phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐ 8 พฤศจิกายน 2560

เรื่องใหญ่สุดของโลกวันนี้ คือ อาหาร น้ำ และพลังงาน เป็นมรดก พลังแผ่นดินและพลังทางปัญญาสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงมอบไว้ให้เรา

             โครงการพระราชดำริเกือบ 5,000 โครงการ มากกว่าครึ่งหนึ่งเกี่ยวกับน้ำโดยตรง โครงการทั้งหมดทั้งที่เกี่ยวกับดิน น้ำ พลังงาน ก็ล้วนแต่เพื้อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและการดำรงชีพอย่างพอเพียง สร้างปัจจัยพื้นฐานเพื่อการพึ่งตนเองและอยู่อย่างมีความสุข

             ปัญหาใหญ่สุด คือ ปัญหาน้ำ ซึ่งท่วมในหน้าฝน แห้งในหน้าแล้ง ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีฝนตกเฉลี่ยปีละ 1,570 มิลลิเมตร (ขณะที่ประเทศอิสราแอลฝนตกปีละ 500 มิลลิเมตรแต่สามารถส่งออกน้ำจืดไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้ เปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่า เป็นสวน เป็นไร่นา ที่อยู่อาศัยทีร่มเย็นได้)

            พระปรีชาญาณของพระองค์ท่านเกี่ยวกับน้ำมีมากล้นและน่าพิศวงอย่างยิ่ง ทรงศึกษาไม่เพียงแต่แผนที่อย่างละเอียด แต่ทรงลงพื้นที่ไปสำรวจสภาพภูมิศาสตร์และภูมิสังคม และทรงแนะนำให้หาทางออกที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าเขื่อน แก้มลิง ฝาย อ่างเก็บน้ำ สระน้ำ ปรับทางน้ำไปจนถึงการสร้างฝนเทียมและกังหันน้ำชัยพัฒนาเพื่อให้ได้น้ำสะอาด

            นอกจากการแก้ปัญหาน้ำในระดับใหญ่แบบบูรณาการ พระองค์ท่านทรงพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นรูปธรรมสำหรับครัวเรือนว่าจะจัดการดิน น้ำ เพื่อให้ได้อาหารและปัจจัยเพื่อการดำรงชีพ

           พระองค์ไม่ได้ทรงทำนาแปลงใหญ่ ทรงสนพระทัยพัฒนานาแปลงเล็กในที่แปลงเล็กให้ชาวบ้านมีพออยู่พอกินเป็นอันดับแรก ดังที่ทรงสอนไว้เมื่อวันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๑๗ ว่า

“การพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพอสมควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป”

“หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียวโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการที่สัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวไปในที่สุด”

          มูลนิธิชัยพัฒนาส่งเสริมการจัดการทรัพยากรโดยเฉพาะการจัดการน้ำในชุมชน และมอบรางวัลชุมชนดีเด่นในเรื่องนี้ทุกปี อย่างกรณีบ้านลิ่มทอง ต.หนองโบสถ์  อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ จากเดิมประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซากมากว่า 40 ปี พื้นที่การเกษตรกว่า 3,700 ไร่ ไม่มีแหล่งน้ำ คลองส่งน้ำ ยามน้ำหลากก็ท่วมถนนในหมู่บ้าน ยามแล้งไม่มีน้ำใช้สอย ส่งผลชาวบ้านเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

แกนนำชาวบ้านจึงนำเรื่องนี้เข้าเวทีประชาคมหมู่บ้าน ช่วยกันวางแผนแก้ปัญหา เอาน้ำท่วมมาเก็บกักเป็นน้ำใช้ ด้วยเริ่มจากหาข้อมูลแหล่งน้ำเดิม สำรวจแหล่งน้ำและเส้นทางน้ำหลาก โดยใช้แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม เครื่องระบุพิกัด GPS โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจากมูลนิธิอุทกศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์กรมหาชน) ปี 2549 จึงเริ่มขุดลอกคลองขนานกับถนนขุดคลองขวางดักน้ำหลากพร้อมกับขุดแก้มลิงในพื้นที่สาธารณประโยชน์ และชักชวนให้ชาวบ้านขุดสระเก็บกักน้ำในที่ดินส่วนตัว เพื่อผันน้ำที่ท่วมถนนทุกปีให้ไหลลงคลองส่งน้ำไปเก็บกักไว้ที่แก้มลิง เพื่อเกษตรกรจะได้ดึงน้ำเข้าสระส่วนตัวไปใช้ได้ยามต้องการ

ต่อมาเมื่อน้ำหลากถนนนานเข้าก็เกิดปัญหาชำรุดทรุดโทรม ชุมชนจึงร่วมกันปรับปรุงโครงสร้างให้เป็นถนนน้ำเดิน ปรับความลาดเอียงจากริมถนนเข้าสู่ศูนย์กลางลักษณะรูปตัววี เสริมคัน จัดทำที่ระบายน้ำ รับน้ำ นำน้ำท่วมน้ำหลากส่งต่อไปยังทุ่งรับน้ำและแก้มลิง อีกส่วนส่งต่อไปยังบ่อเก็บน้ำส่วนรวมเนื้อที่ประมาณ 37 ไร่ ซึ่งเป็นสระสาธารณะใช้ร่วมกันทั้งชุมชน

“สิบกว่าปีมานี่ ชาวบ้าน 2,221 ครัวเรือน ไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำแล้งเลย จากพื้นที่รับประโยชน์ 3,700 ไร่ สามารถขยายผลสู่เครือข่ายทำงานร่วมกัน 42 หมู่บ้าน  5 ตำบล พื้นที่ 173,904 ไร่ มีคลองดักน้ำหลาก และคลองซอย ระยะทางรวมกว่า 47.7 กม. มีสระน้ำ แก้มลิง 61 สระ สระประจำไร่นาอีกกว่า 50 สระ ส่งผลให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มจากเดิมครัวเรือนละราว 40,000 บาทต่อปี กลายเป็นปีละกว่า 200,000 บาท” (จากไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2559)

ภาคอีสานมีฝนตกเฉลี่ยปีละ 1,400 มิลลิเมตร มากกว่าภาคกลางและภาคเหนือ แต่มีปัญหาน้ำมากที่สุด คนอีสานย้ายถิ่นฐานมากกว่าคนภาคอื่นๆ ไปหาที่ทำมาหากินที่มีน้ำ ที่อุดมสมบูรณ์มากกว่า อีสานมีจำนวนเขื่อนมากกว่าทุกภาค มีแม่น้ำน้อยใหญ่มากมาย ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งยังคงอยู่ทุกปี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงสอนให้ทำจากเล็กๆ ทำจากชุมชน ให้มีการเรียนรู้เพื่อจะได้ “ระเบิดจากข้างใน” ไม่ใช่ไปสั่งการจากภายนอก หรือไปคิดแทนทำแทนชาวบ้าน

นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะสืบสานศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลควรนำเกษตรทฤษีใหม่มาส่งเสริมอย่างจริงจัง เพื่อจะได้สนองพระราชดำริที่ทรงอยากให้เริ่มจากเล็กๆ จากครัวเรือนให้พออยู่พอกินก่อนที่จะไปเน้นแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจ วิ่งไปข้างหน้ากับคนรวยส่วนน้อย ทิ้งประชาชนคนยากคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ไว้เบื้องหลัง

แก้ปัญหาน้ำในระดับใหญ่ไปพร้อมกับส่งเสริมให้เกิดเกษตรทฤษีใหม่ 5-10 ไร่สัก 2 ล้านครอบครัว ก็จะได้พื้นที่เกษตร 10-20 ล้านไร่ ที่ให้ความมั่นคงด้านอาหาร น้ำ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น เพราะ “เล็กๆ แต่งดงามและมีพลัง” สร้างรากฐานมั่นคงให้สังคมโดยรวมด้วย

ทางอีศาน พฤศจิกายน 2560

ประมาณสิบกว่าปีก่อน ทันตแพทย์สุธี สุขสุเดช จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอะเดเลด ประเทศออสเตรเลีย ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง ทุนทางสังคมไทย:ปัจจัยทางสังคมของสุขภาพปาก (The Thai social capital as a social determinant of oral health )

คุณหมอสุธีไปกินนอนสามเดือนกว่าที่ “ศูนย์อินแปง” ที่บ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนครเพื่อศึกษาเรื่องนี้ โดยใช้กรอบคิดทฤษฎี 3S ที่ผมได้สังเคราะห์จากการทำงานกับชุมชน คือ Survived (รอด) Sufficient (พอเพียง) Sustainable (มั่นคงยั่งยืน)

นับเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่แปลกสำหรับทั้งฝรั่งและไทย คุณหมอสุธีก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ปัญหาปากของคนไทยเกี่ยวกับ “ปากท้อง” เกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ทุกส่วนรวมกัน ถ้าคนอยู่แบบอดๆ อยากๆ เป็นทุกข์ดัวยปัญหาหนี้สิน การทำมาหากิน ทุกข์ด้วยเรื่องความไม่เป็นธรรมทางสังคม ชุมชนเสื่อมสลาย ผู้คนต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไป ก็มีผลกระทบไปถึงสุขภาพปากสุขภาพฟัน

ตรงกันข้าม ถ้าหากผู้คนกินอิ่มนอนอุ่น มีความมั่นคงในชีวิต ชุมชนเข้มแข็ง จารีตประเพณีวิถีชุมชนยังโอบอุ้มและร้อยรัดผู้คนให้เป็นพี่เป็นน้อง เอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สุขภาพใจ สุขภาพกาย สุขภาพปากย่อมดีไปด้วย ซึ่งเป็นแนวคิดสุขภาพองค์รวมที่คุ้นเคยกันมานาน

แต่ที่วิทยานิพนธ์นี้ได้รับการชื่นชมเป็นเพราะคุณหมอสุธีลงไปสัมผัสชีวิตจริง และมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากประสบการณ์ของเครือข่ายอินแปง ที่ได้เรียนรู้จักตนเอง รู้จักศักยภาพที่แท้จริงของตนและพัฒนาพลังภายในนั้นด้วยกระบวนการเรียนรู้ หรือด้วยความรู้ด้วยปัญญามากกว่าด้วย “งบประมาณ”

คุณหมอสุธีได้ชี้ให้เห็นว่า อินแปงได้ผ่านขั้นตอนของ “การอยู่รอด” จากปัญหาหนี้สินและอื่นๆ มาถึงระดับ “พอเพียง” เกิดระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อพึ่งตนเอง และค่อยๆ พัฒนาไปสู่ขั้น “มั่นคงยั่งยืน” ด้วยการขยายเครือข่ายไปยังชุมชนต่างๆ ในหลายตำบล อำเภอ และจังหวัดรอบตีนภูพาน

.เนื่องจากผมได้ให้คำปรึกษาคุณหมอสุธีระหว่างทำวิทยาพิพนธ์และได้เป็นกรรมการสอบคนหนึ่งได้พบว่า สิ่งที่คุณหมอสุธีได้ “ค้นพบ” และ “ชี้ให้เห็น” เป็นเรื่องเดียวกันกับที่ศาสตราจารย์เจมส์ ซี สก็อต ได้พยายามอธิบายในหนังสือ “เศรษฐกิจคุณธรรมของชาวนา” (The Moral Economy of the Peasants) ที่เขาได้ศึกษาที่เวียดนามและที่พม่า

ประเด็นร่วมของชุมชนชาวนาไม่ว่าที่เวียดนาม พม่าหรือไทยในสังคมเกษตรกรรม คือ ความอยู่รอดได้ด้วยการพึ่งพาอาศัยกันของชุมชน หรือที่เรียกสั้นๆ ก็ได้ว่า “ทุนทางสังคม” ที่แสดงออกทางจารีตประเพณีวิถีชุมชน กฎระเบียบของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งสะท้อนโลกทัศน์ชีวทัศน์ ความเชื่อ ความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ การอยู่แบบเกื้อกูล ไม่เอาเปรียบกัน ไม่เอาเปรียบธรรมชาติ

ปรัชญาชีวิตของสังคมดั้งเดิมจึงน่าจะเรียกได้ว่าเป็น “ปรัชญาเพื่อความอยู่รอด” ซึ่งอุ้มเอาคำว่าพอเพียงและมั่นคงยั่งยืนไว้ในตัว แตกต่างจาก “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ซึ่งมีฐานคิดบน “เสรีนิยม-ทุนนิยม”

อาจารย์สก็อตพยายามอธิบายว่า กบฎชาวนาไม่ใช่มาจากการลุกขึ้นต่อต้านการเอารัดเอาเปรียบหรือกดขี่ทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นการทำลาย “ทุนทางสังคม” ของชุมชน โดยการนำเอา “ค่านิยม” ของระบบทุน ที่มุ่งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องกำไร เรื่องการผลิตการบริโภคเหนือสิ่งอื่นได

อีกด้านหนึ่งก็ทำให้คิดถึงอันโตนิโอ กรัมชี มาร์กซิสท์ที่วิพากษ์คาร์ล มาร์กซ์ว่า เน้นเรื่องการเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ กดขี่แรงงาน การใช้อำนาจกฎหมาย อำนาจทุนครอบงำประชาชน เขาบอกว่า การครอบงำที่สำคัญกว่านั้น คือ ครอบงำทางวัฒนธรรม ด้วยการสร้างค่านิยมผิดๆ ให้สังคมที่ “เชื่อฟัง” เห็นด้วยอย่างไม่มีข้อสงสัยและไม่โต้เถียง ที่เขาเรียกว่า “hegemony”

