phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 5 มิถุนายน 2562

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ท่าพระจันทร์มีพื้นที่ไม่ถึง ๕๐ ไร่ มีแผนขยายไปที่รังสิตตั้งแต่เมื่อประมาณปี ๒๕๐๐ แต่เพราะเป็น “ธรรมศาสตร์” จึงต้องเถียงกันนานเกือบ ๓๐ ปี ปล่อยให้เกษตรศาสตร์ไปที่กำแพงเสน ศิลปากรไปที่นครปฐมก่อนทั้งๆ ที่วางแผนทีหลังตั้งนาน

            เมื่อประมาณปี ๒๕๒๕ ผมอยู่ในคณะทำงานที่มีอาจารย์ประภาส อวยชัย อธิการบดีเป็นประธาน ได้รับมอบหมายจากสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ไปสำรวจพื้นที่ที่รังสิต ซึ่งเคยมี ๒,๐๐๐ ไร่ ให้เอไอทีเช่าไปส่วนหนึ่ง ให้ดูว่าจะวางแผนวางแปลนอย่างไร

            เมื่อมีการนำเสนอในสภามหาวิทยาลัยก็ได้รับการท้วงติงว่า มีแผนกายภาพชัดเจนดี แต่แผนวิชาการจะเอาอย่างไร เพราะมีสองแนวทางที่เถียงกันนานแล้ว ถ้าจะขยายไปรังสิตและเป็นมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ มีคณะวิทยาศาสตร์ต่างๆ ด้วย ควรมีแนวทางอย่างไร

            ทางหนึ่งอยากให้ธรรมศาสตร์คงเอกลักษณ์มหาวิทยาลัย “เพื่อประชาชน” ถ้าจะมีคณะแพทย์ฯ ก็ควรผลิต “หมอตีนเปล่า” ออกไปรักษาประชาชน คนชายขอบ ถ้ามีคณะสถาปัตย์ ฯ วิศวะฯ ก็ให้ตอบสนองคนยากคนจน คนชนบท คนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่ทำอะไรเหมือนมหาวิทยาลัยอื่นๆ

            ทางที่สองก็คือจัดการอุดมศึกษาแบบกระแสหลักเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป อย่างไรเสีย “วิญญาณ” ธรรมศาสตร์ก็ยังอยู่ ซึ่งที่สุดแนวทางนี้ก็ผ่านการรับรองของสภามหาวิทยาลัย ขยายไปรังสิตในลักษณะที่ไม่ได้แตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่น ส่วน “วิญญาณ” ธรรมศาสตร์ยังอยู่หรือไม่ หรือถูกกลืนหายไป ก็ดูได้เอง

            เมื่อประมาณกว่า ๒๕ ปีที่แล้ว ผมเป็นกรรมการสภาวิทยาลัยครูที่กำลังเปลี่ยนจาก “วิทยาลัยครู” เป็น “สถาบันราชภัฎ” โดยมีพรบ.เดียวสำหรับ ๔๐ แห่งทั่วประเทศ

            ในการประชุมซึ่งมีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน วันหนึ่งมีการพิจารณาร่างพรบ.สถาบันราชภัฎ ผมได้ยกมือทักท้วงว่า ข้อความในมาตราแรกๆ ที่บอกว่า “เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” นั้นหายไป ขอเสนอให้นำกลับมา เพราะผมถือว่าเป็นหัวใจและเป้าหมายหลักของสถาบันอุดมศึกษา ๔๐ แห่งนี้ ที่สุดก็ได้ “หัวใจ” ดังกล่าวกลับคืนมา

“มาตรา 7 ให้สถาบันราชภัฏเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู

นั่นคือพรบ.สถาบันราชภัฎ ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นฐานให้พรบ.มหาวิทยาลัยราชภัฎ ๒๕๔๗ ที่ได้ขยายความออกไปอีกว่า

            “มาตรา 7 ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นที่เสริมสร้างพลังปัญญาของแผ่นดิน ฟื้นฟูพลังการเรียนรู้เชิดชูภูมิปัญญาของท้องถิ่น สร้างสรรค์ศิลปวิทยาเพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนของปวงชน มีส่วนร่วมในการจัดการการบํารุงรักษาการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทําการสอน วิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบํารุงศิลปะและวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู”

