประกอบการ

ที่ฝรั่งเศสมีการจัดตั้งหน่วยงานเล็กๆ ในจังหวัดต่างๆ เรียกชื่อว่า Boutique de Gestion (BG) ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรที่ชำนาญการจากภาคธุรกิจเอกชน (การประกอบการและการเงิน) จากภาควิชาการ และจากภาคการเมืองท้องถิ่น ที่ให้การสนับสนุนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่สนใจอยากริเริ่มวิสาหกิจ

ศาสตราจารย์ฌอง ปิแอร์ ฮุสเซล เป็นนักภูมิศาสตร์สังคม วิจัยเรื่องประวัติศาสตร์ชาวนาฝรั่งเศส และทำการวิจัยเรื่อง “อิตาลีโมเดล” ได้พบว่า SMEs อิตาลีมีพลังสำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจอิตาลี โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเกษตรและเศรษฐกิจชุมชน (ที่มาร์กซ์เคยทำนายว่า เป็นเศรษฐกิจที่รอวันตาย)

ศาสตราจารย์คนนี้บอกว่า อิตาลีโมเดลนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบให้เศรษฐกิจในประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่กรีซ ตุรกี สเปน โปร์ตุเกส และประเทศในแอฟริกาเหนือ

เขาคือหนึ่งในวิทยากรที่กลุ่มผู้นำเกษตรกรไทยได้พบที่ฝรั่งเศส ผมได้เชิญมาประเทศไทยให้บรรยายประสบการณ์การวิจัยเกี่ยวกับ SMEs ที่อิตาลีและประเทศในเอเชีย เพียงได้อ่านข้อมูลพื้นฐานที่เขาขอให้ผมหาให้เกี่ยวกับการศึกษาและอาชีพของคนไทยในภาคต่างๆ เขาก็วิเคราะห์ได้อย่างแหลมคมว่า แนวโน้มการพัฒนาของไทยในแต่ละภาคจะไปทางไหนอย่างไร

เขาชำนาญในการ “อ่านข้อมูล” เพราะนอกจากประสบการณ์การวิจัย SMEs ที่อิตาลี เขาได้วิจัยที่ ญี่ปุ่น เกาหลีและไต้หวัน และได้พบปัจจัยหลายอย่างที่คล้ายกับอิตาลีในสามประเทศนี้

เขายืนยันว่า นอกจากพื้นฐานการศึกษาของพลเมืองแล้ว บรรยากาศประชาธิปไตย และการสนับสนุนด้านการวิจัยและทุนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะ SMEs ล้วนแต่มีขีดจำกัดในด้านทุน โดยเฉพาะทุนด้านการวิจัยเพื่อให้ได้นวัตกรรม ซึ่งไม่อาจไปแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหลายได้