Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 26 กรกฎาคม 2560

เมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้ว ได้ประสานงานโครงการความร่วมมือผู้นำศาสนาพุทธ คริสต์และอิสลามเพื่อการพัฒนา มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตและการพัฒนาชุมชน

                ครั้งแรกๆ พบกันที่ “บ้านเซเวียร์” ข้างๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จำหลวงพ่อได้หลายองค์ เช่น พระราชวินยาภรณ์ จากเชียงใหม่ (วัดป่าดาราภิรมย์ ต่อมาท่านมีสมณศักดิ์ขึ้นไปเป็นลำดับจนก่อนมรณรภาพเป็นพระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง)

                มากับท่านจากเชียงใหม่ก็มีพระครูมงคลศีลวงศ์ เจ้าอาวาสวัดดอยสะเก็ดในขณะนั้น (ต่อมาท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์จนเป็นพระเทพวิสุทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ และมรณภาพเมื่อต้นปี 2559)

                จากอีสานมีหลวงพ่อนาน จากวัดสามัคคี สุรินทร์ พระอาจารย์บัญญัติ อนุตตโร จากวัดป่าธรรมดา อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น จากภาคกลางมีพระครูสาคร สังวรกิจ จากวัดยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ยังมีอีกหลายท่านที่จำชื่อนามท่านไม่ได้ รวมทั้งผู้นำศาสนาอิสลามหลายท่าน

                เรื่องที่อยากเขียนถึงวันนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับ “เข้าพรรษา” ที่ผู้นำศาสนาคริสต์ได้เล่าเรื่องสิ่งที่ทำในเทศกาล “ถือศีลอด” หรือ “มหาพรต” (ภาษาที่คาทอลิกใช้เรียกเทศกาล Lent,  40 วันก่อนเทศกาลปาสกา หรือวันที่พระเยซูทรงถูกทรมาน สิ้นพระชนม์และกลับคืนชีพ)

                เริ่มที่ประเทศเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีบาทหลวงท่านหนึ่งเสนอว่า การที่ชาวคริสต์ลดการบริโภค การใช้จ่าย หรือ “อด” ในระหว่าง 40 วันก็เป็นเรื่องดี แต่หลังจากวันปาสกาแล้วก็นำเงินที่อดออมได้ไปใช้จ่ายเอง ถ้าหากว่านำเงินนั้นไปช่วยเหลือคนยากจนจะได้บุญเป็นสองต่อ

                ความคิดนี้ได้รับการยอมรับ และมีการจัดการอย่างเป็นระบบ “แบบเยอรมัน” จัดตั้งองค์กรหนึ่งขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยตรง ชื่อ “Misereor” (ภาษาละติน แปลง่ายๆ ว่า “เมตตา” ก็แล้วกัน) องค์กรนี้จะเตรียมการรณรงค์ใน 40 วันที่ว่านี้ โดยแต่ละปีจะเลือกหัวข้อหนึ่ง หรือประเทศหนึ่ง ทำข้อมูล เอกสาร สื่อต่างๆ ทำการรณรงค์ปลุกจิตสำนึกของคนเยอรมันให้ตระหนักในประเด็นนี้

                มีคำขวัญเกิดขึ้นทุกปี เช่น “เรารวยเพราะเขาจน” “ไม่ใช่การค้าเสรีแต่การค้าที่เป็นธรรม (fair trade not free trade) หรือเลือกประเด็น เช่น เด็กที่ประเทศอินเดีย  และในปี 2534 “ผู้หญิงไทย” เพื่อให้ข้อมูลและรณรงค์ให้คนเยอรมันรู้จักด้านบวกด้านดีของผู้หญิงไทย ไม่ใช่มีแต่ด้านลบด้วยภาพของหญิงบริการที่คนเยอรมันคุ้นเคยในขณะนั้น

                จัดส่งข้อมูล เอกสาร สื่อไปทั่วประเทศ ตามวัด โรงเรียน หน่วยงาน องค์กร ชุมชน ยังแจกกล่องเล็กๆ ทำด้วยกระดาษแข็ง มีรูเพื่อใส่เหรียญใส่เงินที่อดและออมไว้เพื่อจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ร่วมกันในปีนั้น

                บางคนบอกว่า เทศาล 40 วันนี้จะไม่ดื่มเบียร์ดื่มไวน์ เขาก็จะนำเงินที่เคยซื้อเครื่องดื่มเหล่านั้นมาใส่ไว้ในกล่อง หลายคนอดอาหารค่ำวันศุกร์ ก็จะนำเงินที่ควรจ่ายค่าอาหารนั้นใส่ลงไปในกล่อง ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ทุกคนต่างก็ร่วมมือกันในเทศกาลดังกล่าว ใส่เงินลงไปในกล่องเท่าไรก็ได้

                ทุกปี Misereor รวบรวมเงินออมที่นำไปรวมกันในวันปาสกาปีหนึ่งได้หลายพันล้านบาท รัฐบาลเยอรมันมีพันธสัญญาสมทบให้อีกเท่าตัว องค์กรนี้นำเงินดังกล่าวไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยจนถึงเมื่อสัก 20 กว่าปีที่แล้ว (เลิกเอาตอนที่ไทยกำลังกลายเป็นเสือตัวใหม่)

                แนวคิดของเยอรมันได้แพร่ไปทั่วโลก ชาวคริสต์ร่วมกันเรียนรู้และอดออม พัฒนาตนให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่เราทุกคนมีส่วนรับผิดชอบ เป็น “บาปสังคม” ที่ต้องแก้ด้วยกรรมดีด้วยกัน โครงการนี้เป็นอะไรที่ win-win ทุกฝ่าย ได้กองทุน ได้จิตสำนึก ได้พัฒนา

                หลวงพ่อหลายท่านได้นำความคิดนี้ไปประยุกต์ที่วัด พระครูสาครสังวรกิจ ที่วัดยกกระบัตร ก่อนเข้าพรรษา ท่านแจกกระบอกไม้ไผ่ให้ทุกครัวเรือน เจาะรูและให้หยอดเหรียญหรือใส่ธนบัตรลงไป วันออกพรรษาก็นำกระบอกไม้ไผ่นั้นมารวมกัน ผ่าออกที่วัด นับเงินได้หลายแสน ร่วมกันทอดกฐิน

                จำไม่ได้ว่า ท่านได้รณรงค์เรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ แต่ท่านคือพระที่ได้พัฒนาช่วยเหลือชาวบ้านที่ลำบากยากจนเพราะน้ำเค็ม ร่วมกันแก้ปัญหาจนทำให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้น มีรายได้มั่นคง ปัญหาสังคมต่างๆ ลดน้อยลง

                หวงพ่อนาน พระอาจารย์บัญญัติ และอีกหลายท่าน ก็มีกิจกรรมอื่นๆ ที่ท่านทำอยู่แล้ว การมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้นำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนาขึ้นมา ด้วยความร่วมมือระหว่างผู้นำศาสนา โดยฝ่ายพุทธมีอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และพระมหาณรงค์ (ต่อมาคือพระสุธีวรญาณ รองอธิการบดีมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยที่นครราชสีมา) ฝ่ายคริสต์มีท่านบิช็อบบุญเลื่อน มั่นทรัพย์และผม

                รู้สึกเป็นบุญที่ได้รู้จักพระนักพัฒนาหลายท่าน กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ ไม่ว่าจะมีนามว่าอะไร ท่านก็มีจริยวัตรเยี่ยง “พระโพธิสัตว์” เป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเชื่อว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้จริง 

สยามรัฐรายวัน 19 กรกฎาคม 2560

คนส่วนใหญ่อาจคาดไม่ถึงว่า เศรษฐกิจนอกระบบมีสัดส่วนกว่าหนึ่งในสามของระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะพูดถึงเศรษฐกิจก็คิดถึงกิจการระดับชาติและข้ามชาติ ขายอาหารขายเครื่องดื่ม คิดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่การเงินการธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทก่อสร้างที่รับเหมาทีเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน

ใครจะไปคิดว่า คนขายของบนทางเท้า หาบแร่แผงลอย ตลาดนัด พวงมาลัยตามสี่แยก ของกินของใช้ ข้าวต้มขนมต่างๆ จากชุมชนแออัด ร้านอาหารตามสั่งหลังคามุงจาก ร้านเพิงหมาแหงนข้างถนน กลุ่มคนเล็กๆ ที่รับเหมาก่อสร้างงานช่วง ฯลฯ รวมกันแล้วจะมีปริมาณมากมายขนาดนั้น

อยากประเมินความสำคัญของเศรษฐกิจนอกระบบลองพิจารณาผลกระทบเรื่อง “แรงงานต่างด้าว” ที่เพิ่งเกิดขึ้นก็ได้ ส่วนใหญ่อยู่ในภาค “นอกระบบ” ที่ได้รับผลกระทบมาก ส่งผลกระเทือนไปถึงเศรษฐกิจโดยรวม ทุกวันนี้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศน่าจะมาจากเศรษฐกิจ “นอกระบบ” ที่อ่อนกำลัง

มีคนที่สะกิดให้ทั่วโลกสนใจเรื่อง “เศรษฐกิจนอกระบบ” ชื่อ แอร์นันโด เด โซโต ซึ่งหลายปีก่อนเขียนหนังสือโด่งดังชื่อ “ความเร้นลับของทุน” (The Mystery of Capital)  เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู ผู้อำนวยการสถาบันอิสรภาพและประชาธิปไตย รับงานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและรัฐบาลหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทยสมัยรัฐบาลทักษิณ

ยุคนั้นคนไทยได้รู้จักนโยบาย “แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน” เป็นครั้งแรก ซึ่งปรับทัศนคติของคนเกี่ยวกับ “ทุน”  คำหลักที่ เด โซโต ใช้อธิบายความแตกต่างของประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาว่าอยู่ที่แนวคิดเรื่อง “สิทธิในสินทรัพย์” ที่แปรเป็นทุนได้นี่เอง

ในยุครัฐบาลทักษิณ แนวคิดนี้ทำให้คนในเศรษฐกิจนอกระบบเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น สามารถเอา “บาทวิถี” ไปขอกู้เงินจากธนาคารได้ เอา “แผง” ขายผักขายปลาในตลาดไปกู้เงินในระบบได้ แม้ว่าทั้งบาทวิถีและแผงในตลาดก็ไม่ใช่ของตนเอง แต่มีคุณค่าและอยู่ในบริบทที่ทำให้เกิดมูลค่าได้

ประเด็นอยู่ที่ว่า จะส่งเสริมเศรษฐกิจนอกระบบอย่างไรให้เติบโตจนเข้าสู่ระบบได้ในที่สุด หาความลงตัว ความสมดุลระหว่างการจัดระเบียบทางเท้า สุขอนามัยของกทม. กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมร้านอาหารริมถนนที่ได้รับการยกย่องจาก CNN ว่ายอดเยี่ยมที่สุดในโลก

ส่งเสริมร้านอาหารที่ถนนข้าวสาร เยาวราชหรือที่อื่นๆ อีกหลายแห่งที่กำลังตามมา รวมทั้งในเมืองใหญ่ๆ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทำอย่างไรให้คนที่หาบแร่แผงลอยจริงๆ มีโอกาสได้ขายของได้ด้วย เพราะถึงเข้าแหล่งทุนได้ ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงสอนให้จับปลา แต่ให้โอกาสจับปลาด้วย

ใครไปตลาดน้ำอัมพวาสุดสัปดาห์จะเห็น “เศรษฐกิจนอกระบบ” ได้อย่างชัดเจน เป็นตลาดไทยๆ ที่มีของกินของใช้ราคาไม่แพง ที่ชาวบ้านเอามาขายเอง เช่นเดียวกับที่สามชุก ที่เชียงคาน และอีกหลายแห่งที่สืบทอดวัฒนธรรมและวิถีชุมชนดั้งเดิมได้อย่างมีพลัง

หลายปีก่อน คุณวิวัฒน์ เชาวนสมบูรณ์ นายกเทศมนตรีหนองบัวระเหว ชัยภูมิ มีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนแบบครบวงจร เริ่มจากการส่งเสริมการศึกษา ให้ผู้นำชุมชนเรียนใน “โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต” จนจบหลายร้อยคน เป็นผู้นำในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นให้พึ่งพาตนเอง

นายกฯ เองลงมือทำเกษตรผสมผสานด้วยตนเองในพื้นที่ 4 ไร่ ส่งเสริมให้ผู้คนนำผักผลไม้จากสวนจากนามาขายที่ตลาดเทศบาล แม้แต่ผักกำสองกำก็นำมาขายได้โดยไม่ต้องเสียค่าที่ค่าแผง เป็นแรงจูงใจให้คนเฒ่าคนแก่ปลูกผักและนำที่เหลือกินในสวนมาขาย เป็นการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ มีเงินไปซื้อข้าวของในตลาดติดไม้ติดมือกลับบ้านบ้าง

