phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 2 มกราคม 2562

ไม่นานมานี้ มีการทำประชามติที่ไต้หวันเรื่องกฎหมายรับรองสิทธิการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ปรากฎว่าคนไต้หวันไม่เห็นด้วย กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ (LGBT) ให้เหตุผลว่า ที่แพ้เป็นเพราะถูกไส่ความด้วยข่าวหลอก เรื่องราวอันเป็นเท็จแพร่หลายทางสื่อ มีผลต่อทัศนคติของประชาชน

พวกเขาบอกว่า การทำประชามติครั้งนี้มีผลเสียต่อชาว LGBT อย่างมาก นอกจากจะแพ้แล้ว ยังไปเพิ่มเติมตราบาปภาพลบให้พวกเขามากกว่าเดิม เมืองไทยก็เริ่มเห็นลายเรื่องนี้ประเดิมการเลือกตั้ง

โลกเปลี่ยนไปแล้ว การสื่อสารไม่ได้อยู่ในมือของ “นักข่าว” หรือ “สื่อมวลชน” แบบเดิมอย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อีกต่อไป แต่อยู่ในมือของประชาชนโดยตรงมากขึ้น ทำให้มีการ “สื่อสาร” และ “สื่อข่าว” ทั้งจริงและเท็จ มากมายและรวดเร็วจนยากต่อการควบคุม

ปรากฎการณ์ทางการบ้านเมืองทั่วโลกวันนี้ต้องพิจารณาเรื่อง “การสื่อสารสาธารณะ” ที่เปลี่ยนไปนี้อย่างสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง หรือเหตุการประท้วง การจราจล ที่เกิดขึ้น

อย่างกรณีที่ประเทศฝรั่งเศส ที่ข่าวทั่วไปอาจบอกเพียงว่าเป็นการประท้วงการขึ้นภาษีน้ำมัน แต่ภาพที่ปรากฎแตกต่างไปจากอดีตมาก เมื่อก่อนเป็นการกระทำของสหภาพแรงงานหรือกลุ่มคนในอาชีพเดียว แต่วันนี้เป็น “ชาวบ้าน” ที่รวมตัวกัน แล้วมีสหภาพ มีสมาชิกพรรคการเมืองซ้ายจัดขวาจัดมาสมทบ

กรณีการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสและหลายประเทศในยุโรป ที่คนรุ่นใหม่อายุไม่ถึง ๔๐ ชนะและกลายเป็นผู้นำ ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับ “การสื่อสารสาธารณะ” ยุคดิจิตอลอย่างแน่นอน เพราะคนรุ่นใหม่ใช้สื่อทันสมัยกระจายข่าวสารการรณรงค์ มี “ภาษาและตรรกะ” ของตนเอง

การจัดการข่าวสารตามที่ตนต้องการ (manipulate) จึงอาจหมายถึงการเลือกข้อมูลข่าวสาร ไปจนถึงการบิดเบือนเพื่อสร้างความเข้าใจ แรงจูงใจ ปรับทัศนคติของผู้คนให้เห็นชอบกับคนที่ตนสนับสนุน

เครือข่ายของนายมาครงใน “พรรคเดินหน้าสาธารณรัฐ” (En Marche) จึงเป็นคนรุ่นใหม่ คนชั้นกลาง เกษตรกร กรรมกร เอ็นจีโอที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี เด็ก คนชรา คนพิการ ซึ่งมีเครือข่ายครอบคลุมมากที่สุด และเชื่อมต่อกันด้วย “มือถือ” โดยตรง ถ้าวันนี้เขาจะพังก็เพราะฐานพัง เครือข่ายแตก และ “หมองูตายเพราะงู” การสื่อสารสาธารณะเคยทำให้เขาชนะและกำลังจะทำให้เขาพ่ายแพ้

สหรัฐอเมริกาใช้การสื่อสารยุคใหม่เพื่อการหาเสียงการเลือกตั้งประธานาธิบดีและทุกระดับ ใช้ข้อมูลที่ได้จากกลไกไอทีที่เข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึก ปัญหาและความต้องการของประชาชนมากที่สุด ใช้ฐานข้อมูลเหล่านี้มาทำการรณงค์แบบ “ยิงตรงเป้า” และได้ผลมากที่สุด ไม่ว่าจะตรงไปตรงมา หรือด้วยข่าวลวงข่าวหลอกหรือข้อเท็จจริงที่บิดเบือนที่สร้างได้อย่างแยบยล

