phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 5 มีนาคม 2557

ชุมชนไทยในอดีตมีวีธีต่อต้านขัดขืนอำนาจรัฐหลายวิธี ที่รุนแรงสุดก็จับอาวุธขึ้นสู้ ถูกปราบปราม กลายเป็นกบฏ อีกวิธีหนึ่งก็หนีเข้าป่าขึ้นเขาขึ้นดอย ไปให้ไกลพ้นจนทางการตามไปไม่ถึง อย่างชุมชนคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งบรรพบุรุษเป็นไพร่หนีนาย ไม่ต้องการไปรบที่ไทรบุรี จึงหนีเข้าป่า ไปอยู่ในหุบเขาหลวงตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ เพิ่งออกมาเมื่อปี 2505 นี้เอง

     ยังมีวิธีอื่นๆ ที่แสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย ต่อต้านอย่างเงียบๆ อีกมากมายที่ปรากฎในงานศิลปะพื้นบ้าน ภาพเขียนภาพวาดในสถานที่ต่างๆ แม้แต่ในวัดในโบสถ์ รวมถึงที่สลักเป็นรูปสัญลักษณ์ตามต้นไม้ ตามกำแพงฝาผนัง สถานที่สาธารณะ

     คนนครศรีธรรมราชต่อต้านอำนาจปกครองของสยามที่ส่งยามาดา นางามาซา ออกญาเสนาภิมุข ไปปกครองและกดขี่ข่มเหงราษฎรจนทนไม่ไหว ปฏิกิริยาต่อต้านอย่างหนึ่งแสดงออกทางเพลงกล่อมเด็ก เป็นการส่งต่อจิตวิญญาณขบถไปสู่ลูกและคนรุ่นต่อไป และสืบทอดกันมาจนถึงวันนี้

สยามรัฐรายวัน 26 กุมภาพันธ์ 2557

ถ้าเอาวิธีคิดแบบ “ศูนย์กลาง-ชายขอบ” (center-periphery) มาวิเคราะห์ ชาวบ้าน ชุมชนคนไทย ชาวไร่ชาวนาส่วนใหญ่อยู่ไกลปืนเที่ยง อยู่ห่างจาก “ศูนย์กลาง” ยังเป็นเพียง ”เบี้ย” เป็นเครื่องมือ เป็นแรงงาน เป็นผู้รับใช้ระบบใหญ่ ที่มีผู้ทรงอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมครอบงำอยู่

คล้ายกับ “ระบบอุปถัมภ์” ที่เป็นการจัดความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีมากกว่ากับผู้มีน้อยกว่า หรือผู้ไม่มีอะไรเลยที่ได้รับการช่วยเหลือ คุ้มครองจากคนที่มีอำนาจ ซึ่งเป็นนักการเมือง พ่อค้า ข้าราชการ ที่ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลในคราบของนักบุญ หรือ “ผีบุญ” ยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้แสดงออกเพียงการเอาน้ำแข็งไปช่วยงานศพ งานแต่งงาน ให้รถไปพาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล ไปรับศพมา ฝากลูกชาวนาเข้าเรียน เข้าทำงาน

คนชายขอบ ความจริง คือ คนนอกขอบ หรือ “ประชาชนนอก” นั่นเอง ซึ่งเป็นสภาพที่แท้จริงของสังคมที่ไม่พัฒนา ประเทศด้อยพัฒนา รวมประเทศไทยในวันนี้ ซึ่งมีคนจำนวนมากที่คิดเองไม่ได้ ตัดสินใจเองไม่ได้ เลือกเองไม่ได้ หรือที่เรียกว่า พึ่งตนเองไม่ได้นั่นเอง ต้องพึ่งคนอื่นหมด

แรกๆ ที่ได้ข่าว และเห็นภาพในสื่อ รถอีแต๋น รถอีแต๊ก รถไถ และอีกสารพัดรถของชาวนาวิ่งเป็นขบวน เป็นระเบียบไปตามถนนสายเอเชียมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ แล้วก็รู้สึกทึ่ง แต่ติดตามไปเล็กน้อยก็รู้ว่า ขบวนอันเป็นระเบียบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และคาดไม่ผิดที่ไม่นาน ขบวนเหล่านี้ก็ยูเทิร์น เลี้ยวกลับบ้าน เพราะ “แกนนำ” บอกว่า ได้คุยกับนายกฯ แล้ว รัฐบาลสัญญาว่าจะจ่ายเงินจำนำข้าวสัปดาห์หน้าแน่นอน ถ้าไม่ให้ก็จะกลับมา และจะไปสนามบินสุวรรณภูมิ

 

สยามรัฐรายวัน 19 กุมภาพันธ์ 2557

พูดกันเรื่องการปฏิรูป แต่ไม่ค่อยพูดกันว่า ประเทศไทยจะไปทางไหน คำถามนี้สำคัญกว่า เพราะถ้าถามผิด ก็จะตอบผิด เราก็จะปฏิรูปกันผิด จะได้แต่รูปแบบและเนื้อหาบางเรื่องบางอย่าง แยกส่วน แยกเรื่อง แต่ไม่ได้ปฏิรูปสังคมไทยอย่างรอบด้านและถึงรากถึงโคน

          เราตั้งโจทย์ผิดกันมาตั้งแต่ 2504 เป็นอย่างน้อย เมื่อเราเลือกปรัชญาการพัฒนาแบบทุนนิยมไม่เท่าเทียม เลือกที่จะเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม การส่งออก คิดว่าจะได้เงินเข้าประเทศมากๆ จะได้มีเงินพัฒนาประเทศให้ศิวิไลซ์ ไม่อยู่อย่างต่ำต้อยด้อยพัฒนา

ละเลยภาคเกษตร ละเลยชาวไร่ชาวนา เชื่อว่า ถ้าพัฒนาอุตสาหกรรม การส่งออก มีเงินมาสร้างถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา การพัฒนาประเทศก็จะแผ่ไปถึงคนยากคนจน ชาวไร่ชาวนา อานิสงค์ที่จะทำให้พวกเขาร่ำรวยขึ้นไปด้วย

ชาวนาเองก็ถูกยุยงให้เปลี่ยนพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่เคยปลูกเคยกินแต่เดิมมาปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ ซึ่งฝรั่งชักนำให้เชื่อว่า เป็นพันธุ์วิเศษ ได้ข้าวต่อไร่ในปริมาณมากกว่า คุณภาพก็ดีกว่า ถูกปากคนทั่วโลกมากกว่าข้าวพื้นเมืองของไทย คนไทยก็เชื่อ และตั้งแต่ปฏิวัติเขียวมาจะ 50 ปีแล้ว คนไทยก็เชื่อฝรั่ง เชื่อพ่อค้า ทำนาโดยใช้ข้อมูลจากถุงปุ๋ยเท่านั้น เขาบอกอะไรก็เชื่อหมด