phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ทางอีศาน พฤษภาคม ๒๕๖๒

การวิจัย ได้กลายเป็น “ตาบู” (taboo) คือ อะไรที่คนไม่อยากพูดถึง เพราะดูเป็นความลึกลับซับซ้อน น่ากลัว เป็นเขตแดนของผู้รู้ นักวิชาการ ไม่ใช่เรื่องราวที่ชาวบ้านคนธรรมดาทำได้ทำเป็น

            งานวิจัย โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนามักเป็นการไปเสริมอำนาจทุนหรืออำนาจรัฐ หรือไม่ก็ไปขึ้นหิ้งเพราะเป็นแค่ “การสำเร็จความไคร่ทางปัญญา” (intellectual masturbation) ของนักวิชาการ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตของผู้คน

            นักศึกษาปริญญาโทกลัวการวิจัย ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกสาขาวิชาที่เรียนโดยไม่ต้องวิจัย แค่ทำงานวิชาการสักชิ้นที่เรียกว่าสรรพ์นิพนธ์ หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ “การวิจัย” เต็มตัว

            อาจารย์บางคนก็ “ซาดิสท์” ชอบทำให้นักศึกษากลัว ขู่ด้วยการพูดถึงแนวคิดทฤษฎีว่าด้วยงานวิจัยอย่างพิสดารพันลึก จนนักศึกษาหลายคนท้อตั้งแต่เรียนชั่วโมงแรก

            คงเพราะอาจารย์บางคนกลัวนักศึกษาจะไม่รู้ว่าตนเองรู้มาก ความจริง คนฉลาด คนเก่ง ไม่ใช่คนที่พูดแล้วฟังไม่รู้เรื่อง แต่เป็นคนที่ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เรื่องที่ดูเหมือนทำไม่ได้ ให้สามารถทำได้ ส่วนนักวิชาการที่ไม่รู้จริง คือ คนที่ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากโดยไม่จำเป็น

            ความจริง การวิจัย คือ กระบวนการค้นหาความจริงบางอย่างที่ยังไม่รู้ หรือไม่รู้ชัดแจ้ง โดยใช้เครื่องมือและวิธีการทางวิชาการบางอย่าง ทำให้ได้ผลลัพท์ที่น่าเชื่อถือ

            ถ้าไม่ติด “กรอบวิชาการ” จนเกินไป แต่ให้ความสำคัญกับ “กระบวนการ” และ “ผลลัพท์” ก็จะพบว่า ความรู้ต่างๆ ในท้องถิ่น ในสังคมก็ล้วนแต่ผ่าน “กระบวนการวิจัย” มาทั้งสิ้น ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ “วิจัย” โดยใช้เวลานานหลายปี หลายสิบ หลายร้อยปี จนได้ผลลัพท์อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

ดูปัจจัย ๔ ในวิถีชีวิตประจำวันก็จะพบความล้ำลึกของภูมิปัญญา ซึ่งเป็นผลงาน “วิจัย” ของบรรพชนเป็นร้อยเป็นพันปี ล้วนวิจิตรพิสดารและต้อง “ถอดรหัส” จึงจะเข้าใจคุณค่าและความหมายอันลุ่มลึกได้

วันนี้สังคมมีกรอบเกณฑ์ในการวัดความรู้ งานวิจัยไปอีกแบบ คิดว่าคนจบมหาวิทยาลัยรู้มากกว่าชาวบ้านที่จบประถมมัธยม ปริญญาตรีดีกว่าปริญญาโท ปริญญาเอกรู้ดีเหมือนเทวดา ทั้งๆ ที่ด็อกเตอร์โง่ๆ ก็มีมากมาย

เพราะการเรียนรู้ที่ดีไม่ได้วัดกันที่ข้อมูลหรือความรู้ แต่วัดกันที่ “ปัญญา” คนทำงานวิจัย คนทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ปริญญาเอก มักเต็มไปด้วยข้อมูล และเชื่อมข้อมูลให้เป็นความรู้ แต่ไม่มี“ปัญญา”

จะเกิดปัญญาได้ต้องตกผลึก ต้องสรุปเป็นหลักคิด หลักการ เป็นปรัชญา ที่ต้องผ่านกระบวนการหล่อหลอม การวิเคราะห์วิจารณ์ถึงแก่น จนทำให้มั่นใจในสิ่งที่สังเคราะห์จากความรู้ทั้งหลายให้เป็นหลักคิดใหม่ ปัญญาอย่างใหม่

ส่วนงานวิจัยตามมาตรฐานวิชาการกระแสหลัก มักต้องมีแบบแผนที่เคร่งครัดชัดเจน มีแนวคิดทฤษฎีนำ งานวิจัยจึงเต็มไปด้วยแนวคิดทฤษฎีของนายเดวิด โรเบิร์ต เพื่อให้ดูขลัง

งานวิจัย งานวิทยานิพนธ์ต่างๆ จึงมักจะไปลอกๆ กันมา (copy & paste) แนบเนียนบ้าง โจ่งแจ้งแบบไม่อายเจ้าของความคิดเดิมบ้าง พอไปสอบถูกกรรมการถามว่า ทำไมไปลอกเขามามากมายอย่างงั้น ผู้วิจัยบางคนตอบว่า เพราะเขาเขียนดีมากครับ

ประเทศไทยมีงานวิจัยน้อย งบประมาณส่งเสริมงานวิจัยก็น้อย เทียบกับประเทศพัฒนาไปไกลอย่างญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ไม่ได้เลย แม้แต่ประเทศในระดับเดียวกันอย่างมาเลเซีย

แต่ถ้าหากไม่เอา “มาตรฐาน” การวิจัยแบบเคร่งครัดเกินไป เน้นที่กระบวนการที่เรียบง่ายและผลลัพท์ที่สัมผัสได้จริง งานวิจัยไทยก็จะมากกว่าที่รายงาน ลองพิจารณาวิธีวิจัยที่ “เป็นมิตรกับชาวบ้าน” และให้ประโยชน์มากมายได้ผลจริง ผลลัพท์ที่ปรากฎชัดเจนจนวิชาการไม่อาจปฏิเสธคุณค่าได้ ลองพิจารณา “โมเดล” ต่อไปนี้ดู

๑.     งานวิจัยไทบ้าน งานวิจัยที่อุบลราชานี โดยชาวบ้านเขื่อนปากมูลเมื่อหลายปีก่อน มีเอ็นจีโอ

และนักวิชาการให้คำแนะนำวิธีการ เครื่องมือบางอย่างที่ชาวบ้านนำไปใช้ได้ ทำให้ได้ข้อมูลความรู้ที่นักวิจัยอาชีพของรัฐและของสถาบันการศึกษาทำไม่ได้

            ชาวบ้านอยู่กับแม่น้ำมูลมาตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย รู้จักน้ำ ปลา สิ่งมีชีวิต ธรรมชาติของแม่น้ำสายนี้มาตั้งแต่เกิด พวกเขาเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อยืนยันว่า ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอันมีชีวิตของแม่น้ำสายนี้ที่รัฐไปทำเขื่อนมีรายละเอียดและความสัมพันธ์เป็นองคาพยพเดียวกันอย่างไร ไม่ได้มองอย่างแยกส่วน หรือลดทอนให้เป็นแค่น้ำเพื่อการเกษตร หรือผลิตกระแสไฟฟ้า มองอย่างเป็นองค์รวม อย่างรู้คุณที่เอื้ออาทรให้คนอยู่ร่วมกับน้ำได้

            พวกเขาได้สะท้อนให้เห็น “ชีวิต” ของลำน้ำมูล แสดง “จิตวิญญาณ” ของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและชุมชนที่สัมพันธ์กับแม่น้ำสายนี้มาเป็นร้อยเป็นพันปี ที่อำนาจรัฐและอำนาจทุนไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึง

            เป็นงานวิจัยที่ได้รับรางวัลจากองค์การอนามัยโลก แต่รัฐบาลไทย สถาบันการศึกษาไทยไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ได้ยกย่องให้เกียรติ เพราะเป็นงานวิจัยของ “ไทบ้าน”

๒.     งานวิจัยอินแปง มีหลากหลาย เริ่มจากมูลนิธิหมู่บ้านให้ธวัชชัย กุณวงศ์ ที่จบปริญญาตรี

พัฒนาชุมชนจากวิทยาลัยครูสกลนคร ไปอยู่ที่บ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร เพื่อเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านว่า พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน มีทุนทรัพยากร ทุนทางสังคม ทุนทางปัญญาอะไรบ้าง

            การวิจัยทำให้ชาวบ้านเกิดสำนึกในรากเหง้าและอัตลักษณ์ของตน ได้เข้าใจทุนเดิมของตน ได้เข้าใจปัญหาและหาทางออกได้ ยืนยันว่า “คนไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีอนาคต คนไม่รู้ที่มาก็ไม่รู้ที่ไป คนไม่รู้จักรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย”

ได้ความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมา เมื่อตั้งหลักได้ก็เดินหน้าได้ “ไปถึงทางตันก็กลับทางเก่า” เคยถางสวนป่าหลังบ้านเพื่อปลูกปอปลูกมันแล้วเป็นหนี้ ก็กลับไปฟื้นฟูสวนป่า เฮ็ดอยู่เฮ้ดกิน “ยกป่ามาไว้บ้าน ยกภูพานมาไว้สวน” กลับไปหาธรรมชาติและอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ชาวอินแปงเป็นเครือข่ายชุมชนรอบตีนภูพาน มีพลังในการรวมกลุ่ม ทำวิจัยต่อเนื่องโดยทุนสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ อย่างกรมป่าไม้และสปก. เพื่อวิจัยและพัฒนาการฟื้นฟูป่าและสิ่งแวดล้อม

งานวิจัยสำคัญชิ้นหนึ่งของชุมชนที่ได้รับทุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ มียงยุทธ ตรีนุชกร เป็นแกนนำ วิจัยว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านไปหาอยู่หากินในรัศมี ๑๕-๒๐ ก.ม. จากหมู่บ้านของตนเองที่ไหนบ้าง ได้อะไรมาบ้าง เอามาใช้ เอามาทำกินอะไร เกี่ยวข้องกับวิถีวัฒนธรรมและโรคภัยไข้เจ็บอะไร

            การวิจัยโดยชาวบ้านเป็นผู้วิจัยหลักทำให้ได้ข้อมูลว่า หลายสิบปีก่อนนั้นชาวบ้านปลูกข้าวกันกี่สายพันธุ์ มีพืชอะไร ผักอะไร ผลไม้อะไร สัตว์เล็กใหญ่อะไรในทุ่ง ในนา ในป่า ในหนอง อะไรที่หายไป อะไรที่ยังอยู่ แล้วร่วมมือกันอนุรักษ์และส่งเสริมสิ่งที่ยังเหลืออยู่ ฟื้นฟูสิ่งที่หายไปหรือหมดไปให้กลับมา
            ชาวบ้านถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาให้ลูกหลาน ในโครงการ “เด็กฮักถิ่น” พาไปเรียนรู้ดูใบ้ไม้ ต้นไม้ ในป่า นำมาเพาะมากล้า ขายได้เงินให้เด็กออมเป็นทุนการศึกษาและช่วยครอบครัว

เรียนรู้การอยู่ร่วมกับป่ากับธรรมชาติแบบพึ่งพาอาศัยกัน ไม่หาประโยชน์จากธรรมชาติแบบขูดรีดล้างผลาญ เอาทุกอย่างไปขายจนไม่มีแม้แต่จะกิน เหล่านี้ล้วนเป็น “งานวิจัย” จากการลงมือปฏิบัติทั้งสิ้น

            ชาวบ้านวิจัยเชิงปฏิบัติการจนสามารถเพาะกล้าหวายได้ภายในไม่กี่วัน ก่อนนั้นเจ้าหน้าที่เกษตรบอกว่าต้องใช้เวลา ๘ เดือน คนอินแปงเอาเมล็ดหวายมาเพาะกล้า ปลูกเอง ขายด้วย ทั้งพันธุ์หวายและยอดหวาย ตอนฉลอง ๒๕ ปีอินแปงเมื่อปี ๒๕๕๕ ชาวอินแปงสรุปว่า ได้เพาะกล้าหวาย ๕๐ ล้านต้น

๓.     วิจัย ๒ วัย เป็นงานเล็กๆ ที่ผมเคยเสนอให้ครูกำหนดให้นักเรียนไปสัมภาษณ์ปู่ย่าตายาย เพื่อ

จะได้ข้อมูลว่า ครอบครัวของตนเอง พ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นใคร มาจากไหน มีความเป็นมาอย่างไร ถ้าเด็กทุกคนทำ เอาข้อมูลมารวมกัน จะเป็นจิ๊กซอต่อให้เห็นภาพใหญ่ ก็จะได้ข้อมูลว่า ชุมชนนั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีกี่ครอบครัว กี่ตระกูล มีพัฒนาการอย่างไร