ขณะเดียวกัน เครื่องมือสื่อสารมวลชนโบราณทั้งหลายก็กำลังดิ้นรนปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด สื่ออย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ต้องลดขนาด ลดพนักงาน ทำตัวให้มีหลายร่างหลายมติติ ทั้ง “อนาล็อค” และ “ดิจิตอล” ทั้งแบบเดิมและไปอยู่บนมือถือของผู้คนให้ได้

สื่อเหล่านี้รู้ดีว่า บางข่าวจะมีการ “ส่งต่อ” ไปอีกเป็นแสน เป็นล้าน เป็นการกระจายข่าวที่ไม่ใช่แบบ “เส้นตรง” อีกต่อไป แต่เป็นแบบ “ทวีคูณ” หรือ “ไฟลามทุ่ง” ที่ผู้คนจะคัดเลือก ให้ความเห็น ส่งต่อ เรตติ้งของรายการทีวีวันนี้บางรายการที่ฮิตจึงสูงกว่าแต่ก่อนมาก เช่นเดียวกับวงการเพลงที่เปลี่ยนไป ไม่ต้องสังกัดค่ายใหญ่ก็ดังได้ ถ้า “โดนใจ” และแพร่หลายเป็น “ไวรัส” ยอดวิวเป็นร้อยล้าน

ในเวลาเดียวกัน ก็มีการแสดงความเห็นต่อเรื่องราวต่างๆ ทีเป็นข่าว กลายเป็น “กระแส” หรือ “ดราม่า” ที่ประชาชนคนทั่วไปทำตัวเป็น “กองเชียร์-กองแช่ง” “ทนาย” “อัยการ” “ศาล” มีทั้งการวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ ไปจนถึง “การตัดสิน” และ “ลงโทษ”

วันนี้จึงดูเหมือนว่า สื่อมวลชนต่างๆ พากันแสวงหา “ข่าว” ประเภท “ชาวบ้าน” มากมายจนล้นจอ เพราะมีแหล่งข่าวและ “ผู้สื่อข่าว” ทั่วแผ่นดิน ที่แจ้งข่าวเป็นเสียงบ้างเป็นภาพบ้าง ทุกวันจะเห็นภาพข่าวที่มาจากมือถือชาวบ้าน นอกจากนั้น ยังมีกล้องวงจรปิดเต็มไปหมด เป็นข่าวได้เป็นอย่างดี

สื่อมวลชนก็ชอบลงข่าวที่ทำให้ชาวบ้านสื่อสารต่อ หรือไม่ก็เสนอเรื่องราวของบุคคลที่ทำความดี ที่พิการน่าสงสาร คนสู้ชีวิต และจบลงด้วยหมายเลขบัญชีธนาคาร ไม่เห็นการวิเคราะห์ปัญหาระบบโครงสร้างสังคมไม่เป็นธรรม ธรรมาภิบาลของหน่วยงานรัฐ อันเป็นความรับผิดชอบโดยตรง มีบ้างก็พอเป็นกระสายยา

เพราะเงาทมึนอยู่หลังสื่อ คือ อำนาจรัฐและอำนาจทุน ที่ใช้สื่อพยุงอำนาจนำ (hegemony) ครอบงำสังคม ครอบงำประชาชน คลุกเคล้าไปกับเกมโชว์สนุกสนาน การประกวดร้องเพลง ดนตรี กีฬา สารพัดรูปแบบ พร้อมกับโฆษณาชวนเชื่อ (ทางการเมือง) และโฆษณาบ้าเลือด (ทางธุรกิจ)

สื่อมวลชนต้นทางของข้อมูลข่าวสารที่ลงไปในมือถือจึงถูกกรองมาต่อหนึ่งจากอำนาจทุนและอำนาจรัฐ ตัวพ่อตัวแม่ทุนอุปถัมภ์ด้วยงบโฆษณาก้อนโต ปิดปากสื่อเหล่านี้หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง

ความทุกย์ยากของประชาชนสื่อทั้งหลายไม่ได้ไปสืบค้นลงลึก หรือไม่ก็นำเสนอแบบแยกส่วน หรือทำให้เห็นแต่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ไม่กล้าดำลงไปถึงใต้น้ำ

ปลอดภัยกว่าต้องไปหาเรื่องที่แปลกดี มีเสน่ห์มานำเสนอ โดยใช้เวลาน้อยและงบประมาณน้อย ไม่ต้องลงทุนพอๆ กับคนทำรายการวิทยุที่ไม่ต้องทำอะไร เพียงไปซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่านมาเล่าให้ชาวบ้านฟัง

เชื่อว่าสื่อปรับตัวได้ อยู่รอดได้ถ้าอยู่ข้างประชาชน คนจน คนยากไร้ คนส่วนใหญ่ของสังคม สื่อไหน ใครจะอยู่ ใครจะไป ปีใหม่ก็รู้ ขอให้โชคดี และสวัสดีปีใหม่ครับ

ทางอีศาน มกราคม 2562

“คันสิไปเมือหน้าให้เหลียวหลังคืนเบิ่ง มันมะลึดทึดเท่าเซาก่อนซุฟ่าวไป เดินทางไก๋ให้เหลียวหลังแลหน่า ฟ้าฮั่มฮ้องน้องผัดยังคาแอ๋ว”

            คำสอนคนโบราณยังใช้ได้วันนี้แม้วิถีชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนไป ปัญหาคือโลกเปลี่ยนไปเร็วกว่าเมื่อก่อนและซับซ้อนกว่าเดิมมาก จนยากจะเข้าใจและตามทัน ผู้คนจำนวนมากจึงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

            ปีใหม่นี้มีคนจำนวนหนึ่งที่ได้โอกาสทางการเมือง ลุกขึ้นประกาศนโยบายสวยงาม บ้างจะทำให้บ้านเมืองพ้นทุกข์พ้นโศก อยู่ดีกินดี ไม่มีหนี้สิน ความยากจน บ้างจะแก้ปัญหายาเสพติดและมลพิษทั้งมวล

            วิสัยทัศน์แปลจากภาษาอังกฤษว่า vision ซึ่งยืมมาจากศัพท์ในแวดวงศาสนา ที่ศาสดาประกาศกได้เห็น vision คือ ภาพนิมิต เหมือนผู้ปฏิบัติธรรมเข้าฌาน เห็นด้วยญาณ ด้วยอภิญญา ที่คนธรรมดามองไม่เห็น เป็นภาพปัจจุบัน อดีตและอนาคต

            “วิสัยทัศน์ปราศจากการปฏิบัติเป็นฝันกลางวัน การปฏิบัติปราศจากวิสัยทัศน์เป็นฝันร้าย” (Vision without action is daydream, action without vision is nightmare) หลายอย่างที่หลายคนพูดจึงเป็นเพียงการตีฝีปาก การหาเสียง พอไปเป็นรัฐบาลทำไม่ได้ก็แก้ตัวว่ารัฐบาลผสม เขาไม่เอาแนวคิดของตน

            การเสนอวิสัยทัศน์หรือภาพฝัน (vision) เป็นการปลุกความหวังของผู้คนได้ดี เหมือนกบฎเมืองเลยร้อยปีก่อนที่ประกาศว่า “ต่อไปจะไม่มีเจ้ามีนาย ใบไม้จะเป็นเงินเป็นคำ” เนื่องเพราะชาวบ้านเดือดร้อนจากอำนาจรัฐที่เก็บส่วยเก็บภาษี เกณฑ์แรงงานเกณฑ์ทหาร ยิ่งปีไหนฝนแล้งน้ำท่วม ข้าวยากหมากแพง และเกิดโรคระบาดซ้ำเติมอีก ชาวบ้านก็ทนไม่ไหว

            ในยามทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส ได้ “ผีบุญ” มาสร้างฝันและให้ความหวังก็ย่อมพร้อมที่จะร่วมมือให้การสนับสนุน กบฎจึงได้คนร่วมขบวนไปสู้กับอำนาจรัฐ แม้จะแพ้กลายเป็นกบฎ แต่ทุกยุคทุกสมัย และไม่ว่าบ้านไหนเมืองไหนก็ไม่เคยขาดกบฎ

            กบฎ คือ ทำการไม่สำเร็จ ภาพฝันหรือภาพนิมิตที่มองเห็นหรือที่สัญญาไว้นั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้  ปลุกเร้าแรงใจและสร้างความฮึกเหิมได้ แต่ปัจจัยไปสู่เป้าหมายไม่ดีพอ

วันนี้เรามักมีชื่อสวยงามเรียกแผนงานใหญ่ไปสู่เป้าหมายนี้ว่า “ยุทธศาสตร์” ซึ่งรวมเอาวิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ พันธกิจ แล้วแต่จะเรียบเรียงอย่างไร ส่วนวิธีการรายละเอียดปลีกย่อยลงไปเรียกว่า “ยุทธวิธี” หรือ “กลยุทธ” ซึ่งประกอบด้วยแผนงาน โครงการ กิจกรรม

ใครที่อ่านซุนหวู่ ดูสามก๊กจะซาบซึ้งในเรื่องยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของบรรดาจอมยุทธในประวัติศาสตร์จีน ซึ่งหลายอย่างยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สติปัญญา ฝีมือในการวางแผนและการรบ การแก้ปัญหา การใช้กำลังภายนอกภายใน พลังตามธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ

ฟังคนหาเสียงอยากเป็นผู้แทนที่ประกาศ “ยุทธศาสตร์” ฟังภาพฝันและภาพนิมิต แผนงาน โครงการมากมายที่บอกว่าจะทำ โดยเฉพาะให้คนยากคนจน ก็ยังไม่เคยได้ยินว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างที่จะทำให้มีการแก้ปัญหาจากรากฐาน เพื่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน

ที่ได้ยินได้ฟังมาก็เหมือนพูดให้ดูดี “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” แต่หลายปีที่มีการทำรัฐประหารก็ยังไม่เห็นการปฏิรูปที่ชัดเจนอะไร มีแต่การรวมศูนย์อำนาจในรัฐราชการที่แน่นหนายิ่งขึ้น ไม่มีการพยายามให้เห็นการกระจายอำนาจ หรือการคืนอำนาจให้ประชาชนจริงๆ

นักวิชาการบางคนวิเคราะห์ว่า สังคมไทยเป็นสังคม reactive มากกว่า pro-active หมายความว่า เป็นสังคมที่เกิดปัญหาแล้วจึงมองเห็น และมีปฏิกิริยาหาทางแก้ไข ไม่ใช่สังคมที่มองไปข้างหน้าเห็นปัญหาก่อนเกิดแล้วหาวิธีป้องกัน

เราจึงเห็นตึกใหญ่ๆ หลายสิบชั้นโผล่ขึ้นมาแบบไม่มีแผนไม่มีผังทั่วกรุงเทพฯ เห็นร้านอาหาร พับบาร์คาราโอเกะ เปิดระเกะระกะไปทั่วแม้อยู่ติดชิดกับบ้านอยู่อาศัย เราเห็นรถติดจนแทบจะขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้จึงมีการตัดถนน สร้างทางด่วน สร้างรถไฟฟ้า น้ำท่วมฝนแล้งทุกปีก็มีงบแก้น้ำท่วมฝนแล้งทุกปี

กฎหมายและมาตรการจะตามมาทีหลังและหลายอย่างก็แก้ไม่ได้แล้ว อยากช่วยร้านโชห่วยของชาวบ้าน จะออกกฎหมายห้ามห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ไม่ให้อยู่ในเมือง ไม่ให้อยู่ใกล้กันจนไปเบียดบังการทำมาหากินของชาวบ้านคนจนก็ทำไม่ได้ เพราะเขา “ผูกขาด” และสร้างกันเต็มไปหมดแล้ว

มีฝรั่งคนหนึ่งอยู่เมืองไทยนานมาก อ่านหนังสือพิมพ์ไทย ฟังวิทยุ ดูทีวี ติดตามข่าวสารบ้านเมืองทุกวัน สามารถทำนายการปฏิวัติรัฐประหารได้อย่างแม่นยำทุกครั้ง เขาบอกว่า คนไทยไม่ค่อยเก่งในการ “มองไปข้างหน้า” ถนัดมองไปข้างหลังมากกว่า ประเภท “กูว่าแล้ว” แบบว่าหวยออกแล้วทายถูกทุกที

เพื่อนฝรั่งอีกคนหนึ่ง เป็นนักภูมิศาสตร์สังคม มาเมืองไทยไม่กี่สัปดาห์ ขอข้อมูลทุกภาคมาเปรียบกันแล้วบอกได้ว่า ภาคไหนการพัฒนาวันนี้เป็นอย่างไร และจะเป็นอย่างไรในอนาคต เขาอ่านตัวเลขคนเรียนระดับประถม มัธยม อุดมศึกษา และดูตัวเลขแรงงานในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และภาคบริการ

โลกวันนี้เป็นโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารความรู้ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “ความรู้” แต่เป็น “การเรียนรู้” ทำอย่างไรให้เรียนรู้เป็น เข้าถึงข้อมูลเป็น มีเครื่องมือในการแยกแยะ (วิเคราะห์) และสรุปรวม (สังเคราะห์) เป็น มองหลังแลหน้าได้อย่างมีหลักวิชา ไม่ใช่คาดเดาเหมือนแทงหวย

มหาวิทยาลัย (แบบเดิม) ตายแล้ว วันนี้ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ทุกแห่งทุกเวลาถ้าเรียนรู้เป็น โลกคือห้องเรียน เข้าใจโลกเข้าใจชีวิต อยู่ในโลกอย่างมีความสุข คือ เป้าหมายของการเรียนรู้ที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เรียนเพื่อรู้ ที่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด แต่เรียนเพื่อมีชีวิตที่ดี มีความสุข

ปีใหม่ ๒๕๖๒ นี้ ขอส่งความปรารถนาดีมายังกองบ.ก. และผู้อ่านทางอีศานทุกท่าน โลกเปลี่ยนเร็วมาก ด้านหนึ่งก็เห็นการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง อีกด้านก็เห็นภาพนิมิตของบรรพชนว่าที่ “อัศจรรย์ใจกุ้ง กุมกินปลาบึกใหญ่ ปลาซิวไล่สวบแข่ หนีไปลี้อยู่หลืบหิน”

สยามรัฐรายวัน 26 ธันวาคม 2561

เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๐๘ องค์การสหประชาชาติได้เชิญพระสันตะปาปาปอลที่ ๖ ไปแสดงปาฐกถาในที่ประชุมใหญ่ที่นิวยอร์ค นับเป็นครั้งแรกที่มีการเชิญประมุขของศาสนจักรส่งสารไปถึงมนุษยชาติ

            พระสันตะปาปาทรงพูดถึงการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การสร้างสันติภาพแทนการทำสงคราม ซึ่งขณะนั้นกำลังคุกรุ่น โดยเฉพาะระหว่างอาหรับกับยิว สงครามเวียดนาม และทรงพูดถึงความเหลื่อมล้ำ การเอารัดเอาเปรียบระหว่างประเทศรวยกับประเทศยากจน คนรวยกับคนจน

            สองปีให้หลัง พระสันตะปาปาปอลที่ ๖ ได้ออกสมณสาร (Encyclical) จดหมายทางการของพระองค์ถึงชาวคาทอลิกทั่วโลกชื่อว่า “การพัฒนาประชาชาติ” (Populorum Progressio) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่สุดฉบับหนึ่งในยุคใหม่ ตามแนวยทางของสังคายนาวาติกันครั้งที่ ๒ (1963-1965) ที่เป็นการปฏิรูปศาสนจักรคาทอลิก

            สมณสารฉบับนี้พูดถึงการพัฒนาในโลกที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ประเทศรวยยิ่งรวยขึ้น และประเทศจนยิ่งจนลง ช่องว่างถ่างออกไปเรื่อยๆ เพราะโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม ชาติร่ำรวยยังเอาเปรียบชาติยากจน ดูดซับทรัพยากรธรรมชาติและบุคคลออกไปจากประเทศด้อยพัฒนา ไปซ้ำเติมให้เกิดปัญหาแสนสาหัส ความหิวโหย ความยากจน โรคภัยไข้เจ็บ ความไม่รู้ (ignorance) โอกาสการศึกษาและการพัฒนา

            พระสันตะปาปาปอลที่ ๖ (1897-1978) ได้รับการประกาศเป็นนักบุญเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ที่ผ่านมานี้ วันเดียวกับการประกาศเป็นนักบุญของพระสังฆราชออสการ์ โรเมโร (1917-1980) ของประเทศแอล ซัลวาดอร์ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตขณะที่ทำพิธีมิสซา เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๒๓ โดยสมุนนักการเมืองขวาจัด ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกป้องคนจน คนยากไร้ จึงได้รับการประกาศจากศาสนจักรคาทอลิกให้เป็นองค์อุปถัมภ์ละตินอเมริกา

            การแสดงปาฐกถาทในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติของพระสันตะปาปาปอลที่ ๖ ในปี ๒๕๐๘ นั้น ผู้ที่ทูลเชิญท่าน คือ นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติซึ่งเป็นชาวพม่า

            นายอูถั่น (1909-1974) เป็นเลขาธิการสหประชาชาติที่ยาวนาน ๒ สมัย ๑๐ ปี (1961-1971) จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกันกับนายอูนุ ซึ่งต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า ส่วนอูถั่น มีอาชีพเป็นครู แล้วได้รับตำแหน่งในรัฐบาล เป็นรัฐมนตรีกระทรวงประชาสัมพันธ์ เป็นเลขานุการนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้แทนถาวรของพม่าในสหประชาชาติ

            อูถั่นมีประวัติทีน่าสนใจมาก ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสหประชาชาติด้วยฝีมือที่แสดงให้ประชาชาติได้เห็นระหว่างที่เขาเป็นผู้แทนพม่าในยูเอ็น และเมื่อเป็นเลขาธิการก็ได้ประสานคลี่คลายความขัดแย้งที่เกือบกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสภาพโซเวียต ประสานระหว่างประธานาธิบดีเคนเนดีกับนายกรัฐมนตรีครุสเชฟ ในกรณีพิพาทคิวบา

            วาระที่สองของอูถั่นในยูเอ็น เห็นเขาประสานการแก้ปัญหาอาหรับอิสราแอล และสงครามเวียดนาม ซึ่งเขาได้วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของอเมริกันแบบไม่เกรงใจ

            อูถั่น เป็นชาวพุทธที่เชื่อในศาสนาและสันติวิธี เช่นเดียวกับ อูนุ (1907-1995) นายกรัฐมนตรีที่ได้เสนอแนวทางพัฒนาประเทศด้วยวิถีพุทธ ผลักดันกฎหมายให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และให้เป็นปรัชญาแนวคิดหลักในการพัฒนาประเทศ

            เมื่อ อี เอฟ ชูมาเคอร์ (E.F.Schumacher) ได้รับเชิญไปเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้รัฐบาลพม่าและให้นายกรัฐมนตรีอูนุในปี 1955 เขาประทับใจในพุทธศาสนามาก และได้เขียน “เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ” (Buddhist Economy) ในหนังสือ “เล็กนั้นงาม-การศึกษาเศรษฐศาสตร์ที่เห็นความสำคัญของประชาชน” (Small is Beautiful-A Study of Economics As If People Mattered)

            เป็นที่เข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงอ่านหนังสือเล่มนี้ (ที่หนังสือพิมพ์ไทม์ได้ยกย่องให้เป็น ๑ ใน ๑๐๐ เล่มที่มีอิทธิพลต่อผู้คนมากที่สุด) และคงมีส่วนสำคัญให้พระองค์ท่านทรงพัฒนาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาการพัฒนาที่องค์การสหประชาชาติให้การยอมรับ และนำแนวคิดนี้ไปเผยแพร่ทั่วโลก

            พระองค์ท่านทรงเน้นการเรียนรู้ไปสู่การพัฒนายั่งยืน “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ทำให้ “ระเบิดจากข้างใน” อันเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวิถีพุทธที่เน้นาการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ทรงสอนให้เริ่มจากเล็กๆ ทีละขั้น ใช้ความรู้วิชาการในการทำงาน และทำให้ยั่งยืนด้วยภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง โดยทรงทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในสวนจิตรลดา ที่ศูนย์เรียนรู้ใหญ่น้อยทั่วประเทศ รวมทั้งโครงการพระราชดำริสี่พันกว่าโครงการ สรุปเป็นสิ่งที่เราเรียกขานวันนี้ว่า “ศาสตร์พระราชา”

            เศรษฐกิจพอเพียงมุ่ง “สร้างคน-สร้างความรู้-สร้างระบบ” เพื่อให้เกิด “ความพอประมาณ-มีเหตุมีผล-มีภูมิคุ้มกัน” เรื่องง่ายที่เข้าใจได้และทำได้ ถ้าใจปรารถนา

            เสียดายว่า เมืองไทยไม่ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างจริงจัง อ้างไว้ตลอดเวลาในเอกสารและการพูด แต่ไม่เห็นเป็นรูปธรรม ถ้านำมาทำให้ได้จริง ความเหลื่อมล้ำไม่มากมายขนาดนี้