phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ผมเคยขึ้นเวทีกับอภิเดช ศิษย์หิรัญ ไม่ใช่ขึ้นไปชกมวย แต่สัมภาษณ์เขาเรื่องมวยไทย เมื่อค่ำวันที่ 15 มิถุนายน 2555 ที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนหรือมหาวิทยาลัยชีวิต สมุทรสงคราม เขาไปถึงสถาบันตั้งแต่บ่ายเพื่อรอรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสามบรมราชกุมารี ซึ่งเสด็จเปิดสถาบันอย่างเป็นทางการ
 
     ตอนแรกคิดจะให้เขาลองแสดงพลังเตะให้อาจารย์ นักศึกษาและผู้คนที่ไปร่วมงานหลายพันคนได้ชม และได้ยืมอุปกรณ์จากมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงมาให้แล้ว รวมทั้งได้เชิญครูมวยคนดัง อาจารย์โพธิสวัสดิ์ แสงสว่าง มาร่วมเป็นคู่ซ้อม แต่คุณอภิเดชขอตัว เข้าใจว่าคงไม่สบายหรือไม่อยู่ในสภาพของจอมเตะบางนกแขวกผู้โด่งดังเมื่อครั้งกระโน้น
 
     บ้านเกิดของคุณอภิเดชอยู่ที่บางนกแขวก ใกล้ๆ กับสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน แม้ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว แต่ก็แวะเวียนไปบ้านอยู่บ่อยครั้ง ไปร่วมงานและไปช่วยแนะนำเรื่องการสอนมวยไทยให้โรงเรียนบ้าง 
 
     ที่วัดเจริญ ติดกับบ้านของคุณอภิเดช มีห้องที่เรียกว่าพิพิธภัณฑ์ก็คงไม่ผิด ที่เก็บเรื่องราวและอุปกรณ์ต่างๆ ของคุณอภิเดชมาแสดงให้ผู้คนได้รำลึกถึงนักมวยไทยผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ที่ได้กลายเป็นตำนานและทำให้บางนกแขวก ตำบลเล็กๆ ของจังหวัดเล็กๆอย่างสมุทรสงครามเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว

สยามรัฐรายวัน 3 เมษายน 2556

เมื่อหลายปีก่อนมีเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจากเมืองโออิตะมาเมืองไทย นักข่าวถามเขาว่า ในฐานะที่โออิตะเป็นต้นแบบของโอทอป โอทอปของโออิตะกับของไทยต่างกันอย่างไร เขาตอบว่า ที่ญี่ปุ่น เขาใช้เวลา 20 ปีพัฒนาคน ผลิตภัณฑ์และการจัดการ แต่ของเรา ใช้เวลาเพียง 3 ปี พัฒนาผลิตภัณฑ์

          เขาคงไม่ได้ชมไทยแน่ แต่อยากวิจารณ์ว่า เราพัฒนาแต่ผลิตภัณฑ์แต่ไม่พัฒนาคน ไม่พัฒนาการจัดการ ไม่มีการเรียนรู้รอบด้าน แล้วจะมั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร

                คนไทยคงเถียงว่า วันนี้เรามีโอทอปมากมาย ดูดีสี่ดาวห้าดาวกันทั้งนั้น แต่ถ้าหากวิเคราะห์เจาะลึกลงไปในโอทอปเหล่านี้จะพบว่า ที่สุดแล้ว เราได้พัฒนาแต่เพียงผลิตภัณฑ์จริงๆ ไม่ได้พัฒนาคน ไม่ได้พัฒนาการจัดการเลยก็ว่าได้

                เพราะโอทอปทั้งหลายส่วนใหญ่ยังเข้าประเภทรวยกระจุก จนกระจายเหมือนเดิม คนที่เป็นเจ้าของไม่ใช่ชาวบ้านชุมชน แต่เป็นนายทุน ซึ่งมีทุน มีเทคโนโลยี มีเครือข่าย มีตลาด คนเหล่านี้ใช้ชาวบ้านเป็นคนผลิตตามที่ตนเองออกแบบและจัดหาทุนให้ วัตถุดิบให้ ตลาดให้ แถมให้ไปออกงานในนามวิสาหกิจชุมชนอีกต่างหาก

 

สยามรัฐรายวัน 27 มีนาคม 2556

วัฒนธรรมเป็นทุนอยู่แล้ว เพียงแต่ในยุคทุนนิยม คนคิดถึงทุนที่เป็นตัวเงิน เป็นอะไรที่กินได้ เราถึงได้พูดเรื่องการ “ขาย” วัฒนธรรมในการท่องเที่ยว การขายวัฒนธรรมในผลิตภัณฑ์โอทอป และอื่นๆ 
 
     ททท.ถึงได้ไปยุ่งกับบุญบั้งไฟ แห่เทียนพรรษา ผีตาโขน จนกลายเป็นเรื่องสนุกขบขันทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้เป็นของจริงจัง ไม่ใช่เรื่องหลอกเด็ก แต่การท่องเที่ยวไม่เคยถอดรหัสภูมิปัญญาเหล่านี้ เพื่อจะได้รู้ซึ้งถึงคุณค่าและความหมายต่อชีวิตของชาวบ้านและชุมชน
 
     ทุนทางวัฒนธรรมไม่ได้มีแต่เฉพาะประเพณีที่ปรากฏอย่างชัดเจน แต่รวมถึงวิถีชุมชน ระบบคุณค่าซึ่งแสดงออกในชีวิตประจำวันในลักษณะต่างๆ หรือบางอย่างไม่ได้แสดงออกตรงๆ แต่เป็นรากฐานของการดำเนินชีวิตของชุมชน เช่น ความเชื่อศรัทธาในศาสนา ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความเคารพต่อบรรพบุรุษ พ่อแม่ปู่ย่ายาตาย ความเป็นพี่เป็นน้องตามสายเลือด หรือเป็นคนบ้านเดียวกัน เผ่าพันธุ์เดียวกัน
 
     เคยมีรายงานว่า คนไทยทำบุญติดอันดับต้นๆ ของโลกถ้าเทียบกับรายได้ของประชากร ดูแค่วัดวาอาราม กฐิน ผ้าป่า และการทำบุญในโอกาสต่างๆทั้งปีก็น่าเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง