phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 27 กุมภาพันะ์ 2562

ภาษาเกลียดชัง (hate speech) สร้างความแตกแยก ความขัดแย้ง ความรุนแรง และอาชญากรรม ในหลายประเทศจึงมีการตรากฎหมายและโทษทางอาญา

ภาษาเกลียดชัง (hate speech) เป็นพี่น้องท้องเดียวกับการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้เกลียดชัง (hate propaganda) ซึ่งมีอุดมการณ์หนุนหลัง มีพลังล้างผลาญรุนแรง อย่างนาซีเยอรมันที่ฆ่ายิวไป 6 ล้านคน ฆ่ากันเองในรวันดาเมื่อปี 1994 เพียง 3 เดือนเกือบล้านคน เพราะการปลุกระดมโหมไฟแห่งความโกรธ เกลียด เคียดแค้นระหว่างคนสองเผ่า

            ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาษาและโฆษณาให้เกลียดชังกันระหว่างเผ่าพันธุ์ที่ยูโกสลาเวีย เกิดสงครามที่ทำให้คนตายไป 140,000 คน พลัดถิ่น 4 ล้านคน ยูโกสลาเวียแตกออกเป็น 7 ประเทศ

หรือโฆษณาชวนเชื่อของทั้งค่ายคอมมิวนิสท์และเสรีประชาธิปไตยในยุคสงครามเย็น ที่สาดโคลน ใส่ร้ายป้ายสี ทำให้เกลียดกลัวมนุษย์ดัวยกัน (xenophobia) เห็นเป็นผีห่าซาตาน ผู้สูงวัยวันนี้ถ้าอยู่บ้านนอก ตอนเป็นเด็กคงเคยดูหนังขายยากลางแปลง น่าจะจำหนังสารคดีที่เขาฉายก่อนหนังเรื่องได้ เป็นของยูซิสที่ทำให้เห็นว่า คอมมิวนิสท์ไม่ใช่คน แต่เป็นผีร้ายที่จะต้องกำจัด

การสื่อสารภาษาเกลียดชังใช้ทุกช่องทาง โดยเฉพาะทางสื่อที่ถึงมวลชนกว้างไกล ได้ยินได้ฟังกรอกหูทุกวัน ที่สุดก็เชื่อว่าจริง เหมือนคนที่ใช้วิทยุชุมชนหลายพันสถานีทั่วประเทศไทยไม่กี่ปีก่อน ชาวบ้านฟังจนติด ฟังจนเชื่อ แม้ว่าเรื่องราวที่พูดกันจะจริงบ้างเท็จบ้าง มีการไส่ร้ายป้ายสี

และคงไม่มีใครปฏิเสธว่า ภาษาเกลียดชังที่ใช้กันทางสื่อวิทยุที่ว่านั้นมีส่วนในการปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงช่วง 6 ปีก่อนรัฐประหาร 2557

ย้อนไปก่อน 6 ตุลาฯ 2519 ภาษาและการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อความเกลียดชังทวีขึ้น เหตุการณ์ 6 ตุลาคือความรุนแรงและความโหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ประเทศที่ชอบอ้างว่ารักสันติ

สถานีวิทยุโทรทัศน์ โดยเฉพาะในกำกับทหาร คือ เครื่องมือสื่อสารและโฆษณาภาษาเกลียดชัง ปลุกระดมผู้คนให้เกลียดชังนักศึกษา ให้ขวาพิฆาตซ้าย ได้ยินเพลง “หนักแผ่นผดิน” ทุกวัน โดยเฉพาะทาง “วิทยุยานเกราะ”

ความรุนแรงของการปลุกระดมทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าเชื่ออย่างการแขวนคอนักศึกษาที่ต้นมะขาม สนามหลวง การทุบตี การที่มด้วยไม้ การเผายาง และอื่นๆ ที่รอดตายหลายพันคนก็หนีเข้าป่า และออกมาด้วยนโยบาย 66/23 ที่พูดกันด้วยภาษาแห่งสันติและการคืนดี

สังคมไทยไม่ควรอับอายกับเรื่องที่เกิดขึ้น ควรมีพิพิธภัณฑ์ถาวร ไม่ใช่แค่นิทรรศการชั่วคราว เพื่อเป็นบทเรียนให้คนรุ่นหลัง เพราะคนไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ก็จะทำให้เกิดซ้ำอีก ถ้าได้เรียนรู้จริง เพลง “หนักแผ่นดิน” ไม่น่าจะถลับมาในปี 2562 น่าจะถูกแบนไปนานแล้ว

เครื่องหมายอักษะของนาซีถูกแบนไม่ใช่เพียงจากเยอรมันและอิสราแอล แต่จากประชาคมโลก ไม่เช่นนั้นเจ้าชายแฮรี่คงไม่ถูกประณาม ทางสำนักพระราชวังอังกฤษต้องออกมาขอโทษที่เจ้าชายน้อยเอาเครื่องหมายต้องห้ามนี้ไปทำเล่นแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เช่นเดียวกับนักเรียนหญิงที่เชียงใหม่ที่ไม่รู้กาละเทศะ รวมทั้งนักร้องที่ไม่นานมานี้ต้องเร่ไปขอโทษถึงสถานทูตอิสราแอล แล้วเอาเพลง “หนักแผ่นดิน” มาเปิดอีกทำไมก็ไม่รู้ สะใจบางคนและปลุกระดมได้ก็จริง แต่สะเทือนใจไม่แต่ญาติผู้ตายในเหตุการณ์ 6 ตุลา เท่านั้น แต่คนไทยที่รักสันติทุกคน

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหประชาชาติได้ตั้ง คณะกรรมการกำจัดการแบ่งแยกทางเผ่าพันธุ์ (CERD) ซึ่งรวมไปถึงการเหยียดและแบ่งแยกเพราะสีผิว เผ่าพันธุ์ ศาสนา ความเชื่อ เชื้อชาติ อุดมการณ์

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การพิจารณาอาชญากรรมสงครามผู้นำเยอรมันที่ “ศาลนูแรมเบอร์ก” หนึ่งในผู้ที่ถูกตัดสินว่าทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คือ นาย Julius Streicher บรรณาธิการนิตยสาร Der Stuermer ที่ปลุกระดมการฆ่าล้างชาวยิว

ภาษาเกลียดชัง เป็นอคติที่ก่อให้เกิดความรุนแรง ทนไม่ได้ต่อความคิดเห็น ความเชื่อที่แตกต่าง แสดงออกแบบก้าวร้าวด้วยการอ้างความรักชาติ ซึ่งน่าจะเป็นความคลั่งชาติมากกว่า ต้องการรักษาสถานภาพ ผลประโยชน์และอำนาจของตนเอง

ไม่แบนเพลง “หนักแผ่นดิน” แต่ไปแบนหนังสือดีๆ หลายเล่มที่ประเทืองปัญญาอย่าง “ฟ้าบ่กั้น” ที่ถูกเก็บเรียบในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อปี 2504 และอีกมากมายหลายเล่มหลัง ๖ ตุลา

ฟ้าบ่กั้น ของ “ลาวคำหอม” พิมพ์ถึง 22 ครั้ง แปลออกไป 9 ภาษาทั่วโลก แสดงให้เห็นว่า เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ผู้คนให้การยกย่องยอมรับขนาดไหน หนังสือเล่มนี้ไม่ได้หนักแผ่นดิน แต่ “หนักใจ” คนมีอำนาจ

การใช้ภาษาเกลียดชัง (hate speech) วันนี้น่ากลัวมาก ระบาดไปทั่ว โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยถ้อยคำ ที่สะท้อนความเกลียดชัง และปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกแห่งความรุนแรง โหมไฟแห่งความแตกแยกและหายนะของบ้านเมือง

การวิจารณ์นั้นใช้สติปัญญา การด่าว่าใช้อารมณ์ความรู้สึก ภาษาเกลียดชังใช้อย่างหลังนี้ เป็นการพูดที่ขาดสติ ใช้แต่สัญชาติญาณดิบ ที่ตัดสินความขัดแย้งด้วยกำลังและความรุนแรง

สยามรัฐรายวัน 20 กุมภาพันธ์ 2562

อีสานมีพื้นที่เกษตรอยู่ 58 ล้านไร่ มีระบบชลประทาน 7 ล้านไร่ เท่ากับร้อยละ 12 ฝนตกภาคอีสานปีหนึ่งประมาณ 1,200 มิลลิเมตร สูงกว่าภาคกลาง แต่อีสานแล้ง ไม่มีระบบเก็บน้ำ

ภาคกลางตอนล่าง 19 จังหวัดมีพื้นที่เกษตรอยู่ 21 ล้านไร่ อยู่ในเขตชลประทาน 7 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 30 ส่วนใหญ่ทำนาได้ 2 ปี 5 ครั้ง อีสานบางพื้นที่ 5 ปี 2 ครั้ง

พื้นที่เกษตรของไทยอยู่ในเขตชลประทานร้อยละ 22 ขณะที่ของเวียดนามชลประทานครอบคลุมถึงร้อยละ 90 เวียดนามปลูกข้าวได้เฉลี่ยประมาณ 850 กิโลต่อไร่ ไทยได้ประมาณ 450 กิโล ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องน้ำอย่างเดียว แต่เรื่องนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม ที่เอาจริงเอาจังของเวียดนามด้วย

เวียดนามมีพื้นที่ทำนา 46 ล้านไร่ ได้ข้าว 26 ล้านตัน ไทยมีพื้นที่ 66 ล้านไร่ ได้ข้าว 20 ล้านต้น ทั้งๆ ที่เวียดนามโดนพายุทั้งไต้ฝุ่นทั้งดีแปรสชั่นปีหนึ่งไม่รู้กี่ลูก เป็นกันชนให้ไทย

แต่น้ำสำคัญที่สุด เพราะถ้าไม่มีน้ำจะทำการเกษตรได้อย่างไร การที่คนอีสานจากถิ่นฐานบ้านเกิดอพยพไปอยู่ภาคอื่นมากมาย สาเหตุสำคัญก็เพราะ “น้ำ” ไปหาพื้นที่ที่มีน้ำเพื่อทำการเพาะปลูก น้ำกินน้ำใช้หาไม่ได้ที่ภาคกลางก็ไปภาคเหนือภาคใต้จนมีหมู่บ้านคนอีสานหลายจังหวัด

ตั้งแต่ 2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม เกือบ 60 ปี ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การแก้ปัญหาน้ำในภาคอีสานถือว่าล้มเหลว ด้านหนึ่งก็มีความพยายามของกระทรวงต่างๆ ที่ตั้งงบลงไปพัฒนาแหล่งน้ำให้ชุมชน

เคยไปประเมินเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ที่รัฐไปสร้างสระ บ่อ อ่างเก็บน้ำ ได้ผลไม่ถึงร้อยละ 15 เพราะนั่งเทียนเขียนแผนเอาที่กรุงเทพฯ หรือไม่ข้าราชการในจังหวัดก็ลงไปชี้เอาว่าจะทำตรงไหน วันดีคืนดีหลายชุมชนก็เห็นอ่างน้ำผุดขึ้นกลางทุ่งกลางป่า ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากให้วัวควายไปกินน้ำอาบน้ำ

แล้วก็มีฝันกลางวันของนักการเมืองที่คิดการใหญ่ อยากได้เมกะโปรเจคต์เมื่อ 25 ปีก่อน วางแผนทำโครงการโขง-ชี-มูล โดยไม่มี “ข้อมูล” ที่เป็นผลของการวิจัยที่สร้างปัญญา และสร้างคุณค่า ได้แต่สร้างมูลค่าให้นักการเมืองที่หวังหัวคิวและคะแนนเสียง

