phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 16 July 2014 08:12

จัดระเบียบ

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 16 กรกฎาคม 2557

ตั้งแต่ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สังคมไทยสวิงไปมาระหว่างอำนาจสองขั้ว รัฐบาลพลเรือนอยู่ได้พักหนึ่ง ทหารก็เข้ามา อ้างว่ามาจัดระเบียบ เพราะสังคมไทยไร้ระเบียบ ไม่ยึดถือกติกา ทำผิดกฎหมาย โกงกินบ้านเมือง ทำให้บ้านเมืองพินาศฉิบหาย

          เมื่อฉีกแม่บทของระเบียบสูงสุดแล้วก็ร่างขึ้นมาใหม่ นี่ก็ฉีกไปแล้ว 18 ฉบับ กำลังร่างฉบับที่ 19 ซึ่งเป็นเพียงชั่วคราว และคงมีฉบับที่ 20 ของจริงตามมา

          ในเวลาเดียวกันเราก็เห็นความพยายามที่จะจัดระเบียบสังคม กำจัดอิทธิพล อำนาจมืด ตั้งแต่อาวุธสงคราม ไปถึงวินมอเตอร์ไซค์ รถตู้ ชายหาด บาทวิถี และขยายออกไปถึงการจัดระเบียบที่ดิน การรุกที่ป่าสงวน อุทยาน ที่สาธารณะส่วนรวมที่มีคนเอาไปเป็นของส่วนตัว

          คนส่วนใหญ่ก็โมทนาสาธุ แม้ลึกๆ แล้วก็ไม่ทราบว่าเป็นการแก้ปัญหายั่งยื่นหรือไม่ หลายคนสงสัยว่า เมื่อไรที่อำนาจที่ควบคุมภายนอกเปลี่ยนไป กลับไปเป็นรัฐบาลพลเรือน ทุกอย่างก็อาจกลับไปเหมือนเดิม เพราะรากเหง้าของปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข

สยามรัฐรายวัน  9 กรกฎาคม 2557

คุณหมอประเวศ วะสี เสนอว่า การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาไม่สำเร็จเพราะเหตุผลหลายประการ ประการหนึ่ง คือ ระบบราชการ ท่านบอกว่า ข้าราชการจะต้องปรับบทบาทหน้าที่ของตนเองใหม่

“ระบบราชการ คือ การควบคุม แต่ระบบการศึกษา คือ ความงอกงาม เติบโต หลากหลาย เมื่อเราจัดระบบการศึกษาใส่ระบบราชการก็เหมือนจัดต้นไม้บนกระถางบอนไซ การศึกษาต้องออกจากกระถางบอนไซ จะต้องเติบโตขึ้นด้วยความหลากหลายตามธรรมชาติ  การศึกษาที่ดีต้องตอบความสุข ความชื่นชม ความงอกงาม”

ในอดีต การศึกษาอยู่ในวัด อยู่ในครอบครัว อยู่ในชุมชน ในชีวิตจริง ในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป การศึกษาออกจากวัดไปอยู่ในกระทรวง ไปอยู่กับระบบราชการ สังคมไทยกลายเป็นสังคมไม่เรียนรู้ เป็นสังคมท่องหนังสือ แข่งขันกับสอบ อยู่ได้ด้วยกฎระเบียบ คุณหมอประเวศบอกว่า

“สังคมไทยอ่อนแอทางปัญญา มีความรู้น้อย ใช้ระบบอำนาจเป็นใหญ่เนื่องจากขาดความรู้ เช่น ระบบราชการ คือ ตัวแทนขององค์กรเชิงอำนาจ   มีแต่เน้นกฎหมาย ระเบียบ การสั่งการและการควบคุม ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะสังคมไทยปัจจุบันมีปัญหาที่ซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขมากขึ้น”

สยามรัฐรายวัน 2 กรกฎาคม 2557

โรดแมปการพัฒนาชุมชนยั่งยืนนั้นอาจใช้ “สูตร 3-5-3” ซึ่งเป็นการสรุปบทเรียนจากการทำงานกับชุมชน จากความสำเร็จและความล้มเหลว จากชุมชนต้นแบบที่ผ่านการเรียนรู้และการพัฒนา ก้าวพ้นสภาวะความยากจนและความด้อยพัฒนามาก่อน จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศ

                สูตร 3-5-3 เริ่มด้วย 3 ขั้นสู่การพัฒนายั่งยืน คือ “รอด-พอเพียง-มั่นคงยั่งยืน” (ทฤษฎี 3S : survived-sufficient-sustainable)  เริ่มจากทำอย่างไรให้รอดจากความยากจน ปัญหาหนี้สิน ซึ่งเป็นสภาพติดลบของชีวิต เป็นวงจรอุบาทว์ที่หาทางออกไม่ได้ เหมือนคนกำลังจะจมน้ำตาย ทำอย่างไรให้รอดได้

                ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพนี้ เช่นเดียวกับชุมชนหมู่บ้าน อบต. เทศบาล ซึ่งได้มีการสำรวจวิจัยแบบมีส่วนร่วม โดยการประเมินจากภายนอกภายใน และให้ชุมชนประเมินตนเองด้วยพบว่า ร้อยละ 80 ยังอยู่ในสภาพนี้ แม้ว่าส่วนใหญ่ก็มีความพยายามที่จะปลดปล่อยตนเองจากาสภาพดังกล่าว แต่ยังขาดวิธีคิด วิธีปฏิบัติ ขาดเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาตนเอง ส่วนใหญ่ยังรอแต่งบประมาณจากรัฐ จากภายนอก

                ชุมชนประมาณร้อยละ 18 อยู่ในสภาพที่รอดแล้ว และกำลังพัฒนาในระดับ “พอเพียง” ค่อยๆ สร้างระบบเศรษฐกิจสังคมของตนเอง ชุมชนเหล่านี้ถามตนเองและหาคำตอบว่า เมื่อรอดแล้ว ทำอย่างไรให้อยู่อย่างพอเพียง พึ่งพาตนเองได้และมีความสุขตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง