Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐ  7 มิถุนายน 2560

คิดแบบชาวบ้านธรรมดา  อเมริกาถอนตัวจากข้อตกลงปารีสเกี่ยวกับ “โลกร้อน” คนที่จะได้รับผลกระทบทางลบโดยตรงก่อนใครคงเป็นคนอเมริกันกระมัง เพราะก่อนที่ฝุ่นละอองหมอกควันและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลอยขึ้นไปสู่อวกาศ คนอเมริกันก็สูดดมเข้าไปแล้วเท่าไร เพราะร้อยละ 15 ของมลพิษทั้งหมดของโลกถูกปล่อยจากอเมริกา

                ก่อนที่อเมริกาจะ “ส่งออกความตาย” ไปยังประเทศอื่นอย่างอาหารขยะ บุหรี่ เหล้า คนอเมริกันก็บริโภคสิ่งเหล่านี้เข้าไปจนกลายเป็นประเทศที่มีปัญหาสารพัดโรค คนกว่าสองในสามน้ำหนักเกิน หนึ่งในสามเป็นโรคอ้วน พร้อมกับโรคหัวใจ เบาหวาน เส้นเลือดตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต

                อาหารขยะเต็มไปด้วยไขมัน เกลือ น้ำตาล รวมทั้งไขมันทรานส์ (transfat) หรือไขมันกลายรูปที่ผู้บริโภคอเมริกันรวมตัวกันต่อต้านจนสามารถออกกฎหมายห้ามในหลายมลรัฐ แต่อเมริกาก็กลับส่งอาหารในรูปขนมกรุปกรอบ ช็อคโกเลตที่มีไขมันทรานส์เกินขีดอันตรายไปขายทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศด้อยพัฒนา กำลังพัฒนาที่ไม่มีกฎหมายห้ามเรื่องนี้

                มีการฟ้องร้องบริษัทบุหรี่ในสหรัฐ แต่นักการเมืองอเมริกันเองที่ไปล็อบบี้ประเทศต่างๆ บังคับแกมขอร้องให้นำเข้าบุหรี่อเมริกัน อ้างนิติรัฐนิติธรรมในประเทศ แต่ไม่ใช้มาตรฐานเดียวกับประเทศอื่น

                ขณะที่ในอเมริกามีการต่อสู้เพื่อไม่ให้ใช้กระบวนการทำอาหารขยะเช่นเบอร์เกอร์และของทอดทั้งหลาย ที่ใช้น้ำมันพืชและไขมันทรานส์จนต้องมีการประนีประนอมลดหรือเลิกวัสดุอันตราย แต่บริษัทเหล่านี้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตอาหารขยะในประเทศอื่นที่ไม่มีการต่อสู้เรื่องสิทธิผู้บริโภค

                อเมริกาเป็นเจ้าตำหรับน้ำอัดลมผสมสีใส่น้ำตาล ดื่มขวดเดียวได้น้ำตาลสองเท่าของปริมาณที่แพทย์แนะนำให้คนบริโภคน้ำตาลจากอาหารเครื่องดื่มทั้งหมดรวมกันต่อวัน ไม่ป่วยไม่อ้วนเอาเท่าไร

                วันนี้ อเมริกากำลังจะ “ส่งออก” มลพิษเข้าสู่บรรยากาศถึงร้อยละ 15 ของทั้งหมดจากทั่วโลกแบบไม่มีลด มีแต่จะเพิ่มขึ้น โดยไม่สนใจว่า ใครในโลกจะเป็นอย่างไร เพราะเขาเตรียมใจให้ข้อมูลคนอเมริกันไว้นานตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่า เรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องหลอกๆ อย่าไปเชื่อ

                นายทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศในวันที่ถอนตัวจากข้อตกลงปารีสว่า “ต่อไปนี้โลกจะไม่หัวเราะเยาะอเมริกาอีก” ซึ่งป็นอะไรที่ตลก เพราะโลกเริ่มหัวเราะเยาะอเมริกาตอนที่เลือกคนอย่างนายทรัมป์เป็นผู้นำประเทศ และหัวเราเยาะหนักมากขึ้นไปอีกวันนี้กับการประกาศดังกล่าว