            ที่สำคัญ จะเชื่อมคน ๒ วัย ผู้สูงอายุกับหลานๆ ทำให้คนแก่คนเฒ่ารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้รับการยอมรับจากลูกหลานและชุมชน

            พูดไปก็เท่านั้น ผมได้ลงมือทำเอง สัมภาษณ์พ่อตอนอายุเลย ๘๐ แล้ว ทำเป็นหนังสือเล่มสวยงามในวันเกิด ๘๔ ปีของท่าน พ่อแจกให้ลูกหลานอย่างมีความสุข ลูกหลานหลายคนอ่านแล้วร้องไห้ ไม่รู้มาก่อนว่า ปู่ ตา ทวดคนนี้เคยมีชีวิตที่ยากลำบากและต่อสู้เพื่อลูกหลานมากมายขนาดนั้น

๔.     ประชาพิจัย เป็นการสังเคราะห์ประสบการณ์การทำงานกับชุมชนของมูลนิธิหมู่บ้าน ออกมา

เป็นเครื่องมือให้ชุมชนวิจัยตนเอง ให้รู้ประวัติ รากเหง้าของตน รู้ทุนท้องถิ่น ศักยภาพชุมชน รู้รายรับรายจ่าย หนี้สิน การกินการอยู่ ปัญหา และความต้องการ ความฝันของชุมชน จนถึงการไปเรียนรู้ดูงานจากที่อื่น แล้วมาร่างแผนแม่บทการพัฒนาชุมชนของตนเอง (ในระดับตำบล)

            เป็นงานวิจัยที่ได้รับทุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เพราะสำนักงานกองทุนสนับสนุงานวิจัย (สกว.) ปฏิเสธที่จะให้ทุน (เพราะไม่คิดว่าชาวบ้านทำวิจัยเป็น) UNDP ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยนี้ไปทั่วโลก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขอยืมไปใช้ในหลายประเทศในแอฟริกาและคาริบเบียน

            หลายปีก่อน สภาพัฒน์ฯ เป็นผู้ประสานให้กระทรวงต่างๆ นำ “ประชาพิจัย” ไปใช้ แต่รวบรัดตัดหัวตัดหาง เหลือเป็นเพียงเครื่องมือของบประมาณเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่วัตถุประสงค์ของ “ประชาพิจัย” คือ ให้ชุมชนหลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพา จากการครอบงำ เป็นอิสระในการจัดการชีวิตของตนเอง เพื่อให้พึ่งตนเองได้ เพราะประชาพิจัย คือ การวิจัยของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน

            การวิจัยให้พลังและปลดปล่อยได้ โดยไม่ต้องเคร่งครัดระเบียบวิธีวิจัย ซึ่งหลายครั้งกลบเนื้อหาสำคัญของานวิจัยไปจนไม่รู้ว่าทำอะไร เหมือนเพลงที่ได้ยินแต่เสียงดนตรี กลบเสียงร้องของนักร้องที่คนอยากฟัง

            วันนี้ สังคมยังคงไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของงานวิจัยไทบ้าน ประชาพิจัย และอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะยังบ้าจี้ไปกับระเบียบวิธีวิจัยแบบฝรั่งจนดูถูกภูมิปัญญาของชาวบ้าน อย่างมากก็ให้ชาวบ้านมาเป็นผู้ช่วย มาเป็นทีมวิจัย แต่ยังไม่เชื่อว่า ชาวบ้านวิจัยเองเป็น

            เมื่อโลกเปลี่ยน คุณค่าของใบปริญญา สัญลักษณ์ของ “มาตรฐานการศึกษา” ลดลง สังคมให้ความสำคัญกับการศึกษาการวิจัยที่ให้ผลจริงในทางปฏบัติมากกว่า สังคมวิชาการยังงมอยู่กับความเชื่อโบราณในวิชาการที่ล้าสมัยและในสถานภาพของตนเอง ขณะที่ภาคธุรกิจเขาเปลี่ยนโลกด้วยงานวิจัยที่ลงทุนมากมายมหาศาล

            บริษัทซัมซุงของเกาหลีใต้มีงบประมาณวิจัยปีหนึ่งประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณการวิจัยของรัฐบาลไทยให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยต่างๆ ปีหนึ่งไม่กี่หมื่นล้านบาท ได้ผลลัพท์ที่มีพลังแตกต่างกันมากนัก ประเทศพัฒนาแล้วเขามีงบวิจัยมากกว่าไทยเป็นร้อยเท่า

            นักวิจัยไทยมีไม่กี่หมื่นคน แต่ถ้าใจกว้าง เห็นความสำคัญของการวิจัยแบบไทบ้าน แบบประชาพิจัย แบบอินแปง เมืองไทยจะมีนักวิจัยอีกเป็นล้านคน จะได้ผลงานวิจัยมากมายมหาศาล ที่มีคุณค่าในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างคาดไม่ถึง

            นักวิจัยไทบ้านล้านคน มีผลงานวิจัยที่ให้คุณค่ามากกว่างบประมาณที่ลงไปสนับสนุนอย่างแน่นอน เพราะ “ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง”

ปัญหาอยู่ที่ว่า แล้วใครจะยอมให้ชุมชนเข้มแข็ง เพราะ “คนมีความรู้ปกครองง่าย แต่ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (วิลเลียม เบลค)

สยามรัฐรายวัน 8 พฤษภาคม 2562

โรงเรียนเปิด พ่อแม่หวังสูงมากว่า โรงเรียนจะอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนเก่งคนดี ส่วนใหญ่ให้ความคาดหวังที่สูงเกินไป เพราะในความเป็นจริง งานวิจัยได้คำตอบว่า โรงเรียนมีอิทธิพลต่อพัฒนาการชีวิตของเด็กเพียงร้อยละ ๑๕ เท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นที่บ้านและในสังคมใหญ่

               ปัญหาเด็กเยาวชนบ้านเราเรื่องใหญ่มาก เด็กติดเกมเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย อันดับต้นๆ ของโลก ติดยา ติดเหล้า ติดเอดส์ และเกิดความรุนแรง ตีกันฆ่ากันตามถนนบนรถเมล์ แม้ขณะที่สวมชุดนักเรียน

               บ้านและสังคมใหญ่ คือที่ “บ่มเพาะ” ปัญหาและความรุนแรง ถ้าหาก “เบ้าหลอม” เองมีปัญหา ผลผลิตออกมาก็บิดเบี้ยว สะท้อนปัญหาครอบครัวและสังคมใหญ่ได้เป็นอย่างดี

               ปัญหาทุกอย่างพัวพันกันหมด ไม่ว่าปัญหาเศรษฐกิจ หนี้สิน ครอบครัวดิ้นรนปากกัดตีนถีบ มีเวลาให้ลูกน้อย ปล่อยให้จอใหญ่จอเล็กเลี้ยงลูกแทน ซึ่งไม่ใช่การเรียนรู้ แต่คือการเสพความสนุกจนติด

ปัญหาการศึกษาของพ่อแม่ คุณภาพการศึกษาไทย และโอกาสในการเรียนรู้ต่อเนื่องเพื่อปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงสังคม เหล่านี้ต้องชี้ไปที่ระบบโครงสร้างสังคมที่มีปัญหา ไม่ให้โอกาสคนจน คนส่วนใหญ่ของประเทศ ความเหลื่อมล้ำที่ไม่มีทีท่าว่าจะแก้ได้

ปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน เรื่องหลักการที่น่าจะทำได้ในครอบครัว ไม่ว่ายากดีมีจน คือ เรื่องวินัยชีวิต ที่มีรากฐานจาก “การเคารพตนเองและเคารพผู้อื่น”

มีงานวิจัยทั่วโลกยืนยันว่า ถ้าเด็กเรียนรู้วินัยชีวิตและรู้จักเคารพ เริ่มที่บ้านจากตัวอย่างของพ่อแม่ และจากการอบรมสั่งสอน พวกเขาจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมกับคุณค่าดีงามนี้เมื่อจะต้องออกไปเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง จะประสบความสำเร็จและมีความสุข

เพราะหัวใจของเรื่อง คือ พวกเขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ซึ่งงานวิจัย ๗๕ ปีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยืนยันว่า คนที่อายุยืนอย่างมีความสุข คือ คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น

งานวิจัยต่างๆ ทางจิตวิทยาพบว่า ถ้าเด็กเคารพพ่อแม่ เด็กก็จะเคารพตนเองด้วย การเคารพ “ทางบวก” ที่มาจาก “ข้างใน” ตัวเด็ก ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ หรือกลัวการลงโทษ

