phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

๔ กันยายน ๒๕๖๑

แต่โบราณมา ชาวบ้านจะทำข้าวเม่าจากข้าวที่ออกรวงยังไม่สุกดี จึงได้กินข้าวเม่ากันเฉพาะปลายฝนต้นหนาว จะเป็นข้าวเม่าที่หอมและอร่อยมาก ใส่น้ำตาล งา มะพร้าวขูด เป็นของหวานของว่างชั้นยอด

วันนี้เราเห็นข้าวเม่าขายกันทั้งปี ตามตลาด ในห้างและข้างถนน เพราะชาวบ้านก็มีพัฒนาการ มีการปรับประยุกต์ อย่างข้าวเม่าที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยมากและโด่งดังจากบ้านพุปลาไหล ตำบลสุขเกษม อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ร้อยตรีศรีวุธ ครองสุข ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยชีวิตไปทำรายงานในวิชาภูมิปัญญา

ชาวบ้านที่นี่ทำกันเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน บางครอบครัวทำวันละกว่า ๒๐๐ กิโล ขายเองที่ตลาดเพียง ๕๐-๖๐ กิโล ที่เหลือมีพ่อค้าแม่ค้ามาซื้อไปคนละ ๔๐-๕๐ กิโล มีการจัดส่งไปตามอำเภอต่างๆ ฝากรถตู้ส่งไปให้ลูกหลานขายถึงในกรุงเทพฯ ข้าวเม่าแห้งกิโลละ ๑๒๐ ข้าวเม่าคลุก ๘๐ บาท

สาเหตุที่ข้าวเม่าพุปลาไหลอร่อยน่าจะมีหลายปัจจัย รวมไปถึงสูตรเด็ดเคล็ดลับที่ค้นพบพัฒนาขึ้นมาเอง นี่คือเอกลักษณ์ของภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น บางอย่างอาจบอกกันได้ บางอย่างบอกไม่ได้

แต่เดิมชาวบ้านพุปลาไหลทำข้าวเม่าจากข้าวในนาที่สุกปลายรวงเหลือง นำมานวดให้ได้แต่เม็ดข้าวเหลืองๆ นึ่งให้เกือบสุก นำมาคั่วในกะทะประมาณ ๕-๑๐ นาที นำไปตำในครกกระเดื่อง แล้วฝัดเอาแกลบเอารำออก จะเหลือเมล็ดข้าวเหนียวนุ่มแบนๆ นำไปทำข้าวเม่าคลุกต่อไป

ที่จริงการทำแบบโบราณก็มีเสน่ห์ เพียงแต่หาครกกระเดื่องยากมากแล้ว และผู้คนก็มักจะรู้สึกว่าโบราณและเหนื่อย ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการท่องเที่ยวชุมชน ลองไปพิจารณาดูนะครับ

วันนี้ชาวบ้านพุปลาไหลทำข้าวเม่าทั้งปีด้วยข้าวเหนียวที่ซื้อจากจากอำเภอบ้านเข้ากับหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เพราะเป็นข้าวที่หอม ไม่แข็ง เก็บไว้ได้นาน นำมาล้างน้ำสะอาด แช่ไว้จนข้าวอิ่มน้ำ เอามาผึ่งตากลมให้แห้ง แล้วนำไปคั่วในกะทะประมาณ ๕-๑๐ นาที นำมาใส่กระสอบปุ๋ยอบไว้ ๒๐ นาที เพื่อให้ข้าวระอุสุกทั่วกัน นำไปสีในเครื่องสีข้าวเม่า แล้วเข้าเครื่องรีดทำให้เมล็ดข้าวแบน แล้วนำไปทำข้าวเม่าคลุกต่อไป

ถ้าส่งไปขายไกลๆ ชาวบ้านมักจะส่งเป็นข้าวเม่าแห้งเพราะจะเก็บไว้ได้นาน หรืออย่างมากก็ใส่น้ำเตยหอมพอให้นุ่มๆ และมีกลิ่นหอม ผสมน้ำตาลกับงา แล้วแพ็คส่งไปไกลๆ ก็ได้ ถ้าจะขายในตลาดหรือหน้าบ้านก็คลุกน้ำมะพร้าวจะยิ่งหวานมันพร้อมมะพร้าวขูดที่ไม่แก่เกินไป พอดีกรุบๆ จะอร่อยมาก (ผมเคยเอาไปฝากเพื่อน ปรากฎว่าเมียเพื่อนกินคนเดียวหมดทั้งกิโล น่าจะเรียกว่าข้าวเม่าลืมผัว)

