phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 21 กุมภาพันธ์ 2561

ไม่ทราบว่า “คนไทยแท้” หน้าตาเป็นอย่างไร เราทุกคนไม่ว่าเชื้อชาติอะไรก็เป็นคนไทยเหมือนกัน เท่ากัน ต่างแต่เพียงว่าใครมาอยู่บนผืนดินสุวรรณภูมิแห่งนี้ก่อนกันเท่านั้น

            คนไทยเชื้อสายจีนมาอยู่เมืองไทยหลายร้อยปีแล้ว กลุ่มใหญ่หลั่งไหลออกจากเมืองจีนไปสู่ประเทศต่างๆ หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศจีนเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา

            ตำนานที่เล่าขานสู่ลูกหลานจนถึงวันนี้ คือ หลายคนออกจากบ้านเกิดเมืองนอนด้วยเสื่อผืนหมอนใบ ไปตายเอาดาบหน้า ตั้งรกรากในเมืองไทย อาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์ สายเลือดแซ่ตระกูลและวัฒนธรรม ประกอบกับความขยันหมั่นเพียร ค้าขายเป็น ทำให้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจนหลายคนกลายเป็น “เจ้าสัว”

            บางคนออกจากบางกอกไปอยู่ตามหัวเมือง ขอยืมขอเช่าที่ดินชาวบ้านปลูกผักขาย ได้ข้อมูลจากชาวบ้านร้านตลาด ว่าชาวบ้านชอบกินผักอะไรก็ปลูกอันนั้นและลองผักใหม่ๆ ไปพร้อมกัน เก็บเงินได้ก็ซื้อที่ดิน ขยายที่ปลูกผักส่งตลาดใกล้ไกล ได้เงินมากขึ้นก็ซื้อโรงสี รับสีข้าวชาวบ้าน ขายข้าว เติบโตเป็นเจ้าของโรงสีใหญ่ ขยายกิจการไปไม่รู้จบ เพราะลู่ทางมีมากมาย

            ตำนานของเจ้าสัวหลายคนเป็นที่รู้จักดี ที่เติบโตจากการค้าขายเล็กๆ จนกลายเป็นธุรกิจใหญ่หลายแสนล้าน มีที่ดินเป็นแสนๆ ไร่ สอนลูกหลานให้ตั้งใจทำงานให้ดี เพราะประเทศนี้แสนจะอุดมสมบูรณ์ เขียนจดหมายไปหาญาติพี่น้องที่เมืองจีนว่า ประเทศนี้ดีแท้ เอาตะเกียบเสียบลงดินยังงอกได้

            ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ลามไปถามหาเชื้อชาติของคนไทยด้วยกันมาจากความรู้สึกที่เห็นการค้าไม่เป็นธรรม การครอบงำ การเอาเปรียบ การผูกขาดของธุรกิจยักษ์ใหญ่ เหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไม่ปล่อยให้ “ชาวบ้าน” คนเล็กๆ มีที่ยืนในสังคมเศรษฐกิจ เป็นได้แต่เพียงแรงงานและผู้บริโภคเท่านั้น

            กิจการเล็กๆ ร้านโชห่วยตามเมืองใหญ่ไปถึงหมู่บ้านที่ปิดไป ภูมิปัญญาที่ถูกครอบไว้ไม่ให้เติบโตอย่างเรื่อง “เหล้า” และอื่นๆ ที่ระบบโครงสร้างทางกฎหมายไม่เปิดโอกาสให้มีการพัฒนา เพราะ “นายทุน” ไปแอบอยู่หลังทุกรัฐบาลและผู้ทำหน้าที่ออกกฎหมาย

            อย่างไรก็ดี โอกาสก็ยังพอมี เพียงแต่ต้องมีการเรียนรู้และลงมือทำ ยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง คือ การปลูกต้นไม้ คนส่วนใหญ่ยังพอมีที่ดินเป็นของตนเอง หรือที่ส่วนรวม ที่สาธารณะ วัด โรงเรียน ป่าชุมชนก็ได้ น่าจะทำโครงการปลูกไม้ให้เต็มแผ่นดิน เพราะเรามีที่ดิน มีแรงงาน