พอเริ่มต้นก็เห็นผลความล้มเหลว ไม่กี่สิบกิโลเมตรที่ผันน้ำโขงจากหนองคายมาอุดรฯ ที่ทำเมื่อปี 2545 และมาประเมินเอาเมื่อปี 2559 ว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า ฝันสลายหลายแสนล้านของนักการเมืองที่บางกลุ่มวันๆ ได้แต่คิดโครงการใหญ่ สุดท้ายกินหัวคิวไม่เลือกที่ ได้เป็นถึงรัฐมนตรีแต่ติดคุก

ที่ประเมินกันหลังจากทำมาได้ 14 ปี คือ การฟังความคิดเห็นของประชาชน ถึงได้ข้อมูลที่เป็นข้อจริงไม่ใช่ข้อเท็จว่า ได้ไม่คุ้มเสีย แทนที่ชาวไร่ชาวนาจะได้ประโยชน์ กลับต้องสียค่าน้ำแพง อ้างว่าเป็นค่าไฟ เพราะต้องสูบน้ำ ไม่ได้ใช้แรงโน้มถ่วงของโลกช่วย คิดว่าอีสานแบนราบเหมือนภาคกลาง เอาโมเดลภาคกลางไปใช้โดยไม่มีการศึกษารายละเอียด

ภูมินิเวศของอีสานมีหลากหลายมาก เป็นเทิอกเขาภูพาน เทือกเขาพนมดังรัก เทิอกเขาเพชรบูรณ์ ภูมินิเวศที่เป็นแอ่ง ที่ราบลุ่มต่ำอย่างแอ่งโคราช แอ่งสกลนคร ริมน้ำสาขาน้อยใหญ่ เป็นป่าบุ่งป่าทาม กุด หนอง ที่ราบลอนคลื่นสลับโคกเนิน ป่าโคกในสภาพต่างๆ

แต่ละพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชที่แตกต่างกัน บางแห่งก็ต้องการแหล่งน้ำเพื่อการประมง ต้องคำนึงถึงระบบนิเวศทั้งบนดินและใต้ดิน ซึ่งมีวงจรของมัน ทำไม่ดีเกลือใต้ดินโผล่ขึ้นมาจนเค็มไปทั้งแผ่นดินอย่างที่เห็นในหลายจังหวัดจนทำการเพาะปลูกอะไรไม่ได้

ปัญหาน้ำที่อีสานเป็นเรื่องใหญ่มาก 38 หน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้มีพรบ.น้ำ 2561 และกำลังมีกฎหมายลูกต่างๆ ตามมา มีหน่วยงานใหม่กำกับนโยบายประสาน 38 หน่วยให้ปฏิบัติการแบบบูรณาการ ฟังดูก็ดี แต่จะเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่หรือไม่ก็คอยดู

แก้ปัญหาได้ 2 ระดับ โดยชุมชนเองเหมือนกรณี “ลิ่มทองโมเดล” ตำบลหนองโบสถ์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดว่า ภูมินิเวศของหมู่บ้านเป็นอย่างไร ปรากฎการณ์แล้งและท่วมจะแก้ไขอย่างไร จนที่สุดก็ทำได้ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ที่ให้ “วิชาการ” ที่สร้าง “ปัญญา” ได้จริง

หรือแนวทางการจัดการน้ำโดยฝายมีชีวิต ไม่ใช่เพราะได้โมเดลก็ไปปูพรมแบบไร้คุณภาพ รัฐบาลก่อนๆ ก็มีแผนไปทำ “ฝายแม้ว” เป็นหมื่นๆ แห่ง การเอาโมเดลไปปูพรม ไม่มีกระบวนการเรียนรู้ ไปสั่งให้ชาวบ้านทำ บทเรียนที่รัฐบาลจากส่วนกลางไม่เคยเรียนรู้ เพราะใช้แต่เงินกับอำนาจ

