phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 31 ตุลาคม 2561

ทีมฟุตบอลเด็กหมูป่าอะคาเดมียังเป็นข่าวที่คนสนใจติดตามแม้เวลาจะผ่านไปกว่าสามเดือน เริ่มเดินสายไปต่างประเทศตามคำเชิญของเจ้าภาพ อย่างกีฬาโอลิมปิกเยาวชนที่อาร์เจนตินา และไปอังกฤษ ตามคำเชิญของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

                คนไทยส่วนใหญ่คงชื่นชมกับข่าว แต่ก็มีบางคนที่เกิดอาการหมั่นไส้ ไม่เห็นด้วยที่ใครๆ ให้ความสำคัญกับเด็กเหล่านี้ บอกว่าทำให้บ้านเมืองเสียหาย เสียเวลาเสียงบประมาณไปมากมายเพื่อช่วยพวกเขาออกจากถ้ำ

                เป็นความเห็นต่างที่สามารถคิดได้ ถ้าดูแต่ด้านเดียวคือความเสียหายทางงบประมาณ เวลา รวมไปถึงระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมในถ้ำนอกถ้ำ ก็พอจะเข้าใจ

                แต่ถ้าใจกว้างสักนิดและมองภาพใหญ่ให้กว้างให้ลึกก็น่าจะเห็น “คุณูปการ” ของเหตุการณ์หมูป่าติดถ้ำ ที่ได้มีการอภิปรายในโซเชียลมีเดียมาพอสมควรมาตั้งแต่หลังเกิดเหตุใหม่ๆ แล้ว

                ลองทบทวนเรื่องนี้อีกที อาจมีบทเรียนสำคัญที่สอนอะไรได้มากมาย ขอให้มีหัวใจที่เปิดกว้างเท่านั้น ลองตั้งคำถามดูว่า ทำไมเหตุการณ์ปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคมที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงรายจึงมีการถ่ายทอดสดและรายงานข่าวไปทั่วโลก

                และไม่ใช่การรายงานธรรมดา เป็นการถ่ายทอดสดไม่ทราบว่าวันหนึ่งกี่ชั่วโมง โดยเฉพาะโดยสถานีข่าวใหญ่อย่าง CNN, BBC และอื่นๆ รวมถึงการรายงานข่าวทุกชั่วโมงในสถานีต่างๆ ทั่วโลก

                คำตอบน่าจะมาจากหนุ่มจิตอาสาชาวตรังนักปีนผาที่ไปช่วยงานนี้ ผู้สื่อข่าวสาวชาวอเมริกันถามว่าเขารู้สึกอย่างไร แทนคำตอบ เขาฮำประโยคแรกของเพลง Imagine ของจอห์น เลนนอน ซึ่งกลายเป็นคลิปที่แพร่ไปทั่วโลก เขาอยากบอกว่า เหตุการณ์นั้นได้ทลายพรมแดนต่างๆ ไม่มีประเทศ ผู้คนเป็นหนึ่งเดียว เขาได้รู้สึกถึง ความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ

                แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ไม่ถึงเดือน แต่ความรู้สึกของผู้คนทั่วโลกที่หลอมใจเป็นหนึ่ง เอาใจช่วยให้คณะกู้ภัยที่พร้อมใจกันมาแบบจิตอาสาจากทั่วโลกสามารถนำเด็กๆ ออกจากถ้ำได้เป็นความรู้สึกที่ก้าวข้ามทุกอย่าง เป็น “อุตรภาวะ” (transcendental) ที่อยู่เหนือโลกียภาวะ

ความรู้สึกที่เหนือโลกธรรมที่สัมผัสได้ ที่แบ่งแยกบนความแตกต่างภายใต้คำว่าชาติ ศาสนา เพศ สีผิว ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม และอีกสารพัดเหตุผลที่เป็นอคติ ที่มาจากกิเลสและความเห็นแก่ตัว ที่ทำให้เกิดความแบ่งแยกและแตกแยก

