phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 1 สิงหาคม 2561

ยุคนี้มือถือเป็นใหญ่ ให้ข้อมูลข่าวสารความรู้ทุกอย่างที่ต้องการได้ จนมีคนบอกว่าได้เกิดโรคใหม่ในยุคไซเบอร์ คือ โนโมโฟเบีย (Nomophobia) แปลว่า โรคขาดมือถือไม่ได้ (No mobile phobia)

            ปรัชญาจีนบอกว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี มือถือทำให้สื่อสารกับใครๆ ได้ทั่วโลกอย่างง่ายดาย ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ความบันเทิง ดูหนังฟังเพลงได้ไม่ว่าอยู่ที่ใด แต่คนจำนวนมากก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา เครียด บ้าจนฆ่าตัวตายแม้มีมือถือตั้งหลายเครื่อง

            หรือเป็นเพราะข้อมูลข่าวสารท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ทะลักท่วมท้นจนหลายครั้งแยกไม่ออกว่า อะไรจริงอะไรเท็จ ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายไม่เพียงแต่ระดับบุคคล แต่ระดับรัฐบาลและระหว่างประเทศ จนกำลังมีการเสนอกฎหมายเพื่อควบคุมโซเชียลมีเดีย ที่ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของประชาชนไปแล้ว

            แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะวันนี้ไม่มีใครหลอกใครได้ง่ายๆ ปิดบังข้อมูลได้เหมือนเมื่อก่อน จึงมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารความรู้มากมายจนไม่รู้จะเชื่ออะไรหรือใครดี

            อย่างเรื่องคลอเรสเทรอล ไขมันที่อ้างว่าทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด วันนี้กลับมีนักวิจัยที่อ้างข้อมูลว่า คนอายุมาก ถ้าคลอเรสเทอรอลต่ำจะเสี่ยงตายมากกว่าคนมีคลองเรสเทรอลสูง เมื่อก่อนกินไข่จะมีไขมันในเลือดสูง อันตราย ต่อมาก็มีการวิจัยว่า กินวันละฟองสองฟองแหละดี วันนี้มาบอกอีกว่า ไม่ดี เพราะเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้เท่ากับสูบบุหรี่ ๕ มวน ตกลงจะเชื่อใครดี

            หรือเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพที่เปิดเผยผลการวิจัยมากมายที่ข้ดแย้งกันเอง โดยเฉพาะเรื่องสาเหตุของโรคไม่ติดต่ออย่างมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ที่ไปๆ มาๆ ก็มีประกาศจากองค์การอนามัยโลกเตือนให้ระวังเรื่องอาหารเนื้อสัตว์แปรรูปว่าเป็นสาเหตุก่อมะเร็งและโรคร้ายต่างๆ

            ทำเอาผู้คนโดยเฉพาะฝรั่งตกใจและเคือง สงสัยว่าจะจริงได้ยังไงที่คนกินไส้กรอก หมูแฮม ซาลามี จะเสี่ยงเป็นมะเร็งได้พอๆ กับการสูบบุหรี่ ก็กินกันมาหลายพันปี หรือเพราะกระบวนการเลี้ยงสัตว์ การผลิตการแปรรูปที่เต็มไปด้วยสารเคมีที่สมัยโบราณไม่ทำกัน

            และที่ดูจะสับสนหนักเข้าไปอีกเห็นจะเป็นเรื่องเนื้อสัตว์ เนื้อสดเนื้อแดงอย่างวัว หมู ไก่ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด รวมไปถึงปลา เพราะมีสารตกค้างจากธรรมชาติ แม่น้ำ ทะเล อย่างสารตะกั่ว หรือสารเคมีจากการเลี้ยง

            นักวิจัยกลุ่มนี้ยังยืนยันว่า ที่เป็นเบาหวานกันมากขึ้นทุกปีก็เพราะการบริโภคดังกล่าว ไม่ใช่น้ำตาล เพราะมีงานวิจัยที่ยืนยันว่า กินน้ำตาลน้อยก็ยังเป็นเบาหวาน และอีกไม่นาน หนึ่งในสามของคนอเมริกันจะเป็นเบาหวาน และสองในสามจะเป็นโรคอ้วน สาเหตุเพราะการกินเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงแบบอุตสาหกรรมและแปรรูปด้วยกระบวนการเคมี

            เรื่องราวเหล่านี้นับเป็นความทันสมัยที่ไม่พัฒนา (modernization without development) เพราะถ้าพัฒนาจริงก็น่าจะดีขึ้น ทำให้ต้องถอยหลังไปตั้งหลักสัก ๔ อย่าง คือ

๑.  คืนสู่ต้นกำเนิด (back to the source) กลับไปสู่หลักธรรม ไปหาทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา ค้นหาความจริง ความถูกต้องดีงาม หาข้อมูลเท่านั้นไม่พอ ต้องเชื่อมโยงให้เกิดเป็นความรู้และนำไปสู่การปฏิบัติจนเกิดปัญญา มีโยนิโสมนสิการ ใช้ปัญญาแยกแยะวิเคราะห์วิจารณ์

๒.  คืนสู่สามัญ (back to basics) กลับไปสู่ความเรียบง่าย ความเป็นธรรมดาของชีวิต ข้าวปลาอาหารไม่ต้องเริดหรูราคาแพง ไม่ต้องขึ้นเหลาเข้าโรงแรมก็กินอาหารดีได้ กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เลือกให้เป็น ทั้งอาหารสดอาหารแห้งที่ไปซื้อมาปรุง ถ้าทำได้ก็ปลูกเองเลี้ยงเองยิ่งดี

๓.  คืนสู่ธรรมชาติ (back to the nature) กลับไปเรียนรู้จากธรรมชาติ เลิกใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืช หันมาทำเกษตรเลียนแบบธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ ทำกินเองใช้เองให้มาก ทำเล็กๆ ดูแลได้ง่าย สบายใจกว่า ถ้าจำเป็นต้องซื้อก็ต้องเลือกและล้างให้ถูกวิธีเพื่อลดอันตรายให้มากที่สุด

๔.  คืนสูjรากเหง้า (back to the roots) กลับไปเรียนรู้จากพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่สั่งสมประสบการณ์ความรู้ภูมิปัญญาเรื่องอาหารการกินซึ่งงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่า เป็นอาหารดีมีคุณค่าต่อสุขภาพ ป้องกันโรค บำบัดโรคได้ อย่างอาหารพื้นบ้านแต่โบราณซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องเทศสมุนไพร

            คนสมัยก่อนไม่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ ยกเว้นเวลามีการมีงาน ลองไปศึกษาวิถีชุมชนในอดีตจะพบการกินข้าวพื้นบ้านไม่ขัดสีที่เต็มไปด้วยสารอาหาร กินกุ้ง หอย ปู ปลาเล็กๆ ตามแม่น้ำ ห้วยหนองคลองบึง สัตว์ตัวเล็กๆ อย่างกบเขียด กินแมลงต่างๆ ซึ่งล้วนแต่มีสารอาหารเพียงพอ กินผักตามธรรมชาติ ที่ปลูกเองก็เป็นเครื่องเทศ อาหารหลักๆ ก็เป็นน้ำพริกกับผักสดผักลวก

            แม้ข้อมูลจะสับสน แต่ก็สรุปได้ว่า “ยาดีที่สุดคืออาหาร โรงพยาบาลดีที่สุดคือครัว หมอดีที่สุดคือตัวเราเอง” เพราะนักวิจัยเริ่มเชื่อแล้วว่า สาเหตุของโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย (NCDs) คือ อาหาร โดยเฉพาะเนื้อสัตวทั้งสดและแปรรูป รวมไปถึงอาหารสำเร็จรูป และอาหารตามร้านตามสั่งทั้งหลายที่ต้องระมัดระวัง

            นับเป็นความขัดแย้งที่แปลก (paradox) ของโลกวันนี้ที่คนอายุยืนยาวขึ้น หยูกยาอาหารดีมีมากขึ้น แต่โรคภัยไข้เจ็บก็ดูจะมากขึ้นและร้ายแรงมากขึ้นด้วย

ชีวิตเป็นหยินหยาง ที่สุดของปรัชญาตะวันออก คือ ความสมดุล ไม่ใช่การไม่มีโรคเลย แต่จะอยู่กับความไม่สมบูรณ์อย่างสมดุลได้อย่างไร มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้คุณภาพชีวิตดี มีอายุยืน ใช้สติและปัญญา ปล่อยวางบ้างก็จะไม่ทุกข์เกินไป เลือกได้เลือกดีก็จะอยู่รอดปลอดภัย

สยามรัฐรายวัน 25 กรกฎาคม 2561

นักเคมีชาวฝรั่งเศสชื่อ พอล ซาบาเทียร์ ได้รางวัลโนเบิลเมื่อปี 1912 เพราะได้คิดค้นไขมันทรานส์ซึ่งกลายเป็นพระเอกที่ผู้ผลิตผู้ทำอาหารขาดไม่ได้ใน 50 ปีต่อมา แต่กลายเป็นผู้ร้ายที่ตกม้าตายในท้ายที่สุด

            งานวิจัยต่างๆ ตั้งแต่ปี 1990 ยืนยันว่า ไขมันทรานส์เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดจนปีนี้องค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้ทุกประเทศหาทางกำจัดไขมันทรานส์ในอาหาร โดยให้ข้อมูลว่า ทุกปีมีคนตายไม่น้อยกว่า 500,000 คน เพราะไขมันทรานส์

            ขณะที่ WHO รณรงค์ให้ยกเลิกไขมันทรานส์ทั้งหมดใน 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยได้ออกกฎหมายเรื่องไขมันทรานส์ไปแล้ว มีผลเดือนมกราคมปี 2562 ให้เวลา 6 เดือนให้ผู้ผลิตอาหารปรับตัว

            สร้างความประหลาดใจไม่น้อยให้ผู้คนทั่วไป แต่ก็เป็น “แฮปปี้ เซอร์ไพรส์” ที่ให้ความสุขแก่ผู้คนที่รักสุขภาพ ที่เห็นรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนมากกว่าความร่ำรวยของธุรกิจอาหารที่คงค้านต่อไปไม่ไหว

            แต่ไม่น่าแปลกใจเท่าไรถ้าทราบว่า องค์การอนามัยโลกยกย่องให้ไทยเป็นประเทศอันดับหนึ่งในเอเชีย เป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรกของโลกที่รณรงค์ป้องกันเรื่องโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย (NCDs) อย่างโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และอื่นๆ กฎหมายหมายไขมันทรานส์ที่ออกมาน่าจะยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

            ขณะที่สหรัฐอเมริกาให้เวลาผู้ผลิตอาหารถึง 3 ปี โดย อ.ย.อเมริกาประกาศกฎหมายตั้งแต่ปี 2015 และให้มีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2018 แม้ว่า หลายเมือง หลายมลรัฐได้เดินหน้าห้ามเรื่องนี้ไปก่อนนานแล้ว แต่ อ.ย. ใหญ่ก็ยังไม่ลงมือ จนถูกร้อง ถูกฟ้อง ถูกกดดันอย่างหนักจากประชาสังคมอเมริกัน

            ขณะที่ประเทศในยุโรปได้เดินหน้าเรื่องนี้ไปก่อนหลายประเทศ โดยมีเดนมาร์กนำร่องเมื่อปี 2003 ตามด้วยประเทศอื่นๆ และได้กลายเป็นนโยบายที่ประเทศสมาชิกอียูต้องมีแผนการยกเลิกไขมันทรานส์อย่างชัดเจน เพราะตัวเลขค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของคนเป็นโรคที่มาจากไขมันทรานส์นั้นสูงกว่ารายได้จากอาหารที่มีไขมันทรานส์มากนัก

