phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 29 พฤศจิกายน 2560

รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) เป็นแนวคิดที่กำลังมาแรงทั่วโลกวันนี้  อาจเรียกชื่ออื่น แต่โดยรวมแล้วหมายถึงการให้เงินฟรีๆ แก่ประชาชนโดยไม่มีเงื่อนไข

รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (ต่อไปขอเรียกว่า รพถ. หรือ UBI) แตกต่างจากสวัสดิการที่รัฐให้ เพราะเป็นการให้เปล่าแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ยุ่งยาก ให้ทุกเดือน เช่น ประเทศไทยอาจจะโอนเงินเข้าบัญชีของคนไทยทุกคนหรือคนที่มีรายได้ต่ำกว่าการเสียภาษี ทุกเดือน 5,000 บาท หรือรูปแบบอื่น

ฟังดูอาจจะฝันเฟื่อง หรือไม่ก็เป็นการหาเสียงของนักการเมืองประชานิยมสุดโต่ง แต่ลองศึกษาหาข้อมูลและหลักฐานข้อเท็จจริง (ซึ่งมีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต) อาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้

รพถ.ไม่ใช่เรื่องใหม่ โทมัส โมร์ (1478-1535) เมื่อเกือบห้าร้อยปีก่อน โทมัส เพน (1737-1809) เมื่อสองร้อยปีก่อนพูดถึงส่วนแบ่งที่เป็นธรรมที่ราษฎรควรได้รับจากภาษีรายได้ของรัฐ

มิลตัน ฟรีดมัน (1912-2006) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล มาร์ติน ลูเธอร์ คิง อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐหลายคน จนถึงริชาร์ด นิกสัน ที่เกือบผ่านกฎหมาย UBI ในปี 1971 ผ่านสภาล่างและไปตกที่สภาบน กฎหมายที่ต้องการ “แจกเงิน” คนอเมริกันเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

เรื่องดูเหมือนเงียบไปหลายปี มาเริ่มพูดถึงกันอีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องเพราะความกลัวว่า อนาคตคนจะตกงาน โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วที่โรงงานต่างก็ย้ายไปอยู่ประเทศกำลังพัฒนาที่แรงงานถูกกว่า และงานทุกระดับกำลังถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จนนักอนาคตวิทยาบางคนทำนายว่า 12 ปีข้างหน้า (2030) จะมีคนตกงาน 2,000 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของแรงงานงานวันนี้

ขณะเดียวกัน โปรแกรมสวัสดิการต่างๆ ของรัฐก็ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้จริง คนรวยก็รวยขึ้น คนจนก็จนลง ความเหลื่อมล้ำถ่างออกไปทุกที และเป็นเช่นนี้ทั่วโลก ไม่ว่าประเทศรวยหรือจน ภาพรวมของทั่วโลกดูน่ากลัว

จึงไม่แปลกที่คนที่ออกมาพูดเรื่องนี้และแนวทางแก้ปัญหาด้วย รพถ.จะมีนักการเมืองทั้งซ้ายและขวา ทั้งสังคมนิยมและทุนนิยม รวมทั้งมาร์ก ซักเคอร์เบอร์กแห่งเฟสบุ๊ก และอีลอน มัสก์แห่งเทสลา และบรรดาผู้ประกอบการในซิลิคอน วัลเลย์

ที่สำคัญ มีงานวิจัยทดลองนำร่องในหลายประเทศ  อย่างที่แคนาดาที่ทำการทดลองในเทศบาลแห่งหนึ่งตั้งแต่เมื่อปี 1970 เศษ แต่วิจัยเสร็จไม่มีการนำผลมาวิเคราะห์เพราะเปลี่ยนรัฐบาลท้องถิ่น หลายปีที่ผ่านมามีการนำผลมาวิเคราะห์พบว่าได้ผลดี สุขภาพผู้คนดีขึ้น อาชญากรรมลดลง ความคิดริเริ่มและนวัตกรรมมีมากขึ้น และอื่นๆ

ที่แคนาดาจึงมีการทดลองอีกเมื่อไม่นานมานี้ในอีกบางพื้นที่ เช่นเดียวกับที่ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา สก็อตแลนด์ ฝรั่งเศส อินเดีย นามีเบีย ยูกันดา เคนยา บราซิล และอีกหลายประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการทดลองนำร่อง ประชากรเป้าหมาย 1,000-8,000 คน ระยะเวลาสองสามปีถึงสิบปี

มีหลายโครงการได้สรุปผลการทดลองในเบื้องต้นแล้วอย่างที่อินเดีย ที่เคนยา และหลายแห่งกำลังวางแผนทำการทดลอง ซึ่งธนาคารโลกเองก็ให้การสนับสนุนและได้ร่วมทำการวิจัยในหลายประเทศ แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ซึ่งงานวิจัยนำร่องต่างๆ ก็ให้คำตอบ เช่น

เป็นโครงการที่แพงมากก็จริง แต่มีหลายรูปแบบ ถ้าหากคำนวณให้ดี ก็จะพบว่าไม่ได้แพงเกินกว่าจะหางบได้ เป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้ม  เพราะลดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ปัญหาสังคม อาชญากรรม ทำให้คนมีการศึกษาดีขึ้น มีงานใหม่ๆ เกิดขึ้น คนมีอิสรภาพมากขึ้น

หรือวิจารณ์ว่า คนจะขี้เกียจและไม่ทำงาน ซึ่งไม่จริง เพราะถ้ามีเงินดำรงชีพพื้นฐานคนก็จะมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกงานที่มีความหมายต่อชีวิตของตนเองมากขึ้น มีพลังสร้างสรรค์และมีความสุขมากขึ้น

หรือบอกว่ายากจะเกิดขึ้นได้เพราะเป็นการปฏิวัติโครงสร้างเลยทีเดียว ต้องเปลี่ยนระบบสวัสดิการ ลดงานสวัสดิการ แต่ก็เกือบเกิดขึ้นที่อเมริกาเมื่อปี 1971 และวันนี้กำลังเป็นที่สนใจของรัฐบาลหลายประเทศ

 รพถ.เป็นการปรับกระบวนทัศน์เรื่องการแก้ปัญหาความยากจน ที่คนมีอำนาจทางการเมือง ทางเศรษฐกิจและสังคมมักคิดแทนประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจน คิดโครงการแก้ปัญหา เป็นสวัสดิการในรูปแบบต่างๆ เป็นร้อยเป็นพันอย่าง ตั้งเงื่อนไขมากมายให้คนปฏิบัติตาม

รพถ.ไม่ใช่สวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ แต่เป็นการให้เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ควรจะได้รับส่วนแบ่งอย่างยุติธรรมในมรดกที่บรรพบุรุษได้ทำไว้และส่งต่อมาให้เรา ระบบปัจจุบันทำให้คนรวยได้รางวัล คนจนถูกลงโทษ ซึ่งเป็นความอยุติธรรมทางสังคม

ความยากจน ความเหลื่อมล้ำทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนเลวลง คนจนไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะไม่มีเงิน ไม่มีโอกาสได้พัฒนาตนมีผลงาน (productive) และหลุดพ้นจากความจน

สังคมไทยก็มีสวัสดิการมากมายหลายอย่างที่ใกล้เคียงกับแนวคิด รพถ. อย่างสวัสดิการผู้สูงอายุ “สุขภาพถ้วนหน้า” รักษาได้ทุกโรค แต่บางสวัสดิการดูเหมือนจะดีแต่มีเงื่อนไขและเงื่อนงำ ให้คูปองซื้อของในร้านที่กำหนด แทนที่จะให้เงินสดไปซื้อของในตลาดนัดหรือที่ไหนก็ได้

หรือว่าสวัสดิการส่วนใหญ่ไม่ได้แก้ปัญหา แต่เป็นกับดักความยากจน ไม่ได้ช่วยปลดปล่อยศักยภาพคนจนให้ “ระเบิดจากข้างใน” ไปสู่ความเป็นไท ?

Wednesday, 22 November 2017 08:37

ตูน ตำนาน สุขภาพ

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 22 พฤศจิกายน 2560

ตูน บอดี้สแลม “ฟีเวอร์” เป็นปรากฎการณ์ทางสังคมที่อาจกลายเป็น “ตำนาน” (myth) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือเรื่องเล่า เป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา มีพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน

สิ่งที่ตูนต้องการสื่อสารคงไม่เพียงแต่ขอให้คนไทยเสียสละคนละ 10 บาท เพื่อจะมีทุนไปช่วยโรงพยาบาล 11 แห่ง เขาพูดเองตลอดการวิ่งว่า อยากให้คนออกมาวิ่งเพื่อสุขภาพ จะได้ไม่ต้องไปหาหมอไปโรงพยาบาล ซึ่งควรมีไว้ให้คนป่วยที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

ปรากฎการณ์นี้จะมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยถ้าได้เรียนรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ คุณตูนและคุณต่างๆ จะได้ไม่ต้องวิ่งให้เหนื่อย งบประมาณโรงพยาบาลจะได้ลดลง โรงพยาบาลจะได้น้อยลง หน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขและตึกอำนวยการของกระทรวงจะได้น้อยลง (ไม่เพิ่มทุกปีจนเต็มพื้นที่ที่ถนนงามวงศ์วาน)  ข้าราชการพนักงานจะได้น้อยลง ซึ่งจะเป็นนิมิตหมายที่ดีว่า สุขภาพของคนไทยดีขึ้น

เพราะการมีโรงพยาบาลมากมายและดี หมอพยาบาลมีคุณภาพและปริมาณมากพอ ไม่ได้รับประกันว่าสุขภาพของประชาชนจะดี สหรัฐอเมริกาและประเทศร่ำรวยที่เต็มไปด้วยเศรษฐีมีเงิน มีโรงพยาบาล เครื่องมือแพทย์ครบ มีปัจจัยรักษาสุขภาพดี แต่มีคนน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนถึงสองในสามของประเทศ ทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย

ก็ดีแล้วที่ว่า สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง อยู่ที่ว่าทำได้หรือไม่เท่านั้น ตำนานที่คุณตูน ควรเน้นจึงไม่ใช่ทุนไปสนับสนุน “โรงพยาบาล” แต่เป็น “สุขภาพ” ต่างหาก ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนและการอยู่ดีมีสุขของคนไทย

และที่วิ่งกัน 55 วันหรือมากกว่า ก็เป็นตัวอย่างของการสร้างสุขภาพอย่างหนึ่ง มีคนออกไปร่วมวิ่งมากมายในเส้นทางกว่าสองพันกิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่อาจเป็นเพียง “ฟีเวอร์” หรือเกาะกระแสเท่านั้น

หน่วยงานต่างๆ ส่งเสริม “5 ส.” หรือหลายสอมานาน ทำอย่างไรให้เกิดมีปรากฎการณ์แบบ “ตูน” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมเรียนรู้ดูแลสุขภาพ ซึ่งควรประกอบด้วย 3 อย่างสำคัญ คือ ลดความเครียด อาหาร และการออกกำลังกาย  คนไทยโชคดีที่มีปัจจัยสำคัญทั้ง 3 อย่างเพียงพอ

หนึ่ง สมาธิ คนทั่วโลกกำลังสนใจเรื่องการทำสมาธิ เพราะความเครียดคือฆาตรกรสำคัญที่สุดของคนวันนี้ เป็นยุคสมัยที่คนเครียดด้วยปัญหาสารพัด ทั้งๆ ที่มีทุกอย่างที่น่าจะช่วยให้รื่นเริงบันเทิงใจ แต่ก็ยังเครียด บ้า และฆ่าตัวตายมากกว่าทุกยุคสมัย เป็นยุคที่มีเครื่องมือสื่อสารดีที่สุดง่ายที่สุด แต่คนโดดเดี่ยวมากที่สุด เหงามากที่สุด ประสาทกินมากที่สุด

การทำสมาธิแบบพุทธ ไม่ว่าสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐาน มีวิธีการต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนับ 40 วิธี เพื่อทำใจให้นิ่ง สงบ ปล่อยวาง “หินมันหนักก็วางลง” อย่างที่หลวงพ่อชาสอน เมื่อปล่อยวางได้ก็ “อโหสิกรรม” และ “แผ่เมตตา” ชิวิตก็น่าจะทุกข์ร้อนน้อยลง ไม่เต็มไปด้วยความความโลภ โกรธ หลง เกลียด อิจฉาว้าวุ่นในใจตลอดเวลา เหมือนฆ่าตัวตายผ่อนส่ง