เด็กที่ไม่เคารพตนเองมีแนวโน้มที่จะติดเหล้า ติดยา ติดแซกซ์ ทำร้ายคนอื่น จะไม่สนใจใครทั้งสิ้น เพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เคารพ เพราะหากเคารพตนเอง เด็กจะไม่ทำสิ่งที่เลวร้าย จะตัดสินใจได้ดี เลือกและทำในสิ่งที่ดี ที่มีประโยชน์ต่อตนเองและต่อผู้อื่น วินัยชีวิตเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน การจัดการเวลา การกินการอยู่ ที่พ่อแม่ไม่ปล่อยให้ลูกทำอะไรตามใจชอบ เวลาเล่น เวลาเรียน เวลาช่วยงานบ้านแม้เล็กน้อยก็มีความหมาย ไปนอนกี่โมง ไม่ใช่ให้ดูทีวีเล่นเกมดึกดื่นเที่ยงคืน

วินัยมาจากการฝึกฝนตั้งแต่เล็กๆ ถ้าฝึกให้ลูกทานข้าวเองเมื่อมีความพร้อมทางร่างกาย ให้นั่งอยู่กับที่ที่โต๊ะ ไม่ใช่จับใส่รถเข็นออกไปเดินเล่น ไปวิ่งเล่น ไปไล่ป้อนกลางถนนหรือที่สาธารณะ

เรียนรู้การมีจิตอาสา การช่วยเหลือคนอื่น การวางแผนระยะยาว การใช้เงิน การออม แม้วันละเล็กน้อยก็เป็นการฝึกฝนการมีวินัยในการใช้จ่าย ให้เห็นคุณค่าของเงิน

พ่อแม่ที่มีความรู้ความเข้าใจขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับเด็ก จะพูดคุยอธิบายเหตุผลต่างๆ กับลูกได้ดี ใช้วิธีบวกมากกว่าลบ ไม่ดุด่า ลงโทษ หรือเอาใจจนเสียเด็ก หรือปล่อยให้ร้องไห้จนเหนื่อยและหยุดเอง ปล่อยให้นอนเกลือกกลิ้งในห้างเพราะอยากใด้ของเล่น หรือวิ่งไล่กันในห้าง ในวัด หวีดร้อง ส่งเสียงดังหนวกหูชาวบ้านในที่สาธารณะ พ่อแม่จำนวนมากไม่ว่าอะไรเลย

พ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกทำสิ่งเหล่านี้ สะท้อนความไม่เคารพคนอื่น ไม่อธิบายให้ลูกฟังว่า สิ่งที่ทำนั้นรบกวนชาวบ้านอย่างไร ละเมิดสิทธิคนอื่นอย่างไร มีหน้าที่ต่อคนอื่น ต่อส่วนรวมอย่างไร ยังมีพ่อแม่อีกหลายคนที่ไม่สอนลูกให้เข้าคิว ไม่แย่งคนอื่นเข้าลิฟท์ ซื้อตั๋ว ซื้อของ เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิ”

ถ้าไม่มีวินัยที่บ้าน ก็จะไม่มีวินัยในที่สาธารณะหรือที่ไหน จะไม่เคารพกฎจราจร ไม่เคารพกฎหมาย กลายเป็นปัญหาสังคมโลกแตกเพราะขาดวินัย ไม่เคารพคนอื่น ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

ในสังคมใหญ่ ประชาธิปไตยไทยล้มลุกคลุกคลานมา ๘๐ กว่าปี สะท้อนให้เห็นถึงระดับ “วินัย” ของคนและ “ความไม่เป็นธรรม” ของระบบโครงสร้างได้เป็นอย่างดี ทำให้เกิดการเอาเปรียบ การผูกขาด ไม่เคารพสิทธิของคนอื่นที่ควรได้โอกาสและส่วนแบ่งที่เป็นธรรมในสังคม

กฎหมายต่างๆ ที่ออกมาก็ล้วนแต่เพื่อการรักษาอำนาจรัฐมากกว่าการรับรองสิทธิของประชาชนแบบในสังคมประชาธิปไตย ที่เมืองไทยยังเป็นเหมือนบอนไซ ไม้ในกระถาง

ลูกหลานเกิดมาในครอบครัวที่ไม่สอนให้เคารพตนเองเคารพคนอื่น ในสังคมที่รัฐเรียกร้องให้คนเคารพกฎหมาย เคารพอำนาจรัฐ แต่รัฐไม่เคารพประชาชน ไม่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชน ปล่อยให้มีระบบโครงสร้างที่สร้างความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม บ้านเมืองถึงได้สับสนวุ่นวายและไม่เป็นประชาธิปไตย (จริงๆ)

สยามรัฐรายวัน 1 พฤษภาคม 2562

ไม่ทราบว่า “ไม้ต่อแห่งการแบ่งปัน” เป็นสำนวนของนักเขียนหรือนักปราชญ์คนใด แต่ผมได้ยินวลีที่งดงามและไพเราะนี้จากปากของคุณกองศักดิ์ จันทะศรี คนขาย “ขนมปังเทวดา” ในรายการสามัญชนคนไทย – น้ำใจสามัญชน ของคุณมาโนช พุฒตาล ทางไทยพีบีเอส

            เรื่องราวของคุณสมชาย หรือกองศักดิ์ จันทะศรี เป็นที่รู้จักแพร่หลายในสื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากที่เขาแจกขนมปังเด็ก คนชรา คนพิการ หญิงมีครรภ์ คนยากไร้ คนเจ็บป่วย ให้คนละ ๓ ก้อน ซึ่งปกติเขาขายก้อนละ ๗ บาท ๓ ก้อน ๒๐ บาท

            ชีวิตจริงของเขายิ่งกว่าหนังละคร สื่อถามว่า อะไรที่ทำให้เขาทำเช่นนั้น เขาบอกว่า เพราะเขาเคยหิวมาก่อน เคยอดอยาก ขนาดเคยแย่งเป็ดกินลูกตาลแก่ที่คนอื่นเขาทิ้งเพราะแข็งเกินไป

            ที่สำคัญ เขาเคยทำมาหากินมาหลายอย่าง มีปัญหาอุปสรรคมากมาย ล้มเหลว จึงไปหาความสงบที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งที่สระบุรี “ทำให้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ของเรา เจออะไรพิจารณาธรรมไปหมด”

            สิ่งที่ผมทำ ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ แต่อยากแบ่งปันความสุข ขนมปังสามสี่ชิ้น ไม่ได้อิ่มอะไรมากมาย แต่เป็นกำลังใจให้กันได้ เขาบอกว่า คนให้กับคนรับยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุข แค่นี้ก็พียงพอแล้ว

            นักธุรกิจคงบอกว่า นี่เป็นสุดยอดกลยุทธการตลาดอันหนึ่ง ซึ่งคงไม่มีใครกล้าหาญทำได้ขนาดนี้ อย่างมากก็แจกให้ลองเท่านั้น แต่นี่คุณพี่สมชายแกทำมาน่าจะเกือบ ๑๐ ปีแล้ว ยังทำต่อเนื่องทุกวัน มีคนมารอรับแจกก็มี ที่ไม่กล้าเข้ามาแกก็เรียก ถ้าเห็นหน้าตาซีดเซียวเพราะหิวข้าวหรือเจ็บป่วย หรืออายุมาก

            นอกนั้น คุณสมชายยังซื้อกล้วยเป็นหวีหรือเป็นเครือมาแขวนไว้แจกอีกด้วย เป็นภาพที่งดงามของการส่งเสริมสุขภาพ เพราะกล้วยคือสุดยอดผลไม้ที่ให้คุณค่าที่หาได้ง่าย แต่คนมองข้าม เขายังยินดีสอนการทำขนมปังสังขยาให้ฟรีอีกด้วย

            คุณสมชายออกทีวี ออกสื่อ มีคนชื่นชมและสมทบทุนสนับสนุนเขา ทั้งโอนเงินให้ ทั้งเอาไปให้ถึงรถเข็น แต่คงไม่ถึงกับให้เขาร่ำรวยอะไร แต่ก็เป็นการร่วมทำบุญ ที่เขาเรียกว่า “ส่งไม้ต่อแห่งการแบ่งปัน”

            คุณมาโนชถามว่าทำไมทำมานานแล้วยังทำอยู่ เขาบอกว่า “ผมศรัทธาในสิ่งที่ทำ เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ อยากให้โลกมีการแบ่งปันกัน”