            มาตราอื่นๆ ที่ตามมามีรายละเอียดของแนวปฏิบัติอย่างชัดเจน แต่ก็มีคำถามมาจนถึงเมื่อไม่กี่ปีมานี้ว่า ในทางปฏิบัติ ได้มีการดำเนินการตามพรบ.นี้มากน้อยเพียงใด

            ผมเล่าเรื่องมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีคำขวัญสวยงามว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” และเล่าเรื่อง “วิทยาลัยครู” ที่ขอเป็น “สถาบันราชภัฎ” และขอเป็น “มหาวิทยาลัย” แต่ประเด็นคือ ไม่ว่าจะมีคำขวัญอะไร มีชื่อใหม่ว่าอะไร ได้ทำตามพันธกิจนั้นหรือไม่ เพียงใด

            เพื่อตั้งคำถามให้กับกระทรวงอุดมศึกษาฯ ใหม่นี้ว่า มีหน่วยงานที่ว่าด้วยนโยบาย จะมีแนวทางที่เปิดกว้างให้มีการจัดการศึกษาที่หลากหลายได้จริงหรือ หรือยังคิดว่าตัดเสื้อโหลใส่ทั้งแผ่นดินง่ายดีต่อการควบคุม

            ยังคิดถึงการจัดอุดมศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำแบบเดิมๆ คือ ให้ทุน ไม่ใช่จัดด้วยแนวคิดใหม่ ที่ต้องไปหาประชาชน ไปเรียนรู้กับพวกเขา และพัฒนาร่วมกับพวกเขาด้วย โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ คนจน เกษตรกร ไม่ใช่ไปหาแต่บริษัท โรงงาน เพื่อพัฒนาแรงงาน หรือไม่ก็พอใจจัดการเรียนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเหมือนเดิม

            เพราะถ้าไม่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ หรือ mindset กระทรวงนี้ก็คงเป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่เท่านั้น ยังคิดว่าหน่วยงานราชการมีหน้าที่ควบคุม กำกับ อ้างมาตรฐานและเหตุผลร้อยแปด โดยไม่ดูว่า ประเทศที่พัฒนาเขาไม่มีกระทรวงอุดมศึกษาด้วยซ้ำ ถ้ามีเขาก็ทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน ไม่ใช่ควบคุม

            เพิ่มชื่อวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าไปในกระทรวงอุดมศึกษา ก็น่าตื่นเต้น เพราะเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลง เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม  แต่ก็น่าเป็นห่วงว่า จะถูกครอบงำจาก “สกอ.” ที่ยังมีแนวคิดโบราณที่เน้นการควบคุมหรือไม่ แม้ว่าองค์กรจะยุบไป แต่คนเก่าคนเดิมก็ยังอยู่และคงคิดเหมือนเดิม

สยามรัฐรายวัน 29 พฤษภาคม 2562

กัญชาเป็นได้ทั้งอาวุธคนยากและอาวุธคนรวย คนมีอำนาจ เป็นได้ทั้งเนื้อนาบุญและเนื้อนาเงิน เป็นผลประโยชน์มหาศาลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

จะอย่างไรเสีย กัญชาก็กำลังปฏิวัติวงการสาธารณสุข วงการสุขภาพที่อำนาจรัฐใดในโลกก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ ที่ผ่านมา กัญชาถูกถือว่า “ผิดกฎหมาย” เพราะอำนาจอิทธิพลและผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งที่ครอบงำเศรษฐกิจและการเมือง ออกกฎหมายให้กัญชาที่เป็นยามาเป็นพันๆ ปี ให้เป็นยาเสพติด

ที่ครอบงำสำคัญที่สุดไม่ใช่แต่เพียงกฎหมาย แต่ “วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์” ที่มีมาสามร้อยปี มองสุขภาพแบบแยกส่วน มองโรคเป็นอย่างๆ รักษาโรคเฉพาะทาง ต่างจากแนวคิดสุขภาพองค์รวม ที่มองคนเป็นองคาพยพที่ทุกส่วนสัมพันธ์กันหมด จึงรักษาคนไม่ใช่รักษาโรค

วิธีคิดเรื่องกัญชาวันนี้จึงมี ๒ แบบ แบบแยกส่วน และแบบองค์รวม แบบแรก “แบบรัฐ” อ้างความเป็นวิชาการ เป็นวิทยาศาสตร์แยกสาร THC สาร CBD ในกัญชาชนิดต่างๆ ควรผลิตเป็นยารักษาโรคอย่างไรให้ปลอดภัย อ้างสารตกค้างอันตรายร้อยแปดจนน่ากลัว และต้องปลูกอย่างพิสดาร ลงทุนแพง ราคายาก็ต้องแพง

แบบที่สอง เป็นแบบ “ลูกทุ่ง” แบบที่ทำกันมาเป็นร้อยปีพันปี แบบที่ทุกคนทำได้ ที่อาจารย์เดชา ศิริภัทร เป็นตัวแทน แบบกัญชาเพื่อประชาชน คนจน คนเจ็บคนป่วยด้วยโรคต่างๆ ที่แพทย์ก็รักษาไม่หาย รักษาจนหมดเนื้อหมดตัว หรือไม่มีเงินไปรักษา ซื้อยาหาหมอที่ไหน เพราะความจน

อาจารย์เดชา แจกยาฟรีที่วัดหลายแห่งวันนี้ คนมารับหลายเดือนที่ผ่านมาน่าจะเป็นหมื่น กัญชาได้ชื่อว่ารักษาได้ “ทุกโรค” ไม่ใช่เพราะเป็นยาวิเศษในตัวมันเอง ซึ่งก็คงรักษาโดยตรงได้ไม่กี่โรค แต่การที่กัญชาช่วยคนให้กินได้ นอนหลับ สงบสติอารมณ์ ลดความเครียดได้ ร่างกายคนก็ฟื้นฟูตัวเอง แข็งแรง จนโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่มารบกวน หรือถ้าเป็นก็รักษาตัวเองได้เร็วขึ้น

อาจารย์เดชาเริ่มทำงานตอนยังหนุ่มเรื่องเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับชุมชน จากนั้นทำงานเรื่องข้าว ก่อตั้งมูลนิธิข้าวขวัญ เป็นครูใหญ่เรื่องการทำนาอินทรีย์ การทำให้ข้าวแข็งแรงจนศัตรูพืช ไม่ว่าแมลง เชื้อโรคเชื้อราไม่มารบกวน เป็นสูตรเดียวกับที่ใช้อธิบายกัญชารักษาทุกโรค เพราะช่วยคนให้มีภูมิต้านทานสูง

อาจารย์เดชา เป็นตัวแทนของการแพทย์แผนไทย แผนโบราณ ที่มองคนแบบองค์รวม เรียนมาด้วยตัวเอง และอาศัยความเชื่อในพลังพิเศษ สัมผัสที่ ๖ ของหลวงพ่อที่บอกเขาว่า กัญชาเป็นยาวิเศษ และให้ใช้อย่างไรจึงจะได้ผล

เขาทดลองกับตัวเอง เคยเป็นพาร์กินสัน มือสั่น ตามัว เป็นต้อ สายตาสั้น ความจำเสื่อม รักษาตัวเองจนหายหมดทุกโรค และทดลองกับญาติมิตรอีกจำนวนหนึ่ง รวมอีกหลายโรค ก่อนที่จะขยายออกไปวงกว้าง อาศัยวัดเป็นที่แจกยา ทำอยู่พักหนึ่ง จนเมื่อเห็นว่ามีกฎหมายใหม่และมีนิรโทษกรรม จึงเปิดตัว แต่ก็ถูกจับ

