Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 20 กันยายน 2560

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักคิดทางสังคมที่มักมีอะไรให้จดจำและนำไปพูดถึงและประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ อยู่หลายครั้ง หลายปีก่อน เขาเขียน “สองนคราประชาธิปไตย” ที่ ”คนชนบทเลือก คนเมืองล้ม” วันนี้เขาเสนอ “บูรพาภิวัตน์”

                อาจารย์เอนกไม่ได้เพียงเสนอ “คำหลัก” ที่เป็นเหมือน “มาสเตอร์คีย์” ให้เราไขเข้าไปในสถานการณ์โลกปัจจุบัน แต่ท่านให้รายละเอียดทั้งทางเศรษฐกิจสังคมที่หนักแน่นจนยากที่ใครจะเห็นค้าน

                ที่เขียนวันนี้อยากจะให้เห็นอีกด้านหนึ่งหรือมิติหนึ่งที่อาจารย์เอนกไม่ได้พูดถึงหรือพูดถึงน้อย คือ เรื่องทางจิตวิญญาณที่โลกทั้งโลกกำลังหันมาให้ความสนใจกับ “ปรัชญา-ศาสนา” ความเชื่อ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเอเชีย ไม่ใช่แต่เพียงนักปรัชญาและนักฟิสิกส์อย่างเดวิด โบห์มหรือไอนส์ไตน์

                ในระยะสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เคยเข้าไปหาอ่านและซื้อหนังสือเกี่ยวกับ “พลังจิต” มิติที่ 4 สัมผัสที่ 6 หรือ ปรจิตวิทยา (parapsychology) ที่ห้องสมุดและร้านหนังสือหลายแห่งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ปรากฎว่าหนังสือเหล่านี้อยู่ในหมวด “ไสยศาสตร์” (occultism) แต่ก็ค่อยๆ ย้ายไปอยู่ในหมวด “ปรัชญา-ศาสนา” หรือ “เรื่องทางจิตวิญญาณ” และ “จิตวิทยา”

                เมื่อ 25 ปีก่อน CNN สำรวจพบว่า คนอเมริกันร้อยละ 30 เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด 5 ปีต่อมาปรากฎว่าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 วันนี้น่าจะมากกว่าครึ่ง ขณะที่ชาวบราซิลร้อยละ 70 เชื่อเรื่องนี้

                นอกจาก ดร.เอียน สตีเวนสัน ที่มีชื่อเสียงจากงานวิจัยเรื่องการกลับชาติมาเกิด โดยศึกษา 3,000 กรณี ทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย พม่า ไทย ยังมีนักวิชาการที่จบการศึกษาด้านการแพทย์ หรือจิตวิทยาจำนวนมากที่หันมาสนใจศึกษาเรื่องนี้ และขยายไปสู่เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด

                ส่วนหนึ่งเป็นการศึกษาต่อเนื่องจากการวิจัยประสบการณ์ของคนที่ตายแล้วฟื้นคืนมา หรือชีวิตหลังความตายของนักจิตวิทยาที่โด่งดังอย่างน้อย 2 คน คือ เอลิซาเบ็ท คูเบอร์ รอส และเรย์มอนด์ มูดี้ โดยขยายขอบเขตการศึกษาไปไกลถึงทั้งชาติก่อน ชาตินี้ และชาติหน้า

                อ่านหนังสือของนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการเหล่านี้และคนอื่นๆ แล้วทำให้เชื่อว่า โลกตะวันตกวันนี้หันมาหาตะวันออกเพราะมี “นักวิทยาศาสตร์” ที่ยืนยันกับพวกเขาว่า สิ่งที่คนตะวันออกเชื่อนั้นไม่ใช่เรื่องงมงายไสยศาสตร์ แต่เป็น “เรื่องจริง” ที่มีข้อพิสูจน์หลายอย่าง แม้ว่า “ความจริง” นั้นอาจจะเป็นการพิสูจน์ด้วย “สูตร” และ “สมการ” คนละอย่างกับ “วิทยาศาสตร์” กระแสหลัก