อุปกรณ์ทำข้าวเม่ามีเครื่องสีข้าวเม่า เครื่องรีดข้าวเม่า (บางแห่งใช้เครื่องทุบข้าว) เครื่องขูดมะพร้าว เครื่องคั้นน้ำกะทิ กะทะและเตา ถ้ามีทุนน้อยก็รวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน รวมกันซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบ แยกกันทำ แยกกันขาย หรือถ้ามีคนสั่งจำนวนมากก็รวมกันขายได้

รายละเอียดเป็นอย่างไรควรไปขอความรู้จากชาวบ้านที่เขาทำมาก่อน เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชนน่าจะส่งเสริมและช่วยได้ เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่อยากให้ชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชน

เดี๋ยวนี้มีข้าวเม่าขายกันทางเน็ต ส่งถึงบ้านราคากิโลละ ๘๐-๙๐ บาท พร้อมรับประทาน ค่าส่งขึ้นอยู่กับระยะทาง ถ้าข้าวเม่าแห้งก็แพงกว่า ก็เป็นอีกทางหนึ่งให้ลูกหลานที่ไปทำงานกรุงเทพฯ มีรายได้เสริม หรือถ้าทำได้ดี ติดตลาด อาจกลายเป็นอาชีพหลักไปเลยก็ได้

อันนี้ต้องขยายการขายไปอีกหน่อย เอาข้าวเม่ากึ่งสำเร็จรูปมาขายก็ได้ มีหลายเจ้า หาได้ง่ายในอินเทอร์เน็ต รับมาขายต่อได้ เป็นของกินที่อยู่ได้หลายเดือน คุณค่าอาหารมีมากเหมือนข้าวเม่าดั้งเดิม อย่างเบต้าแคโรทีน วิตามินอี คลอโรฟีล อะมิโนกาบา สารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงสมอง บำรุงประสาท (แบบว่า กินแล้วไม่แก่ง่ายตายยาก – อยากแนะนำว่าอย่ากินข้าวเม่าทอดบ่อยนะครับเพราะน้ำมันที่ใช้ซ้ำมีสารก่อมะเร็ง)

ส่วนข้าวเม่าสำเร็จรูปเป็นของว่างและอาหารเช้าก็มีมากมายหลายรูปแบบ อย่างกลุ่มแม่บ้านที่ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิต มีศิษย์เก่าและปัจจุบันทำวิสาหกิจชุมชน สืบสานภูมิปัญญาการทำข้าวเม่าแต่โบราณ จนประยุกต์มาเป็นอีกหลายอย่าง

เช่น กระยาสารทข้าวเม่า ข้าวเม่าหมี่ ข้าวเม่าตุ ข้าวเม่าบ้าบิ่น คุกกี้ข้าวหอมมะลิ ข้าวเม่าอาหารเช้า ข้าวเม่าอาหารเช้าผสมธัญพืช ข้าวเม่าอาหารเช้าผสมผลไม้ และข้าวเม่าอาหารเข้าผสมธัญพืชและผสมผลไม้ ส่งไปขายทั่วประเทศ เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่และคนต่างชาติ ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนี้มีสมาชิก ๑๐๐ กว่าคน ผลิตภัณฑ์ได้รับรองคุณภาพจากหลายหน่วยงาน รวมทั้งได้เป็นโอทอป ๕ ดาว

ผมได้ของฝากจากกลุ่มนี้มาบ่อยครั้ง อร่อยมากครับ จึงกล้าประชาสัมพันธ์ให้ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านน้ำอ้อม ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. ๐๘๙-๘๙๘-๑๘๗๗

มีอีกหลายเจ้า อย่าง แบรนด์ “สุพิชชา” ที่ทำซีเรียลอาหารเช้าจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ วิสาหกิจชุมชนบ้านท่าทอง จังหวัดพิษณุโลก ที่อ้างว่าเพิ่มมูลค่าให้ข้าวถึง ๕๐-๖๐ เท่า ลองคูณดูว่า ข้าวกิโลละ ๖๐-๗๐ บาทได้เท่าไร

