phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒

          เข้าพรรษา ๙๐ วัน ออมเงินวันละ ๑ บาทได้ ๙๐ บาท ถ้าออม ๑ ล้านคนก็จะได้ ๙๐ ล้านบาท ถ้าออมวันละ ๑๐ บาท ๑ ล้านคนจะได้ ๙๐๐ ล้านบาท ถ้าออม ๒ ล้านคน จะได้ ๑,๘๐๐ ล้านบาท

          ไม่ใช่ความฝันที่เลื่อนลอย เพราะมีหลายประเทศทำเช่นนี้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ใช่ในเทศกาลเข้าพรรษา แต่เทศกาล “มหาพรต” หรือ “Lent” ๔๐ วันก่อนวันปาสกา หรือ Easter วันที่ชาวคริสต์เชื่อว่าพระเยซูทรงกลับคืนชีพ

            เมื่อก่อนนี้ ชาวคริสต์ โดยเฉพาะชาวคาทอลิกจะอดอาหารบางมื้อและบางวันในเทศกาลนี้เพื่อรำลึกถึงพระทรมานของพระเยซู เพื่อ “ทำบุญ” พลีความอยากอาหารเพื่อเป็นกุศลแก่ตนและคนอื่น

            มีบาทหลวงชาวเยอรมันท่านหนึ่งเสนอว่า ทำไมเราไม่ออมเงินที่ได้จากการอดต่างๆ แล้วนำมารวมกันเพื่อไปช่วยเหลือคนยากคนจน คนขาดโอกาสในประเทศของเราและประเทศอื่นๆ เช่น ถ้าออมทุกวันๆ ละ ๑๐ บาท จบเทศกาล ๔๐ วันก็จะได้ ๔๐๐ บาท ถ้าคาทอลิกทั้งประเทศ สมมุตว่าประมาณ ๑๐ ล้านคนที่ร่วมกันออม ก็จะได้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท

            ศาสนจักรคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ในเยอรมนีเห็นด้วย เริ่มจัดระบบ ตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยตรง ทำการรณรงค์อย่างจริงจัง เพื่อให้คนอดและออมเงินระหว่างเทศกาลมหาพรต ซึ่งจะได้บุญสำหรับตนเอง และได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย

            การออมไม่ใช่เพียงแต่หยอดเงินลงกระปุกวันละ ๑๐ บาท แต่ถ้าตั้งใจว่าจะงดดื่มเบียร์ ดื่มไวน์หรือเหล้าตลอดเทศกาลนี้ เงินที่ได้จากการอดเครื่องดื่มเหล่านี้ก็นำไปหยอดกระปุกด้วย บางคนไม่ทานอาหารเย็นวันศุกร์ ก็จะนำเงินที่ควรจ่ายเป็นค่าอาหารไปหยอดกระปุก บางคนเคยไปดูหนังสัปดาห์ละครั้ง ก็ไม่ไปดูตลอดเทศกาล ก็นำเงินค่าตั๋วหนังไปหยอดกระปุก

            ประเทศเยอรมนีเริ่มโครงการนี้ จากนั้นประเทศอื่นๆ ก็ทำด้วยจนกระทั่งเข้าใจวันทำกันทั่วโลกในประเทศที่มีชาวคริสต์อยู่ โดยเฉพาะศาสนจักรคาทอลิก รวมทั้งประเทศไทย แม้ว่าจะมีคาทอลิกอยู่เพียงประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน และโปรเตสแตนท์ก็มีมากกว่าเล็กน้อย

            การรณรงค์ระหว่างเทศกาลมหาพรตทุกปีจะมีการเลือกหัวข้อหนึ่งเพื่อเป็นการเรียนรู้ร่วมกันทั้งประเทศ เช่น เมื่อปี ๒๕๓๔ ประเทศเยอรมนีได้เลือกหัวข้อ “หญิงไทย” เพื่อการเรียนรู้และรณรงค์ระหว่างเทศกาลมหาพรต เพื่อปรับทัศนคติของคนเยอรมันต่อสตรีไทย ที่มีภาพพจน์ไม่ดี เพราะมีจำนวนมากที่ไปทำงานบริการทางเพศ

            องค์กรที่รับผิดชอบเรื่องนี่จะส่งข้อมูล เอกสาร กล่องหยอดเงินออม และสื่อต่างๆ ไปยังวัดโบสถ์ โรงเรียน ชุมชนคาทอลิกทั่วประเทศเพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ว่า ผู้หญิงไทยมีบทบาทอะไรจริงๆ ในสังคมไทย และได้ขอให้ผมจัดกลุ่มนักดนตรีและนักฟ้อนรำไปร่วมงานรณรงค์

            ทุกปี ศาสนจักรเยอรมันจะรวบรวมเงินออมเงินบริจาคระหว่างเทศกาลมหาพรตได้ประมาณสามสี่พันล้านบาท รัฐบาลเยอรมันจะสมทบให้อีกเท่าตัว องค์กรนี้ก็จะนำเงินไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ผ่านหน่วยงานเอกชนต่างๆ ร่วมทั้งในประเทศไทยตั้งแต่ ๕๐ ปีมาแล้ว และมาลดลงและเลิกไปเมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยกำลังกลายเป็น “เสือตัวใหม่” เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

            เมื่อประมาณปี ๒๕๒๓-๒๕๒๔ ผมได้ประสานผู้นำศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม เพื่อมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องบทบาทของศาสนากับการพัฒนา และได้นำเสนอประสบการณ์การรณรงค์และการออมระหว่างเทศกาลมหาพรต มีพระภิกษุหลฃายรูปที่ได้นำไปประยุกต์ใช้ในวัดของท่านระหว่างเข้าพรรษา

            ที่จำได้ดี คือ พระครูสาครสังวรกิจ เจ้าอาวาสวัดยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ท่านแจกกระบอกไม้ไผ่วันเข้าพรรษา ญาติโยมนำไปหยอดกระบอกวันละกี่บาทก็ได้ วันอออพรรษาก็นำกระบอกมาร่วมทอดกระฐินสามัคคีที่วัด มีการผ่ากระบอก นับเงินได้เป็นแสน สมัยนั้นนับว่าไม่น้อย

                ท่านบอกว่าไม่ได้ทำเป็นระบบแบบฝรั่ง เพียงแต่แจกกระบอกไม้ไผ่แล้วแนะนำให้ญาติโยมออมเท่าที่อยากออม เพื่อนำเงินมาร่วมทำบุญ ท่านบอกว่าอยากแนะนำให้ชาวบ้านงดเหล้า งดซื้อหวย งดอาหารเครื่องดื่มที่ไม่จำเป็น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

            แต่ก็มีพระภิกษุอีกหลายรูปที่เข้าร่วมโครงการเสวนาระหว่างศาสนาเพื่อการพัฒนาที่ได้นำโครงการนี้ไปประยุกต์ในวัดของท่านที่เชียงใหม่ ที่นครราชสีมา ที่บุรีรัมย์ ที่สุรินทร์ เป็นต้น

            อาจารย์เคลื่อน นาลาด ที่บุรีรัมย์ได้ช่วยเจ้าอาวาสบ้านบัว ซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดด้วยทำดครงการนี้ ตอนแรกๆ ชาวบ้านก็แย้งว่า คงทำไม่ได้เพราะชาวบ้านไม่มีเงิน อาจารย์เคลื่อนจึงไปหาข้อมูลและนำมาเสนอต่อที่ประชุมอีกทีว่า ร้านเหล้าเขาบอกว่า ขายได้เดือนหนึ่งกว่า ๕๐.๐๐๐ บาท คนขายหวยบอกว่าเดือนหนึ่งขายหวยได้กว่า ๓-๔ หมื่นบาท

อาจารย์เคลื่อนบอกว่า ไม่ต้องเลิกเหล้าเลิกหวยก็ได้ ให้เจียดสัก ๑๐ เปอร์เซนต์มาออมระหว่างเข้าพรรษาจะได้ไหม บ้านเราจะได้มีกฐินมาร่วมกันทำบุญเมื่อออกพรรษา โครงการสำเร็จ ได้เงินกฐินเป็นแสนเหมือนกัน

เข้าพรรษาเวลาเพื่อการคิดคำนึงถึงชีวิตของเราและของผู้อื่น ทำเพื่อตนเองและผู้อื่นได้ในเวลาเดียวกันก็เป็นบุญเป็นกุศล

Fb Seri Phongphit

ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ทำได้ ๓ วิธี คือ ๑) กินยาหาหมอ ๒) เข้าคอร์สเข้ายิม ๓) คิดเองทำเอง

วิธีที่ ๑ มีรายละเอียดว่า กินยา กินอาหารเสริม กินน้ำชากาแฟที่เขาโฆษณาขายกันออนไลน์หรือขายตรงและเสี่ยงตายเอาเอง เพราะส่วนใหญ่โฆษณาเกินจริงและไม่มี อย. หรือว่าจะหาหมอ หมอก็อาจให้ยา หรือผ่าตัดไส้ที่ยาวๆ ออก ผ่าตัดเอาไขมันหน้าท้องออก แล้วบอกว่าให้ลดอาหาร ออกกำลังกาย (ถ้าคุณทำเองได้ คุณคงไม่ไปหาหมอเนาะ)

วิธีที่ ๒ ถ้ามีเงินก็ไปหาเทรนเนอร์กล้ามใหญ่ใจดีเป็นพี่เลี้ยงในยิม ในคอร์สราคาแพงกว่ารายได้หลายคนทั้งปี เขาจะสอนให้คุณออกกำลังกายที่ถูกวิธี แล้วบอกว่าให้กินอะไรได้บ้าง ถ้าคุณเชื่อเขา (แบบไม่ลืมหูลืมตา) คุณก็ทำตามเขา เพราะได้แรงบันดาลใจจาก “ครู” แต่ถามว่า คุณลดได้แล้ว มันจะโยโย้ไหม และคุณต้องไปพึ่ง “ครู” อีกนานเท่าไร

วิธีที่ ๓ วิธีนี้เริ่มที่ “ใจ” เมื่อมีความตั้งใจ ก็วางเป้าหมายว่า จะลดให้ได้กี่กิโล แล้วหาข้อมูล หาความรู้ว่าจะมีวิธีการอย่างไรจึงจะลดได้ตามเป้าหมายนั้น (ด้วยตนเอง) สรุปว่า ใช้ ใจ-สมอง-สองมือ (heart-head-hand) มีวิธีสำคัญอยู่เพียง ๒ อย่าง (ที่ทุกคนรู้แต่ไม่ทำ) คือ อาหารและการออกกำลังกาย

ผมไม่เคยทำสองวิธีแรก (กินหายาหมอ เข้าคอร์ส) ได้เลือกทำวิธีที่สาม ลดได้ ๑๐ กิโลใน ๑๐ สัปดาห์ โดยเริ่มต้นจากการใช้วิธีการของหมอแอดกิ้นส์ ที่ให้ลดแป้ง น้ำตาล คือ ไม่กินข้าว ไม่กินแป้งและน้ำตาล ของหวานทุกชนิดในระยะแรกๆ สักประมาณ ๑ สัปดาห์ แล้วเริ่มทานข้าว (กล้อง) ได้บ้าง โดยการเลือกกินอาหารทั่วไปได้หมด วิธีของหมอคนนี้ไม่กลัวไขมัน ไม่กลัวปริมาณอาหาร กลัวแป้งกับน้ำตาลมากที่สุด

ผมทานอาหารพอประมาณ ทานผักมาก น้ำพริก ส้มตำ ไก่ย่าง แกงเลียง เกาเหลา (ไปเมืองเหนือก็แกงโฮะ แกงแค น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง ผักมากๆ โดยไม่มีข้าว) อาหารหลากหลายไม่ซ้ำ ทานให้อร่อย ไม่ต้องอด ทานได้หมด ทานให้อิ่ม ไม่ให้หิว ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ปัสสาวะมากก็ลดน้ำหนักได้ดี

ความจริง ในอาหารทุกชนิดก็มีคาร์โบไฮเดรต มีแป้ง แต่มีปริมาณน้อย กินแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้ขาดอาหาร ๕ หมู่ เพียงแต่ลดปริมาณบางหมู่เท่านั้น และก็ไม่ได้ให้เลิกกินข้าวไปตลอดชีวิตนะครับ กินได้หลังจากเริ่มลดน้ำหนักได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ควรกินแต่ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ในปริมาณพอควร

ลดน้ำหนักให้ดี มีข้อห้าม (คะลำ-ก๋ำกิ๋น) สำคัญ คือ อาหารพวกแป้งและน้ำตาลทั้งหมดต้องลดเลิกให้ได้อย่างเคร่งครัด อย่า “ศรีธนญชัย” ไปกินก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ สปาแก็ตตี้ หรือขนมที่ทำด้วยแป้งทุกชนิด (อ้างว่าไม่ใช่ข้าว) อาหารไทยขนมไทยเรามีร้อยแปดที่ไม่มีแป้งหรือมีน้อย เลือกได้ ถ้าไม่มีข้ออ้างเข้าข้างตัวเอง

ที่สำคัญ คือ ผลไม้และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ผลไม้ต้องเลือกกินที่ไม่หวานมากอย่างฝรั่ง แตงโม สับปะรด ชมพู่ สาลี่ แก้วมังกร เป็นต้น (หาข้อมูลในเน็ตได้ง่าย) ส่วนเครื่องดื่มนี่ สำหรับหลายคนเป็นการลงโทษที่ทำใจยาก เพราะติดน้ำอัดลม ติดกาแฟเย็น ชาเย็น สมูตี้ และอื่นๆ ที่ล้วนแต่เติมน้ำตาลให้หวานเจี๊ยบ เพิ่มน้ำหนักได้ดีที่สุด

น้ำอัดลมขวดเล็กมีน้ำตาล ๑๒ ช้อนชา แพทย์แนะนำว่าให้กินน้ำตาลจากอาหารเครื่องดื่มทุกชนิดได้วันละไม่เกิน ๗ ช้อนชา น้ำอัดลมขวดเดียวก็เกินไปเท่าตัวแล้ว ไม่อ้วนจะเอาเท่าไร

ผลไม้หวานและมีแป้งมากที่ควรงดช่วงแรกๆ และทานให้น้อยในตอนหลัง คือ มะม่วง กล้วย น้อยหน่า ขนุน ละมุด ทุเรียน เงาะ ลำไย และอื่นๆ

เกือบลืมว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ เพิ่มน้ำหนักได้ไม่น้อยเช่นเดียวกัน ตอนเริ่มลดน้ำหนักควรเลิกดื่ม ถ้าหากลดน้ำหนักได้แล้ว และสามารถควบคุมปริมาณการดื่มได้ก็ดื่มได้ในปริมาณที่พอเหมาะ (คนกินเหล้าบางคนไม่อ้วน เพราะกินแต่เหล้า หรือกินกับแกล้มโดยไม่มีข้าว แต่ถ้ากินกับแกล้มแบบที่มีแป้งอย่างพวกถั่วก็จะน้ำหนักเพิ่มได้เหมือนกัน)

การลดน้ำหนักสำคัญที่สุดอยู่ที่อาหาร ถ้าจัดการเรื่องการกินการดื่มได้ ลดได้อย่างแน่นอน ขอให้มีวินัยและมุ่งมั่นเท่านั้น กินอย่างมีสติ You are what you eat คุณกินอะไรก็จะได้อันนั้น กินแป้งกินน้ำตาลมากก็จะได้น้ำหนัก ความอ้วน

จัดการเรื่องอาหารแล้วก็ออกกำลังกาย หลายคนส่ายหน้า บอกว่าวิ่งไม่ไหว เหนื่อย ก็บอกแล้วว่า อยู่ที่ “ใจ” ถ้าสู้ ถ้ามีเป้าหมายว่าจะลดน้ำหนักจริง ต้องทำได้ครับ และเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะกับเรา อยู่ที่น้ำหนักมากน้อย อายุ

วิธีที่ง่ายที่สุด คือ เดิน เดินวันละ๑-๒ กิโลก่อน สัก ๒๐-๓๐ นาที เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนได้วันละ ๔๕ นาทีถึง ๑ ชั่วโมง เริ่มจากเดินธรรมดาไปจนถึงเดินเร็วเหมือนคนผิดนัด จะเดินได้วันละประมาณ ๖-๗ ก.ม. อาทิตย์ละ ๕-๖ วัน หรือวันเว้นวัน หรือสามวันหยุดหนึ่งวัน แล้วแต่สะดวกหรือสภาพร่างกาย

เดินอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้าอายุยังไม่มากก็อาจจะเดินสลับวิ่งไประยะหนึ่ง จนวิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นวิ่งอย่างเดียวก็ยิ่งดี แล้วท่านจะรู้ว่า จากการเลิก “ติดการกิน” มา “ติดการวิ่ง” “ติดการเดิน” “ติดการออกกำลังกาย” นั้นเป็นการติดที่น่าอภิรมย์เพียงใด เพราะท่านจะได้ประโยชน์อย่างไม่เคยคิดมาก่อน น้ำหนักลดแล้ว สุขภาพดี แข็งแรง สดชื่น หายใจเต็มปอด ไม่เหนื่อยง่าย เตะปิ๊บได้ไกลเป็นสิบเมตร ที่สำคัญ ไม่ต้องกินยาหาหมอ เพราะไม่ป่วยเป็นอะไรอีก

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกาย “ฟิตแอนด์เฟิร์ม” ช่วยระบบการเผาผลาญพลังงานให้มีประสิทธิภาพไม่เพียงแต่ระหว่างการออกกำลังกาย แต่ทั้งวัน ทั้งตอนตื่นและตอนหลับ ระบบจะทำงานได้ดี น้ำหนักจะลดลงไม่ใช่หลังการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ทั้งวัน

การออกกำลังกายที่ไม่ต้องลงทุนมากมีหลายอย่าง นอกจากเดิน วิ่ง แล้วก็ปั่นจักรยาน ทั้งวิ่งจริงหรืออยู่กับที่ การใช้เครื่องมือออกกำลังกายแบบที่มีในโรงยิมหรือกลางแจ้งที่อบต. เทศบาล เขาติดตั้งกันไปทั่ว หรือง่ายกว่านั้น เวลาเดินทางไปต่างถิ่น ก็ใช้วิธีแกว่งแขน อยู่บ้านฝนตกออกไปเดินไปวิ่งไม่ได้ก็แกว่งแขนหน้าจอทีวี ดูรายการต่างๆ ไปพร้อม ไม่เบื่อ แกว่งสักครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงก็ได้ เวลาผ่านไปเร็วถ้าได้ยืนดูทีวีไปด้วย

การแพทย์บอกว่า การแกว่งแขนมีผลดีต่อกล้ามเนื้อแขนขา และส่วนต่างๆ ของร่ายกาย และระบบหายใจ ปอด หัวใจ เกือบเท่ากับการวิ่งการเดิน ใครมีโอกาสไปว่ายน้ำได้ก็ยิ่งดี เป็นวิธีการออกกำลังกายที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง

ผมเขียนจากประสบการณ์ที่ได้ทำมาเอง ตอนที่เริ่มลดน้ำหนักอายุก็ ๕๐ กว่าแล้ว ถ้าเริ่มจากอายุไม่มากจะง่ายกว่ามาก แต่ไม่ว่าอายุเทาไรก็ลดได้ถ้าใจสู้ ผมสูง ๑.๖๙ จากน้ำหนัก ๗๕ ผมลดน้ำหนักเหลือ ๖๕ กิโล ทุกวันนี้ก็อยู่ที่ ๖๕-๖๖ กินอิ่ม นอนหลับดี สุขภาพดี ไม่เคยป่วยมา ๒๐ ปีแล้วหวัดก็แทบไม่เคยเป็น จนลืมไปว่าเป็นหวัดครั้งสุดท้ายเมื่อไร

บางครั้งเดินทางไปต่างจังหวัด ได้รับประทานอาหารอร่อยๆ อาหารพื้นเมืองที่หาทานยาก ผมก็ทานเต็มที่ รวมทั้งเป็นนักชิมข้าวหลาม ข้าวเม่า หรืออะไรที่ทำด้วยเผือกจะวิ่งเข้าใส่ เพราะชอบมาแต่ไหนแต่ไร กลับบ้านทีไรน้ำหนักขึ้นทุกที แต่ก็บอกตัวเองว่า "ขึ้นได้ก็ลงได้" เพราะรู้วิธีลดน้ำหนักแล้ว ขึ้นไปเมื่อไรก็เอาลงได้ไม่ยาก

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่อยากลดน้ำหนัก ว่าท่านทำได้อย่างแน่นอน ขอให้ตั้งใจจริง และอยากสุขภาพดี ขอให้ทำให้ถูกวิธี ใช้ข้อมูลความรู้เข้าช่วย ออกกำลังกายอาจจะเหนื่อยบ้างในตอนแรกๆ แต่คุ้มมากครับ เพราะถ้าสุขภาพไม่ดี ชีวิตไม่มีความสุข คนใกล้ตัวเราก็ลำบาก ไม่ว่าพ่อแม่พี่น้อง สามีหรือภรรยาและลูกๆ ก็พลอยลำบากกันไปหมด เสียเงิน เสียทอง เสียเวลาทำมาหากิน

เลือกวิธีที่ ๓ จะลดน้ำหนักและสุขภาพดีอย่างมั่นคงและยั่งยืนแน่นอน
น้ำหนักลดได้ สุขภาพดีสร้างได้
สู้ๆ นะครับ

 

ภาพผนวก :

๑.คนอเมริกันเป็นโรคอ้วน ๑ ใน ๓ น้ำหนักเกิน ๒ ใน ๓ ของประชากร คนไทยก็กำลังไล่ตามอเมริกัน เพราะใช้ชีวิตในสังคมบ้าบริโภคอเมริกันสไตล์แบบเดียวกัน

น้ำหนักเกิน อ้วน ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อ (NCDs Non Communicable Diseases) อย่างเบาวหวาน หัวใจ ข้อเข่าเสื่อม มะเร็ง หลอดเลือดสมองตีบตัน (อัมฤษกษ์อัมพาต) โรคไต โรคตับ และอื่นๆ

๒.วิธีคำนวณน้ำหนักที่เหมาะสมโดยการดูดัชนีมวลกาย (BMI Body Mass Index) เอาส่วนสูง X ส่วนสูง (เช่น สูง 1.60 x 1.60 = 2.56 นำไปหารน้ำหนัก เช่น หนัก 70 หารด้วย 2.56 = 27.34

การแพทย์ถือว่า มวลกายที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 18-25 ถ้าอยู่ระหว่าง 26-30 ถือว่าน้ำหนักเกิน ถ้า 30 ขึ้นไปถือว่าเป็นโรคอ้วน ต่ำกว่า 18 ถือว่าผอมเกินไป ควรเพิ่มน้ำหนัก

บางสำนักบอกว่า ดัชนี 23-25 ถือว่าน้ำหนักเกินแล้ว แต่อย่าซีเรียสครับ คิดเอาง่ายๆอย่างที่ผมยกมาที่คำนวณกันมานานแล้วดีกว่า ผมว่าคนที่บอกว่า 23-25 ก็อ้วนแล้ว อาจเป็นเจ้าของอาหารเสริมลดความอ้วน หรือเจ้าของฟิตเนสเพื่อให้คนไปเข้าคอร์สเยอะๆ หรือเปล่า โดยเฉพาะบรรดาไฮโซ คนดังที่มีเงินเยอะๆ ทั้งหลาย พวกกลัวอ้วน (เหมือนสมัยก่อนคอเลสเทอรอล 250 ก็ถือว่าไม่เป็นไร ต่อมาบรรดาแพทย์อเมริกันก็ลดลงเหลือ 200 ทำให้หมอและบริษัทยาขายยาได้เงินอีกเป็นแสนๆ ล้าน)

สยามรัฐรายวัน 10 กรกฎาคม 2562

ปัญหาอาหารกลางวันเด็ก แก้ที่ปลายเหตุคงไม่มีวันจบ ครูบางคนก็คงหาโอกาสและวิธีการโกงไปได้อีก เงินกับระเบียบอย่างเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้ารัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และให้นโยบายชัดเจน ปัญหาอาหารกลางวันเด็กน่าจะแก้ได้อย่างยั่งยืน

ที่โรงเรียนประถมรักประชาราษฎร์ ครูวางเป้าหมายไว้ว่า จะให้นักเรียนมีอาหารกลางวันที่ได้จากผลงานของการเรียนของนักเรียนเองอย่างพอเพียง แต่ละชั้นจะได้รับหน้าที่ในการปลูกผักชั้นละแปลง

เด็กๆ เรียนรู้และลงมือปลูกผักที่ต่างกันแบบผสมผสาน พริก มะเขือ ถั่วผักยาว ฟัก ฟักทอง ฟักข้าว บวบ กระเพา โหระพา สะระแหน่ หอมแบ่ง ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ผักบุ้ง ผักกาดหอม และอื่นๆ ที่จำเป็นเพื่อการประกอบอาหารตามฤดูกาล รวมทั้งการเพาะเห็ด เพาะถั่วงอกอีกด้วย

 

ส่วนต้นไม้ใหญ่ก็ร่วมกันปลูกร่วมกันดูแลทั้งครูนักเรียน อย่างแค เพกา มะรุม สะเดา มะขามเปรี้ยว ตามรั้วก็ปลูกกระถิน ชะอม หวาย และมะขามปลูกถี่ๆ ตัดเตี้ยเพียง 1.50 เมตรทำเป็นรั้วและเก็บยอดทำอาหารหรือขาย (เพราะรั้วรอบโรงเรียนยาวเป็นร้อยๆ เมตร) ปลูกมะละกอและกล้วยไว้จำนวนมาก ใช้ได้ทุกส่วนของต้นกล้วย ทำน้ำหมักชีวภาพ นอกนั้น ยังนำมูลหมู ไก่ และเศษขยะมาทำแก๊สและพลังงาน

ชุมชนมีส่วนร่วมในโครงการอาหารกลางวันตั้งแต่ผอ.คนใหม่เข้ามา เขาเชิญพ่อแม่ผู้ปกครองมาประชุมเพื่อวางแผนร่วมกัน โดยครูได้ให้ข้อมูลว่า อาหารมีความสำคัญต่อเด็กนักเรียนอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะให้ลูกหลานเติบโตแข็งแรง ฉลาด ไปเรียนต่อสูงๆ ได้ มีโรคอะไรที่มากับอาหารจากตลาดที่ปนเปื้อนสารเคมี ทำให้คนเจ็บป่วยและเป็นโรคต่างๆ จนชุมชนเข้าใจและยินดีให้ความร่วมมือ

นอกจากให้เมล็ดพันธุ์และกล้าไม้ หลายคนยังให้ลูกหมู ลูกไก่ และพันธุ์ปลาอีกด้วย รวมทั้งให้คำแนะนำลูกหลานของตนเองว่าจะดูแลผักและสัตว์เลี้ยงต่างๆ อย่างไร เพราะครูบอกว่า การทำกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้อาหารกลางวันอย่างเดียว แต่ได้เงินส่วนแบ่งจากการขายและได้คะแนนด้วย

ผอ.ให้นโยบายว่า อาหารกลางวันต้องไม่ใช่เรื่องแยกต่างหากจากการเรียนการสอน แต่ให้เป็นส่วนหนึ่งที่เด็กได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่องการเกษตร ได้ทั้งวิชาการและทักษะ รู้คุณค่าอาหารในผัก ปลา หมู ไก่ ไข่ รู้เรื่องสารเคมีในการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ซึ่งที่โรงเรียนไม่ใช้เลย นักเรียนทำเกษตรอินทรีย์

วันเสาร์อาทิตย์ ครูขอให้ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชนที่เก่งๆ พาเด็กไปเรียนรู้เรื่องต้นไม้ในป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ นำเมล็ดไม้ใหญ่อย่างยางนา พยูง ประดู่ มะค่า ตะเคียน และอื่นๆ นำมาเพาะมากล้าที่เรือนเพาะชำของโรงเรียนรวมกับกล้าไม้อื่นๆ ขายได้เท่าไรแบ่งให้นักเรียนที่เป็นผู้เพาะกล้าเอาไว้ออม

ผอ.คนนี้ไม่เชื่อเรื่อง “ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้” เพราะทุกเวลาล้วนเป็นการเรียนรู้จริงที่บูรณาการการทำโครงงานอาหารกลางวันและการมีเงินออมให้กลายเป็น “เนื้อหาสาระ” สำคัญของการเรียนรู้ไม่ว่าวิชาใดก็สามารถเรียนจากผัก พืช สัตว์ ดิน ปุ๋ย การทำอาหาร ซึ่งเด็กมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน โดยไม่ต้องจ้างคนนอก เพราะการให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำอาหารก็เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติที่ดี ให้เขาได้เรียนรู้คุณค่าและวิธีการทำให้อาหารที่ดี ที่มีประโยชน์ต่อเขามากที่สุด

ที่โรงเรียนรักประชาราษฎร์ จึงมีอาหารดี ไม่มีสารเคมีตกค้าง และมีอย่างพอเพียง ทั้งสำหรับนักเรียนและครูตลอดปี มีรายได้จากการขายผลผลิตที่เหลือจากการประกอบอาหารอีกส่วนหนึ่ง

อีกกรณีที่โรงเรียนธรรมาประชานาถ โรงเรียนขยายโอกาสที่โชคดีได้ผู้บริหารที่เข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ไม่ได้ให้ครูนักเรียนท่อง “สามห่วงสองเงื่อนไข” แต่ให้ลงมือปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ว่าทุกคนเข้าใจจริง โดยการทำ “โครงการอาหารกลางวันแบบเพอเพียง” เพื่อทุกคนในโรงเรียน

นอกจากการแบ่งหน้าที่การทำการเกษตรในลักษณะคล้ายกับที่โรงเรียนรักประชาราษฎร์ แล้ว เนื่องจากมีนักเรียนถึง ม.3 จึงเพิ่มการสร้างโรงเรือน และปลูกผักต่างๆ ที่ใช้เพื่อทำอาหาร โดยให้นักเรียนได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมการให้น้ำ ความชื้น แสงแดด โดยใช้แอปพลิเกชั่นที่ได้รับการอนุเคราะห์จากสวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโยลีแห่งชาติ)

ผู้อำนวยการโรงเรียนได้รับความร่วมมือกับชุมชนทั้งในตำบล ในอำเภอจังหวัดเป็นอย่างดีทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยการทำโครงการเสนอขอความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาโครงการนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่ออาหารกลางวัน แต่เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การทำเกษตรสมัยใหม่ บูรณาการกับวิชาการต่างๆ

เมื่อได้ผลดีก็ขยายโรงเรือนหรือผักกางมุ้งไปอีกสองโรง ทำให้ได้เรียนรู้การปลูกผักอีกหลากหลาย รวมทั้งการทำสวนครัวแนวตั้ง สวนผักในกระถาง การทำเห็ดหลายชนิด ซึ่งเน้นที่การเรียนรู้จากการปฏิบัติให้รู้จริง ทั้งวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เกษตรศาสตร์ วิชาการทำอาหารจากผลผลิตจากสวนของโรงเรียน

การเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากห้องแล็ปเล็กๆ ทำให้นักเรียนได้ค้นพบว่า ผักที่ซื้อจากตลาดนั้นปนเปื้อนสารเคมีที่อันตรายต่อสุขภาพอย่างไร มีสารเคมีอะไรบ้าง ทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง และได้ค้นพบว่า ผักแต่ละชนิดมีสารอาหารอะไรบ้าง มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร

เด็กๆ ที่โรงเรียนแห่งนี้เรียนอย่างมีความสุข ไม่เครียด ได้ทำกิจกรรมที่ไม่ได้คิดแบ่งแยก “เวลาเรียนกับเวลารู้” เป็นโรงเรียนที่ชุมชนยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุน เพราะครูเคารพภูมิปัญญาของชาวบ้าน ให้เกียรติและให้มีส่วนร่วมด้วยความจริงใจ ไม่ดูถูกชาวบ้าน

นี่คือโรงเรียนที่เข้าใจ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ถามว่า “จะพึ่งตนเองได้อย่างไร และจะมีความสุขได้อย่างไร” มีอีกหลายโรงเรียนที่ทำได้ดีกว่านี้ แต่โรงเรียนที่นักเรียนกินไม่อิ่ม เรียนไม่สนุก และไม่มีความสุขนั้นมีมากกว่ามาก