            แม้วันนี้จะยังมีความสับสนว่า ไขมันทรานส์คืออะไรจริงๆ อยู่ในอาหารอะไรบ้าง ก็เป็นเรื่องดีที่ผู้คนจะได้เรียนรู้และใส่ใจในสิ่งที่ตนเองกิน เพราะ “คุณกินอะไรก็จะได้อันนั้น” (You are what you eat)

            ความจริง วงการอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยรู้เรื่องการออกกฎหมายบับนี้มาก่อนแล้ว และได้เตรียมปรับตัวมาพอสมควร วันนี้จึงทะยอยประกาศออกสื่อว่า ผลิตภัณฑ์อาหารของตนไม่มีไขมันทรานส์ แล้ว อันนี้ก็ต้องเรียนรู้กันต่อไปว่าแปลว่าอะไร

            วันนี้สังคมกำลังเรียนรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีทั้งจริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่วันหนึ่งก็คงค่อยๆ กระจ่างแจ้งว่า ไขมันทรานส์อยู่ในอาหารประเภทไหน ที่มีหีบห่อและเขียนไว้ในสลากนั้นอาจจะดูง่ายหน่อย แต่ที่เขาไม่มีเขียนไว้อย่างบรรดาขนมจากเบเกอรี่นั้นจะระวังอย่างไร

            ประเทศที่เขาเดินหน้าไปก่อนเตือนว่า ที่บอกว่าไม่มีไขมันทรานส์ หรือมีเป็น 0 นั้นควรระวัง เพราะแม้จะมีต่ำกว่า 0.5 แล้วปัดไปเรียก 0 นั้น ถ้ากินมากๆ หรือกินหลายอย่างรวมแล้วก็อาจจะมีไขมันทรานส์เกิน

            วันนี้น่าจะมีข้อมูลเรื่องไขมันทรานส์ที่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะทุกสถานศึกษาควรรู้ เหมือนกับหลายประเทศที่ทำกันมานานแล้ว เริ่มที่การออกระเบียบบังคับให้อาหารที่ทำให้เด็กกินหรือขายในโรงเรียนต้องปราศจากไขมันทรานส์ เพราะเป็นอาหารที่เด็กชอบมากที่สุด

            อย่างขนมปังขนมหวานชนิดต่างๆ โดนัท คุกกี้ มัฟฟิน พาย เค้ก ช็อคโคเล็ต ไอส์กรีม ขนมกรุบกรอบบรรจุถุงสวยงามทั้งหลาย หรือบรรดาอาหารพร้อมเข้าเตาไมโครเวฟตามร้านสะดวกซื้อ เหล่านี้น่าจะมีไขมันทรานส์ที่ทำให้อาหารอายุยืน แต่คนกินอายุสั้น

            ไขมันทรานส์ คือ ไขมันกลายรูปเนื่องจากอัดไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืชให้แข็งตัว แต่น้ำมันพืชต่างๆ ไม่ว่าประเภทอิ่มตัวหรือไม่อิ่มตัวไม่มีไขมันทรานส์

อย่างน้ำมันพืชที่บรรดาอาหารขยะนำมาทอดไฟแรง เติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันเพื่อให้มันฝรั่ง ไก่ ปลา เนื้อบดมีรสชาติดีและกรอบ อันนี้ต่างหากที่เป็นอันตราย ซึ่งวันนี้หลายบริษัทออกประกาศว่า “ไม่มีแล้วจ้า” แต่เขาปรับตัวอย่างไรก็คอยติดตามกันต่อไป ว่าจะมีศรีธนญชัยกันบ้างไหม

แต่ที่อันตรายไม่แพ้กันก็น้ำมันทอดที่ใช้หลายครั้งจนหนืดและควันขึ้น ไม่ว่าปาท่องโก๋ กล้วย เผือกมัน หมู ไก่ ปลา ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง รวมทั้งน้ำตาล ตัวร้ายในอาหาร โดยเฉพาะคู่ไปกับไขมันทรานส์ในเบเกอรี่ ที่คนมักมองข้าม กินเข้าไปมากๆ ก็แปรเป็นไขมันอันตรายส่วนเกิน ก่อให้เกิดโรคมากมาย

