Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 12 ตุลาคม 2559

“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการพยายามพัฒนาการศึกษา แต่จะเรียกว่า “ปฏิรูป” ได้จริงๆ ก็คงต่อเมื่อได้ปรับ “กระบวนทัศน์” แล้วเท่านั้น ถ้ายังคิดเหมือนเดิม ใช้สำนวนเพราะๆ อย่างไรก็เป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่เท่านั้น

                ถ้านับความพยายามปรับเปลี่ยนลักษณะนี้น่าจะมีมาหลายครั้งแล้ว ขอเอ่ยถึงเพียง 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อประมาณเกือบ 40 ปีก่อน ตอนที่รัฐบาลไทยขอกู้เงินจากธนาคารโลกเพื่อทำ “โรงเรียนชุมชน” นับเป็นความคิดที่น่าสนใจมาก แต่ไปๆ มาๆ เงินหมดก็เลิก ไม่มีอะไรต่อเนื่อง

                ครั้งที่สอง เมื่อสัก 20 ปีก่อน มีความพยายามส่งเสริมการศึกษาท้องถิ่น กระจายอำนาจให้โรงเรียน พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมวัฒนธรรมของแต่ละแห่ง ให้มีวิชาการศึกษาท้องถิ่นโดยให้โรงรียนพัฒนาเนื้อหาและจัดกระบวนการเรียนรู้เอง ไปๆ มาๆ กรมวิชาการต้องกลับไปทำหลักสูตรให้เหมือนเดิม

                ครั้งที่สาม “เด็กเป็นศูนย์กลาง” เมื่อสิบกว่าปีมานี้เอง แต่ก็คงเกิดความมึนงงเหมือนสองครั้งก่อนเรื่อง “ชุมชน” และ “ท้องถิ่น” คราวนี้เรื่อง “เด็ก” ก็คงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ครูบางคนนึกว่าให้เด็กเรียนเอง ครูไม่ต้องทำอะไร จนมีการแซวกันว่า ไม่ใช่ “ไชล์เซนเตอร์” แต่เป็น “ควายเซนเตอร์” มากกว่า

สยามรัฐรายวัน 5 ตุลาคม 2559

มหากาพย์รามายณะอายุ 2,400 ปีของอินเดียเป็นที่มาของวรรณดีรามเกียรติ์ซึ่งสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ได้ทรงพระราชนิพนธ์ ทำให้คนไทยได้รู้จักทศกัณฐ์ พระราม พระลักษณ์ หนุมาน และตัวละครต่างๆ

                มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่นี้เป็น “เทพปรณัม” (mythology) เป็น “ตำนาน” ที่เกี่ยวกับเทพเจ้า ซึ่งสัมพันธ์กับโลก กับมนุษย์ ความเป็นมาเป็นไปของสรรพสิ่ง เป็นตำนานที่มาพร้อมกับความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ที่แพร่เข้ามาในอุษาคเนย์ และได้กลายเป็นความเชื่อที่ผสานกับวรรณกรรมในสยาม กัมพูชา ลาว พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย

                เมื่อเป็นเทพปรกรณัมก็กลายเป็นเรื่องศาสนา ความเชื่อความศรัทธา คนที่เชื่ออย่างแน่นแฟ้นจึงเห็นว่า เรื่องต่างๆ อยู่เขตแดนศักดิ์สิทธิ์ (sacred) ไม่ใช่เขตแดนธรรมดา หรือสาธารณ์ หรือสามัญ (profane)  จะเอามาทำเป็นเรื่อง “เล่นๆ “ ไม่ได้ เพราะจะทำให้หมดความศักดืศิทธิ์ ความขลังไป

                แต่คนที่ไม่เชื่อไม่ศรัทธา หรือเชื่อบ้างแต่ใจกว้างเปิดรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ของวัฒนธรรมก็ไม่เห็นว่าการนำเรื่องราวต่างๆ มาประยุกต์ มานำเสนอด้วยจุดมุ่งหมายที่ดีเป็นปัญหา ไม่น่าเป็นการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออะไรที่ถูกตั้งไว้ในเขตแดนอันศักดิ์สิทธิ์

สยามรัฐรายวัน 29 กันยายน 2559

ระเบียบกับวินัยไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่ผู้คนมักถูกทำให้เชื่อว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เด็กอาชีวะใส่ชุดนักเรียนไล่ตีกันฆ่าฟันกันตามถนน สวมชุดนักศึกษาเป็นระเบียบแต่ไม่มีวินัย คนที่ยืนเข้าแถวเพื่อรอซื้อตั๋วไม่แซงคิวเป็นคนมีวินัยเพราะเคารพในสิทธิของผู้อื่นที่มาก่อน

                เมื่อกลางเดือนกันยายน สวนดุสิตโพลได้สอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลว่า “ชุดนักศึกษายังจำเป็นอยู่หรือไม่”  94.44% ตอบว่าจำเป็น ด้วยเหตุผลว่า “มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย” “เป็นการให้เกียรติสถาบัน แสดงให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” “บ่งบอกถึงความเป็นนักศึกษาและระดับการศึกษาที่เรียน” “นักศึกษาทุกคนมีความเสมอภาค เท่าเทียมกันหมด ไม่แบ่งชนชั้น” และ “ทำให้ประหยัด”

                ไม่ทราบว่ามีกี่ประเทศในโลกที่มหาวิทยาลัยยัง “บังคับ” ผู้เรียนให้ใส่ชุดนักศึกษา หรือว่ามีแต่ประเทศด้อยพัฒนาอย่างไทยและอีกบางประเทศที่ยังมองเห็นแต่ระเบียบ ซึ่งเป็นเพียง “รูปแบบภายนอก” และเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกับวินัย ซึ่งเป็น “ระเบียบภายใน” เป็นเรื่องคุณค่า

                แนวคิดดังกล่าวมาพร้อมกับเรื่องของ “อำนาจ” การบังคับโดย “ระเบียบ” ที่กำหนดขึ้นมา ถ้าจะเรียนรู้เรื่องจริงคงต้องย้อนไปถามอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์เมื่อประมาณ 50 ปีก่อนว่า ทำไมเขาถึงได้ต่อต้านและรณรงค์ให้ยกเลิกประเพณีรับน้องในมหาวิทยาลัย แนวคิดเรื่องโซตัส ซึ่งเป็นรูปแบบของ “อำนาจ” “การครอบงำ” และยอมรับ “เผด็จการ”