phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Monday, 05 November 2018 16:04

คนรุ่นใหม่

Published in ปรับฐานคิด Written by

ทางอีศาน พฤศจิกายน ๒๕๖๑

“การประท้วงครั้งใหญ่” ในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ ทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป นับเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์โลกที่สำคัญและน่าเรียนรู้ เพื่อจะได้เข้าใจโลกยุคใหม่วันนี้ที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

            ผมไปเรียนที่ยุโรปช่วงแรกระหว่างปี ๒๕๐๘-๒๕๑๕ เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองที่มาพร้อมกับการประท้วงมากมายที่กระจายไปทั่วทุกวงการ โดยเฉพาะในแวดวงนักศึกษา กรรมกร และขบวนการทางสังคมต่างๆ ที่ดูเหมือนกำลังก่อตัวเบ่งบานด้วยพลังคนรุ่นใหม่

            ที่ประเทศเชคโกสโลวาเกีย เรารู้จัก “ฤดูใบไม้ผลิแห่งปราก” (Prague Spring) ที่มีการลุกฮือของนักศึกษาประชาชนต่อต้านอำนาจครอบงำของรัสเซีย ที่จบลงด้วยขบวนรถถังของสหภาพโซเวียตที่ยาตราเข้ากรุงปราก แต่นั่นก็จุดประกายขบวนการต่อต้านอำนาจของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ที่ตามมาด้วยเหตุการณ์ที่โปแลนด์ ยูโกสลาเวีย และอีกหลายประเทศ

            เดือนพฤษภาคม ๒๕๑๑ ที่ประเทศฝรั่งเศส เกิดการเดินขบวนประท้วงของนักศึกษาที่กรุงปารีส หลังจากมีความขัดแย้งกับมหาวิทยาลัยในการปฏิรูปหลักสูตร การเรียนการสอน แลเระบบอำนาจในมหาวิทยาลัย พร้อมกันนั้น สหภาพแรงงานก็ร่วมขบวนนัดหยุดงานของกรรมกรกว่า ๑๑ ล้านคน

            ที่จริง ไม่ใช่แค่เรื่องในมหาวิทยาลัย นักวิเคราะห์สรุปว่าเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ต่อต้านทุนนิยม บริโภคนิยม จักรวรรดินิยมอเมริกัน และสงครามเวียดนาม ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจสังคมของฝรั่งเศสต่อเนื่องมาหลายปี

            การประท้วงเกิดขึ้นในหลายประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา และเครือข่ายที่กระจายไปทั่วโลกด้วยขบวนการทางสังคม เพราะประเด็นการประท้วงเป็นเรื่องการต่อต้านการใช้อำนาจทั้งทางการเมือง ทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

ขบวนการทางสังคมเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในด้านต่างๆ สิทธิสตรี สีผิว สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ถ้าจะบอกว่า การเกิดขึ้นและเติบโตของขบวนการพลเมืองได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โลกอย่างสำคัญก็คงไม่ผิด

ทางการเมืองค่อยๆ นำไปสู่การล่มสลายของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในสหภาพโวเซียตและยุโรปตะวันออก การพ่ายแพ้ของอำนาจเผด็จการทหารในละตินอเมริกา พร้อมกับการเติบโตของประชาธิปไตยในอาร์เจนตินา บราซิล ชิลี การสิ้นสุดการเหยียดผิวแบ่งแยกพลเมือง และการผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจการเมืองในแอฟริกาใต้

การยุติสงครามเวียดนามส่วนสำคัญน่าจะมาจากขบวนการประท้วงจากทั่วโลก ที่ทนไม่ได้กับการกระทำของสหรัฐ ความหฤโหดและไร้เหตุผลของสงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ง่ายๆ

            ประเทศไทยเองก็ได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ประท้วงทั่วโลกอย่างแน่นอน และน่าจะค่อยๆ นำไปสู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาฯ ๒๕๑๖

ที่น่าสนใจ คือ คนที่ประท้วงทั่วโลกในขบวนการต่างๆ เป็นใคร และทำไม คำตอบอาจหาได้หาที่งานศิลปะ ดนตรี ภาพยนต์ ที่เกิดขึ้นในยุคการประท้วงนี้ ดนตรีของเดอะบีเติ้ล ของเดอะรอลลิ้งสโตนส์ ของบ็อบ ดีลอน และดนตรีเพื่อชีวิตของคนอื่นๆ ที่สะท้อนอารมณ์และจิตวิญญาณของยุคนั้น

เป็นคนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ ที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เกิดมาพร้อมกับการฟื้นฟูบ้านเมือง เศรษฐกิจดี มีกินมีใช้ ไม่ได้อดอยากเหมือนพ่อแม่ของตนตอนสงคราม

เป็นยุคที่คนรุ่นใหม่ได้รับการศึกษาถ้วนหน้ามากขึ้น ยุคที่เกิดมาพร้อมกับทีวี จึงมีโลกทัศน์เดียวกัน มองโลกมองชีวิตคล้ายกัน มีแนวคิดและระบบคุณค่าเดียวกัน รับไม่ได้กับอำนาจ การกดขี่ การเอาเปรียบ และความอยุติธรรมต่างๆ

การสื่อสารที่เชื่อมโลกเข้าด้วยกันเริ่มเร็วขึ้นและทั่วถึงมากขึ้น การผนึกพลังของภาคประชาสังคมเริ่มเข้มแข็งมากขึ้น ดูแต่กีฬาโอลิมปิกในปี ๒๕๑๑ (๑๙๖๘) ที่แม็กซิโก ที่คณะกรรมการโอลิมปิกจะรับแอฟริกาใต้เข้าร่วมการแข่งขันด้วย กว่า ๔๐ ทีมประกาศจะบอยคอต เพราะแอฟริกาใต้มีขบวนการเหยียดผิวแบ่งแยกพลเมืองที่รุนแรง (Apartheid) จนที่สุดแอฟริกาใต้ก็ถูกแบน

หลายคนอาจจำได้ มีนักกีฬาผิวสีชาวอเมริกันที่ชูกำปั้น ขณะที่ยืนบนแป้นรับเหรียญและมีการเปิดเพลงชาติอเมริกัน เพื่อประท้วงเรื่องการเหยียดผิวและสงครามเวียดนาม

หรือภาพของฌอง ปอล ซาตร์ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ชาวฝรั่งเศส ที่เดินขบวนไปกับนักศึกษาบนถนนกรุงปารีส ประกาศว่าไม่ได้เป็นเพียงผู้อยู่เบื้องหลัง แต่ร่วมขบวนด้วย เหมือนที่เขาเขียนว่า คนถูกสาปให้มีเสรีภาพ และถูกผลักให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีโดยไม่มีบทให้ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ดูอยู่ข้างล่าง

และ ๒ ภาพสงครามเวียดนามที่คนทั่วโลกเห็นแล้วไม่อาจรับได้ ผลักให้ออกไปเดินบนถนนนับล้านคน คือ ภาพที่ทหารอเมริกันกำลังจ่อยิ่งขมับของเวียดกง และภาพของเด็กหญิงตัวเล็กที่ถูกระเบิดนาปาล์มและกำลังร้องไห้วิ่งหนีเอาชีวิตรอด

คนรุ่นนั้นคือภาพของคนที่ประท้วงสังคม ผมยาว กางเกงยีน เสื้อยืด รองเท้ายาง สะพายย่าม ยุคเบบี้บูม หรือ Gen X ต่อมาเป็น Gen Y ที่เกิดตั้งแต่ประมาณทศวรรษ ๒๕๒๐-๒๕๔๐ และเรียกรุ่นใหม่ล่าสุดว่า พวก Gen Z ที่เกิดมาในปลายคริสตศตวรรษที่ ๒๐ ถึงต้น ๒๑ (หลังค.ศ. ๒,๐๐๐ หรือ พ.ศ. ๒๕๔๓)

คนรุ่นใหม่ Y-Z มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ต เฟสบุค กูเกิ้ล ยูทูป เป็นยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเร็วเท่าแสงในโลกไร้พรมแดน และกำลังเข้าสู่ยุค G5 ที่ทุกอย่างจะเชื่อมต่อถึงกันหมด แม้แต่สิ่งของต่างๆ (Internet of things)

