phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 30 January 2019 19:55

มลพิษชีวิต

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 30 มกราคม 2562

มลพิษวันนี้ไม่ได้มีแต่ที่กรุงเทพ แต่มีทั่วประเทศ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ บางเมืองสูงกว่ากรุงเทพฯ จนใครๆ คิดว่าเครื่องวัดเพี้ยน ที่จริงคนเพี้ยนต่างหาก

เพี้ยนที่หลอกตัวเองมานาน ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมวัด จนเมื่อเกิดปัญหาที่กรุเงทพฯ จึงเริ่มตื่นตัว ที่จริง เชียงใหม่เคยวัดเกือบทุกปี สูงกว่ากรุงเทพฯ ทุกปี จนหลังๆ นี้ขี้เกียจวัดหรืออย่างไรไม่ทราบ จึงดูเหมือนเงียบหายไป แต่เชื่อว่ามลพิษยังสูง

เพราะที่เชียงใหม่และเมืองเหนือทั้งหลายไม่ได้มีแต่รถราที่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่การเผาต่างๆ ที่คิดว่าเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็ยังมีให้เห็น เกิดเองบ้าง เผาเองบ้าง ตามไร่นา ตามป่าตามเขา ด้วยความเคยชินหรือโดยตั้งใจ อ้างว่าเป็นวิธีทำให้ได้ผักหวานได้อาหารป่า เผานาตอนนี้ลดน้อยลง

การแก้ปัญหาวันนี้ก็ดูมีหลากหลายทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว ไม่รู้ว่าจะเพิ่มมลพิษหรือเปล่า เพราะอาจเป็นมาตรการไฟไหม้ฟาง (ที่สร้างควันเพิ่ม)

ถ้ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลหน้ายกเรื่องการลดมลพิษให้เป็นวาระแห่งชาติ หรือกล้าหาญออกกฎหมายอย่างจริงจังอย่างจีน สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ เขาทำกัน ก็น่าจะดีเพราะได้ผล เรื่องแบบนี้แค่ไปสั่งผู้ว่าให้ไปห้ามเผาหญ้า เผานา เผาป่า ก็ดูจะง่ายเกินไป

ถ้าหากมีกลไกที่ตั้งใจทำเรื่องนี้ มีการวางแผนวางยุทธศาสตร์บนฐานข้อมูลจากการวิจัยอย่างจริงจัง ก็จะรู้ว่าสาเหตุทั้งหมดของมลพิษมาจากอะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่อให้ได้มาตรการสัมพันธ์กับสาเหตุ

บางอย่างอาจไม่ใช่เรื่องของเมืองไทย ควันพิษฝุ่นพิษมาจากประเทศเพื่อนบ้าน บางอย่างเป็นเรื่องของโลก ของอุณภูมิที่สูงขึ้น ของฝุ่นควันที่ลอยอยู่ในอากาศที่ปกคลุมโลกทั้งใบ ย่อมแก้ปัญหาคนเดียวไม่ได้ ยกเว้นว่าจะบ้าใบ้ได้แบบประธานาธิบดีอเมริกันที่บอกว่า เรื่องโลกร้อนเขาหลอกกันเฉยๆ

นอกจากมาตรการต่างๆ นโยบายพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง อยากเสนอให้พรรคการเมืองที่สนใจสิ่งแวดล้อมและคิดแบบบูรณาการเป็น ได้ลองพิจารณาเรื่อง “คนกล้าคืนถิ่น” สักนิด

โครงการนี้เริ่มมาพักหนึ่ง ร่วมมือกันหลายฝ่าย ที่เชิญชวนให้คนที่ทำงานในเมืองสักล้านคน ให้กลับไปอยู่ชนบท ไปทำการเกษตร หรือทำมาค้าขายที่บ้านเกิด โดยส่งเสริมให้เรียนรู้การทำการเกษตรยั่งยืน เกษตรผสมผสาน วนเกษตร โดยเฉพาะแบบที่ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ที่สระแก้วทำเป็นแบบอย่าง และเป็นศูนยย์เรียนรู้ที่ “บ่มเพาะคนกล้าคืนถิ่น” ไปแล้วจำนวนมาก บางส่วนได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน

คิดแบบบูรณาการเรื่องคนกล้าคืนถิ่น คืออย่างนี้

๑.      ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะบรรดา AI หรือสมองประดิษฐกำลังทำให้คนตกงาน

มากขึ้นเรื่อยๆ โรงงานอุตสาหกรรม งานบริการ สถานประกอบการต่างๆ เริ่มลดพนักงานลง ทางเลือกหนึ่งคือการกลับไปสร้างงานใหม่ที่บ้าน โครงการคนกล้าคืนถิ่นรองรับสถานการณ์ได้ดี เพราะเปิดโอกาสให้คนมีทางเลือกที่เป็นจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ว่างงานและให้ไปตายเอาดาบหน้า ซี่งอาจตายจริงๆ

๒.    โลกกำลังต้องการการเกษตรปลอดพิษปลอดภัย ต้องการอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารพิษ

ตกค้าง ซึ่งคนเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ การประกอบการเล็กๆ ทำได้ดีที่สุด เพราะใส่ใจและทำด้วยมือ ที่สมองประดิษฐทำไม่ได้ ไม่ใช่แต่สำหรับคนไทย แต่อาหารและผลิตภัณฑ์ปลอดพิษเป็นที่ต้องการของโลก

๓.     การที่คนมีทางเลือกคืนถิ่น ทำการเกษตร ทำให้ลดมลพิษในเมือง ลดปริมาณรถยนต์ ลดคน

เมือง เพิ่มพื้นที่สีเขียวในประเทศไทยโดยรวม เพราะมีการปลูกพืชผัก ปลูกต้นไม้มากขึ้น การปลูกไม้ใหญ่ในระยะยาว คือ อนาคตของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะไม้คือทองคำยุคใหม่ที่ราคาแพงกว่าวัสดุก่อสร้างใดๆ

            วันนี้นักการเมืองอาจจะภาวนาให้ฝนมาเร็วๆ จะได้ชะล้างมลพิษ ภาวนาให้รถยนต์ไฟฟ้าเกิดเร็วๆ  รถไฟฟ้าใต้ดินบนดินเสร็จเร็วๆ เพื่อจะได้ลดการใช้รถใช้น้ำมัน แต่กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ คนอาจตายก่อนจำนวนมาก สุขภาพประชาชนย้ำแย่ รัฐต้องเพิ่มงบประมาณประกันสุขภาพ

            ถ้าอยากเด็ดขาดก็ต้องมีมาตรการ “เผด็จการ” แบบจีน ถ้าอยากประชาธิปไตย ไม่อยากเห็นคนเดินถนนล้านคนเพื่อประท้วงก็ต้องออกกฎหมายที่กล้าหาญแบบอเมริกาและประเทศพัฒนาต่างๆ ถ้ามัวรีรออยู่แบบไม่รู้จะไปทางไหน เมืองไทยก็คงเดินถอยหลังลงคลองน้ำเน่าประชาธิปไตยแบบขาดๆ เกินๆ แล้วทหารก็ออกมาอีก ปัญหาใหญ่ๆ ก็แก้ไม่ได้

            การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะมีมลพิษมากขึ้น ทั้งมลพิษในอากาศ มลพิษทางหูทางตา มลพิษทางใจ ที่ต้องทนฟังนโยบายที่หลายอย่างพูดไปเพียงให้ได้คะแนน ไม่ได้คิดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนอะไร ไม่ได้สนใจเสนอการปฏิรูป แก้ไขระบบโครงสร้าง

            ระบบโครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้ต่างหากที่ทำให้เกิดมลพิษชีวิต ความไม่เท่าเทียม ความไม่เป็นธรรม ที่มาสาเหตุมลพิษในอากาศ ในดิน ในน้ำ ในอาหาร ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ตามมา “หน้ากาก” หนาเท่าไรก็ป้องกันไม่ได้

สยามรัฐรายวัน 23 มกราคม 2562

“เรื่องน่าเศร้าที่สุดในชีวิตวันนี้ คือ วิทยาศาสตร์ได้ความรู้มาเร็วกว่าที่สังคมได้ปัญญา” ไอแซค อาซิมอฟ นักเขียน นักวิทยาศาสตร์คนดังว่าไว้

อาซิมอฟเป็นอเมริกันเชื้อสายรัสเซีย มีชื่อเสียงด้วยการเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ เขาถึงแก่กรรมเมื่อปี 1992 ก่อนที่บรรดา “สมองประดิษฐ” (artificial intelligence) จะพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วใน ระยะ 20 ปีมานี้ แม้หลายอย่างเขาก็ได้เขียนไว้ในนวนิยายของเขาก่อนแล้ว

คำว่า artificial intelligence แปลกันเป็นไทยและติดตลาดไปแล้วว่า “ปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งผมไม่เห็นด้วย อยากใช้คำว่า “สมองประดิษฐ” มากกว่า และอยากสงวนคำว่า “ปัญญา” เอาไว้แปลคำว่า wisdom อย่างที่อาซิมอฟว่าไว้ “The saddest aspect of life right now is that science gathers knowledge faster than society gathers wisdom”

โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข้อมูล (data) ข่าวสาร (information) ความรู้ (knowledge) แต่ขาด “ปัญญา” (wisdom) เพราะปัญญาไม่ได้มากจากข้อมูลข่าวสารความรู้ แต่มาจากการปฏิบัติ โดยอาจนำข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ไปสู่การปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริง ประมวลออกมาเป็นหลักคิด ทฤษฎี เป็นปรัชญาหรือปัญญา คำในความหมายเดียวกัน เป็นคำที่บ่งบอกว่า คนและความรู้นั้นหลอมรวมเป็นหนึ่ง

ปัญญาเกิดจากภายใน ความรู้มาจากภายนอกและเข้าสู่การทำงานของสมอง ที่เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารเข้าด้วยกันจนกลายเป็นความรู้

ผมไม่เชื่อว่าหุ่นยนต์ทั้งหลาย และสิ่งประดิษฐ์ทั่งมวลจะมี “ปัญญา” เพราะปัญญามาจากองค์รวมของชีวิตที่มี ”จิตใจ” ไม่ใช่เพียงการประมวลข้อมูลและสร้างชุดความรู้ต่างๆ อย่างแยบยล พิศดาร เก่งกล้าสามารถจนเอาชนะความรู้ ทักษะและ “สมอง” ของมนุษย์ได้ในหลายๆ เรื่อง

เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันตลอดประวัติศาสตร์ของโลก ที่มาของปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ที่มีฐานคิดที่แตกต่างกัน ทำให้มีนักปรัชญา 300 ปีก่อนบอกว่า เหตุผลสำคัญที่สุด แนวคิดนี้จับคู่กับนักวิทยาศาสตร์อย่างนิวตัน ก่อให้เกิดการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคคโนโลยี แต่ยังผลให้ลดทอนทุกอย่างลงมาเหลือแค่ “เหตุผล” และ “วัตถุ”

ทำให้คนคิดแบบกลไก แยกส่วน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เห็นได้ในการพัฒนาอุตสาหกรรม การบริหารจัดการบ้านเมือง การศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งไม่ได้อยู่บนฐานคิดอีกแบบที่บอกว่า “หัวใจมีเหตุผล ที่เหตุผล (สมอง) ไม่รู้จัก” อย่างที่ปาสกัล นักปราชญ์สายองค์รวม ยุคเดียวกับเดการ์ต นักปราชญ์บิดาของเหตุผลนิยม รากฐานการคิดของโลกปัจจุบัน

การบริหารจัดการต่างๆ จึงมักเน้นที่ “แรงจูงใจ” มากกว่าสร้าง “แรงบันดาลใจ” เพราะทำง่ายกว่าที่จะให้รางวัลและการลงโทษ ซึ่งใช้เหตุผลธรรมดาก็อธิบายได้ แต่แรงจูงใจต้องใช้ตัวอย่างที่ทำแล้วเห็นจริง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน เป็นพลังขับเคลื่อนที่แรงกว่าและยั่งยืนกว่า “แรงจูงใจ”

การใช้ “กฎหมาย-กฎระเบียบ” จึงทำได้ง่ายกว่าและทำกันมากกว่าการพัฒนา “จิตสำนึก” ที่ยากกว่า แต่ยั่งยืนกว่า เพราะมาจากกภายใน และสัมพันธ์กับชีวิตทั้งหมดแบบองค์รวม ไปบอกไปสอนคนอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การบังคับใช้กฎหมายก็ใช้ได้ แต่เมื่อมีโอกาสคนก็ทำผิดกฎหมาย หมวกกันน็อค จึงกลายเป็นหมวกกันตำรวจ ใส่เมื่อรู้ว่าข้างหน้ามีตำรวจ

กฎหมายใช้กับ “สถาบัน” (institution) ต่างๆ ตั้งแต่เล็กไปจนถึงสถาบันทางบ้านเมือง ขณะที่ “ขบวนการ” (movement) จะใช้พลังของจิตวิญญาณ (spirit) สถาบันอยู่ได้เพราะจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพราะกฎระเบียบ ถ้าสถาบันอยู๋ด้วยกฎระเบียบอย่างเดียว สถาบันจะแข็งทื่อ ปรับตัวยาก เปลี่ยนแปลงยาก ขบวนการจึงยืดหยุ่นปรับตัวเคลื่อนไหวได้ง่าย เปลี่ยนแปลงง่าย

คำเหล่านี้สัมพันธ์กับ “ภายนอก-ภายใน” “กาย-ใจ” “เปลือก-แก่น” ซึ่งหากไม่แยกแยะหรือมองข้ามก็ทำให้เกิคความสับสน เหมือนที่ใครๆ ชอบใช้คำว่า “บูรณาการ” “วิสัยทัศน์” “ยุทธศาสตร์” “ศักยภาพ” และคำอื่นๆ อย่างพร่ำเพรื่อและไม่เข้าใจจริง จึงขาดพลัง เพราะมีแต่ตัวหนังสือและคำ แต่ไม่มีความหมายที่ต้องมาจาก “ภายใน” ของคนพูดเอง มาจาก “ใจ” ไม่ใช่มาจากปากหรือจากสมองเท่านั้น

ในหนังสือ “เจ้าชายน้อย” (The Little Prince) มีบอกไว้ตอนหนึ่งว่า “ ใจเราเท่านั้นที่จะเห็นอะไรได้ถูกต้อง สิ่งที่เป็นแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ เราไม่สามารถเห็นด้วยตา” (It is only in the heart that one can see rightly, what is essential is invisible to the eye.)

โลกวันนี้พัฒนาไปเร็วอย่างน่ากลัว มนุษย์เข้าถึงข้อมูลข่าวสารความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกเรื่อง มีมือถืออัจฉริยะก็เพียงพอ แต่ก็สัมผัสสิ่งเหล่านี้ด้วยตาและด้วยสมองมากกว่าด้วยหัวใจ และถูกท่วมท้นทับถมด้วยข้อมูลข่าวสารที่จริงบ้างเท็จบ้างจนแยกยาก และไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาทางปัญญา

แม้ว่า “สมองประดิษฐ” ที่ทำอะไรได้ดีกว่า เก่งกว่าคนในบางเรื่อง แต่เพราะคนมีหัวใจ มีปัญญา และก้าวข้ามมิติธรรมดาไปอีกมิติหนึ่งแห่งอุตรภาวะ คงไม่มีสิ่งประดิษฐใดทำแทนได้

สยามรัฐรายวัน 16 มกราคม 2562

บ้านเราชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก สื่อมวลชน กระทรวง ศึกษาธิการ สนใจเรื่องการแต่งกายนักเรียน แต่ไม่สนใจเรื่องปฏิรูปการศึกษา หรือว่าสนใจเรื่องเล็กเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องใหญ่ที่ไม่ต้องการแตะ               

“ชอบทำ” มากกว่า “ชอบธรรม” ชอบรักษาอำนาจของตนเองไว้ อำนาจในการควบคุม การสั่งการ อำนาจเผด็จการชอบระเบียบภายนอกมากกว่าระเบียบภายใน ชอบเปลือกมากกว่าแก่น กระพี้มากกว่าเนื้อใน จึงมักได้แต่ของปลอมมากกว่าของจริง ได้โง่มากกว่าฉลาด ซึ่งปกครองง่าย ครอบงำง่าย

การพัฒนาจึงไม่เกิด มีแต่การปะผุ ไม่มีการรื้อถอนปรับโครงสร้างใหม่ สร้างรากฐานใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดการพัฒนาทั้งระบบ ทำให้มีพลังจากข้างในมาข้างนอก ได้วิธีคิดใหม่ วิธีทำใหม่

การศึกษาบ้านเราจึงวนอยู่ในอ่าง อ้างแต่แชมป์โน่นแชมป์นี่ ฉลาด 1 โง่ 99 แล้วยังภูมิใจในความ

เหลื่อมล้ำแบบนี้กันต่อไป ชอบแต่ตัดเสื้อโหลให้คนใส่ โรงเรียนเป็นโรงงานผลิตสินค้าออกไปแบบเดียวกัน แนวคิดที่ล้าหลังของการศึกษาแบบอุตสาหกรรม ที่เอาแต่สร้างคนไปรับจ้าง ไม่ได้สร้างคนให้คิดเป็น แต่ก็ชอบอ้างไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องการคนคิดเป็น คิดนวัตกรรม สวนทางกันจริงๆ

การเอาเรื่องเล็กมากลบเรื่องใหญ่ เอาเปลือกมากลบแก่น คล้ายกับการทำเพลงขายเมื่อหลายปีก่อน ที่ไปเอานักมวยชื่อดัง ดาราดัง มาออกเทป ทั้งๆ ที่พูดยังเหน่อ ร้องเพลงก็เพี้ยน แต่อาศัยดนตรีดังๆ กลบเกลือน จนแทบไม่ได้ยินเสียงร้อง แล้วก็ไปจ้างเขาเปิดเพลงทุกสถานีทั่วประเทศ คนซื้อไปฟังทีเดียวก็เลิก

แม้แต่นักศึกษาปริญญาโทปริญญาเอกก็ชอบวนเวียนอยู่กับงานวิจัยวิทยานิพนธ์เรื่อง “รูปบบ” ลองไปนับดูก็ได้ว่า มีการศึกษาเรื่อง ”รูปแบบ” กันมากเหลือเกิน ซึ่งในหลักวิชาการจริงๆ มีคำ 3 คำที่เป็นแฝดสาม คือ รูปแบบ-เนื้อหา-กระบวนการ

การเรียนการสอนถึงระดับอุดมศึกษาปริญญาเอกก็ยังเน้นแต่เรื่อง “รูปแบบ” มหาวิทยาลัยก็ยังเน้นการแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยตามระเบียบของสถาบัน บางมหาวิทยาลัยมีรูปชาย รูปหญิง แต่งกายให้เห็นเป็นตัวอย่างบนคัทเอ้าท์ใหญ่ทางเข้ามหาวิทยาลัย ยังกับโรงเรียนอนุบาล

เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ที่กำแพงหน้าตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เช้าวันหนึ่งมีคนเอาไวนิลไปขึงไว้ให้คนผ่านไปมาเห็น มีรูปเด็กหญิงระดับอนุบาล บนหน้าอกเสื้อเขียนว่า “เด็กหญิงนงเยาว์ ไชเสรีภาพ” ประท้วงอธิการบดีคุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี ที่กำลังมีนโยบายให้นักศึกษากลับไปแต่งตัวให้ “เรียบร้อย”

เรียบร้อยแปลว่าให้เหมือนมหาวิทยาลัยอื่นๆ เหมือนแต่โบราณก่อนที่จะมีผู้นำขบถอย่าง “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” นำประท้วงและให้ยกเลิกระเบียบที่ “กดขี่เสรีภาพ” ทั้งประเพณีรับน้องและการแต่งกาย ทำให้นักศึกษาธรรมศาสตร์เป็นพวก “5 ย.” เสื้อยืด กางเกงยีน ผมยาว รองเท้ายาง สะพายย่าม

แต่ก็แปลก นักศึกษาธรรมศาสตร์จำนวนไม่น้อยก็ยังอยากแต่งกายนักศึกษา คงชอบ “เครื่องแบบ” เพราะดูเท่ดี หรืออยากไปไหนมาไหนให้คนรู้ว่าเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ เป็นพวก “สายลมแสงแดด”ที่ไม่สนใจการเมืองเหมือนก่อนและหลัง 14 ตุลา ถูกสังคมกระแสหลักกลืนไม่ได้ต่างจากเยาวชนทั้งประเทศ

เด็กเหล่านี้เป็นเหมือนช้างอินเดียที่เขาผูกไว้กับเสาตั้งแต่เล็กจนโต เมื่อโตแล้วก็แก้เชือกที่ผูกออก จากเสาไปผูกกับท่อนไม้เล็กๆ ไปไหนก็ได้ แต่ช้างเชื่องแล้ว คุ้นกับเชือกก็ไม่หนีไปไหน หรือว่าคนไทยทั้งผู้หญ่ทั้งเด็กก็เป็นแบบนั้น

ที่วิจารณ์เรื่องการแต่งกายก็รู้ดีว่า ประเทศต่างๆ ในโลกมีระเบียบที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุผลต่างกันเพียงแต่ประเทศพัฒนาแล้วเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เหมือนบ้านเรา ไม่ว่าจะแต่งหรือไม่แต่งก็เป็นเรื่องรองจากระบบโครงสร้างและคุณภาพการศึกษา

บ้านเราน่าจะคิดอะไรให้สร้างสรรค์กว่าการบังคับแบบทื่อๆ ให้มีรูปแบบเดียว แต่ให้คุณค่าและความหมายในสิ่งที่ทำมากกว่าเพียงแค่ต้องการระเบียบ หรือศรีธนญชัยไปอ้างเรื่องไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะยังไงก็ไม่มีทางแก้ได้เพียงให้แต่งเครื่องแบบนักเรียน เพราะเงินที่ติดกระเป๋า รองเท้า เครื่องใช้ รวมไปถึงรถพ่อแม่ที่ไปส่งถึงหน้าโรงเรียน ให้เขาขับรถยี่ห้อเดียวได้หรือ

มีงานวิจัยของนักการศึกษาบอกว่า โรงเรียนมีอิทธิพลต่อชีวิตและพฤติกรรมของเด็กเพียง 15% ครอบครัว สังคม สื่อ ต่างหากที่มีอิทธิพลมากที่สุด ความเหลื่อมล้ำอยู่ตามถนน ตามห้าง เอาชุดนักเรียน มาปิดความเหลื่อมล้ำไม่มิดแน่นอน แต่ก็ยังหลับหูหลับตาอ้างไปเรื่อย

โรงเรียนในชนขบท ชาวเขาชาวดอยหลายแห่งทั้งรัฐและเอกชน เขาให้นักเรียนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าท้องถิ่น หรือของชนเผ่ามาโรงเรียนได้ในวันศุกร์ เหมือนที่ราชการนิยมแต่งชุดไทย ชุดท้องถิ่นกัน

มีไหมโรงเรียนที่ให้นักเรียนแต่งชุดนักเรียน 1 วัน ชุดชนเผ่าหรือเผ่าพันธุ์ ท้องถิ่น 1 วัน ชุดลูกเสือ เนตนารี 1 วัน ชุดทำงาน 1 วัน ชุดอิสระ 1 วัน หรือปรับอย่างไรก็ให้มีความหลากหลาย ไม่น่าเบื่อเหมือนในชีวิตจริง ที่ไม่มีใครอยากใส่เสื้อผ้าชุดเดียวทุกวัน คุณเองยังชอบหลากหลาย ทำไมไม่ให้เด็กหลากหลายบ้าง

ตั้งแต่ 30 ปีก่อน โรงเรียนบ้านน้ำลาด อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ครูใหญ่ให้เด็กๆ ชาวบน หรือเนียะกุร แต่งตัวชุดชนเผ่ามาโรงเรียนในวันศุกร์ เด็กๆ และพ่อแม่ดีใจมาก มีการเรียนร้องเพลง ฟ้อนรำ การแสดงละเล่นของชนเผ่า ทุกคนมีความสุขกับการไปโรงเรียนวันศุกร์ ไม่เห็นมีใครประท้วง