                ไม่น่าเชื่อว่า หนังสือเหล่านี้ขายได้เป็นล้านเล่ม บางเล่มหลายสิบล้าน เป็นหนังสือขายดีอันดับต้นๆ ของอเมซอนหรือหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่จัดอันดับหนังสือยอดนิยม และมีการแปลไปหลายภาษา บางเล่มมากกว่า 20 ภาษา

                ดร.ไบรอัน ไวส์ น่าจะเป็นอีกคนหนึ่งถัดจาก ดร.เอียน สตีเวนสัน ที่มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อการเปลี่ยนความคิดความเชื่อของคนตะวันตก เขาเป็นจิตแพทย์ที่เปลี่ยนความคิดแบบเดิมๆ ของวิชาจิตวิเคราะห์เพราะประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้รับจากการทำการสะกดจิต ทำให้คนระลึกชาติได้ มีรายละเอียดและ “ข้อพิสูจน์” มากมายจนเขาต้องเชื่อว่าสิ่งที่คนไข้ของเขา “เห็น” นั้นไม่ใช่ภาพลวงตาหรืออุปาทาน

                เขาบอกว่า คนเราเกิดมาแล้วหลายชาติ การสะกดจิตทำให้คนได้อย่างน้อย 2 อย่าง อย่างแรกคือทำให้หายจากความเจ็บป่วยบางอย่างที่ไปรักษาแบบไหนที่ไหนก็ไม่หาย แต่เมื่อระลึกชาติได้ และกลับไปยังชาติที่เคยได้รับเหตุการณ์บางอย่างที่สัมพันธ์กับความเจ็บป่วยชาตินี้ คนไข้ของเขาก็จะหายจากอาการนั้น บางคนเคยจมน้ำตายกลายเป็นคนกลัวน้ำ ก็จะหายกลัว เคยตกจากที่สูง กลัวความสูงก็หาย เคยขาหักชาติก่อน และเจ็บกระดูกรักษาไม่หาย ก็หาย เจ็บต้นคอ ชาติก่อนเคยถูกแขวนคอ ก็หายเจ็บ เป็นต้น

                อย่างที่สอง คนจะไม่กลัวตายอีก เพราะพบว่าวิญญาณเป็นอมตะ ร่างกายเป็นที่อาศัยชั่วคราว ตายแล้วก็จะมาเกิดใหม่ ในร่างกายใหม่ “วิญญาณเราเหมือนคนขับ กายเป็นรถ เมื่อรถเก่าและผุพังก็ทิ้งไป อาจมีเฟอร์รารีคันงามรออยู่ปลายถนนก็ได้” ดร.ไวส์บอกที่ประชุมชาวอิตาเลียนที่เมืองมิลาน

                ดร.ไวส์บอกว่า ตั้งแต่นี้ไป คงไม่เพียงพอที่จะหาสาเหตุของพฤติกรรม ของปัญหา ของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จาก “ปัจจุบัน” เท่านั้น แต่คงต้องย้อนกลับไปหาคำอธิบายใน “ชาติก่อน” ด้วย

                ดร.ไมเกิล นิวตัน เขียนหนังสือ “การเดินทางของวิญญาณ” (Journey of Souls) และ “ชะตากรรมของวิญญาณ” (Destiny of Souls)  สรุปจากปากคำของคนไข้ของเขาหลายพันคนว่า ตายแล้วไปไหน และเตรียมตัวกลับมาเกิดใหม่อย่างไร ข้อสรุปของเขา คือ คนเราเลือกเกิดได้ มีเป้าหมายในชีวิตนี้ที่มา “ใช้กรรม” หรือ “ชดใช้แก้ไขความผิดพลาดในชาติก่อน” เพื่อจะได้เติบโตและค่อยๆ ไปสู่ความหลุดพ้น

     แต่ชีวิตนี้มีทั้งชะตากรรม (destiny)  ที่สวรรค์กำหนด และเจตจำนง (free will) ของเราเองที่เป็นอิสระที่จะเลือกและต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการกระทำของเราเอง

สยามรัฐรายวัน 13 กันยายน 2560

นายเจมส์ วอลเฟนโซห์น อดีตประธานธนาคารโลก (1995-2005) กล่าวไว้ในการประชุมสุดยอดผู้นำโลกที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี 2000 ว่า “เงินแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ ถ้าแก้ได้คงแก้ไปนานแล้ว เพราะโลกไม่ได้ขาดเงิน”

          ในการประชุมครั้งนั้นมีการพูดกันเรื่องกับดักของโลกาภิวัตน์ ปัญหาโลกที่คนรวยรวยขึ้นคนจนจนลง ประเทศร่ำรวยได้เปรียบประเทศยากจนมากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ดี นายวอลเฟนโซห์นเตือนว่า ประเด็นดังกล่าวจะต้อง ไม่มองอย่างแยกส่วน แต่มองอย่างเป็นองค์รวม เขาตั้งคำถามเป็นตัวอย่างว่า

          “ประเทศนั้นมีรัฐบาลที่ดีหรือไม่ มีระบบกฎหมาย ระเบียบต่างๆ มีระบบยุติธรรมที่ดีและมีประสิทธิภาพหรือไม่ มีกฎหมายดี มีผู้พิพากษ์ที่สัตย์ซื่อหรือไม่ มีระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพมีความสัตย์ซื่อ มีความเป็นอิสระ มีระบบสังคมที่ดีหรือไม่ มีการคอรร์รัปชั่นมากน้อยเพียงใด”

          ยังเรื่องการศึกษา สาธารณสุข การสื่อสาร เทคโนโลยี และอื่นๆ อีกที่เกี่ยวข้องกับความยากจน ซึ่งนายวอลเฟนโซห์นเห็นว่า ถ้านโยบาย ระบบโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมไม่ดี การบริหารจัดการไม่ดี มีการโกงกินหรือคอร์รัปชั่นมาก ก็ไม่มีทางแก้ไขปัญหาความยากจนได้

          อย่างไรก็ดี เขาได้เน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาให้มีตลาดที่กว้างขึ้นสำหรับผลผลิตของตน เขาบอกประเทศร่ำรวยว่า “อย่าไปพูดเรื่องการยกหนี้ให้ประเทศยากจนถ้าคุณยังไม่เปิดตลาดให้พวกเขา  อย่าไปกระตุ้นประเทศเหล่านั้นให้ทำการผลิตมากๆ ถ้าหากคุณยังไม่เปิดที่ขายให้พวกเขา อย่าพูดเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี ถ้าหากยังไม่พัฒนาการศึกษา”

ในเวลาเดียวกัน เขาได้พูดในอีกหลายที่เรื่องการแก้ปัญหาความยากจนว่า “คนจนไม่ได้ต้องการการสงเคราะห์ (charity) คนยากจนต้องการโอกาส..พวกเขามีความตั้งใจ พวกเขาต้องการภูมิใจในตัวเอง พวกเขาต้องการโอกาส ถ้าคุณให้พวกเขาเพียงครึ่งเดียว และให้พวกเขารับผิดชอบ พวกเขาจะทำได้ดี”

“กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา คือ การเปลี่ยนคนจนจากคนที่คุณจะต้องสงเคราะห์ช่วยเหลือมาเป็นทุนมนุษย์หรือ “สินทรัพย์” (asset) ที่คุณจะต้องให้โอกาสพัฒนา พวกเขาไม่ใช่คนอ่อนแอ พวกเขาไม่ใช่คนทุพพลภาพถึงได้ยากจน พวกเขาจนเพราะขาดโอกาสต่างหาก”

เขาเน้นเสมอว่า การช่วยเหลือประเทศยากจนจะต้องพัฒนาระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุขโดยการให้โอกาสผู้คนได้เข้าถึงการศึกษาและการบริหารด้านสาธารณสุข ให้มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเอง ของชุมชน

