Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 22 พฤษภาคม 2556

โรงเรียนเปิดแล้ว จราจรจลาจลในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ รถตู้ รถสองแถว วิ่งขวักไขว่จากหมู่บ้านเข้าอำเภอ เข้าจังหวัด นำเด็กนักเรียนไปโรงเรียนในเมือง พร้อมกับข่าวการปิดโรงเรียนเล็ก โด่งดังในสื่อและโลกไซเบอร์ และค่อยๆ เงียบหายไป

น่าศึกษาเหตุผลของการดิ้นรนให้ลูกไปเรียนในเมืองของคนชนบท วันนี้หมู่บ้าน-ชนบทไทยแทบไม่ได้ต่างจากเมือง มีเหมือนกันเกือบทุกอย่าง ไฟฟ้า น้ำประปา ทีวี โทรศัพท์ ถนนลาดยาง ร้านสะดวกซื้อ ตลาด ร้านอาหาร รวมทั้งโรงนวด อินเทอร์เน็ต

 ขณะที่หมู่บ้านเปลี่ยนไป แต่โรงเรียนไม่ได้เปลี่ยน ส่วนใหญ่ยังเป็นตึกไม้เก่าๆ โทรมๆ ประตูหน้าต่างบางแห่งปิดไม่ได้ ฝนสาดแดดส่อง งบประมาณสนับสนุนต่อหัวอันน้อยนิดไม่เหลือเผื่อการซ่อมแซมที่กลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับโรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนไม่ถึงร้อยคน 

ครูใหญ่ในอดีตกลายเป็นผู้อำนวยการด้วยการเปลี่ยนชื่อ แต่งบประมาณไม่ได้เปลี่ยน วิธีคิดของคนไม่ได้เปลี่ยน ของกระทรวงไม่ได้เปลี่ยน ยังเป็นการศึกษารวมศูนย์ ทั้งการบริหารจัดการ ทั้งการจัดสรรงบประมาณ ทั้งหลักสูตรที่เคยอยากกระจายแต่กลับมาระจุกเหมือนเดิม 

 

สยามรัฐรายวัน 15 พฤษภาคม 2556

ปัญหาสำคัญสองอย่างของโลกวันนี้ คือ อาหารกับพลังงาน คนที่โชคดี คือ คนมีที่ดิน ปัจจัยการผลิต สองอย่างนี้ คนโชคร้ายไม่ใช่คนที่ไม่มีดิน แต่เป็นคนมีที่ดินแต่ไม่มีความรู้ เพราะไม่นานก็อาจไม่เหลืออะไรเลย เพราะถูกเขาโกง ถูกเขาหลอก หรือขายไปเพื่อเอาเงินไปใช้จ่ายกับใช้หนี้

     ความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานสำหรับเกษตรกรและคนมีที่ดิน จึงหมายถึงความมั่นคงด้านอาชีพ รายได้ ชีวิตความเป็นอยู่โดยรวม คุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าหากไม่มีการเรียนรู้ ไม่มีการวางแผน ไม่มีการจัดการ

     ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้วนี้ มีเกษตรกรที่ปรับตัวและอยู่รอดได้จำนวนไม่น้อย มีคนที่ประกอบอาชีพอื่น หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมจำนวนมากและมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพบว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงกว่า มีรายได้ดีกว่า มีอาหารที่ผลิตได้เอง พลังงานที่ทำได้เอง มีความเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อองค์กรหรือเจ้านายไหน

     คนที่หันมาเป็นเกษตรกรเหล่านี้ไม่ได้มาเป็น ชาวไร่ชาวนาŽ ในความหมายเดิม ไม่ได้ย้อนยุคไปอยู่กระท่อมน้อยปลายนาอย่างโรแมนติค แต่มาเป็น ผู้ประกอบการŽ (entrepreneur) ที่ทำเกษตรกรรมอย่างมีเป้าหมาย มีแบบมีแผน ใช้ความรู้ใช้ปัญญา

 

สยามรัฐรายวัน 8 พฤษภาคม 2556

เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ครูชบ ยอดแก้ว ครูใหญ่โรงเรียนวัดน้ำขาว ตำบลน้ำขาว อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ได้ชวนเด็กนักเรียนประถมให้ทำการออมทรัพย์วันละบาท เรียกชื่อกลุ่มนี้ว่า กลุ่มสัจจะออมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต
 
     จุดมุ่งหมายของครูชบไม่ใช่เพียงเรื่องการออมเพื่อจะได้มีเงินใช้ แต่เป็นเครื่องมือเพื่อการพัฒนาคนอย่างรอบด้าน หรือที่ชอบเรียกวันนี้ว่า บูรณาการ นั่นเอง บูรณาการของครูชบเป็นของจริง ที่ไม่ได้เพียงพูดให้ฟังดูดี แต่มีการปฏิบัติอย่างชัดเจน 

     ครูชบลงมือทำและทำได้จริงตามเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและเพื่อปลูกฝังคนให้มีนิสัย 7 ประการ คือ

     ๑. เพื่อให้เกิดนิสัยพึ่งตนเอง มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม            ไม่เห็นแก่ตัว
     ๒. เพื่อให้เกิดวินัยในตนเอง มุ่งมั่นการทำงานให้สำเร็จ
     ๓. เพื่อให้เกิดนิสัยขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน
     ๔. เพื่อให้เกิดนิสัยรู้จักคิด วิจารณ์และตัดสินใจอย่างมีหตุผล
     ๕. เพื่อให้เกิดขันติธรรมต่อการวิจารณ์ รู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล           หรือหมู่เหล่า
     ๖. เพื่อให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้จักยกย่องผู้อื่น
     ๗. เพื่อให้เกิดนิสัยทำงานกับผู้อื่นได้ โดยรู้จักเป็นผู้ให้ ผู้รับ ผู้นำ และ             เป็นผู้ตามที่ดี

     ด้วยความมุ่งมั่น ชัดเจนในหลักคิด ครูชบทำกลุ่มออมทรัพย์ในโรงเรียนได้สำเร็จ โดยให้เด็กออม ให้ครูกู้ นำดอกผลมาเป็นสวัสดิการให้นักเรียนเวลาเจ็บป่วย ไปโรงพยาบาล เป็นทุนการศึกษา และเมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน