phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 28 มีนาคม 2561

ดร.ปรีชา อุยตระกูลและอาจารย์กนก โตสุรัตย์ จากวิทยาลัยครูนครราชสีมาเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ได้วิจัยเรื่องราวของ “ชาวบน” หรือ “เนียะกุร” ที่บ้านน้ำลาด อำเภอเทพสถิต จังหวัดนครราชสีมา พบว่าเป็นชนเผ่าตระกูญมอญเขมรเล็กๆ เผ่าหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ พวกเขาหนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงเพื่อความอยู่รอด รอดจากอำนาจรัฐ จาก “คนไทย” ที่เอาเปรียบ กดขี่พวกเขา

            คุณพรพิไล เลิศวิชาและคณะจากมูลนิธิหมู่บ้านเมื่อ 30 ปีก่อน ไปวิจัยชุมชนคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช พบจากคำบอกเล่าของชุมชนคนเฒ่าคนแก่และพงศาวดารว่า พวกเขาเป็นไพร่หนีนายไม่ไปรบไทรบุรี หนีไปอยู่ในหุบเขาหลวงที่ทางการตามเข้าไปไม่ได้ เพิ่งออกมาสู่สังคมภายนอกเมื่อปี 2505 หลังจากเกิดวาตภัยแหลมตะลุมพุก

            เจมส์ ซี สก็อต ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยล ผู้มีชื่อเสียงจากงานวิจัยที่รัฐเคดะห์หรือไทรบุรีในอดีต เขียนหนังสือชื่อ “อาวุธคนยาก” เป็นการต่อต้านอำนาจรัฐของคนยากคนจนในรูปแบบต่างๆ ที่เขาได้เรียนรู้จากสองสามปีที่ไปฝังตัวอยู่ในหมู่บ้านที่นั่น

            เขาได้เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ชื่อว่า ศิลปะในการไม่ถูกปกครอง (The Art of Non-being Governed) พูดถึง “ชาวเขา” กว่า 100 ล้านคนในอาศํยอยู่ในไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ทางใต้ของจีนและทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เป็นมุมมองอีกด้านเกี่ยวกับชาวเขาชาวดอย

            อาจารย์สก็อตบอกว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่คนป่า คนโง่เขลาด้อยพัฒนา แต่เป็นคนที่เคยอยู่ในรัฐบนพื้นราบหรือในหุบเขามาก่อน แต่ได้หนีรัฐขึ้นไปอยู่ที่สูงเพื่อหนีการเป็นทหาร การเป็นทาส การใช้แรงงาน การเสียภาษีเป็นข้าวของเงินทอง รวมไปถึงหนีความอดอยากและโรคภัยไข้เจ็บ

            ชาวเขาชาวดอยมากมายหลายเผ่าพันธุ์เหล่านี้เป็น “คนไร้รัฐ” (non-state people) ที่อาศํยอยู่ใน “เขตเงา” (shadow zone) ด้วยความสมัครใจเพื่อหนีการปกครองและครอบงำของรัฐ ที่พยายามให้คนอยู่รวมกันในพื้นที่แคบๆ เพื่อการควบคุม เพื่อการใช้แรงงาน การเพาะปลูกข้าว การนำข้าวส่วนเกินจากการบริโภคในครัวเรือนมาไว้เป็นเสบียงสำหรับคนที่ไม่ปลูกข้าว สำหรับทหารยามศึกสงคราม

            ไปรบชนะก็กวาดต้อนคนจากลาว เขมร เวียดนาม มอญ พม่า เข้ามาเพื่อเป็นแรงงาน ให้มาอยู่ใกล้ๆ กัน ทำนาเสร็จจะได้ขนข้าวมารวมกันได้ง่าย เพราะยิ่งไกลยิ่งลำบากและควบคุมยาก

            การอยู่ใกล้กันในพื้นที่จำกัดทำให้เกิดโรคระบาดได้ง่าย ทั้งคนทั้งสัตว์ หนูที่มากินข้าวกินพืชแพร่เชื้อโรค บางปีฝนแล้งน้ำท่วมก็ขาดแคลนข้าว ชาวบ้านก็ไม่มีข้าวกิน เพราะที่เหลือแต่ละปีก็ถูกรัฐเก็บเป็นภาษีหรือนำไปใช้ในสงคราม

อาจารย์สก็อตอ้างหลักฐานทางโบราณคดีว่า “คนไร้รัฐ” เหล่านี้มีสุขภาสพดีกว่า “คนใต้รัฐ” โครงกระดูกที่ขุดได้พบว่า คนไร้รัฐในสมัยก่อนมีโครงกระดูกใหญ่และไม่มีหลักฐานของโรค ขณะที่คนใต้รัฐมีโครงกระดูกเล็กกว่าและมีร่องรอยของการเกิดโรคหลายอย่าง

            พวกเขาปรับตัวในการทำการเกษตรบนที่สูง ทำไร่เลื่อนลอย ที่ไม่ได้ทำลายป่า เพราะทำปีสองปีก็ย้ายไปที่อื่น กว่าจะเวียนกลับมาป่าก็ขึ้นเหมือนเดิม พวกเขาไม่ต้องการปักหลักที่ใดที่หนึ่งให้ถูกติดตามหรือรุกรานจากรัฐ มักไม่ปลูกข้าวเพราะอาจถูกยึดได้ง่าย แต่ปลูกพืชมีหัวในดินอย่างเผือกมันต่างๆ ที่อยู่ในดินได้หลายปีโดยไม่ถูกยึดง่ายเหมือนข้าวในยุ้ง

            ชาวเขาถูกหาว่าเป็นคนป่าคนเถื่อนเพราะไม่มีภาษาเขียน ไม่มีบันทึก มีแต่คำบอกเล่า อาจารย์สก็อตบอกว่า พวกเขาทิ้งภาษาเขียนจากที่เคยมีร่วมกับคนอื่นๆ เพราะต้องการให้มีประวัติศาสตร์ที่ยืดหยุ่น เพื่อการอยู่รอด ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ได้ เหมือน “ไร้ร่องรอย” ถ้าบันทึกไว้ก็เปลี่ยนไม่ได้

            วันนี้โลกเปลี่ยนไป การคมนาคม การสื่อสาร การพัฒนา ทำให้ชาวเขาไม่สามารถดำรงอยู่อย่างเดิมได้ ถูกรวมเข้าเป็น “คนใต้รัฐ” แต่ส่วนหนึ่งก็ยังอยู่แบบ “ไร้รัฐ” “ไร้อัตลักษณ์” หลายคนรู้ว่าตนเองเป็นคนเผ่าพันธุ์อะไร แต่ไม่ได้รับการยอมรับว่ามี “สัญชาติ” อะไร

            งานวิจัย “ชาวบน” “คีรีวง” “ชาวเขา” ทำให้เราเห็นอำนาจรัฐสร้างมาตรฐานเดียวเพื่อวัดประชาชนว่า “ฉลาดหรือโง่” “รวยหรือจน” “สุขภาพดีหรือเจ็บป่วย” โดยใช้ใช้กฎหมาย อาวุธ และวัฒนธรรมเป็นอำนาจ เป็นเครื่องมือในการบังคับ ควบคุม กดขี่ประชาชน อ้างว่าเพื่อความเจริญพัฒนา

            “ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่” ประโยคนี้จึงหลุดออกมาจากจิตใต้สำนึกของข้าราชการที่เป็นกลไกของอำนาจรัฐ ที่ยังหลงยุคตกสมัย บนโร้ดแมปประชาธิปไตยและไทยแลนด์ 4.0

            คนวันนี้หนีอำนาจรัฐไปอยู่ดอยบนเขาเข้าป่าเหมือนคนในอดีตไม่ได้อีกแล้ว ไม่เป็นอนาธิปัตน์แต่ต้องการเป็นประชาธิปัตย์ เป็นประชาธิปไตยที่แปลว่า “ประชาชนปกครองตนเอง”

ไม่ใช่ปกครองโดยรัฐแบบโบราณ รัฐที่ “ไม่เห็นหัวประชาชน” ไม่เคารพศักดิ์ศรีของ “ชาวบ้าน” แต่โบราณมาแล้ว รัฎฐาธิปัตย์แบบนี้จะถูกต่อต้าน อนาธิปัตย์ คือสุดขั้วของการต่อต้านอำนาจรัฐ

ที่ใดอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ที่นั่นใช้กฎหมายน้อย ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้กฎหมายมาก ปกครองด้วยอำนาจ คุก ตำรวจ ทหาร สร้างค่านิยมเป็นอำนาจนำครอบงำประชาชน

คนต่อต้านอำนาจรัฐที่มีระบบโครงสร้างที่กดขี่ โกงเงินคนยากคนจน คนไร้ที่พึ่ง ชาวเขาชาวดอย ที่ไม่ได้โง่กว่าข้าราชการ แต่ระบบโครงสร้างรัฐเปิดโอกาสให้ข้าราชการโกงได้มากกว่าเท่านั้น ถ้าฉลาดจริงก็ไม่น่าจะให้จับได้ไล่ทันอย่างวันนี้

สยามรัฐรายวัน 21 มีนาคม 2561

ประเทศพัฒนาแล้ว เขาลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน ประเทศด้อยพัฒนาเพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชน ประเทศไทยอยากไปสู่ 4.0 แต่คงยาก เพราะมีหลุมดำอำนาจรัฐเป็นกับดักอยู่

งบประมาณแผ่นดินปี 2561 คือ 2.7 ล้านล้านบาท ร้อยละ 74.2 เป็นงบประมาณประจำ ร้อยละ 22.8 เป็นงบลงทุน งบประมาณประจำส่วนใหญ่ใช้ตอบแทนบุคลากร เงินเดือน สวัสดิการ งบนี้อาจจะดูลดลง แต่ในทางปฏิบัติก็ยังรวมอำนาจไว้และไป “จ้างคนอื่นทำ” (outsource) คนละเรื่องกับ “กระจายอำนาจ”

ประเทศด้อยพัฒนามีกลไกทำงานคล้ายกัน คือ นอกจากเป็นคนกำหนดนโยบายแล้วยังลงมือทำเอง เราจึงมีกระทรวงมากมายทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ขณะที่ “ท้องถิ่น” ถูกตอนเป็นบอนไซ ไม่มีวันเติบโต นายกอบจ.ยังขึ้นกับผู้ว่าฯ นายกเทศบาล อบต.ต้องขึ้นกับนายอำเภอ

ระบบแบบนี้มีโอกาสคอร์รัปชั่นสูงทั้งอำนาจและงบประมาณ คงไม่ใช่แต่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่มีปัญหา แต่ทุกกระทรวง อย่างที่นายกรัฐมนตรีก็สั่งการให้ไปดูทั้งหมด ถ้าลงไปสำรวจจริง แตะตรงไหนคงเจอตรงนั้น มหากาพย์ที่ถูกขนานนามว่า “โกงทั้งแผ่นดิน”

องค์การสหประชาชาติและหลายประเทศยกเลิก “ระบบราชการ” ยกเลิกบุคลากรแบบ “ข้าราชการ” ที่เป็นได้ตลอดชีวิต ลดจำนวนพนักงานรัฐลง มีวาระการทำงาน 2 ปี 4 ปี แล้วประเมินว่าจะต่ออายุหรือไม่ กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุด ให้ท้องถิ่น “ปกครองตนเอง”

ที่สำคัญ บทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หรือพนักงานของรัฐส่วนใหญ่ ไม่ใช่ไปควบคุม แต่มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนภาคเอกชน ภาคประชาชนให้เติบโต เข้มแข็ง เพื่อให้สังคมเข้มแข็ง

ข้าราชการไทยยังทำหน้าที่ควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายที่ “ตนเอง” (แต่ละกระทรวง) ร่างขึ้นมา หลักเกณฑ์มาตรฐานที่อ้างก็ดูแต่ตัวหนังสือ เพราะไม่มีคนและเวลาเพียงพอเพื่อไปตรวจสอบควบคุมทุกอย่างตาม “ความเป็นจริง” ได้ การทำงานแบบนี้จึงกลายเป็นปัญหาและอุปสรรคเสียเอง

รัฐบาลนี้อยากไปสู่ 4.0 แต่ข้าราชการยังทำงานแบบ 0.4 ไม่ใช่การประชด เพราะดูจากปรากฎการณ์ทางสังคมและปัญหาสารพัดวันนี้ก็มองเห็นโดยไม่ต้องไปประเมิน อย่างการโกงเงินคนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศ ที่รัฐยังใช้กลไกแบบโบราณในการดำเนินงาน

เสียเงินจ้างข้าราชการ พนักงานทั้งในส่วนกลางและในจังหวัดต่างๆ ไปเท่าไร เพื่อให้ทำงาน “รับใช้ประชาชน” แต่กลับไปเป็น “นายประชาชน” และไปโกงเงินคนยากคนจนเสียเอง ทั้งๆ ที่รัฐสามารถปรับการทำงานให้เป็น 4.0 ใช้ระบบดิจิทัลเพื่อสื่อตรงกับผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือ

อาจารย์ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในทุกจังหวัดสามารถทำงาน “ข้อมูล” ให้ไปสู่ Big Data ได้ เพื่อให้รัฐสามารถช่วยเหลือคนที่ยากลำบากโดยตรงได้อย่างถูกต้อง เป็นธรรม โปร่งใส ให้ข้าราชการภูมิภาคไปทำข้อมูลก็อาจจะโกงได้อีก เอาชื่อคนไม่จนไม่เจ็บจริงไปรับเงิน

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยราชภัฎและสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่นทำงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่นจริงๆ การทำงานข้อมูลอย่างละเอียด จะทำให้แผนงานและการส่งเสริมสนับสนุนคนยากจนและชุมชนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และถ้าหากให้โอกาสท้องถิ่นได้ปกครองตนเองจริงๆ ชุมชนก็จะเข้มแข็ง บ้านเมืองก็จะเจริญพัฒนา โดยไม่ต้องอัดฉีดจากข้างบน แล้วคิดว่าพัฒนาแล้ว

การปฏิรูปสังคมไทยเกิดได้ถ้าหากมีการปฏิรูประบบราชการอจริง ลดอำนาจราชการส่วนกลางลง ลดจำนวนบุคลากรลงให้เหลือเพียงครึ่งเดียวหรือมากกว่า ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค โยกงบประมาณไปสู่ท้องถิ่น จะมีงบประมาณช่วยเหลือคนยากคนจน คนไร้ที่พึ่งมากกว่าเดิม

ดูงบประมาณของไทยในกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น กับชาวบ้าน คนยากคนจน งบค่าจ้างค่าตอบแทนสวัสดิการบุคลากรสูงกว่างบประมาณที่นำไปช่วยชาวบ้านมาก ถ้าลดข้าราชการพนักงานลง เอางบประมาณไปช่วยชาวบ้านโดยตรงจะได้มากกว่าเดิมมาก และจะแก้ปัญหาความยากจนได้ในท้ายที่สุด ไม่ “เลี้ยงความจน” อย่างที่ทำกัน

ยังไม่นับเงินที่ถูกโกงไป ซึ่งพบว่าเป็นจำนวนที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างการซื้อของไปแจกชาวบ้าน

ก็ดี (ที่กระทรวงต่างๆ ชอบทำกัน) การทำโครงการต่างๆ ก็ดี นับเป็นความเลวร้ายของระบบที่ปล่อยให้เกิดการโกงเช่นนี้ ทั้งๆ ที่สามารถปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบใหม่ในยุคดิจิทัลได้แล้ว

            ประชดประชันกันมา 50-60 ปีว่า งบประมาณก็เหมือนไอสครีมที่กว่าจะไปถึงชาวบ้านก็เหลือแต่ไม้ เพราะถูกดูดไปหมดระหว่างทาง นิทานเรื่องเก่าที่ยังเล่าได้วันนี้

            พรรคการเมืองใหม่หลายพรรคประกาศนโยบายกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ดูขึงขังน่าชื่นชม แต่เอาเข้าจริงจะยังยืนหยัดอยู่เหมือนประกาศไว้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เข้าสู่อำนาจแล้วยังมี “พรรคราชการ” ที่มีพลังและต้องการรักษาอำนาจของตนไว้ รักษาระบบอุปถัมภ์อย่างเหนียวแน่น อาจไปรวมหัวกัน “ฮั้ว” อำนาจก็ได้

            ถ้าราชการไม่เปลี่ยนระบบคิด (mindset) การเป็นเจ้าคนนายคน คิดว่าตนเองมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุม คิดว่าชาวบ้าน “โง่ จน เจ็บ” บ้านเมืองก็จะวนเวียนอยู่กับคนที่มีอำนาจแล้วโกง ไปสู่คนที่มีปืนแล้วอ้างว่าจะมาปราบโกง แล้วก็กลับไป “เลือกตั้ง” ใหม่ วงจรอุบาทว์ของการเมืองน้ำเน่าไทยที่ไม่พัฒนา

            ถ้าให้อำนาจภาคประชาสังคมวางแผนยุทธศาสตร์แบบเด็ดขาด 10 ปี จะเริ่มที่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตร กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงสาธารณสุข ลดงบประมาณและจำนวนบุคลากรที่ส่วนกลางลงให้มากที่สุด กระจายไปสู่ท้องถิ่น โดยไม่ต้องมี “ภูมิภาค” ในระบบอีกต่อไป

            น่าจะได้แผนยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนประเทศไทยได้ดีกว่ายุทธศาสตร์ที่เอา “ข้าราชการ” ประสานพลังกับ “นายทุน” ที่อาจทำให้ “หลุมดำอำนาจ” ใหญ่ขึ้นและน่ากลัวกว่าเดิม

สยามรัฐรายวัน 14 มีนาคม 2561

ท่านพุทธทาสภิกขุสอนว่า “ภูเขาแห่งวีถีพุทธธรรม” หรืออุปสรรคในการเข้าถึงธราม คือ “พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์” คนมักยึดติดกับเปลือกกระพี้ ติดพระพุทธรูป ติดคัมภีร์ตัวหนังสือ ติดกับพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นบุคคล เหมือนคนนั่งเรือข้ามฟาก แต่ยึดติดกับเรือก็ไม่มีทางข้ามฟากได้ ไม่มีวัน “หลุดพ้น”

ท่านสอนว่าสังคมจะอยู่เย็นเป็นสุขได้ต้องมีทั้งคนดีและระบบดี ที่เรียกร้องประชาธิปไตยกันมากๆ นั้น ถ้าหากสังคมมีแต่คนไม่ดี ประชาธิปไตยจะเลวยิ่งกว่าระบบเผด็จการเสียอีก

            เพราะสังคมที่มีคนไม่ดีมากจะมีแต่คนโกง โกงทั้งโคตร โกงทั้งชาติ อย่างวันนี้ที่แตะหน่วยงานไหน พื้นที่ไหนก็เจอคนโกงและการโกง

            ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองใหญ่ๆ ในประเทศเยอรมนีถูกทำลายไปกว่าร้อยละ 80 แต่ดูเหมือนว่าประเทศนี้ฟื้นฟูตัวเองได้เร็วกว่าประเทศที่ชนะสงครามเสียอีก เคยถามเพื่อนชาวเยอรมันว่าเป็นเพราะเหตุใด เขาตอบว่า เพราะยังมีคนเยอรมันเหลืออยู่

            ยี่สิบกว่าปีก่อน คนเยอรมันหลายล้านคนออกไปยืนบนถนนจับมือกันเป็นห่วงโซ่ตั้งแต่เหนือสุดจนถึงใต้สุดของประเทศเพื่อแสดงว่าไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงที่กระทำต่อคนอพยพ คนต่างถิ่นที่เข้าไปอยู่ในประเทศนี้หลังกำแพงเบอร์ลินถูกทำลายลงเมื่อปี 2532

            รวมไปถึงการเดินขบวนอย่างสงบหลายแสนคนในคืนวันนั้น ทำให้ปัญหาดังกล่าวคลี่คลาย ปัญหาที่รัฐบาลเองก็แก้ไม่ได้ วันนี้ เยอรมนีรับผู้อพยพมากที่สุดในยุโรป โดยความร่วมมือของประชาชน บุคคลหรือครอบครัว ที่รับอุปถัมภ์ผู้อพยพ ช่วยเหลือให้เรียนรู้และปรับตัวจนกว่าจะหางานทำและพึ่งตนเองได้

            คนจีนสร้างกำแพงยาว 8,850 กิโลเมตรเมื่อ 1,500 ปีก่อน นึกว่าจะป้องกันการรุกรานของศัตรูได้ แต่ร้อยปีแรกข้าศึกรุกรานได้ถึงสามครั้งโดยไม่ได้ทำลายกำแพง แต่ติดสินบนคนเฝ้ากำแพง

            วันนี้จีนไม่ต้องการสร้างกำแพงเพื่อกีดกันใครอีก แต่กำลังสร้างเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (One belt one road) เพื่อเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกัน

            นโยบายทันสมัยยุคใหม่ของผู้นำอย่างสี จิ้นผิง ไม่ได้เน้นที่การพัฒนาระบบอย่างเดียว แต่พัฒนาคน ป้องกันและแก้ไขการคอร์รัปชั่น พัฒนาการศึกษา แก้ปัญหาเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ ตั้งเป้าหมายว่าคนจนต้องหมดไปจากแผ่นดิน ล่าสุดในสมัชชาประชาชน ผู้นำจีนบอกว่าให้ความสำคัญกับภาคเกษตร การพัฒนาชนบทและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเน้นความสำคัญของวัฒนธรรมท้องถิ่น

