phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 11 กันยายน 2556

ลุงประยงค์ รณรงค์ ได้รับรางวัลแมกไซไซในฐานะผู้นำชุมชนเมื่อปี 2547 เป็นผู้รอบรู้เรื่องยางพาราดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย รู้เพราะทำมากับมือ เรียนรู้ปัญหาและหาวิธีแก้ไขร่วมกับชุมชนมาตลอด ตั้งแต่ทำโรงงานยางชุมชนแห่งแรกเมื่อปี 2527 จนถึงการวิจัยและพัฒนาแผนแม่บทยางพาราไทยเมื่อปี 2540

     วันนี้มีคนไปขอสัมภาษณ์ ขอความเห็นเรื่องปัญหายางพารา ไม่ว่าสื่อมวลชน นักการเมือง ผู้นำชุมชน ลุงประยงค์บอกว่า ไม่ค่อยอยากพูดอะไรอีก นอกจากเหตุผลด้านสุขภาพที่อยู่ในระยะพักฟื้น ก็มีเหตุผลที่ว่าได้พูดไปมากแล้วในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีใครฟัง ไม่ว่ารัฐบาลหรือชุมชน

     ลุงประยงค์บอกว่า ในส่วนของรัฐบาลนั้นจำเป็นต้องกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน การจับมือกันของ 3 ประเทศอย่างไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไม่เพียงพอ ต้องจับมือกับประเทศที่กำลังเริ่มปลูกยางใหม่ๆ อย่างลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม ชวนมาเป็นสมาชิกก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นขู่แข่ง

สยามรัฐรายวัน 4 กันยายน 2556

เมื่อปี 2523 พลเอกหาญ ลีลานนท์ปิดเขาศูนย์ ที่ผู้คนหลายพันจากทั่วประเทศพากันไปขุดแร่ ซึ่งค้นพบและเริ่มขุดกันตั้งแต่ปี 2513 ร่ำรวยกันถ้วนหน้า เงินสะพัดตลาดทานพอ หรือตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช

     เมื่อเขาศูนย์ปิด ชาวบ้านก็ต้องกลับไปทำมาหากินตามความถนัดของแต่ละคน ส่วนใหญ่ปลูกยางพารา แต่ปัญหา คือ จะอยู่ได้อย่างไร เพราะยางพาราราคาไม่ดี ที่ไม่ดีอาจเป็นเพราะไปเปรียบเทียบกับรายได้จากการขุดแร่ ขายแร่  

     วิกฤติสร้างผู้นำชื่อประยงค์ รณรงค์ ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้มีตำแหน่งทางการอะไร ร่วมกับผู้นำชาวบ้านอีก 12 คนพบปะพูดคุยกันบ่อยๆ ว่าจะแก้ปัญหาราคายางตกต่ำได้อย่างไร พบว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่ราคาที่พ่อค้าจะให้ยางแผ่นชาวบ้านเป็นเกรด 3 เกรด 4 แต่ให้ของรัฐและเอกชนเกรด 1 เกรด 2  

     เหตุผลที่พ่อค้ารับซื้อยางทำเช่นนั้น ก็เพราะยางแผ่นของชาวบ้านคุณภาพต่ำ ประเภท "ทำมือ" คือ กรีดเอง รีดเอง ผลผลิตจึงออกมาไม่สม่ำเสมอ ขณะที่ของรัฐและของเอกชนมาจากโรงงาน มีกระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักร มีโรงอบ ไม่ใช่เอาไปตากแดดแขวนราวไม้ไผ่ไว้ยังกับผ้าอ้อมหน้าบ้าน

 

สยามรัฐรายวัน 29 สิงหาคม 2556

เป็นการณรงค์ของกรีนพีซ เริ่มต้นเมื่อปี 2011 ด้วยการเปิดเผยงานวิจัยสารเคมีตกค้างในเสื้อผ้า 20 ยี่ห้อดังอย่าง Zara, Calvin Klein, Benetton, Giorgio Armani, the Gap และอีก 15 แบรนด์ดังระดับโลก พบว่ามีสารเคมีตกค้างจากการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตในประเทศจีน เม็กซิโก และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ

สารเคมีเหล่านี้มีผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมในที่ที่มีการผลิต และที่บ้านที่เมืองที่ผู้คนอาศัยอยู่เมื่อทำการซักเสื้อผ้าและปล่อยน้ำที่ใช้แล้วลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ นอกนั้น ยังมีสารบางชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็งที่ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้าและผลิตเสื้อผ้า เช่น กางเกงในสตรียี่ห้อ Victoria Secret ซึ่งหากสารพวกนี้อยู่ในเครื่องเล่นเด็กก็จะถูกแบนในยุโรป

สารเคมีที่เป็นอันตรายในกลุ่ม NPE ย่อยสลายยาก สะสมระยะยาว เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ อีกส่วนหนึ่งมาจากสารฟอกย้อม (toxic amines) ที่น่าเป็นห่วง คือ เสื้อผ้ายี่ห้อดังที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คือ Zara

งานวิจัยบอกว่ามีสารเคมีตกค้างทั้งสองประเภท กรีนพีช รณรงค์ใช้ชื่อโครงการรณรงค์นี้ว่า ZDHC (Zero Discharge of Hazardous Chemicals ลดสารเคมีอันตรายให้เหลือศูนย์) และเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ ที่ผลิตเสื้อผ้าแก้ปัญหานี้ ลดเลิกการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายเหล่านี้