phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ทางอีศาน กุมภาพันธ์ 2562

ส้มตำปูปลาร้าน่าจะเป็นอาหารยอดฮิตของคนไทยไม่ว่าภาคไหนไปแล้ว แม่ค้าส้มตำที่ขายดีมักมีครกสองครกแยกกันระหว่างตำไทยกับตำลาว ครกตำไทยดูสะอาดดี เพราะไม่ค่อยมีคนสั่งเหมือนตำปูปลาร้า ยิ่งเป็นตำถาด ตำซั่ว ตำมั่ว กลิ่นเตะจมูก วางโต๊ะไหนผ่านไปน้ำลายไหลเลย

            เมื่อก่อนนี้ ปลาร้าเป็นอาหารคนจน ของคนอีสาน ไม่มีอะไรกินก็ “กินเข่าจ้ำปาแดก” (กินข้าวจิ้มปลาร้า) วันนี้ไม่ใช่ อาหารที่มีปลาร้า อย่างสัมตำ แจ่วบอง แกงพื้นบ้านอีสาน อาหารไทยใส่ปลาร้า ขึ้นเหลาเข้าโรงแรมหลายดาวได้สบายแล้ว

            ความจริง ปลาร้าไม่ได้มีแต่ทางภาคอีสาน ภาคกลางอย่างแถวอยุธยา สุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียงริมแม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก ก็กินปลาร้ากันมาแต่ไหนแต่ไร แต่มักเป็นปลาร้าตัวใหญ่อย่างปลาช่อน ปลาดุก เป็นต้น นำมาหลน มาทอด กินกับข้าวสวยร้อนๆ คลุกพริกขี้หนู ซอยหอมเล็ก อร่อยมาก

            แต่ถึงอย่างไร ปลาร้าก็อยู่คู่กับอีสาน อยู่ในวิถีชีวิตของคนอีสานมาแต่โบราณ และวันนี้แทนที่จะเรียกปลาร้า คนอีสานและคนทั่วไปก็ใช้คำว่า ปลาแดก โดยไม่ต้องเขินอายอะไรอีก ซึ่งแสดงให้เห็นอะไรบางอย่างที่เกี่ยวไปถึงความเชื่อมั่นในตัวเองของผู้คน ความภูมิใจในรากเหง้าและวัฒนธรรมท้องถิ่น

ปลาแดก ไม่เกี่ยวกับปลากิน แต่อาจมาจากคำว่า “แดก” ที่แปลว่า “ยัด” ยัดปลาหมักเกลือ แกลบ รำ ลงไหก็เป็นได้ หรือมาจากคำอื่นเหมือนคำว่า “ปลาร้า” ที่ว่ากันว่ามาจากคำภาษามอญ-เขมร

            เคยอ่านงานวิจัย “วัฒนธรรมปลาแดก” ของอาจารย์ศรีศักดิ วัลลิโภดมและคณะที่ศึกษาในพื้นที่อีสานเหนือ ที่สกลนคร นครพนม และงานวิจัยของอีกหลายคนในระดับปริญญาโทปริญญาเอก ชี้ให้เห็นความสำคัญของปลาร้าในวิถีชีวิตของคนอีสาน

            มีการศึกษาทางโภชนาการ ทางวิทยาศาสตร์อาหาร แยกให้เห็นกรรมวิธีและชนิดของปลาร้า ซึ่งมีอยู่มากมายหลายแบบหลายวิธี คนสนใจก็ลองไปศึกษาหาอ่านดู ผมเขียนวันนี้เพียงบอกเล่าประสบการณ์การกินปลาแดกมาตั้งแต่เล็กจนโต เห็นคุณค่าอะไรในวันนี้

            ผมเห็นแม่เห็นพี่สาวทำปลาแดกตั้งแต่เด็ก เพราะปลาหนองหารมีมาก พ่อไปจับปลาบ้าง แม่ไปซื้อปลาชาวบ้านบ้าง ราคาถูกมากในหน้าฝน แต่ก็แปลกที่ที่บ้านมักไม่ทานปลาแดกหนองหาร พ่อจะไปหาปลาแดกจากบ้านข่า ริมน้ำสงคราม ส่วนใหญ่เป็นปลาเนื้ออ่อนตัวใหญ่ เนื้อแน่น ไม่เหม็นไม่คาว อร่อยมาก

            ผมเคยสัมภาษณ์และเขียนประวัติของพ่อ เมื่อก่อนพ่อเคยเอาปลาร้าใส่เกวียนไปขายหลายจังหวัดในภาคอีสาน ทั้งปลาร้าจากหนองหารและจากน้ำสงคราม ราคาจะต่างกัน ปลาร้าน้ำสงครามแพงกว่า

พ่อจะไปซื้อปลาร้าจากแถวน้ำสงครามทุกปี เอามาทานที่บ้านและเผื่อลูกหลาน จนเมื่อพ่ออายุ 88 ยังให้หลานคนโตพาไปหาซื้อปลาร้า แล้วยังบอกหลานเหมือนรู้ล่วงหน้าว่า ปีนี้อาจเป็นปีสุดท้ายที่จะได้มาเอาปลาร้า และก็จริง เพราะพ่อถึงแก่กรรมไม่กี่เดือนหลังจากนั้น

ผู้รู้บอกว่า ปลาอร่อยที่สุดในภาคอีสานอยู่ที่แม่น้ำชีและแม่น้ำสงคราม ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นน้ำไหล ปลาได้ออกกำลัง ไม่มีมันมาก เนื้อแน่น เสียดายว่าแม่น้ำชีเน่าหลายปีก่อน ทำให้ปลาดีๆ หายไปมาก แต่ความที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง ทั้งสองแม่น้ำจึงยังมีปลาเค้า ปลาเนื้ออ่อน ปลาอร่อยๆ ให้ผู้คนได้ทานกัน

วันนี้ปลาแดก ปลาร้า ได้กลายเป็นธุรกิจส่งออกไปแล้ว บรรจุขวดบรรจุกระป๋องส่งไปขายทั่วโลก ไม่เพียงแต่ขายคนไทยที่ไปอยู่ทั่วไปในต่างแดน แต่ไปขายร้านอาหารไทยที่มีอยู่มากมายหลายประเทศ อาหารไทยได้กลายเป็นอาหารฮิตติดอันดับต้นๆ ของโลกไปนานแล้ว

นอกจากรสชาติอร่อยและหลากหลาย อาหารไทยได้ชื่อว่าเป็นอาหารสุขภาพ เต็มไปด้วยเครื่องเทศที่เข้ากันได้กลมกล่อม มีรสเปรี้ยวหวานมันเค็มผสมผสานอย่างลงตัว จัดจ้านขนาดไหนก็สั่งได้ แล้วยังเกิดมีอาหารประเภทฟิวชั่น ที่ประยุกต์ตกแต่งดัดแปลงให้ถูกปากเป็นนวัตกรรม

ปราร้าเองก็โกอินเตอร์แบบเท่ๆ รสชาติที่ตอนแรกฝรั่งบอกว่าเหม็น แต่ความที่เหม็นได้พอๆ กับเนยแข็งบางชนิดของฝรั่ง ที่สุด ปลาแดกที่ว่าเหม็นก็ชนะใจฝรั่งที่ได้เมียไทย หรือไม่ได้แต่ชื่นชอบอาหารไทย ก็ไทยมีนักท่องเที่ยวปีละ 30 กว่าล้านคน ต้องมีคนที่ชอบปลาร้ากันเกินล้านอยู่หรอกนา

ปลาร้าไม่ได้มีแต่ที่เหม็น ปลาร้าหอมก็มี ผมชอบปลาร้าจากแม่น้ำสงคราม แถวนาทม บ้านแพง นครพนม หรืออากาศอำนวย สกลนคร ที่มีปลาแดกหอมหร่อยมาก เปิดถังเปิดไหไม่มีกลิ่นเหม็นเลย เข้าใจว่าคงมาจากกรรมวิธีการหมักที่ลงตัว เหมือนการทำน้ำหมักชีวภาพ ถ้าลงตัวก็จะหอม ถ้าเหม็นเมื่อไรแสดงว่าไม่ได้ที่ มีอากาศเข้าหรือสาเหตุอื่น

สาเหตุสำคัญที่ปลาแดกโกอินเตอร์ และคนรักสุขภาพหันมารับประทานกันมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะกระแสสุขภาพ และมีการวิจัยพบว่า ปลาร้ามีโปรไบโอติกไม่แพ้กิมจิของเกาหลี มิโสะของญี่ปุ่น กะหล่ำปลีเปรี้ยวดองของเยอรมัน โยเกิร์ตและนมเปรี้ยวของฝรั่ง รวมทั้งถั่วเน่าและข้าวหมากของไทย

โปรไบโอติก เป็นบักทีเรียดีที่มีชีวิต ที่ช่วยให้ลำไส้แข็งแรง สะอาด แบคทีเรียดีที่เรากินเข้าไปในอาหารจะกินแบคทีเรียไม่ดี ไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย มีอยู่สองประเภท คือ เลคโตบาซิลลัส และบิฟิโดบัคทีเรีย ซึ่งแยกย่อยไปอีกหลายชื่อ แต่จำไว้แค่สองประเภทนี้ก็พอเวลาไปซื้อโยเกิร์ตก็ดูไว้ เพราะไม่ใช่ทุกยี่ห้อจะมีโปรไบโอติก

การแพทย์สมัยใหม่เรียก โปรไอโอติกว่า ยาแห่งศตวรรษที่ 21 เพราะเป็นจุลินทรีย์ เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่เข้าไปสร้างความสมดุลในร่างกาย คล้ายกับเกษตรอินทรีย์ ที่สิ่งมีชีวิตในสวนในนาสร้างความสมดุลให้กันและกัน ทำให้พืชสัตว์เจริญเติบโตและแข็งแรง

เกษตรอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมี สารพิษกำจัดศัตรูพืช การแพทย์สมัยใหม่ก็หลีกเลี่ยงการใช้ยา ซึ่งเป็นเคมีที่เข้าไปทำลายเชื้อโรคก็จริง แต่ไปทำลายส่วนดีๆ ต่างๆ ของร่างกายและทำลายความสมดุลไปด้วย

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ยืนยันว่า โปรไบโอติกป้องกันและบำบัดโรคต่างๆ ได้ดี เช่น การทำงานของสมอง โรคภูมิแพ้ ป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ลดความดันโลหิต เป็นต้น

ปลาแดกวันนี้แซบและดีก็จริง แต่ทุนนิยาและบริโภคนิยมก็ไม่ปรานีใคร ต้องการกำไรมาก อยากได้เงินเร็ว กรรมวิธีการทำปลาร้าปลาแดกอาจจะรวบรัดเร่งเร็วจนมีปัญหาต่อสุขภาพได้ ใส่อะไรที่บรรพบุรุษของเราไม่เคยใส่ ทำอะไรที่ปู่ย่าตาทวดไม่เคยสอน

ดีที่สุด คือ ทำกินเอง ปรับสูตรให้ดีให้แซบให้นัว แบ่งปันญาติมิตร ลูกหลานไปทำงานกรุงเทพฯ ต่างที่ต่างถิ่นได้กินปลาแดกพ่อแม่ทำให้ก็ดีใจและมีความสุขแล้ว

Wednesday, 30 January 2019 19:55

มลพิษชีวิต

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 30 มกราคม 2562

มลพิษวันนี้ไม่ได้มีแต่ที่กรุงเทพ แต่มีทั่วประเทศ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ บางเมืองสูงกว่ากรุงเทพฯ จนใครๆ คิดว่าเครื่องวัดเพี้ยน ที่จริงคนเพี้ยนต่างหาก