ผมโยง ๓ คนเข้าด้วยกัน คุณหมอสุธี อาจารย์สก็อต และอันโตนิโอ กรัมชี เพื่อมาพิจารณาในกรณีของ “อินแปง” ว่า ก่อนเกิดอินแปง ชุมชนบ้านบัวก็เหมือนกับชุมชนหมู่บ้านในประเทศไทยส่วนใหญ่ที่ถูกผลักเข้าสู่ระบบทุนนิยม ปลูกพืชเศรษฐกิจเพราะเชื่อในนิยายของการพัฒนาที่ว่า “พรุ่งนี้จะรวย” แต่ที่สุดก็เป็นหนี้เป็นสิน เอาสินทรัพย์จากธรรมชาติและของตนไปขายเพื่อจะได้อยู่รอด แต่ก็ “ไม่รอด” ไม่พออยู่และไม่พอกิน ดิ้นรนออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน เหลือแต่คนแก่คนเฒ่ากับเด็กๆ

ในความเห็นของอาจารย์สก็อต สถานการณ์ดังกล่าวเป็นผลของการไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมยุคใหม่ที่ไปทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนจาก “เฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน” มา “ทำมาค้าขาย” เพราะแนวคิดเบื้องหลังของวิถีการผลิตแบบยังชีพหรือเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน คือ การผลิตเพื่อให้อยู่รอดแบบพึ่งพาอาศัยกัน พึ่งพาอาศัยธรรมชาติ พวกเขาอยู่รอดได้ด้วย “ทุนทางสังคม” ไม่ใช่ด้วย “รายได้หรือกำไร”

“ปลอดภัยไว้ก่อน” (safety first) ในทัศนะของอาจารย์สก็อต เป็นหัวใจของเศรษฐกิจยังชีพ เพราะชีวิตชาวนาเปรียบได้กับคนอยู่ในน้ำที่สูงขึ้นมาท่วมปาก ระลอกคลื่นเล็กๆ ก็อาจท่วมจมูกและทำให้ตายได้ ความเป็นอยู่ในชุมชนจึงเป็นแบบ “ร่วมด้วยช่วยกัน”  วัวควายหายก็ช่วยกันตาม น้ำท่วมฝนแล้งไม่มีข้าวกินก็ไปเยี่ยมเยียนญาตมิตรที่อยู่ไกลออกไปที่มีข้าว มีอะไรติดไม้ติดมือไปฝาก

สิ่งที่เกิดกับอินแปงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาปากท้องด้วยการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม “ยกป่ามาไว้บ้าน ยกภูพานมาไว้สวน” จัดการเรื่องอาหารให้พอเพียง แต่เรื่องการฟื้นฟูความเป็นชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชน จากกลุ่มผู้นำเล็กๆ ขยายออกไปเป็นเครือข่ายยังชุมชนอื่น

หวายที่ชาวบ้านเคยเก็บในป่ามากินสมัยก่อนได้หมดไปเมื่อชาวบ้านเป็นหนี้และตัดไปขายเพื่อหาเงินใช้หนี้จนหวายหมดป่า แม้หวายจะมีมากมายเพราะธรรมชาติช่วยปลูก แต่ก็โตไม่ทันดอกเบี้ย เมื่อได้เรียนรู้และเพาะพันธุ์หวายปลูกไว้เต็มสวนเช่นเดียวกันพืชอื่นๆ อีกหลายร้อยชนิด ก็มีกินมีใช้ ตอนฉลอง ๒๕ ปี ชาวอินแปงได้สรุปกันว่า ๒๕ ปีที่ผ่านมา ได้เพาะกล้าหวายได้กว่า ๕๐ ล้านต้น

อย่างที่ได้เล่าไปในบทความฉบับที่แล้ว การฟื้นฟูการทำมาหากินแบบพึ่งพาอาศัยธรรมชาติและพึ่งพาอาศัยกันของอินแปง เป็นการฟื้นเศรษฐกิจคุณธรรมที่ไม่ได้เอากำไรเป็นตัวตั้ง แต่เอา “การอยู่รอดร่วมกัน” เป็นตัวตั้ง การช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจคุณธรรม

ระบบทุนนิยมใช้เงินแทนทุกอย่าง เอากำไรเป็นเป้าหมาย ทำลายทุนทางสังคม ทำลายระบบคุณค่าที่ทำผู้คนอยู่รอดได้ด้วยการพึ่งพาอาศัยกัน ระบบทุนนิยมทำให้ไปพึ่งทุน พึ่งนายทุน เกิดระบบอุปถัมภ์ใหม่ที่ให้ความมั่นใจชาวนาว่าจะรอด กลายเป็นการครอบงำ ที่นำไปสู่การกดขี่และเอาเปรียบอีกแบบหนึ่ง

นักการเมือง พรรคการเมืองที่ “เข้าใจ” เรื่องนี้ที่ผ่านมาจึงมักทำตัวเป็น “ผีบุญ” ที่เสนอ “ทางรอด” ให้ชาวนาที่น้ำท่วมปากและกำลังจะท่วมจมูก นโยบายประชานิยมจึงถูกปล่อยออกมา โดยไม่ให้ความสนใจกับการสร้าง “ชุมชนเข้มแข็ง” อย่างจริงจัง

เพราะที่พยายามทำนั้นเป็นการอัดฉีดด้วยงบประมาณโครงการต่างๆ คล้ายกับการฉีดยาที่ทำให้ร่างกาย “บวม” ไม่ได้ทำให้แข็งแรง อาจแก้ปัญหาได้ชั่วคราว  ชาวนาไม่ได้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”  แต่เป็นนายทุน  ข้าราชการ รัฐบาลมากกว่า ขณะที่ชาวนาก็ต้องช่วยตัวเอง ดิ้นรนหาทางเอาตัวรอดต่อไป

หรือที่ทางรัฐศาสตร์เรียกว่า “แบ่งแยกแล้วปกครอง” เหมือนที่นักล่าอาณานิคมไปถึงไหนก็ทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำลายทุนท้องถิ่น ทั้งทุนทรัพยากร ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม คนพื้นเมืองที่เป็นเจ้าของท้องถิ่น เจ้าของประเทศจึงอ่อนแอ

เป็นเหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือ บีบก็ตาย คลายก็รอด ไม่มีพลังต่อต้านใดๆ แม้จะมีกบฎชาวนาที่ทนการกดขี่ข่มเหงไม่ได้ แต่ก็เป็นเพียง “กบฎ” ไม่สามารถเอาชนะอำนาจจากภายนอกได้ เพราะทุนทางสังคมที่ถูกทำลาย ทำให้ชุมชนอ่อนแอไม่สามารถปกป้องตนเองได้

ระบบอุปถัมภ์ใหม่ ชาวนาต้องพึ่งพาอาศัยทั้งนายทุน พ่อค้า ข้าราชการ รัฐบาล ตัดการพึ่งพาอาศัยกัน  ตัดทุนทางสังคมออกไป เหลือไว้แต่เพียง “พิธีกรรม” ที่ทุนนิยมก็ยังตามไปกระหน่ำนำเอามา “ขาย” ไม่ว่าพิธีกรรมเข้าพรรษา ออกพรรษา ผีตาโขน อ้างว่าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ พัฒนาประเทศ

ตัดการพึ่งพาอาศัยธรรมชาติออกไป รณรงค์ให้ใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ทำให้ดินเป็นพิษ น้ำเป็นพิษ อากาศเป็นพิษ สิ่งแวดล้อมล่มสลาย ชาวนาเจ็บป่วยล้มตายนายทุนไม่สนใจอยู่แล้ว เพราะกำไรสำคัญกว่า อย่างที่เราเห็นการต่อสู้เรื่องสารเคมีร้ายแรง “พาราควอต” ที่ประเทศต่างๆ เขาห้ามใช้ แต่คนไทยโดยนายทุนทำทุกอย่างเพื่อให้ใช้ต่อไป อ้างว่า ถ้าไม่ใช้สารเคมีเหล่านั้น ชาวนาจะต้องลงทุนการผลิตเพงขึ้นหลายเท่า แต่ไม่บอกว่า ทุนตนเองจะหาย กำไรจะหดไปกี่หมื่นล้าน

โลกวันนี้กำลังมาถึงยุคเปลี่ยนผ่านสำคัญ กำลังโหยหาธรรมชาติ อยากคืนดีกับธรรมชาติ เพราะรับรู้หายนะที่กำลังเกิดขึ้นจากน้ำมือของตนเองที่ยึดมั่นในทุนนิยมและบริโภคนิยมแบบสามานย์ที่ทำลายล้าง จึงพยายามปรับความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ปรับวิถีการผลิต วิถีชีวิต เพื่อลดผลกระทบต่อธรรมชาติและให้เกิด “ความสมดุล” มากกว่าที่ผ่านมา

เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย อาหารสุขภาพ เสื้อผ้าทอมือ ย้อมสีธรรมชาติ กระบวนการผลิตข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่ใช้สารเคมีอันตราย พลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติโดยเฉพาะแสงแดดและลม ซึ่งกำลังจะมาแทนพลังงานฟอสซิล คือ ก๊าซ น้ำมัน ถ่านหิน และแม้กระทั่งพลังงานปรมณู

มีการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น การคืนสู่รากเหง้า เอกลักษณ์อัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ชนเผ่าก็กลับมา  เห็นคุณค่าของการละเล่น ดนตรีพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง ภาษา วัฒนธรรมท้องถิ่น ดูถูกถูหมิ่นคนบ้านนอกคอกนา ชาวเขาชาวดอยน้อยลงกว่าเดิม

คนอยากไปเที่ยวทุ่งนาป่าเขา อยากชมธรรมชาติที่ไม่เพียงแต่แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แต่รวมไปถึงวิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรมที่เมื่อก่อนไม่มีใครสนใจ เพราะเห็นว่าเป็นของ “บ้าน ๆ” วันนี้กลับมีเสน่ห์ อยากไปท่องเที่ยวชุมชน ท่องเที่ยวเกษตาร ท่องเที่ยวนิเวศ ตลาดน้ำที่เกิดขึ้นมากมายก็มาจากการฟื้นฟูหรือสืบทอดวิถีดั้งเดิมของชุมชน มีโรงแรมห้าดาวที่ตื่นเช้าขึ้นมาเห็นทุ่งนาป่าเขา เห็นธรรมชาติ มีควายไถนา มีคนดำนา เกี่ยวข้าวให้ดู ค่าที่พักคืนหนึ่งสามสี่หมื่นบาท เต็มทั้งปี

กระนั้นก็ดี แม้แนวทางการพัฒนาดังกล่าวจะฟื้นฟูคุณค่าดั้งเดิม ภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชีวิตชุมชน และธรรมชาติ แต่โดยมากมักเด็ดยอดภูมิปัญญาเพื่อหาประโยชน์ กำไร โดยไม่เข้าใจคุณค่าแบบองค์รวม แยกส่วนและลดทอนเรื่องที่ซับซ้อนที่เป็นชีวิตและจิตวิญญาณของชุมชนลงมาเหลือแค่เรื่องเศรษฐกิจ

กระบวนการนี้ที่ดูเหมือนจะดีจึงต้องตั้งคำถามว่า ทำให้ชาวนา “รอด” ได้จริงหรือไม่ รอดแล้วจะ “พอเพียง” ได้อย่างไร และจะ “มั่นคงยั่งยืน” ได้อย่างไร

แต่เดิม อุดมคติของชาวนาในยุคเศรษฐกิจยังชีพเป็นการอยู่รอด และก็น่าจะอยู่รอดได้จริง แม้จะไม่สะดวกไม่สบายเพราะไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า แต่ก็ไม่มีหนี้สินและความทุกข์แบบยุคที่เต็มไปด้วยเงินทองและข้าวของเครื่องใช้เพื่อการบริโภคแบบทุกวันนี้

เราคงกลับไปอยู่ในยุคยังชีพหรือเฮ็ดอยู่เฮ็ดกินแบบเดิมไม่ได้ สิ่งที่ท้าทายคือ ทำอย่างไรจะสืบทอดคุณค่าดีงามของบรรพบุรุษในยุคนั้น สืบทอดทุนทางสังคมของชุมชนในรูปแบบที่เหมาะสมกับสังคมวันนี้ ที่ความจริงกระแสการเปลี่ยนแปลงก็กำลังกลับมาหาชุมชน กลับมาหาธรรมชาติ กลับมาค้นหาและสืบทอดสภูมิปัญญาและมรดกของชุมชน

กรณีอินแปงและอีกหลายชุมชน หลายเครือข่ายในประเทศไทยได้พิสูจน์ว่า ทุนทางสังคมไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแบบวันวานยังหวานอยู่ของผู้โหยหาสวรรค์หาย หากเป็นเรื่องที่โลกวันนี้ขาดหาย ไม่มีและต้องการจะมี อยากได้กลับคืนมา เพราะตนเองได้ทำลายไปด้วยแนวคิดที่เอาเงิน เอากำไรเป็นตัวตั้ง

ถ้าเชี่อในทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน การเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้เกิดขึ้นแน่ ไม่กี่ปีรถยนต์ใช้นำมันจะไม่ได้วิ่งบนถนนอีกต่อไป  หลายประเทศกำหนดไว้เป็นนโยบายและเป้าหมายแล้ว มลพิษในอากาศจะลดลง อาหารการกินจะปลอดภัยมากขึ้น กระบวนการคืนสู่ธรรมชาติ คืนสู่รากเหง้าจะขยายผลและแสดงพลังออกมา

คนเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ เครือข่ายเล็กๆ ล้วนแต่เล็กและมีพลัง (small is beautiful and powerful) ที่ส่งผลกระทบไปสู่สังคม สู่โลก สู่จักรวาล แบบ “ผีเสื้อกระพือปีก พสุธาสะท้านไหว” เพราะสรรพสิ่งล้วนสัมพัน์กันเป็นหนึ่ง “เด็ดดอกไม้ดอกเดียว กระเทือนถึงดวงดาว” ที่ไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากได้พิสูจน์แล้วอย่างชัดเจน

สอดคล้องกับที่พระอรหันต์เกจจิอาจารย์ท่านสอนว่า การแผ่เมตตา อโหสิกรรมนั้น ส่งผลดีต่อตัวเอง ต่อผู้อื่นที่เป็นเป้าหมาย และมีผลกระทบไปถึงสรรพสิ่ง

ทุนทางสังคมจึงไม่ใช่เพียง “สังคม” ของคนกับคน แต่คนกับธรรมชาติ คนกับสรรพสิ่ง คือสิ่งที่ร้อยรัดทุกสิ่งทุกอย่างให้รวมกันเป็นหนึ่ง และหากเชื่อแบบคนไทยคนตะวันออก ก็รวมถึง “ที่และเวลา” (space and time) คือรวมอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รวมทั้งชาติก่อน ชาตินี้ และชาติหน้า

เป็นเอกภาพของสรรพสิ่งที่เป็นเอกภพ เป็นนิรันดรภาพของกาลเวลาที่รวมอยู่ในขณะเดียว

Thursday, 02 November 2017 08:06

จากจีนถึงไทย

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 1 พฤศจิกายน 2560

การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 จบลงเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา นับเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งที่จีนประกาศ “ยุคใหม่” ด้วยจุดยืนและยุทธศาสตร์ชัดเจนว่า ต้องการยืนหยัดเป็นสังคมนิยม “แบบจีน” และทันสมัยในเวลาเดียวกัน

                ที่น่าสนใจสำหรับนานาชาติ คือ บทบาทของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ซึ่งได้ถูกยกขึ้นทำเนียบผู้นำสำคัญต่อจากประธานเหม๋าและเติ้ง เสี่ยว ผิง  ในปาฐกถากว่า 3 ชั่วโมงเปิดประชุมสมัชชา เขาได้ประกาศแนวคิดและแนวปฏิบัติของจีนใน 5 ปีข้างหน้า มีประเด็นที่น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับสังคมไทย

                ยุคแรกของประธานเหม๋า ประมาณ 30 ปีตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองถึง 1978 สิ้นสุดปฏิวัติวัฒนธรรมและเริ่มยุคสี่ทันสมัยของเติ้ง เสี่ยว ผิง จากนั้นมาถึง 2017 ก็นับได้อีก 30 ปี เป็นยุคของสี จิ้น ผิง

                ธนาคารโลกยกย่องให้จีนเป็นประเทศตัวอย่างของการขจัดปัญหาความยากจน ตั้งแต่ปี 1980 ถึง 2015 จีนลดความยากจนลงได้ถึงร้อยละ 94 โดยถือเอาเกณฑ์ยากจนอยู่ที่ต่ำกว่า 1.9 เหรียญสหรัฐต่อวัน แต่ธนาคารโลกก็ มีข้อสังเกตด้วยว่า ความยากจนและความเหลื่อมล้ำไปด้วยกัน บางประเทศลดได้ทั้งสองอย่าง บางประเทศลดความยากจนแต่ไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคมชนบท ซึ่งเป็นกรณีของจีน

                ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ก็ตระหนักในเรื่องนี้และมีแนวทางที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างความสมดุลมากขึ้นในการพัฒนา และหนึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ การกระจายอำนาจ ยินยอมให้เป็นประเทศเดียวสองระบบ แต่อำนาจอธิปไตยแห่งชาติจีน (เดียว) ละเมิดมิได้

                จีนเป็นประเทศที่มีมณฑลและเขตปกครองต่างๆ ที่บริหารงานด้วยตนเอง ภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐบาลกลางและพรรคคอมมิวนิสต์  ส่งเสริมให้เผ่าพันธุ์คนพื้นเมืองในแต่ละเขตรักษาวัฒนธรรมประเพณีของตนเอง เพราะเห็นว่าเป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม แนวคิดตรงกันข้ามกับยุคปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976) ที่พยายาม “ทำลาย” วัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ไม่สำเร็จ

                ในเวลาเดียวกันก็ส่งเสริม “ประชาธิปไตย” ทั้งในฮ่องกงและไต้หวัน (ที่จีนถือว่าเป็นเขตปกครองของตนเอง) รวมทั้งใช้เศรษฐกิจทุนนิยมที่เป็นเรื่องแปลกใหม่ เพราะไม่มีใครคิดว่า จะมี “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” (Socialist Market Economy) เพราะเป็นสองแนวคิดที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง แต่จีนและประเทศสังคมนิยมอย่างเวียดนามและลาวก็แสดงให้เห็นว่า เป็นไปได้และดูจะดีไม่น้อยอีกด้วย

                ที่สำคัญ จีนส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมในแทบทุกด้าน เพื่อไปรับใช้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เราจึงเห็นเรื่องแปลกใหม่ระดับโลกอยู่ตลอดเวลาจากเมืองจีน ไม่ใช่แต่ “อาลีบาบา” แต่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการขนส่ง อุตสาหกรรม การค้า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

                การเมืองแบบสังคมนิยมจีนดูจะทำให้การพัฒนาแบบบูรณาการทำได้ไม่ยากนัก นโยบายดี มี “คำสั่งที่ศักดิ์สิทธิ์” มีงบประมาณพร้อม อะไรๆ ก็ดูจะเดินไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องถกเถียงยืดเยื้อยาวนานอย่างในหลายประเทศ

                อย่างกรณีนโยบาย “คืนสู่ธรรมชาติ” หรือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จีนพูดจริง ทำจริง วางเป้าหมายชัดเจนว่าจะลดมลภาวะลงได้เท่าไรภายในเมื่อไร ลดและเลิกการใช้ถ่านหินในการผลิตพลังงาน กำหนดให้เลิกการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันภายในปี 2040

                จีนกำลังกลายเป็นผู้นำด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะประชากรจีน 1,300 ล้านคน นำหน้าใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังแข่งกันออกสู่ตลาด ส่วนใหญ่ผลิตในจีน ราคาก็ค่อยๆ ถูกลง บริษัทยักษ์ใหญ่ผลิตรถยนต์ต่างก็ร่วมมือกับจีนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขายให้คนจีน ซึ่งนับเป็นร้อยละ 30 ของตลาดโลก

      โรงงานขนาดยักษ์ผลิตแบตเตอรียุคใหม่ก็เกิดขึ้นที่จีน ซึ่งจะทำให้คนหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพราะเก็บไฟจากหลังคาบ้านไว้ใช้เองได้โดยไม่ต้องใช้ “ไฟหลวง” อีกต่อไป ถูกกว่า สะดวกกว่า และจีนก็เป็นประเทศที่ผลิตโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดและถูกที่สุด ส่งไปขายทั่วโลกอีกด้วย

      เรื่องที่น่าจะสำคัญที่สุดที่จีนพยายามทำ เพราะถือว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ในการพัฒนา คือ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น นโยบายกำจัดการโกงกินของประธานาธิบดีสี ทำให้ข้าราชการกว่า 1.3  ล้านคนทุกระดับ (ทั้ง “เสือ” และ “แมลงวัน”) ถูกกวาดล้างดำเนินคดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

     รัฐบาลไทยทุกสมัยรู้จักเมืองจีนและผู้นำจีนเป็นอย่างดี รู้นโยบาย ยุทธศาสตร์บทเรียนของจีน อยากทำหลายอย่างแต่ทำไม่ได้ เช่น การขจัดการโกงกินบ้านเมือง ซึ่งไม่ใช่ทำแบบลูบหน้าปะจมูก แต่ทำแบบ “สี” (จิ้นผิง) คือ ทำให้ถึงรากถึงโคน

    ถ้ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนทำ 3 อย่างที่เมืองจีนวันนี้ทำ เมืองไทยก็น่าจะเจริญพัฒนาได้เร็วกว่าที่เป็นอยู่ คือ ๑) กำจัดคอร์รัปชั่น  ๒) แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ และ ๓) ปฏิรูประบบราชการ แก้กฎหมาย กระจายอำนาจ

   รัฐบาลนี้บอกว่ากำลังทำอยู่ทั้งสามเรื่อง แต่ในเวลาเดียวกันก็เพิ่มอำนาจให้ข้าราชการ หรือไม่ก็ถูกหาว่ารับใช้นายทุน ปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่อไป ประมาณว่า  “ความเหลื่อมล้ำจะขจัดความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งน่าสงสัยว่า “ความเหลื่อมล้ำจะสร้างความเท่าเทียม” ได้อย่างไร

  แม้ไม่เป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เมืองไทยก็คล้ายกับเมืองจีนในเรื่องการใช้อำนาจ  ขาดแต่ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และฝีมืออย่างเติ้ง เสี่ยว ผิง และสี จิ้น ผิง เท่านั้น