น้ำมันพืชส่วนใหญ่เป็นน้ำมันไม่อิ่มตัว คือไม่เป็นไข ที่ใช้กันทั่วไปในครัวก็เป็นของดีมีประโยชน์ถ้าใช้ “พอประมาณ” มีข้อมูล จะสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ได้ดี เพราะร่างกายต้องการไขมันด้วย

แต่ที่เป็นปัญหา คือ การนำน้ำมันพืชไม่อิ่มตัวเหล่านี้มาอัดไฮโดรเจนเพื่อการผลิตอาหาร ขนม ทั้งในโรงงานและที่บ้าน อย่างเนยขาว ครีมเทียม เนยเทียมหรือมาการีน (ตัวนี้เห็นว่ามีการปรับกันมากแล้ว)

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำให้หลีกเลี่ยง “อาหารขยะ” (junk food) ขนมแป้งทั้งหลายที่เป็นอาหารอุตสาหกรรม อาหารทอด ขนมกรุปกรอบ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คนถามว่า แล้วจะให้กินอะไร ?

พ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่ได้โตมาด้วยอาหารเหล่านี้ ปิดหู ปิดตากับโฆษณาบ้าเลือดบ้างก็จะช่วยได้มาก แล้วเปิดหู เปิดตา เปิดใจให้อาหารดีๆ ที่มีมากมายในบ้านเรา เพียงพอเพื่อจะกินดี อยู่ดี มีความสุข

สยามรัฐรายวัน 18 กรกฎาคม 2561

ถ้ำหลวงคือเวทีที่แสดงออกถึงพลังทาง “จิตวิญญาณ” (spirit) ที่อยู่เหนือพรมแดนแห่งเชื้อชาติ ศาสนา เพศ วัย ความเชื่อ อุดมการณ์ ความรวยความจน “ไม่ใช่เรื่องของการเมือง ไม่ต้องมีระเบียบวาระใดๆ ทุกคนเท่าเทียมกันหมด และทุกคนมาเพื่อเข้าช่วยเหลือจริงๆ” ฝรั่งคนหนึ่งให้ความเห็น

  ถ้ำหลวง คือ มหรสพทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของมนุษยชาติ เมื่อสื่อใหญ่น้อยต่างก็ถ่ายทอดภาพและข่าวของอุบัติการณ์ภารกิจเสี่ยงตายครั้งนี้ โดยผู้สื่อข่าวจากทั่วโลก และโซเชียลมีเดียที่แชร์และลุ้นกันทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลากว่าสองสัปดาห์

            เราได้เห็นทีมนักกู้ภัยและนักดำน้ำระดับโลกจากหลายประเทศ รวมทั้งทหารและผู้เชี่ยวชาญพิเศษของไทยจากหน่วยงานของรัฐ เอกชน ชุมชน จิตอาสา ผนึกพลังทำงานทุกรูปแบบอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยนับหลายพันคน เป็นบุคลากร อุปกรณ์ และอื่นๆ อีกมากมายจากทั่วโลก

            ที่ถ้ำหลวง เขานางนอนจึงมีแต่การ “สนธิกำลัง” (synergy) ด้วยเป้าหมายเดียวกัน คือ ช่วย ๑๓ คน ซึ่งทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นงานยากที่สุด หินที่สุด ซับซ้อนและเสี่ยงอันตรายมากที่สุด

            คนไทยทั้งประเทศ และผู้คนทั่วโลกต่างก็เอาใจช่วย ส่งใจและสวดมนต์ จดจ่ออยู่หน้าจอเพื่อจะได้เห็นนาทีที่ค้นพบ และดีใจจนน้ำตาไหลเมื่อได้เจอและทะยอยออกมา

            มีคนตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าคุ้มทุน โทษโค้ชเอกที่พาเด็กเข้าถ้ำ ทำให้เสียเงินเสียเวลาในการไปช่วยเหลือ แต่เพียงตั้งคำถามก็ถูกโซเชียลมีเดียรุมกระหน่ำจนไม่มีใครกล้าถามอีก

            มีตำรวจชั้นผู้ใหญ่ไปเตือนคนทำงานหน้าถ้ำเรื่องกฎหมาย ก็โดนถล่มจนมีการระดมชื่อให้นายกฯถอดถอน คำถาม “มาทำไม มาจับใคร” จึงได้ใจผู้คน

            ชีวิตของคนมีค่ามากกว่าเงินทอง มนุษยธรรมสำคัญกว่ากฎหมายที่ถูกตราขึ้นมาเพื่อรับใช้คน ไม่ใช่มีคนมีไว้รับใช้กฎหมาย เมื่อชีวิตคนมาก่อน เงินทองก็ดี กฎหมายก็ดีเป็นเรื่องรองและต้องรับใช้คน

            จิตวิญญาณของคนก้าวข้ามเหตุผลที่นำมาโต้แย้งทุกอย่าง เหมือนที่ปาสกัล นักปรัชญาฝรั่งเศสกล่าวไว้ว่า “หัวใจมีเหตุผล ที่เหตุผล (สมอง) ไม่รู้จัก” ใครได้เห็นน้ำตาของคุณจิราพร คำภาพันธ์ ของไทยพีบีเอสที่ยืนรายงานข่าวริมถนนหน้าโรงพยาบาลเชียงรายก็จะเข้าใจความรู้สึกลึกๆ ของความรักและห่วงใย ที่ไม่อาจบอกได้เป็นคำพูด แทนคนไทยทั้งประเทศที่เห็นว่าเด็กๆ เหล่านั้นคือลูกหลาน ชาวบ้านใกล้ถ้ำหลวงน้ำท่วมนา ๒ หนยังไม่บ่นไม่ว่า หลายคนไม่ขอรับเงินชดเชย ขอเพียงให้เด็กรอดออกมา

            บทเรียนที่ ๑ ของ “ถ้ำหลวง” คือ “จิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่” ที่แสดงถึงมนุษยธรรม ความมีน้ำใจของคนไทยและคนทั่วโลก ที่เข้าใจสภาพของเด็กที่อยู่ในภัยอันตราย ระหว่างความเป็นกับความตาย ต้องการมีส่วนช่วยให้รอด แม้เพียงด้วยคำถาวนา แม้แต่เด็กเล็กๆ ในโรงเรียนที่อินเดียยังร่วมกันสวดมนต์

            บทเรียนที่ ๒ ของถ้ำหลวง คือ “การผนึกพลังหรือสนธิกำลัง” (synergy) และการ “บูรณาการ” การทำงานของทุกภาคส่วน แบ่งงานและประสานกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน โดยมีผู้นำที่เข้มแข็งอย่างผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ที่มีความสามารถในการประสานงานและการเป็นผู้นำในยามวิกฤติ

            บทเรียนที่ ๓ อันตรายของการเข้าถ้ำที่ทุกฝ่ายต้องตระหนัก แม้จะคุ้นเคย แต่ก็ต้องไม่ประมาท เพราะอาจเกิดอะไรที่คาดไม่ถึง และจะต้องมีมาตรการที่ดีในการป้องกันและแก้ปัญหา

            บทเรียนที่ถ่ายทอดทางสื่อกว่า ๒ สัปดาห์ ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้เรียนรู้เรื่องถ้ำ บทเรียนที่จะป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย เหมือนกรณีสึนามิ ที่หลังปี ๒๕๔๗ คนทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ไปทะเลย่อมรู้แล้วว่า สึนามิคืออะไร และถ้าเกิดแผ่นดินไหวที่ก่อให้เกิดสึนามิควรทำอย่างไร

            บทเรียนที่ ๔ การเอาตัวรอดในภาวะวิกฤติ ของ “หมูป่า” ๑๓ คน เป็นบทเรียนสำคัญ ทำอย่างไรจึงจะอยู่ให้รอดนานที่สุดเพื่อรอความช่วยเหลือ ใช้พลังงานในร่างกายอย่างประหยัดโดยไม่เคลื่อนไหว ทำสมาธิ ใช้ไฟฉายทีละอัน ดื่มน้ำที่หยดลงมาจากข้างบน เพราะน้ำบนพื้นถ้ำอาจมีเชื้อโรคร้ายแรง

            ทั้ง ๑๓ คนติดอยู่ในถ้ำ ๑๐ วันมีกำลังใจดีจนผู้เข้าไปช่วยประหลาดใจ ฟื้นฟูสุขภาพอีก ๕-๖ วันจึงเสี่ยงชีวิตถูกนำออกมากับนักดำน้ำมืออาชีพ เด็กๆ มุ่งมั่นและมีเจตจำนงแกร่งกล้าเพื่อการอยู่รอด จึงเสี่ยงตายออกมา อันตรายแค่ไหนก็เห็นได้จากการเสียชีวิตของ “จ่าสมาน กุนัน” ซึ่งเป็น “มืออาชีพ”

            ความตายของ “นาวาตรีสมาน กุนัน” และเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ทำให้โลกได้รู้จักประเทศไทย ได้รู้จักคนไทยมากยิ่งขึ้น แบบที่ไม่มีวีธีการประชาสัมพันธ์ใดไม่ว่าจะด้วยเงินทุนเท่าใดที่ได้ผลเท่านี้ ที่สื่อใหญ่สื่อน้อยเสนอข่าวเป็นรายชั่วโมง คนกว่าพันล้านคนทั่วโลกติดตามเรื่องนี้เป็นเวลาเกือบสามสัปดาห์

            บทเรียนจากถ้ำหลวงมีราคาแพง แต่ก็ได้เป็นปรากฎการณ์อันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ได้เห็นชัยชนะของมนุษยธรรมไร้พรมแดน ที่ผู้คนจากทั่วโลกระดมความช่วยเหลือทุกรูปแบบ ยืนยันว่า “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” บทเรียนที่วิเศษและผลลัพธ์ที่ประเมินค่ามิได้

            ถ้าโลกคือที่เรียนรู้ มนุษยชาติต้องเรียนรู้เพื่อความอยู่รอด เหตุการณ์เช่นนี้มีคุณค่าให้บทเรียนและเตื่อนสติเรา ให้ลดความอหังการ์ นึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ให้อยู่ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน และด้วยสติมากขึ้น

  อุบัติการณ์ที่ถ้ำหลวง ชี้ให้เห็นว่า คนเราสามารถก้าวข้ามปัญหา ความขัดแย้ง ความแตกต่างได้ในภาวะที่มีภัยร้ายแรง โดยรวมใจผู้คนให้เป็นหนึ่ง ยกระดับจิตใจให้สูงกว่าพรมแดนและเส้นแบ่งทั้งหลาย ที่ธรรมชาติดิบอีกด้านของคนขีดเส้นสมมุติขึ้นมา

            มิน่า คลิปสื่อต่างชาติที่สัมภาษณ์หนุ่มสุธี สมมาตย์ นักปีนผาจากกระบี่ที่อาสาไปช่วยที่ถ้ำหลวง จึงโดนใจผู้คน เพราะตอนท้ายที่ถูกถามว่าคนไทยและคุณรู้สึกอย่างไร เขาตอบเป็นเพลงของจอห์น เลนนอน ว่า “Imagine there’s no countries…the world will be as one” “ฝันว่าไม่มีประเทศ..โลกเป็นหนึ่งเดียว”

            ที่ถ้ำหลวง จินตนาการและฝันของโลกไร้พรมแดนได้เป็นจริง โลกที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ที่ผู้คนเชื่อมถึงกันหมด รับรู้ทุกอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ด้วยอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย