phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 24 ก.ค. 2556

บ้านเมืองนี้มีปัญหา ถ้าไม่แก้ไขทั้งระบบ ไม่แก้ที่รากเหง้า คงแก้ไม่ได้อย่างยั่งยืน นั่นก็พูดกันมากและพูดกันบ่อยแล้ว ในเวลาเดียวกัน ก็ควรพูดถึงหน้าที่ของแต่ละคนที่ควรทำ ไม่เอาแต่นั่งรอให้โครงสร้างเปลี่ยน ให้ระบบใหม่เกิดโดยไม่ทำอะไรเลย 

     นั่งด่าความมืดก็ใช่ว่าไฟฟ้าจะปรากฏขึ้นมาได้ ทำไมไม่จุดเทียนขึ้นมาสักเล่ม ทำไมไม่ช่วยกันทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้ “ส่วนรวม” ดีขึ้น มีแสงสว่างส่องทางเดินโดยไม่ต้องรอไฟฟ้าจาก กฟผ.

     เข้าพรรษาเป็นเวลาที่ควร “ถอยหลังไปตั้งหลัก” สักนิด เพราะคนเราตั้งหลักได้ก็เดินหน้าได้ดีกว่า และมั่นคงกว่าเดิม การถอยไปตั้งหลักไม่ใช่ถอยไปแบบไม่ทำอะไรเลย หากแต่เป็นการกลับไปทบทวนชีวิต และไม่ใช่แต่เพียงนั่งคิดคำนึงบนเก้าอี้โซฟา แต่ลงมือทำ “อะไรสักอย่าง”

     เข้าพรรษาปีนี้ อาจารย์ พนักงาน นักศึกษา “มหาวิทยาลัยชีวิต” ทั่วประเทศแต่ละคนทำโครงงานเข้าพรรษาอยู่ 2 อย่างพร้อมกัน เรื่องที่หนึ่ง คือ การออมเงินทุกวัน วันละเท่าไรก็ได้ เมื่อออกพรรษาก็นำเงินที่ออมได้มารวมกันเป็นกองทุนมหาวิทยาลัยชีวิต เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ผู้ที่เรียนที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนหรือที่เรียกกันว่า “มหาวิทยาลัยชีวิต”

 

Wednesday, 17 July 2013 11:57

สำนึกชุมชน

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 17 กรกฎาคม 2556

การทำแผนแม่บทชุมชน หรือการทำประชาพิจัย (People Research and Development PR&D) เป็นเครื่องมือที่มูลนิธิหมู่บ้านได้สังเคราะห์จากบทเรียนของชุมชนทั่วประเทศเมื่อประมาณเกือบ 20 ปีมาแล้ว เป็นอะไรที่เรียกว่า "นวัตกรรม" ได้อย่างเต็มปาก

     มูลนิธิหมู่บ้านได้เสนอโครงการวิจัยร่วมกับชุมชนเพื่อพัฒนาเครื่องมือนี้ไปยังหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง แต่ได้รับการปฏิเสธ เห็นว่าการทำวิจัยไม่ใช่เรื่องที่ชาวบ้านทำได้ เป็นเรื่องของนักวิชาการ เราจึงได้เสนอไปที่โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ซึ่งให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี จนได้เครื่องมือดังกล่าว และได้รับการยอมรับ ถูกนำไปใช้ทั่วประเทศ รวมทั้งหน่วยงานวิจัยไทยที่ปฏิเสธให้การสนับสนุน

     เครื่องมือนี้มีการเผยแพร่ไปทั่วโลกโดย UNDP และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็ขอยืมไปใช้ในแอฟริกาและละตินอเมริกาหลังจากได้พบว่า เมื่อมีการนำเครื่องมือนี้ไปใช้ในการทำวิจัยชุมชนเข้มแข็งแก้ปัญหาเอดส์ที่เชียงใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากฮาร์วาร์ดแล้วได้ผลดี เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพจริง

     เครื่องมือนี้เรียกว่า "ประชาพิจัย" แปลได้อย่างที่คุณหมอประเวศ วะสี เคยบอก คือ "การวิจัยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน" คนที่ทำการวิจัยหลักคือประชาชน ชาวบ้านเอง ไม่ใช่นักวิชาการไปทำให้ แล้วไปบอกชาวบ้านว่าได้ผลอะไร 

 

สยามรัฐรายวัน 10 กรกฎาคม 2556

ทางเลือกของชาวนามีมาก แต่ถูกทำให้มีน้อย จนดูเหมือนว่ามีทางเดียวเท่านั้น คือ เอาข้าวไปจำนำ  โลกเปลี่ยนไปนานแล้ว เราไม่ได้อยู่ในยุคเกษตรที่ข้าวสำคัญที่สุดและเป็นปัจจัยความมั่นคงของชีวิต เราไม่ได้อยู่ในยุคอุตสาหกรรมที่เงินสำคัญที่สุด เราอยู่ในยุคที่ "ความรู้" สำคัญที่สุด คนไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้

     ชาวนาถูกครอบงำเหมือนม้าลำปางที่มองเห็นแต่ทางเดียว ต้องเทียมรถให้คนอื่นนั่งสบายชมเมือง เป็นข้ารับใช้ที่ได้ผลตอบแทนเพียงหญ้าประทังชีวิต เป็นหนี้บุญคุณและหนี้สินไปตลอดชีวิต

     คนอย่างลุงเชียง ไทดี ชาวศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ขบถต่อวิถีโบราณ เลือกที่จะเปลี่ยนนาเป็นสวน ปลูกผสมผสาน เลี้ยงสัตว์หลากหลาย เพียง 7 ไร่ก็อยู่ได้ ส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย 5 คนโดยไม่มีหนี้ เขาท้าว่า คุณทำนา 50 ไร่ ยังไงๆ ก็มีรายได้และชีวิตที่มั่นคงสู้ผมที่ทำเพียง 7 ไร่ไม่ได้

     หอการค้าส่งเสริมการทำโครงการ 1 ไร่ได้ 1 แสนไปทั่วประเทศ ได้ผลดี บางคนได้ 2-3 แสน บางคนได้ 2-3 พัน ความแตกต่างอยู่ที่การใช้ความรู้ ความมุ่งมั่นและความขยันหมั่นเพียร