phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 30 ตุลาคม 2556

ในนามของการพัฒนา เราได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า ไปมากมาย ทำลายไปเพราะความโลภ ความไม่รู้ ไม่เข้าใจในคุณค่า ไม่สามารถดำเนินการแบบยั่งยืน คิดแต่เพียงขายให้ได้เงิน ไม้โตเร็วขนาดไหนก็ไม่ทัน ดินดีเพียงใดก็ตายไปเกือบหมดเพราะสารเคมี ยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง ฆ่าจุลินทรีย์ ฆ่าแม่ธรณีที่ให้อาหาร ให้ชีวิตแก่ผู้คน

ขณะที่ประเทศที่คนเขามีความรู้ เขาเปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่า เป็นสวน เป็นไร่นาที่อยู่อาศัย จ้างคนไทยไปทำงานให้ ผลิตอาหารส่งออก ประเทศที่ผู้คนไม่มีความรู้เปลี่ยนป่าให้เป็นทะเลทราย ทำให้ความอุดมสมบูรณ์กลายเป็นความยากจน ทำให้ภูมิปัญญาของปู่ย่าตายายกลายเป็นความอับจนของลูกหลาน

ความสูญเสียที่สำคัญวันนี้ คือ ทุนทางสังคมที่กำลังถูกทำลายไปจนเกือบหมดสิ้น ทุนทางสังคมที่หมายถึงความไว้วางใจกัน คือระบบคุณค่าและจารีตประเพณีที่ร้อยรัดผู้คนให้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว เป็นพี่น้อง เป็นชุมชน เป็นสังคมที่มีความสมัครสมานสามัคคี ช่วยเหลื่อเกื้อกูลกัน

โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน เราไม่สามารถอยู่แบบสังคมเกษตรโบราณ ซึ่งระบบคุณค่าเดิมๆ เป็นทุนทางสังคมที่สำคัญ แต่เราก็ไม่สามารถปรับตัว ปรับวิถีให้เหมาะสมกับสังคมอุตสาหกรรมที่เอาเงินเป็นหลัก และสังคมหลังอุตสาหกรรมที่เอาความรู้เป็นหลัก แทนที่จะสืบทอดคุณค่าต่างๆ ด้วยรูปแบบใหม่ สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ผู้คนอยู่อย่างแปลกแยก

สยามรัฐรายวัน 23 ตุลาคม 2556

มีการใช้คำว่า ธนาคาร ในเชิงสัญลักษณ์และเปรียบเทียบมานานแล้ว ธนาคารข้าว ธนาคารควาย ธนาคารต้นไม้ ธนาคารเลือด ล่าสุดที่แพร่หลายติดตลาดก็มี ธนาคารความดี ที่หลายชุมชน หลายโรงเรียนพยายามส่งเสริมให้เกิด ขบวนการส่งเสริมให้คนจิตใจดี มีเมตตาต่อกัน (World Kindness Movement)เกิดขึ้นหลายปี จนมีการจัดอันดับประเทศที่คนทำความดี มีเมตตา (World Giving Index) ปีหลังๆ นี้ อัตราการทำความดีลดลง พากันโทษเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้คนต้องหันมาช่วยตนเองมากกว่าที่จะแบ่งปันหรือช่วยเหลือผู้อื่น

 มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องขบวนการดังกล่าวนี้มากพอสมควร แม้จะไม่มีใครไม่เห็นด้วยกับการทำความดี แต่การที่คนอเมริกันซื้อกาแฟไปฝากคนข้างถนน ไปกอดคนแปลกหน้า ไปเก็บขยะที่ตกเรี่ยราด และอื่นๆ ทำให้โลกดีขึ้น สังคมดีขึ้นจริงหรือ ถูกกาละเทศะในสถานการณ์วันนี้หรือไม่ 

หรือกลายเป็นความรักตัวเอง หลงตัวเองอีกแบบหนึ่ง ทำเพื่อให้ตัวเองสบายใจ หรือร้ายไปกว่านั้นก็ทำเพื่อจะได้สะสมไว้ เอาไป ซื้อของ ไปแลกของอย่างที่ทำกันในบ้านเราหลายชุมชน หลายโรงเรียน ความดีกลายเป็นอะไรที่ใช้ไปซื้อของได้

สยามรัฐรายวัน 16 ตุลาคม 2556

เทศกาลกินเจเป็นโอกาสดีที่หลายคนได้พักการกินเนื้อสัตว์ พักทั้งกายและใจ ได้หยุดคิดใคร่ครวญเรื่องความเป็นจริงของชีวิต ได้ “ปลง อโหสิ แผ่” อย่างที่พระท่านสอน  ไม่ยึดมั่นถือมั่น (แม้แต่เรื่องกินผักกินเนื้อ) ให้อภัยไม่ถือโทษโกรธข้ามวันข้ามคืน และแผ่เมตตาให้คน สัตว์ สังคม และสรรพสิ่ง

          เขียนเรื่องผักวันนี้ไม่ใช่เพราะเป็น “คนกินผัก” อย่างเดียว แต่กินเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่พยายามเลือกกิน กินด้วยความใส่ใจ เพราะเชื่อว่า สุขภาพคนเราส่วนใหญ่มาจากการกิน ที่ฝรั่งบอกว่า You are what you eat คงไม่ผิด

          คนไทยเราโชคดีนักที่มีผักเป็นร้อยเป็นพันชนิด มีให้กินสดๆ ทั้งปี โดยเฉพาะผักพื้นบ้านที่ขึ้นตามธรรมชาติ ตามฤดูกาล ตามรั้ว หัวไร่ปลายนา ขึ้นเองบ้าง ปลูกเองบ้าง ผักเหล่านี้มักไม่มีโรค และไม่มีสารเคมี เพราะไม่ได้ปลูกแบบเอาเป็นเอาตาย ไม่ได้ปลูกเพื่อขาย

ส่วนใหญ่ปลูกไว้กิน เหลือกินก็เอาไปขาย หรือรวมกันขาย อย่างแถวๆ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ชาวบ้านเอาผักที่เก็บจากรั้วจากสวน ที่ปลูกไว้กิน แต่กินไม่หมดก็เอามารวมกัน จัดแบ่งเป็นมัดเป็นกำเล็กๆ วันหนึ่งรวบรวมผัก อีกวันหนึ่งเอาไปขายที่ตลาดบุรีรัมย์ 2,000-3,000 มัด ขายมัดละ 1 บาทเท่านั้น