เหมือนโชคดีที่มากับโชคร้าย ที่ฝรั่งเรียกว่า Blessing in disguise เกิดกระแสสังคมกัญชาขึ้นมา แม้ว่าจะสับสนพอสมควร เพราะทั้งพรรคการเมือง สถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ และองค์กรภาคประชาชนต่างๆ กระโดดเข้าร่วมวงไพบูลย์ จนฝุ่นคลุ้ง ไม่ชัดเรื่องการแจ้ง การปลูก การแจก อาจมีการจับกุมกันอีก เพราะคงไม่ใช่แค่ 15,000 คนที่จดแจ้ง อาจมีเป็นแสนหรือมากกว่าที่หาปลูกเองโดยไม่แจ้ง จะจับไหวไหมทั้งแผ่นดิน

ปรากฎการณ์กัญชาได้บารมีจากอาจารย์เดชาช่วยให้เรามองเห็นหนทางสำหรับคนจน คนทุกข์ยากที่เจ็บป่วย และไม่มีทางเข้าถึงยาราคาแพง รวมทั้งโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ ร่ำรวยจากความเจ็บป่วยของประชาชน

ปรากฎการณ์ “ยาวิเศษ” รักษามะเร็งและอื่นๆ หลายเจ้าหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนความล้มเหลวของระบบสาธารณสุขที่ไม่สามารถตอบสนองคนป่วยไข้ได้ทุกอย่าง แต่ทำเหมือนว่าเป็นทางเดียว

หมอก็มักทำตัวเป็นเทวดา ยาก็เป็นของวิเศษ แม้จะมีอีวาน อิลลิช ที่บอกว่า “แพทย์คือเทพเจ้ากาลี” และคนที่แปล คือ นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์ แพทย์ที่มีชื่อเสียง แต่ก็ไม่ได้มีผลทำให้คนเปลี่ยนวิธีคิดได้

อาจารย์เดชาฝันว่า จะมี ๑ วัด ๑ ตำบล เพื่อแจกยากัญชาให้ชาวบ้าน คงต้องวางเป้าหมายไว้ที่ ๑,๐๐๐ วัด ทั่วประเทศ จะเป็นการปฏิวัติสังคมไทยถ้าทำได้จริง เพราะผู้คนจะมีทางเลือกในการรักษา คนพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพได้มากขึ้น โรงพยาบาลจะไม่แออัดยัดเยียดอย่างปัจจุบัน ผู้คนสุขภาพดี เศรษฐกิจจะดี สังคมจะดี

ฟังดูเหมือนกำลังจะเป็นสังคมพระศรีอาริย์ อาจารย์เดชากำลังจะเป็นผีบุญคนใหม่ แต่คนกุมอำนาจในสังคมเศรษฐกิจคงไม่ยอมง่ายๆ เพราะกำลังจะไปทำลายผลประโยชน์มหาศาลของพวกเขา ซึ่งเมื่อต้านกระแสไม่ได้ก็จะหาทางตอบโต้ด้วยกฎหมาย ทำให้มีการผูกขาด ประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถปลูกใช้เอง เหมือนปลดล็อคการทำเหล้า แต่ออกกฎหมายเอื้อนายทุน ทำเอาชาวบ้านทำเหล้าเจ๊งกันทั้งประเทศ

หรือระดมคำเตือนคำขู่และตัวอย่างของผลเสียร้อยแปดของกัญชา ขณะที่คนป่วยคนตายเพราะสารเคมีการเกษตร เพราะบุหรี่เพราะเหล้าที่ถูกกฎหมายเท่าไร หรือตายเพราะยาหมออีกเท่าไรไม่พูดถึง

กัญชาเป็นกระแสโลกไปแล้ว เมืองไทยอาจยังไม่ปล่อยกัญชาเสรีเหมือนที่แคนาดาหรือบางประเทศ แต่แค่ยอมเรียนรู้จากเพื่อนบ้านอย่างลาวเรื่องเหล้าและกัญชา ไทยจะพัฒนาตนเองได้ไกลกว่านี้มาก

ถ้าปฏิวัติกัญชาไม่สำเร็จก็เป็นกบฎผีบุญเหมือนในอดีต เครือข่ายภาคประชาชนจะต้องเข้มแข็ง และลุกขึ้นมาปกป้องตนเอง ปกป้องอาจารย์เดชา ที่เดินหน้านำ “กัญชาเปลี่ยนโลก” วันนี้ ที่จะต้อง “ปลดล็อคกฎหมายยาเสพติด” ให้กัญชาเป็นยาสมุนไพร เป็นทางออกที่สำคัญของคนส่วนใหญ่ ที่ยังลำบาก ยากจนและเจ็บป่วย

Monday, 27 May 2019 15:44

เจริญ ดีนุ

Published in ปรับฐานคิด Written by

“ระบบการศึกษาทำให้เด็กกะเหรี่ยงสูญเสียเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ภูมิใจ
ในตนเอง ครูเองก็ดูถูกภูมิปัญญาของกะเหรี่ยง เด็กจึงไม่ภูมิใจในตนเอง
พยายามจะหาทางออก ไปจากหมู่บ้าน ไปเรียนต่อสูง ๆ ไปหางานทำไม่ให้
ใครดูถูก แทนที่จะหาวิธีอยู่กับบ้าน และทำให้วิถีชีวิตของผู้คนดีขึ้นด้วยกัน

(พ่อหลวงจอโน โอโดเชา บ้านหนองเต่า ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่)

เจริญ ดีนุ คนบ้านหนองเต่า บ้านเดียวกับพ่อหลวงจอนิ เทอมแรกที่เจริญไปเรียนในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต เขาไปแบบเงียบๆ เหมือนกับจะซุกซ่อนตัวอยู่ใต้เสื้อทีเชิ้ตสีขาว กางเกงยีน รองเท้าผ้าใบ เขาไม่พูดไม่จากับใคร กลัวคนจะรู้ว่าเขาเป็น “กะเหรี่ยง” จนหนึ่งเทอมผ่านไป เจริญเรียนเรื่องกระบวนทัศน์พัฒนา ไปค้นหาประวัติศาสตร์ชุมชน รากเหง้าของตนเอง เรียนเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน เศรษฐกิจพอเพียง เรียนวิชาและทำโครงงานวางเป้าหมายและแผนชีวิต เขาเริ่มค้นพบตัวเอง ค่อยๆ เรียกความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมา เป็นตัวของเขาเอง

เจริญกลับไปเรียนเทอมสองด้วยท่าทีที่เชื่อมั่น แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าปะกาเกอญอ มือถือเตหน่า เครื่องสายคู่ชีพในบางครั้งที่ต้องแสดงให้เพื่อนฟัง ตอนนั้นทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลที่โรงพยาบาลชุมชนแม่วาง แต่เมื่อเรียนจบปริญญาตรี เขาตัดสินใจลาออก กลับไปบ้านเกิด และทำมาหากินในวิถีชุมชน และช่วยเหลือชุมชนในการแก้ปัญหาพัฒนาตนเอง

สถาบันให้ทุนเขามาเรียนต่อปริญญาโท เขาเรียนจบด้วยวิทยานิพนธ์ดีเยี่ยมคนแรกของสถาบัน เรื่องการใช้ดนตรีชนเผ่าเพื่อปลุกสำนึกเด็กเยาวชนให้รักถิ่น วันนี้เขาเป็น “สะหล่าเตหน่า” เป็นครูเครื่องสายปะกาเกอญอ เป็นวิทยากรไปทั่วประเทศและต่างประเทศ เพื่อบอกว่า เขาเรียนจบปริญญาตรีและโท แล้วกลับถิ่นฐานบ้านเกิดทำไม และอย่างไร เขาทำงานกับเด็กเยาวชนให้ภูมิใจในรากเหง้าเผ่าพันธุ์ อย่างที่พ่อหลวงจอนิ พูดถึง วันนี้โครงการรักสิ่งแวดล้อมที่หนองเต่า ที่เจริญ เป็นผู้ริเริ่มกับเยาวชน ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมที่เชียงใหม่

เจริญพบว่า คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน อย่างที่ท่านมหาตมะ คานธีได้พูดไว้เมื่อร้อยปีที่แล้ว

 

เสรี พพ fb Seri Phongphit 27 พฤษภาคม 2562