ทำข้าวเม่าให้ดี มีรายได้มั่นคงแน่ ที่บ้านพุปลาไหล หลายครอบครัวที่ช่วยกันทำงาน มีรายได้ต่อเดือนหักรายจ่ายแล้วกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้ครอบครัวก็อยู่รวมกันได้ ไม่ต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง เพื่อไปหาเงินมาใช้หนี้อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ตามหมู่บ้าน

ผมชวนฝันหลายอย่างเกี่ยวกับข้าว เพราะข้าวคือชีวิต วันนี้โลกเปลี่ยน ถ้าพี่น้องชาวนาจะอยู่รอด คงทำนาให้ได้ข้าวไร่ละ ๓๐๐-๔๐๐ กิโลกแบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว มรดกจากบรรพบุรุษไม่ได้มีแต่ “นา” เท่านั้น แต่มีภูมิปัญญาในการแปรรูปรูปข้าวที่เราต้องเอามา ”ต่อยอด” ด้วยความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้ตอบสนองความต้องการของคนยุคใหม่

วันนี้ผู้คนโหยหาธรรมชาติ อยากไปสัมผัสกับทุ่งนา ป่า เขา กินข้าวเม่า เหล้าพื้นบ้าน อาหารจากท้องนา สูตรคุณย่า แก่งป่าคุณยาย ปัจจัย ๔ ของดีๆ กำลังกลับมา คนที่ทำได้ดีที่สุด คือ พี่น้องชาวบ้านเราเอง อย่านิ่งดูดายให้นายทุนมา “ทำนาบนหลังเรา” นะครับ

เสรี พพ ๑ กันยายน ๒๕๖๑

๒ กันยายน ๒๕๖๑

ทำนา ๑ ไร่ได้เงินล้านไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ทุกวันนี้มีคนทำได้อยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ชาวนา เป็นคนที่นำข้าวไปแปรรูปเป็นแป้ง เป็นอาหาร เป็นขนม เป็นเวชสำอาง เป็นยา ซึ่งบางอย่างชาวบ้านก็ทำได้ อย่างลูกหลานที่พ่อแม่ขายนาขายควายส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญา ถ้าได้วิชาความรู้จริงและคิดเป็นก็จะช่วยพ่อแม่ทำเงินล้านได้

เพราะการทำนายุคใหม่ต้องอาศัยความรู้ และไม่ควรเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าถ้าทำนาได้สัก ๑ ล้านต่อไร่ต่อปี ใครๆ จะวิ่งมาหา มาขอวิชาขอความรู้ดูงาน หน่วยงานรัฐจะเอานั่นเอานี่มาให้ แล้วขอปักป้ายถ่ายรูปเพื่อไปทำผลงานเอาความดีความชอบ นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตทั้งอดีตและปัจจุบันหลายคนทำได้

อาจารย์ชนะ โพธิ์กุดศรี ศิษย์เก่าและอาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิตจากแพร่ ทำนาด้วยข้าว ๑๖ สายพันธุ์ แล้วส่งไปให้บริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) ทดสอบประเมินคุณค่าพบว่า มีค่าอาหารสูงมาก สูงกว่าข้าวชนิดอื่นๆ เพราะเป็นข้าวอินทรีย์ที่คัดเมล็ด ๑๖ สายพันธุ์ เพาะรวมกันในกระบะ แล้วทำนาโยน จากนั้นนำมาทำเป็นข้าวกล้องงอก ทีวีดาวเทียมหลายช่องนำไปขายในกรุงเทพฯ กิโละ ๒๐๐ บาท

อาจารย์ชนะเริ่มทดลองทำมากว่า ๑๐ ปี แล้วได้ผลดี เผยแพร่ไปตามเครือข่าย เขายินดีรับซื้อข้าวเปลือก ๑๖ สายพันธุ์นี้ตันละ ๒๐,๐๐๐ บาท ถ้าอยากแปรรูปเป็นข้าวกล้องงอกเขาก็แนะนำวิธีทำและตลาดให้ หรือส่งให้เขาขายก็ได้ ถ้าแปรรูปเอง ข้าวเปลือก ๑ ตันทำเป็นข้าวกล้องงอกจะขายได้ ๕๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ บาท

นี่เป็นขั้นประถม ตอนนี้กำลังทดลองขั้นมัธยมและอุดม เพื่อหาทางเลือกทางรอดให้พี่น้องชาวนา เป็นการทำนาแบบประณีตที่ต้องลงทุนมากขึ้น เป็นนาอินทรีย์ โดยจัดระบบดิน น้ำ ปุ๋ยให้ดี กางมุ้งให้ พร้อมระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ควบคุมการให้น้ำ ปุ๋ย แดด ความชื้น ซึ่งวันนี้ สวทช.(สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) พัฒนาระบบและโปรแกรมนี้แล้วและกำลังส่งเสริมไปทั่ว

ทำนาประณีต (นา 4.0 ถ้าอยากเรียกให้สมสมัย) ทำสัก ๑ ไร่เพิ่อนำร่องเพื่อเรียนรู้ และด้วยความใส่ใจจริงๆ วางเป้าหมายทำให้ได้ปีละ ๓ ครั้งๆ ละ ๒ ตัน (ดร.เกริกยืนยันว่าทำครั้งเดียว ๕ ตันต่อไร่ยังทำได้เลย)

ถ้าทำนา ๑ ไร่ ๑ ปี ได้ ๖ ตัน แปรรูปเป็นข้าวกล้องงอกได้ ๔,๒๐๐ กิโล ขายกิโลละ ๗๐ บาท ได้ ๒๙๔,๐๐๐ บาทได้แกลบและรำจากข้าวเปลือก ๑,๘๐๐ กิโล แปรเป็นน้ำมันรำข้าว ๕ กิโลได้ ๑ ลิตร ข้าว ๖ ตันจะได้น้ำมันรำข้าว ๓๖๐ ลิตร ขายลิตรละ ๒,๕๐๐ บาท ได้ ๙๐๐,๐๐๐ บาท

สรุปว่า ทำนาระดับมัธยม ๑ ไร่ จะมีรายได้ ๑,๑๙๔,๐๐๐ บาท หักค่าใช้จ่ายลงทุนปัจจัยการผลิตแล้วน่าจะเหลือปีแรกเกือบ ๑ ล้าน ปีต่อไปได้เกินล้าน และถ้าขยันแปรรูปไปเป็นอย่างอื่นอีกก็ควรจะได้มากกว่านี้

การลงทุนปีแรกต้องลงเรื่องมุ้ง เพื่อป้องกันแมลงและศํตรูพืช รวมทั้งนก โดยเฉพาะถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีนา หรือทำนานอกฤดู นอกนั้นก็ต้องลงทุนดินใหม่ เอาดินที่สมบูรณ์มาแทนดินเดิมที่ลอกออกแล้วอัดแน่นกันน้ำซึม มีน้ำและระบบน้ำ มีปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ อ.ชนะบอกว่า คนเดียวก็ทำได้ เพราะมีระบบหมด

ทำนา “ระดับอุดม” อันนี้ไม่กล้าคิดตัวเลข เพราะคงทำให้ตกใจกัน เนื่องจากมูลค่าที่ได้จากการแปรรูปนั้นมาก ตั้งแต่อย่างง่าย คือ ทำข้าวหลาม ข้ามเม่า ข้าวซีเรียล คุ้กกี้ ไอซครีม ข้าวผง ไปจนถึงเวชสำอาง อาหารเสริม

อย่างเวชสำอางวันนี้กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก การนำข้าวมาแปรรูปเป็นสบู่ แชมพู ครีมนวดผม นวดหน้าทาผิว บำรุงผม ทำกันแพร่หลายและส่งออก ใช้กันมากในสปา อย่างที่คุณณิชุนันทน์ ธงวิชัย นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิต อยู่ปทุมธานี แต่ไปเรียนที่ศูนย์สระบุรี มีร้านสปา มีผลิตภัณฑ์ครีมนวดหน้าและอื่นๆ เป็นของตนเอง