ที่น่าสนใจ คือ สื่อโซเชียลเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนโลก คนรุ่นใหม่ไม่ดูทีวี แต่ดูมือถือแทน สื่อสารและทำเกือบทุกอย่างผ่านมือถือ การเงินเข้าสู่ยุคฟินเทค ยุคบล็อคเชน ชื่อที่ทุกคนจะต้องคุ้นเคยในไม่ช้า ไม่เพียงแต่เรื่องการเงิน เศรษฐกิจ แต่รวมไปถึงการเมือง การเลือกตั้ง ดังที่เห็นเกิดขึ้นในอเมริกาและหลายประเทศ เทคโนโลยีอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้ง ดังที่กำลังเป็นเรื่องในสหรัฐอเมริกา

คนรุ่นใหม่กำลังเข้ามาแทนที่ทางการเมือง นายมาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสอายุ ๓๙ เมื่อชนะการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว นายเซบาสเตียน คูร์ซ อายุเพียง ๓๑ ปี เมื่อได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรีย หรือ มัตเธว เกียจชี ผู้นำสาธารณรัฐซานมาริโน อายุเพียง ๒๘ ปี นางจาชินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์อายุ ๓๗ ปี (เพิ่งคลอดลูกเมื่อไม่นาน) และที่เห็นคุ้นตากันมานานหลายปี คือ นายคิม จอง อุน ผู้นำเกาหลีเหนือที่ปีนี้อายุ ๓๔ ปี แต่อยู่ในอำนาจมาตั้งแต่อายุ ๒๗

ขบวนการทางการเมืองในฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ออสเตรีย เยอรมนี และหลายประเทศ ล้วนแต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์อีกแบบหนึ่ง มองโลกมองชีวิตที่แตกต่างไปจากคนรุ่นเก่า ที่ส่วนใหญ่ตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและแบบหักมุมนี้ไม่ทัน

นอกจากศิลปะ ดนตรี ที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งยุคสมัย ปรัชญาอันเป็น “ปัญญา” ที่อยู่เบื้องหลังและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนไปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ที่คนอย่างซาตร์, คามูส์, และอีกหลายคนได้สะท้อนเรื่องนี้ผ่านผลงานปรัชญาและวรรณกรรม

หรือที่อยู่ในตระกูลเดียวกับปรัชญาเอ็กซิสแทนเชียลิสท์ที่ถามความหมายและเสรีภาพ คือปรัชญาโพสท์โมเดิร์น ที่ปฏิเสธภาระอันหนักของจารีตประเพณีวิถีสังคมและประวัติศาสตร์ภายใต้ “เรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่” (The Grand Narratives) ที่สร้างตำนานให้ผู้คนหลงใหลและศรัทธามาหลายพันปี

โพสท์โมดิร์นใช้แนวคิดแบบ “รื้อร้างเพื่อสร้างใหม่” (deconstruction) ปลดปล่อยสังคมจากพันธนาการทางความคิดและระบบคุณค่า โดยการวิเคราะห์ภาษาและปรัชญาของผู้คนในอดีตที่กำหนดความหมายของคำเหล่านั้น เพื่อสร้างคุณค่าและความหมายใหม่

ส่วนหนึ่งเป็นปรัชญาที่มาจากอิทธิพลของนิทเช่ นักปรัชญาเยอรมันที่ประกาศว่า “พระเจ้าตายแล้ว” โพสท์โมเดิร์นเป็นปรัชญาที่คนรุ่นใหม่รับได้ เพราะโลกก็เป็นโลกใหม่แล้ว แต่เมื่อโลกเก่ายังไม่หมดไป ความขัดแย้งก็เกิด เป็นวิภาษวิธีของสังคม ที่ความขัดแย้งนำไปสู่ข้อสรุปใหม่

เมืองไทยจะไปทางไหน อยู่ที่คนรุ่นใหม่ สิ่งทีเกิดขึ้นในปี ๒๕๑๑ ในยุโรป และ ๒๕๑๖ (๑๔ ตุลาฯ) ในประเทศไทย อาจไม่เกิดในรูปแบบเดียวกันวันนี้ แต่กำลังเกิดขึ้นรูปแบบอื่น น่าติดตามว่า การเมืองไทยสังคมไทยในปี ๒๕๖๒ จะเป็นเช่นไร เรามองเห็นเครื่องหมายแห่งกาลเวลา สัมผัสกับจิตวิญญาณของยุคสมัยนี้หรือไม่อย่างไร หรือคนรุ่นใหม่ ๔ ล้านคนที่จะมีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกอาจกำหนดการเมืองไทย

ขณะที่โลกหมุนกลับ กลับมาหาธรรมชาติ ท่องเที่ยวชุมชนบูม ผักพื้นบ้าน อาหารพื้นเมืองมีเสน่ห์ในยามที่คนเริ่มรักสุขภาพ คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งเบื่อหน่ายชีวิตในเมือง เริ่มหันกลับไปบ้านเกิดในชนบท หาทางพัฒนาการประกอบการยุคใหม่บนผืนดินเก่าและท้องนาเดิม แต่ด้วยแนวคิดใหม่ รูปแบบใหม่

จินตนาการบวกเทคโนโลยี ได้ชี้ทางเลือกและทางออกให้สงคมชนบทและคนรุ่นใหม่ พ่อแม่ปู่ย่าตายายคนรุ่นเก่ากำลังจะจากไป อนาคตของเมืองไทยฝากไว้กับคนรุ่นใหม่ กับลูกหลานบ้านเรา

สยามรัฐรายวัน 31 ตุลาคม 2561

ทีมฟุตบอลเด็กหมูป่าอะคาเดมียังเป็นข่าวที่คนสนใจติดตามแม้เวลาจะผ่านไปกว่าสามเดือน เริ่มเดินสายไปต่างประเทศตามคำเชิญของเจ้าภาพ อย่างกีฬาโอลิมปิกเยาวชนที่อาร์เจนตินา และไปอังกฤษ ตามคำเชิญของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

                คนไทยส่วนใหญ่คงชื่นชมกับข่าว แต่ก็มีบางคนที่เกิดอาการหมั่นไส้ ไม่เห็นด้วยที่ใครๆ ให้ความสำคัญกับเด็กเหล่านี้ บอกว่าทำให้บ้านเมืองเสียหาย เสียเวลาเสียงบประมาณไปมากมายเพื่อช่วยพวกเขาออกจากถ้ำ

                เป็นความเห็นต่างที่สามารถคิดได้ ถ้าดูแต่ด้านเดียวคือความเสียหายทางงบประมาณ เวลา รวมไปถึงระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมในถ้ำนอกถ้ำ ก็พอจะเข้าใจ

                แต่ถ้าใจกว้างสักนิดและมองภาพใหญ่ให้กว้างให้ลึกก็น่าจะเห็น “คุณูปการ” ของเหตุการณ์หมูป่าติดถ้ำ ที่ได้มีการอภิปรายในโซเชียลมีเดียมาพอสมควรมาตั้งแต่หลังเกิดเหตุใหม่ๆ แล้ว

                ลองทบทวนเรื่องนี้อีกที อาจมีบทเรียนสำคัญที่สอนอะไรได้มากมาย ขอให้มีหัวใจที่เปิดกว้างเท่านั้น ลองตั้งคำถามดูว่า ทำไมเหตุการณ์ปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคมที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงรายจึงมีการถ่ายทอดสดและรายงานข่าวไปทั่วโลก

                และไม่ใช่การรายงานธรรมดา เป็นการถ่ายทอดสดไม่ทราบว่าวันหนึ่งกี่ชั่วโมง โดยเฉพาะโดยสถานีข่าวใหญ่อย่าง CNN, BBC และอื่นๆ รวมถึงการรายงานข่าวทุกชั่วโมงในสถานีต่างๆ ทั่วโลก

                คำตอบน่าจะมาจากหนุ่มจิตอาสาชาวตรังนักปีนผาที่ไปช่วยงานนี้ ผู้สื่อข่าวสาวชาวอเมริกันถามว่าเขารู้สึกอย่างไร แทนคำตอบ เขาฮำประโยคแรกของเพลง Imagine ของจอห์น เลนนอน ซึ่งกลายเป็นคลิปที่แพร่ไปทั่วโลก เขาอยากบอกว่า เหตุการณ์นั้นได้ทลายพรมแดนต่างๆ ไม่มีประเทศ ผู้คนเป็นหนึ่งเดียว เขาได้รู้สึกถึง ความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ

                แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ไม่ถึงเดือน แต่ความรู้สึกของผู้คนทั่วโลกที่หลอมใจเป็นหนึ่ง เอาใจช่วยให้คณะกู้ภัยที่พร้อมใจกันมาแบบจิตอาสาจากทั่วโลกสามารถนำเด็กๆ ออกจากถ้ำได้เป็นความรู้สึกที่ก้าวข้ามทุกอย่าง เป็น “อุตรภาวะ” (transcendental) ที่อยู่เหนือโลกียภาวะ

ความรู้สึกที่เหนือโลกธรรมที่สัมผัสได้ ที่แบ่งแยกบนความแตกต่างภายใต้คำว่าชาติ ศาสนา เพศ สีผิว ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม และอีกสารพัดเหตุผลที่เป็นอคติ ที่มาจากกิเลสและความเห็นแก่ตัว ที่ทำให้เกิดความแบ่งแยกและแตกแยก

จึงไม่แปลกที่ผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกติดตามข่าวนี้ทุกวันตั่งแต่ต้นจนจบ ร่วมใจภาวนาขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของตน ไม่ใช่คนในชาติของตน

เด็กๆ ๑๒ คนกับโค้ชเอกไม่ใช่พระเอกหรือผู้ร้ายอะไรในเรื่องรที่เกิดขึ้น พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ไม่ได้มีเจตนาเข้าไปติดในถ้ำเพราะอยากดัง และพวกเขาคงคาดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก

พวกเขาเป็นตัวละครที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นบทเรียนให้มนุษยชาติว่า ถ้าหลอมรวมใจเป็นหนึ่ง ไม่ว่าปัญหาอุปสรรคจะใหญ่เพียงใด เราก็สามารถแก้ไขได้ ความทุกข์ ความเจ็บปวดจะมากเพียงใด ก็สลายลงได้และแม้แต่ความตายเราก็สามารถเอาชนะได้

ความตายของ “จ่าสมาน” เป็นการสูญเสีย แต่เป็นความตายที่ไม่สูญเปล่า เป็นชัยชนะของความเสียสละอันยิ่งใหญ่ เป็นความตายที่มีเกียรติและถูกจารึกไว้ในใจของคนไทยและคนทั่วโลก มีอนุสาวรีย์ที่จะทำให้ผู้คนรำลึกถึงเขาตลอดไป

เด็กๆ หมูป่าอะคาเดมีวันนี้ได้กลายเหมือน “ทูต” แห่งมิตรภาพ ความเป็นหนึ่งเดียว (solidarity) เป็นสัญลักษณ์ของภราดรภาพ ที่โจเซ มูริโญ โค้ชฟุตบอลคนดังพูดไว้ระหว่างที่ทำหน้าที่วิจารณ์ฟุตบอลโลกที่รัสเซียในช่วงเวลาเดียวกับที่มีเหตุการณ์ถ้ำหลวงว่า “ทีมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่รัสเซีย แต่อยู่ที่เชียงราย ที่ประเทศไทย”

ไม่กี่วันก่อน มูริโญและนักฟุตบอลของเขาได้ต้อนรับทีมหมูป่าที่สนามโอลเทรปฟอร์ด นับเป็นภาพแห่งความสุข ไม่เพียงแต่สำหรับเด็กไทย และนักฟุตบอลกับโค้ชของแมนยูฯ แต่ของคนไทยและผู้คนทั่วโลกที่ยังรู้สึกได้กับเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน สื่อใหญ่ทั่วโลกยังเสนอข่าว เพราะรู้ว่าคนยังสนใจ

อย่าอิจฉาเด็กๆ หมูป่าเลย เป็นโชคดีที่มากับโชคร้าย (Blessing in disguise) ไม่ใช่สำหรับพวกเขาเท่านั้น แต่สำหรับเคนไทยและเมืองไทยโดยรวม ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะใช้งบกี่หมื่นกี่แสนล้านประชาสัมพันธ์ประเทศไทยก็คงทำไม่ได้เท่ากับ “หมูป่า” ที่ทำให้ภาพเมืองไทยแพร่ไปทั่วโลก ติดตาตรึงใจผู้คนพลายพันล้านคน โดยลงทุนไปไม่กี่ล้านบาทเอง

