phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 7 มีนาคม 2561

พรรคการเมืองใหม่จองชื่อและแต่งตัวรับการเลือกตั้งต้นปีหน้า ประชาชนคนเดินดินส่วนหนึ่งดีใจที่จะได้ไปเลือกตั้งและมีการกระจายรายได้ ส่วนหนึ่งไม่สบายใจ เกรงว่าสถานการณ์จะกลับไปวุ่นวาย ยังรู้สึกเข็ดขยาดกับการเมืองน้ำเน่าแบบเดิมๆ

            โดยส่วนตัวเชื่อว่า การเมืองไม่น่าจะกลับไปเหมือนเดิมอีก บ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของนักการเมือง หรืออย่างที่พลเอกเปรม ตุณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษบอกไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า “เมืองไทยไม่ใช่ของคุณประยุทธ” แต่เป็นของเราทุกคน

            ที่เชื่อว่าการเมืองไม่น่าจะกลับไปเหมือนเดิมอีกเพราะเหตุผล ๒ ข้อ ข้อแรก ผู้นำในปัจจุบันรู้ดีว่า ถ้าจะสืบทอดอำนาจต่อไปควรทำอย่างไร ประชาชนต้องการอะไร คงไม่หักเจตนารมณ์และฉันทานุมัติของประชาชน ไม่เช่นนั้นคงอยู่ยาก ไม่ว่าจะมีอำนาจมากเพียงใด ประวัติศาสตร์มีบทเรียน

            ด้วยเหตุดังกล่าว อย่างน้อยกฎหมายลูกที่ออกมาน่าจะเป็นเครืองมือสำคัญที่ทำให้สังคมพออุ่นใจได้ว่า การเมืองน้ำเน่าแบบเดิมๆ จะไม่กลับมา และประชาชนน่าจะได้บทเรียนและหา “ตัวเลือกใหม่” ให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาแทนตน

ในเวลาเดียวกันก็เชื่อว่ามีการเจรจาต่อรองกับอำนาจเก่า และผู้กระทำความผิดทางการเมืองทั้งหลายไม่ว่าสีใด ให้กลับมา “ร่วมมือกัน” พัฒนาบ้านเมือง วิธีการอะไรอย่างไรก็คงค่อยๆ เปิดออกมา

เหตุผลข้อที่สอง สังคมไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก วันนี้ประชาชนมี “อำนาจ” มากกว่าเดิมมาก ดูกระแสสังคมในหน้าสื่อต่างๆ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียที่กลายเป็น“สภาประชาชน” ไปแล้ว เรื่องราวต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสังคมถูกเสนอเข้าสู่เวทีสาธารณะดิจิตอลหมด

แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะคละเคล้าไปด้วยเรื่องจริงเรื่องเท็จ ของจริงของปลอม มีสาระไร้สาระ แต่ที่สุดก็มีข้อสรุปแบบ “วิภาษวิธี” ในวิถีดิจิตอล

หมายความว่า มีประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่เป็นข้อถกเถียงบนเวทีโซเชียลมีเดีย มีการโต้แย้งกันไปมาจนหาข้อสรุปในท้ายที่สุดได้ เป็น “สภา” ที่ประชาชนมีส่วนร่วม และแสดงตนเป็น “เจ้าของประเทศ” ที่ไม่ยอมปล่อยให้ใครก็ได้อ้างสิทธิและผูกขาดอำนาจ

โลกของโซเชียลมีเดียน่าจะอธิบายได้ด้วยทฤษีอลเวง (Chaos Theory) ที่ดูเหมือนวุ่นวายไร้ระเบียบ ไร้กฎเกณฑ์ แต่ภายใต้ความโกลาหลจนวุ่นวายนั้นมีระเบียบและความจริงบางอย่างซ่อนอยู่และแสดงตนปรากฎออกมาได้ในท้ายที่สุด

อย่างไรก็ดี โซเชียลมีเดียเป็นเวที เป็นเครื่องมือที่มีพลังของปาระชาชนวันนี้ก็จริง แต่ถ้าเป็นเวทีที่สร้างมวลชนบอด (blind mass) หรือถูกบิดเบือนด้วยข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ที่แอบแฝงซ่อนเร้นก็น่ากลัว เพราะนอกจากจะไม่สร้างสรรค์ ยังจะเป็นอันตรายต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ต่างจากสังคมเผด็จการที่ใช้สื่อมวลชนโฆษณาชวนเชื่อเพื่อครอบงำประชาชน

ประชาสังคมของสังคมพลเมือง คือองค์กรภาคประชาชนในรูปแบบต่างๆ จึงควรมีวาระที่คู่ขนานไปกับกระบวนการทางการเมืองในระบบ พัฒนา “ทุนทางสังคม” ที่เชื่อมกันเป็นเครือข่าย เป็น “ภูมิคุ้มกัน” (safety net) เป็นรากฐานสังคมประชาธิปไตย

ทุนทางสังคมเป็นพลังของประชาสังคม คือความไว้วางไจ (trust) ที่ผู้คนมีต่อกัน เป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดความร่วมมือ การผนึกพลังเพื่อส่วนรวม ที่ดูจะเป็นขั้วตรงกันข้ามกับการเมืองในระบบที่แก่งแย่งแข่งขันเพื่อช่วงชิงโอกาสเข้าสู่อำนาจ จึงดูเหมือนจะเต็มไปด้วยผลประโยชน์ (นักการเมืองทุกประเทศทั่วโลกจึงเป็นกลุ่มบุคคลที่ประชาชนไว้ใจน้อยที่สุด)

มี ๒ เรื่อง ๒ ระดับที่อยากเสนอให้เป็นวาระของประชาสังคม หนึ่ง คือเรื่องกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลนี้ประกาศไว้ตั้งแต่แรกว่าจะมีการปฏิรูปกฎหมาย มีหลายพันฉบับที่ควรยกเลิกหรือแก้ไข แต่จนถึงวันนี้ก็ดูจะมีแต่การออกกฎหมายเพิ่มเติม ของเดิมๆ ที่เป็นปัญหาและอุปสรรคก็ยังค้างคาอยู่ต่อไป

กฎหมายกว่าร้อยละ 90 ถูกเสนอโดยข้าราชการ หน่วยงานของรัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงานของตนในการ “ควบคุม” แทนที่จะ “อำนวยความสะดวกและส่งเสริมสนับสนุน”

กฎหมายไทยส่วนใหญ่ไม่ได้สืบทอดหรือต่อยอดภูมิปัญญาระเบียบแบบแผนชีวิตไทย ที่เห็นได้ในระบบคุณค่า จารีตประเพณี วิถีชุมชน ไปเอากรอบเกณฑ์ฝรั่งมาใช้แทบทั้งสิ้น ประชาสังคมมีวาระทางกฎหมายที่ต้องถมช่องว่างดังกล่าวนี้ ถ้าสังคมพลเมืองไม่ทำ ไม่มีนักการเมืองไหนหรือข้าราชการใดที่จะทำ

ที่ผ่านมา นโยบายสาธารณะมีลักษณะบิดเบือน เอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจในสังคม ที่แอบอยู่ข้างหลังกระบวนการออกกฎหมายในทุกระดับ จากบนสุดในสภาลงมาถึงเทศบาล อบต. ประชาชนเป็นเพียง “ผู้ปฏิบัติตาม” เท่านั้น เหมือนในทางเศรษฐกิจที่ประชาชนเป็นเพียงแรงงานผู้ผลิตและผู้บริโภค

ประชาธิปไตยคือประชาชนปกครองตนเอง เกิดเมื่อประชาชนมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ไม่ว่าทางอ้อมโดยตัวแทน หรือทางตรงด้วยการนำเสนอด้วยวิธีการต่างๆ

วาระที่ ๒ คือ การสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยการจัดการเรียนรู้ที่เสริมพลังอย่างแท้จริง (empowerment) ไม่ใช่เรียนเพื่อเอากระดาษ เอาปริญญาอย่างเดียวแล้วตกงาน แต่เรียนแล้วแก้ปัญหาพัฒนาตนเองได้ ซึ่งเป็นอะไรที่กระทรวงศึกษาและหน่วยงานรัฐคงไม่ทำ ถ้าทำคงปฏิรูปการศึกษาไปนานแล้ว

การเรียนรู้ที่มีพลังจะนำไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจฐานรากที่ “ระเบิดจากข้างใน” ไม่ใช่ถูกยัดเยียดจากรัฐบาล ที่เอาแต่สั่งการ จึงได้แต่รูปแบบและไม่ยั่งยืนอย่างที่โฆษณาทุกวัน

ที่สุด ประชาสังคมต้องเกิดขบวนการพลเมือง (civic movement) ที่ขับเคลื่อนในแนวราบด้วยพลังของเครือข่าย ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาวัดกันที่ความเข้มแข็งของพลัง “ข้างล่าง” มากกว่ารัฐบาล “ข้างบน”

สยามรัฐรายวัน 28 กุมภาพันธ์ 2561

ผู้หญิงสองคนที่ผมรู้จักน่าจะมีความสำคัญต่อสังคมไทยและอาจจะต่อสังคมโลกด้วย คนแรกเป็นคุณย่าของผมที่เป็นคนทำยาแก้พิษสุนัขบ้าโดยใช้สมุนไพรหลายตัว หนึ่งในนั้น คือ ดอกลำโพง

            คนแถวบ้านผมถ้าโดนหมากัด สงสัยบ้าหรือไม่บ้าก็ไปหาคุณย่า ท่านก็เอาสมุนไพรมาต้มใส่ขวดให้ไปดื่ม สมัยผมยังเด็กจำได้ว่าย่าขายขวดละ 20 บาท เคยเห็นคนโดนหมาบ้ากัด ทานแล้วจะมีอาการน้ำลายฟูมปาก คลุ้มคลั่ง ทุรนทุราย ต้องผูกไว้กับเสาบ้าน อาเจียนออกมา ไม่นานก็หลับไป ตื่นขึ้นมาก็หาย

            สมัยนั้นคนแถวบ้านผมไม่ค่อยมีใครไปหาหมอฉีดสะดือให้เจ็บ เพราะต้องฉีดถึง 25 เข็ม ไกลแค่ไหนก็มาขอยาจากคุณย่า ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2516 หรือ 45 ปีมาแล้ว ย่าให้สูตรยาพ่อผม ซึ่งเป็นลูกคนโต พ่อให้น้องสาวไปทำ ซึ่งก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว เหลือหลานสาวคนหนึ่งที่อยู่กับคุณย่าตั้งแต่เด็กๆ ช่วยท่านเก็บยาสมุนไพรและช่วยปรุงยา เธอเป็นคนรู้สูตรยาและวิธีผสมยานี้ดีที่สุด ยังทำอยู่เป็นครั้งคราววันนี้

            คงเป็นอานิสงค์นี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ลูกผู้น้องของผมคนนี้มีลูกชายเป็นหมอสองคน และคุณย่าเองก็มีหลานและเหลนเป็นนายแพทย์และแพทย์หญิงรวมแล้วเกือบ 10 คน

            จะหารือญาติพี่น้องลูกหลานว่าควรทำอย่างไรกับสูตรยานี้ ยกให้องค์การอนามัยโลกไปเลยดีไหม เพื่อประโยชน์แก่มนุษยชาติ เพราะโรคพิษสุนัขบ้ายังเป็นปัญหาอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา

            ผมรู้จักผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ธรรมดา แม้เรียนจบเพียงชั้นประถม แต่วันนี้เธอได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน เนื่องเพราะเธอเป็นผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเห็ดที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของไทยก็ว่าได้ เธอไม่เคยเป็นนักศึกษา แต่เป็นนักเรียนรู้ เรียนจากผู้รู้และจากการปฏิบัติ

คุณพยงค์ แสนกมล เป็นที่รู้จักผ่านสื่อต่างๆ มานานแล้ว เธอเพาะเห็ดได้แทบทุกชนิด ทั้งเห็ดไทยเห็ดเทศ เป็นที่ปรึกษาให้โครงการหลวงที่ภาคเหนือ ไปช่วยให้คำปรึกษาถึงประเทศภูฎาน เป็น “แม่ครู” ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สอนนักเรียนทหารให้เพาะเห็ด ได้ร่วมทำการวิจัยกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง และกำลังเพาะเห็ดบางชนิดให้กับบริษัทต่างประเทศ ได้รับหลายรางวัลจากในและต่างประเทศ

กระถินพิมานมีชื่อมานาน แต่มาโด่งดังตอนนี้ที่ “หมอแสง” ใช้เป็นส่วนประกอบหนึ่งในยารักษามะเร็งที่เขาแจก  คนที่ช่วยเหลือหมอแสงซื้อกระถินพิมานจากคุณพยงค์ไปให้หมอแสงประกอบยา

ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดบอกว่า เห็ดกระถินพิมานมีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งจริง เพราะมีสารโพลีแซคคาไลน์ สารเบตากลูแคน สารไตรโตรปินอย สารเนเชอรัลสเตอรอยด์ ที่เข้าไปช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งกรวยไต มะเร็งปอด 

นอกจากโรคมะเร็งแล้วยังพบว่าเห็ดกระถินพิมานสามารถสร้างเม็ดเลือด รักษาโรคเบาหวาน แผลพุพอง ภูมิแพ้ ไข้หวัดใหญ่ ผื่นคัน ไขข้ออักเสบ ได้เช่นกัน

เห็ดกระถินพิมานเกิดจากต้นกระถินพิมาน ซึ่งสูงประมาณ 8-10 เมตร ส่วนมากพบในภาคอีสาน เช่นที่สกลนครและภูเรือ จังหวัดเลย เห็ดจะเป็นดอกใหญ่แข็งเหมือนเนื้อไม้ เป็นก้อนครึ่งวงกลม

ชาวบ้านสมัยก่อนไม่รู้ว่าเป็นยา เอามาทำเป็นฟืน เกาหลี ญี่ปุ่น มากว้านซื้อเห็ดกระถินพิมานถูกๆ จากชาวบ้านหลายสิบปีที่ผ่านมาจนหมดป่า  แล้วยังเข้าป่าเก็บต้นไม้ใบหญ้า พันธุกรรมความหลากลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ของไทยไปวิจัยหมด กว่าคนไทยเราจะรู้เขาก็ไปจดลิขสิทธิ์แล้ว อย่างกรณีกระถินพิมาน ซึ่งเกาหลีไปจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

ดร.อานนท์บอกว่า กระถินพิมานของไทย เป็นเห็ดสายพันธุ์ใหม่ ที่อยู่ระหว่างเห็ดหิ้งไซบีเรีย (Inonotus obliquus) กับเห็ดซางฮวงของเกาหลี (Phellinus Linteus) ซึ่งมีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูง

หลายปีก่อน คุณพยงค์ แสนกมล ได้ไปเรียนเรื่องการเพาะเห็ดกระถินพิมานที่เกาหลี ได้ “ใบเซอร์” มาและสามารถเพาะเห็ดที่เกาหลีจดลิขสิทธิ์นี้ได้ วันนี้เธอมีเห็ดกระถินพิมานอยู่กว่า 15,000 ก้อน ในสื่อพูดถึงราคาเห็ดนี้กิโลละหลายล้าน เธอบอกว่าไม่ได้ขายราคานั้น

นอกนั้น คุณพยงค์ ยังมีเห็ดแอนโทรเดีย (Antrodia) ซึ่งเธอไปเรียนมาจาก “อาจารย์ใหญ่” ที่ไต้หวัน ที่นั่นเขาใช้เวลา 3-4 ปีเพาะเห็ดนี้ เธอใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านไทยเพาะได้ภายในปีเศษเท่านั้น เห็ดนี้ขึ้นชื่อว่ารักษามะเร็งได้ผลดีกว่ากระถินพิมานอีก กำลังมีการวิจัยทดลองในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศ

คุณพยงค์ยังมีเห็ดอื่นๆ อีกหลายชนิดที่คนทั่วไปอาจไม่คุ้น ส่งขายตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ อย่างเห็ดมิลกี้ดอกใหญ่เป็นกิโล ช่วยลดไขมัน ลดน้ำหนักได้ดี เห็ดถั่งเช่าที่เธอแปรรูปผสมกับเห็ดอื่นอีก 5 ชนิดเป็นซ็อส ทำให้ได้รับรางวัลอาหารสุขภาพ

เห็ดนางรมทอง ช่วยรักษาและป้องกันโรคธาลัสซีเมีย ช่วยขับไขมันไม่ดีที่ไปอุดตันตามเส้นเลือด ลดความดัน ป้องกันโรคหัวใจ รักษาโรคเบาหวาน ป้องกันโรคไตอักเสบ บำรุงร่างกายให้แข็งแรง

เห็ดโคนดำ เธอไปจดอนุสิทธิบัตรแล้ว กินสดกินสุกได้ ช่วยลดความเครียด ปรับสมดุลร่างกาย ลดคอเลสเทรอล ที่ห้างขายกิโลละเกือบพัน ที่สำคัญ เห็ดทั้งหมดของเธอผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่มีโลหะหนักตกค้าง เพราะเธอใช้สารจากธรรมชาติในการเพาะเลี้ยง

จำได้ว่าสมัยยังเด็ก เข้าป่าแถวบ้านที่สกลนคร เคยเห็นเห็ดดำๆ แผ่นใหญ่ๆ เกาะตามต้นไม้ คงเป็นกระถินพิมานแน่ๆ แต่ไม่มีใครรู้ เช่นเดียวกับของดีบ้านเราอีกมากมายที่เราไม่ได้ทำการวิจัย

         ถึงต้องเชื่อที่ปราชญ์ฝรั่งบอกว่า “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” เราถางป่า ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพไปจนเกือบหมด ปล่อยให้คนต่างชาตินำไปวิจัย จดลิขสิทธิ์ เอากลับมาขายให้เราแพงๆ  งานวิจัยบ้านเรามีน้อย งบวิจัยในมหาวิทยาลัยทั้งประเทศยังน้อยกว่าเรือดำน้ำหนึ่งลำ

สยามรัฐรายวัน 21 กุมภาพันธ์ 2561

ไม่ทราบว่า “คนไทยแท้” หน้าตาเป็นอย่างไร เราทุกคนไม่ว่าเชื้อชาติอะไรก็เป็นคนไทยเหมือนกัน เท่ากัน ต่างแต่เพียงว่าใครมาอยู่บนผืนดินสุวรรณภูมิแห่งนี้ก่อนกันเท่านั้น

            คนไทยเชื้อสายจีนมาอยู่เมืองไทยหลายร้อยปีแล้ว กลุ่มใหญ่หลั่งไหลออกจากเมืองจีนไปสู่ประเทศต่างๆ หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศจีนเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา

            ตำนานที่เล่าขานสู่ลูกหลานจนถึงวันนี้ คือ หลายคนออกจากบ้านเกิดเมืองนอนด้วยเสื่อผืนหมอนใบ ไปตายเอาดาบหน้า ตั้งรกรากในเมืองไทย อาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์ สายเลือดแซ่ตระกูลและวัฒนธรรม ประกอบกับความขยันหมั่นเพียร ค้าขายเป็น ทำให้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจนหลายคนกลายเป็น “เจ้าสัว”

            บางคนออกจากบางกอกไปอยู่ตามหัวเมือง ขอยืมขอเช่าที่ดินชาวบ้านปลูกผักขาย ได้ข้อมูลจากชาวบ้านร้านตลาด ว่าชาวบ้านชอบกินผักอะไรก็ปลูกอันนั้นและลองผักใหม่ๆ ไปพร้อมกัน เก็บเงินได้ก็ซื้อที่ดิน ขยายที่ปลูกผักส่งตลาดใกล้ไกล ได้เงินมากขึ้นก็ซื้อโรงสี รับสีข้าวชาวบ้าน ขายข้าว เติบโตเป็นเจ้าของโรงสีใหญ่ ขยายกิจการไปไม่รู้จบ เพราะลู่ทางมีมากมาย

            ตำนานของเจ้าสัวหลายคนเป็นที่รู้จักดี ที่เติบโตจากการค้าขายเล็กๆ จนกลายเป็นธุรกิจใหญ่หลายแสนล้าน มีที่ดินเป็นแสนๆ ไร่ สอนลูกหลานให้ตั้งใจทำงานให้ดี เพราะประเทศนี้แสนจะอุดมสมบูรณ์ เขียนจดหมายไปหาญาติพี่น้องที่เมืองจีนว่า ประเทศนี้ดีแท้ เอาตะเกียบเสียบลงดินยังงอกได้

            ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ลามไปถามหาเชื้อชาติของคนไทยด้วยกันมาจากความรู้สึกที่เห็นการค้าไม่เป็นธรรม การครอบงำ การเอาเปรียบ การผูกขาดของธุรกิจยักษ์ใหญ่ เหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไม่ปล่อยให้ “ชาวบ้าน” คนเล็กๆ มีที่ยืนในสังคมเศรษฐกิจ เป็นได้แต่เพียงแรงงานและผู้บริโภคเท่านั้น

            กิจการเล็กๆ ร้านโชห่วยตามเมืองใหญ่ไปถึงหมู่บ้านที่ปิดไป ภูมิปัญญาที่ถูกครอบไว้ไม่ให้เติบโตอย่างเรื่อง “เหล้า” และอื่นๆ ที่ระบบโครงสร้างทางกฎหมายไม่เปิดโอกาสให้มีการพัฒนา เพราะ “นายทุน” ไปแอบอยู่หลังทุกรัฐบาลและผู้ทำหน้าที่ออกกฎหมาย

            อย่างไรก็ดี โอกาสก็ยังพอมี เพียงแต่ต้องมีการเรียนรู้และลงมือทำ ยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง คือ การปลูกต้นไม้ คนส่วนใหญ่ยังพอมีที่ดินเป็นของตนเอง หรือที่ส่วนรวม ที่สาธารณะ วัด โรงเรียน ป่าชุมชนก็ได้ น่าจะทำโครงการปลูกไม้ให้เต็มแผ่นดิน เพราะเรามีที่ดิน มีแรงงาน

            ลองปลูกไม้พยุงสักปีละ 100 ล้านต้น ถ้ารวมพลังกันจริง และได้รับการสนับสนุนจากรัฐด้วยก็จะทำได้ไม่ยาก เพราะเมล็ดไม้พยุง 1 กิโล มี 40,000 เมล็ด ป่าไม้ช่วยหาเมล็ดให้สัก 2,500-3,000 กิโลก็ได้กล้าเพียงพอที่จะปลูกปีละ 100 ล้านต้น ยุทธศาสตร์ 20 ปี ปลูกได้ 2,000 ล้านต้น

            ตั้งแต่ปีที่ 20 ตัดไม้พยุงลงมาได้ปีละ 100 ล้านต้น ราคาต้นหนึ่งไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท แปรรูปเป็นไม้กระดาน ไม้ท่อน ส่งไปขายเมืองจีน ราคาวันนี้ประมาณ 1 ล้านบาทต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร ประเทศไทยจะมีรายได้จากไม้พยุงปีละไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาท

            ถ้าได้ผลเพียงครึ่งเดียวก็ได้ 2.5 ล้านล้านบาท เกือบเท่างบประมาณแผ่นดินหนึ่งปี และถ้าปลูกตั้งแต่ปีนี้ไปทุกปีๆ ละ 100 ล้านต้น หลังจากปีที่ 20 ก็จะได้ปีละไม่น้อยกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

            เมืองจีนซื้อไม้พะยุงไทยราคาสูงมากเพราะต้องการไปทำเฟอร์นิเจอร์จักรพรรดิ์ ของใช้ระดับฮ่องเต้ ราคาชุดหนึ่งนับสิบๆ ล้าน ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเอาไปทำวัตถุมงคล ฮก ลก ซิ่ว และอื่นๆ ประเทศอื่นๆ ก็ต้องการ เพราะไม้ดีๆ วันนี้มีค่ายิ่งกว่าทองคำ ไม้พยุงคือทองคำสีดำ

            จะเรียกว่า หนามยอกเอาหนามบ่งก็ว่าได้ เมืองไทยมีที่ดินอุดมสมบูรณ์ ปลูกอะไรก็ขึ้น เลี้ยงอะไรก็โต มีแรงงานหลายสิบล้านคนที่ทำการปลูกต้นไม้ดีๆ ได้ ปรับแก้กฎหมายให้คนปลูกได้ มีแรงจูงใจให้ปลูกและดูแลรักษา ให้การสนับสนุนกล้าไม้อย่างเพียงพอ แค่นี้ก็แก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน

            ถ้าวันนี้ ครอบครัวหนึ่งปลูกไม้พยุง 100 ต้น เพียง 12-13 ปีก็โตเส้นผ่าศูนย์กลาง 15-20 ซ.ม. ตัดลงมาราคาก็ไม่น้อยกว่า 20,000 บาทแล้ว ถ้ารีบขายเพราะไม่มีเงินใช้ก็ตัดลงมา แต่ปลูกใหม่ทุกปี ตั้งแต่ปีที่ 14 ตัดได้ปีละ 100 ต้น จะได้เงินประมาณ 2 ล้านบาท ปล่อยไว้ให้ถึง 20 ปี ก็จะได้ 5 ล้านบาท ถ้าปลูก 1,000 ต้น 13-14 ปีก็จะได้ 20 ล้านบาท 20 ปี จะได้ 50 ล้านบาท ถ้าปลูกวันนี้ไปทุกปีก็จะมีรายได้ที่ว่าทุกปี

            ใครอายุ 30-40 ปีวันนี้ ถ้าวางแผนให้ดี ปลูกไม้พยุงวันนี้สัก 1,000 ต้น อาจจะมีเงินอย่างน้อย 20-50 ล้านบาทเมื่ออายุยังไม่ถึง 60 เกษียณก่อนกำหนด จะพักผ่อนหรือทำงานที่รักที่ชอบ ทำบุญ ไปท่องเที่ยว

            “จุดเทียนขึ้นมาสักเล่ม ดีกว่านั่งด่าความมืด” ภาษิตจีนว่า แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียวกรณี       ”เจ้าสัวล่าเสือดำ” มาช่วยกันปลูกต้นไม้ที่ได้ทั้งป่า ได้ทั้งเงิน ลดโลกร้อน ได้ทุกฝ่ายแบบวิน-วิน

            ปัญหา “ภูโล้น” ที่จังหวัดน่านและอีกหลายจังหวัดที่มีจิตอาสาจากเมืองหลวงไปช่วยปลูกป่า ไม่รู้ว่าปลูกได้กี่ต้นแล้ว ลองเอาความคิดนี้ไปทำไม่ดีกว่าหรือ รอช้า คนมีที่ดินเป็นแสนๆ ไร่ มีเงินเป็นแสนๆ ล้านอาจจะเอาไปทำ แล้วชาวบ้านเราก็จะเป็นเพียง “แรงงาน” ถูกๆ ให้เขาเหมือนเดิม

            ถ้าเมืองไทยไม่ได้จนทรัพยากร ไม่ได้จนแรงงาน ไม่ได้จนเงิน แต่จนปัญญา ก็ต้องหาวิธีสร้างปัญญาแต่ต้องสร้างด้วยเครือข่ายการเรียนรู้ที่เป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐและทุน เพราะทั้งรัฐและทุนมีอำนาจครอบงำที่แยบยล ดูได้จากระบบการปกครอง ระบบการศึกษาที่ยังใช้อำนาจควบคุมจากศูนย์กลาง เหมือนยังอยากให้คนโง่ต่อไปเพื่อจะได้ครอบงำง่าย

            เรื่องไม้พยุงเป็นอะไรที่ชาวบ้าน คนเล็กๆ ทำได้ดี ปลูกกันคนละเล็กละน้อย กระจายไปเต็มแผ่นดิน อำนาจมาจากข้างล่าง มาจากแม่ธรณี ไม่พยุงเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นคุณอันยิ่งใหญ่ให้แผ่นดิน