phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ทางอีศาน มกราคม 2562

“คันสิไปเมือหน้าให้เหลียวหลังคืนเบิ่ง มันมะลึดทึดเท่าเซาก่อนซุฟ่าวไป เดินทางไก๋ให้เหลียวหลังแลหน่า ฟ้าฮั่มฮ้องน้องผัดยังคาแอ๋ว”

            คำสอนคนโบราณยังใช้ได้วันนี้แม้วิถีชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนไป ปัญหาคือโลกเปลี่ยนไปเร็วกว่าเมื่อก่อนและซับซ้อนกว่าเดิมมาก จนยากจะเข้าใจและตามทัน ผู้คนจำนวนมากจึงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

            ปีใหม่นี้มีคนจำนวนหนึ่งที่ได้โอกาสทางการเมือง ลุกขึ้นประกาศนโยบายสวยงาม บ้างจะทำให้บ้านเมืองพ้นทุกข์พ้นโศก อยู่ดีกินดี ไม่มีหนี้สิน ความยากจน บ้างจะแก้ปัญหายาเสพติดและมลพิษทั้งมวล

            วิสัยทัศน์แปลจากภาษาอังกฤษว่า vision ซึ่งยืมมาจากศัพท์ในแวดวงศาสนา ที่ศาสดาประกาศกได้เห็น vision คือ ภาพนิมิต เหมือนผู้ปฏิบัติธรรมเข้าฌาน เห็นด้วยญาณ ด้วยอภิญญา ที่คนธรรมดามองไม่เห็น เป็นภาพปัจจุบัน อดีตและอนาคต

            “วิสัยทัศน์ปราศจากการปฏิบัติเป็นฝันกลางวัน การปฏิบัติปราศจากวิสัยทัศน์เป็นฝันร้าย” (Vision without action is daydream, action without vision is nightmare) หลายอย่างที่หลายคนพูดจึงเป็นเพียงการตีฝีปาก การหาเสียง พอไปเป็นรัฐบาลทำไม่ได้ก็แก้ตัวว่ารัฐบาลผสม เขาไม่เอาแนวคิดของตน

            การเสนอวิสัยทัศน์หรือภาพฝัน (vision) เป็นการปลุกความหวังของผู้คนได้ดี เหมือนกบฎเมืองเลยร้อยปีก่อนที่ประกาศว่า “ต่อไปจะไม่มีเจ้ามีนาย ใบไม้จะเป็นเงินเป็นคำ” เนื่องเพราะชาวบ้านเดือดร้อนจากอำนาจรัฐที่เก็บส่วยเก็บภาษี เกณฑ์แรงงานเกณฑ์ทหาร ยิ่งปีไหนฝนแล้งน้ำท่วม ข้าวยากหมากแพง และเกิดโรคระบาดซ้ำเติมอีก ชาวบ้านก็ทนไม่ไหว

            ในยามทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส ได้ “ผีบุญ” มาสร้างฝันและให้ความหวังก็ย่อมพร้อมที่จะร่วมมือให้การสนับสนุน กบฎจึงได้คนร่วมขบวนไปสู้กับอำนาจรัฐ แม้จะแพ้กลายเป็นกบฎ แต่ทุกยุคทุกสมัย และไม่ว่าบ้านไหนเมืองไหนก็ไม่เคยขาดกบฎ

            กบฎ คือ ทำการไม่สำเร็จ ภาพฝันหรือภาพนิมิตที่มองเห็นหรือที่สัญญาไว้นั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้  ปลุกเร้าแรงใจและสร้างความฮึกเหิมได้ แต่ปัจจัยไปสู่เป้าหมายไม่ดีพอ

วันนี้เรามักมีชื่อสวยงามเรียกแผนงานใหญ่ไปสู่เป้าหมายนี้ว่า “ยุทธศาสตร์” ซึ่งรวมเอาวิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ พันธกิจ แล้วแต่จะเรียบเรียงอย่างไร ส่วนวิธีการรายละเอียดปลีกย่อยลงไปเรียกว่า “ยุทธวิธี” หรือ “กลยุทธ” ซึ่งประกอบด้วยแผนงาน โครงการ กิจกรรม

ใครที่อ่านซุนหวู่ ดูสามก๊กจะซาบซึ้งในเรื่องยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของบรรดาจอมยุทธในประวัติศาสตร์จีน ซึ่งหลายอย่างยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สติปัญญา ฝีมือในการวางแผนและการรบ การแก้ปัญหา การใช้กำลังภายนอกภายใน พลังตามธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ

ฟังคนหาเสียงอยากเป็นผู้แทนที่ประกาศ “ยุทธศาสตร์” ฟังภาพฝันและภาพนิมิต แผนงาน โครงการมากมายที่บอกว่าจะทำ โดยเฉพาะให้คนยากคนจน ก็ยังไม่เคยได้ยินว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างที่จะทำให้มีการแก้ปัญหาจากรากฐาน เพื่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน

ที่ได้ยินได้ฟังมาก็เหมือนพูดให้ดูดี “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” แต่หลายปีที่มีการทำรัฐประหารก็ยังไม่เห็นการปฏิรูปที่ชัดเจนอะไร มีแต่การรวมศูนย์อำนาจในรัฐราชการที่แน่นหนายิ่งขึ้น ไม่มีการพยายามให้เห็นการกระจายอำนาจ หรือการคืนอำนาจให้ประชาชนจริงๆ

นักวิชาการบางคนวิเคราะห์ว่า สังคมไทยเป็นสังคม reactive มากกว่า pro-active หมายความว่า เป็นสังคมที่เกิดปัญหาแล้วจึงมองเห็น และมีปฏิกิริยาหาทางแก้ไข ไม่ใช่สังคมที่มองไปข้างหน้าเห็นปัญหาก่อนเกิดแล้วหาวิธีป้องกัน

เราจึงเห็นตึกใหญ่ๆ หลายสิบชั้นโผล่ขึ้นมาแบบไม่มีแผนไม่มีผังทั่วกรุงเทพฯ เห็นร้านอาหาร พับบาร์คาราโอเกะ เปิดระเกะระกะไปทั่วแม้อยู่ติดชิดกับบ้านอยู่อาศัย เราเห็นรถติดจนแทบจะขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้จึงมีการตัดถนน สร้างทางด่วน สร้างรถไฟฟ้า น้ำท่วมฝนแล้งทุกปีก็มีงบแก้น้ำท่วมฝนแล้งทุกปี

กฎหมายและมาตรการจะตามมาทีหลังและหลายอย่างก็แก้ไม่ได้แล้ว อยากช่วยร้านโชห่วยของชาวบ้าน จะออกกฎหมายห้ามห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ไม่ให้อยู่ในเมือง ไม่ให้อยู่ใกล้กันจนไปเบียดบังการทำมาหากินของชาวบ้านคนจนก็ทำไม่ได้ เพราะเขา “ผูกขาด” และสร้างกันเต็มไปหมดแล้ว

มีฝรั่งคนหนึ่งอยู่เมืองไทยนานมาก อ่านหนังสือพิมพ์ไทย ฟังวิทยุ ดูทีวี ติดตามข่าวสารบ้านเมืองทุกวัน สามารถทำนายการปฏิวัติรัฐประหารได้อย่างแม่นยำทุกครั้ง เขาบอกว่า คนไทยไม่ค่อยเก่งในการ “มองไปข้างหน้า” ถนัดมองไปข้างหลังมากกว่า ประเภท “กูว่าแล้ว” แบบว่าหวยออกแล้วทายถูกทุกที

เพื่อนฝรั่งอีกคนหนึ่ง เป็นนักภูมิศาสตร์สังคม มาเมืองไทยไม่กี่สัปดาห์ ขอข้อมูลทุกภาคมาเปรียบกันแล้วบอกได้ว่า ภาคไหนการพัฒนาวันนี้เป็นอย่างไร และจะเป็นอย่างไรในอนาคต เขาอ่านตัวเลขคนเรียนระดับประถม มัธยม อุดมศึกษา และดูตัวเลขแรงงานในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และภาคบริการ

โลกวันนี้เป็นโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารความรู้ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “ความรู้” แต่เป็น “การเรียนรู้” ทำอย่างไรให้เรียนรู้เป็น เข้าถึงข้อมูลเป็น มีเครื่องมือในการแยกแยะ (วิเคราะห์) และสรุปรวม (สังเคราะห์) เป็น มองหลังแลหน้าได้อย่างมีหลักวิชา ไม่ใช่คาดเดาเหมือนแทงหวย

มหาวิทยาลัย (แบบเดิม) ตายแล้ว วันนี้ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ทุกแห่งทุกเวลาถ้าเรียนรู้เป็น โลกคือห้องเรียน เข้าใจโลกเข้าใจชีวิต อยู่ในโลกอย่างมีความสุข คือ เป้าหมายของการเรียนรู้ที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เรียนเพื่อรู้ ที่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด แต่เรียนเพื่อมีชีวิตที่ดี มีความสุข

ปีใหม่ ๒๕๖๒ นี้ ขอส่งความปรารถนาดีมายังกองบ.ก. และผู้อ่านทางอีศานทุกท่าน โลกเปลี่ยนเร็วมาก ด้านหนึ่งก็เห็นการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง อีกด้านก็เห็นภาพนิมิตของบรรพชนว่าที่ “อัศจรรย์ใจกุ้ง กุมกินปลาบึกใหญ่ ปลาซิวไล่สวบแข่ หนีไปลี้อยู่หลืบหิน”

สยามรัฐรายวัน 26 ธันวาคม 2561

เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๐๘ องค์การสหประชาชาติได้เชิญพระสันตะปาปาปอลที่ ๖ ไปแสดงปาฐกถาในที่ประชุมใหญ่ที่นิวยอร์ค นับเป็นครั้งแรกที่มีการเชิญประมุขของศาสนจักรส่งสารไปถึงมนุษยชาติ

            พระสันตะปาปาทรงพูดถึงการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การสร้างสันติภาพแทนการทำสงคราม ซึ่งขณะนั้นกำลังคุกรุ่น โดยเฉพาะระหว่างอาหรับกับยิว สงครามเวียดนาม และทรงพูดถึงความเหลื่อมล้ำ การเอารัดเอาเปรียบระหว่างประเทศรวยกับประเทศยากจน คนรวยกับคนจน

            สองปีให้หลัง พระสันตะปาปาปอลที่ ๖ ได้ออกสมณสาร (Encyclical) จดหมายทางการของพระองค์ถึงชาวคาทอลิกทั่วโลกชื่อว่า “การพัฒนาประชาชาติ” (Populorum Progressio) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่สุดฉบับหนึ่งในยุคใหม่ ตามแนวยทางของสังคายนาวาติกันครั้งที่ ๒ (1963-1965) ที่เป็นการปฏิรูปศาสนจักรคาทอลิก

            สมณสารฉบับนี้พูดถึงการพัฒนาในโลกที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ประเทศรวยยิ่งรวยขึ้น และประเทศจนยิ่งจนลง ช่องว่างถ่างออกไปเรื่อยๆ เพราะโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม ชาติร่ำรวยยังเอาเปรียบชาติยากจน ดูดซับทรัพยากรธรรมชาติและบุคคลออกไปจากประเทศด้อยพัฒนา ไปซ้ำเติมให้เกิดปัญหาแสนสาหัส ความหิวโหย ความยากจน โรคภัยไข้เจ็บ ความไม่รู้ (ignorance) โอกาสการศึกษาและการพัฒนา

            พระสันตะปาปาปอลที่ ๖ (1897-1978) ได้รับการประกาศเป็นนักบุญเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ที่ผ่านมานี้ วันเดียวกับการประกาศเป็นนักบุญของพระสังฆราชออสการ์ โรเมโร (1917-1980) ของประเทศแอล ซัลวาดอร์ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตขณะที่ทำพิธีมิสซา เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๒๓ โดยสมุนนักการเมืองขวาจัด ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกป้องคนจน คนยากไร้ จึงได้รับการประกาศจากศาสนจักรคาทอลิกให้เป็นองค์อุปถัมภ์ละตินอเมริกา

            การแสดงปาฐกถาทในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติของพระสันตะปาปาปอลที่ ๖ ในปี ๒๕๐๘ นั้น ผู้ที่ทูลเชิญท่าน คือ นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติซึ่งเป็นชาวพม่า

            นายอูถั่น (1909-1974) เป็นเลขาธิการสหประชาชาติที่ยาวนาน ๒ สมัย ๑๐ ปี (1961-1971) จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกันกับนายอูนุ ซึ่งต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า ส่วนอูถั่น มีอาชีพเป็นครู แล้วได้รับตำแหน่งในรัฐบาล เป็นรัฐมนตรีกระทรวงประชาสัมพันธ์ เป็นเลขานุการนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้แทนถาวรของพม่าในสหประชาชาติ

            อูถั่นมีประวัติทีน่าสนใจมาก ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสหประชาชาติด้วยฝีมือที่แสดงให้ประชาชาติได้เห็นระหว่างที่เขาเป็นผู้แทนพม่าในยูเอ็น และเมื่อเป็นเลขาธิการก็ได้ประสานคลี่คลายความขัดแย้งที่เกือบกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสภาพโซเวียต ประสานระหว่างประธานาธิบดีเคนเนดีกับนายกรัฐมนตรีครุสเชฟ ในกรณีพิพาทคิวบา

            วาระที่สองของอูถั่นในยูเอ็น เห็นเขาประสานการแก้ปัญหาอาหรับอิสราแอล และสงครามเวียดนาม ซึ่งเขาได้วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของอเมริกันแบบไม่เกรงใจ

            อูถั่น เป็นชาวพุทธที่เชื่อในศาสนาและสันติวิธี เช่นเดียวกับ อูนุ (1907-1995) นายกรัฐมนตรีที่ได้เสนอแนวทางพัฒนาประเทศด้วยวิถีพุทธ ผลักดันกฎหมายให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และให้เป็นปรัชญาแนวคิดหลักในการพัฒนาประเทศ

            เมื่อ อี เอฟ ชูมาเคอร์ (E.F.Schumacher) ได้รับเชิญไปเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้รัฐบาลพม่าและให้นายกรัฐมนตรีอูนุในปี 1955 เขาประทับใจในพุทธศาสนามาก และได้เขียน “เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ” (Buddhist Economy) ในหนังสือ “เล็กนั้นงาม-การศึกษาเศรษฐศาสตร์ที่เห็นความสำคัญของประชาชน” (Small is Beautiful-A Study of Economics As If People Mattered)

            เป็นที่เข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงอ่านหนังสือเล่มนี้ (ที่หนังสือพิมพ์ไทม์ได้ยกย่องให้เป็น ๑ ใน ๑๐๐ เล่มที่มีอิทธิพลต่อผู้คนมากที่สุด) และคงมีส่วนสำคัญให้พระองค์ท่านทรงพัฒนาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาการพัฒนาที่องค์การสหประชาชาติให้การยอมรับ และนำแนวคิดนี้ไปเผยแพร่ทั่วโลก

            พระองค์ท่านทรงเน้นการเรียนรู้ไปสู่การพัฒนายั่งยืน “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ทำให้ “ระเบิดจากข้างใน” อันเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวิถีพุทธที่เน้นาการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ทรงสอนให้เริ่มจากเล็กๆ ทีละขั้น ใช้ความรู้วิชาการในการทำงาน และทำให้ยั่งยืนด้วยภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง โดยทรงทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในสวนจิตรลดา ที่ศูนย์เรียนรู้ใหญ่น้อยทั่วประเทศ รวมทั้งโครงการพระราชดำริสี่พันกว่าโครงการ สรุปเป็นสิ่งที่เราเรียกขานวันนี้ว่า “ศาสตร์พระราชา”

            เศรษฐกิจพอเพียงมุ่ง “สร้างคน-สร้างความรู้-สร้างระบบ” เพื่อให้เกิด “ความพอประมาณ-มีเหตุมีผล-มีภูมิคุ้มกัน” เรื่องง่ายที่เข้าใจได้และทำได้ ถ้าใจปรารถนา

            เสียดายว่า เมืองไทยไม่ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างจริงจัง อ้างไว้ตลอดเวลาในเอกสารและการพูด แต่ไม่เห็นเป็นรูปธรรม ถ้านำมาทำให้ได้จริง ความเหลื่อมล้ำไม่มากมายขนาดนี้

สยามรัฐรายวัน 19 ธันวาคม 2561

ดูเหมือนไม่มีพรรคการเมืองไหนโต้แย้งนโยบาย “แจกเงิน” ชาวบ้าน มีแต่อ้างว่า คสช.ลอกการบ้านตนเองบ้าง หรือจะปรับปรุงให้ดีกว่าเดิมบ้าง เพราะเรื่องแบบนี้รู้ดีว่า ถ้าไปโต้แย้งคงเสียคะแนนมากกว่าได้

            ถ้าคิดกันง่ายๆ ก็คงสรุปกันว่าโครงการนี้ดีเพราะคนชอบโครงการประชานิยม (populism) ที่จะเรียกชื่ออะไรก็ได้ ซึ่งเรื่องก็ง่ายจริงด้วย เพราะถ้าหากทำได้จริง สังคมจะเปลี่ยน ปัญหาความยากจนจะหมดไป ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะไม่ลึกกว้างอย่างวันนี้ ความยุติธรรมจะกลับคืนสู่สังคม

            ที่เขียนนี้ไม่ใช่ความฝันอะไร แต่เป็น “ภาพนิมิต” (vision) เป็นปรากฎการณ์ที่ทั่วโลกกำลังพิจารณาเรื่อง “การแจกเงิน” นี้อย่างจริงจัง มีการศึกษาวิจัยไม่น้อยกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส สก็อตแลนด์ นามีเบีย ยูกันดา เคนยา บราซิล อินเดีย เป็นต้น เรียกกันว่า “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” (Universal Basic Income - UBI) หรือ “รายได้พื้นฐาน” (Basic Income)

            เมื่อปี 2017 นายเบอนัวร์ ฮามง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศสได้เสนอนโยบาย รายได้พื้นฐาน ว่าจะแจกเงินให้คนฝรั่งเศส โดยเริ่มจากการให้สวัสดิการคนจนเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 23,000 บาท จากนั้นจะขยายไปแจกเงินคนฝรั่งเศสอายุ 18-25 ปี และในปี 2022 จะให้เงินทุกคนแบบไม่มีเงื่อนไขคนละ 750 ยูโร หรือประมาณ 29,000 บาท ต่อเดือน

            แม้ว่านายฮามงจะไม่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ด้วยเหตุผลที่พรรคสังคมนิยมของเขากำลังตกต่ำสุดขีดเพราะผลงานอันย่ำแย่ของอดีตประธานาธิบดีฟรงซัวส์ ออลลองด์ แต่แนวคิดของเขาก็ทำให้คนทั่วไปสนใจเรื่อง “การให้เงินฟรีแบบไม่มีเงื่อนไข” เพียงแต่มีคำถามว่า จะเอาเงินมากมายมาจากไหน

            เรื่องเงินสำหรับฝรั่งเศสน่าจะมีคำตอบง่ายกว่าที่อินเดีย ซึ่งสนใจที่จะขยายนโยบายการแจกเงินคนจนไปทั่วประเทศอย่างจริงจัง หลังจากที่ได้มีการศีกษาและวิจัยเรื่องนี้มานานหลายปี และพบว่า คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะโครงการสวัสดิการร้อยแปดของรัฐใช้เงินสูงมาก และมีปัญหาคอร์รัปชั่นเต็มไปหมด ไม่มีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำไม่ได้ เหมือนหมอเลี้ยงไข้แบบถาวร

            มีการประมาณการที่อินเดียว่า ถ้ายกเลิกกระทรวงทบวงกรม หน่วยงานของรัฐที่ทำเรื่องสวัสดิการ และนำงบประมาณทั้งหมดมาแจกคนจนทั่วประเทศก็จะได้มากกว่าครึ่งแล้ว และหากจัดสรรงบประมาณเพิ่มลงไปอีกจะคุ้มมากเพราะแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้จริง อินเดียจะเป็นประเทศต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาในการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำเลยทีเดียว

            โครงการที่อินเดียได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกและองค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะ UNICEF ที่ให้ทุนสมาคมสตรีอินเดียทำการวิจัยทดลองปฏิบัติการในหลายรัฐ และได้ผลน่าพอใจ

            ประเทศไทยไม่ได้ต่างจากอินเดียเท่าใดนัก ลองคำนวณงบประมาณจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐในการจัดสวัสดิการต่างๆ ค่าจ้างบุคลากร และงบประมาณ และการคอร์รัปชั่นที่เป็นข่าวอยู่เนืองๆ ไม่ได้แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ กลับเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ

            ที่กลัวกันว่า เมื่อแจกเงินแล้วคนจะขี้เกียจ และใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายงานวิจัยต่างๆ พบว่าไม่จริง เป็นอคติของคนมีอำนาจที่ทำตัวเป็น “คุณพ่อรู้ดี” (paternalistic) เพื่อรักษาไว้ซึ่งสังคมอุปถัมภ์ ครอบงำชาวบ้านต่อไป คิดแทนชาวบ้าน ตัดสินใจแทนชาวบ้าน และตั้งเงื่อนไขมากมายให้ชาวบ้านทำเพื่อแลกกับสวัสดิการ

            ทั้งๆ ที่เงินที่ให้ไปเป็นสิทธิอันชอบธรรมของชาวบ้านที่ควรได้รับ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งจากทรัพยากร รายได้ ผลผลิต ผลงานของชาติที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ระบบปัจจุบันทำให้คนรวยได้รางวัล คนจนถูกลงโทษ ให้ตกนรกทั้งเป็น นรกที่สังคมสร้างขึ้นมาเอง

แนวคิดเรื่องการแบ่งปันทรัพยากรไม่ใช่เรื่องแปลก ที่รัฐอะลาสกา ของสหรัฐอเมริกา มีการแบ่งเงินรายได้จากภาษีน้ำมันที่อุดมสมบูรณ์ให้ชาวอะลาสกาทุกคนอย่างเท่าเทียมกันทุกปี

โครงการรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าจะคืนศักดิ์ศรี คืนความเท่าเทียม สิทธิเสรีภาพให้ทุกคน อย่าคิดเอาเอง ด้วยอคติ แต่ลองทำการวิจัยทำโครงการนำร่องในประเทศไทยดู แล้วค่อยพูดหลังจากมีผลการวิจัยจริงๆ

วันนี้โลกเชื่อว่า ปัญญาประดิษฐ์จะทำให้คนว่างงานกว่าหนึ่งในสามอีกไม่นาน โครงการนี้เท่านั้นจะเป็นทางออก ทำให้คนคิดนวัตกรรมและงานใหม่ๆ ให้ตนเองได้ เพราะยังมีงานอีกมากที่ AI ทำไม่ได้

พรรคการเมืองไทยไหนกล้าประกาศว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะมีนโยบาย “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” แจกเงินประชาชนคนไทยแบบไม่มีเงื่อนไข เริ่มจากคนจน 14 ล้านคนก่อน คนละ 3,000 บาทต่อเดือน ปีหนึ่งใช้งบ ประมาณเดือนละ 100,000 ล้าน ปีละ 1.2 ล้านล้านบาท จะให้มากน้อยเท่าไรและขั้นตอนต่างๆ ก็ไปคิดกันเอง

ถ้าขณะนี้ “เงินกำลังไหลมา” จริง น่าจะเป็นโอกาสทองที่เมืองไทยจะใช้โครงการรายได้พื้นฐานนี้ ที่เป็น “อภิมหาประชานิยม/ประชารัฐ” เพื่อแก้ปัญหาความยากจนความเหลื่อมล้ำ ให้เกิดความมั่งคั่งและยั่งยืนจริง

(อ่านรายละเอียดเรื่อง “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” ได้ใน google ที่ผมเขียนในสยามรัฐรายวัน5 ตอนเมื่อไม่นานมานี้)