เพี้ยนที่หลอกตัวเองมานาน ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมวัด จนเมื่อเกิดปัญหาที่กรุเงทพฯ จึงเริ่มตื่นตัว ที่จริง เชียงใหม่เคยวัดเกือบทุกปี สูงกว่ากรุงเทพฯ ทุกปี จนหลังๆ นี้ขี้เกียจวัดหรืออย่างไรไม่ทราบ จึงดูเหมือนเงียบหายไป แต่เชื่อว่ามลพิษยังสูง

เพราะที่เชียงใหม่และเมืองเหนือทั้งหลายไม่ได้มีแต่รถราที่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่การเผาต่างๆ ที่คิดว่าเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็ยังมีให้เห็น เกิดเองบ้าง เผาเองบ้าง ตามไร่นา ตามป่าตามเขา ด้วยความเคยชินหรือโดยตั้งใจ อ้างว่าเป็นวิธีทำให้ได้ผักหวานได้อาหารป่า เผานาตอนนี้ลดน้อยลง

การแก้ปัญหาวันนี้ก็ดูมีหลากหลายทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว ไม่รู้ว่าจะเพิ่มมลพิษหรือเปล่า เพราะอาจเป็นมาตรการไฟไหม้ฟาง (ที่สร้างควันเพิ่ม)

ถ้ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลหน้ายกเรื่องการลดมลพิษให้เป็นวาระแห่งชาติ หรือกล้าหาญออกกฎหมายอย่างจริงจังอย่างจีน สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ เขาทำกัน ก็น่าจะดีเพราะได้ผล เรื่องแบบนี้แค่ไปสั่งผู้ว่าให้ไปห้ามเผาหญ้า เผานา เผาป่า ก็ดูจะง่ายเกินไป

ถ้าหากมีกลไกที่ตั้งใจทำเรื่องนี้ มีการวางแผนวางยุทธศาสตร์บนฐานข้อมูลจากการวิจัยอย่างจริงจัง ก็จะรู้ว่าสาเหตุทั้งหมดของมลพิษมาจากอะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่อให้ได้มาตรการสัมพันธ์กับสาเหตุ

บางอย่างอาจไม่ใช่เรื่องของเมืองไทย ควันพิษฝุ่นพิษมาจากประเทศเพื่อนบ้าน บางอย่างเป็นเรื่องของโลก ของอุณภูมิที่สูงขึ้น ของฝุ่นควันที่ลอยอยู่ในอากาศที่ปกคลุมโลกทั้งใบ ย่อมแก้ปัญหาคนเดียวไม่ได้ ยกเว้นว่าจะบ้าใบ้ได้แบบประธานาธิบดีอเมริกันที่บอกว่า เรื่องโลกร้อนเขาหลอกกันเฉยๆ

นอกจากมาตรการต่างๆ นโยบายพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง อยากเสนอให้พรรคการเมืองที่สนใจสิ่งแวดล้อมและคิดแบบบูรณาการเป็น ได้ลองพิจารณาเรื่อง “คนกล้าคืนถิ่น” สักนิด

โครงการนี้เริ่มมาพักหนึ่ง ร่วมมือกันหลายฝ่าย ที่เชิญชวนให้คนที่ทำงานในเมืองสักล้านคน ให้กลับไปอยู่ชนบท ไปทำการเกษตร หรือทำมาค้าขายที่บ้านเกิด โดยส่งเสริมให้เรียนรู้การทำการเกษตรยั่งยืน เกษตรผสมผสาน วนเกษตร โดยเฉพาะแบบที่ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ที่สระแก้วทำเป็นแบบอย่าง และเป็นศูนยย์เรียนรู้ที่ “บ่มเพาะคนกล้าคืนถิ่น” ไปแล้วจำนวนมาก บางส่วนได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน

คิดแบบบูรณาการเรื่องคนกล้าคืนถิ่น คืออย่างนี้

๑.      ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะบรรดา AI หรือสมองประดิษฐกำลังทำให้คนตกงาน

มากขึ้นเรื่อยๆ โรงงานอุตสาหกรรม งานบริการ สถานประกอบการต่างๆ เริ่มลดพนักงานลง ทางเลือกหนึ่งคือการกลับไปสร้างงานใหม่ที่บ้าน โครงการคนกล้าคืนถิ่นรองรับสถานการณ์ได้ดี เพราะเปิดโอกาสให้คนมีทางเลือกที่เป็นจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ว่างงานและให้ไปตายเอาดาบหน้า ซี่งอาจตายจริงๆ

๒.    โลกกำลังต้องการการเกษตรปลอดพิษปลอดภัย ต้องการอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารพิษ

ตกค้าง ซึ่งคนเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ การประกอบการเล็กๆ ทำได้ดีที่สุด เพราะใส่ใจและทำด้วยมือ ที่สมองประดิษฐทำไม่ได้ ไม่ใช่แต่สำหรับคนไทย แต่อาหารและผลิตภัณฑ์ปลอดพิษเป็นที่ต้องการของโลก

๓.     การที่คนมีทางเลือกคืนถิ่น ทำการเกษตร ทำให้ลดมลพิษในเมือง ลดปริมาณรถยนต์ ลดคน

เมือง เพิ่มพื้นที่สีเขียวในประเทศไทยโดยรวม เพราะมีการปลูกพืชผัก ปลูกต้นไม้มากขึ้น การปลูกไม้ใหญ่ในระยะยาว คือ อนาคตของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะไม้คือทองคำยุคใหม่ที่ราคาแพงกว่าวัสดุก่อสร้างใดๆ

            วันนี้นักการเมืองอาจจะภาวนาให้ฝนมาเร็วๆ จะได้ชะล้างมลพิษ ภาวนาให้รถยนต์ไฟฟ้าเกิดเร็วๆ  รถไฟฟ้าใต้ดินบนดินเสร็จเร็วๆ เพื่อจะได้ลดการใช้รถใช้น้ำมัน แต่กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ คนอาจตายก่อนจำนวนมาก สุขภาพประชาชนย้ำแย่ รัฐต้องเพิ่มงบประมาณประกันสุขภาพ

            ถ้าอยากเด็ดขาดก็ต้องมีมาตรการ “เผด็จการ” แบบจีน ถ้าอยากประชาธิปไตย ไม่อยากเห็นคนเดินถนนล้านคนเพื่อประท้วงก็ต้องออกกฎหมายที่กล้าหาญแบบอเมริกาและประเทศพัฒนาต่างๆ ถ้ามัวรีรออยู่แบบไม่รู้จะไปทางไหน เมืองไทยก็คงเดินถอยหลังลงคลองน้ำเน่าประชาธิปไตยแบบขาดๆ เกินๆ แล้วทหารก็ออกมาอีก ปัญหาใหญ่ๆ ก็แก้ไม่ได้

            การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะมีมลพิษมากขึ้น ทั้งมลพิษในอากาศ มลพิษทางหูทางตา มลพิษทางใจ ที่ต้องทนฟังนโยบายที่หลายอย่างพูดไปเพียงให้ได้คะแนน ไม่ได้คิดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนอะไร ไม่ได้สนใจเสนอการปฏิรูป แก้ไขระบบโครงสร้าง

            ระบบโครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้ต่างหากที่ทำให้เกิดมลพิษชีวิต ความไม่เท่าเทียม ความไม่เป็นธรรม ที่มาสาเหตุมลพิษในอากาศ ในดิน ในน้ำ ในอาหาร ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ตามมา “หน้ากาก” หนาเท่าไรก็ป้องกันไม่ได้

สยามรัฐรายวัน 23 มกราคม 2562

“เรื่องน่าเศร้าที่สุดในชีวิตวันนี้ คือ วิทยาศาสตร์ได้ความรู้มาเร็วกว่าที่สังคมได้ปัญญา” ไอแซค อาซิมอฟ นักเขียน นักวิทยาศาสตร์คนดังว่าไว้

อาซิมอฟเป็นอเมริกันเชื้อสายรัสเซีย มีชื่อเสียงด้วยการเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ เขาถึงแก่กรรมเมื่อปี 1992 ก่อนที่บรรดา “สมองประดิษฐ” (artificial intelligence) จะพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วใน ระยะ 20 ปีมานี้ แม้หลายอย่างเขาก็ได้เขียนไว้ในนวนิยายของเขาก่อนแล้ว

คำว่า artificial intelligence แปลกันเป็นไทยและติดตลาดไปแล้วว่า “ปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งผมไม่เห็นด้วย อยากใช้คำว่า “สมองประดิษฐ” มากกว่า และอยากสงวนคำว่า “ปัญญา” เอาไว้แปลคำว่า wisdom อย่างที่อาซิมอฟว่าไว้ “The saddest aspect of life right now is that science gathers knowledge faster than society gathers wisdom”

โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข้อมูล (data) ข่าวสาร (information) ความรู้ (knowledge) แต่ขาด “ปัญญา” (wisdom) เพราะปัญญาไม่ได้มากจากข้อมูลข่าวสารความรู้ แต่มาจากการปฏิบัติ โดยอาจนำข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ไปสู่การปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริง ประมวลออกมาเป็นหลักคิด ทฤษฎี เป็นปรัชญาหรือปัญญา คำในความหมายเดียวกัน เป็นคำที่บ่งบอกว่า คนและความรู้นั้นหลอมรวมเป็นหนึ่ง

ปัญญาเกิดจากภายใน ความรู้มาจากภายนอกและเข้าสู่การทำงานของสมอง ที่เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารเข้าด้วยกันจนกลายเป็นความรู้

ผมไม่เชื่อว่าหุ่นยนต์ทั้งหลาย และสิ่งประดิษฐ์ทั่งมวลจะมี “ปัญญา” เพราะปัญญามาจากองค์รวมของชีวิตที่มี ”จิตใจ” ไม่ใช่เพียงการประมวลข้อมูลและสร้างชุดความรู้ต่างๆ อย่างแยบยล พิศดาร เก่งกล้าสามารถจนเอาชนะความรู้ ทักษะและ “สมอง” ของมนุษย์ได้ในหลายๆ เรื่อง

เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันตลอดประวัติศาสตร์ของโลก ที่มาของปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ที่มีฐานคิดที่แตกต่างกัน ทำให้มีนักปรัชญา 300 ปีก่อนบอกว่า เหตุผลสำคัญที่สุด แนวคิดนี้จับคู่กับนักวิทยาศาสตร์อย่างนิวตัน ก่อให้เกิดการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคคโนโลยี แต่ยังผลให้ลดทอนทุกอย่างลงมาเหลือแค่ “เหตุผล” และ “วัตถุ”

ทำให้คนคิดแบบกลไก แยกส่วน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เห็นได้ในการพัฒนาอุตสาหกรรม การบริหารจัดการบ้านเมือง การศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งไม่ได้อยู่บนฐานคิดอีกแบบที่บอกว่า “หัวใจมีเหตุผล ที่เหตุผล (สมอง) ไม่รู้จัก” อย่างที่ปาสกัล นักปราชญ์สายองค์รวม ยุคเดียวกับเดการ์ต นักปราชญ์บิดาของเหตุผลนิยม รากฐานการคิดของโลกปัจจุบัน

