phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน  19 มิถุนายน 2556

สังคมอุตสาหกรรมมีโรงงานและโรงต่างๆ เกิดขึ้น โรงเรียน โรงพยาบาล จัดการแบบอุตสาหกรรม มีระบบที่ทำให้ผลผลิตออกมามีลักษณะเหมือนกันทั้งปริมาณ คุณภาพ แพ็คเหมือนกันเป็นกล่องเป็นโหล แบ่งงาน แบ่งหมวด แบ่งกลุ่ม และเชื่อมโยงส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน

     สังคมอุตสาหกรรมมีความเป็นกลไกสูง แข็งกระด้าง ขาดจิตวิญญาณที่เคยสัมผัสได้ในชุมชน ในครอบครัว เช่นเดียวกับสังคมใหญ่ที่มีระบบการคมนาคมที่เชื่อมโยงทุกส่วนเข้าด้วยกัน ไปมาหาสู่กันได้อย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากเป็นสังคมกลไก ไร้ความสัมพันธ์ ไร้จิตวิญญาณ ผู้คนจึงยังรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา บ้า และฆ่าตัวตายมากกว่าเดิม

     ถ้าขึ้นไปในที่สูง มองลงมายังถนนใหญ่ๆ ในเมืองใหญ่ จะเห็นผู้คนเดินขวักไขว่เหมือนกองทัพมด ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพฯ ช่วงเช้าและเย็นมีลักษณะเช่นนี้ คนเดินไปมามากมายแต่ไม่มีใครรู้จักใคร เดินไปด้วยกันแต่ไม่ได้ไปด้วยกัน นั่งรถเมล์ รถไฟฟ้า รถใต้ดินโดยไม่มีใครรู้จักใคร

     เราอยู่ในยุคสังคมหลังอุตสาหกรรม เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยที่ใครๆ ก็ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายกว่าเดิม แต่สังคมก็ยังเป็นกลไกที่ไฮเทคแต่ไร้ชีวิต เชื่อมโยงแต่เฉพาะกับคนที่รักกันชอบกันเท่านั้น กับคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือดีขึ้น

 

สยามรัฐรายวัน 12 มิถุนายน 2556

หนังเรื่อง Network (1976) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ 10 รางวัล ได้มา 4 รางวัล ที่น่าสนใจคือบทภาพยนต์ที่คมมาก สะท้อนวัฒนธรรมอเมริกันที่เป็นอำนาจนำวัฒนธรรมโลกว่า อยู่ภายใต้ อำนาจของ “ทีวี” มากเพียงใด 

     เรื่องเกิดขึ้นที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งที่เรตติ้งไม่ดี พยายามปรับปรุงกิจการที่ขาดทุน หนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาคือปลดนายบีล คนวิจารณ์ข่าวที่เรตติ้งตก นายบีลจึงประกาศในรายการของเขาว่า เขาถูกปลดออกจากงานนี้ในอีกหนึ่งสัปดาห์ ในวันสุดท้าย เขาจะระเบิดสมองตัวเองให้ดูกันสดๆ

     คำประกาศดังกล่าวทำให้เรตติ้งนายบีลและทีวีช่องนี้ดีขึ้น นายบีลได้อยู่ต่อ จากนั้นเขาก็มามุกใหม่ วิจารณ์ไปด่าไป ใช้ภาษาต่ำๆ ดิบๆ ซึ่งเรียกเรตติ้งได้พักหนึ่ง ไม่นานคนก็เบื่อ

     เรื่องราวของหนังเริ่มจริงๆ เมื่อ “นางเอก” (เฟย์ ดันนาเวย์) เริ่มค้นหาวิธีการเรียกเรตติ้งอีกหลายอย่างที่ทำแล้วได้ผล เพราะเธอเดาใจคนดูได้ว่าอยากเห็นอะไร ชอบอะไร เธอเห็นว่าสังคมมีปัญหา มีความกดดัน ต้องการผ่อนคลายหายเครียด ต้องการอะไรที่ตอบสนองความฝัน ความใฝ่ฝัน อุดมคติ ต้องการคำตอบสำหรับอนาคต

     ซิดนีย์ ลูเมต ทำหนังเรื่องนี้เพื่อประชดสังคมได้อย่างยอดเยี่ยม เขาได้มือเขียนบทที่เฉียบคมมาก หนังต้องการวิพากษ์สื่อโทรทัศน์อย่างรุนแรงว่ากำลังครอบงำและกำหนดชีวิตของผู้คน และกระทำโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องศีลธรรมอะไรทั้งนั้น คิดถึงแต่เพียงธุรกิจและเรตติ้งเท่านั้น นายบีลบอกว่า

 

สยามรัฐรายวัน 5 มิถุนายน 2556

แม่ค้าในตลาด คนทำร้านอาหาร คนขับแท็กซี่หลายคนพูดเหมือนกันว่า ปีนี้เศรษฐกิจแย่ รายได้ไม่ดีไม่ใช่แต่เฉพาะช่วงเปิดเทอม แต่เป็นมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว

ไปกินข้าวที่ร้านยอดฮิตที่เขาใหญ่ เจ้าของบอกว่า ปีกลายช่วงสงกรานต์ ช่วงหยุดเทศกาล คนแน่นร้าน เก็บจานแทบไม่ทัน ปีนี้มีประปรายจนถึงเงียบ ไม่รู้คนหายไปไหน คนขายผลไม้ก็พูดเหมือนกัน ไปด่านเกวียนก็ทำนองเดียวกัน บ่นว่าเงียบจนเหงา ไม่รู้จะเอาอะไรกินเพราะไม่มีรายได้

แท็กซี่คนหนึ่งบอกว่า ค่าแรงวันละ 300 บาทเป็นปัญหา ข้าวของขึ้นราคาหมด 300 บาท วันนี้น้อยกว่า 200 บาทปีก่อน เพราะวันนี้ได้ 300 บาทแล้วไม่มี "โอที" เพราะนายจ้างก็มีปัญหา เมื่อจ่ายรายวันมาก ไม่มีโอที หลายหน่วยงานก็อยู่ไม่ได้ เพราะผลผลิตน้อยลง คนทำงานอาศัย 300 บาทอย่างเดียวก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะข้าวของ อาหารการกินแพงขึ้นมาก

แท็กซี่บอกว่า "ผมเช่ารถวันละ 900 บาท ขับวันละ 15-16 ช.ม. ค่าแก็สประมาณ 300 บาท วันหนี่งได้ 1,500 บาทก็ไม่พอกินไม่พอใช้ เพราะผมต้องให้ลูกสาวเรียน ม.2 ไปโรงเรียนวันละ 150 บาท" ถามว่าทำไมมากจัง เขาบอกว่า ค่ารถสองต่อไปกลับ ค่าอาหารเช้า-เที่ยง-เย็น 150 นี่ประหยัดแล้ว ตัวเขาเองและภรรยาก็ต้องกินต้องใช้ ไหนจะค่าเช่าที่พัก ถ้าไม่ได้ 1,800-2,000 ก็ต้องไปกู้