phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 18 มิถุนายน 2557

การให้ความสำคัญกับ SMEs หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขาดย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนแต่มีฐานเศรษฐกิจอยู่บน SMEs ยิ่งประเทศพัฒนาใหม่ หรือกำลังพัฒนาก็ล้วนต้องพึ่งพา SMEs ทั้งสิ้น 

                อิตาลีเป็นตัวอย่างของประเทศที่มี SMEs ที่มีพลัง หลากหลาย และเป็นฐานเศรษฐกิจที่เป็นต้นแบบการพัฒนามาหลายสิบปีให้ประเทศในแถบเมดิเตอเรเนียนอย่างสเปน ปอร์ตุเกส และแอฟริกาเหนือ และมีการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบระหว่างประเทศเหล่านี้กับกรณีไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น

                เศรษฐกิจของอิตาลีกว่าร้อยละ 90 มีฐานอยู่ที่ SMEs แต่คนทั่วโลกรู้จักแต่ FIAT และบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งมีสัดส่วนในเศรษฐกิจไม่ถึงร้อยละ 10  ขณะที่บริษัทโด่งดังด้านเสื้อผ้า แฟชั่น และเผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือนล้วนพัฒนามาจาก SMEs  เล็กๆในท้องถิ่นตั้งแต่เมืองฟลอเรนซ์ ขึ้นไปถึงทางเหนือทั้งหมด 

สยามรัฐรายวัน 11 มิถุนายน 2557

 “ในระบบเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้เป็นหลัก (knowledge-base economy) อุดมศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อสร้างความยุติธรรมทางสังคม เนื่องจากอุดมศึกษาไม่ใช่เพียงเพื่อการสร้างความมั่งคั่ง แต่เป็นตัวกำหนดโอกาสต่างๆ ในชีวิตของผู้คน  เมื่อเราขยายโอกาส  การเข้าถึงอุดมศึกษาก็กลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้นอีกต่อไป”

“ระบบอุดมศึกษาก็จะเสริมสร้างความยุติธรรมทางสังคมในชุมชน  แทนที่จะสร้างชนชั้นทางสังคมเหมือนในศตวรรษที่ 20 อุดมศึกษายุคใหม่ที่เปิดกว้างจะเกิดขึ้นในกรอบที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญเพื่อความยุติธรรมทางสังคม”  

ข้อความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของปาฐกถาของนายเดวิด บลังเค็ตต์  อดีตรัฐมนตรีศึกษาของสหราชอาณาจักรในสมัยรัฐบาลโทนี แบลร์ เขาเป็นคนตาบอด แต่มีวิสัยทัศน์ดีกว่าคนตาดีมากนัก เขาบอกว่า การที่สหราชอาณาจักรที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกมากมาย แต่เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในอันดับท้ายๆ ของประเทศชั้นนำของของโลกมีเหตุผลสำคัญที่ระดับการศึกษาของประชาชนทั่วไปต่ำกว่าประเทศอื่นๆ

เดวิด บลังเคตต์ได้เสนอการปฏิรูปการศึกษาให้รัฐบาล โดยมีเป้าหมายว่า ทำอย่างไรให้ผู้ใหญ่ในวัยทำงานสักครึ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้เรียนจบระดับอุดมศึกษาได้กลับมาเรียน โดยใช้งบประมาณในการนี้หลายแสนล้านบาท ซึ่งเขาก็ได้รับการอนุมัติและจัดกระบวนการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ ทั้งทางใกล้ทางไกล ทั้งในที่ทำงานและที่สาธารณะต่างๆ

สยามรัฐรายวัน 4 มิถุนายน 2557

@ “เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่” (อมาตยา เซน) ความฝันของชาวนาที่เคยคิดว่าจะมี “ผู้มีบุญ” มาช่วย มาปลดเปลื้องหนี้สินด้วยโครงการประชานิยม ยังมีคนด้านหาเสียงต่อไปอ้างว่า กปปส. และฝ่ายค้านที่ผ่านมาว่าทำให้โครงการนี้ล้ม ก็แปลกดี นี่คือระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงที่ต้องมีธรรมาภิบาลและการตรวจสอบ ไม่ใช่ต้องไปเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ใช่หรือ

 @  ปัญหาของชาวนาวันนี้ คือ ขาดความรู้ ความเข้าใจในโลกที่เปลี่ยนไป ยังทำนาแบบโบราณ ยังทำนาด้วยข้อมูลจากถุงปุ๋ย พ่อค้าบอกให้ทำอะไร ให้ใส่อะไรเท่าไรก็ทำตามเขาหมด ได้ข้าวเพียงไร่ละ 300-400 ก.ก. จึงอยู่ไม่ได้ รัฐก็ไม่ได้ช่วยเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ชลประทานก็มีนิดเดียวทั้งประเทศ  ภาคอีสานแทบไม่มีเลย พึ่งแต่เทวดาอย่างนี้ก็ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ จึงได้แต่รอ “ผีบุญ”

@  รัฐบาลใหม่จะต้องปฏิรูปการเกษตรอย่างจริงจัง ทำให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างน้อยอย่างที่เวียดนามและอีกหลายประเทศเขาทำกัน มีการส่งเสริมการทำนาโดยการลดต้นทุนการผลิต ปุ๋ย พันธุ์ข้าว ชลประทาน เครื่องจักร เครื่องมือ ลดเลิกการใช้สารเคมี ทำนาอินทรีย์ตอบสนองความต้องการของตลาดโลก ถ้าชาวนาไทยทำนาเฉลี่ยทั้งประเทศได้อย่างสัก 700-800 ก.ก. ต่อไร่ ทำนาสัก 40 ล้านไร่ก็พอแล้ว ส่งเสริมให้มีการผลิตหลากหลายรูปแบบ ทั้งเกษตรผสมผสาน ทั้งการผลิตเพื่อตลาดใหญ่ตลาดโลก ทำได้หลากหลายเช่นนี้เมืองไทยก็มีความมั่นคงด้านอาหาร ส่งข้าวดีมีคุณภาพออกสู่ตลาดโลก แปรรูปเพิ่มมูลค่าอีกต่างหาก