phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 26 มิถุนายน 2556

นายมาร์ติน วีเลอร์ ชาวอังกฤษที่แต่งงานกับคนไทย อาศัยอยู่ที่บ้านคำป่าหลาย อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เขาน่าจะเป็นเขยฝรั่งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะฝรั่งทำนา ทำเกษตรผสมผสานเท่านั้น แต่เพราะการเป็นวิทยากรที่ให้ข้อคิดดีๆ แก่คนไทย

มาร์ตินบอกว่า ที่ประเทศอังกฤษ เวลากินข้าวเป็นเวลาสำคัญที่สุดของครอบครัว คนนอกต้องไม่ไปบ้านคนอื่นเวลาเขากินข้าวเป็นอันขาดยกเว้นว่าได้รับเชิญ ฝรั่งต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างกิน มาร์ตินประทับใจคนไทยและสังคมไทยที่ยังไปมาหาสู่กันได้ทุกเวลา กินข้าวด้วยกันได้ เขาพูดติดตลกว่า มีเงินแค่ 20 บาท ใส่ซองทำบุญทอดผ้าป่าก็ได้เที่ยวฟรี กินฟรี ทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่ ลาบก้อย ขนมสารพัด กินได้ทั้งวัน เขาประทับใจน้ำใจของคนไทย ความสัมพันธ์อันดี ความเป็นพี่เป็นน้องที่ยังไม่ได้หายไปกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

มาร์ติน พูดในโอกาส 50 ปีของการพัฒนา (2504-2554) ว่า ประเทศไทยจะพัฒนาได้อย่างมั่นคงยั่งยืนด้วยความสัมพันธ์อันดีหรือความเป็นพี่เป็นน้องของคนไทย หรือที่เรียกกันว่า ทุนทางสังคม

ฝรั่งคนนี้ซาบซึ้งเรื่องนี้จากประสบการณ์ที่มาเมืองไทยในระยะที่กำลังเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ฟองสบู่แตก ผู้คนจำนวนมากตกงาน ถ้าเป็นที่อังกฤษ รัฐต้องช่วยเหลือ แต่คนไทยกลับบ้าน ไปหาพ่อแม่พี่น้องในชนบท เช่นเดียวกับ ช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 คนที่อาศัยในกรุงเทพฯ ในเมืองใหญ่หลายแห่งต้องหลบไปพึ่งพาอาศัยญาติพี่น้องในชนบท ต่างจังหวัด เมื่อน้ำลดจึงกลับไป 

 

สยามรัฐรายวัน  19 มิถุนายน 2556

สังคมอุตสาหกรรมมีโรงงานและโรงต่างๆ เกิดขึ้น โรงเรียน โรงพยาบาล จัดการแบบอุตสาหกรรม มีระบบที่ทำให้ผลผลิตออกมามีลักษณะเหมือนกันทั้งปริมาณ คุณภาพ แพ็คเหมือนกันเป็นกล่องเป็นโหล แบ่งงาน แบ่งหมวด แบ่งกลุ่ม และเชื่อมโยงส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน

     สังคมอุตสาหกรรมมีความเป็นกลไกสูง แข็งกระด้าง ขาดจิตวิญญาณที่เคยสัมผัสได้ในชุมชน ในครอบครัว เช่นเดียวกับสังคมใหญ่ที่มีระบบการคมนาคมที่เชื่อมโยงทุกส่วนเข้าด้วยกัน ไปมาหาสู่กันได้อย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากเป็นสังคมกลไก ไร้ความสัมพันธ์ ไร้จิตวิญญาณ ผู้คนจึงยังรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา บ้า และฆ่าตัวตายมากกว่าเดิม

     ถ้าขึ้นไปในที่สูง มองลงมายังถนนใหญ่ๆ ในเมืองใหญ่ จะเห็นผู้คนเดินขวักไขว่เหมือนกองทัพมด ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพฯ ช่วงเช้าและเย็นมีลักษณะเช่นนี้ คนเดินไปมามากมายแต่ไม่มีใครรู้จักใคร เดินไปด้วยกันแต่ไม่ได้ไปด้วยกัน นั่งรถเมล์ รถไฟฟ้า รถใต้ดินโดยไม่มีใครรู้จักใคร

     เราอยู่ในยุคสังคมหลังอุตสาหกรรม เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยที่ใครๆ ก็ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายกว่าเดิม แต่สังคมก็ยังเป็นกลไกที่ไฮเทคแต่ไร้ชีวิต เชื่อมโยงแต่เฉพาะกับคนที่รักกันชอบกันเท่านั้น กับคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือดีขึ้น

 

สยามรัฐรายวัน 12 มิถุนายน 2556

หนังเรื่อง Network (1976) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ 10 รางวัล ได้มา 4 รางวัล ที่น่าสนใจคือบทภาพยนต์ที่คมมาก สะท้อนวัฒนธรรมอเมริกันที่เป็นอำนาจนำวัฒนธรรมโลกว่า อยู่ภายใต้ อำนาจของ “ทีวี” มากเพียงใด 

     เรื่องเกิดขึ้นที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งที่เรตติ้งไม่ดี พยายามปรับปรุงกิจการที่ขาดทุน หนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาคือปลดนายบีล คนวิจารณ์ข่าวที่เรตติ้งตก นายบีลจึงประกาศในรายการของเขาว่า เขาถูกปลดออกจากงานนี้ในอีกหนึ่งสัปดาห์ ในวันสุดท้าย เขาจะระเบิดสมองตัวเองให้ดูกันสดๆ

     คำประกาศดังกล่าวทำให้เรตติ้งนายบีลและทีวีช่องนี้ดีขึ้น นายบีลได้อยู่ต่อ จากนั้นเขาก็มามุกใหม่ วิจารณ์ไปด่าไป ใช้ภาษาต่ำๆ ดิบๆ ซึ่งเรียกเรตติ้งได้พักหนึ่ง ไม่นานคนก็เบื่อ

     เรื่องราวของหนังเริ่มจริงๆ เมื่อ “นางเอก” (เฟย์ ดันนาเวย์) เริ่มค้นหาวิธีการเรียกเรตติ้งอีกหลายอย่างที่ทำแล้วได้ผล เพราะเธอเดาใจคนดูได้ว่าอยากเห็นอะไร ชอบอะไร เธอเห็นว่าสังคมมีปัญหา มีความกดดัน ต้องการผ่อนคลายหายเครียด ต้องการอะไรที่ตอบสนองความฝัน ความใฝ่ฝัน อุดมคติ ต้องการคำตอบสำหรับอนาคต

     ซิดนีย์ ลูเมต ทำหนังเรื่องนี้เพื่อประชดสังคมได้อย่างยอดเยี่ยม เขาได้มือเขียนบทที่เฉียบคมมาก หนังต้องการวิพากษ์สื่อโทรทัศน์อย่างรุนแรงว่ากำลังครอบงำและกำหนดชีวิตของผู้คน และกระทำโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องศีลธรรมอะไรทั้งนั้น คิดถึงแต่เพียงธุรกิจและเรตติ้งเท่านั้น นายบีลบอกว่า