            ทำให้คิดถึงคุณแม่เทเรซา แห่งกัลกัตตา ที่ศาสนจักรคาทอลิกได้ยกย่องประกาศให้เป็นนักบุญเมื่อไม่นานนี้ ท่านตั้งคณะนักบวชหญิง ไปทำงานช่วยเหลือคนจน คนยากไร้ ที่เจ็บไข้ได้ป่วยและตายข้างถนนในเมืองใหญ่ๆ ในอินเดีย

            มีคนวิจารณ์ว่า ท่านน่าจะไปเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียแก้ปัญหาระบบโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรมมากกว่า จะได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจนที่ต้นเหตุ ท่านตอบว่า ที่ท่านทำนั้น “เพียงต้องการให้คนที่กำลลังจะตายรู้ว่า ยังมีคนที่รักเขาอยู่” แล้วท่านก็สอนสมาชิกในคณะของท่านว่า “เราไม่ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่เราทำเรื่องเล็กๆ ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ต่างหาก”

            นี่คือความงามของ “จิตอาสา” ที่เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ เพราะมาจาก “หัวใจ” ที่ต้องการให้คนอื่นมีความสุข เป็นจิตอาสาที่ออกมาได้ทุกรูปแบบ ไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะสิ่งที่มาจากหัวใจนั้น ยิ่งใหญ่เสมอ อยู่อีกมิติหนึ่งที่วัดด้วยมาตรมนุษย์ธรรมดาไม่ได้ อย่าง “ขนมปังเทวดา” มาจากใจ จึงสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน

            เช่นเดียวกับจิตอาสาอีก ๒ กรณีที่คุณมาโนชนำมาเสนอในรายการ “น้ำใจสามัญชน” คือ “แท็กซี่อุ้มบุญ” สุวรรณฉัตร พรหมชาติ ที่ผู้คนคุ้นเคยพอสมควร เขาให้บริการพระ เณร คนพิการ คนป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ไปหาหมอ ไปโรงพยาบาลฟรี กับนักดนตรีเปิดหมวกที่ไปเล่นดนตรีให้คนพิการฟังทุกอาทิตย์

            คำว่า “น้ำใจ” ในภาษาไทย เป็นคำที่สวยงาม สะท้อนจิตใจหรือเบื้องลึกของหัวใจของคนไทยได้เป็นอย่างดี ใช้คำนี้เมื่อไร ไม่ต้องมีคำอธิบายอื่นประกอบก็รู้สึกได้

            คงเป็น “น้ำใจ” นี้ที่เชื่อมโยงผู้คนให้อยู่ร่วมกันมานับร้อยนับพันปี เป็นครอบครัว ชุมชน เป็นสังคมใหญ่ เป็นประเทศชาติ ไม่ให้แตกสลาย ล่มสลาย เพราะน้ำใจทำให้คนแบ่งปัน เห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ผูกขาดคนเดียว ไม่เอาเปรียบคนอื่น ไม่เอาเปรียบธรรมชาติ แบ่งปันแม้แต้กับพืช สัตว์ สรรพสิ่ง

            สื่อมวลชนมักเสนอแต่เรื่องร้ายๆ นานทีจะเรื่องดีๆ เพียง “กระสายยา” ทั้งๆ ที่เรื่องราวของสามัญชนอย่างที่คุณมาดนชนำเสนอ ซึ่งมีอะไรดีๆ ที่น่าเรียนรู้ มีมากมาย แต่ไม่เป็นข่าว เหมือน “ไม้ล้มต้นเดียว ดังกว่าป่าทั้งป่าเติบโต” ตามภาษิตอินเดีย

            หรือไม่ก็มีแต่ข่าวคนดัง ดารา นักร้อง ทั้งๆ ที่ “โลกนี้มิได้อยู่ด้วย มณี เดียวนา ทรายและสิ่งอื่นมี ส่วนสร้าง” อย่างที่ท่านอังคารว่า

            ในโลกยุคดิจิทอล สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ของคนเล็กๆ อาจจะกลายเป็น “ลูกโซ่นิวเคลียร์” ที่ระเบิดไปทั่วโลกด้วยโซเชียลมีเดีย และมีส่วนสำคัญที่ทำให้โลกน่าอยู่และเย็นลง ช่วยกันนำเสนอเรื่องราวดีๆ เพื่อ “ส่งไม้ต่อแห่งการแบ่งปัน” ความสุขนี้เถิด