            ลองปลูกไม้พยุงสักปีละ 100 ล้านต้น ถ้ารวมพลังกันจริง และได้รับการสนับสนุนจากรัฐด้วยก็จะทำได้ไม่ยาก เพราะเมล็ดไม้พยุง 1 กิโล มี 40,000 เมล็ด ป่าไม้ช่วยหาเมล็ดให้สัก 2,500-3,000 กิโลก็ได้กล้าเพียงพอที่จะปลูกปีละ 100 ล้านต้น ยุทธศาสตร์ 20 ปี ปลูกได้ 2,000 ล้านต้น

            ตั้งแต่ปีที่ 20 ตัดไม้พยุงลงมาได้ปีละ 100 ล้านต้น ราคาต้นหนึ่งไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท แปรรูปเป็นไม้กระดาน ไม้ท่อน ส่งไปขายเมืองจีน ราคาวันนี้ประมาณ 1 ล้านบาทต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร ประเทศไทยจะมีรายได้จากไม้พยุงปีละไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาท

            ถ้าได้ผลเพียงครึ่งเดียวก็ได้ 2.5 ล้านล้านบาท เกือบเท่างบประมาณแผ่นดินหนึ่งปี และถ้าปลูกตั้งแต่ปีนี้ไปทุกปีๆ ละ 100 ล้านต้น หลังจากปีที่ 20 ก็จะได้ปีละไม่น้อยกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

            เมืองจีนซื้อไม้พะยุงไทยราคาสูงมากเพราะต้องการไปทำเฟอร์นิเจอร์จักรพรรดิ์ ของใช้ระดับฮ่องเต้ ราคาชุดหนึ่งนับสิบๆ ล้าน ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเอาไปทำวัตถุมงคล ฮก ลก ซิ่ว และอื่นๆ ประเทศอื่นๆ ก็ต้องการ เพราะไม้ดีๆ วันนี้มีค่ายิ่งกว่าทองคำ ไม้พยุงคือทองคำสีดำ

            จะเรียกว่า หนามยอกเอาหนามบ่งก็ว่าได้ เมืองไทยมีที่ดินอุดมสมบูรณ์ ปลูกอะไรก็ขึ้น เลี้ยงอะไรก็โต มีแรงงานหลายสิบล้านคนที่ทำการปลูกต้นไม้ดีๆ ได้ ปรับแก้กฎหมายให้คนปลูกได้ มีแรงจูงใจให้ปลูกและดูแลรักษา ให้การสนับสนุนกล้าไม้อย่างเพียงพอ แค่นี้ก็แก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน

            ถ้าวันนี้ ครอบครัวหนึ่งปลูกไม้พยุง 100 ต้น เพียง 12-13 ปีก็โตเส้นผ่าศูนย์กลาง 15-20 ซ.ม. ตัดลงมาราคาก็ไม่น้อยกว่า 20,000 บาทแล้ว ถ้ารีบขายเพราะไม่มีเงินใช้ก็ตัดลงมา แต่ปลูกใหม่ทุกปี ตั้งแต่ปีที่ 14 ตัดได้ปีละ 100 ต้น จะได้เงินประมาณ 2 ล้านบาท ปล่อยไว้ให้ถึง 20 ปี ก็จะได้ 5 ล้านบาท ถ้าปลูก 1,000 ต้น 13-14 ปีก็จะได้ 20 ล้านบาท 20 ปี จะได้ 50 ล้านบาท ถ้าปลูกวันนี้ไปทุกปีก็จะมีรายได้ที่ว่าทุกปี

            ใครอายุ 30-40 ปีวันนี้ ถ้าวางแผนให้ดี ปลูกไม้พยุงวันนี้สัก 1,000 ต้น อาจจะมีเงินอย่างน้อย 20-50 ล้านบาทเมื่ออายุยังไม่ถึง 60 เกษียณก่อนกำหนด จะพักผ่อนหรือทำงานที่รักที่ชอบ ทำบุญ ไปท่องเที่ยว

            “จุดเทียนขึ้นมาสักเล่ม ดีกว่านั่งด่าความมืด” ภาษิตจีนว่า แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียวกรณี       ”เจ้าสัวล่าเสือดำ” มาช่วยกันปลูกต้นไม้ที่ได้ทั้งป่า ได้ทั้งเงิน ลดโลกร้อน ได้ทุกฝ่ายแบบวิน-วิน

            ปัญหา “ภูโล้น” ที่จังหวัดน่านและอีกหลายจังหวัดที่มีจิตอาสาจากเมืองหลวงไปช่วยปลูกป่า ไม่รู้ว่าปลูกได้กี่ต้นแล้ว ลองเอาความคิดนี้ไปทำไม่ดีกว่าหรือ รอช้า คนมีที่ดินเป็นแสนๆ ไร่ มีเงินเป็นแสนๆ ล้านอาจจะเอาไปทำ แล้วชาวบ้านเราก็จะเป็นเพียง “แรงงาน” ถูกๆ ให้เขาเหมือนเดิม

            ถ้าเมืองไทยไม่ได้จนทรัพยากร ไม่ได้จนแรงงาน ไม่ได้จนเงิน แต่จนปัญญา ก็ต้องหาวิธีสร้างปัญญาแต่ต้องสร้างด้วยเครือข่ายการเรียนรู้ที่เป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐและทุน เพราะทั้งรัฐและทุนมีอำนาจครอบงำที่แยบยล ดูได้จากระบบการปกครอง ระบบการศึกษาที่ยังใช้อำนาจควบคุมจากศูนย์กลาง เหมือนยังอยากให้คนโง่ต่อไปเพื่อจะได้ครอบงำง่าย

            เรื่องไม้พยุงเป็นอะไรที่ชาวบ้าน คนเล็กๆ ทำได้ดี ปลูกกันคนละเล็กละน้อย กระจายไปเต็มแผ่นดิน อำนาจมาจากข้างล่าง มาจากแม่ธรณี ไม่พยุงเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นคุณอันยิ่งใหญ่ให้แผ่นดิน           

Wednesday, 14 February 2018 10:03

วิถีแห่งจีน

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 14 กุมภาพันธ์ 2561

ขงจื้อสอนว่า “ให้ศึกษาอดีตเพื่อกำหนดอนาคต” เป็นเนื้อหาหนึ่งในหนังสือเล่มเล็กที่อาจารย์อู้ ตัน แห่งมหาวิทยาลัยในปักกิ่งได้รวบรวมเรียบเรียงคำสอนของขงจื้อเมื่อสิบกว่าปีก่อน และขายได้สิบล้านเล่มในเวลาไม่ถึงปี ถึงวันนี้น่าจะขายได้หลายสิบล้าน

            นโยบายจีนยุคใหม่ที่ต้องการ “เชื่อมอดีตกับปัจจุบันเพื่อสานอนาคต” เป็นประเด็นที่น่าศึกษา เพราะหลังสงครามและการปฏิวัติในศตวรรษที่ ๒๐ ที่ดูเหมือนจะมีแต่ “สุดขั้ว” ของแนวคิดและความรุนแรง คนสงสัยว่า จากความขัดแย้งและสงคราม มาถึงยุคของการประนีประนอมระหว่าง “ขั้วตรงกันข้าม” ได้อย่างไร

            วันนี้จีนได้ก่อตั้งสถาบันขงจื้อหลายร้อยแห่งในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมจีน คล้ายกับที่ฝรั่งเศส (Alliance Francaise) เยอรมนี (สถาบันเกอเต้) และอื่นๆ เขามีกัน

            ระหว่างทศวรรษปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976) ลัทธิขงจื้อเป็นหนึ่งใน “สี่ผีร้าย” ที่ต้องกำจัด เพราะถือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิวัติตามแนวคิดคอมมิวนิสม์แบบจีน ที่เป็นส่วนผสมของมาร์กซ์ เหมา และสตาลิน

            การกลับมาของขงจื้อมีการวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะสังคมจีนมีช่องว่างทาง “อุดมการณ์” ซึ่งสังคมนิยมคอมมิวนิสม์ไม่สามารถถมได้ ต้องกลับไปหา “รากเหง้า” ซึ่งก็ดูจะไม่เป็นปัญหาอุปสรรค หรือขัดแย้งกับแนวทางที่อ่อนลงของพรรคคอมมิวนิสม์จีนในยุค “สี่ทันสมัย” ที่นำโดยเติ้ง เสี่ยวผิง

            จีนมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ต่อเนื่องมายาวนานหลายพันปี มีรากฐานทางความคิดตลอดมาตั้งแต่ต้น และมาถึงยุคทองของจีนเมื่อประมาณ ๒,๕๐๐ ก่อน ยุคเดียวกับพระพุทธเจ้าในอินเดีย และกำเนิดปรัชญาตะวันตกที่กรีก ทั้งหมดรวมกันจึงเรียกว่า ยุคทองของมนุษยชาติ

            เมืองจีนยุคทองมีร้อยสำนัก ที่รู้จักกันและมีอิทธิพลมากที่สุด คือ ลัทธิขงจื้อกับลัทธิเต๋า ที่ดูเป็นสองขั้วความคิด คำสอนขงจื้อเป็นปรัชญาสังคมที่เน้นการปฏิบัติ จริยธรรมอันดีงาม และการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ถือว่าครอบครัวและชุมชนเป็นฐานที่สำคัญที่สุดของสังคมใหญ่

            เต๋าเป็นอะไรที่ออกแนวอภิปรัชญา เป็นนามธรรม เต๋าแปลว่า วิถี โดยสอนให้เห็นว่า เป้าหมายและวิถีเป็นอันเดียวกัน (เหมือนที่ปาสกัล นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่บอกว่า ขอบฟ้ามิได้อยู่ที่สุดสายตา แต่อยู่ทุกย่างก้าวที่เราเดิน)

เต๋าบอกว่า ความแตกต่างระหว่างดีกับเลว มืดกับสว่าง ลบกับบวก และขั้วตรงกันข้ามทั้งหลายเป็นผลของการมอง ไม่ใช่ความจริง ในความเป็นจริง หยินและหยาง ไม่ใช่สองอย่าง แต่เป็นหนึ่งที่แยกมิได้ ที่สัมพันธ์ เกี่ยวพัน และขึ้นต่อกันในชีวิตความเป็นจริง

ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งหยินและหยาง เหมือนพลังที่ตรงกันข้ามหรือขัดแย้ง เหมือนอ่อนกับแข็ง สว่างกับมืด ต่ำกับสูง เย็นกับร้อน

หยินกับหยาง เหมือนรูปวงกลมที่มีขาวและดำ ในส่วนดำมีจุดขาว ในส่วนขาวมีจุดดำ เหมือนชีวิต ในสุขมีทุกข์ ในทุกข์มีสุข ในดีมีชั่ว ในชั่วมีดี  ความขัดแย้ง (conflict) ตลอดเวลานำไปสู่สภาวะโต้แย้ง (contradiction) และการเปลี่ยนแปลง

คำสอนของขงจื้อ “กำจัดขั้วทั้งสองเพื่อจะได้ตรงกลาง” ตล้ายกับแนวคิดวิภาษวิธีของเฮเกล (ตัวตั้ง ตัวโต้ ตัวตอบ Thesis-Antithesis-Synthesis) ซึ่งเป็นวิธีการผสานคืน (reconcile) ขั้วตรงกันข้ามเข้าด้วยกัน เพื่อหาพื้นที่ร่วม (common ground) เพื่อเอาส่วนดีที่สุดของทั้งสองขั้วมารวมกัน

แนวคิดหยินหยางเป็นหลักสำคัญในศาสตร์ต่างๆ ของจีน การแพทย์แผนจีน รวมไปถึงศิลปะป้องกันตัวสำนักต่างๆ ซึ่งเน้นให้เห็นความสำคัญของ “ความสมดุล” ของขั้วตรงกันข้าม

คงไม่ผิดนักถ้าหากจะวิเคราะห์ว่า ด้วยรากฐานปรัชญาจีนแบบนี้ เราถึงเห็นแนวทางประนีประนอมทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมของจีนในวันนี้ ซึ่งมีอะไรที่ดูแปลกประหลาดในสายตาคนตะวันตกอย่างกรณีการผสานระหว่างสังคมนิยมกับเสรีนิยมเป็น “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” (Socialist Market Economy) เป็นขั้วตรงกันข้ามที่ถูกผสานเข้า (reconciled) จนได้ผลสรุปแห่งวิภาษวิธีแบบจีน

จีนคงได้สรุปบทเรียนจากความผิดพลาดของการปฏิวัติวัฒนธรรม ที่พยายามทำลายผีร้าย ๔ ตัว เหมือนไปตัดรากเหง้าของชาวจีน เพราะนอกจากความเชื่อในเรื่องชะตากรรมและทวยเทพทั้งหลายแล้ว จีนยังเคารพกราบไหว้บรรพบุรุษประหนึ่งเทพอีกด้วย ห้ามเทพอื่นยังพอทนได้ แต่ห้ามกราบไหว้บรรพบุรุษนี่คนจีนไม่อาจรับได้ แรงกดเท่าใด แรงตอบโต้ก็เท่านั้น ปฏิวัติวัฒนธรรมจึงล้มเหลว

การคืนสู่รากเหง้า การฟื้นฟูปรัชญาจีนร้อยสำนักคงทำให้คนจีนได้เรียนรู้อะไรมากกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือเน้นแต่การปฏิบัติที่ได้ผลจับต้องได้ จนกลายเป็นพวกปฏิบัตินิยมสุดโต่ง ทำอะไรไม่ได้ผลตอบแทนแล้วไม่ทำ จนอาจสรุปแบบไร้ขีดจำกัดว่า “แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้เท่านั้น”

อย่างน้อยก็ยังมีเต๋าที่สอนให้อยู่อย่างเรียบง่าย เป็นหนึ่งกับธรรมชาติ ไม่ใช่พัฒนาแบบทำลายล้าง ซึ่งที่สุดก็ทำลายตัวเอง เหมือนหมอกควันพิษที่คลุมปักกิ่งและเมืองใหญ่ อันเป็นผลของการพัฒนา ที่จีนกำลังหาวิธีแก้ไขเพื่อให้เกิดความสมดุล ลดมลพิษ ลดโลกร้อน

ฟังประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พูดในวันเปิดสมัชชาจีนเมื่อไม่นานมานี้แล้วก็เห็นวิสัยทัศน์ที่มาของผู้นำจีนยุคใหม่ว่า น่าจะมาจากการได้ศึกษาอดีตอย่างลึกซึ้ง เพื่อเข้าใจปัจจุบันและสานอนาคต

น่าสนใจว่า วิสัยทัศน์และนโยบายทั้งหลายจะสร้างการพัฒนาที่สมดุลให้จีนและทางสายไหมยุคใหม่จะเชื่อมโลกเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้หรือไม่เพียงใด

เพราะยังมีคำถามมากมาย โดยเฉพาะการพัฒนาที่ก้าวกระโดดที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น คนรากหญ้าลำบากมากขึ้น สิทธิเสรีภาพที่ถูกจำกัด ปรัชญาและนโยบายจีนยุคใหม่จะให้คำตอบได้หรือไม่

สยามรัฐ 7 กุมภาพันธุ์ 2561

 ตรุษจีนน่าจะเป็นการฉลองปีใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คงเป็นเพราะอารยธรรมจีนมีอายุต่อเนื่องมาหลายพันปี เป็นรากเหง้ายาวนานที่แม้แต่อำนาจล้นฟ้าของคอมมิวนิสม์ก็ไม่สามารถล้มล้างได้ เช่นความล้มเหลวของการปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976)

            “สี่ทันสมัย” ตามมาหลังทศวรรษแห่งการฝันร้ายนั้น เป็นยุคที่เติ้ง เสี่ยวผิงประกาศว่า “แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้”

            จีนปรับเปลี่ยนมุมมองวัฒนธรรม เห็นว่าไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรค แต่เป็นโอกาสเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะวัฒนธรรมของชนเผ่าและท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งจีนไม่มองว่าเป็น “อาวุธคนยาก” ที่จะใช้ต่อต้านรัฐบาล แต่เป็น “พลังอันยิ่งใหญ่” เพื่อการพัฒนาประเทศ

            นับเป็นความชาญฉลาดของรัฐบาลจีนที่มองทะลุจากสิ่งที่ปรากฎภายนอกเข้าไปถึงแก่นหรือหัวใจของวัฒนธรรม ซึ่งก็คือ “จิตวิญญาณ” ของชุมชน เป็นระบบคุณค่าที่ร้อยรัดผู้คนให้เป็นพี่เป็นน้อง เอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูล ทำให้ผู้คนอยู่อย่างมีความสุข

            ทำลายวัฒนธรรม เท่ากับทำลายจิตวิญญาณของชุมชน ของท้องถิ่น ผู้คนก็ขาดพลังชีวิต สังคมขาดรากฐาน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ และนั่นทำให้การปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนล้มเหลว เพราะมุ่งทำลายล้างวัฒนธรรมเก่าแก่ของจีน รวมทั้งวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้าไปเมืองจีน

            วัฒนธรรมจีนได้รับการฟื้นฟูกลับมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ในเวลาเดียวกันก็มีการเปิดรับวัฒนธรรมอื่นๆ โดยเฉพาะตะวันตก

            ตอนที่ไอแซค สเติร์น นักไวโอลินระดับปรมาจารย์ชาวอเมริกันไปเยือนเมืองจีนในปี 1978 เขาไปเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และมีแผนการฝึกอบรมการเรียนการสอนไวโอลินให้คนจีนด้วย แต่กลายเป็นว่า โปรแกรมของเขาถูกจัดในคอนเสิร์ตฮอลล์ในเมืองใหญ่ๆ มีคนเข้าไปชมแน่นทุกแห่ง

            มีการบันทึกการเดินทางไปเมืองจีนครั้งนั้นชื่อ “จากเหมาถึงโมสาร์ท”  (From Mao to Mozart) ส่งเข้าประกวดและได้รางวัลออสการ์สารคดียอดเยี่ยมในปี 1981

            ครูไวโอลินคนหนึ่งเล่าในสารคดีนี้ว่า ระหว่างปฏิวัติวัฒนธรรม เขาถูกจับขังในห้องแคบๆ ออกมาเห็นแสงตะวันวันละครั้งเพื่อไปห้องน้ำเท่านั้น เพื่อนๆ นับสิบคนทนไม่ได้ฆ่าตัวตาย จีนต้องการให้คนเลิกเล่นดนตรีตะวันตก ถือเป็นสิ่งมอมเมา

            ในปี 1978 ไอแซค สเติร์นพบว่า เด็กวัยรุ่นจีนอายุ 17-18 เล่นไวโอลินไม่ดี ครูไวโอลินจีนบอกว่า เพราะไม่มีพื้นฐานดนตรีตะวันตก เล่นเป็นแต่โน้ตเพลงของโมสาร์ท แต่เข้าไม่ถึงวิญญาณของโมสาร์ท

            อย่างไรก็ดี ไอแซค สเติร์นพบว่า เด็กจีนมีศักยภาพสูงมากที่จะเล่นดนตรีตะวันตกได้ไม่แพ้คนตะวันตก ถ้าพวกเขาเข้าถึงวิญญาณของดนตรีได้ และกาลเวลาก็ได้พิสูจน์ความจริงข้อนี้

            เด็กจีนตัวเล็กๆ อายุระหว่าง 7-10 กว่าขวบที่เล่นเปียโน ไวโอลิน เชลโล ให้ปรมาจารย์ชาวอเมริกันผู้นี้ฟังในปี 1978 ไม่กี่ปีให้หลังได้กลายเป็นนักดนตรีระดับแนวหน้าของโลกไปเกือบทุกคน ไปแข่งขันได้รางวัลนานาชาติ ได้แสดงเดี่ยวกับวงดนตรีมีชื่อเสียง และบันทึกเสียงกับบริษัทยักษ์ใหญ่

            ในปี 1999 ยี่สิบปีให้หลัง สเติร์น กลับไปเมืองจีนอีกครั้ง เขาได้พบกับเด็กๆ อัจฉริยะเหล่านั้น ที่ล้วนแต่มีชื่อเสียง หลายคนได้รับความช่วยเหลือจากเขาให้ไปเรียนต่อในสถาบันดนตรีมีชื่อเสียงที่อเมริกา

             วันนี้ คนที่สนใจดนตรีคลาสสิก น่าจะไม่มีใครไม่รู้จัก Lang Lang นักเปียโนหนุ่มจีน ซึ่งได้ชื่อว่า ไม่ใช่เป็นแค่นักเปียโน แต่เป็น “ศิลปิน” หรือ “ดารา” ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เล่นที่ไหนใครๆ ก็อยากฟัง เพราะนอกจากฝีมือหรือเทคนิกชั้นยอดแล้ว เขายังเข้าถึง “วิญญาณ” ของโมสาร์ท เบโธเฟน รัคมานีนอฟ และคีตกวีตะวันตกได้เป็นอย่างดี  

ลัง ลัง เล่นเปียโนในงานเปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่งเมื่อปี 2008 แสดงคอนเสิร์ตร่วมกับออร์แกสตร้าที่มีชื่อเสียงทั่วโลก เขาเป็นคนรุ่นใหม่ในแบบที่ไอแซค สเติร์นได้ทำนายไว้ไม่ผิด

เมืองจีนส่งเสริมการเรียนศิลปะ ดนตรี ไม่ว่าพื้นเมืองหรือต่างประเทศ เพราะเห็นคุณค่าความสำคัญของศิลปะวัฒนธรรม ที่ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่เพื่อประชาชนคนจีนเองจะได้สัมผัสคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรมเหล่านั้น ไม่ว่าของจีน ตะวันออกหรือตะวันตก ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาคน ขัดเกลาอารมณ์ความรู้สึก ทำให้คนมีจิตใจอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง เป็นวัตถุไร้วิญญาณ

ประเทศที่พัฒนาเป็น เขาไม่ได้ส่งเสริมแต่การศึกษาอาชีวะ เพื่อสร้างคนป้อนโรงงานอุตสาหกรรม ไปรับจ้างบริษัทห้างร้านงานบริการ เขาส่งเสริมศิลปศาสตร์ ศิลปะกรรม ส่งเสริมวัฒนธรรม ทำให้คนเข้าถึงจิตวิญญาณของศิลปะ ซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ และเป็นแก่น “อารยธรรม” ไม่ว่าของชนชาติใด

ประเทศพัฒนาแล้วเขาสร้างหุ่นยนต์ให้เป็นคน ประเทศด้อยพัฒนาสร้างคนให้เป็นหุ่นยนต์ ที่ไม่มีวิญญาณ คิดแต่เรื่องกิน เรื่องบริโภค เรื่องรายได้ เรื่องจีดีพี ละเลยเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องคุณค่า เรื่องคุณธรรม ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เป็นรากเหง้าของเราทุกคน

คิดคำนึงถึงเทศกาลตรุษจีนให้ดีและรอบด้าน จะได้อะไรมากกว่ากิน เที่ยว กับอั่งเปา