จึงไม่แปลกที่ผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกติดตามข่าวนี้ทุกวันตั่งแต่ต้นจนจบ ร่วมใจภาวนาขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของตน ไม่ใช่คนในชาติของตน

เด็กๆ ๑๒ คนกับโค้ชเอกไม่ใช่พระเอกหรือผู้ร้ายอะไรในเรื่องรที่เกิดขึ้น พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ไม่ได้มีเจตนาเข้าไปติดในถ้ำเพราะอยากดัง และพวกเขาคงคาดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก

พวกเขาเป็นตัวละครที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นบทเรียนให้มนุษยชาติว่า ถ้าหลอมรวมใจเป็นหนึ่ง ไม่ว่าปัญหาอุปสรรคจะใหญ่เพียงใด เราก็สามารถแก้ไขได้ ความทุกข์ ความเจ็บปวดจะมากเพียงใด ก็สลายลงได้และแม้แต่ความตายเราก็สามารถเอาชนะได้

ความตายของ “จ่าสมาน” เป็นการสูญเสีย แต่เป็นความตายที่ไม่สูญเปล่า เป็นชัยชนะของความเสียสละอันยิ่งใหญ่ เป็นความตายที่มีเกียรติและถูกจารึกไว้ในใจของคนไทยและคนทั่วโลก มีอนุสาวรีย์ที่จะทำให้ผู้คนรำลึกถึงเขาตลอดไป

เด็กๆ หมูป่าอะคาเดมีวันนี้ได้กลายเหมือน “ทูต” แห่งมิตรภาพ ความเป็นหนึ่งเดียว (solidarity) เป็นสัญลักษณ์ของภราดรภาพ ที่โจเซ มูริโญ โค้ชฟุตบอลคนดังพูดไว้ระหว่างที่ทำหน้าที่วิจารณ์ฟุตบอลโลกที่รัสเซียในช่วงเวลาเดียวกับที่มีเหตุการณ์ถ้ำหลวงว่า “ทีมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่รัสเซีย แต่อยู่ที่เชียงราย ที่ประเทศไทย”

ไม่กี่วันก่อน มูริโญและนักฟุตบอลของเขาได้ต้อนรับทีมหมูป่าที่สนามโอลเทรปฟอร์ด นับเป็นภาพแห่งความสุข ไม่เพียงแต่สำหรับเด็กไทย และนักฟุตบอลกับโค้ชของแมนยูฯ แต่ของคนไทยและผู้คนทั่วโลกที่ยังรู้สึกได้กับเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน สื่อใหญ่ทั่วโลกยังเสนอข่าว เพราะรู้ว่าคนยังสนใจ

อย่าอิจฉาเด็กๆ หมูป่าเลย เป็นโชคดีที่มากับโชคร้าย (Blessing in disguise) ไม่ใช่สำหรับพวกเขาเท่านั้น แต่สำหรับเคนไทยและเมืองไทยโดยรวม ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะใช้งบกี่หมื่นกี่แสนล้านประชาสัมพันธ์ประเทศไทยก็คงทำไม่ได้เท่ากับ “หมูป่า” ที่ทำให้ภาพเมืองไทยแพร่ไปทั่วโลก ติดตาตรึงใจผู้คนพลายพันล้านคน โดยลงทุนไปไม่กี่ล้านบาทเอง

และที่สำคัญ คุณเอาเงินเท่าไรมาลงทุนก็ไม่มีวันสร้างมิตรภาพและความเป็นหนึ่งเดียวของผู้คนทั้วโลกอย่างที่ได้เกิดขึ้นนั้นได้

สยามรัฐรายวัน 24 ตุลาคม 2561

สังคมวันนี้เป็น “สังคมความรู้” สังคมที่ต้องใช้ความรู้เป็นฐาน (knowledge-base society) ทุกภาคส่วนล้วนต้องใช้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ เป็นสังคมที่ควบคุมและบริหารจัดการด้วย “มหาข้อมูล” (Big Data) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยจนยากที่จะปิดบังข้อมูล ไม่ว่าจะส่วนตัว ส่วนรวม หรือเร้นลับปานใด

            กว่าจะมาถึงวันนี้ สังคมได้เรียนรู้ใหม่ (relearn) ก้าวข้ามความรู้เก่า (unlearn) ทำให้เกิดนวัตกรรม เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

            อัลวิน ทอฟเลอร์ นักอนาคตวิทยาผู้โด่งดังบอกว่า “คนไม่รู้หนังสือในอนาคตไม่ใช่คนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่คือคนที่ไม่รู้จักเรียนรู้ ไม่ลืมเรื่องเก่าและไม่เรียนรู้ใหม่” (The illiterate of the future are not those who can’t read or write but those who cannot learn, unlearn, and relearn.)

            ปัญหา คือ สังคมวันนี้เป็นสังคมความรู้จริงหรือ สังคมความรู้ไม่ใช่สังคมที่มีข้อมูล ข่าวสารมากมายมหาศาล แต่เป็นสังคมที่เรียนรู้เป็นต่างหาก

            เพราะถ้ามีเพียงข้อมูลและข่าวสารอย่างเดียว (data & information) โดยไม่รู้จักเชื่อมโยง ก็อาจเป็นเพียงชิ้นส่วนที่นำไปสู่การสรุปที่ผิดๆ เหมือนที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียล ที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวลือ ข่าวเท็จ ข่าวปลอม ข่าวปล่อยเพื่อผลอะไรบางอย่าง ทำให้เกิดความปั่นป่วน การทุจริต

            ความรู้เกิดขึ้นเมื่อมีการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร เหมือนการนำจิ๊กซอมาต่อกันจนเห็นภาพใหญ่ หรือตรงกันข้าม การนำภาพใหญ่มาแยกออกเป็นชิ้นส่วนเพื่อให้เห็นองค์ประกอบและกลไก ทั้งสองเรียกว่า การสังเคราะห์และการวิเคราะห์

            แต่มีความรู้มากอาจเป็น “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” ก็ได้ อาจเป็นความรู้เก่า ความรู้เดิมที่ถ่ายทอดสืบทอดกันมา สรุปเป็นหลักคิดทฤษฎีมากมาย ที่ครอบงำกำหนดวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน

                การเรียนรู้เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงมาจากการลงมือปฏิบัติและประมวลผลสรุปจากการปฏิบัตินั้น เป็นความรู้ของตนเองอย่างแท้จริง คือกระบวนการตกผลึกเป็นปัญญา

            คล้ายกับภูมิปัญญา ๒,๕๐๐ ปีของจีน ที่ท่านเล่าจื้อสอนว่า “เพื่อถึงซึ่งความรู้ จงเติมสิ่งต่างๆ ทุกวัน เพื่อบรรลุปัญญาญาณ จงเอาสิ่งต่างๆ ออกไปทุกวัน” (To attain knowledge, add things every day. To attain wisdom, remove things every day.)

                หรือที่อ้างอิงกันมานานที่ว่า “สอนฉัน แล้วฉันจะลืม แสดงให้ฉันดู แล้วฉันจะจำได้ ให้ฉันทำด้วย ฉันจะเรียนรู้” (Tell me and I’ll forget, show me and I’ll remember, involve me and I’ll learn)

            การเรียนรู้เป็นเรื่องยากเพราะเรามักจะยึดติดอยู่กับของเดิม กับเรื่องราวเก่าๆ เราคือผลผลิตของอดีต ผู้สืบทอดสิ่งต่างๆ ที่บรรพบุรุษ และประเพณีได้ถ่ายทอดมา วิถีชีวิต วิธีคิด วีธีปฏิบัติ การให้คุณค่าสิ่งต่างๆ การมองโลกมองชีวิต ล้วนถูกกำหนดจากอดีต

            นักปรัชญายุคใหม่ร้อยปีที่ผ่านมาจึงพยายามให้คนลืมเรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่ (The Grand Narratives) อันเป็นตำนานที่กำหนดความคิด วิถีชีวิต วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คน คนรุ่นเก่าที่ยึดติดกับประเพณีเดิมไม่สามารถรับแนวคิดปรัชญาที่เรียกว่าโพสท์โมเดิร์นนี้ได้

            ตอนยังหนุ่ม อังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีที่ผิดแผกไปจากประเพณีเดิม ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักภาษาและวรรณกรรม ท่านตอบว่า “ภาษาไทยไม่ใช่เป็นของบรรพบุรุษเท่านั้น แต่เป็นของผมด้วย”

            ใครจะปฏิเสธอย่างไร ต่อต้านอย่างไร แต่โลกก็เปลี่ยนไปทุกวันอย่างรวดเร็ว และมีพร้อมให้เราได้เรียนรู้และปรับตัวให้ทันโลกได้ เพราะ “เราอยู่ในยุคสมัยที่มีปัจจัยพร้อม” อย่างที่ไอน์สไตน์บอก (We live in a time of perfect means.) เครื่องมือเพื่อเรียนรู้ให้อยู่ได้ในโลกวันนี้

            สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้จึงไม่ใช่ความรู้ แต่ “ความสามารถในการเรียนรู้” มากกว่า เราจะอยู่อย่างไรในวันนี้ อยู่ที่ว่าเราเรียนรู้เป็นมากน้อยเพียงใด คุณภาพชีวิตไม่ได้อยู่กับสิ่งที่เรามี ไม่ว่าความรู้หรือทรัพย์สินเงินทอง (to have) แต่กับสิ่งที่เราเป็น (to be) มากกว่า และเรียนรู้เป็น ใช้ชีวิตเป็น

            การเรียนรู้เป็นและใช้ชีวิตเป็น หมายถึงความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ นำมาแก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง ปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสังคม

            ปรัชญาการศึกษาของแคนาดาเขียนไว้ง่ายๆ ว่า “เรียนเพื่อรู้ เรียนเพื่อทำ เรียนเพื่อเป็น เรียนเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น” (Learn to know, Learn to do, Learn to be, Learn to live together) และแล้วลงรายละเอียดว่า เรียนอย่างไรจึงบรรลุเป้าหมายทั้ง ๔ อย่างที่ว่านั้น

            บ้านเราเคยมีหลักการศึกษาว่า เรียนอย่างไรให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น แต่ก็ประเมินกันได้ว่าไม่ได้ผล เพราะเรียนรู้ไม่เป็น เมื่อเรียนรู้ไม่เป็นก็คิดไม่เป็น ก็จะเลียนแบบ นักเรียนนักศึกษาบ้านเราจึงเป็นนักลอกนักเลียนแบบตั้งแต่เล็กจนโต เป็นวัฒนธรรม copy & paste

การศึกษาบ้านเราไม่ได้สอนให้ถามเป็น สอนให้ท่องจำคำตอบสำเร็จรูปมากกว่า เรียนแบบนกแก้วนกขุนทอง เรียนรู้เป็นต้องถามเป็น คนไทยไม่ชอบถาม อาย กลัวใครจะว่าโง่ หรืออวดเก่ง

ถ้าครูเข้าใจเรื่องการศึกษาว่า คือการเรียนรู้เป็น ก็จะปรับบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้เป็น ตั้งคำถามเป็น มากกว่าท่องจำคำตอบ การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานก็จะเกิด

สยามรัฐรายวัน 17 ตุลาคม 2561

เทศกาลกินเจมีระยะเวลาประมาณ ๑๐ วัน น่าจะมีความหมายคล้ายกับเทศกาลถือศีลอด (Lent) ในศาสนาคริสต์ (๔๐ วันก่อนวันปาสกา) เดือนเราะมาฎอนในศาสนาอิสลาม เข้าพรรษาในพุทธศาสนา

            คุณค่าและความหมายของเทศกาลเหล่านี้ที่คล้ายกัน คือ การชำระตนให้บริสุทธิ์ทั้งทางกาย ใจ และวิญญาณ ฟื้นฟูพลังทางจิตวิญญาณ

            ลึกๆ หมายถึงช่วงเวลาของการถือศีล การปฏิบัติธรรม การแผ่เมตตาต่อผู้อื่น ต่อสรรพสัตว์ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่เสียหาย การให้อภัย การคืนดี

            การอดอาหารมีหลายแบบ ที่เคร่งครัดที่สุดคือการดื่มแต่น้ำอย่างเดียว มีอดอาหารแบบงดเนื้อสัตว์ กินผักเป็นหลัก มีการอดอาหารเฉพาะวันและเวลา อย่างการงดเนื้อวันศุกร์ของชาวคริสต์ อดอาหารวันพุธต้นเทศกาลถือศีลอด หรือวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ วันสิ้นพระชนม์ของพระเยซู

            การอดอาหารทำให้มีเวลาปฏิบัติธรรม สวดภาวนา หยุดพักจากภารกิจ หยุดคิดในชีวิตประจำวันที่บางครั้งแสนจะจำเจและน่าเบื่อ

            การอดอาหารถ้าทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์และถูกวิธีทำให้เกิดความสงบ ขับพิษทั้งทางร่างกายและจิตใจ ให้ผลดีต่อสุขภาพ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ อย่างเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ลดน้ำหนัก มีการวิจัยทางการแพทย์พบว่า คนที่อดอาหารตามความเชื่อในศาสนาหรือประเพณีอายุยืน มีคำอธิบายว่า การอดอาหารก่อให้เกิดกระบวนการกำจัดเซลล์ไม่ดี (autophagy) และสร้างเซลล์ดีขึ้นมาใหม่

            เทศกาลกินเจ เทศกาลถือศีลอด ทำให้คิดถึงตัวเอง ทบทวนการดำเนินชีวิต การกินการอยู่ในความพอดีมีเหตุผล สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายและจิตใจ ซึ่งมีรายละเอียดว่าควรทำอะไรอย่างไร

            อย่างบางคนต้องการใช้เวลาเทศกาลนี้เพื่อดูแลสุขภาพ ลดน้ำหนัก ก็ควรวางแผนว่าจะกินอะไรอย่างไร ไม่ใช่งดเนื้อสัตว์ แต่กินผัดผักน้ำมันท่วมทุกวัน ไม่เว้นน้ำอัดลม ขนมกรุปกรอบเต็มโต๊ะทำงาน เพราะกินผักอย่างเดียวหิวแน่ถ้าไม่รู้จักกินอาหารที่อิ่มท้องแต่ให้พลังงานน้อย ซี่งมีมากมาย

            การอดอาหาร หรือการเลือกอาหารที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่ทางการแพทย์ก็ปฏิบัติอยู่แล้ว อย่างคนป่วยด้วยโรคต่างๆ ก็ให้อาหารตามสภาพ หรือให้อดในบางกรณี เช่นหลังการผ่าตัด ก่อนตรวจเลือด

            อย่างโรคมะเร็งที่มีคำแนะนำให้กินอาหารที่ไม่ไปช่วยเซลล์มะเร็งให้ขยายตัว การอดบางระยะทำให้เซลล์มะเร็งบางส่วนตายได้ แต่อดนานๆ คนไข้ก็อาจตายก่อนเพราะขาดอาหาร ไม่มีภูมิต้านทาน

            การอดอาหารมีความหมายสำคัญทางศาสนาและทางสังคม มหาตมะ คานธี สัญลักษณ์ของอหิงสา บิดาแห่งชาติของอินเดีย ที่อดอาหารถึง ๑๗ ครั้งในชีวิตของท่านเพื่อการต่อสู้กับความอยุติธรรมและนำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ ของบ้านเมือง

            ท่านทำได้และสำเร็จเพราะเจตจำนงอันแกร่งกล้าและจิตใจที่บริสุทธิ์ ท่านอดอาหารเพราะเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความดีงามในจิตใจ ทุกคนสามารถแสดงออกถึงความสงสาร ความเป็นพี่น้อง ความอดทนและการยอมรับผู้อื่น ความเมตตาและความรัก ท่านเชื่อว่า ไม่ว่าคนจะดูโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมเพียงใด ลึกๆ แล้วทุกคนก็มีหัวใจ

            มหาตมะ คานธี ใช้การอดอาหารเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงเมตตาธรรม และปลุกเร้าคุณธรรมนี้ในจิตใจของผู้คน การอดอาหารของท่านจึงทำให้ความขัดแย้งต่างๆ ยุติลง

            มหาตมะ คานธีมีชีวิตที่เรียบง่าย ท่านกินข้าว กินผัก กินผลไม้ กินถั่วเป็นหลัก ท่านบอกว่า อาหารไม่ใช่เพื่อดับความหิวเท่านั้น แต่เป็นอะไรที่สร้างจิตสำนึกของคน ท่านคือผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะขบวนการสิทธิพลเมืองในประเทศต่างๆ ที่ใช้หลักอหิงสา

            การอดอาหารที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ทำเพื่อคนอื่นด้วย มีตัวอย่างของเริ่องนี้จากประเทศเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อบาทหลวงท่านหนึ่งเสนอว่า เวลาอดอาหารและของที่ชอบในระหว่างเทศกาลถือศีลอด ๔๐ วันก่อนปาสกา แทนที่จะเก็บเงินที่ได้จากการอดนั้นไว้เพื่อตัวเอง ควรจะบริจาคให้คนอื่นที่ลำบาก จะได้บุญกับตัวเองและได้ช่วยเหลือผู้อื่น

            เพียง ๔๐ วัน คนเยอรมันที่เป็นคาทอลิก จะออมทุกวันด้วยเงินที่ได้จากการอดอาหารเย็นวันศุกร์ การลดหรือเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารเครื่องดื่มที่ไม่จำเป็น หรือความสุขที่สามารถลดละได้

ทุกปี พวกเขานำเงินเหล่านั้นมารวมกันในวันปาสกาปีละหลายพันล้านบาท รัฐบาลเยอรมันสมทบให้อีกเท่าตัว นำเงินทั้งหมดไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา โครงการนี้ได้แพร่ไปทั่วโลก โบสถ์คาทอลิกทุกแห่งรวมทั้งในประเทศไทยก็ทำโครงการนี้ระหว่าง ๔๐ วันก่อนปาสกา

ถ้ามีการทำโครงการนี้ระหว่างเข้าพรรษา ๙๐ วัน คงจะดีไม่น้อย และเคยมีวัดพุทธทำหลายปีก่อน ตอนนี้ไม่ทราบว่ามีที่ไหนทำอยู่หรือไม่ ถ้าคนไทย ๕๐ ล้านคนรวมใจออมวันละบาท ๙๐ วัน อาจจะได้เงินถึงปีละ ๕ พันล้านบาท และถ้ารัฐบาลไทยสมทบเท่าตัวก็จะได้ ๑ หมื่นล้านบาท ช่วยสังคมได้มาก

ถ้าคนไทย “ถือศีลกินเจ” ๑๐ วัน ประหยัดได้วันละ ๑๐๐ บาท ก็จะได้ ๑.๐๐๐ บาท ถ้าชมรมสมาคมหนึ่งวางเป้าหมายร่วมกันว่า จะรณรงค์ให้คน ๑ ล้านคนถือศีลกินเจ ๑๐ วันนี้ ก็อาจจะได้ทุน ๑.๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นทุนการศึกษา หรือช่วยโรงพยาบาล จะได้บุญมหาศาลทุกปี

หรือแค่วันละ ๑๐ บาท ๑๐ วันได้ ๑๐๐ บาท ถ้าคน ๑๐ ล้านคนร่วมกันถือศีลกินเจ ก็จะได้ ๑ พันล้านเช่นเดียวกัน นี่คือการทำบุญเพื่อตนเองและเพื่อสังคม บ้านเรามีมูลนิธิสมาคมหลายหมื่น ถ้าร่วมมือกันทำโครงการนี้ รณรงค์อย่างจริงจัง จะเป็นการชำระจิตใจคนไทยและสังคมไทยได้ไม่น้อยอย่างแน่นอน