แก้ปัญหาระดับนโยบายต้องเกิดผลที่การปฏิบัติ พรบ.น้ำดีแค่ไหนก็อาจไม่ช่วย ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิด หรือ mindset ไม่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริง

ถ้ารัฐบาลใหม่ ส.ส. ใหม่มีวิสัยทัศน์เรื่องน้ำที่อีสาน จะสร้างฐานความรู้เพื่อให้เกิดปัญญา ส่งเสริมให้ทุนมหาวิทยาลัยทุกจังหวัดทำการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ อาจารย์กำลังตกงาน ชาวบ้านก็ทำวิจัยไทบ้านได้ ประชาสังคมร่วมมือกันทุกฝ่ายจะเกิดพลังมหาศาล

นักการเมืองรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องฝนแล้ง น้ำท่วม จะสร้างการเมืองใหม่ สังคมใหม่ได้ เพราะจะให้ชีวิตใหม่แก่ผู้คนจำนวนมาก ปีนี้คนมีญาณบางท่านบอกว่า แล้งหนักแน่นอน ปีหน้าท่วมหนักกว่าปี 2554 หลายเท่า ถึงไม่เชื่อก็ควรหาทางป้องกันแก้ไขอยู่ดี

Wednesday, 13 February 2019 10:59

ยิ้มเพชรฆาต

Published in ปรับฐานคิด Written by

          คำเดียวฆ่าคุณได้ “คนไทยยิ้ม เพราะคนไทยไม่มีจุดยืนเรื่องอะไรเลย” ทำเอาอาจารย์แดง (ศัลยา สุขะนิวัตติ์) ทนไม่ได้ ทั้งๆ ที่เห็นด้วยกับนโยบายหลายอย่างของพรรคการเมืองหนึ่ง แต่พอไปอ่านคำให้สัมภาษณ์ GM ของหัวหน้าพรรค เธอบอกว่า อย่างนี้จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ยังไง 

          อาจารย์แดง ชื่อเล่นของ “ศัลยา” นักเขียนบทละครชื่อดัง เรื่องสุดท้ายที่ทำให้คนไทยหายใจเข้าออกเป็น “ออเจ้า” คือ บุพเพสันนิวาสไม่ธรรมดา มีพื้นฐานจากรัฐศาสตร์จุฬาฯ อดีตอาจารย์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

          ผลงานของเธอมีมากมาย เช่น คู่กรรม นางทาส คือหัตถาครองพิภพ สายโลหิต ฟ้าใหม่ ดอกส้มสีทอง ฟ้าจรดทราย ภาพอาถรรพ์ 

          ก่อนลือกตั้งเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เจาะลึกลงไปในนโยบายและความคิดของพรรคและบุคคลที่อาสามาเป็นผู้แทนประชาชน จะได้ไม่ยิ้มอย่างโง่ๆ แบบคนไม่มีจุดยืน หรือมีแต่ยืนผิดที่ 

จะได้ยิ้มด้วยความสะใจ เพราะการยิ้มมีมากมายหลายแบบ คนไทยยิ้มง่าย สยามจึงเป็นเมืองยิ้มที่คนทั่วโลกรู้จักและประทับใจใน Land of Smile แห่งนี้ไม่มีใครสรุปเอาง่ายๆ หรือเหมารวมแบบนายคนนี้ ที่อยากเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย แต่ไม่เข้าใจคนไทย ไม่เข้าใจการยิ้มของคนไทย

          ผมเข้าใจว่า ที่อาจารย์แดงทนไม่ได้ เพราะเธอคือคนที่เข้าใจคนไทยดีที่สุดคนหนึ่ง ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถเขียนบทละครที่ “ถูกใจ” คนไทยได้มากมายขนาดนี้ละครที่เธอเขียนบทเรตติ้งทะลุจอทั้งนั้น

          การยิ้มเป็นภาษากาย ที่แสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของคน ซึ่งมีมากมาย อาจเป็นได้ที่ยิ้มหนึ่งอาจแสดงว่าไม่มีจุดยืน แต่เป็นหนึ่งในร้อย ที่ไม่ควรเหมาเอาแบบท่านหัวหน้าพรรค เหมาแบบดูถูก โดยไม่ต้องหาเหตุผลแบบศรีธนญชัยมาแก้ตัว

          คงเป็นเพราะคนไทยยิ้มง่าย ยิ้มเก่ง ยิ้มได้แทบทุกกรณี จึงมีคำที่ต่อท้ายขยายความคำว่ายิ้มมากมายเป็นร้อย เพื่อบอกว่า ยิ้มนั้นคืออะไร อยากบอกอะไร หลายอย่างเป็นภาษากายของวัฒนธรรมไทยที่ไม่มีในวัฒนธรรมอื่น ทำให้เข้าใจผิดได้

          คนไทยไปเมืองนอก ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน คนแน่น ไปเหยียบเท้าฝรั่งเข้าก็ยิ้ม ฝรั่งโกรธ ยั่วที่ไปเหยียบเท้าเขาแล้วยังยิ้มอีก บ้านเขายิ้มนั้นคงเป็นการยิ้มเยาะ แต่คนไทยอยากบอกว่า ขอโทษ แต่พอดีพูดภาษาบ้านเขาไม่เป็น เลยได้แต่ยิ้ม คนไทยคนนี้มีจุดยืน ยืนอยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดินยืนอยู่บนคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สำนึกผิดและอยากขอโทษ จึงยิ้มแทนการขอโทษ

          ภาษาไทยร่ำรวยด้วยคำว่ายิ้มร้อยแบบ ไม่ทราบว่ามีใครวิจัยเรื่องนี้ไว้บ้าง มีฝรั่งเยอรมันคนหนี่งวิจัยคำว่า “ใจ” ในภาษาไทยได้ 350 คำคนไทยร่ำรวยด้วยคำว่า “ใจ” เพราะคนไทยมีน้ำใจ คำที่แปลเป็นภาษาอื่นไม่ได้นอกจาก water heart ที่คนแถวพัทยาบางคนพูดกัน

          คนแอสกิโมมีคำว่า หิมะและน้ำแข็ง มากมาย เพราะอยู่ขั้วโลก คล้ายกับที่คนไทยมีคำว่า ฝน หลายสิบคำ จึงไม่แปลกที่สยามเมืองยิ้ม จะมีคำว่ายิ้มร้อยแบบ มีความหมายที่สะท้อนความเป็นคนไทยได้เป็นอย่างดี เสียดายที่คนที่อยากเป็นผู้นำประเทศไทยแค่นี้ก็ไม่เข้าใจ

          น่าจะมาจากพื้นฐานความเข้าใจเดิมๆ ของคนชนชั้นนายทุนอย่างหัวหน้าพรรคคนนี้ และคนไทยอีกไม่น้อย ที่คิดว่าคนไทย โง่ จน เจ็บ โดยเฉพาะชาวบ้าน คนชนบท ชาวไร่ชาวนา ที่ถูกเรียกว่าบ้านนอกคอกนา คนป่าคนดอย

          อุตส่าห์จบจากธรรมศาสตร์ ที่มีสโลแกนเขียนติดหน้าอกตั้งแต่สมัยไหนว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” ไม่ใช่ดูถูกประชาชน

 

เสรี พงศ์พิศ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ 

อดีตอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

  

"ถ่ายที่สถาบันศึกษาสังคม (ISS) กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์เมื่อ 37 ปีก่อน ผมไปเยี่ยมอาจารย์ธีรยุทธ ที่กำลังเรียนต่อหลังออกมาจากป่า" 

"แถวหลังมีอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ผม และอาจารย์สุธี ประศาสตร์เศรษฐ  อาจารย์แดง (ศัลยา) อยู่คนตรงกลางแถวหน้า ข้างคุณหญิงแอ๋ว สุพัตรา มาศดิษถ์ "