และที่สำคัญ คุณเอาเงินเท่าไรมาลงทุนก็ไม่มีวันสร้างมิตรภาพและความเป็นหนึ่งเดียวของผู้คนทั้วโลกอย่างที่ได้เกิดขึ้นนั้นได้

สยามรัฐรายวัน 24 ตุลาคม 2561

สังคมวันนี้เป็น “สังคมความรู้” สังคมที่ต้องใช้ความรู้เป็นฐาน (knowledge-base society) ทุกภาคส่วนล้วนต้องใช้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ เป็นสังคมที่ควบคุมและบริหารจัดการด้วย “มหาข้อมูล” (Big Data) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยจนยากที่จะปิดบังข้อมูล ไม่ว่าจะส่วนตัว ส่วนรวม หรือเร้นลับปานใด

            กว่าจะมาถึงวันนี้ สังคมได้เรียนรู้ใหม่ (relearn) ก้าวข้ามความรู้เก่า (unlearn) ทำให้เกิดนวัตกรรม เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

            อัลวิน ทอฟเลอร์ นักอนาคตวิทยาผู้โด่งดังบอกว่า “คนไม่รู้หนังสือในอนาคตไม่ใช่คนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่คือคนที่ไม่รู้จักเรียนรู้ ไม่ลืมเรื่องเก่าและไม่เรียนรู้ใหม่” (The illiterate of the future are not those who can’t read or write but those who cannot learn, unlearn, and relearn.)

            ปัญหา คือ สังคมวันนี้เป็นสังคมความรู้จริงหรือ สังคมความรู้ไม่ใช่สังคมที่มีข้อมูล ข่าวสารมากมายมหาศาล แต่เป็นสังคมที่เรียนรู้เป็นต่างหาก

            เพราะถ้ามีเพียงข้อมูลและข่าวสารอย่างเดียว (data & information) โดยไม่รู้จักเชื่อมโยง ก็อาจเป็นเพียงชิ้นส่วนที่นำไปสู่การสรุปที่ผิดๆ เหมือนที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียล ที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวลือ ข่าวเท็จ ข่าวปลอม ข่าวปล่อยเพื่อผลอะไรบางอย่าง ทำให้เกิดความปั่นป่วน การทุจริต

            ความรู้เกิดขึ้นเมื่อมีการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร เหมือนการนำจิ๊กซอมาต่อกันจนเห็นภาพใหญ่ หรือตรงกันข้าม การนำภาพใหญ่มาแยกออกเป็นชิ้นส่วนเพื่อให้เห็นองค์ประกอบและกลไก ทั้งสองเรียกว่า การสังเคราะห์และการวิเคราะห์

            แต่มีความรู้มากอาจเป็น “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” ก็ได้ อาจเป็นความรู้เก่า ความรู้เดิมที่ถ่ายทอดสืบทอดกันมา สรุปเป็นหลักคิดทฤษฎีมากมาย ที่ครอบงำกำหนดวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน

                การเรียนรู้เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงมาจากการลงมือปฏิบัติและประมวลผลสรุปจากการปฏิบัตินั้น เป็นความรู้ของตนเองอย่างแท้จริง คือกระบวนการตกผลึกเป็นปัญญา

            คล้ายกับภูมิปัญญา ๒,๕๐๐ ปีของจีน ที่ท่านเล่าจื้อสอนว่า “เพื่อถึงซึ่งความรู้ จงเติมสิ่งต่างๆ ทุกวัน เพื่อบรรลุปัญญาญาณ จงเอาสิ่งต่างๆ ออกไปทุกวัน” (To attain knowledge, add things every day. To attain wisdom, remove things every day.)

