Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 30 พฤศจิกายน 2559

นักปราชญ์ คือ คนที่มองเห็นเรื่องธรรมดาแบบไม่ธรรมดา เห็นสิ่งที่คนธรรมดาไม่เห็น เห็นอีกแง่มุมหนึ่ง ด้านหนึ่ง มิติหนึ่ง ซึ่งมีความลุ่มลึกอีกระดับหนึ่ง

                ด้วยเหตุดังนี้ ภาษาที่ใช้กันทั่วไปจึงไม่อาจ “บรรยาย” หรืออธิบายทั้งหมดได้ นักปราชญ์จึงเป็นผู้ที่ค้นคิดประดิษฐ์ภาษาและคำพูดใหม่ เพื่อสื่อสิ่งที่ต้องการให้คนเข้าใจ หรือให้เครื่องชี้ทางไปสู่ประสบการณ์ การสัมผัสได้ด้วยตนเอง จะได้ “เข้าใจ” ไม่ว่าจะด้วยสมองหรือด้วยหัวใจ ด้วยเหตุผลหรือด้วยญาณทัศนะ

                พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอุดลยเดชทรงเป็นนักปราชญ์ที่ทรงคิดคำพูดและวลีขึ้นมาเพื่อบอกสิ่งที่พระองค์ทรงรู้และรู้สึกอย่างลึกซึ้ง และทรงอยากให้คนอื่นได้รู้ด้วย ให้นำไปปฏิบัติเพื่อจะได้รู้และเข้าใจ ไม่เพียงจากคำอธิบายด้วยเหตุผล แต่ด้วยประสบการณ์ตรงที่บางครั้งเหตุผลก็อธิบายไม่ได้

                “เศรษฐกิจพอเพียง” “เกษตรทฤษฎีใหม่” “รู้รักสามัคคี” “ระเบิดจากข้างใน” “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” รวมถึงคำว่า “แก้มลิง” และคำที่ทรงเรียกสิ่งประดิษฐต่างๆ เช่น “กังหันลมชัยพัฒนา” เป็นต้น

                ควรศึกษาคำเหล่านี้ให้ถ่องแท้ถึงรากฐานทางความคิดของพระองค์ท่าน เพื่อเข้าใจ “กระบวนทัศน์” (paradigm) ของพระองค์ วีธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า ซึ่งตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริงแบบหนึ่ง

สยามระัฐรายวัน 23 พฤศจิกายน 2559

ประชาธิปไตยในความหมายดั้งเดิมเมื่อ 2,400 กว่าปีก่อน ตอนที่ก่อเกิดในประเทศกรีกนั้นหมายถึง “ประชาชนปกครองตนเอง” มีสภาที่ “ประชาชน” เข้าไปนั่งประชุมเพื่อกำหนดนโยบายในเรื่องสำคัญต่างๆ               

          “ประชาชน” ตอนนั้นหมายถึงผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ มีที่ดิน ไม่เป็นทาส ซึ่งมีอยู่ประมาณสามสี่หมื่นคนจากประชากรสองสามแสน เป็นประชาธิปไตยทางตรงยุคแรกที่มีอยู่ในหลายนครรัฐ ที่เป็นต้นแบบคือของนครรัฐเอเธนส์ ศูนย์รวมของนักปรัชญา ซึ่งต่างก็ถกเถียงกันเรื่องสิทธิ เสรีภาพและอำนาจ

ที่โด่งดังน่าจะเป็นเพลโตที่ใช่ว่าจะเห็นด้วยนักกับ “ประชาธิปไตย” ที่ประชาชนปกครองตนเองแบบนี้ เพราะถ้าประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ ไม่มี “ปัญญา” หลงผิด กิเลสมาก ก็จะได้สิ่งเลวร้ายตามมารัฐในอุดมคติหรืออุตมรัฐของเขาต้องปกครองด้วย “ราชาปราชญ์” (Philosopher King) ซึ่งมีผู้วิจารณ์ว่า เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเผด็จการอย่างสตาลิน ฮิตเลอร์ รวมทั้งโคไมนีในศตวรรษที่ 20

สยามรัฐรายวัน 16 พฤศจิกายน 2559

กฎหมายที่ให้พนักงานรักษาความปลอดภัยทุกคนต้องจบม.3 ออกมาไม่ทันไรก็ต้องยกเลิก เป็นประเด็นที่ควรสรุปบทเรียน

                ปัจจุบันประเทศไทยมี รปภ.อยู่ประมาณ 4-5 แสนคน มีบริษัทที่ดำเนินการเรื่องนี้ประมาณ 4,000 แห่ง และดูเหมือนว่าธุรกิจนี้มีอัตราการเติบสูงมาก เห็นว่า ค้าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละประมาณ 20,000 บาท มีคนจบ ม. 3 เพียงร้อยละ 20 เท่านั้น กฎหมายที่ออกมาจึงนำมาใช้ไม่ได้ นอกนั้น ก็ยังไม่มีรายงานตัวเลขที่แท้จริงว่า มีคนต่างชาติอย่างพม่า เขมร ลาวร้อยละเท่าไร

                โลกกำลังเปลี่ยน มีการคาดการณ์ว่า ไม่นาน ความต้องการรปภ.จะลดลง เพราะจะมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น มีกล้องวงจรปิด และพัฒนาการของ “อินเทอร์เน็ต ออฟธิงส์” หรือการควบคุมสารพัดสิ่งด้วยระบบเซนเซอร์