phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน  3 กรกฎาคม 2556

มีความสับสนเรื่องความเป็นกลาง คนไทยส่วนใหญ่บอกว่า ไม่เลือกข้าง ไม่อยู่ข้างสีเหลืองหรือสีแดง ขออยู่ตรงกลาง คนอีกจำนวนหนึ่งบอกว่า อยู่ตรงกลางไม่เกี่ยวกับสี แต่เกี่ยวกับความถูกต้อง เพราะเป็นกลางหมายถึงทำสิ่งที่ถูกต้อง และอ้างทางสายกลางตามหลักพุทธศาสนา

     ตามหลักปรัชญาหรือวิธีคิดของตะวันตก กลางอาจหมายถึงกึ่งกลางที่ไม่ใช่ซ้ายหรือขวา ไม่ใช้ด้านโน้นหรือด้านนี้ เป็นวิธีคิดแบบสองขั้วที่อยู่ตรงกันข้ามกัน ซึ่งบอกว่ามีถูกมีผิด มีขาวมีดำ มีดีมีเลว กลางจึงอาจหมายถึงสีเทา ไม่ใช่ขาวไม่ใช่ดำ

     การคิดแบบนี้มีฐานคิดแบบเส้นตรง (linear) ประวัติศาสตร์มีจุดเรี่มต้นและมีจุดจบ มีการสร้างโลก มีวันสิ้นโลก อีกด้านหนึ่งเป็นวิธีคิดแบบตะวันออกที่ถือว่า มีขั้วตรงกันข้ามได้แต่อยู่ในความเป็นจริงเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนตะวันตกคิดเป็นกลไกมาหลายร้อยปี คนตะวันออกคิดเป็นองค์รวมที่ทุกส่วนล้วนสัมพันธ์กัน เด็ดดอกไม้ดอกเดียวกระเทือนถึงดวงดาว

     คนตะวันออกคิดเป็นวงกลม คิดเป็นรอบ มีการเวียนมาบรรจบครบรอบ อย่างวันเวลาใน 1 ปี มี 12 เดือน 12 ปี เป็น 1 รอบ จุดเริ่มต้นและจุดจบเป็นจุดเดียวกัน 

 

สยามรัฐรายวัน 26 มิถุนายน 2556

นายมาร์ติน วีเลอร์ ชาวอังกฤษที่แต่งงานกับคนไทย อาศัยอยู่ที่บ้านคำป่าหลาย อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เขาน่าจะเป็นเขยฝรั่งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะฝรั่งทำนา ทำเกษตรผสมผสานเท่านั้น แต่เพราะการเป็นวิทยากรที่ให้ข้อคิดดีๆ แก่คนไทย

มาร์ตินบอกว่า ที่ประเทศอังกฤษ เวลากินข้าวเป็นเวลาสำคัญที่สุดของครอบครัว คนนอกต้องไม่ไปบ้านคนอื่นเวลาเขากินข้าวเป็นอันขาดยกเว้นว่าได้รับเชิญ ฝรั่งต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างกิน มาร์ตินประทับใจคนไทยและสังคมไทยที่ยังไปมาหาสู่กันได้ทุกเวลา กินข้าวด้วยกันได้ เขาพูดติดตลกว่า มีเงินแค่ 20 บาท ใส่ซองทำบุญทอดผ้าป่าก็ได้เที่ยวฟรี กินฟรี ทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่ ลาบก้อย ขนมสารพัด กินได้ทั้งวัน เขาประทับใจน้ำใจของคนไทย ความสัมพันธ์อันดี ความเป็นพี่เป็นน้องที่ยังไม่ได้หายไปกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

มาร์ติน พูดในโอกาส 50 ปีของการพัฒนา (2504-2554) ว่า ประเทศไทยจะพัฒนาได้อย่างมั่นคงยั่งยืนด้วยความสัมพันธ์อันดีหรือความเป็นพี่เป็นน้องของคนไทย หรือที่เรียกกันว่า ทุนทางสังคม

ฝรั่งคนนี้ซาบซึ้งเรื่องนี้จากประสบการณ์ที่มาเมืองไทยในระยะที่กำลังเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ฟองสบู่แตก ผู้คนจำนวนมากตกงาน ถ้าเป็นที่อังกฤษ รัฐต้องช่วยเหลือ แต่คนไทยกลับบ้าน ไปหาพ่อแม่พี่น้องในชนบท เช่นเดียวกับ ช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 คนที่อาศัยในกรุงเทพฯ ในเมืองใหญ่หลายแห่งต้องหลบไปพึ่งพาอาศัยญาติพี่น้องในชนบท ต่างจังหวัด เมื่อน้ำลดจึงกลับไป 

 

สยามรัฐรายวัน  19 มิถุนายน 2556

สังคมอุตสาหกรรมมีโรงงานและโรงต่างๆ เกิดขึ้น โรงเรียน โรงพยาบาล จัดการแบบอุตสาหกรรม มีระบบที่ทำให้ผลผลิตออกมามีลักษณะเหมือนกันทั้งปริมาณ คุณภาพ แพ็คเหมือนกันเป็นกล่องเป็นโหล แบ่งงาน แบ่งหมวด แบ่งกลุ่ม และเชื่อมโยงส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน

     สังคมอุตสาหกรรมมีความเป็นกลไกสูง แข็งกระด้าง ขาดจิตวิญญาณที่เคยสัมผัสได้ในชุมชน ในครอบครัว เช่นเดียวกับสังคมใหญ่ที่มีระบบการคมนาคมที่เชื่อมโยงทุกส่วนเข้าด้วยกัน ไปมาหาสู่กันได้อย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากเป็นสังคมกลไก ไร้ความสัมพันธ์ ไร้จิตวิญญาณ ผู้คนจึงยังรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา บ้า และฆ่าตัวตายมากกว่าเดิม

     ถ้าขึ้นไปในที่สูง มองลงมายังถนนใหญ่ๆ ในเมืองใหญ่ จะเห็นผู้คนเดินขวักไขว่เหมือนกองทัพมด ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพฯ ช่วงเช้าและเย็นมีลักษณะเช่นนี้ คนเดินไปมามากมายแต่ไม่มีใครรู้จักใคร เดินไปด้วยกันแต่ไม่ได้ไปด้วยกัน นั่งรถเมล์ รถไฟฟ้า รถใต้ดินโดยไม่มีใครรู้จักใคร

     เราอยู่ในยุคสังคมหลังอุตสาหกรรม เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยที่ใครๆ ก็ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายกว่าเดิม แต่สังคมก็ยังเป็นกลไกที่ไฮเทคแต่ไร้ชีวิต เชื่อมโยงแต่เฉพาะกับคนที่รักกันชอบกันเท่านั้น กับคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือดีขึ้น