phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Thursday, 31 May 2018 08:46

ภัยศาสนา

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 31 พฤษภาคม 2561

“สุริยัน-จันทรา” ไม่ใช่หนังอินเดีย แต่เป็นหนังอิตาเลียนเมื่อ 50 ปีก่อนที่มีชื่อฝรั่งว่า Brother Sun Sister Moon ทำจากประวัติของนักบุญฟรันซิสแห่งเมืองอัสซีซี (สุริยัน) และนักบุญคลารา (จันทรา) ผู้ให้กำเนิดคณะนักบวชชายฟรันซิสกันและนักบวชหญิงคลาริสท์-กาปูชินที่มักเรียกกันว่า “ชีมืด”

            เป็นเรื่องราวในศตวรรษที่ 12 หรือประมาณ 800 กว่าปีมาแล้ว เมื่อหนุ่มฟรันซิส บุตรคหบดีแห่งเมืองอัสซีซี ที่กลับจากรบ เบื่อหน่ายชีวิตทางโลก สละทุกอย่างแม้กระทั่งเสื้อผ้าคืนให้พ่อเพื่อไปแสวงหาสันติที่แท้จริง ซึ่งเขาเชื่อว่าต้องมาจากภายใน ไม่ใช่จากทรัพย์สิ่งของภายนอก

            นักบุญฟรันซิสเป็นองค์อุปถัมภ์ของอิตาลี เป็นที่รู้จักในนามนักบุญแห่งสันติภาพ โดยเฉพาะบทสวดของท่าน “โปรดให้ข้าพระองค์เป็นเครื่องมือแห่งสันติ ที่ใดมีการเกลียดชัง ให้ข้าพระองค์หว่านความรัก ที่ใดมีการบาดหมาง ให้หว่านการยกโทษ ที่ใดมีการแตกร้าว ให้หว่านสามัคคีธรรม.....”

            ฟรันซิสได้ก่อตั้งคณะนักบวชขึ้นมาใหม่ ทั้งๆ ที่เดิมก็มีหลายคณะอยู่แล้ว แต่ท่านเห็นว่า คนที่บวชแล้วปฏิญาณตนที่จะอยู่อย่างสมถะ (poverty) กลับสะสมทรัพย์สมบัติไว้มากมาย ทั้งที่ดิน ข้าวของเงินทอง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากบรรดา “อัศวิน” ที่ไปรบสงครามครูเสดหรือสงครามอื่นๆ

นักรบเหล่านี้เกิดเบื่อหน่ายชีวิต ปัญหาความขัดแย้ง และอยากไปแสวงหาสันติภาพ พากันออกบวชโดยเข้าคณะนักพรตนักบวชเหล่านั้น พร้อมกับยกทรัพย์สมบัติให้คณะไปด้วย แม้ว่าเป็นสมับติส่วนรวมของคณะ แต่ก็ทำให้เกิด “กิเลส” การยึดติดและแสวงหาไม่รู้จบ

ฟรันซิสก่อตั้งคณะใหม่โดยนักบวชมีเพียงเสื้อผ้าและรองเท้าแตะ ปฏิญาณว่าจะไม่มีและไม่สะสมทรัพย์สินใดๆ จะไปทำงานแลกกับอาหารจากชาวบ้าน

เล่าเรื่องนักบุญฟรันซิส องค์อุปถัมภ์ของขบวนการสันติภาพ เพราะท่านเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่เรียบง่าย การไม่ยึดครอง ไม่ยึดติด ไม่สะสม ทรัพย์สินแห่งโลกนี้ เพราะจะเป็นอุปสรรคในการเข้าถึง “สันติ” ภายในที่แท้จริง เป็นบทเรียนที่ศาสนาทั้งหลายก็สรุปได้ไม่ต่างกัน

อุดมคติของทุกศาสนาล้วนต้องการให้คนพ้นทุกข์ ทุกข์สำคัญคือการ “ยึดมั่นถือมั่น” “ตัวกูของกู” อย่างที่ท่านพุทธทาสสอน และความจริงทุกศาสนา ทุกนิกาย ทุกคณะก็สอนและถือเป็นเงื่อนไขเพื่อไปสู่ความหลุดพ้น ที่ท่านพุทธทาสสอนว่า ต้องไปให้พ้นแม้บุญและบาป ไม่ใช่ยังอยากได้บุญก็ยังยึดติดอยู่กับบุญ ยัง “ลงทุน” เพื่อจะได้โชคลาภชาตินี้และขึ้นสวรรค์ชาติหน้า

เมื่อสามสี่สิบปีก่อน เคยเห็นสมาชิกสันติอโศกดูหนัง “สุริยัน-จันทรา” นี้ที่ธรรมสถาน จุฬาฯ สนทนากับบางท่านบอกว่า ดูหนังเรื่องนี้มาเป็นสิบๆ ครั้งไม่เบื่อ

ศาสนามีสองด้าน สองมิติ ที่เรามักไม่แยกจากกัน เป็นทั้งสถาบัน (institution) และเป็นขบวนการ (movement) ฐานะสถาบัน มีระบบโครงสร้างที่วิวัฒนาการมาตามยุคสมัย อ้างว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของศาสดา จึงเกิดมีกฎ มีระเบียบ มีพิธีกรรมและวิถีปฏิบีติมากมายที่ไม่เคยมีในยุคสมัยของศาสดา

ความแตกต่างในแนวคิด การตีความ การปฏิบัติ และวิถีทางการเมืองทำให้เกิดการแตกแยกออกไปเป็นศาสนา เป็นนิกาย เป็นลัทธิต่างๆ

อีกด้านหนึ่ง ศาสนาเป็นขบวนการ (movement) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังทางจิตวิญญาณ ที่มาจากการปฏิบัติของผู้นำศาสนาและของศาสนิกทุกยุคสมัย ส่งต่อ “จิตวิญญาณ” ที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบันและเป็นพลังสร้างสรรค์อนาคตของศาสนาและสังคม เพราะถ้าไม่มีการปฏิบัติ ไม่มีจิตวิญญาณ ( spirit) ศาสนาก็อยู่ไม่ได้ มีสถาบันก็เหมือนบ้านร้าง ปราสาทร้าง ปราสาทผีสิง

ในศาสนาคริสต์ นักพรต (monks) ซึ่งในอดีตมักเก็บตัวอยู่ในอาราม (monasteries) ทำสมาธิภาวนา ถือศีลเคร่งครัด เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นจริงของความเชื่ออันเป็นสัจธรรมที่มิอาจเปลี่ยนแปลง (อะกาลิโก) เป็นสัญญาณแห่งโลกุตระ อีกมิติหนึ่งที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยญาณทัศนะ คนละขั้วกับโลกียะ

ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่า ทุกคนต้องเข้าสู่ชีวิตนักพรตนักบวชจึงจะปฏิบัติธรรมและพบสันติได้ ท่านพุทธทาสสอนว่า “การทำงานคือการปฏบัติธรรม” คำสอนของพุทธศาสนาก็เน้นเรื่องการมีสติและสมาธิ ทางไปสู่ปัญญา การอยู่กับปัจจุบัน “ชีวิตของคุณมีเพียงขณะเดียว” ทำอย่างไรให้ “ดีที่สุด”

ภัยของศาสนาทุกศาสนามาจาก “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” เป็นภัยที่เกิดในสถาบันที่ผุและมีท่าจะพังลงมาถ้าไม่มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ผุพังจะด้วยสนิมหรือด้วยมดปลวกกัดกิน หนึ่งในนั้นคือความลุ่มหลงในโลกียะ ทรัพย์สินเงินทอง ที่ท่วมโลกุตระ เอาผลประโยชน์ทางโลกเป็นข้ออ้าง สร้างความชอบธรรม

ศาสนิกมีหลายประเภทหลายระดับ จำนวนมากยังต้องการพิธีกรรม ระเบียบปฏิบัติ และวัตถุธรรมสิ่งของ สิ่งก่อสร้าง “ภายนอก” เพื่อเป็น “พาหะ” ตัวช่วย ศาสนิกอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้แล้ว ก้าวพ้นไปแล้ว โดยเฉพาะนักบวช ผู้นำศาสนา มีหน้าที่ช่วยเหลือคนอื่นให้พ้นไปจากปัจจัยภายนอกเหล่านี้

ไม่ใช่ไปฉวยโอกาสทำให้ศาสนิกยึดติดมากกว่าเดิม กลายเป็นการ “มอมเมา” กลายเป็น “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” อย่างที่ท่านพุทธทาสสอน ถ้ายิดติดกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่เป็นรูปธรรม ก็ไม่มีวันเข้าถึงธรรมได้ อยากข้ามน้ำไปฝั่งโน้น แต่ยังยิดติดกับเรือ ก็จะอยู่ในเรือตลอดไป

ในท้ายที่สุด สำหรับคนที่ก้าวพ้นทุกอย่างไปได้ ท่านพุทธทาสสอนว่า “ไม่มีศาสนา” (อันเป็นปาฐกถาธรรมสำคัญของท่านที่มีการแปลไปหลายภาษา) ท่านหมายถึง “สถาบัน” ซึ่งความจริงเป็นเปลือกเพราะแก่นของศาสนาคือหลักธรรม ที่หากปฏิบัติจริง เป็นพลังทางจิตวิญญาณ นำสู่ความหลุดพ้น

สยามรัฐรายวัน 23 พฤษภาคม 2561

วิสาหกิจชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน ระบบที่เป็นภูมิคุ้มกันให้ชุมชน ทำให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน เพราะสามารถยืนอยู่บนขาของตนเองได้ จัดการการกินการอยู่ได้อย่างพอเพียง

            ไม่ใช่วนเวียนอยู่กับโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลหรือใครจัดให้ลงชุมชน เป็นจิ๊กซอที่ต่อกันไม่ติด ไปสร้างความฝันให้ชาวบ้าน “เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่” (อมาตยา เซน) เหมือนกับทุกเย็นวันที่ ๑ กับวันที่ ๑๖ หลังหวยออก

            สิ่งที่อามาตยา เซน บอกเรื่อง “ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” สัมพันธ์กับเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ ว่า

“ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไปทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แต่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ก็สามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อน แต่ถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็สามารถที่จะแก้ไขได้”

ชุมชนที่มีข้อมูลตนเองจากการทำแผนแม่บทชุมชนจะลุกขึ้นมาจัดการการกินการอยู่ใหม่ อะไรที่ทำได้เองก็จะลงมือทำเพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ซื้อจากตลาด เช่น การเลี้ยงปลา ปลูกผัก การทำโรงสี การทำปุ๋ยชีวภาพ การทำสบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน ฯลฯ

หลายชุมชนคำนวณแล้วมากกว่า “หนึ่งในสี่” เสียอีก ถ้าหากคำนวณตามหลักเศรษฐศาสตร์ การผลิตเอง ซื้อขายกันเอง บริโภคเอง ถือว่าเป็นหมุนเวียนหลายครั้ง อาจจะ 2-3-4 เอาไปคูณร้อยละ 25 (หนึ่งในสี่) ก็จะได้ 100 คือ พึ่งตนเองได้ นับเป็นพระปรีชาญาณของพระองค์ท่านโดยแท้

            คิดแบบวิสาหกิจชุมชนจึงเป็นการคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่คิดเพื่อความมั่งคั่ง เอาเงินเป็นตัวตั้ง เป็นเป้าหมาย จนกลายเป็นเอาเงินนำหน้าปัญญาตามหลัง ซึ่งอาจไม่บรรลุเป้าหมายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่สอนว่า ทำอย่างไรจึงจะ “พึ่งตนเองได้และมีความสุข”

            วิสาหกิจชุมชนเช่นเดียวกับเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ปฏิเสธตลาด ไม่ได้ปฏิเสธการขาย การส่งออกหรือการทำกำไร เพียงแต่ทำอย่างไรให้ “พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน” มีความถูกต้อง ดีและงาม เป็นธรรม ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ

ที่สำคัญ ชุมชนต้องแยะแยะให้ออกว่า ผลิตอะไรเพื่อใคร เพื่ออะไร ถ้าผลิตเพื่อการบริโภคในชุมชนได้อย่างน้อยร้อยละ 25 หรือ หนึ่งในสี่ก็ถือว่า “สุดยอด” แล้ว แต่บางอย่างเหลือกินเหลือใช้ในชุมชนก็หาตลาดภายนอก

ตลาดในชุมชนเรียกว่า “ตลาดพอเพียง” ส่วนตลาดนอกชุมชนที่รองรับผลผลิตทั่วไปที่เหลือจากชุมชนอย่าง ข้าว ปลา อาหาร ก็ควรหา “ตลาดผูกพัน” ไว้ หาเครือข่ายพันธมิตรอย่างโรงพยาบาลเพื่อซื้อข้าวกล้องจากวิสาหกิจชุมชนที่ผลิตข้าว ผักปลอดสาร อาหารปลอดภัยจากกลุ่มแม่บ้าน หรือบริษัทที่ทำ CSR ส่งเสริมสนับสนุนผลผลิตของชุมชน อย่างผ้าย้อมครามที่ไปถึงสโมสรฟุตบอลอังกฤษ

หรือมีตลาดขาประจำในโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ที่ทำงานรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ เอกชน ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีข้อผูกพันไปขายอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง หมุนเวียนกันไปอย่างกรณีเครือข่ายตลาด “อิ่มบุญ” ที่กลุ่มผู้ผลิตอาหารปลอดภัยเวียนกันไปขายในเมืองเชียงใหม่ทุกวัน

            วิสาหกิจชุมชนอาจพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ได้การประเมิน 4-5 ดาว ก็เอาออกไปสู่ “ตลาดใหญ่” แข่งขันกับใครๆ ได้

ชุมชนต้องแยกแยะให้ถูกว่าอะไรควรผลิตเพื่อตลาดไหน เท่าไร อย่างไร ถ้ายึดมั่นในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการเศรษฐกิจชุมชนก็จะมั่นคง ไม่เสี่ยงเกินไปกับการผันแปรของเศรษฐกิจใหญ่ รวมทั้งทนทานต่อการแข่งขันและการครอบงำของธุรกิจขนาดใหญ่

ชุมชนมีโอกาสสูงมากที่จะอยู่รอดได้ในยุคโลภาภิวัตน์ ถ้ารู้ว่า มีมากมายหลายอย่างที่ชุมชนทำได้ดีกว่าบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งเป็น “ยักษ์” ที่น่ากลัวและครอบงำตลาดและชีวิตของผู้คน

เอาแค่เรื่องปัจจัย 4 อันเป็นเพื้นฐานของการดำรงชีวิต ที่ทุกคนต้องกินต้องใช้ ชุมชนก็ทำหลายอย่างได้ดีกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่ว่การผลิตอาหารปลอดภัย อาหารอินทรีย์ ซึ่งต้องทำด้วยมือ ทำขนาดเล็กด้วยความเอาใจใส่ หรือ “ทำด้วยใจ” ทำในครัวเรือนหรือโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน

ผู้คนต้องการอาหารจากธรรมชาติ ของมีคุณค่า ที่ผลิตได้ใน ปริมาณน้อยๆ ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ผักพื้นบ้าน อาหารท้องถิ่น ต้องการบริโภคของโบราณ ทำร้านอาหารก็ตั้งชื่อครัวย่า ครัวยาย

โลกกำลังต้องการไปสัมผัสกับชุมชน วิถีวัฒนธรรม การท่องเที่ยวชุมชน ท่องเที่ยวเกษตร นิเวศ ซึ่งชุมชนสามารถจัดการได้ดีและมีเสน่ห์เพราะอยู่กับธรรมชาติ เป็นต้นทุนของตนเองอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เพียงจัดการให้ดีเท่านั้น

บริษัทเสื้อผ้าทั่วโลกกำลังเลิกการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต เพราะผู้คนอยากได้เสื้อผ้าที่ไม่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เป็นมิตรกับธรรมชาติ อยากได้ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ยิ่งทอด้วยมือยิ่งดี เป็นอะไรที่โรงงานใหญ่ทำไม่ได้ แต่กลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชนทำได้

ถ้าวิสาหกิจชุมชนมีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถมากก็ทำ ”วิสาหกิจชุมชนแบบก้าวหน้า” ได้ ตั้งโรงงานก็ทำได้ อย่างกรณีโรงงานแป้งขนมจีนที่นครศรีธรรมชาติ ที่เป็นต้นแบบและที่มาของคำว่า “วิสาหกิจชุมชน” ผลิตแป้งขนมจีนส่งไปจำน่ายทั่วภาคใต้และมาถึงกรุงเทพฯ

อยู่ที่รัฐบาลและการเมืองว่า มีวิสัยทัศน์ เห็นภาพนิมิต (vision) และวิธีการทำให้เป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด ไม่ให้เป็นเพียงการสร้างภาพหรือฝันกลางวันของรัฐบาล และฝันร้ายของชาวบ้าน

สยามรัฐรายวัน 16 พฤษภาคม 2561

วิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) คือ ฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจของชาติ แต่เท่านี้คงไม่พอ สังคมไทยต้องการวิสาหกิจชุมชนขนาดเล็กขนาดจิ๋ว (SMCEs Small and Micro Community Enterprises) ที่เข้มแข็งเพื่อทำให้ฐานรากนี้แข็งแกร่งและมั่นคง

            ก็มีวิสาหกิจชุมชนตั้ง 80,000 กลุ่ม เกือบในทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ซึ่งมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ถ้าหากมีวิธีการที่เหมาะสมในการส่งเสริมสนับสนุน ซึ่งต้องมาจากความเข้าใจในศักยภาพของชุมชน พลังภายในที่ยังไม่พัฒนา หรือยังไม่พัฒนาเต็มที่

            ในความหมายดั้งเดิม วิสาหกิจชุมชนมีเป้าหมายเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยการรวมกลุ่มกันจัดการ “ทุน” ของชุมชน เพื่อชุมชน โดยชุมชนให้มากที่สุด

            เพื่อจะทำเช่นนี้ให้ได้ผลจริง จึงควรท่องคาถาของอามาตยา เซน ที่ว่า “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” วิสาหกิจชุมชุมชนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชน

คำหลักในที่นี้ คือ “ระบบ” วันนี้ยังไม่มีระบบเศรษฐกิจชุมชน ชุมชนเป็นเพียงผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นแรงงานให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่ และเป็นผู้บริโภคสิ่งที่เขาส่งมาขาย เรื่องกินเรื่องใช้ต้องไปตลาด

วันนี้ในชุมชน มีแต่ “โครงการ” ต่างๆ ที่หน่วยงานของรัฐและเอกชนนำไปให้ เป็นโครงการของกระทรวงต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีการบูรณาการกัน ต่างคนต่างวางแผน ต่างคนต่างส่งเสริม ต่างคนต่างทำ

แม่บ้านคนเดียวใส่เสื้อหลายสี ทำหน้าที่ตัวแทนของหลายกระทรวง บางวันเปลี่ยนเสื้อแทบไม่ทันเพราะ “เจ้านาย” เข้าหมู่บ้านคนละครั้งคนละที เป็นเรื่องตลกที่ยังไม่ได้หมดไปในวันที่รัฐบาลประกาศว่าอยากให้ประเทศไทย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

ทำโครงการนั้นง่าย มีเงินก็ทำได้ เงินหมดก็เลิก หาเงินใหม่ ทำโครงการเก่าหรือใหม่ตามที่ผู้ให้ทุนต้องการ ไม่ได้จากอบต.ก็ไปขอ อบจ. ไปขอ ส.ส. ไปขอหน่วยงานราชการ หรือถ้าเป็นนักล่าโครงการเก่งๆ ก็ไปขอสมาคม มูลนิธิ หรือบริษัทที่อยากทำ CSR

ทำโครงการนั่นง่าย แต่สร้างระบบนั้นยาก เพราะต้องใช้ปัญญา ความกล้าหาญและความเพียรทน ที่คนวันนี้ หน่วยงานที่ให้ทุนพัฒนามักไม่มี อยากได้ผลงานเร็ว มีเวลาน้อย รอไม่ได้

การสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนต้องเริ่มจาก ๑) ฐานข้อมูลชุมชนที่ละเอียดและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้รู้ว่าชุมชนใช้จ่ายอะไรเท่าไร เพียงได้เห็นตัวเลขการซื้ออยู่ซื้อกินตลอดปี ก็จะรู้ว่า ควรจัดการอย่างไรเพื่อลดรายจ่าย ลดการพึ่งพาตลาดอย่างเดียว ข้อมูลเหล่านี้ชาวบ้านทำเองได้ ได้เรียนรู้ ได้สำนึกจากกระบวนการทำข้อมูลนั้น

๒) การทำประชาพิจัย คือ การวิจัยชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน ทำให้เกิดแผนแม่บทชุมชน ซึ่งประกอบด้วยยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการ กิจกรรม ที่ชุมชนเป็นผู้พัฒนาขึ้นมาเองโดยอาศัยข้อมูลและตัวเลขต่างๆ ไม่ใช่แผน “สำเร็จรูป” ที่อบต.ทำไว้เพื่อรองรับงบประมาณ หรือผู้ใหญ่บ้านกำนันทำเพื่อไปรองรับทุน “ประชารัฐ” แบบ “เฉพาะกิจ”

กระบวนการทำแผนแม่บทชุมชน ทำให้ชุมชน “อ่านขาด” ว่า ตนอยู่ในสภาพใด ทำไมถึงจน ทำไมถึงเป็นหนี้มาก ทั้งๆ ตนเองสำรวจวิจัยแล้วพบว่ามี “ทุนชุมชน” มากมาย นำไปสู่การวางแผนว่า ควรจัดการตนเอง “อย่างเป็นระบบและมียุทธวิธี” ที่ดีกว่าได้อย่างไร

วิทยานิพนธ์ปริญญาโทของคุณสมชาย ศรีเพิ่ม เรื่อง “กระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชนบ้านยางในลุ่ม ตำบลส่วนขัน อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช” ตามหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาการถัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (มหาวิทยาลัยชีวิต) ได้คะแนนยอดเยี่ยม

งานนี้นำไปสู่การพัฒนา 5 ยุทธศาสตร์โดยชุมชน คือ การพึ่งตนเอง, การจัดทุนและสวัสดิการ, การพัฒนาทรัพยากรและการจัดการผลผลิต, สุขภาพยั่งยืน, และการเรียนรู้

ภายใต้ยุทธศาสตร์การพึ่งตนเอง เกิดแผนและโครงการตามมา คือ ๑) การผลิตอาหารเพื่อความมั่นคง ทำให้เกิดโครงการเลี้ยงผึ้ง เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่พื้นบ้าน ไก่ไข่ เลี้ยงกบ เลี้ยงหมู ปลูกผักปลอดสาร ปลูกพริกขี้หนู ปลูกข้าวไร่ ๒) การผลิตของใช้ ปุ๋ยชีวภาพ ของใช้ในครัวเรือน (แชมพู สบู่ น้ำยาล้างจาน ฯลฯ)

ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรและการจัดการผลผลิตทำให้เกิด ๓ แผนพัฒนา คือ ๑) แผนการพัฒนาผลผลิต โครงการโรงเพาะชำต้นไม้, การอนุรักษ์พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์, การท่องเที่ยวเชิงเกษตร, โฮมสเตย์, ปลูกพืชสมุนไพร, แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร, โรงงานน้ำดื่ม

๒) แผนการแปรรูปผลผลิต เกิดโครงการแปรรูปทุเรียน, จำปาดะ, มังคุด (กาแฟมังคุด), สมุนไพร

๓) แผนการจัดการส่งแวดล้อม เกิดโครงการจัดเก็บและคัดแยกขยะ, ธนาคารขยะ, การผลิตปุ๋ยจากขยะ, การพัฒนาภูมิทัศน์ของหมู่บ้าน

ภายใต้ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ เกิดโครงการฐานข้อมูลหมู่บ้าน, การพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน, การพัฒนาศักยภาพเยาวชน, การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง, การฝึกอบรมพัฒนาคุณภาพผลผลิต

ไม่ใช่ว่าทุกอย่างต้องทำโดยวิสาหกิจชุมชน มีการพิจารณาว่า อะไรควรทำเองในครัวเรือน อะไรทำเป็นกลุ่ม อะไรทำโดยชุมชน อะไรเสนออบต. หรือหน่วยงานรัฐ ตามบทบาทหน้าที่