phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ทางอีศาน ตุลาคม ๒๕๖๑

ทำไมชาวเชคจึงไม่พูดภาษาเยอรมัน บทความในเวปไซต์บีบีซีทำให้คิดถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ท้องถิ่นในบ้านเรา

            ขอท้าวความไปในประวัติศาสตร์ยุโรปเพื่อจะเข้าใจเรื่องนี้ เริ่มจากกรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรียในปัจจุบัน ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของ “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” (The Holy Roman Empire) มานานนับพันปี เป็นศูนย์กลางอำนาจและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์จนถึงศตวรรษที่แล้ว

            ราชวงศ์ฮับสบูร์กปกครอง “ออสเตรีย” มายาวนานโดยเป็น “จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” (Holy Roman Emperors) คนท้ายๆ ที่รู้จักกันดีเป็นจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา มารดาของมารี อังตัวแน็ต ที่ต่อมาคือพระราชินีของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ของฝรั่งเศส เธอถูกประหารด้วยกีโยตินหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส

            อาณาจักรออสเตรียในยุคกลางถึงยุคใหม่มีอำนาจและรุ่งเรืองมาก เป็นที่ที่คนเรียนประวัติศาสตร์คุ้นเคยเพราะสงครามสำคัญหลายครั้งเกิดที่นี่หรือเตรียมการที่นี่ เป็นที่ที่เกี่ยวข้องกับคนสำคัญมากมาย อย่างนโปเลียน ฮิตเลอร์ โมสาร์ท สเตราส์ ฟรอยด์ สตาลิน นอกจากสงคราม ๓๐ ปี สงครามโลกครั้งที่ ๑ เริ่มจากที่นี่ ครั้งที่ ๒ ก็มีการวางแผนที่นี่

สงคราม ๓๐ ปี (๑๖๑๘-๑๖๔๘) ถือว่าโหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีคนตายไป ๘ ล้านคน ทั้งจากการรบ ความหิวโหยและโรคระบาด เกิดจากที่ “ออสเตรีย” พยายามบบังคับให้ผู้คน (ในจักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์ศิทธิ์ ซึ่งรวมดินแดนเชคด้วย) นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก จึงได้รับการต่อต้านจากนิกายโปรเตสแตนท์ และลามไปเป็นสงครามยืดเยื้อระหว่างอาณาจักรและนครรัฐต่างๆ

ศตวรรษที่ ๑๗ นับเป็นยุครุ่งเรืองของยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม (Renaissance) ของยุโรป ความเป็นหนึ่งเดียวของจักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์สิทธิ์ได้เสื่อมถอยลงไปตามลำดับ มีการแข่งขันสำคัญระหว่าง “ฝรั่งเศส” กับ “ออสเตรีย” ที่แย่งกันเป็นศูนย์กลางอำนาจตลอดมา จึงไม่แปลกที่มีการแต่งงานระหว่างราชวงศ์จากสอง “ประเทศ” นี้ อย่างกรณีของพระนางมารีอังตัวแน็ตกับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖

ความหลังที่ว่านี้ทำให้ดินแดน “เช็ค” (ก่อนนี้เรารู้จักในนามประเทศเชคโกสโลวาเกีย แต่ได้แยกเป็นสองประเทศเมื่อไม่นานมานี้ เป็นประเทศเชค และประเทศสโลวาเกีย) อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ออสเตรีย” และถูกบังคับให้นับถือสาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกและให้พูดภาษาเยอรมัน

ทำไมวันนี้ชาวเชคไม่พูดภาษาเยอรมัน ผู้เขียนในบีบีซีเล่าเรื่องการไปเยี่ยมร้านที่ทำหุ่นสายหุ่นเชิดในกรุงปร้าก แล้วอธิบายว่า ตุ๊กตาหุ่นนี่เองที่เป็นเครื่องมือการสืบทอดภาษาและวัฒนธรรมเชคให้ไม่สูญหายไปจากการครอบงำของออสเตรีย เพราะเป็นการแสดงชนิดเดียวที่ผู้มีอำนาจอนุญาตให้ใช้ภาษาเชคได้ นอกนั้นต้องพูดภาษาเยอรมัน จนภาษาเชคแทบจะสูญหายไปจากสังคม

