phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Friday, 08 February 2013 21:55

เหยื่ออธรรม

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 6 กุมภาพันธ์ 2556

ประมาณเกือบ 30 ปีมาแล้ว ผู้นำชาวนาฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งมาศึกษาดูงานที่เมืองไทยโดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือ การพบกับกลุ่มเกษตรกรไทย พวกเขาอยากมาบอกเกษตรกรไทยว่า ขอให้ลดการปลูกมันสำปะหลัง เพราะไทยส่งมันเข้าตลาดอียู ทำให้พวกเขามีปัญหาในการขายอาหารสัตว์ที่ผลิตในท้องถิ่น

 

     แต่มาได้เพียงสองวัน พวกเขาก็เปลี่ยนความตั้งใจ เพราะได้พูดคุยกับผู้นำเกษตรไทยโดยตรง ได้รับรู้ถึงปัญหาและความทุกข์ยากของคนในบ้านนี้เมืองนี้ที่ก็ไม่มีทางออกเหมือนกัน พวกเขาสรุปว่า เกษตรกรที่ไหนๆ ไม่ว่าที่ฝรั่งเศส ที่เมืองไทย หรือที่บราซิลก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน เป็นเหยื่อของระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก มือใครยาวสาวได้สาวเอา

 

     แทนที่จะมาบอกให้เกษตรกรไทยลดหรือเลิกปลูกมันสำปะหลัง สู้มาเป็นเพื่อนกัน เป็นภาคีเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมมือกันหาทางแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดจะดีกว่า

 

    ตลอดระยะเวลา 10 ปีหลังจากนั้น มีการไปมาหาสู่กันระหว่างกลุ่มผู้นำเกษตรกรไทยและยุโรปหลายครั้ง พวกเขาได้สรุปบทเรียนของความสำเร็จและความล้มเหลวในยุโรป เตือนเพื่อนคนไทยไม่ให้เดินไปตกหลุมเดียวกัน บอกทางลัดไปสู่ความสำเร็จ

 

สยามรัฐรายวัน 30 มกราคม 2556

สังคมทุนนิยมได้ครอบงำทุกภาคส่วนของชีวิต แม้แต่ในแวดวงศาสนา แวดวงการศึกษาที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับการแข่งขัน กำไรสูงสุด แต่ที่สุดก็มีการขายบุญ ชำระบาปด้วยเงิน ซื้อตั๋วขึ้นสวรรค์ ขายใบปริญญา ขายชื่อโรงเรียน รับนักเรียนแบบจ่ายใต้โต๊ะ แต่เรียกสวยงามว่าบำรุงการศึกษา

     สังคมไทยแต่โบราณ เด็กผู้ชายไปบวชเรียน เรียนกันในวัด เมื่อมีการตั้งโรงเรียนขึ้นมาก็ยังอยู่ในวัด จนเมื่อสังคมเปลี่ยนไป รัฐจัดการการศึกษาเต็มตัว ดึงโรงเรียนออกจากวัด โรงเรียนก็กลายเป็นเครื่องมือของสังคม อยู่ใต้อำนาจรัฐ

     แต่เพราะรัฐไม่สามารถจัดการการศึกษาได้ทั่วถึง หรือจัดไม่ได้ตามอุดมคติ จึงมีสถาบันการศึกษาเอกชนขึ้นในทุกระดับและทุกรูปแบบ ดูเหมือนว่าอยากเสริมส่วนที่ขาด ส่วนที่รัฐทำไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดก็รู้กันดีว่า สถานศึกษาทั้งหลายได้กลายเป็นธุรกิจการศึกษาไปเกือบหมด อยู่ใต้อำนาจทุน

      ถ้าเป็นโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาของคนคนหนึ่ง ครอบครัวหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่ง ก็ยังพอเข้าใจ แต่สิ่งที่เกิดกับโรงเรียนและสถาบันการศึกษาที่เป็นของนักบวช ของสถาบันทางศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสังคม ไม่ใช่เพื่อการทำธุรกิจ ก็ยากจะเข้าใจ

 

Thursday, 24 January 2013 21:32

วินัยกับอำนาจ

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 23 มกราคม 2556

     ประเด็นผมของนักเรียนกลายเป็นเรื่องถกเถียงในสังคมไทย ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ (ซึ่งเป็นผู้ใหญ่) ไม่เห็นด้วยที่ให้เด็กนักเรียนไม่ต้องตัดผมสั้นอย่างที่ทำกันมา เหตุผลที่อ้าง คือ การตัดผมสั้นเป็นการสร้างวินัยให้เด็ก

     แต่ก็แปลกที่เด็กไทยวันนี้ไม่เห็นมีวินัยอะไรนัก ทั้งๆ ที่ตัดผมสั้น หรือว่าเราสับสนระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา ระหว่างเปลือกนอกกับแก่นใน ระหว่างคุณค่ากับปรากฏการณ์ทางสังคม หรือว่าการตัดผมสั้นเป็นผลจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างครูกับนักเรียน

      ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะครูยังเห็นด้วยกับการลงโทษตีนักเรียน ยังเชื่อว่า รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี ตีเพราะรัก เพราะอยากให้ได้ดี ประเพณีที่ทำกันทั่วโลก แต่ในประเทศพัฒนาเขาเลิกไปนานแล้ว และมีกฎหมายห้ามตีหรือลงโทษนักเรียนด้วยความรุนแรงอีกด้วย

     สังคมด้อยพัฒนาใช้อำนาจมากกว่าความรู้ ใช้เงินมากกว่าปัญญา การพัฒนาจึงมีแต่รูปแบบภายนอก มีแต่ความทันสมัยแต่ไม่พัฒนา มีแต่การศึกษาและใบปริญญาเต็มไปหมด แต่ไม่มีความรู้

     การศึกษาที่มีแต่รูปแบบเช่นนี้ส่งเสริมการท่องจำ การเลียนแบบที่ไม่ใช่การเรียนรู้ ไม่ได้สร้างความรู้ใหม่หรือความรู้มือหนึ่ง มีแต่ความรู้เก่าหรือความรู้มือสองของใครก็ไม่รู้ที่เขียนไว้ในตำรา