            คนเยอรมัน คนจีน คนญี่ปุ่น คนเกาหลี คนสิงคโปร์ มีอย่างหนึ่งร่วมกัน คือ “คน ความรู้ ระบบ” ดีและมีคุณภาพ จึงทำพาประเทศให้เจริญพัฒนาได้

            ประเทศไทยโชคดีมี “ราชาปราชญ์” คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอุดุลยเดช ที่ทรงมอบมรดกอันยิ่งใหญ่ให้สังคมไทยและสังคมโลก คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกี่ยวกับ “คน-ความรู้-ระบบ” โดยตรง

            องค์ประกอบ 3 ประการของเศรษฐกิจพอเพียง ประการแรกเกี่ยวกับการพัฒนาคน ประการที่สองเกี่ยวกับการศึกษา ประการที่สามเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ

ประการแรก คนมี “ความพอประมาณ” ความพอดี มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง ความถูกต้องดีงาม คุณธรรม ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ คนขี้โกงอยู่ในระบบดีเพียงใดก็หาทางโกงได้ หมาบางตัวถูกขังไว้ในบริเวณบ้านมีรั้วรอบขอบชิดยังขุดดินลอดรั้วออกไปได้

            ประการที่สอง มีความรู้ “มีเหตุมีผล” รู้จักเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก มีข้อมูลความรู้เพื่อการตัดสินใจและทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ถูกเขาโกงเขาหลอกได้ง่าย

            ประการที่สาม ระบบดีย่อม “มีภูมิคุ้มกัน” ที่แข็งแรงได้ เหมือนคนมีระบบสุขภาพดี ย่อมไม่เจ็บป่วย ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้ ระบบเศรษฐกิจสังคมดีทำให้คนมีความมั่นคง ไม่กระทบกระเทือนหวั่นไหว

            การปฏิรูปประเทศวันนี้ประเมินได้ว่ามีความคืบหน้าไปมากน้อยเพียงใดโดยใช้กรอบและเกณฑ์ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และถ้าหากวันนี้สังคมวิพากษ์วิจารณ์และผิดหวังก็คงเป็นเพราะการปฏิรูปมีปัญหาอุปสรรคสำคัญอยู่ที่ “ภูเขาสามลูก” นี่เอง

            ปัญหาคุณธรรมของคน แม้แต่คนไร้ที่พึ่ง เด็กนักเรียนยากจน ยังถูกข้าราชการโกง แม้แต่ผู้นำผู้บริหารระดับสูงของประเทศยังถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรม ครูบาอาจารย์ยังถูกดำเนินคดี ติดคุก คนรวยล้นฟ้าเข้าป่าล่าสัตว์ในเขตอุทยานอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เป็นข่าวร้ายมีให้เห็นทุกวัน

            ปัญหาความรู้ มีแต่การศึกษาแต่ไม่มีความรู้ที่จะแก้ปัญหาพัฒนาตน พัฒนาบ้านเมือง คนต้องการแต่ปริญญา ปัญญาความรู้ไม่มี แยกแยะไม่ได้ระหว่างความเชื่อกับความรู้ ความจริงกับความเท็จ เปลือกกับแก่น

            ปัญหาระบบที่ออ่อนแอ ไม่มีประสิทธิภาพ มีแต่ระบบราชการที่เอาแต่ควบคุม แทนที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้สังคมเข้มแข็ง เพราะคิดแต่ใช้อำนาจ รักษาระบบรวมศูนย์ ระบบที่ไม่ให้ประชาชนตรวจสอบหน่วยงานราชการ รัฐบาล ระบบที่เอาแต่ “เล่นการเมือง” กันในสภา กฎหมายที่ไม่แก้ไข กลไกการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ขาดวินัยและไม่มีธรรมาภิบาล

            สังคมไทยที่ไร้ระเบียบ ไร้กรอบไร้เกณฑ์เช่นนี้ มองเห็นแต่ภูเขาสามลูกที่ตั้งตระหง่านขวางทางอยู่ ปิดบังวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ ที่ไม่รู้ว่าจะข้ามภูเขานี้หรือจะเจาะทะลุไปได้อย่างไร