การบริหารจัดการต่างๆ จึงมักเน้นที่ “แรงจูงใจ” มากกว่าสร้าง “แรงบันดาลใจ” เพราะทำง่ายกว่าที่จะให้รางวัลและการลงโทษ ซึ่งใช้เหตุผลธรรมดาก็อธิบายได้ แต่แรงจูงใจต้องใช้ตัวอย่างที่ทำแล้วเห็นจริง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน เป็นพลังขับเคลื่อนที่แรงกว่าและยั่งยืนกว่า “แรงจูงใจ”

การใช้ “กฎหมาย-กฎระเบียบ” จึงทำได้ง่ายกว่าและทำกันมากกว่าการพัฒนา “จิตสำนึก” ที่ยากกว่า แต่ยั่งยืนกว่า เพราะมาจากกภายใน และสัมพันธ์กับชีวิตทั้งหมดแบบองค์รวม ไปบอกไปสอนคนอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การบังคับใช้กฎหมายก็ใช้ได้ แต่เมื่อมีโอกาสคนก็ทำผิดกฎหมาย หมวกกันน็อค จึงกลายเป็นหมวกกันตำรวจ ใส่เมื่อรู้ว่าข้างหน้ามีตำรวจ

กฎหมายใช้กับ “สถาบัน” (institution) ต่างๆ ตั้งแต่เล็กไปจนถึงสถาบันทางบ้านเมือง ขณะที่ “ขบวนการ” (movement) จะใช้พลังของจิตวิญญาณ (spirit) สถาบันอยู่ได้เพราะจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพราะกฎระเบียบ ถ้าสถาบันอยู๋ด้วยกฎระเบียบอย่างเดียว สถาบันจะแข็งทื่อ ปรับตัวยาก เปลี่ยนแปลงยาก ขบวนการจึงยืดหยุ่นปรับตัวเคลื่อนไหวได้ง่าย เปลี่ยนแปลงง่าย

คำเหล่านี้สัมพันธ์กับ “ภายนอก-ภายใน” “กาย-ใจ” “เปลือก-แก่น” ซึ่งหากไม่แยกแยะหรือมองข้ามก็ทำให้เกิคความสับสน เหมือนที่ใครๆ ชอบใช้คำว่า “บูรณาการ” “วิสัยทัศน์” “ยุทธศาสตร์” “ศักยภาพ” และคำอื่นๆ อย่างพร่ำเพรื่อและไม่เข้าใจจริง จึงขาดพลัง เพราะมีแต่ตัวหนังสือและคำ แต่ไม่มีความหมายที่ต้องมาจาก “ภายใน” ของคนพูดเอง มาจาก “ใจ” ไม่ใช่มาจากปากหรือจากสมองเท่านั้น

ในหนังสือ “เจ้าชายน้อย” (The Little Prince) มีบอกไว้ตอนหนึ่งว่า “ ใจเราเท่านั้นที่จะเห็นอะไรได้ถูกต้อง สิ่งที่เป็นแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ เราไม่สามารถเห็นด้วยตา” (It is only in the heart that one can see rightly, what is essential is invisible to the eye.)

โลกวันนี้พัฒนาไปเร็วอย่างน่ากลัว มนุษย์เข้าถึงข้อมูลข่าวสารความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกเรื่อง มีมือถืออัจฉริยะก็เพียงพอ แต่ก็สัมผัสสิ่งเหล่านี้ด้วยตาและด้วยสมองมากกว่าด้วยหัวใจ และถูกท่วมท้นทับถมด้วยข้อมูลข่าวสารที่จริงบ้างเท็จบ้างจนแยกยาก และไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาทางปัญญา

แม้ว่า “สมองประดิษฐ” ที่ทำอะไรได้ดีกว่า เก่งกว่าคนในบางเรื่อง แต่เพราะคนมีหัวใจ มีปัญญา และก้าวข้ามมิติธรรมดาไปอีกมิติหนึ่งแห่งอุตรภาวะ คงไม่มีสิ่งประดิษฐใดทำแทนได้