Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 30 สิงหาคม 2560

ตั้งแต่พรบ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนประกาศเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2548 จนถึงวันนี้มีวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศประมาณ 80,000 กลุ่ม คนส่วนใหญ่ไม่ทราบที่มา จึงอาจจะมองที่ไปไม่ถูก หรือสับสน จนทำให้ของดีที่มีอยู่กลายเป็นอะไรที่ไม่มีคุณค่าอย่างที่ควร

                แรกๆ ผู้ประกาศข่าวทางทีวีวิทยุยังพูดว่า “รัฐวิสาหกิจชุมชน” อยู่นาน กว่าจะคุ้นเคย แต่ก็ไม่แปลก เพราะคนทั่วไปคิดว่าพรบ.นี้ก็คงมาจากหน่วยงานรัฐ ที่คิดขึ้นมาเพื่อเอื้อการทำงานของตนเหมือนกฎหมายร้อยละ 99 (อย่างที่ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณบอก)

                พรบ.นี้คงเป็นหนึ่งในร้อยที่ไม่ได้มาจาก “ราชการ” แต่มาจาก “ราษฎร” แต่ที่สุดในทางปฏิบัติ ก็กลายเป็น “รัฐวิสาหกิจชุมชน” คืออยู่ในอาณัติของหน่วยงานราชการ มีชะตากรรมเดียวกันกับสหกรณ์ คือกลายเป็น “บอนไซสยาม” ไปอีกราย

                ในเมื่อผู้อยู่เบื้องหลังของการก่อเกิดพรบ.นี้คือ มูลนิธิหมู่บ้านและเครือข่ายผู้นำชุมชนทั่วประเทศ ก็ขอย้อนกลับไปเล่าเรื่องมูลนิธินี้ที่เปิดเมื่อปี 2531 ทำงานพัฒนาชุมชนด้วยแนวคิดการสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน และทุนชุมชน

                แทนที่จะใช้เงินและทำโครงการพัฒนาเหมือนที่ทำๆ กัน มูลนิธิหมู่บ้านได้ลงไปศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ค้นหาปราชญ์ชาวบ้านทั่วแผ่นดิน และประสานให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ แทนที่จะไปพัฒนาชาวบ้านก็ไปเรียนรู้จากพวกเขาว่า คนที่เคยมีปัญหาเขาแก้ได้อย่างไร ชุมชนที่เข้มแข็ง เข้มแข็งเพราะอะไร และนำบทเรียนนั้นมาสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ และเผยแพร่ทางสื่อและเครือข่ายผู้นำชุมชน

                การทำข้อมูลชุมชนทำให้ได้พบสิ่งที่เราเรียกตอนนั้นว่า “ธุรกิจชุมชน” กับ “อุตสาหกรรมชุมชน” คือการรวมกลุ่มของชาวบ้านทำการประกอบการเล็กๆ ในหมู่บ้านหรือระหว่างหมู่บ้าน ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งที่ชาวบ้านทำเอง และนายทุนเข้าไปทำในหมู่บ้าน อย่างการทำหมอนขิดสามเหลี่ยมที่ป่าติ้ว ยโสธร ที่นายทุนทำให้หมู่บ้านหลายแห่งเป็น “คลัสเตอร์” โรงงานผลิตหมอน หมู่บ้านนี้เย็บ หมู่บ้านนั้นยัด หมู่บ้านโน้นตรวจสอบ จัดทำหีบห่อ แล้วมีรถสิบล้อไปรับ นำไปจำหน่ายทั่วประเทศ

                เราได้เห็นศักยภาพของการทำ “ธุรกิจชุมชน” ที่ผลิตในท้องถิ่นนำไปเร่ขายตามงานวัด ตลาดนัด หรือมีนายทุนบรรทุกไปกรุงเทพฯ ทั้งชาวบ้านคนขายและผลิตภัณฑ์จากชุมชน เสื่อ หมอน ผ้าไหม เขียง ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ กลางคืนไปนอนตามวัด ขายหมด รถสิบล้อก็นำกลับไปหมู่บ้าน

                ประมาณปี 2537 มูลนิหมู่บ้านได้นำกลุ่มผู้นำชุมชนภาคใต้ไปศึกษาดูงานเรื่องการทำแป้งขนมจีนที่ศรีสะเกษ ที่แปดริ้วและที่กรุงเทพฯ เพราะอยากทำ “ธุรกิจ” อะไรสักอย่างเพื่อเป็นรายได้ชดเชยที่ผู้นำต้องไปประชุมทั้งที่รัฐทั้งเอกชนเขิญไป จนไม่มีเวลาทำมาหากิน ครอบครัวขาดรายได้

                คนใต้กินขนมจีนมาก แต่ไม่มีที่ไหนผลิตแป้งขนมจีน ผู้นำไปสำรวจความต้องการพบว่า ถ้ามีคนทำออกไปขาย ราคาไม่แพง และรสชาติดีคนทำขนมจีนก็จะซื้อ จึงเป็นที่มาของการไปเรียนรู้และเตรียมการทำโรงงานแป้งขนมจีน ซึ่งใช้เวลาเป็นปีเพื่อระดมทุน และลงมือทำที่พรหมคีรี นครศรีธรรมราช ทำสำเร็จ สามารถจ่ายเงินปันผลถึงร้อยและ 24 ในปีวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540 และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังปันผลประมาณร้อยละ 20 ตลอดมา ส่งแป้งขนมจีนไปขายทั่วภาคใต้มาจนถึงกทม.วันหนึ่งหลายสิบตัน

                นี่คือที่มาของชื่อ “วิสาหกิจชุมชน”  ผู้นำชุมชนและมูลนิธิหมู่บ้านช่วยกันคิดว่า จะทำโรงงานแป้งขนมจีนโดยจดทะเบียนเป็นอะไรดี จดเป็นสหกรณ์ก็มีปัญหา เป็นบริษัทก็อาจยุ่งยาก เพราะชาวบ้านไม่มีประสบการณ์เลย ที่สุด วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียแล้วก็จดเป็นบริษัท แม้รู้สึกว่าไม่ใช่ จึงมีการคิดกันว่า น่าจะมีทางเลือกใหม่ที่ไม่ใช่สหกรณ์และไม่ใช่บริษัท จึงมีคนเสนอคำว่า “วิสาหกิจชุมชน”

                นั่นคือที่มาของการเริ่มพูดคุยกันและหาทางเสนอพรบ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน โดยระดมความคิดเห็นของผู้นำในเครือข่ายจากทั่วประเทศ เสนอรัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2544 เข้าที่ประชุมครม.สัญจรครั้งแรกที่เชียงใหม่ ผ่านแบบไม่มีใครโต้แย้ง เพราะนายกฯ เสนอเอง ตอบเอง และสั่งให้ส่งกฤษฎีกาและเสนอสภาฯ ตามกระบวนการต่อไป

                ผมได้ไปที่กฤษฎีกากับผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม และลุงประยงค์ รณรงค์ เพื่อชี้แจง เลขาธิการในขณะนั้นถามผมว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายนี้ไหม ผมตอบว่า “ไม่มีครับ” เขาถามเสียดังหน้าแดงว่า “แล้วทำไมบ้านเราต้องมีด้วย” ผมก็สวนไปว่า “ถ้าประเทศอื่นไม่มี บ้านเรามีไม่ได้หรือครับ”

                ผมบอกว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายสหกรณ์ที่พัฒนาและครอบคลุมไปหมดจนกระทั่งไม่ต้องมีกฎหมายอะไรแบบนี้อีก (ผมพาผู้นำชุมชนไปดูงานที่ฝรั่งเศส เยอรมัน ที่โน่นเขาบอกข้อมูลเราหมด) แต่กฎหมายสหกรณ์ของเราที่มีมาเกือบร้อยปียังไม่มีประสิทธิภาพ เหมือนมีแต่รถบัสวิ่งในเมือง ระหว่างเมือง ช้าและไม่สะดวก จึงมีรถตู้เกิดขึ้น รับผู้โดยสาร 10 คน วิ่งไปถึงหมู่บ้านได้ทั่วประเทศ  คล่องตัวกว่ามาก

                ใช้เวลา 4 ปี เมื่อพรบ.นี้ผ่านสภาออกมา เราแทบ “จำหน้าไม่ได้” เพราะสิ่งที่ได้เสนอไปถูกตัดไปเกือบหมด ไม่ว่าการเป็นนิติบุคคล การมีกองทุน การมีหน่วยงานวิจัย ซึ่งเราได้ศึกษาจากหลายประเทศพบว่า “SME” เขามีสิ่งเหล่านี้ วิสาหกิจชุมชนก็คือการประกอบการขนาดเล็กขนาดจิ๋วของชุมชน ควรมีการสนับสนุน แต่กลไกใน “สภา” บอกว่า สหกรณ์ก็มีแล้ว ธนาคารก็มีทุนแล้ว มหาวิทยาลัยก็วิจัยได้

                วันนี้ เราจึงมีวิสาหกิจชุมชน 80,000 กลุ่มที่ไม่เป็นนิติบุคคล แค่ไป “ลงทะเบียน” เพื่อ “รอรับงบและความช่วยเหลือจากรัฐ”  ไม่ได้มีกองทุน ไม่ได้มีงบประมาณวิจัยเพื่อสร้างเสริมสติปัญญาอะไรเลย

                แทนที่จะเป็นไม้ใหญ่ให้ดอกให้ผล พึ่งตนได้ ก็เป็นเพียงบอนไซที่ต้องอาศัยคนรดน้ำดูแลเท่านั้น

สยามรัฐรายวัน 23 สิงหาคม 2560

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่พนักงานที่มีประกันสังคม ผู้ไม่สังกัดกองทุนใด สามารถออมได้และได้รับการสมทบจากรัฐ ส่วนใหญ่จึงเป็นเกษตรกร คนรากหญ้า คนที่มีการประกอบการเล็กๆ ของตนเอง

กอช. ก่อตั้งขึ้นมาได้ ๒ ปี มีเป้าหมายที่  ๑ ล้านคน แต่ได้เพียงครึ่งเดียว หรือว่า ๑) รัฐบาลไม่ให้การส่งเสริมสนับสนุนเท่าที่ควร หรือว่า ๒) ยุทธวิธีในการทำงานยังไม่ลงตัวกับ “วัฒนธรรมไทย” 

๑) คำถามถึงรัฐบาล คือ มีความมุ่งมั่นทางการเมือง (political will) ในเรื่อง “การออม” มากน้อยเพียงใด เรื่องนี้วัดกันที่แผนงาน โครงการส่งเสริมสนับสนุนอย่างที่มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม ที่มาจากวิธีคิดแบบ “คอนราด อะเดเนาว์” บิดาผู้ให้กำเนิดต้นแบบของแนวคิดนี้

อดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของชาติเยอรมัน มีคนบอกว่า นรกส่งฮิตเลอร์มาเกิด สวรรค์ส่งอะเดเนาว์มากอบกู้บ้านเมืองที่ล่มสลาย และหนึ่งในมาตรการที่ทุกคนยังจดจำนายกรัฐมนตรีผู้นี้ คือ การออมและระบบสวัสดิการสำหรับชาวเยอรมมันทุกคน ไม่ว่าทำงานอะไรหรือไม่มีงานทำ

คนเยอรมันเป็นคนมีวินัยสูงเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว การออมที่เสนอโดยนายกอะเดเนาว์ยิ่งทำให้เกิดวินัย สวัสดิการและความมั่นคงในชีวิตมากยิ่งขึ้น การฟื้นฟูประเทศในเวลาอันรวดเร็ว (เร็วยิ่งกว่าประเทศชนะสงคราม) ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากรากฐานการออมของผู้คนนี่เอง

ประเทศไทยอาจไม่เห็นความสำคัญของการออมอย่างเป็นระบบแบบเยอรมัน เพราะเดินตามหลังอเมริกันในทุกรูปแบบ คนไทยส่วนใหญ่ไปเรียนที่อเมริกา เอาความคิดเศรษฐกิจ วิธีชีวิต และวัฒนธรรมการใช้จ่ายแบบอเมริกันมาใช้ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๐๔

คนอเมริกันไม่ออม คนอเมริกันกู้เงินมาซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อทุกอย่าง คนอเมริกันใช้เงินอนาคต ใช้บัตรเครดิต วัฒนธรรมที่จะเห็นได้น้อยในเยอรมนี  ที่ผู้คนไม่เอาบ้านไปค้ำเงินกู้ ไปจำนอง เอารถ เอาข้าวของไปจำนำแบบบ้านเรา

ความมุ่งมั่นทางการเมืองของรัฐบาลคงไม่ดูจากคำสั่งอย่างเดียว แต่น่าดูว่า โครงการต่าง ๆ ช่วยให้ประชาชนมีเงินออมได้อย่างไรด้วย หมายถึงการส่งเสริมให้ชาวบ้าน เกษตรกร คนรากหญ้ามีรายได้เพียงพอเพื่ออยู่รอดและนำส่วนหนึ่งมาออม เพราะถ้ายังเป็นหนี้ท่วมตัวอยู่เช่นนี้ คงยากที่จะคิดเรื่องออม

ปัญหาหนี้สินเกี่ยวพันกับอาชีพ รายได้ การศึกษา การเรียนรู้ของผู้คนในการจัดระเบียบชีวิตของตนเองเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินได้อย่างยั่งยืน ไม่อยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สิน เอาหนี้ใหม่ไปใช้หนี้เก่า เอาที่หนึ่งไปใช้อีกที่หนึ่ง เป็นดินพอกหางหมู เป็นวัวพันหลักที่สุดท้ายก็รัดคอตัวเอง

๒) หรือยุทธวิธีในการทำงานต้องทบทวน ควรไปศึกษาประวัติศาสตร์การออมในชุมชนตั้งแต่กรมการพัฒนาชุมชนไปส่งเสริมชาวบ้านให้ออมเสื่อ ๔๐ กว่าปีก่อน โดยตั้ง “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์” ซึ่งเผยแพร่ไปทั่วประเทศ แต่เหลืออยู่ไม่มาก และที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ก็ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเงินออม มีระเบียบปฏิบัติที่ชาวบ้านคิดกันขึ้นมาเอง

อย่างกรณีกลุ่มออมทรัพย์ที่ตำบลน้ำขาว อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งก่อตั้งครั้งแรกในโรงเรียน ประมาณ ๓๕ ปีก่อน โดยครูใหญ่ในขณะนั้นคือ “ครูชบ ยอดแก้ว” ท่านให้เด็กออมวันละบาท แล้วให้ครูกู้ โดยมี “ค่าธรรมเนียม” (ดอกเบี้ย) ค่อนข้างสูง นำดอกผลไปเป็นสวัสดิการให้เด็กนักเรียน

สิ่งที่ครูชบทำนั้นไม่ใช่เพียงเพื่อให้เด็กมีเงินใช้ ได้สวัสดิการ แต่ท่านต้องการพัฒนาเด็กให้เป็นคนดี มีวินัย มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบต่อตนเองและต่อผู้อื่น รวมทั้ง “เป็นประชาธิปไตย” ท่านจึงตั้งชื่อกลุ่มนี้ว่า “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อพัฒนาครบวงจรชีวิต”

พระครูพิพัฒนโชติ หรือพระอาจารย์ทองของชาวบ้านที่อู่ตะเภา หาดใหญ่ ตั้ง “ธนาคารชีวิต” ๓๐ กว่าปีก่อน โดยให้ชาวบ้านออมวันละบาท คนออมไม่ได้ดอก คนกู้เสียดอก แล้วเอาเงินนั้นไปพัฒนาชุมชน น้ำท่วมหาดใหญ่หลายปีก่อน ธนาคารชีวิต ซึ่งมีเงินออมประมาณ ๑๐ ล้าน นำดอกผลไปช่วยเหลือสมาชิก พันคนที่ถูกน้ำท่วมคนละ ๕๐๐ บาท แม้เป็นเงินไม่มาก แต่เป็นสวัสดิการที่มาจาก “น้ำใจ” และ “วินัยชีวิต”

น้าลัภท์ หนูประดิษฐ ประธานสหกรณ์การเกษตรหาดใหญ่ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิวัติสหกรณ์ในประเทศไทย ท่านบอกว่า สหกรณ์ต้องอยู่ใกล้ชาวบ้าน ไม่ใช่ตั้งไว้ที่อำเภอ แล้วให้ชาวบ้านนั่งรถไปออมเดือนละ ๕๐ บาท ซึ่งไม่มีใครไป สหกรณ์การเกษตรจึงไม่มีเงินออม มีแต่ไปกู้เงิน ธกส.มาปล่อยสมาชิก

น้าลัภท์ถือคติว่า ภูเขาไม่มาหาเรา เราก็ไปหาภูเขา เขาคือคนที่จัดรถเปิดท้ายไปรับเงินออมจากชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆ ในอำเภอหาดใหญ่ เพียงไม่กี่ปี สหกรณ์การเกษตรหาดใหญ่มีเงินเป็นพันล้าน (แต่ยังน้อยกว่าที่อำเภอนาหม่อม แม้ว่าเล็กกว่าหาดใหญ่มาก แต่มีเงินออมหลายพันล้านด้วยวิธีคิดนี้)

บางคนอาจบอกว่า คนใต้มีเงินมากกว่าคนอีสานจึงออมได้ ต้องไปถามอาจารย์เคลื่อน นาลาด ซึ่งไปดูงานชุมชนภาคใต้แล้วไปเล่าให้ชาวบ้านที่บุรีรัมย์ฟัง เพื่อขอให้ฟื้นออมทรัพย์ที่ล้มไป ชาวบ้านบอกว่าไม่มีเงิน อาจารย์เคลื่อนก็ไปเอาตัวเลขจากคนขายหวยและร้านค้าที่ขายเหล้า รวมกันแล้วเดือนหนึ่งเป็นแสน ท่านบอกชาวบ้านว่า ไม่ได้ต้องการให้เลิกหวยเลิกเหล้า เพราะแม้แต่พระเทศน์ทุกวันยังไม่เลิก ขอสัก ๑๐% มาออมกันได้ไหม ชาวบ้านยอม และที่สุดหมู่บ้านก็ได้เห็นเงินล้านในเวลาไม่นาน พร้อมสวัสดิการมากมาย

ถ้าคิดใหม่ว่า ได้เงินมาแล้วตัดเงินที่ต้องการออมทันที ที่เหลือค่อยเอาไปจ่ายอย่างอื่น อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเข้าใจ เหมือนคนขายไอตีมซอยบ้านผมที่สงกรานต์ที่แล้วกลับไปบ้าน ไปจ่ายค่าเทอมลูกที่เรียนที่มช. เขาเล่าว่า เขาออมเงินให้ลูกตั้งแต่ลูกเกิดมา ได้มากก็ออมมาก ได้น้อยก็ออมน้อย วันที่เขาเข้ามช. มีเงินออมเพื่อทุนการศึกษาของลูก 300,000 กว่าบาท

รัฐบาลสร้างกลไกที่ดีได้ ชาวบ้านก็ออมได้ ทุกคนทำได้ ถ้ามีความมุ่งมั่นจริง

สยามรัฐรายวัน 16 าสิงหาคม 2560

เมื่อสองปีที่แล้ว พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทยไปร่วมประชุมใหญ่สหประชาชาติที่นิวยอร์ค และได้ร่วมลงนาม “สัญญาประชาคม” กับอีก 192 ประเทศว่า 15 ปีต่อไป (2015-2030) จะร่วมมือกันทำงานเพื่อสร้างสันติภาพให้กับโลกใบนี้ โดยมี 17 เป้าหมายใหญ่ 169 เป้าหมายย่อย ที่เรียกรวมๆ ว่า Sustainable Development Goals (SDGs) เป้าหมายการพัฒนายั่งยืน

                SDGs ไม่ใช่ปฏิญญาหรือข้อตกลงที่มีผลทางกฎหมาย แต่เป็น “ความตั้งใจร่วมกัน” (Resolution) จึงขอแปลว่า “สัญญาประชาคม” ซึ่งไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย เป็นคล้ายกับ recommendations ข้อเสนอแนะให้สมาชิกได้นำไปปฏิบัติร่วมกัน ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีโทษ แต่ก็อาจมีผลต่อ “การลงโทษทางสังคม” (social sanction) อย่างใดอย่างหนึ่งได้ เช่น ถูกนำไปผนวกกับเรื่องการค้า เรื่องสิทธิมนุษยชน หรือผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างประเทศ

                ไม่ทราบว่าบ้านเรามีการนำเรื่องนี้ไปพิจารณาแบบบูรณาการในการวางแผนวางยุทธศาสตร์มากน้อยเพียงใด ที่แน่ๆ คือ ประชาชนทั่วไปแทบไม่รู้เรื่องนี้เลย กลายเป็นเรื่อง “พิธีกรรม” ที่ต้องไปลงนามในฐานะสมาชิกยูเอ็น ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศโดยตรง

                เป้าหมายใหญ่ 17 เป้า คือ ขจัดความยากจน, ขจัดความหิวโหย, สุขภาพดีและความเป็นอยู่ที่ดี, การศึกษาที่มีคุณภาพ, ความเท่าเทียมทางเพศ, น้ำสะอาดและสุขอนามัย, พลังงานสะอาดและทั่วถึง, การงานที่พอเหมาะพอควรและการเติบโตทางเศรษฐกิจ, อุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน, ลดความเหลื่อมล้ำ, เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน, การบริโภคและการผลิตที่รับผิดชอบ, ปฏิบัติการด้านอากาศ, ชีวิตใต้น้ำ, ชีวิตบนพื้นดิน, สันติภาพ ความยุติธรรมและสถาบันที่เข้มแข็ง, ผนึกภาคีสู่เป้าหมาย

                ที่อยากเสนอในวันนี้ไม่ใช่รายละเอียดเหล่านี้ รวมทั้ง 169 เป้าหมายย่อย (targets) ซึ่งหาอ่านได้ในฐานข้อมูลมือถือ (ห้องสมุดแห่งโลกยุคใหม่) แต่อยากพูดถึงกรอบใหญ่ที่น่าจะจดจำได้ง่ายกว่า เป็นกรอบทางความคิดหลักที่สำคัญมาก เพราะเป็นกรอบ “วิสัยทัศน์” อันเป็นที่มาของการเขียนเป้าหมาย

                มีกรอบคิดสำคัญ 3 ประการที่ “อุ้ม” หรือเป็นฐานรองรับเป้าหมายทั้งใหญ่และย่อยทั้งหลาย คือ Bottom Up, Human Dignity,  Sufficiency ซึ่งแปลว่า จากล่างขึ้นบน, ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, ความพอเพียง ตีความว่า

       ๑.จากล่างขึ้นบน คือ วิธีการทำงานที่ฟังสียงของประชาชนมากกว่าคิดเองแล้วสั่งการลงไป ไม่ใช้อำนาจ แต่ใช้ความรู้ใช้ปัญญาซึ่งมาจากการปรับกระบวนทัศน์ของผู้มีอำนาจทางการเมือง ผู้กำหนดนโยบาย ที่กระจายอำนาจ ไม่ทำตัวเป็นศูนย์กลาง คืนอำนาจให้ประชาชน พื้นที่เป็นเป้าหมาย ชุมชนเป็นศูนย์กลาง

       ๒.ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือ การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมให้เกิดแก่คนทุกเพศ วัย สถานะภาพ โดยมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนด้อยโอกาส (อย่างคนจน คนชายขอบ ผู้อพยพ รวมไปถึงผู้ต้องโทษต้องขังที่ต้องได้รับการปฏิบัติดวยตระหนักในศักดิ์ศรีความเป็นคน)

       ๓.ความพอเพียง คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาที่สหประชาชาติให้การยอมรับและนำมาเป็นแนวทางเพื่อให้เป้าหมายในสัญญาประชาคมนี้สำเร็จ เพราะนี่คือกรอบเกณฑ์ทางศีลธรรมที่เป็นกลางและน่าจะได้รับการยอมรับจากสมาชิกไม่ว่าชาติ ศาสนา วัฒนธรรมใด

                คำหลักที่สังคมไทยคุ้นเคยและใช้กันทุกวันนี้มี 3 คำ ที่สะท้อน 3 กรอบใหญ่นี้ คือ ชุมชนเข้มแข็ง, ลดความเหลื่อมล้ำ, และเศรษฐกิจพอเพียง จะเรียกว่าเป็น “วาทกรรม” ก็ได้ เพราะเป็นอะไรที่นำมาใช้และถกเถียงถึงคุณค่า ความหมาย และวิธีปฏิบัติที่แต่ละฝ่ายอาจใช้ไม่เหมือนกัน เพราะมองต่างมุม แต่ต่างก็ใช้เพื่อให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่ตนทำ

                กรอบใหญ่ทั้ง 3 คือ องค์ประกอบสำคัญของวิสัยทัศน์ของยูเอ็นที่ 193 ประเทศลงนามเห็นชอบร่วมกัน วิสัยทัศน์นี้คือบ่อกิดที่มาของ 17 เป้าหมายใหญ่ 169 เป้าหมายย่อย

                SDGs เป็นเครื่องมือเพื่อทำให้วิสัยทัศน์เป็นจริง เพราะวิสัยทัศน์ (vision) คือ ภาพนิมิต (vision) เป็นภาพฝันที่วาดไว้ คือ โลกในอุดมคติที่อยากให้เป็นจริง ปราชญ์เตือนว่า “วิสัยทัศน์ปราศจากการปฏิบัติ คือ ฝันกลางวัน การปฏิบัติที่ไม่มีวิสัยทัศน์ คือ ฝันร้าย (Vision without action is daydream, action without vision is nightmare.)

                เนลสัน แมนเดลา อดีตผู้นำแอฟริกาที่โลกยกย่องเสริมต่อไปว่า “ถ้ามีวิสัยทัศน์พร้อมการปฏิบัติก็จะเปลี่ยนโลกได้” (vision with action can change the world)