                เขาคิดว่าจะส่งเสริมอุตสาหกรรมถ่านหินและน้ำมันให้กลับมายิ่งใหญ่ สวนกระแสโลกที่กำลังหันไปใช้พลังงานหมุนเวียน ข้อมูลบอกว่า แรงงานเกี่ยวกับถ่านหินวันนี้มีไม่ถึงครึ่งของแรงงานในพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และถ่านหินไม่มีทางตามทัน มีแต่ละลดลงไปเรื่อยๆ (เหมืองถ่านหินใหม่ที่จะเปิดในเพนซิลเวเนียมีคนงานเพียง 70 คน) ไม่ใช่เพราะเหตุผลทางการเมืองแต่เหตุผลทางเศรษฐกิจ เพราะราคาไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ถูกกว่าและถูกลงไปเรื่อยๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก

                ส่วนน้ำมันเองก็กำลังจะหมดยุค รถยนต์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้า น้ำมันกว่าครึ่งหนึ่งในโลกวันนี้ถูกใช้ในรถยนต์ อีกไม่ถึง 10 ปีนักวิเคราะห์บอกว่า รถยนต์ใหม่ทุกคันที่ผลิตออกมาจะเป็นรถไฟฟ้า ต่อให้นายทรัมป์ประกาศสนับสนุนถ่านหินและน้ำมันเพียงใดก็คงไม่มีใครใช้

                ในอเมริกาวันนี้ มีบ้านใหม่ขายพร้อมหลังคาผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ โดยไม่ต้องติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ ทั่วโลกกำลังแข่งกันผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ และที่ใช้ในบ้าน ในโรงงาน ที่ทำงาน

                นักวิเคราะห์มองว่า นายทรัมป์เป็นคนบ้าบิ่น สวนกระแสโลก และต่อสู้กับเกือบ 200 ประเทศ ที่ผนึกกำลังกันหนักแน่นยิ่งขึ้นในการแก้ปัญหาโลกร้อน รวมทั้งคนอเมริกันครึ่งหนึ่ง ซึ่งกำลังตีอกชกหัวและไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจะไล่ผู้นำที่ทำความอับอายให้อเมริกา แต่กลับคิดว่ากำลังสร้างความยิ่งใหญ่ให้ประเทศ

                ที่โลกกำลังหัวเราะเยาะอเมริกาวันนี้ เป็นเพราะมีผู้นำที่ใช้ความไม่รู้เท่าทันของคนเอมริกันและเทค โนลีสมัยใหม่เพื่อขึ้นสู่อำนาจ เป็นการครอบงำที่แนบเนียนของอำนาจนำ (hegemony) ยุคใหม่             

      ว่ากันว่า อเมริกากำลังสูญเสียความเป็นผู้นำคุณธรรม (moral leadership) หรือผู้นำความถูกต้องเป็นธรรม ซึ่งเป็นมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ในประเทศที่ถือเอาทุนนิยมสามานย์เป็นสรณะ ร่ำรวยด้วยการค้าที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งค้าความตายขายอาวุธ

สยามรัฐ 31 พฤษภาคม 2560

หลายปีก่อน คงจำกันได้ว่า การแก้ปัญหาหนูระบาด ทำลายข้าวชาวนา ทางราชการใช้วิธีประกาศซื้อหนูจากชาวบ้าน หางละเท่าไรจำไม่ได้ แต่ได้ผล เพราะหนูหมดไปจากนา

                หลายปีก่อน รัฐบาลอยากให้คนหันมาใช้น้ำมันไรสารตะกั่ว ก็ทำให้ราคาน้ำมันไร้สารตะกั่วถูกกว่าน้ำมันเบนซินธรรมดาอื่นๆ จนคนหันมาใช้น้ำมันไร้สารกันในที่สุด

                มีคนเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาผักตบชวาที่เต็มแม่น้ำลำคลองหลายล้านตันด้วยวีธีการคล้ายกัน คือซื้อผักตบชวาจากชาวบ้าน เพราะที่มอบหมายให้หน่วยงานราชการต่างๆ ไปกำจัดผักตบชวาปรากฎว่าไม่สำเร็จและได้ผลน้อย เห็นแต่จะจัดสรรงบประมาณมากขึ้นๆ แต่คงไล่ตามผักตบไม่ทัน

                ตัวเลขผักตบจริงๆ เหลืออยู่เท่าไรไม่แน่ใจ สมมุติว่าซื้อจากชาวบ้านกิโลกรัมละ 50 สตางค์ ใครนำผักตบมาขายให้หลวง 1 ตันก็จะได้เงิน 500 บาท ก็น่าจะมีคนสนใจหารายได้พิเศษ อาจจะใช้งบประมาณมากกว่าที่ให้หน่วยงานราชการวันนี้ แต่แม้แต่ “แจกฟรี” ให้คนจนยังทำได้ นี่ก็เป็นวิธีหนึ่งเพื่อช่วยคนจน

                การสร้างแรงจูงใจด้วยการตอบแทนก็เป็นวิธีหนึ่งในการจัดการบ้านเมือง รัฐทำมาหลายครั้งเรียกว่ามาตรการ “ราคา-ภาษี” ในหลายเรื่อง บางเรื่องก็ดูดี บางเรื่องก็ดูประหลาดและขัดใจผู้คนทั่วไปไม่น้อย อย่างการสร้างแรงจูงใจให้ตำรวจทำงานโดยแบ่งค่าปรับให้ ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว มีคนประชดว่า ถ้างั้นก็ต้องมาตรฐานเดียวกับอาชีพอื่นๆ อีกหลายอาชีพ

                ทีเรื่องผักตบชวากลับไม่พิจารณา หรือเรื่องการแก้ปัญหาจราจรในกรณีทางด่วนที่ไม่ค่อยด่วนเพราะการบริหารจัดการที่ไม่ดีพอ อยากให้คนใช้ easy pass มากๆ ก็ไม่สร้างจูงใจ มีแต่แรงต่อต้าน เพราะต้องจ่ายค่าประกันบัตร และยุ่งยากในการเติมเงิน เพิ่งมาปรับปรุงแก้ไขไม่นานมานี้เอง

                หลายคนเสนอว่า ถ้าหากให้จ่าย easy pass ถูกกว่าจ่ายเงินสด คนก็จะหันมาใช้ easy pass เหมือนที่หันไปใช้นำมันไร้สารตะกั่ว และจะทำให้จราจารลดติดขัดที่ด่านได้มาก เพราะมีแต่เสียกับเสีย เสียเวลา เสียน้ำมัน ปีหนึ่งคงเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาทเพราะการต่อแถวจ่ายเงินสด บางช่วงบางเวลาติดหลายกิโล

                นอกนั้น ด้านเทคโนโลยีของ easy pass เองก็ล้าหลังมาก และติดขัดบ่อยจนหลายคนเลิกใช้ เพราะบางครั้งเสียเวลานานกว่าการใช้เงินสดเพราะรถข้างหน้าผ่านไม่ได้

                ที่อิตาลีตั้งแต่ปี 2552 ที่ไปมา รถผ่านทางด่วนแบบ “easy pass” ทุกช่องโดยไม่มีคนนั่งเก็บเงินและไม่มีไม้กั้นสักช่อง รถวิ่งผ่านในความเร็วปกติ รถทุกคันมีเซนเซอร์ติดที่รถ เมื่อผ่านด่านก็จะถูกตัดบัญชีธนาคารไปโดยอัตโนมัติ คันไหนไม่มีเซนเซอร์หรือไม่มีเงินในบัญชีก็จะถูกปรับ เขาสร้างระบบไว้อย่างดี และไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์ แต่ประเทศไทยไม่ซื้อมาใช้เท่านั้นเอง

                ปัญหาประเทศชาติหลายอย่างใหญ่เกินกว่าที่รัฐบาลจะทำเองได้  ใช้เงินและอำนาจไม่อาจแก้ได้ทุกอย่าง ดูอย่างเรื่องโรคเอดส์ที่ระบาดเมื่อ 30 ปีที่แล้ว จากไม่กี่กรณีกลายเป็นแสนเป็นล้านในเวลาไม่กี่ปี สุดที่กระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลไทยจะแก้ไขได้

