phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐ 7 สิงหาคม 2562

ถ้าการเกษตรไทยรอวันตาย ไม่มีอนาคต คงไม่ใช่เพราะฝนแล้ง น้ำท่วม ผลผลิตราคาตกต่ำเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเพราะเกษตรกรรุ่นเก่ากำลังแก่เฒ่าและล้มหายตายจาก ไม่มีคนสืบทอดต่างหาก

ฟังการแถลงนโยบายและการอภิปรายในสภาก็ไม่ได้ยินว่าจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมสัมผัสได้อย่างไรจึงจะให้เกิด “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ในการเกษตร เพราะปัญหามีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกันหมด จำนำหรือประกันราคาข้าวเปลือกคงหมดยุคแล้ว เพราะมีหลายวิธีที่ยั่งยืนกว่า จะทำหรือไม่เท่านั้น

วันนี้จีนกำลังส่งข้าวออก ไปปลูกข้าวในตะวันออกกลาง กลางทะเลทราย ไม่สนใจว่าแล้งหรือดินเค็มแค่ไหน เพราะความรู้มี เทคโนโลยีถึง ไม่นานก็จะส่งออกข้าวไปขายทั่วโลก หลายประเทศในแอฟริกาที่จีนไปส่งเสริมการปลูกข้าวมาหลายปี ก็กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ที่ดินเพาะปลูกก็มหาศาล

ผลผลิตต่อไร่ในประเทศต่างๆ สูงกว่าไทยมาก จำนวนชาวนาไทยลดน้อยลงทุกปี อีก 20 ปี อาจไม่มีคนทำนา พ่อแม่แก่เฒ่าและตายไป ลูกหลานไม่มีใครสืบทอด นาอาจไปอยู่ในมือนายทุนที่ทำนาแปลงใหญ่ หรือเปลี่ยนเป็นไร่อ้อย ไร่มัน พืชเศรษฐกิจอื่นๆ

หลายปีแล้วที่รัฐบาลได้ส่งเสริม “สมาร์ทฟาร์เมอร์” ภาคเอกชนทำโครงการ “คนกล้าคืนถิ่น” ทำให้คนที่เคยทำงานในเมือง คนจบปริญญากลับไปทำการเกษตร สื่อต่างๆ นำกรณีตัวอย่างมาเสนออย่างน่าสนใจ

แต่ก็ไม่แน่ใจว่า “ต้นแบบ” ที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้มาจากโครงการของรัฐบาลหรือไม่ เพราะไม่เห็นมาตรการอะไรที่ชัดเจน ที่สร้างแรงจูงใจคนกลับบ้านทำการเกษตร จึงน่าจะมีแต่ “หน่วยกล้าตาย” คนเบื่อเมืองกรุง เบื่อสำนักงาน ตกงาน หรือที่เป็นห่วงพ่อแม่ ที่กลับไปทำการเกษตร

มีมากมายหลายกรณีที่น่าสนใจมาก อย่างคุณตรีนุช วงศ์สมตระกูล คนอยุธยา อายุ 25 ปี เรียนจบป.ตรีและโททางวิศวะ สนใจเรื่องการเกษตรจึงไปเรียนรู้หลายเดือนและลงมือทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกผักและแปรรูปผลผลิตจนมีรายได้ดี ได้อาหารดี มีความสุขกับการทำงาน ขายออนไลน์ ผลิตขายไม่ทัน

หรือกรณีคุณนัฐกร มาลัย ที่ตำบลอู่โลก อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ เรียนมาทางพืชสวน แต่ไปทำงานเป็นลูกจ้างอยู่หลายปีที่โคราช เสาร์อาทิตย์วันหยุดก็กลับบ้านไปทำสวน ปลูกมะเดื่อฝรั่ง จนสุดท้ายลาออกจากงานมาทำเกษตร ปลูกอีกหลายอย่าง แค่หญ้าอิสราแอลงานเดียวทำเงินปีหนึ่งได้เป็นแสน

วิถีชุมชนวันนี้มีอะไรมากมายให้สืบสาน ต่อยอด และให้อยู่รอดได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะปัจจัย ๔ อาหาร เสื้อผ้า ยาสมุนไพร ที่อยู่อาศัย รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลายอย่างกำลังจะหายสาบสูญไปพร้อมกับเจ้าของภูมิปัญญาพื้นบ้าน

มีคนหนุ่มคนสาวหลายคนที่สืบทอดจากพ่อแม่และชุมชน อย่างกรณีสุพัตรา แสงกองมี วัยเพียง 23 ปีของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ (ผ้าขาวม้าดารานาคี) จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งก่อนนี้ทอกันทั้งหมู่บ้าน ต่อมาราคาไม่ดี จึงเลิกทำ เหลือเพียงไม่กี่คนที่กำลังจะเลิกเหมือนกัน

คุณสุพัตรามาคิดได้ว่า ถ้าจะทำให้ผ้าขาวม้าอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ ต้องคิดต่างจากเดิม เธอเห็นว่า วันนี้คนสนใจอะไรที่เป็นธรรมชาติ เป็นอินทรีย์ มีภูมิปัญญาดั้งเดิมในการย้อมโคลน ย้อมสีธรรมชาติจากไม้ป่าไม้บ้านหลายชนิด ทำอย่างไรให้ผ้านุ่ม สีสันน่าใช้ หีบห่อน่าชมน่าซื้อ แปรรูปเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าพันคอ ผ้าปูโต๊ะ และอื่นๆ ผ้าขาวม้าจากผืนละ 100 บาท กลายเป็น 500 ชาวบ้านจึงหันกลับมาทอผ้าขาวม้าอีกครั้ง

มี 3 ปัจจัยของการคืนถิ่น สืบสานต่อยอดวิถีชุมชน ไม่ว่าด้านการเกษตร หัตถกรรมตามวิถีชุมชน คือ มีใจ มีความรู้ มีความคิดสร้างสรรค์

คนที่คืนถิ่นได้ต้อง “ใจถึง” เป็นคนกล้า เพราะอาจขัดใจหลายคน ขัดความรู้สึกของชาวบ้านที่คิดว่าอุตส่าห์ไปเรียนสูงๆ ทำไมกลับไปทำนาทำสวน ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำว่าทำได้ดี และอยู่รอดได้

เมื่อใจมา ปัญญาเกิด อะไรก็เกิดได้ โดยการขวนขวายหาความรู้และนำสู่การปฏิบัติ ความรู้ที่มาจากการลงมือทำเป็น“ความรู้มือหนึ่ง” เป็นความรู้จริง ส่วนใหญ่ที่ไปทำการเกษตรและสืบสานภูมิปัญญา ไม่ได้เรียนมาทางนั้นโดยตรง เรียนใหม่เรียนเองจากการลงมือทำทั้งนั้น

ประการที่ 3 สำคัญ คือ ความคิดสร้างสรรค์ คนกล้าเหล่านี้ไม่ได้คิดแค่กลับไปทำนา แต่คิดว่าสังคมวันนี้ต้องการอะไร ต้องการอาหารสุขภาพ เกษตรอินทรีย์ ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ต้องการไปสัมผัสกับธรรมชรติและวิถีชุมชน พวกเขาก็ทำสิ่งเหล่านี้ ต้อนรับให้ไปเที่ยวชม ซื้อผลผลิต ไปรับประทานอาหารที่มาจากสวนจากนาของตนเอง ผลผลิตหลากหลายล้วนแปรรูปทำให้มูลค่าเพิ่ม

คนรุ่นใหม่เหล่านี้เอาวิชาที่เรียนมาจากมหาวิทยาลัยใช้ได้อย่างผสมผสาน การผลิต การตลาด ไม่ต้องมีหน้าร้าน ขายออนไลน์ ส่งทางไปรษณีย์หรือเคอรี่ ไม่ทำอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกันไปทั้งการเกษตร การแปรรูป ร้านอาหาร การท่องเที่ยว ไปถึงโฮมสเตย์ในบางกรณีที่มีที่พักในสวนในนา

ฟังจากการให้สัมภาษณ์ของคนหนุ่มคนสาวเหล่านี้เห็นว่า พวกเขา “คิดเป็น” เป็นตัวของตัวเอง ไม่ติดกรอบ พร้อมที่จะคิดใหม่ทำใหม่ อย่างพืชพันธุ์ใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ การแปรรูป การจัดการ

นี่ขนาดมีแต่ “หน่วยกล้าตาย” กลับไปบ้านทำเอง แล้วรัฐบาลมีมาตรการอะไรไปส่งเสริมขบวนการสืบสานการเกษตรและภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้ การศึกษาไทย รัฐบาลและภาคธุรกิจไทยไม่จับมือกันผลักดันให้คนกลับไปทำงานแบบนี้ หรือจะรอให้ปัญญาประดิษฐ AI ทำให้คนตกงานหลายล้านก่อนแล้วค่อยคิด

ยุทธศาสตร์ 20 ปีถ้ามีวิสัยทัศน์แบบ “เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ” มองไม่เห็นชาวบ้าน ศักยภาพของคนเล็กๆ ไม่เห็นชุมชน ไม่สนใจส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้กลับไปแทนคุณบ้านเกิด ไปสืบสาน อีกไม่นานคงได้เห็นเกษตรกรไทยเป็นเพียงลูกจ้างในนาใหญ่ของนายทุนเท่านั้น

สยามรัฐ 31 กรกฎาคม 2562

สองวันของการอภิปรายในสภาสัปดาห์ที่แล้ว คงไม่ใช่ “นรก” สำหรับนายกฯ และรัฐบาลเท่านั้น แต่สำหรับประชาชนจำนวนมากด้วย ที่ “กล้าหาญ” พอที่จะเปิดทีวีและติดตามการถ่ายทอดสด

ได้เห็นการอภิปรายของหลายคนที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่วิพากษ์วิจารณ์ในกรอบประเด็นแบบติเพื่อก่อ กลายเป็น “ฝ่ายแค้น” แทนที่จะเป็นฝ่ายค้าน บางคนเหมือนกับสะใจที่ได้ “ด่า” ออกทีวี ที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับประชาชน คงได้ใจกองเชียร์ “ซาดิสท์” เท่านั้นที่ชอบการพูดแบบ hate speech

สภาจึงกลายเป็นเพียงเวทีได้ระบายความแค้น ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยที่อ่อนแอของไทย อ่อนแอเพราะการเมืองที่อ่อนแอ ที่ไม่ร่วมมือกัน “ปฏิรูปการเมือง” ที่เอาแต่สาดโคลนกันไปมา ด่าทอเสียดสี ตีฝีปาก แสดงโวหาร เหมือนกับเก็บกดอัดอั้นมานาน 5 ปี

ความจริง ไม่ควรไปคาดหวังอะไรมากจากนักการเมือง ภาคประชาชนต้องหันมา “พึ่งตนเอง” ให้มาก นักการเมืองมาหาเสียง อ้างประชาชน แม้แต่ไปด่าคนอื่นในสภาก็ยังอ้างประชาชน ประชาชนจึงเป็นเพียงเครื่องมือ เป็นบันไดให้นักการเมืองไต่ไปสู่อำนาจมากกว่าอย่างอื่น 

ตราบใดที่ภาคประชาชนยังไม่คิดเรื่อง “การพึ่งตนเอง” อย่างมียุทธศาสตร์และเป็นรูปธรรม สังคมไทยก็ยังจะยังอยู่ใต้อำนาจของรัฐ ของนักการเมือง ของนายทุน ถูกใช้ ถูกเอาเปรียบ (exploited) เป็นสังคมอุปถัมภ์ ที่ใช้อำนาจกับเงินในการขับเคลื่อน

ที่อิตาลีมีบทเรียนประชาธิปไตยสำหรับทั่วโลก เพราะอิตาลีเหมือนมีสองประเทศในประเทศเดียว ภาคเหนือกับภาคใต้ต่างกันราวฟ้ากับดิน อย่างที่งานวิจัย 20 ปีของ เดวิด พุตนัมเมื่อปี 1993 ชี้ให้เห็น (Making Democracy Work)

ศาสตราจารย์จากฮาร์วาร์ดผู้นี้บอกว่าว่า การพัฒนาและประชาธิปไตยเกิดได้ในภาคเหนืออิตาลีเพราะมีรากฐานที่การศึกษาดี มีประชาสังคมที่เข้มแข็ง มี “ทุนทางสังคม” (ความไว้วางใจกันของผู้คนในชุมชน) มากกว่าทางใต้ที่อยู่ใต้อำนาจของมาเฟีย ระบบอุปถัมภ์ ผู้คนจึงอพยพย้ายถิ่นไปทำมาหากินทางภาคเหนือและไปเป็นแรงงานในต่างประเทศ ชุมชนภาคใต้อ่อนแอ ท้องถิ่นอ่อนแอ ถูกครอบงำ

ชุมชนภาคเหนืออิตาลีเข้มแข็งและพัฒนาเศรษฐกิจจากครัวเรือน จากชุมชนไปถึงระดับชาติและส่งออก แบรนด์ดังๆ ทั้งหลายมาจากภาคเหนือทั้งสิ้น

ประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทยน่าจะเปรียบได้กับอิตาลีตอนเหนือกับอิตาลีตอนใต้ ญี่ปุ่นกระจายอำนาจ มีการเลือกผู้ว่าฯ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการปฏิรูปการศึกษามาตลอด มีขบวนการภาคประชาชนที่เข้มแข็ง มีวินัย มี “ทุนทางสังคม” ที่เห็นได้ในชุมชน ในยามภัยพิบัติ ที่ผู้คนเอื้ออาทรต่อกัน

เมื่อกว่า 25 ปีก่อน เคยไปทำงานเกี่ยวกับโรคเอดส์ที่ภาคเหนือให้โครงการไทยออสเตรเลีย ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลียให้ทุนสนับสนุน ได้พบผู้แทนราษฎรชาวออสเตรเลียที่มาติดตามงบประมาณ ได้ถามเขาว่า ทำไมรัฐบาลออสเตรเลียเลือกผมเป็นผู้จัดการโครงการนี้ ทั้งๆ ที่ผมไม่ใช่หมอ

ผู้แทนออสเตรเลียตอบว่า เพราะที่ออสเตรเลียสามารถควบคุมการระบาดของโรคเอดส์ได้ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลเข้มแข็ง แต่เพราะภาคประชาชนเข้มแข็ง บรรดาชุมชน องค์กร หน่วยงานต่างๆ ภาคประชาชนมีเครือข่าย กดดันผู้แทนของเขาและรัฐบาลให้ออกกฎหมาย ตั้งกองทุนสนับสนุนงานภาคประชาชนเพื่อป้องกันและดูแลเรื่องโรคเอดส์

เขาบอกว่า ที่รัฐบาลออสเตรเลียเลือกผมเพราะเห็นว่ามีประสบการณ์เรื่องชุมชน เรื่องเครือข่าย และจากประสบการณ์ของออสเตรเลียและหลายประเทศทั่วโลก ถ้าภาคประชาชนเข้มแข็ง จะทำงานป้องกัน ควบคุมและดูแลเรื่องโรคเอดส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ารอให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยอย่างเดียว

ตัดไปอีกภาพหนึ่ง เมื่อกว่า 35 ปีก่อน ผมไปที่จังหวัดแห่งหนึ่งที่ภาคอีสาน เพื่อไปริเริ่มโครงการพัฒนาในจังหวัดนั้น คนทำงานเอ็นจีโอที่ทำอยู่ก่อนแล้วถามว่า ไปพบผู้ว่าฯ หรือยัง ผมแปลกใจตอบว่า ยัง ทำไมหรือ เขาบอกว่า ควรไปแจ้งผู้ว่าฯ ว่าเราเข้ามาทำงานในจังหวัดนี้ เขาเป็น “เจ้าเมือง”

ผมไม่ได้ไปแจ้งใครทั้งสิ้น เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของสังคมประชาธิปไตย เจ้าเมืองเป็นแนวคิดโบราณ วันนี้เจ้าของจังหวัด คือประชาชน แต่ระบบอุปถัมภ์ยังคงเจริญงอกงาม แม้ในหมู่เอ็นจีโอหลายคน ที่ไม่ได้ต่อสู้เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งและเครือข่าย เพื่อให้เกิดขบวนการประชาชนพึ่งตนเอง ขณะที่เอ็นจีโอดีๆ ที่อยู่เคียงข้างประชาชนจริงๆ ก็ไม่ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ มีแต่ “ใจ” แต่ขาด “ปัจจัย” ก็ทำงานลำบาก

นักการเมืองดีๆ ก็มี นายทุนดีๆ ก็มาก ข้าราชการก็เช่นเดียวกัน ปัญหา คือ ยังไม่มีการร่วมมือกันสร้างขบวนการภาคประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งแปลว่า “ประชาชนปกครองตนเอง” หรือ “พึ่งตนเอง” ซึ่งแปลว่า “คิดได้ ตัดสินใจได้ เลือกได้”

ไม่ใช่เลือกได้อย่างเดียว คือ “เลือกตั้ง” แล้วมานั่งดูทีวีเขาทะเลาะกันในสภา ถ้าหากภาคประชาชนมีพลังจริงและเสนอนโยบายได้จริง คงไม่มีพรรคไหนหรือผู้แทนคนไหนไม่ผลักดัน ภาพฝันนี้คงอีกนาน ในบ้านเมืองนี้ที่ยังได้แต่กระพี้ประชาธิปไตย

 

สยามรัฐ 24 กรกฎาคม 2562

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติประณามประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องเพราะไปไล่ส.ส.หญิงสีผิวสี่คนให้ “กลับไปที่พวกคุณมา” อ้างว่า “พวกนี้ไม่รักอเมริกา”

            ทำให้โดนสวนกลับว่า บรรพบุรุษของนายทรัมป์เองก็อพยพมาจากยุโรป ควรกลับไปด้วยเหมือนกัน คนอเมริกันเกือบทั้งหมดอพยพมาจากยุโรปและทั่วโลก ต่างกันแต่ว่าใครมาก่อนมาหลังเท่านั้น คนพื้นเมืองต่างหากที่อยู่ที่นี่มาเป็นพันๆ ปี ที่ถูกคนขาวไปรุกราน เข่นฆ่าจนแทบจะสูญพันธุ์

            แต่โพลสำรวจพบว่า ชาวรีพลับบลิกันอเมริกันกลับเห็นด้วยกับนายทรัมป์และเพิ่มจำนวนมากกว่าเดิม สะท้อนให้เห็นความแยกแตกและความรู้สึกลึกๆ ของคนอเมริกันจำนวนมากครึ่งค่อนประเทศที่คิดแบบนายทรัมป์ ยังแบ่งแยก เหยียดผิว

            จนนางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนฯ เองทนไม่ได้ ประณามด้วยคำพูดที่รุนแรง เหน็บด้วยว่า นายทรัมป์ต้องการทำให้อเมริกาไม่ใช่ “great again” แต่ “white again” กลับไปสู่ยุคที่คนขาวครองเมือง ยุคโบราณที่คนผิวขาวเป็นนาย คนผิวดำเป็นทาส และรังเกียจเหยียดผิว

            ที่อ้างด้วยความภูมิใจว่าอเมริกาเป็นชาติที่หลอมรวมผู้คนเชื้อชาติต่างๆ เข้าเป็นหนึ่งเดียวนั้น (melting pot) เป็นเพียงความคิดหวัง (wishful thinking) เท่านั้น ในความเป็นจริงก็เห็นชัดว่า มีความแตกแยก แบ่งแยก ความเหลื่อมล้ำ หลายมาตรฐาน หลายชนชั้นในสังคมอเมริกัน “อยากดูคนในชาตินั้นเป็นอย่างไรก็ดูว่าเขาเลือกผู้นำหรือผู้แทนของเขาอย่างไร”

            นายทรัมป์บอกว่า ถ้าพวกคุณไม่รักอเมริกาก็ไปจากประเทศนี้เสีย เขาพูดเหมือนคนไทยบางคนที่ไล่คนที่วิจารณ์รัฐบาล วิจารณ์สถานการณ์บ้านเมือง การทำงานของหน่วยงานต่างๆ ซึ่ง “ติเพื่อก่อ” แยกแยะด้วยเหตุด้วยผลได้ว่าไม่ใช่เพราะความเกลียดชังประเทศไทย แต่เพราะอยากเห็นบ้านเมืองนี้ดีขึ้น อยากเห็นผู้นำเข้มแข็ง รัฐบาลมีธรรมาภิบาลและแก้ปัญหาพัฒนาประเทศได้ อยากเห็นหน่วยงานต่างๆ ทำงานอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ

            อย่างไรก็ดี การวิพากษ์วิจารณ์ก็ดี การตอบโต้ของผู้ถูกวิจารณ์ก็ดี ในแวดวงการเมืองนั้นก็ทราบกันดีว่า มีผลประโยชน์ “ส่วนตน” อยู่ไม่น้อย แอบอ้างว่าเพื่อ “ส่วนรวม” ร่ำไป ศรีธนญชัยไปได้เสมอ

ความหลากหลายทางความคิดเห็นเป็นธรรมชาติของสังคมประชาธิปไตย ที่มีลักษณะสำคัญ คือ เอกภาพในความหลากหลาย ความสามัคคีในความแตกต่าง เพราะมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ต้องการเห็นชาติบ้านเมืองเจริญพัฒนา

            สังคมไทยก็ใช่ว่าจะไม่มีความขัดแย้งการเหยียดผิวและเผ่าพันธุ์ ดูแต่ภาษาที่ใช้ก็สะท้อนความรู้สึกเหนือกว่า การเหยียดคนชาติพันธุ์อื่น อย่าง “เจ๊ก” “แกว” “แม้ว” “ลาว” วันนี้อาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หรือระมัดระวังกันมากขึ้นในการใช้ภาษา แต่ก็จะไม่สามารถปกปิดความรู้สึกลึกๆ ของการเหยียดชาติพันธุ์ของ “คนไทย” อีกจำนวนไม่น้อยได้ ไม่เพียงแต่ผู้คนในชาติ แต่รวมไปถึงคนต่างชาติ ประเทศเพื่อนบ้าน

            คนไทยแท้จริงๆ คงบอกไม่ถูกว่าเป็นใคร เพราะร้อยพ่อพันแม่ ร้อยเผ่าพันธุ์มาแต่ไหนแต่ไร ล้วนแต่เป็น “ผู้อพยพ” มาจากที่อื่น มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่แหลมทองแห่งนี้ อยู่ที่ว่าใครอยู่ก่อน มาก่อน ใครตามมาทีหลัง ไม่ว่าจะมาเอง อพยพมา หรือถูกต้อนเป็นเชลยมา

            ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ว่า “ไม่ว่าจะเป็นโบราณสมัยหรือปัจจุบัน ความหลากหลายของประชากรสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงให้สังคมทุกสังคมเสมอมา” (ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ จาก “คนไทยไม่ใช่ไทยแท้” ในหนังสือ “พี่น้องเดียวพี่น้องกัน” หน้า ๑๐๙)

            พระไพศาลบอกว่า “มนุษย์ไม่ว่าชาติใดภาษาใด ล้วนมีความเหมือนมากกว่าความต่าง แต่ชาตินิยมทำให้คนมองไม่เห็นจุดร่วมหรือความเหมือนระหว่างมนุษยชาติ พูดแบบพุทธ คือ อุปาทาน (ความติดยึด) ทำให้มองไม่เห็นความจริงอย่างครบถ้วน อุปาทานในชาติทำให้เราลืมไปว่าก่อนที่เราจะเกิดเป็นคนไทยหรือเขมรนั้น เราเกิดเป็นมนุษย์ก่อน ความเป็นไทยหรือความเป็นเขมรนั้นเป็น “ยี่ห้อ” ที่เกิดขึ้นภายหลัง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นสมมติ แต่เรากลับยึดสมมตินี้จนเอามาแบ่งแยกว่า ใครเป็นพวกเรา และใครเป็นพวกเขา”

            “เมื่อไรที่เราเลิกยึดติดกับยี่ห้อที่เรียกว่า “ชาติ” เราจะพบว่า แวดวงของ “พวกเรา” นั้นขยายกว้างออกไปจนสามารถครอบคลุมคนทั้งโลก ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราไม่ยึดติดกับยี่ห้อที่เรียกว่า “มนุษยชาติ” เราจะรู้สึกเลยว่า “พวกเรา” นั้นขยายกว้างรวมไปถึงสัตว์ พืช และธรรมชาติทั่วทั้งโลก” (จาก “ไปพ้นจากพวกเรา” ในหนังสือ “พี่น้องเดียวพี่น้องกัน” หน้า ๗-๘)

            สงครามในประวัติศาสตร์แต่โบราณมาจนถึงปัจจุบัน ล้วนเป็นความขัดแย้งบนฐานของความแบ่งแยกแตกต่างทางเผ่าพันธุ์ ความเชื่อและอุดมการณ์ เมื่อรบกันล้มตายไปมากแล้วก็แยกกันอยู่ แตกเป็นประเทศเล็กประเทศน้อยอย่างอดีตสหภาพโซเวียต อดีตยูโกสลาเวีย มาจนถึงกรณีเผ่าพันธุ์ต่างๆ และชาวโรฮิงญาในพม่า และในอีกหลายประเทศทั่วโลก

            มหาตมะ คานธี, โฮจีมินห์, มาร์ติน ลูเธอร์ คิง, เนลสัน แมนเดลา คือสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม ที่อยู่บนฐานของการเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน

            ท่านเหล่านี้ คือ ต้นแบบของจิตวิญญาณสากล ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลกลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ ความเสมอภาคและเสรีภาพ

            ผู้นำประเทศมหาอำนาจอย่างนายทรัมป์ ปลุก “จิตวิญญาณสากล” ให้ลุกโชนขึ้นเพื่อยืนยันว่า “โลกทั้งผองพี่น้องกัน” ไม่ใช่เพียงอุดมคติ แต่คือเป้าหมายสำคัญที่ทุกชาติทุกเผ่าพันธุ์ต้องร่วมกันทำให้เป็นจริง ก่อนที่โลกจะมอดไหม้ไปด้วยความแตกแยก เกลียดชังและไฟสงคราม