เธอบอกว่า เป็นครีมทำจากข้าวหอมมะลิ รับมาจากบริษัทแล้วมาแบ่งใส่กล่องติดแบรนด์ของตนเอง ขายดีเป็นที่นิยมของลูกค้า เธอให้ผมมาสองกล่อง เนื้อข้าวสีม่วงหม่นและสีขาว เป็นไรซ์เบอรี่และหอมมะลิ ผมใช้หลายเดือนจนจะหมด ดีมากครับ มีคนทักว่า หน้าตาผ่องใส (หวังว่าเขาไม่ได้แกล้งชม)

เธอบอกว่า มีอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเสนอช่วยแปรรูปให้ เพราะมีห้องแลปและมีเครื่องมือพร้อม เธอกำลังสนใจจะเอาข้าว ๑๖ สายพันธุ์ของอาจารย์ชนะไปให้เขาแปรรูปเป็นเวชสำอาง น่าจะได้อะไรที่วิเศษกว่าแบรนด์อื่น พันธุ์อื่น เพราะมีธาตุสารเพียบ มีวิตามินมากมาย มีคอลลาเจนทำให้ผิวเต่งตึงมีน้ำมีนวล

ก็ลองอ่านชื่อ ๑๖ สายพันธุ์ ของอาจารย์ชนะดูนะครับ (เขาเพิ่มอีก ๔ สายพันธุ์เป็น ๒๐) ข้าวหน่วยเขือ (นครศรีธรรมราช) ข้าวหอมมะลิดั้งเดิม (ทุ่งกุลาฯ) ข้าวหอมมะลิแดง (ยโสธร) ข้าวก่ำเปลือกดำ (ยโสธร) ข้าวเล้าแตก (กาฬสินธุ์) ข้าวช่อขิง (สงขลา) ข้าวหอมทุ่ง (อุบลฯ) ข้าวป้องแอ้ว (มหาสารคาม) ข้าวมันเป็ด (อุบลฯ) ข้าวปกาอำปึล (สุรินทร์) ข้าวบายศรี (เพชรบุรี) ข้าวสังข์หยด (พัทลุง) ข้าวเหลืองประทิว (ปทุมธานี) ข้าวไผ่งาม ข้าวหอมดอกมะลิ (ปทุมธานี) ข้าวหอมนิล ข้าวสุพรรณบุรี ๖๐ ข้าวชัยนาท ๑ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสินเหล็ก

ข้าวเหล่านี้คัดเลือกมาอย่างดีทุกเมล็ด แล้วเพาะในกระบะ (แบบขนมครก) ปนกันหมด เคยถามเขาว่า เมื่อออกดอกออกรวงไม่กลายพันธุ์หรือ เขาบอกว่าไม่ วันนี้มีคนเลียนแบบ ไม่ปลูกเอง แต่ไปเอาข้าวสารหลายสายพันธุ์มาผสมกันแล้วบอกว่าเป็นข้าว ๑๖ สายพันธุ์ ถ้าเป็นของอาจารย์ชนะจะมีเอกสารแนบในถุง มีรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งผลการวิจัยประเมินของบริษัทห้องปฏิบติการกลาง ซึ่งเป็นของรัฐ (กระทรวงการคลังและธนาคารเอสเอ็มอีถือหุ้นทั้งหมด)

อ.ชนะบอกว่ายินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมงานกับทุกท่านทุกกลุ่มในการพัฒนาสายพันธุ์และแปรรูปข้าว รวมไปถึงการตลาด เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวนา เขาให้เบอร์โทร.มาด้วย 093-839-8166

ข้าวไทยวันนี้เป็นยาดีมีสรรพคุณสูงยิ่ง ป้องกันและบำบัดโรคเหน็บชา โรคปากนกกระจอก โรคโลหิตจาง โรคนิ่ว โรคท้องผูก โรคระบบประสาทบางชนิดและปลายประสาทอักเสบเพราะขาดวิตามินบีรวม เป็นต้น

มหาวิทยาลัยไม่ควรรับใช้แต่นายทุน ควรช่วยเหลือชาวนาแปรรูปข้าว และสอนลูกหลานเขาให้ทำได้อย่างข้างต้น นาก็จะเป็นทุ่งรวงทอง แผนดินไทยจะเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เป็นสุวรรณภูมิสมชื่อ

เสรี พพ ๒ กันยายน ๒๕๖๑

ทางอีศาน กันยายน ๒๕๖๑

เหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ที่มีการช่วยเหลือ “หมู่ป่าอะคาเดมี” ออกมาจากถ้ำด้วยความร่วมแรงร่วมใจ ร่วมไม้ร่วมมือ จากคนไทยทั้งชาติและผู้คนทั้งโลกก็ว่าได้ ให้บทเรียนสำคัญว่า ในบางขณะ บางสภาวการณ์ มนุษย์สามารถก้าวข้ามพรมแดนความแตกต่างทั้งหลายได้

ไม่ว่าเชื้อชาติ สีผิว ความเชื่อ อุดมการณ์ ความรวยความจน ความรู้ความสามารถ เหมือน “คนตกน้ำหัวจะเพียงกันหมด” หรือตามนัยทางปรัชญาเรียกว่าเป็น “อุตรภาพ” (transcendence) ภาวะเหนือโลกธรรม ซึ่งไม่ใช่ความฝันหรือจินตนาการ

ความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญ นักดำน้ำ นักกู้ภัยจากทั่วโลก จิตอาสาจากสารทิศ ใครทำอะไรได้ มีอะไรช่วยก็ช่วยกันหมด นักปีนถ้ำจากภาคใต้ก็ตีรถสองพันกิโลเมตรขึ้นไปช่วย คนมีเครื่องสูบน้ำขนาดยักษ์จากนครปฐม เพชรบุรี โคราชก็ขนไปช่วย โดยไม่มีใครของร้อง

คนท้องถิ่นช่วยซักผ้ารีดผ้าปะผ้าให้จิตอาสา มีรถสองแถว รถมอเตอร์ไซค์ก็ขนส่งฟรี มีคนอาสาไปช่วยทำอาหาร ทำความสะอาดระหว่างการดำเนินการ และเสร็จภารกิจก็มีอีก 5,000 คนที่ไปช่วยเก็บกวาดและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม

น้ำที่สูบจากถ้ำมาท่วมนา ชาวนาก็ไม่ได้บ่นว่า ขอเพียงให้เด็กๆ รอดออกมาได้ หลายคนไม่ขอรับค่าชดเชยด้วยซ้ำ รวมไปถึงข้าวของมากมายที่คนจากทั่วประเทศส่งไปช่วยเหลือที่อบต.โป่งผา

ที่สำคัญ ได้รับพระราชทานความช่วยเหลือและกำลังใจจากพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ นับเป็นการรวมใจคนไทยทั้งชาติ ก้าวข้ามความแตกแยกความแตกต่างทั้งปวง คนที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ก็ต่างส่งกำลังใจและสวดมนต์ให้ เฝ้ารอหน้าจอทีวีตลอดเกือบสามสัปดาห์

ถ้ำหลวงให้บทเรียนสำคัญว่า ถ้าคนรวมใจกันเป็นหนึ่ง อะไรก็ทำได้ ปัญหาอะไรก็แก้ได้ อุปสรรคใดก็ผ่านพ้นได้ เพราะมนุษยธรรมนั้นอยู่ในส่วนลึกของหัวใจของทุกคน ปรากฎออกมาเมื่อไรก็จะเห็นพลังอันยิ่งใหญ่เสมอ ดังกรณีที่ถ้ำหลวงก็ดี ภัยพิบัติร้ายแรงอย่างสึนามิและอื่นๆ ก็ดี

แต่ถ้าเราเริ่มคิดถึงผลประโยชน์ เริ่มมองความแตกต่าง เริ่มเปรียบเทียบ เริ่มขีดเส้นแบ่ง ก็เหมือนการขีดพรมแดนประเทศ การออกกฎหมายระเบียบต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นการตีเส้นที่ห้ามก้าวข้าม ปัญหาความขัดแย้งก็ตามมา เป็นสัญชาติญาณดิบ ส่วนพื้นผิวของธรรมชาติมนุษย์

ดังกรณีควันหลงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ทีมชาติฝรั่งเศสได้ครองแชมป์ มีคนเขียนว่า ทีมแอฟริกาชนะเลิศ เพราะในจำนวนนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส 23 คน 14 คนเป็นคนสีผิวจากแอฟริกา จากครอบครัวผู้อพยพ จากประเทศเซเนกัล มาลี คองโก คาเมรูน โตโก ไนจีเรีย โมรอคโก อัลจีเรีย กีเนีย แองโกลา

นักฟุตบอลเหล่านี้สามารถไปเล่นให้ทีมชาติบ้านเกิดพ่อแม่ของตนเองได้ แต่เลือกเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสเนื่องจากเกิดในประเทศนี้ เติบโตและเล่นให้สโมสรใหญ่ๆ ในยุโรปทั้งนั้น อย่างพอล ป็อกบา คีเลียน เอ็มมัปเป เอ็นโกโล คองเต เป็นต้น

พอมีนักจัดรายการสื่อใหญ่อเมริกันเขียนว่า ทีมแอฟริกาชนะเลิศ ทูตฝรั่งเศสในอเมริกาก็เดือดร้อนประท้วงว่า นักฟุตบอลเหล่านั้นเป็นคนฝรั่งเศสจริงๆ พิธีกรอเมริกันก็บอกว่า เขาไม่เคยตั้งคำถามในสัญชาติของนักฟุตบอลเหล่านั้นเลย เขาชื่นชมว่า ฝรั่งเศสต้อนรับผู้อพยพดีกว่าอเมริกาในยุคนี้ต่างหาก

เรื่องนี้คุยกันยาวๆ ได้ เพราะฝรั่งเศสไปล่าอาณานิคมในแอฟริกา ไปขนเอาทรัพยสินทรัพยากรของประเทศเหล่านี้มาเท่าไร ไปดูดเอาคนดีๆ คนเก่งๆ ทำงานมารับใช้ในประเทศของตนเท่าไร เอาคนอพยพมาเป็นแรงงานถูกๆ ช่วยเศรษฐกิจประเทศอีกเท่าไร ทำงานที่คนฝรั่งเศสเองไม่มีทางไปทำ

ดีที่ทีมชาติฝรั่งเศสชนะเลิศ ถ้าหากเกิดแพ้แบบไม่เป็นท่าอย่างหลายประเทศที่ถูกคาดการณ์ว่าจะชนะ อาจจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ไปอีกแบบ อย่างที่เมซุต โอซิล นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมันบอกว่า “ผมเป็นเยอรมันเมื่อเราชนะ ผมเป็นผู้อพยพเมื่อเราแพ้”

โอซิลเกิดในเยอรมนีจากครอบครัวชาวตุรกีที่อพยพมาเป็นแรงงานในประเทศนี้กว่า 3 ล้านคน เขาเล่นให้ทีมชาติมา ๙๒ ครั้ง ได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมถึง ๕ ครั้งใน ๖ ปีที่ผ่านมา

ไม่นานก่อนฟุตบอลโลก มีภาพของโอซิล จากอาร์เซนอล กุนดวนจากแมนซิตี้ และโตซุนจากเอเวอร์ตัน ทั้งสามคนมีเชื้อสายตุรกี ยืนถ่ายรูปร่วมกับนายแอร์ดวน ประธานาธิบดีของตุรกีที่ไปเยือนอังกฤษ โอซิล บอกว่า เขาและเพื่อนพูดกันเรื่องฟุตบอลกับนายแอร์ดวน

ภาพนั้นทำให้โอซิลถูกวิจารณ์อย่างหนักในประเทศเยอรมนี ซึ่งไม่เห็นด้วยกับนายแอร์ดวน ที่ถูกเรียกว่าเป็นเผด็จการ ทั้งๆ ที่เขามาจากการเลือกตั้ง

โอซิลบอกว่า มันผิดด้วยหรือที่เขาจะพบกับประธานาธิบดีของประเทศของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ประเทศอันเป็นรากเหง้าของเขาเอง แล้วเขาก็ประกาศเลิกเล่นทีมชาติด้วยความน้อยใจที่ถูกโจมตี ถูกขู่ฆ่า โดยเฉพาะเมื่อทีมเยอรมันตกรอบแรก

สื่อเยอรมันบอกว่า เขาไม่ผิดหรอกที่จะรู้สึกในรากเหง้าของตนเอง แต่ไม่ควรไปถ่ายรูปกับเผด็จการอย่างนายแอร์ดวน เหมือนไปหาเสียงให้เขาก่อนการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นไม่นานหลังจากนั้นที่นายแอร์ดวนก็ชนะอีกครั้งหนึ่งอย่างถล่มทลาย