                หรือที่อ้างอิงกันมานานที่ว่า “สอนฉัน แล้วฉันจะลืม แสดงให้ฉันดู แล้วฉันจะจำได้ ให้ฉันทำด้วย ฉันจะเรียนรู้” (Tell me and I’ll forget, show me and I’ll remember, involve me and I’ll learn)

            การเรียนรู้เป็นเรื่องยากเพราะเรามักจะยึดติดอยู่กับของเดิม กับเรื่องราวเก่าๆ เราคือผลผลิตของอดีต ผู้สืบทอดสิ่งต่างๆ ที่บรรพบุรุษ และประเพณีได้ถ่ายทอดมา วิถีชีวิต วิธีคิด วีธีปฏิบัติ การให้คุณค่าสิ่งต่างๆ การมองโลกมองชีวิต ล้วนถูกกำหนดจากอดีต

            นักปรัชญายุคใหม่ร้อยปีที่ผ่านมาจึงพยายามให้คนลืมเรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่ (The Grand Narratives) อันเป็นตำนานที่กำหนดความคิด วิถีชีวิต วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คน คนรุ่นเก่าที่ยึดติดกับประเพณีเดิมไม่สามารถรับแนวคิดปรัชญาที่เรียกว่าโพสท์โมเดิร์นนี้ได้

            ตอนยังหนุ่ม อังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีที่ผิดแผกไปจากประเพณีเดิม ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักภาษาและวรรณกรรม ท่านตอบว่า “ภาษาไทยไม่ใช่เป็นของบรรพบุรุษเท่านั้น แต่เป็นของผมด้วย”

            ใครจะปฏิเสธอย่างไร ต่อต้านอย่างไร แต่โลกก็เปลี่ยนไปทุกวันอย่างรวดเร็ว และมีพร้อมให้เราได้เรียนรู้และปรับตัวให้ทันโลกได้ เพราะ “เราอยู่ในยุคสมัยที่มีปัจจัยพร้อม” อย่างที่ไอน์สไตน์บอก (We live in a time of perfect means.) เครื่องมือเพื่อเรียนรู้ให้อยู่ได้ในโลกวันนี้

            สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้จึงไม่ใช่ความรู้ แต่ “ความสามารถในการเรียนรู้” มากกว่า เราจะอยู่อย่างไรในวันนี้ อยู่ที่ว่าเราเรียนรู้เป็นมากน้อยเพียงใด คุณภาพชีวิตไม่ได้อยู่กับสิ่งที่เรามี ไม่ว่าความรู้หรือทรัพย์สินเงินทอง (to have) แต่กับสิ่งที่เราเป็น (to be) มากกว่า และเรียนรู้เป็น ใช้ชีวิตเป็น

            การเรียนรู้เป็นและใช้ชีวิตเป็น หมายถึงความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ นำมาแก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง ปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสังคม

            ปรัชญาการศึกษาของแคนาดาเขียนไว้ง่ายๆ ว่า “เรียนเพื่อรู้ เรียนเพื่อทำ เรียนเพื่อเป็น เรียนเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น” (Learn to know, Learn to do, Learn to be, Learn to live together) และแล้วลงรายละเอียดว่า เรียนอย่างไรจึงบรรลุเป้าหมายทั้ง ๔ อย่างที่ว่านั้น

            บ้านเราเคยมีหลักการศึกษาว่า เรียนอย่างไรให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น แต่ก็ประเมินกันได้ว่าไม่ได้ผล เพราะเรียนรู้ไม่เป็น เมื่อเรียนรู้ไม่เป็นก็คิดไม่เป็น ก็จะเลียนแบบ นักเรียนนักศึกษาบ้านเราจึงเป็นนักลอกนักเลียนแบบตั้งแต่เล็กจนโต เป็นวัฒนธรรม copy & paste

การศึกษาบ้านเราไม่ได้สอนให้ถามเป็น สอนให้ท่องจำคำตอบสำเร็จรูปมากกว่า เรียนแบบนกแก้วนกขุนทอง เรียนรู้เป็นต้องถามเป็น คนไทยไม่ชอบถาม อาย กลัวใครจะว่าโง่ หรืออวดเก่ง

ถ้าครูเข้าใจเรื่องการศึกษาว่า คือการเรียนรู้เป็น ก็จะปรับบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้เป็น ตั้งคำถามเป็น มากกว่าท่องจำคำตอบ การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานก็จะเกิด