ที่บ้านสำโรง-ตะคร้อ ตำบลพรสำราญ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ มีการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง ชาวบ้านลงมือปลูกผักกินเองแทบทุกครัวเรือน เหลือกินก็นำมารวมกันให้คนเฒ่าคนแก่มาช่วยกันแบ่งเป็นมัดเล็กๆ มีรายได้คนละ 30-40 บาท วันหนึ่งทำได้ 2,000-3000 มัด นำไปขายที่ตลาดเทศบาลบุรีรัมย์ ที่ผู้ว่าฯช่วยจัดหาที่ให้ ก่อนนี้ขายมัดละ 1 บาท ตอนนี้ขาย 3 มัด 5 บาท ขายดี เพราะราคาถูกและปลอดสารเคมี

เศรษฐกิจชุมชนส่วนใหญ่เป็นเศรษฐกิจนอกระบบ มีศักยภาพที่จะพัฒนาได้สูงมาก ปัญหาชุมชนไม่ใช่เพราะจนทรัพยากร จนแรงงาน หรือจนเงิน แต่จนปัญญา ขาดการเรียนรู้ การส่งเสริมให้ทำทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ตั้งแต่ผลิตไปถึงขาย ไม่ใช่ได้แต่ผลิต แต่ขายไม่เป็น ความจริง ใช้สมาร์ทโฟนเป็นก็ขายทางไอทีได้ ลูกหลานเรียนมัธยมอุดมศึกษา ช่วยทำเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ก็ควรกลับไปไถนา

ปัญหาเหล่านี้จะลดน้อยและมีทางออกถ้าชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ร่วมกันหาทางออก คนที่คิดเป็นคงไม่มีแต่นักธุรกิจหรือเจ้าสัว และคนที่ทำเป็นไม่ได้มีแต่ “ประชารัฐ” เพราะศักยภาพและทุนของชาวบ้านและชุมชนวันนี้ ไม่มี “ความเร้นลับ” อะไรอีกแล้ว อยู่ที่ว่าฝ่ายนโยบายมองเห็นหรือไม่เท่านั้น

สยามรัฐรายวัน 12 กรกฎาคม 2560

แทนที่โรงเรียนจะสร้างคน ให้ความรู้ให้ปัญญา บางแห่งกลับเป็นที่บ่มเพาะความรุนแรง เป็นข้อพิสูจน์ว่า สถานที่ใด สังคมใดใช้อำนาจมาก ก็ย่อมเกิดความรุนแรงมาก ทั้งจากผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ เพราะแรงกดมาก ปฏิกิริยากลับมาก็มาก

                เรื่องครูตีเด็กเป็นข่าวบ่อย โดยเฉพาะที่ตีแบบรุนแรงจนหลังลาย และไม่มีเหตุผลอะไรไปกว่าการหยิบปากกาจากโต๊ะครู เป็นข่าวใหญ่เพราะสังคมออนไลน์ไม่ปรานีใคร เรื่องแบบนี้แพร่กระจายเป็นไวรัส และก็ตามเคย พอเป็นข่าว ผู้บริหารการศึกษาก็รีบไปที่เกิดเหตุ ไปเยี่ยมครอบครัว เอาเงินไปให้ หน่วยงานราชการอื่นก็เฮกันไปด้วย เพราะได้ออกสื่อ เป็นข่าว ถามว่า “มีหน่วยงานเหล่านี้ไว้ทำไม”

                ปฏิรูปการศึกษาเกิดได้ถ้าทำที่ฐานราก ปรับเปลี่ยนสังคมอำนาจมาเป็นสังคมที่เน้นความสัมพันธ์ที่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคนอย่างเท่าเทียม เสมอภาค ไม่ใช่สังคมแบ่งฐานะ ที่ถอนรากเหง้าความสัมพันธ์ฉันพี่น้องในสังคมเกษตรไปสู่ความสัมพันธ์แบบอุตสาหกรรม ที่ทำให้โรงเรียนเป็นโรงงาน นักเรียนเป็นเพียงผลผลิตโหลๆ ไร้จิตวิญญาณ จึงถูกกระทำเหมือนเป็นวัตถุสิ่งของ

                ปฏิรูปการศึกษาเริ่มจากปฏิรูปความสัมพันธ์ครูนักเรียน ถ้าครูไม่รู้จักเด็กนักเรียนของตนเอง ไม่รู้ว่าที่บ้านเป็นอย่างไร พ่อแม่ยังอยู่ด้วยกันหรือแยกกัน อยู่กับตากับยายหรือเปล่า ยากจนข้นแค้นแค่ไหน ทำไมมาโรงเรียนสาย ทำไมไม่มีปากกาดินสอ ไม่รู้จักเด็กในฐานะที่เป็น “คน” ก็จะจัดการแบบ “วัตถุ”