phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 14 May 2014 21:25

ผนึกพลัง (synergy)

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 14 พฤษภาคม 2557 

ผนึกพลัง (synergy) เป็นศัพท์ที่ใช้กันในแวดวงธุรกิจนานแล้ว ขยายไปสู่วงการอื่นๆ ในเวลาต่อมา มีควาหมายว่า 1+1 ได้มากกว่า 2  หรือ 2+2 ได้มากกว่า 4  ในวงการความมั่นคงเรียกกันว่า “สนธิกำลัง” ในวิถีชุมชนมีหลายรูปแบบ อย่าง “ลงแขก” ก็เป็นการผนึกพลังอย่างหนึ่ง

                ความร่วมมือกันในการทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ เกิดผลมากกว่าที่ต่างคนต่างทำแล้วนำผลมารวมกัน การลงแขกของชาวบ้านทำให้ดำนาเกี่ยวข้าวเสร็จเร็วกว่าเหนื่อยน้อยกว่าที่ต่างคนต่างทำ

จังหวัดสมุทรสงครามมีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน มีคลองมากกว่า 350 คลอง มีลำประโดงมากกว่า 1,000 และมีคูน้ำตามสวนต่างๆ อีกหลายหมื่น เป็น “แก้มลิง” ที่ระบายน้ำเข้าออก-ขึ้นลงได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่ปรากฏมีน้ำท่วมจังหวัดนี้

ผักตบชวาก็เป็นปัญหาหนึ่งของชาวแม่กลองเช่นเดียวกับจังหวัดอื่นและแม่น้ำสายอื่น ผักตบชวาขยายตัวเร็วมาก แพร่ขยายเข้าไปในคลองในร่องน้ำจนแทบจะสัญจรไปมาไม่ได้

 

 สยามรัฐรายวัน  7 พฤษภาคม 2557

โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนเปลี่ยน สถาบันใด องค์กรใด ไม่ว่าเล็กเพียงใด ใหญ่แค่ไหน ถ้าไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ปรับตัว ทำเป็นหูหนวก ตาบอด ดื้อด้านเดินหน้าทำสิ่งที่ไม่ได้ตอบสนองการเปลี่ยนแปลง สถาบันนั้น องค์กรนั้น ถึงยังอยู่ได้ก็เหมือนตายแล้ว

ที่มีความขัดแย้ง ความรุนแรง การต่อสู้ในหลายประเทศทั่วโลกวันนี้ เป็นเพราะรัฐบาลหรือสถาบันที่มีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ยังต้องการรักษาอำนาจไว้แบบเดิม เพื่อผลประโยชน์หรืออะไรก็แล้วแต่จะอ้าง

รัฐบาลและสถาบันเหล่านี้ไม่ยอมรับว่า วันนี้หมดยุคของการปกครองแบบสั่งการ การใช้อำนาจครอบครองครอบงำแล้ว หมดยุค top-down มาสู่ยุค bottom-up ไม่เอาความสัมพันธ์แนวตั้งแนวดิ่ง แต่เอาแนวนอนแนวราบ ยุคนี้เป็นยุคของการสร้างความสัมพันธ์แบบภาคี เครือข่าย ความร่วมมือ ความเท่าเทียม

สยามรัฐรายวัน 30 เมษายน 2557

การสำรวจของเอแบคโพลล์เมื่อไม่นานมานี้พบว่า “เด็กไทยเรียนหนักที่สุดในโลก” (ตามความรู้สึกของเด็กอายุ 14-18 ปี)  “แต่ไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้” อันนี้คงไม่ต้องพิสูจน์ และมากกว่าครึ่งของเด็กไทยที่ “ไม่ได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน” พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งจึงเขียนว่า “เด็กไทยเบื่อเรียน เซ็งครู”

                เด็กไทยไม่มีความสุขกับการเรียน เพราะถูกบังคับให้เรียน ให้ท่องสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้กับชีวิตได้อย่างไร เรียนแต่เพื่อรู้ให้มาก เนื้อหาสาระร้อยแปดอย่าง โดยไม่ได้สนใจว่า เด็กอยากเรียนอะไร และไม่ได้สนใจสอนเด็กให้รู้วิธีการเรียนรู้ เพื่อพวกเขาจะได้เรียนรู้ได้เองตลอดชีวิต

                การศึกษาไทยสอนคนให้แปลกแยกจากชีวิต การงาน  ดูถูกการใช้แรงงาน ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต เล่าว่า วันหยุดท่านมักไปทำสวนที่บ้านที่เชียงใหม่ ใส่เสื้อผ้าแบบคนสวน ขุดดิน ปลูกต้นไม้ มีตากับหลานเดินผ่านมา เห็นอาจารย์ขุดดินอยู่ ตาบอกหลานว่า หลานตั้งใจเรียนให้ดีนะ จะได้ไม่ลำบากเหมือนลุงคนนั้น