Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 01 February 2017 08:22

เดนมาร์กโมเดล

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 1 กุมภาพันธ์ 2560

เดนมาร์ก ประเทศที่คนมีความสุขที่สุดในโลก (World Happiness Report) ได้รับการประเมินให้เป็นประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุดในโลกเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้ 90 จาก 100 คะแนน ในขณะที่ไทยได้อันดับที่ 101 และได้ 35 คะแนน ร่วงจากอันดับที่ 76 และจากที่เคยได้ 38 คะแนน

สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงให้การส่งเสริมสนับสนุนการเลี้ยงโคนม และอุตสาหกรรมนมในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2503 ที่ได้เสด็จเยือนเดนมาร์ก และได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

                นอกจากนี้ พระองค์ทรงสนพระทัยเรื่องการบริหารจัดการในรูปแบบสหกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่โดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งของเดนมาร์ก ไม่เพียงแต่ในเรื่องโคนม แต่ในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการผลิต การบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่ดูเหมือนว่าสหกรณ์เป็นเรื่องบ้านเราทำได้ผลน้อย แม้ว่าจะตั้งกันมาถึง 100 ปีแล้วก็ตาม

                ไม่ว่าที่เดนมาร์กหรือเมืองไทย เรื่องความโปร่งใส การไม่โกงกิน ไม่มีคอร์รัปชั่นมีรากฐานสำคัญอยู่ที่คุณภาพของคน การมีวินัย มีคุณธรรม และขึ้นอยู่กับความรู้ การศึกษาของประชาชน ขึ้นอยู่กับระบบโครงสร้างที่โปร่งใส การกระจายอำนาจ ประชาชนมีส่วนร่วม

Wednesday, 25 January 2017 08:51

จับแพะชนแกะ

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 25 มกราคม 2560

เมื่อปี 2529 เชอรี่แอน ดันแคน เด็กสาววัย 16 ปี ลูกครึ่งไทยอเมริกัน ถูกฆ่าตายที่สมุทรปราการ เป็นตำนานแพะของกระบวนการยุติธรรมไทย ตำรวจจับ 5 คน พนักงานอัยการสั่งฟ้อง 4 คน ทั้ง 4 คนถูกจำคุกเกือบ 6 ปี  เป็นการถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นลงโทษ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายกฟ้อง

                ผู้ต้องหาคนหนึ่งตายในคุก ลูกสาวของอีกคนหนึ่งที่ขาดพ่อถูกข่มขืนแล้วฆ่า ส่วนภรรยาเครียดจนเสียสติ เมื่อศาลฎีกายกฟ้อง 3 คนที่เหลือถูกปล่อยออกมา คนหนึ่งติดโรคร้ายในคุกเสียชีวิต อีกคนหนึ่งเป็นมะเร็งและไม่นานก็เสียชีวิต เหลือเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างทรมาน เพราะกระดูกสันหลังร้าว นอนหงายไม่ได้เหมือนคนพิการเนื่องจากถูกซ้อมให้รับสารภาพ

                เมื่อมีการสืบสวนสอบสวนใหม่โดยกองปราบตามที่ญาติแพะร้องเรียน ก็สามารถจับผู้กระทำผิดได้และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ตำรวจที่สร้างพยานเท็จถูกไล่ออกจากราชการ แต่หลบหนีไป พยานเท็จถูกจำคุก 8 ปี ญาติแพะฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลพิพากษาให้สำนักงานตำรวจชดใช้เงิน 38 ล้านบาท

                ที่สหรัฐอเมริกา มีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นเช่นกัน อย่าง The Hurricane ที่นำเอาชีวิตของรูบิน คาร์เตอร์ อดีตนักมวยแชมป์โลกในยุค 1960 มาทำภาพยนต์ ให้บทเรียนแก่ผู้คนได้อย่างน่าสะเทือนใจ เมื่อชายผิวดำคนนี้ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตด้วยข้อหาฆ่าคนผิวขาว 3 คนในบาร์

                เกือบ 20 ปีในคุก รูบิน คาร์เตอร์ ได้บทเรียนชีวิตหลายอย่างจากเพื่อนในเรือนจำและจากบุคคลภายนอกที่พยายามช่วยเหลือเขา เขาเรียนวิชากฎหมายและพยายามร้องเรียนให้ฟื้นคดีแต่ก็ไม่เป็นผล รวมทั้งการเดินขบวนประท้วงในหลายเมืองของสหรัฐอเมริกา คนดังอย่างมูฮัมเหม็ด อาลีและคนมีชื่อเสียงมากมายช่วยกันร้องเรียนก็ไม่ได้ผล

                มาได้ผลเมื่อคนกลุ่มเล็กๆ 4 คน จากแคนาดาได้เริ่มค้นหาหลักฐานใหม่อย่างจริงจัง และเริ่มจากเด็กชายผิวสีที่ได้รับการอุปถัมภ์จากคนผิวขาวที่ไปเยี่ยมรูบิน คาร์เตอร์ในคุก จนนำไปสู่การฟื้นคดีในที่สุด เขาได้รับการปล่อยตัว เป็นการกล่าวหาที่มาจากการเหยียดผิวที่ยังคงมีอยู่ทั่วไปในสหรัฐอเมริกาวันนี้

                ในกรณีของครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ที่สกลนคร กระทรวงยุติธรรมรับเรื่องไว้ช่วยเหลือเพื่อขอให้ศาลพิจารณารื้อฟื้นคดีขึ้นมาเนื่องจากมีหลักฐานใหม่ ซึ่งถ้าหากศาลยอมรับก็จะได้คืนความยุติธรรมให้ครู ซึ่งติดคุกปีครึ่งไปแล้ว

      ที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมก่อนถึงวันศาลนัด 8-10 กุมภาพันธ์ ก็เพราะทางตำรวจออกมาเป็นขบวนเพื่อยืนยันว่า ที่ทำมาทั้งหมดถูกต้อง และมีขบวนการเถื่อนเข้ามาเกี่ยวข้อง

     สื่อมวลชน โซเชียลมีเดียสะท้อนความรู้สึกของสังคมว่า เห็นด้วยกับครูจอมทรัพย์มากกว่า เพราะพยานหลักฐานต่างๆ เริ่มปรากฎออกมาชัดมากยิ่งขึ้น รอเพียงให้ศาลตัดสินเท่านั้นว่าจะฟื้นคดีนี้หรือไม่

    ข้อน่าสังเกตที่ทำให้สังคมไม่ค่อยเชื่อตำรวจเพราะภาพพจน์ตำรวจก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นเช่นไร ครูเองก็บอกสื่อว่า ตอนเข้าไปในคุก คนที่นั่นยังบอกว่าโง่ ทำไมไม่เอาเงินยัดตำรวจ ซึ่งเป็นการพูดที่สาธารณชนฟังแล้วก็เชื่อ เพราะคนทั่วไปก็มักทำกันเช่นนี้ แต่ครูจอมทรัพย์บอกว่า ถ้าทำเช่นนั้นกระบวนการยุติธรรมก็เสียหายหมด เธอยอมติดคุกเพื่อให้มีการแก้ไขเรื่องนี้

   ถ้าหากเธอจะจ้างคนมารับผิดแทน น่าจะทำตั้งแต่ต้น หรือไม่ก็ยัดเงินให้ตำรวจอย่างที่ใครๆ ก็ทำกัน ไม่ใช่ยอมติดคุกเพื่อจะได้ออกมาขอค่าชดเชย มันคุ้มหรือกับการสูญเสียแทบทุกอย่าง สามีทิ้ง ลูกคนโตตาย ลูกคนเล็กไม่ได้เรียนหนังสือ ตนเองถูกออกจากราชการ เงินเดือน เงินบำเน็จบำนาญไม่มี ไม่มีรายได้และที่สำคัญ ถูกดูถูกดูหมิ่นจากสังคมรอบข้าง

  การไปสืบค้นหาพยานหลักฐานของกรณีครูจอมรัพย์ก็คล้ายกับกรณีของรูบิน คาร์เตอร์ เป็นเพื่อนและญาติที่ทำ ยิ่งกว่านั้น ในยุคที่ผู้คนสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว เรื่องราวต่างๆ ส่งต่อและกลายเป็นขบวนการประชาสังคมที่รวมตัวกันต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมโดยไม่ต้องมีใครไปจัดการ มีเพียงคนระดมทุนช่วยครู ก็มีคนลงขันถึง 1 ล้านบาทในเวลาไม่กี่วัน ซึ่งเธอก็บอกว่าพอแล้วและยังไม่รับจนกว่าคดีจบ

  บทเรียนสำคัญของกรณีเชอรี่แอนและกรณี “แพะ” ทั้งหลาย คือ การคอร์รัปชั่นที่น่ากลัวที่สุดของสังคมไทยน่าจะอยู่ในกระบวนการยุติธรรมนี่กระมัง จนทำให้หลายคนกล้าทำผิด กล้าโกงบ้านกินเมือง กล้าก่ออาชญากรรม เพราะรู้ว่า ทำอย่างไรก็ไม่ผิด ไม่ติดคุก

 คงต้องรอให้กระบวนการฟื้นคดีครูจอมทรัพย์ไปถึงที่สุด สังคมคงได้บทเรียนหลายอย่าง และครูโรงเรียนบ้านนอกคนหนึ่งอาจเป็น “จุดคานงัด” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมก็เป็นได้ อย่างน้อยก็ทำให้เกิดสำนึกความดีชั่วและละอายต่อบาปในสังคมขึ้นมาบ้าง

ถ้ากระบวนการฟื้นคดีรับว่าเธอเป็นแพะจริง เธอน่าจะเป็นวิทยากรเดินทางไปสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก เยาวชนและผู้คนทั่วประเทศ ให้รู้ว่าความถูกต้องดีงามคืออะไร และไม่ยอมทรยศต่อหลักนิติธรรม

         กรณีครูจอมทรัพย์ไม่ได้เป็นเพียง “เหตุการณ์” ที่เกิดแล้วผ่านไป แต่ได้กลายเป็น “ปรากฎการณ์” ที่ทำให้มีเหตุผลมากยิ่งขึ้นที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพราะความยุติธรรมคือรากฐานสำคัญยิ่งของการปรองดองและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ที่กำลังโหยหากันอยู่ในขณะนี้

สยามรัฐรายวัน 18 มกราคม 2560

 คนไทยมีวิญญาณศิลปินและทักษะทางศิลปะไม่แพ้ชาติใดในโลก ดูได้จากผลงานด้านจิตกรรม ปฏิมากรรม สถาปัตยกรรม ช่างสิบหมู่ วัดวาอาราม ภาพวาด สิ่งปลูกสร้าง เป็นที่ชื่นชมของผู้คนจากทั่วโลก

                เราพบเห็นเด็กที่เก่งทางด้านศิลปะ ซึ่งเป็นการแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ ผลงานด้านการวาดภาพได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย แต่ดูเหมือนว่า ยิ่งโตขึ้น ยิ่งไปโรงเรียนนานขึ้น ความสามารถด้านศิลปะและการสร้างสรรค์ลดลง หรือว่าการศึกษาของเราทำลายพลังสร้างสรรค์เหล่านี้

                วิชาการบอกว่า สมองซีกขวาเป็นพลังสร้างศิลปะ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง การเห็นภาพสามมิติ การมีจิตนาการ ทักษะด้านดนตรี ควบคุมการทำงานของมือซ้าย

      สมองซีกซ้ายเป็นการใช้เหตุผล การเขียน การอ่าน การใช้ภาษา ทักษะด้านตัวเลข ด้านวิทยาศาสตร์ ควบคุมการทำงานของมือขวา

                แต่สมองทั้งสองด้านก็ไม่ได้ทำงานแบบแยกส่วน มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และมีความซับซ้อนในระบบสมองโดยรวม ความคิดสร้างสรรค์จึงไมได้มาจากสมองด้านขวาเท่านั้น คนที่มีสมองด้านซ้ายดีก็มีความคิดสร้างสรรค์และผลงานดีๆ ได้ถ้าหากได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมทั้งสองด้าน

                “การพัฒนาอย่างเหมาะสม” ที่ว่านี้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจเรื่อง “ความรู้” ความเชื่อเดิมของไทยคือ ความรู้มีอยู่แล้ว (objective truth)  มีคนไปค้นพบและเอามาบอกเราผ่านหนังสือตำรา ครูก็จะนำความรู้ดังกล่าวไปถ่ายทอดให้ศิษย์ ศิษย์ก็เชื่อครู เชื่ออาจารย์ ท่องจำความรู้ ส่วนใหญ่ก็ไมได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะคิดว่าท่องกันได้ จึงถ่ายทอดกันทางการบอกเล่าบอกต่อ