ผลประโยชน์ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ล้วนเป็นเหตุผลทีทำให้เกิดเส้นแบ่งและความขัดแย้ง การรับผู้อพยพของประเทศในยุโรปหรืออเมริกา ออสเตรเลีย ล้วนแต่ดูกันที่ผลประโยชน์มากกว่า “มนุษยธรรม” พวกเขาคัดเลือกเอาแต่คนเก่ง คนมีความรู้ความสามารถเท่านั้น

โดยลืมไปว่า ปัญหาในถิ่นที่มาของผู้อพยพนั้น ประเทศร่ำรวยเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การไปล่าอาณานิคมมาจนถึงการค้าที่ไม่เป็นธรรม การสูบเอาทรัพยากรและบุคลากรจากประเทศเหล่านั้น

แท้ที่จริง การเกิดเป็นประเทศก็มาจากการแก่งแย่งที่ดิน ทรัพย์สิน ทรัพยากรกันทั้งนั้น คนเผ่าพื้นเมืองเขาอยู่กันมาเป็นพันๆ ปี วันหนึ่งคนผิวขาวก็ไปแย่งชิงเอาที่ดินและทรัพย์สินของพวกเขาในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้และอีกหลายประเทศ คนพวกนี้พอตั้งหลักได้ก็กีดกันคนอื่น

โลกนี้จึงมี ๒ แบบ แบบไม่มีพรมแดนและแบบมีพรมแดน แบบแรกเป็นความฝันเหมือนเพลง Imagine ของจอห์น แลนนอน ซึ่งก็เป็นจริงได้อย่างที่ถ้ำหลวง เชียงราย

ความจริง เรื่องนี้ก็เกิดได้ในชีวิตประจำวัน ที่เราพบ “คนไทย” ด้วยกันที่มาจากหลายเชื้อชาติ (จนไม่รู้ว่าไทยแท้มีหรือไม่เป็นอย่างไร) ต่างกันเพียงใครมาก่อนมาหลังเท่านั้น เราก็อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติได้ ไม่ว่าจะมีเชื้อสายลาว เขมร พม่า มอญ เวียดนาม อินเดีย อาหรับ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง ต่างกันที่เชื้อชาติ ศาสนา ปรัชญาชีวิต แต่หลายคนยังแต่งงานกัน อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

เพราะความเป็นคนนั้นไม่ต้องมีบัตรแสดงว่าเป็นคน มนุษยชาตินั้นใหญ่กว่า สูงกว่าเชื้อชาติหรือสัญชาติที่เขียนไว้ในบัตรประชาชน

กรณีที่ถ้ำหลวง เป็นปรากฎการณ์สำคัญของมนุษยชาติ เพราะมนุษยธรรมก้าวข้ามพรมแดนของความแตกต่าง ก้าวข้ามจำนวนเงินที่ลงไป จำนวนเวลาและบุคลากรที่ใช้ กฎหมายต่างๆ ที่เป็นข้อห้ามในยามปกติ จนไม่ต้องถามว่า “คุ้มหรือไม่” “ผิดกฎหมายหรือไม่” อย่างที่มีคนถามแล้วถูกวิจารณ์อย่างหนัก

ชีวิตคน ๑๓ คนสำคัญกว่าสิ่งใด รวมใจกันเป็นหนึ่ง แม้จะแลกด้วย ๑ ชีวิต สิ่งที่ได้มาคือ ความรู้สึกที่ดีของคนทั่วโลก การสรรเสริญสดุดีวีรกรรมต่อความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของ “จ่าแซม” หรือ “นาวาตรีสมาน” รวมทั้งปฏิบัติการของบรรดาหน่วยกล้าตายที่ทำงานและดำน้ำในถ้ำเกือบสามสัปดาห์

จึงไม่แปลกที่คนที่ชมการถ่ายทอดสด รอการออกมาจากถ้ำของ ๑๓ คน จึงตื่นเต้นและซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ เป็นน้ำตาของมนุษยธรรมไร้พรมแดน ที่ทำให้เชื่อว่า ลึกๆ แล้วมนุษย์เรามีคุณธรรมความดีงาม ที่ร่วมพลังกันก้าวข้ามเรื่องที่ดูเหมือนเป็นไปไมได้ เอาชนะได้แม้กระทั่งความตาย