สอง อาหาร ฝรั่งบอกว่า “กินอะไรก็เป็นอันนั้น” (You are what you eat) โลกวันนี้รู้แล้วว่า ยาดีที่สุด คือ อาหาร โรงพยาบาลดีที่สุด คือ ครัว หมอดีที่สุด คือ ตัวเราเอง

มีข้อมูลงานวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นคุณค่าของอาหารทุกชนิด หลังๆ นี้มีงานวิจัยเกี่ยวกับอาหารไทย ผัก ผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์และอร่อยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โชคร้ายอย่างเดียว คือ สารเคมีที่ใช้ในการผลิตการปรุง พิษที่มากับความอร่อยและความโลภของทุนนิยมและสังคมบ้าบริโภค แทนที่จะทำให้สุขภาพดี กลับทำให้ป่วยด้วยโรคอ้วน มะเร็ง เบาหวาน และสารพัดโรคร้ายแรง

สาม การออกำลังกาย เป็นกระแสหรือเทรนด์ที่ดีของโลกวันนี้ที่มีตั้งแต่เดิน วิ่ง เต้นแอโรบิก รำมวยจีน มวยไทย ใช้อุปกรณ์ในโรงยิมหรือกลางแจ้ง มีคอร์ส มีครู มีการเรียนรู้อย่างมีหลักวิชา พัฒนามาถึงการแกว่งแขน ยืนดูทีวีที่บ้านก็ออกกำลังกายได้ และมีคุณค่าเกือบเท่ากับการเดินเร็ว ตอบโจทย์และข้ออ้างของคนขี้เกียจออกไปเดินไปวิ่ง หรืออ้างว่าไม่มีเวลา กลับบ้านค่ำ

ทั้ง 3 เรื่องนี้มีข้อมูลมากมายหาได้ง่ายๆ ในอินเทอร์เน็ต ผมเคยป่วยด้วยความดัน ไขมัน เบาหวาน และไทรอยด์ รักษาตัวเองด้วย 3 อย่างข้างต้นนี้เป็นหลักจนหายและเลิกกินยามาจนถึงทุกวันนี้ สรุปจากประสบการณ์ว่า สัดส่วนของ 3 อย่างนี้ ความเครียด 50% อาหาร 30% ออกกำลังกาย  20%

ที่สำคัญ คือ ต้องเริ่มจากการปรับวิธีคิด ต้องเลิกคิดว่า “หมอคือเทวดา ยาคือของวิเศษ” เอาชิวิตไปฝากไว้กับหมอกับยา ไม่ดูแลรักษาสุขภาพด้วยตัวเอง เพราะคิดว่าเป็นอะไรมาก็กินยาหาหมอได้ ไม่ได้บอกว่าหมอและยาไม่สำคัญ แต่ควรกินยาหาหมอเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

ฝากชีวิตไว้กับยาอย่างเดียวจนแทบจะกินแทนข้าว ร่างกายถึงได้ทรุดโทรมและหมดแรงไปในที่สุด อย่างเพื่อนคนหนึ่งที่มีทัศนคติแบบนี้ เป็นเบาหวานไม่ดูแลตัวเอง กินตามใจอยาก ปากตามใจท้อง กินยามา 10 ปี ไตวาย ฟอกไตอาทิตย์ละ 2 หน บ่นอยากตายทุกวัน

หลักเศรษฐกิจพอเพียงและหัวใจของศาสตร์พระราชา คือ “พึ่งตัวเองและมีความสุข” ด้วยวิธีการที่ประหยัด เรียบง่าย และได้ประโยชน์สูงสุด สุขภาพดีมาจากการกินเป็นอยู่เป็น กินอยู่พอดี มีข้อมูลวิชาการ ก็จะได้ระบบสุขภาพที่ดี มีภูมิคุ้มกัน ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย 

Wednesday, 15 November 2017 15:20

ระเบียบราชการ

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 15 พฤศจิกายน 2560

คุณหมอประเวศ วะสี พูดไว้หลายครั้งว่า “สังคมไทยอ่อนแอทางปัญญา มีความรู้น้อย ใช้ระบบอำนาจเป็นใหญ่เนื่องจากขาดความรู้ เช่น ระบบราชการ คือ ตัวแทนขององค์กรเชิงอำนาจ มีแต่เน้นกฎหมาย ระเบียบ การสั่งการและการควบคุม ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะสังคมไทยปัจจุบันมีปัญหาที่ซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขมากขึ้น”

          กรณี “หมอแสง” ปราจีนบุรีที่แจกสมุนไพรรักษามะเร็ง เขามีตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ รู้กฎหมาย รู้วิธีการทำงาน ให้คนป่วยไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ จัดระเบียบการรับสมุนไพรฟรี แต่ที่สุดก็ยังมีปัญหากับทางราชการ บ่นว่าอาจจะขายลิขสิทธิ์ให้ฝรั่ง แต่เบื้องหลังเบื้องลึกมีอะไรก็ไม่ทราบ

          หรืออย่างกรณีคุณบรรยง นันทโรจนาพร ที่นครศรีธรรมราชทำ “โปรไบโอติก” ก็ถูกข้อหามากมาย จนอยากขายลิขสิทธิ์ให้ต่างชาติ  เสียใจที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในสังคมไทยไม่เห็นความสำคัญ ไม่ให้การส่งเสริมสนับสนุน ตามไม่ทัน “โปรไบโอติก” ยาแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ทั่วโลกกำลังพัฒนา

ยังมีอีกหลายกรณี ไม่แต่ในแวดวงสาธารณสุข แต่ในทุกวงการที่ประสบปัญหาเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็อ้างแต่ระเบียบกฎหมาย

ก่อนมาตั้งสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ผมทำหลักสูตร “สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” แล้วนำไปเสนอความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เรียกชื่อว่า “โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต” ตกลงร่วมกันว่า หน่วยงานของผมจะช่วยเหลือมหาวิทยาลัยของรัฐในการจัดการหลักสูตรดังกล่าวนี้ 5 ปี ช่วยฝึกอบรมรมอาจารย์และร่วมจัดกระบวนการเรียนรู้ จากนั้นก็ให้ดำเนินการเอง

ระหว่างปี 2549-2552 เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฎ 8 แห่งโดยมีข้อตกลงว่า เราจะได้รับค่าตอบแทนในความร่วมมือนี้ร้อยละ 15 ของค่าเล่าเรียนนักศึกษา ทุกแห่งเป็นไปด้วยดี ยกวัน 1 แห่งที่จ่ายไปเพียงตอนเริ่มต้น จากนั้นก็ไม่จ่าย อ้างว่าไม่มีระเบียบรองรับ

ผมไปร่วมประชุมชี้แจงในสภามหาวิทยาลัยแห่งนั้น อธิการบดีบอกว่า ไม่มีระเบียบให้จ่ายได้ ก็มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งจากสำนักงบประมาณบอกว่า งบประมาณในมหาวิทยาลัยถ้ามาจากงบประมาณแผ่นดินก็มีระเบียบ ถ้าเป็นรายได้พิเศษก็มีระเบียบ และถ้าหากกรณีนี้ไม่มีระเบียบรองรับก็ออกระเบียบใหม่ และคนที่ออกระเบียบก็ “นั่งอยู่ในที่นี่ไงครับ” เขาบอกที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยแห่งนั้น

เขาออกระเบียบหรือไม่ออกไม่ทราบ แต่มหาวิทยาลัยก็จ่ายให้ส่วนหนึ่ง แล้วก็ไม่จ่ายอีก ยังค้างอยู่ 25 ล้านบาท ไปทวงถามหลายครั้ง ผู้บริหารบอกว่าอยากได้ให้ฟ้องเอา

ในสมัยรัฐบาล “ประชาธิปัตย์” มีโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” หน่วยงานของผมเป็นเอกชนดำเนินการ 1,000 กลุ่ม จำนวน 50,000 คน ทั่วประเทศ โดยตามระเบียบต้องทำผ่านหน่วยงานของรัฐ เมื่องานจะจบ ต้องเบิกงบประมาณที่เหลือหลายสิบล้านบาท หน่วยงานของรัฐที่ว่านี้ไม่ยอมจ่าย บอกว่าไม่มีระเบียบ

เรื่องราวต้องไปถึงรัฐบาลผ่านรัฐมนตรีถึงได้เบิกงบประมาณนั้นได้ เลยไม่รู้ว่า ไปพบระเบียบที่ให้เบิกได้ที่ไหน หรือว่า “ระเบียบกฎหมาย” เป็นเพียงข้ออ้างในบางครั้งเพื่อผลประโยชน์ของตน

ถ้าสังคมไทยจะพัฒนาไป 4.0 ราชการต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (วิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่าที่มาจากการมองโลกมองชีวิตแบบหนึ่ง) ที่ใช้แต่ระเบียบกฎหมายเป็นเครื่องมือในการควบคุมและรักษาอำนาจ อ้างว่าเป็น “หน้าที่” ไม่ได้เอาชิวิต เอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นตั้วตั้ง เอาแต่ระเบียบเป็นสรณะ

ราชการอำนาจนิยมแบบนี้จึงคิดว่าตัวเองมีหน้าที่ “ควบคุมตรวจสอบ” ไม่ใช่ “กำกับดูแลส่งเสริมสนับสนุน”  เป็นกระบวนทัศน์โบราณที่ล้าสมัยและเป็นอุปสารรคต่อการพัฒนาประเทศ

ราชการแบบนี้ให้ความสำคัญกับ “ปัจจัยนำเข้า” (input) และ “กระบวนการ” (process) โดยไม่สนใจหรือให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์” (output) เมื่อนิเทศประเมินโรงเรียนทั่วประเทศจึง “ผ่าน” เกือบหมดเพราะไปดูแต่ว่า มีห้องเรียน ครู อุปกรณ์ หนังสือ ชั่วโมงเรียน ฯลฯ แต่เมื่อมีการประเมินความรู้ เด็กไทย (output) สอบตกเกือบทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ขาดปัจจัยนำเข้า (input) อะไร แถมยังเรียนมากกว่าหนักกว่า (process) เด็กในประเทศอื่นๆ ที่สอบได้อันดับต้นๆ ของโลก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงสอนเรื่อง “ระบบ” การทำงานว่า “ให้ประหยัด” (input) “เรียบง่าย” (process) “ประโยชน์สูงสุด” (output/outcome/impact) ปฏิรูประบบราชการน่าจะนำคำสอนของพระองค์ไปถอดรหัสและปฏิบัติตามโดยให้ความสำคัญทั้ง 3 ส่วนอย่างสมดุลและสัมพันธ์กัน

ในกรณียาสมุนไพรและการรักษาพื้นบ้าน ราชการมักถามแต่สูตรยาและวิธีรักษา ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าหายป่วยกี่คน หายอย่างไร เอาแต่ระเบียบกฎหมายไปวัดไปจับ ให้ความสำคัญกับกฎหมายมากกว่า “คน” โดยไม่ได้คิดว่า กฎหมายมีไว้สำหรับคน ไม่ใช่คนมีไว้สำหรับกฎหมาย

ถ้าชีวิตคนสำคัญกว่า ก็น่าแก้ไขกฎระเบียบ ถ้ารักษาแต่โรค ไม่รักษา “คน” ก็ไม่เข้าใจความทุกข์ ความเจ็บปวดของคนที่ไม่ได้อยู่ที่โรคหรือบาดแผลทางร่างกาย แต่ชีวิตทั้งชีวิตที่เป็นทุกข์

กฎหมายไทยส่วนใหญ่ไปลอกของฝรั่ง นักกฎหมายไทยจบจากเมืองนอก ไม่สนใจศึกษาภูมิปัญญา ระเบียบประเพณีวิถีไทยเพื่อจะได้ “จิตวิญญาณ” ของกฎหมายที่มีรากเหง้าไทย การดูแลรักษาก็ไปเอาหลักเกณฑ์ระเบียบวิธีแบบฝรั่งที่แยกส่วน เอามาควบคุมบังคับภูมิปัญญาไทยที่มีลักษณะเป็นองค์รวม

ถ้ายังไม่ “เข้าใจ” ชีวิต ไม่เข้าใจชาวบ้านก็จะไม่ “เข้าถึง” คุณค่าภูมิปัญญารากฐานสังคม และไม่มีทาง “พัฒนา” บ้านเมืองตาม “ศาสตร์พระราชา” ได้