                สุดท้ายก็บอกว่า “ให้ชุมชนมีส่วนร่วม” ก่อนนั้น ในโรงพยาลบาล เวลาหมอพยาบาลไปตรวจคนไข้ก็จะให้ญาติพี่น้องออกจากห้อง พอเอดส์ระบาดหนัก หมอพยาบาลกลับบอกให้พ่อแม่ญาติพี่น้องอยู่เวลาที่หมอมาเยี่ยม เพื่อหมอจะได้แนะนำว่า เวลานำคนไข้กลับไปบ้านจะดูแลอย่างไร อยากให้เอากลับไปเร็วๆ  เรื่องการจัดการคูคลองหนองน้ำ มีหลายหมู่บ้าน หลายอบต. เทศบาลที่มีวีธีการจัดการโดยไม่ใช้งบประมาณเลย อย่างที่อัมพวา บางคนทีและอำเภอเมืองจังหวัดสมุทรสงคราม ชาวบ้านที่ตำบลคลองเขิน ท่าคา ยายแพง บางคนที บางสะแก และอื่นๆ ต่างก็ “ลงแขกลงคลอง” กันเดือนละครั้ง เวียนไปตามหมู่ต่างๆ เพื่อช่วยกันทำความสะอาด ไม่มีผักตบ ไม่มีจอกแหนและวัชพืชกั้นทางน้ำ

                ลองคิดดูว่า ถ้าชาวบ้านไม่ทำ อบต. เทศบาลต้องตั้งงบประมาณเท่าไร และแน่ใจได้อย่างไรว่า จะทำความสะอาดดูคลองเหล่านั้นได้ดีเท่ากับคนในชุมชนที่มาด้วยจิตอาสา เอาข้าวปลาอาหารมารับประทานด้วยกัน ช่วยกันทำงานอย่างมีความสุข

                ไม่ทราบว่า เป็นเพราะคิดไม่ออก หรือเป็นเพราะไปขัดผลประโยชน์ของใครหรือไม่ก็ไม่ทราบ หลายอย่างก็น่าจะแก้ปัญหาและนำไปสู่การพัฒนายังยืนได้ อย่างการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ที่โลกกำลังต้องการ ถ้าจะเร่งให้ “อินทรีย์เต็มแผ่นดิน” จริงๆ ก็ไม่น่าจะอืดอาดมาจนถึงวันนี้

                ยังเรื่องพลังงานหมุนเวียน ที่มุ่งแต่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยไม่ทุ่มเทส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่โลกกำลังพัฒนากันอย่างรวดเร็ว ปัญหาไม่ใช่พลังงานหมุนเวียน แต่การเปลี่ยนวิธีคิดจากการรวมศูนย์มาเป็นการกระจาย “อำนาจ” กระจายวิธีการในการจัดการไฟฟ้าและทรัพยากรทั้งหมดต่างหาก

                นายกรัฐมนตรีไปเซ็นปฏิญญา SDG ที่ยูเอ็นมาปีก่อน ในนั้นบอกว่าให้พัฒนาแบบ bottom up หรือจากล่างขึ้นบน ไม่ใช่ top down ครับ

สยามรัฐรายวัน 24 พฤษภาคม 2560

คงไม่ใช่เพียงเพราะมีภรรยาเป็นอดีตครูวรรณคดีฝรั่งเศสและเคยสอนตนเองที่ทำให้ภาษาของนายมาครง ประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศสมีสีสันอย่างพิเศษกว่าคนอื่น แต่น่าจะเป็นเพราะวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่นและเจตจำนงของนายมาครงเองมากกว่า

                ตั่งแต่การรณรงค์หาเสียงแล้วที่นายมาครงใช้ภาษาที่สะท้อนแนวคิดที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงไม่เพียงแต่บางเรื่องบางประเด็น แต่เปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศเลยทีเดียว นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่า อาจเป็นเพราะความเป็นคนหนุ่มอายุเพียง 39 ปีที่เปี่ยมไปด้วยพลังก็เป็นได้ ขณะที่ฝ่ายตรงกันข้าม โดยเฉพาะกลุ่มขวาจัดมองว่าเป็นแค่การตีฝีปาก เอาเข้าจริงก็จะทำอะไรไม่ได้พอๆ กับรัฐบาลก่อนนี้

                ในวันปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายมาครงใช้ภาษาที่เต็มไปด้วยคำว่า “re” ในภาษาฝรั่งสายละตินคำที่ขึ้นต้นแบบนี้ (prefix) มักเป็นการทำใหม่ การเปลี่ยนแปลง เขาใช้คำว่า “re-formulate” “re-invent” “re-mould” “re-juvenate” “re-launch” และ “re-naissance.”