ในยุคนั้น (จนถึงทุกวันนี้) การแสดงหุ่นสายหุ่นเชิดมีอยู่ตามถนนหนทางและตามโรงละคร และคงเป็นโอกาสในการแสดงออกถึงการต่อต้านอำนาจในเวลาเดียวกัน

ก็ให้คิดถึงการแสดงศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านของบ้านเรา หนังตะลุง มโนราห์ เพลงบอก ในภาคใต้ ซอในภาคเหนือ หมอลำในภาคอีสาน ที่สืบทอดไม่เพียงแต่ภาษาท้องถิ่น แต่รวมถึงความรู้สึกนึกคิดและจิตวิญญาณของคนในท้องถิ่นนั้น

การต่อต้านอำนาจรัฐทุกวัฒนธรรม ทุกยุคสมัยล้วนแต่ใช้ศิลปะการแสดงท้องถิ่นเป็นเครื่องมือสื่อสาร ถ่ายทอดสืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น แม้แต่เพลงกล่อมเด็กก็ใช่ และดูจะเป็นอะไรที่ทำได้ทุกครัวเรือน ดังกรณีเพลงกล่อมเด็กที่นครศรีธรรมราชที่ถ่ายทอดความเกลียดชัง “ยามาดา นางามาซา” ออกญาเสนาภิมุข ที่ถูกส่งไปกินเมืองที่นั่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ชาวญี่ปุ่นผู้นี้คงกดขี่ข่มเหงชาวบ้านชาวเมือง ทำให้คนนครฯ ถ่ายทอดสืบทอดความเกลียดชังและการต่อต้านมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ทางญี่ปุ่นจะเสนอเงินก้อนโตเพื่อแลกกับการก่อสร้างอนุสาวรีย์ของอดีตพ่อเมืองชาวญี่ปุ่นผู้นี้ที่กลางเมือนครศรีธรรมราช คนนครก็ยังปฏิเสธ

หนังตะลุงน่าจะเป็นการแสดงที่ถ่ายทอดสืบทอดอารมณ์ความรู้สึกและจิตวิญญาณของอดีตของคนภาคใต้ได้ดีที่สุด ถ้านายเท่งพูดภาษาไทยคงเป็นเรื่องตลกแต่ไม่ขัน และไม่อาจประชดประชันเสียดสีผู้มีอำนาจได้เท่ากับการใช้ภาษาใต้

การลำในรูปแบบต่างๆ ในภาคอีสานเป็นการแสดงออกถึงความเจ็บปวด ความทุกข์ ความผิดหวัง รวมไปถึงความสุข สนุกสนาน ความหวัง ความใฝ่ฝัน ด้วยท่วงทำนองและลีลาต่างๆ จากลำกลอนมาจนถึงลำเพลินและลำซิ่ง ซึ่งก็เป็นพัฒนาการที่เป็นตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไม่อาจต่อต้านได้

แต่อีกด้านหนึ่งก็น่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้ ไม่ใช่ในลักษณะของการโหยหาอดีตแบบวันวานยังหวานอยู่ แต่เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาอันเป็นพลังทางสังคมที่สำคัญของท้องถิ่นให้สามารถปรับตัวในรูปแบบที่ยังคงความเป็นตัวของตัวเองและเอกลักษณ์ท้องถิ่น เพราะนั่นคือพลังแห่งการปลดปล่อย พลังแห่งความเป็นไท

ที่จริง ภาษาพูดกันคงเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ภาษาอีสานวันนี้ก็แตกต่างไปจากเมื่อห้าสิบปีก่อน ต้องไปหมู่บ้านในชนบทไกลๆ ในประเทศลาวจึงจะได้ยินภาษาที่พูดกันในภาคอีสานเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะในเมืองใหญ่ๆ ใกล้ชายแดนไทย คนลาวก็พูดภาษาลาวคล้ายกับคนอีสานไปเกือบหมดแล้ว ด้วยอิทธิพลของการไปมาหาสู่ สือมวลชน ละครทีวี ดนตรีมหรสพ รวมไปถึงแรงงาน

หรืออย่างคนที่สิบสองปันนาที่พูดไทลื้อลูกผสมภาษาจีนจนคนไทยไปที่นั่นพูดกันรู้เรื่องเฉพาะกับคนรุ่นเก่าแก่ คนรุ่นใหม่พูดไทลื้อแบบจีนไปหมดแล้ว หรือคนจีนในไทยไปเมืองจีนพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แม้แต่เป็นแต้จิ๋วด้วยกัน เพราะที่ซัวเถาเขาพูดภาษาจีนที่เปลี่ยนไปมากแล้ว คนจีนในเมืองไทยยังพูดแต้จิ๋วโบราณผสมไทย

เช่นเดียวกันคนเชื้อสายเวียดนาม คนเชื้อสายเขมรในไทยที่ต่างก็พูดภาษาของบรรพบุรุษที่เก่าแก่โบราณและผสมผสานกับภาษาไทยไปหมดแล้ว

อย่างไรก็ดี เราก็ยังเห็นประเพณีวัฒนธรรมของคนหลายชาติพันธุ์ที่ยังคงอยู่ และเชื่อมต่อกับอดีตและบรรพบุรุษได้เป็นอย่างดี ที่น่าสนใจในทุกวัฒนธรรม คือ วิญญาณขบถที่สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น ที่สะท้อนเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และความเป็นตัวตนขงคนในท้องถิ่นต่างๆ

วิญญาณขบถที่มาพร้อมกับภาษา ศิลปะวัฒนธรรม จำเป็นอย่างยิ่งในยุค “จักรวรรดินิยมยุคใหม่” (Modern Imperialism) ที่อำนาจการเมืองและอำนาจทุนสามานย์ครอบงำชีวิตผู้คน กำหนดค่านิยมการกินการอยู่ จนผู้คนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

การฟื้นฟูอนุรักษ์การใช้ภาษา วัฒนธรรมและการแสดงท้องถิ่นจึงน่าจะเป็นวิธีการสำคัญในการไม่ถูกครอบงำ ที่ประวัติศาสตร์ทั่วโลกได้แสดงให้เห็นว่า เป็นเครื่องมือที่มีพลังที่สุดในการต่อสู้อกับอำนาจ แม้แต่อำนาจยิ่งใหญ่อย่างจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่อาจทำลายภาษาและวัฒนธรรมเชคได้

(คิดถึงหนังสือ "อาวุธนคนยาก" Weapons of the Weak ของเจมส์ ซี สก็อต เพื่อนศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยล ที่ส่งหนังสือวิจัยที่รัฐเคดะห์ มาเลเซีย เล่มนี้มาให้ พร้อมกับเขียนบนปกในก่อนเซ็นชื่อกำกับคำอุทิศว่า คุณรู้ไหม อาวุธอันเดียวที่เหลืออยู่ของคนจน คือ วัฒนธรรม) 

# ในประเทศที่ใช้อำนาจเป็นใหญ่จนหลงอำนาจ จะเกิดการเสนอกฎหมายแบบนี้ โดยไม่เคยศึกษาให้ถ่องแท้ถึงสถานการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม รวมทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ว่าควรทำหรือไม่ ปัญหาคืออะไร พรบ.นี้จะแก้ปัญหาถูกจุดหรือไม่ วิธีนี้ดีที่สุดแล้วหรือ

# รัฐราชการทำงานกันแบบนี้ กระทรวงเกษตรฯ เสนอกฎหมาย คงเป็นกรมปสุสัตว์ที่ชงเรื่องนี้ไปให้ปลัด ไปให้รัฐมนตรี แล้วส่งไปที่ครม. กระทรวงนี้เคยทำให้วงการ “ผึ้ง” ปั่นป่วน คนเลี้ยงผึ้งกำลังจะตาย เพราะมีระเบียบกฎหมายที่ออกมาโดยคนที่ไม่รู้เรื่องผึ้ง เนื่องจากผึ้งที่เคยอยู่ที่กรมส่งเสริมการเกษตรมาแต่โบราณ ถูกเสนอย้ายไปอยู่กรมปสุสัตว์ ด้วยเหตุผลว่าเป็น “สัตว์” เคยถามผู้เกี่ยวข้องว่า แล้ว “ปลา” อยู่ที่กรมไหน เขาบอกว่า “กรมประมง” เลยถามต่อไปว่า “ทำไมปลาไม่ไปอยู่กรมปสุสัตว์ เพราะปลาเป็นสัตว์ด้วยไม่ใช่หรือ” ไม่มีคำตอบ

# ชาวบ้านมีหมา ๒ ตัว แมว ๒ ตัว ต้องไปลงทะเบียน ๑,๘๐๐ บาท คนหาเช้ากินค่ำ หนี้สินเต็มบ้าน ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ต้องมาจ่ายค่าลงทะเบียนหมาแมว เจ้าหน้าที่ไปขึ้นทะเบียนถึงบ้านไปฝังชิปด้วยหรือเปล่า คงวุ่นวายหาคำบรรยายไม่ถูกจริงๆ เพราะประเทศไทยมี ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ๘๐๐ อำเภอ ๗๗ จังหวัด มี ๒๐ ล้านหลังคาเรือน มีหมาแมวไม่รู้กี่สิบล้านตัว แค่แก้ปัญหาหมาบ้ายังทำไม่ได้ ....หมาแมวคงเต็มวัด เต็มถนน เพราะคนเอาไปทิ้ง คราวนี้คงเห็นคนตายเพราะโรคพิษสุนัขบ้าเพิ่มขึ้นอีก ใครจะรับผิดชอบ

# ยังไม่รู้ว่าจะรวมสัตว์อะไรบ้าง ถ้าไปถึงเป็ดไก่คงดูไม่จืด ก็คงเหมือนกับกฎหมาย “รถกระบะ” กฎหมาย “รปภ.ต้องจบม.๖” ที่ตกม้าตายในท้ายที่สุด คนเสนอกฎหมายสัตว์อาจโดนข้อหา “สมรู้ร่วมคิด” เล่นงานรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ ทำลายฐานเสียง ถ้าพรบ.นี้เดินหน้าและออกมาจริง พรรคการเมืองอื่นๆ คงดีใจที่อยู่เฉยๆ ก็มีคนหาเสียงให้

# โห ปัญหาบ้านเมืองที่เร่งด่วนรอการปฏิรูปมีมากมาย ทำไมไม่ทำกัน ที่ร้ายแรงอย่างสารพิษ ๓ ชนิดที่ ๕๓ ประเทศทั่วโลกเขาห้ามใช้ ประเทศไทยยังยอมให้ใคนไทยตายผ่อนส่ง เรื่องร้ายแรงและเร่งด่วนแบบนี้ไม่ทำ ไปทำเรื่องหมาเรื่องแมว กฎหมายเป็นหมื่น ระเบียบเป็นแสนที่รอการปฎิรูป รอยกเลิกแก้ไข ไม่ทำ มาเสนอกฎหมายใหม่แบบนี้.... ประเทศเผด็จการมีคนคิดว่าเป็นเจ้าของอธิปไตย คิดอะไรตัดสินอะไรได้เองหมด โดยไม่สนใจประชาชน ... ระวัง เวรกรรมไม่เคยทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

เสรี พพ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๑

สยามรัฐรายวัน 10 ตุลาคม 2561

รัฐบาลก่อนๆ นี้ “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” รัฐบาลนี้ก็กำลัง “แปลงต้นไม้ให้เป็นทุน” ปลูกไม้ยืนต้นไว้เพื่อเป็นสินทรัพย์ที่นำไปกู้เงินธนาคารได้ และมีอีกหลายโครงการพัฒนาที่ส่งทุนตรงไปยังหมู่บ้านในชื่อและรูปแบบต่างๆ

            แต่ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ หรือเป็นเพราะการเรียนรู้จะทำให้ชาวบ้านฉลาดขึ้น เป็นเหตุให้ “ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (วิลเลียม เบลค) หรือว่าไม่เชื่อ ไม่รู้ ไม่เข้าใจความสำคัญของการเรียนรู้จริงๆ

            โลกวันนี้เป็นโลกที่ “คนไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้ ถึงอยู่ได้ก็ถูกเขาโกง ถูกเขาหลอก ถูกเขาเอาเปรียบได้ง่าย” และที่สำคัญ สังคมที่คนไม่มีความรู้จะไม่พัฒนา เพราะเงินไม่อาจเนรมิตการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เงินอาจ “ทำให้ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” (modernization without development) เงินทำได้แต่ “โครงการ” ความรู้และปัญญาต่างหากที่จะพัฒนา “ระบบ” ที่ประกันความมั่นคงยั่งยืน

            “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” (อมาตยา เซน) ไม่ใช่ปล่อยให้รากเหญ้าเป็นแค่แรงงาน ชุมชนเป็นแค่ที่ผลิตวัตถุดิบไปป้อนอุตสาหกรรม พ่อค้านักธุรกิจเพื่อการส่งออกที่เติบโตขึ้นทุกวัน แต่รากหญ้ายังยากจนอย่างยั่งยืน

            เห็นรัฐบาลนี้มีโครงการมากมายหลายอย่าง ถ้าหากทำได้จริงก็จะช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากได้ไม่น้อย แต่ที่ไม่ได้เห็นชัดเจน คือ การเรียนรู้ ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนในแผนที่ดูดีเหล่านั้น ถ้าเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นหัวใจที่นำไปสู่การพัฒนายั่งยืน ควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่านี้ เพราะ “เป้าหมายดี วิธีการต้องดีด้วย” (Means justify the end) ไม่เช่นนั้นเป้าหมายก็กลายเป็นเพียงแค่ความฝันที่วาดไว้ให้ดูดี

            ถึงเวลาที่ต้องทำการปฏิรูปการศึกษาเพื่อการปฏิรูปประเทศ ตามสโลแกนของสภาการศึกษา โดยการเปิดกว้างให้มีการจัดการเรียนรู้เพื่อตอบสนองชีวิตและสังคมวันนี้ ไม่ใช่ยังยืนหยัดแบบโบราณที่ต้องไปเรียนถึงมหาวิทยาลัยและได้ปริญญา ที่ส่วนใหญ่ล้าหลัง วันนี้ใครๆ ก็เรียนได้ เรียนได้ทุกที่และตลอดชีวิต

            คนในวัยแรงงานอย่างน้อย 30 ล้านคนใน ๗๘,๐๐๐ หมู่บ้าน ๗๗ จังหวัด มีศักยภาพที่จะเรียนรู้ถ้าหากมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของพวกเขาและของสังคม

            ทำอย่างไร รัฐและเอกชนจะสร้างเงื่อนไขให้การเรียนรู้เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ (conditio sine qua non) เพื่อรับบุคคลเข้าทำงานหรือรับทุนไปทำโครงการ นำไปลงทุนประกอบอาชีพส่วนตัว หรือให้ชุมชนรับทุนส่งเสริมสนับสนุนโครงการพัฒนาต่างๆ โดยใช้ใบ “ประกาศนิยบัตร”

            เช่น ถ้าหากไม่ได้ผ่าน “หลักสูตร ๔ แผน” และได้ประกาศนิยบัตร “โครงการแก้หนี้แก้จนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” (ที่เรียนเพียง ๓ เดือน เรียนสัปดาห์ละครั้ง เพียง ๑๒ ครั้ง) ก็จะไม่ได้ลดหนี้ลดดอกจากสถาบันการเงินของรัฐ ครูที่เป็นหนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรดังกล่าวก็ไม่สามารถลดหนี้ลดดอกได้

            ชุมชนที่ไม่มีการเรียนรู้ ไม่ผ่านหลักสูตรการทำแผนแม่บทชุมชนไม่ว่าแบบใหญ่แบบย่อย แบบรวมหรือเฉพาะประเด็น ก็ไม่ควรได้รับการสนับสนุน เพราะนั่งเทียนเขียนโครงการขอทุนนั้นง่าย แต่ทำแผนจากฐานข้อมูลจริงของชุมชนนั้นยากกว่า แต่ได้ผลยั่งยืนกว่า

            การจัดการเรียนรู้ให้ชุมชนต้องมีการวางแผนสร้างผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ไม่ใช่ไปปูพรมเพื่อให้ได้ปริมาณมากโดยเร็ว รวบรัดจัดการเรียนรู้เพื่อโปรยงบประมาณลงไป อ้างว่าให้ทันเวลา

            ต่อไป ใครจะได้งบประมาณไปขุดบ่อ ทำเกษตรผสมผสาน ไปเลี้ยงสัตว์ ไปทำวิสาหกิจชุมชน ไปทำการประกอบการโดยส่วนตัวหรือโดยกลุ่ม ไปจัดการสิ่งแวดล้อม ป่า พลังงาน และการประกอบอาชีพต่างๆ ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรที่ยืนยันว่ามีการเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับทุน

            เขียนเรื่องนี้จากประสบการณ์ทำโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” เมื่อปี ๒๕๕๒ ในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งให้เวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน แต่สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่ผมเป็นผู้อำนวยการได้ทำถึง ๑,๐๐๐ กลุ่มๆ ละ ๕๐ คน รวม ๕๐,๐๐๐ คน ซึ่งได้รับการประเมินว่าเป็นโครงการที่ดีและได้ผล เพราะมีการเรียนรู้ ชาวบ้านบอกว่า “ได้ความรู้ ได้ปัญญา ได้เครือข่าย ได้เงินไปลงทุน”

            สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนกำลังวิกฤติ ปล่อยให้เฉาตายก็เสียดายงบประมาณที่ลงทุนไปเป็นแสนๆ ล้าน ทั้งคนทั้งสินทรัพย์ ปรับสถาบันการศึกษาเหล่านี้ให้มีบทบาทในการสร้างการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงให้นักศึกษา ๓ ล้านคน แต่ให้ช่วยคนอีก ๓๐ ล้านคนให้ได้เรียนรู้ทั้งแผ่นดินจะไม่ดีกว่าหรือ

            รัฐบาลควรตั้งงบประมาณส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและการจัดการเรียนรู้ให้ผู้คนด้วยหลักสูตรระยะสั้นระยะยาว และหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่คอยแต่ให้เงินกยศ. และตามไล่เรียกเงินกู้ยืมคืน แทนที่จะเอาเวลา คน งบประมาณไปให้คนอีก ๓๐ ล้านคนได้เรียนรู้

            ถ้าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐที่กำลังจะตกงาน ลงไปคลุกคลีกับชุมชน เห็นปัญหาและความต้องการของชุมชน พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อชุมชนจริงๆ สังคมเรียนรู้จึงจะเกิด งานก็จะเกิด

            เครื่องมือการเรียนรู้มีมาก อย่างการทำแผน ๔ แผนและแผนแม่บทชุมชนก็มีอยู่แล้ว และได้พิสูจน์ว่าได้ผล ใช้วางรากฐานการเรียนรู้ไปก่อน แล้วค่อยพัฒนาการเรียนรู้อื่นๆ ต่อยอดต่อไป

            รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นล้านล้านได้ แต่ไม่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา จากอดีตที่ผ่านมา ไม่เชื่อหรือว่า “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” (เบนจามิน แฟรงคลิน)