นายเจมส์ วอลเฟนโซน เป็นชาวออสเตรเลีย เติบโตและได้รับการศึกษาที่ซิดนีย์ แล้วไปต่อด้านการบริหารธุรกิจที่ฮาร์วาร์ด มีประสบการณ์ที่หลากหลายทางธุรกิจและการเงิน จนได้รับแต่งตั้งเป็นประธานธนาคารโลก เขาน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ยกย่องชื่นชม (อาจารย์ส.ไม่ค่อยชมใครง่ายๆ  ท่านวิจารณ์หรือชมใครด้วยเหตุผลที่น่ารับฟังเสมอ)

เขียนเรื่องนี้เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังเร่งรัดพัฒนาอย่างเต็มทื่ รัฐบาลที่ผ่านๆ มาก็ดี รัฐบาลนี้ก็ดี มีโครงการมากมายในการแก้ปัญหาความยากจน ทั้งแจกฟรีให้เปล่าและอื่นๆ ด้วยคำอธิบายที่รับฟังได้ว่า ทุกอย่างล้วนต้องทำอย่างสัมพันธ์กัน หรือคำโตๆ ที่ใช้กัน คือ “บูรณาการ”

รํฐบาลรู้อยู่แล้วว่า การแจกเงินช่วยคนจนอย่างเดียวแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ ต้องไปพร้อมกับการปฏิรูปการศึกษา สาธารณสุข และอื่นๆ เปิดโอกาสให้คนจนให้กว้างมากขึ้นเพื่อจะได้เรียนรู้ และเข้าถึงทุน เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจสังคม

ซึ่งรัฐบาลตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ ตั้งแต่แผนพัฒนาฯ แผนที่ ๑ ผ่านมาหลายรัฐบาลหลายแผนก็พูดเช่นนี้และทำหลายอย่าง แจกทีดินทำกิน (สปก.) นับล้านไร่ แล้ววันนี้เหลือเท่าไรในมือคนจน แม้จะไม่มีสิทธิ์ขาย แต่ก็ขายสิทธิ์ให้นายทุน  รัฐบาลสร้างบ้าน สร้างแฟลตให้คนจนอยู่กี่หมื่นกี่แสนยูนิต เพื่อให้ย้ายจากสลัมหรือชุมชนแออัดไปอยู่ที่ดีกว่า แต่ “สลัม” ก็ไม่ได้หมดไป บางส่วนก็เป็นคนที่ได้สิทธิ์ได้บ้านได้แฟลต แล้วย้ายออกไปสร้าง “สลัม” ใหม่ ปล่อยให้คนอื่นเช่าบ้านเช่าแฟลตหรือขายสิทธิ์ไป

ระบบเศรษฐกิจสังคมเป็นองคาพยพเดียวที่ต้องพัฒนาไปด้วยกัน แต่สิ่งที่ต้องให้ความสนใจเป็นอันดับแรก คือ การศึกษา เพราะ “คนมีความรู้เปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่า คนไม่มีความรู้เปลี่ยนป่าให้เป็นทะเลทราย” “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า”  นายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรี สหราชอาณาจักรหลายปีก่อนยังย้ำเสมอว่า สิ่งสำคัญที่สุด 3 อย่างในรัฐบาลของเขา คือ “การศึกษา การศึกษา และการศึกษา”

ไม่เช่นนั้น การพัฒนาก็คงเป็นแค่วิธีการเอาชนะกันทางการเมืองและผลประโยชน์ด้วยตราที่สังคมประทับให้ว่า “ประชานิยม” ซึ่งลึกๆ แล้วเป็นการหลอกชาวบ้าน หลอกคนจน เป็นกับดักที่แท้จริงของการพัฒนา ทำให้คนเสพติดเงิน เสพติดผลประโยชน์ เหมือนเด็กที่ต้องกระเตงตลอด จนเดินเองไม่เป็น

ให้ปลาก็ไม่พอ ให้เบ็ดก็ไม่พอ ต้องให้โอกาสจับปลาด้วย ถึงจะแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน

สยามรัฐรายวัน 6 กันยายน 2560

เบอร์ทรันด์ รัสเซล นักปรัชญาผู้โด่งดังชาวอังกฤษในศตวรรษที่แล้วบอกว่า บิดาของปรัชญาตะวันตก คือ เพลโต ผู้ได้บอก “ทุกอย่าง” ไว้หมดแล้ว นักปรัชญาตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นเพียง ผู้เขียน “เชิงอรรถ” ให้ความคิดของเพลโตเท่านั้น

เพลโตเป็นศิษย์เอกของโสคราติส (469-399 ก่อน ค.ศ. ) ได้บันทึกความคิดและเรื่องราวต่างๆ ของ “อาจารย์” ผู้ซึ่งไม่ได้เขียนอะไรไว้เลย ที่รู้จักกันดี คือ Apology ซึ่งนำเอาการพิพากษาคดีของโสคราติสที่ถูกกล่าวหาว่ายุยงเยาวชนให้เสียคนและตัวเขาไม่ศรัทธาต่อเทพเจ้า และที่สุดถูกตัดสินประหารชีวิต

มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ชาวเยอรมันกล่าวไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนว่า ถ้าอยากเข้าใจโลกวันนี้ ให้กลับไปศึกษาปรัชญากรีกเมื่อ 2,500 ปีก่อน ยุคกำเนิดปรัชญาตะวันตก ที่เป็นรากฐานทางความคิดและพัฒนาการของโลก ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาจนถึงทุกวันนี้

ที่เขาพูดเช่นนี้เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบใหม่ ไม่ใช่เชื่อว่าทุกอย่างมีคำตอบหมดแล้วในตำนาน ในศรัทธาต่อเทพเจ้าผู้ทรงสร้างและบันดาลให้สรรพสิ่งเป็นไปตามวิถีแห่งชะตากรรม นักปรัชญาชาวกรีกจึงพยายามหาคำตอบว่า โลกมาจากไหนและเป็นอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร อะไรเป็นรากฐานที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสัมพันธ์กันเป็นหนึ่ง ทุกอย่างเป็นมา เป็นอยู่และเป็นไปได้อย่างไร

เป็นคำถามที่ทำให้เกิดคำตอบที่แตกต่างกันใหญ่ๆ สองทาง  เพลโต บิดาของจิตนิยมมองว่า “จิต” หรือ “ความคิด” เป็นรากฐานสำคัญที่สุด ขณะที่เดโมครีตุสบอกว่า “อะตอม” หรือ “วัตถุ” ต่างหาก ซึ่งก็คือฐานคิดของวัตถุนิยม ขณะที่จิตนิยมพัฒนาการไปสูงสุดที่เฮเกล วัตถุนิยมก็ไปสุดขีดที่คาร์ล มาร์กซ์

แต่สิ่งที่เป็น “หลักคิด” ของตะวันตกที่เป็นมรดกของโสคราติส คือ “วิธีคิดแบบโสคราติส” หรือที่เรียกกันว่า “วิภาษวิธี” (dialectic) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เพื่อโต้แย้งและนำไปสู่ความคิดใหม่ ไม่ว่าจิตนิยมหรือวัตถุนิยมก็ใช้วิธีคิดนี้ โดยมีตัวตั้ง (thesis) ตัวแย้ง (antithesis) และตัวตาม หรือการสังเคราะห์สรุป (synthesis) ซึ่งก็จะกลายเป็นตัวตั้ง ที่จะมีตัวแย้งและตัวสรุปเช่นนี้เรื่อยไป

โสคราติสชอบสนทนากับผู้คนโดยเฉพาะเยาวชน เขาตั้งคำถามให้คนรุ่นใหม่หาคำตอบใหม่ ซึ่งหลายคนสงสัยว่าทำไมถึงเป็นเรื่องในสังคมประชาธิปไตยในนครรัฐเอเธนส์ยุคนั้น แต่จะนำมาเปรียบกับระบอบประชาธิปไตยในโลกวันนี้ทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะสภาของเอเธนส์เป็นสภาประชาชน ไม่มีผู้แทน มีแต่พลเมืองผู้ชายผู้ใหญ่ทุกคนเป็นสมาชิกสภา ผู้หญิงและทาสเข้าสภาไม่ได้

ความหมายของประชาธิปไตยของกรีกในยุคนั้น คือ การปกครองโดยประชาชน เพราะอำนาจเป็นของประชาชน ซึ่งเป็นผู้ออกกฎหมาย และมีจิตอาสาเข้าไปทำงานเป็น “ข้าราชการ”

คำสอนของโสคราติสเป็นเรื่องคุณธรรมและความรู้ ซึ่งเขาถือว่าเป็นสองหน้าของเหรียญเดียว “คุณธรรมคือความรู้ ความรู้คือคุณธรรม” คุณธรรมทำให้มีความสุข การรู้ความจริงทำให้คนเป็นอิสระ ไม่ใช่การรู้เพื่อรู้ แต่รู้เพื่อมีชีวิตที่ดี รู้ด้วยใจที่กลายเป็นจิตสำนึก

โสคราติสสอนว่า “ชีวิตที่ไม่มีการตรวจสอบเป็นชีวิตที่ไม่มีค่า” ใน Apology ซึ่งแปลว่าการป้องกัน อันว่าด้วยการกล่าวโทษและการโต้ตอบของโสคราติสในการดำเนินคดีใน “ศาล”  เขาแสดงให้เห็นถึงการเคารพกฎหมายและยอมรับในกระบวนการยุติธรรม แม้ผลออกมาจะไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง คือ เขาไม่ได้ทำให้เยาวชนเสียคน แต่ทำให้เป็นผู้เป็นคนมากขึ้นต่างหาก และเขาไม่ได้ปฏิเสธเทพเจ้า เพียงแต่ต้องการแสดงศรัทธาในแบบที่มีเหตุมีผลมากกว่าที่ทำกัน แต่เมื่อ “ศาล” คิดต่าง เขาก็ยอมรับ

ในการพิพากษ์คดี โสคราติสมีสิทธิอุทธรณ์และเสนอโทษเป็นการถูกปรับหรือถูกเนรเทศ แต่เขาไม่ทำ และยอมรับความตาย ทั้งๆ ที่ก่อนนั้น มีเพื่อนชื่อ Crito (ชื่อหนังสือที่พูดเรื่องนี้) ที่เสนอช่วยเหลือให้เขาหลบหนี แต่โสคราติสก็อธิบายว่าทำไมเขาไม่ทำ และโชคดีที่เขาไม่ไป เพราะถ้าเขาไป ชื่อของโสคราติสคงไม่ยิ่งใหญ่และเป็นอมตะอย่างทุกวันนี้ เพราะมันขัดแย้งกับสิ่งที่เขาได้สอนและพยายามต่อสู้ตลอดมา

ดูเรื่องกรีกเป็นละครแล้วก็ย้อนมาดูการเมืองไทย ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาจนถึงวันนี้ มีคนไทยหลายคนทั้งอดีตผู้นำระดับสูงลงมาถึงลิ่วล้อบริวาร ที่ได้ “หนีไป” หรือเนรเทศตัวเอง (ภาษาอังกฤษบอกว่า self-exile)

เหตุผลที่ให้ไว้มักเป็นเรื่อง “การเมือง” และดูเหมื่อนจะหนีได้ไม่ยาก เส้นทางออกนอกประเทศทาง “ธรรมชาติ” มีหลายพันกิโลเมตร หรือถ้า “บารมี” มากก็ไปทาง “ธรรมดา” ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ได้หนีไปไหน เข้าไปใช้โทษอยู่ในเรือนจำ

กรีกกับไทย : เป็นไปได้ที่โสคราติสเชื่อ (อย่างที่เพลโตเขียนไว้ใน Phaedo) ว่า “คนดีมีความเป็นธรรมจะเกิดใหม่ได้ชีวิตที่ดีกว่า” อาจารย์และศิษย์ผู้ยิ่งใหญ่เชื่อในการกลับชาติมาเกิด (reincarnation) และน่าจะเชื่อในเรือง “กรรม” คล้ายคนไทยที่เชื่อว่า “กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ” ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า