phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 3 เมษายน 2562

นโยบายดีๆ ที่พรรคการเมืองได้ประกาศไว้จะทำได้แค่ไหนก็อยากขอร้องให้มองไกลๆ ไปกว่าประชานิยมประชารัฐ มองไปถึงการสร้างระบบน่าจะทำให้เกิดการพัฒนายั่งยืนกว่า

          ไม่นานมานี้ มีข่าวเล็กๆ ทางบีบีซี ผู้หญิงจีนคนหนึ่งฉีดน้ำผลไม้กว่า 20 ชนิดเข้าเส้น เพื่อให้สุขภาพดี แต่มีอาการหนักปางตาย ต้องเข้าห้องไอซียู ตับ ไต หัวใจและปอดเสียหายอย่างหนัก พอๆ กับรถยนต์เข้าปั้ม เขาเติมน้ำมันผสมน้ำให้ เครื่องพัง

            ตามคาด โซเชียลมีเดียจีนเดือด ส่วนใหญ่ตกใจที่มีคนขาดความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ได้เพียงนี้ แต่นั่นคือการมองโลก มองชีวิตแบบแยกส่วน มองเป็นกลไก ลดทอนทุกอย่างที่ซับซ้อนให้เป็นเพียงเรื่องง่ายๆ ไม่กี่อย่าง คิดแบบซื่อๆ ว่า น้ำผลไม้ดี ถ้าฉีดเข้าไปก็จะได้ผลเร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่าเข้าทางปาก

            ความจริง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องคนจีน แต่เป็นเรื่องคนไทยและคนทั่วโลก ที่คิดแบบกลไก แยกส่วน ดูการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเครื่องดื่ม อาหารเสริม ยา สมุนไพร ฯลฯ ที่ประกาศสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ อย่างเช่น กินนมถั่วเหลืองชนิดนี้เข้าไปเพียงกล่องเดียวได้แคลเซี่ยมเพียงพอต่อวัน

            ส่วนใหญ่พูดความจริงเพียงครึ่งเดียวหรือน้อยกว่านั้น เพราะร่างกายเราไม่ใช่รถยนต์ ที่ไปเติมน้ำมันเท่าไรก็ได้เท่านั้น มีระบบย่อย ระบบเผาผลาญ อาจผ่านเข้าไปได้จริงเพียงร้อยละ 10 แต่ถ้ามี “ตัวช่วย” อย่างที่ญี่ปุ่นวิจัยเอากวาวเครือขาวไปผสม ทำให้ร่างกายสามารถซึมซับสรรพคุณของนมถั่วเหลืองได้ถึงร้อยละ 40 แต่เราก็ยังได้ยินได้เห็นโฆษณาที่คิดแบบ “เส้นตรง” และ “กลไก” อยู่ทุกวัน

ร่างกายเราเป็น “ระบบ” ที่มีลักษณะเป็นองค์รวม มีชีวิต ที่ทุกส่วนสัมพันธ์กัน มีเซลล์เป็นล้านล้าน มีระบบย่อยที่เชื่อมต่อกันเป็นระบบใหญ่ ไม่ได้มีแต่ “กาย” แต่มีจิตใจ มีอารมณ์ มีสมอง มีญาณทัศนะ

“คน” คือ สิ่งมีชีวิตที่ใหญ่กว่าส่วนประกอบต่างๆ ทั้งหมดมารวมกัน อันเป็นความหมายของคำว่า “องค์รวม” (holistic) ถ้ามองแบบแบบกลไก (mechanistic) คนก็ไร้จิตวิญญาณ เป็นเหมือนเครื่องจักร ถ้ามองแบบลดทอน (reductionist) คนก็เหมือนสัตว์ทำได้แค่ “กิน ขี้ ปี้ นอน” เท่านั้น

คำว่า “ระบบ” จึงมีความสำคัญ ถ้ามองคนอย่างเป็นระบบ มองสุขภาพอย่างเป็นระบบ ก็จะไม่ทำให้เกิดปัญหาที่สุดโต่งอย่างการฉีดน้ำผลไม้เข้าเส้นแบบขาดความรู้เรื่องระบบสุขภาพ

การเข้าใจสุขภาพของคนว่า เป็นระบบ จะทำให้คนเราดูแลสุขภาพตัวเองอย่างเป็นระบบ กินเป็น อยู่เป็น ปล่อยวาง อย่างที่รณรงค์ 3 อ. ดูแลอาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์

พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะวิธีคิดของสังคมวันนี้เป็นกลไก แยกส่วน โหมกระหน่ำด้วยโฆษณาชวนเชื่อ ครอบงำด้วยข้อมูลที่กำกวม ทำให้เข้าใจผิด ทำให้คิดแบบลดทอนและสรุปเอาง่ายๆ จนเกิดความเสียหาย

สังคมการเมืองก็เช่นเดียวกัน เลือกตั้งจบแล้ว จะได้ผู้แทนราษฎรเข้าไปนั่งในสภา จะเกิดปัญหาอีกสารพัด แค่เริ่มต้นก็ฝุ่นคลุ้ง มองไม่เห็นทางไปแล้ว สำหรับประชาชนเอง หลังจากได้ฟังการร่ายมนต์ของบรรดานักการเมืองมาหลายเดือน วันนี้คงเป็นอย่างที่อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิล ชาวอินเดียบอก “เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่”

แต่ที่เขาพูดไว้แบบน่าเอาไปคิดพิจารณาเพื่อหาทางออก คือ “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง”

นักการเมืองหาเสียงด้วยนิยายของการพัฒนา มีลดแลกแจกแถมแบบที่ชวนฝันเป็นอย่างยิ่ง มี “สวัสดิการ” มากมาย ที่ไม่อาจอธิบายอย่างอื่นได้นอกจากเป็นการสงเคราะห์คนจน คนทุกข์ยากลำบาก คนชรา คนด้อยโอกาส แต่สังคมโดยรวมยังเหมือนเดิม เพราะไม่แตะระบบโครงสร้าง

นักการเมืองคิดว่าตนเองเป็นหมอ มองบ้านเมืองเหมือนโรงพยาบาล จึงเข้ามาเพื่อรักษาคนไข้ มองเห็นคนไทยส่วนใหญ่ยัง “โง่ จน เจ็บ” ไม่ได้ประกาศว่า จะสร้างระบบสังคมที่ทำให้คนเรียนรู้และพึ่งตนเองอย่างไร จะได้ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ไม่เป็นภาระของรัฐหรือของสังคม

ยังไม่เคยได้ยินพรรคใด นักการเมืองคนใดพูดเรื่อง “ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนา จึงเป็นคนชายขอบ “ประชาชนนอก” เป็นลิ่วล้อในหนังจีน ตัวประกอบ เป็นแรงงาน รับใช้นายทุนและรัฐ เป็นฐานให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่เติบโต แต่ตัวเองอดอยากยากแค้น

ไม่มีใครเสนอแนวคิดที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็งและพึ่งตนเอง พูดแต่เรื่องรายได้ ชาวบ้านจึงก้มหน้าก้มตาหาเงินเอาเป็นเอาตาย เพื่อจะได้ไปซื้ออยู่ซื้อกิน ทั้งๆ ที่สามารถทำมาหากินได้หลายแบบหลายวิธีที่จะลดค่าใช้จ่าย และไม่เป็นหนี้เป็นสินแบบดินพอกหางหมู

เพราะทุนท้องถิ่นมีเพียงพอเพื่อให้ชุมชนอยู่อย่างพอเพียงได้ แต่ไม่มีพรรคการเมืองใดคิดเรื่องการคืนอำนาจให้ประชาชนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง อย่างจริงจัง ได้แต่ตีฝีปาก แสดงโวหาร อวดอ้างปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีแต่ยาแก้ปวด มีแต่โครงการร้อยแปด

โครงการประชานิยมทั้งหลายอาจกลายเป็นเหมือนการฉีดน้ำผลไม้เข้าเส้น หรือเหมือนนักขายยาอาหารเสริม ที่ประกาศสรรพคุณอย่างยิ่งใหญ่ แต่ไม่ได้เสนอแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพคนให้แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องกินยาหาหมอ

ความคิดแบบกลไกไปกับการลดทอน ลดคุณค่าคนให้เหลือแค่ผู้ไปลงคะแนน ลดประชาธิปไตยให้เหลือแค่ไปเลือกตั้ง ลดการเมืองเหลือเพียงเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ สังคมจึงเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง คือความขัดแย้งและวงจรอุบาทว์ เพราะสังคมกลไก เป็นสังคมที่ไม่มีหัวใจ ไม่มีชีวิต ไร้จิตวิญญาณ

สยามรัฐรายวัน 27 มีนาคม 2562

เกินความคาดหมายของคนส่วนใหญ่ ที่พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนเสียงและส.ส.มากมายขนาดนี้ แต่ถ้าพิจารณาจาก “3 ใหม่” ของพรรคนี้ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไร

            หนึ่ง คนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 18-25 ปีจำนวนเกือบ 8 ล้านคน รวมทั้งคนรุ่นใหม่ Gen X, Gen Y ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี ที่มีแนวคิดของคนในโลกดิจิตอล ไซเบอร์ และสมาร์ทโฟน คนเหล่านี้มีความรู้สึกนึกคิดอีกแบบหนึ่ง และพึงพอใจกับแนวคิดและนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ที่สื่อถึงและโดนใจ

            สอง แนวคิดนโยบายใหม่ คนไทยต้องการสังคมใหม่ พรรคอนาคตใหม่น่าจะเป็นพรรคเดียวที่กล้าแตะระบบโครงสร้างของสังคมไทยมากที่สุด กล้าแตะเรื่องที่อ่อนไหวอย่างเรื่อง “ทหาร” “งบประมาณ” และอื่นๆ แม้โครงการหรือรายละเอียดหลายอย่างจะไม่ต่างจากพรรคอื่น แต่องค์รวมและฐานคิดของพรรคนี้แตกต่าง ในแบบที่มักไม่มีการวิเคราะห์เจาะลึกที่มาที่ไปจากนักวิเคราะห์การเมือง

            นโยบายของพรรคนี้ต้องการปฏิรูปสังคมไทย เริ่มต้นก็ประกาศเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ซึ่งพรรคอื่นๆ ก็เดินตามในภายหลัง เสนอภาพฝันของสังคมใหม่ที่เน้นความเท่าเทียม มีแนวทางเพื่อเพศที่สาม คนพิการ คนชายขอบ กรรมกร เกษตรกร

            สาม ยุทธวิธีในการรณรงค์ การนำเสนอนโยบาย มีอะไรใหม่ๆ ที่พรรคอื่นอาจไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ใช่แต่เพียงโซเชียลมีเดีย ซึ่งทุกพรรคก็ใช้ แต่กระบวนการในการจัดตั้ง การกระจายกำลังออกไปครอบคลุมผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าคนรุ่นใหม่ คนเลือกตั้งใหม่ คนที่แสวงหาแนวทางใหม่ให้สังคม

            ดูให้ดีเหมือน “เคยเห็นมาแล้ว” (deja’ vu) ที่ประเทศฝรั่งเศสไม่นานมานี้ ที่นายมากรงชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี โดยการก่อตั้ง “ขบวนการใหม่” ที่เขาเลือกเรียกแทนคำว่าพรรคการเมือง ใช้คำย่อว่า “En March” “เดินหน้า” เช่นเดียวกับพรรค “Future Forward Party” (พรรคอนาคตใหม่)

            พรรคของนายมากรงมีคนรุ่นใหม่เป็นฐาน คนทำงานด้านสิทธิ กรรมกร เกษตรกร เอ็นจีโอ คนที่ไม่เคยทำงานการเมืองในระบบมาก่อน

            ที่บอกว่า “เคยเห็นมาก่อน” เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังแนวคิด นโยบาย และยุทธวิธีของพรรคอนาคตใหม่น่าจะเป็นเลขาธิการพรรค คือ รศ.ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ผู้สนใจไปอ่านประวัติของเขาได้ว่า คือคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา และน่าจะมีอนาคตถ้าหากไม่ถูกสะกัดดาวรุ่ง หรือสะดุดขาตัวเอง

ดร.ปิยบุตร ตามประวัติวิกิพีเดีย เป็นคนกรุงเทพฯ จากครอบครัวยากจน ที่เสียสละทุกอย่างเพื่อ

การศึกษาของเขา เรียนจบอัสสัมชัญ ปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทุนรัฐบาลฝรั่งเศสไปเรียนปริญญาโทและเอกทางกฎหมายที่ฝรั่งเศส กลับมาเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์

คณะทำงานของดร.ปิยิบุตร คงมีอาจารย์นิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ที่เรียนจบปริญญาเอกจากฝรั่งเศสและเยอรมันด้วยหลายคน และคงไม่ได้ต้องไปวางแผนที่ปารีสเหมือนคณะราษฎรก่อนการปฏิวัติ 2475 แต่พรรคนี้ก็ได้ประกาศว่าจะสืบทอดเจตนารมณ์ของคณะราษฎร

เชื่อว่า คณะที่ปรึกษาเบื้องหลังนโยบายของพรรคอนาคตใหม่จะได้บทเรียนจากคณะราษฎรและจากฝรั่งเศสด้วยเช่นกันว่า เส้นทางแห่งอนาคตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างแน่นอน

คณะราษฎรเคยสรุปบทเรียนไว้ว่า ที่ทำงานได้ลำบากและไม่สำเร็จ เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง คือ ไม่มี “ทุน” มากพอ อาจเป็นเหตุให้คณะอาจารย์ธรรมศาสตร์ที่อยากก่อตั้งพรรคการเมืองมองหา “นายทุน” ที่มีแนวคิดไปกับตนเองได้ และได้เลือกคุณ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นักธุรกิจที่เป็นเหมือนมือใหม่หัดขับทางการเมือง เฉี่ยวโน่นชนนี่ตลอดทางกว่าจะมาถึงวันนี้

บทเรียนอีกหลายอย่างของคณะราษฎรในสังคมไทย คือ ความล้มเหลวในการปฏิรูประบบโครงสร้างที่ ทำให้ฐานอำนาจยังคงอยู่ จึงมีรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญมาถึง 20 ครั้ง

จากประวัติของ ดร.ปิยบุตร ที่ได้รับทุนจากัฐบาลฝรั่งเศส เขาได้ติดตามและศึกษาการเมืองฝรั่งเศสอย่างลึกซึ้ง จึงไม่แปลกที่เขาจะได้ซึมซับหลายอย่างจากประเทศนี้ และคงรู้ดีว่า หลังปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. 1789 นั้น ยังมีปรากฎการณ์ “จักรพรรดิ์นโปเลียน” และใช้เวลานานกว่าฝรั่งเศสจะเป็น “ประชาธิปไตย”

บทเรียนของนายมากรงและ En Marche คือ บูเมอแรงที่กลับมาในนามของเสื้อกั๊กเหลือง เมื่อชาวบ้าน “คนชั้นกลาง” เห็น “ความเหลื่อมล้ำ” และสองมาตรฐานของรัฐบาลที่เอาใจ “คนรวย” หันหอกมาทิ่มสีข้างของรัฐบาลมากรงเสียเอง

บทเรียนสำหรับรัฐบาลใหม่ที่คงจะมีพรรคอนาคตใหม่เป็นฝ่ายค้านจะน่าสนใจมากว่า จะสามารถรับมือไม่ใช่กับพรรคฝ่ายค้านอย่างไร แต่กับ “คนรุ่นใหม่” และคนที่ต้องการเห็นสังคมใหม่ ที่มีการปฏิรูปอย่างจริงจังนี้ได้อย่างไร

ปรากฎการณ์ “อนาคตใหม่” เป็นนาฬิกาปลุกให้ตื่นได้แล้ว ถ้าหากรัฐบาลใหม่ยังจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจและสถานภาพเดิมของตน ความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงคงจะตามมาอย่างแน่นอน และสังคมไทยก็จะกลับไปสู่วังวนเก่าของวงจรอุบาทว์

สยามรัฐรายวัน 20 มีนาคม 2562

ในยามที่นักการเมืองต่างก็ชวนฝันถึงสังคมไทยในอุดมคติ เสนอแนวทางแก้ปัญหาและพัฒนาบ้านเมือง หลายครั้งก็ให้คิดถึง ดอน กิโฆเต้ อัศวินแห่งลามันชา ผู้ที่เกิดมาได้ 400 ปีเศษ แต่ยังเป็นอมตะ และโลดแล่นอยู่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในหลากหลายรูปแบบจนถึงวันนี้

ดอน กิโฆเต้ (Don Quixote) เป็นนวนิยายเรื่องแรกของโลก รจนาโดยมิแกล เด แซร์บันเตส (Miguel de Cervantes) ชาวสเปน เขาเล่าเรื่องชายผู้หนึ่งที่คิดว่าตนเองเป็นอัศวิน เดินทางไปทั่วกับคนรับใช้เพื่อปกป้องความยุติธรรม ช่วยเหลือคนดี ลงโทษคนเลว เขามองเห็นโรงเตี๊ยมเป็นปราสาท เห็นสาวชาวนาเป็นเจ้าหญิง เห็นฝูงแกะเป็นกองทหาร เห็นกังหันลมเป็นยักษ์ปักหลั่นที่กดขี่ผู้คน

หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องการเดินทาง การผจญภัยในโลกกว้างของอัศวินผอมแห้ง ขี่ม้าผอมโซ พร้อมกับซันโจ ปันช่า ข้ารับใช้อ้วนเตี้ยผู้ซื่อสัตย์

ดอน กิโฆเต้ อาจดูเป็นคนบ้าในสายตาของผู้คนทั่วไป ในความเป็นจริง เขาคือคนที่มองโลกมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงเบื้องหลังสิ่งที่ปรากฎภายนอก เขาอยากบอกว่า ชีวิตจะสุขจะทุกข์ จะเป็นอย่างไร อยู่ที่ว่าเรามองชีวิตอย่างไรต่างหาก อยู่ที่ความฝันและจินตนาการที่เราใช้ในการมองภาพที่น่าเบื่อหน่าย ไร้สาระ มีข้อจำกัด ให้เป็นโลกที่บรรเจิด เฉิดไฉไล ไร้พรมแดน

ไม่มีพลังดังกล่าว เราจะมองเห็นชีวิตเหมือนโรงเตี๊ยมโกโรโกโส เห็นหญิงสาวชาวบ้านต่ำต้อยด้อยคุณค่า เห็นเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นผู้มีบุญมาโปรดสัตว์ ยอมสยบต่อผู้กดขี่ เพียงเพราะเขาให้การอุปถัมภ์ค้ำชู

ในภาพแห่งฝันและจินตนาการเช่นนี้ เราไม่มีวันพ่ายแพ้ในโลกที่ดูเหมือนรุนแรงและโหดร้าย เพราะเราสร้างโลกใหม่ โลกแห่งจินตนาการที่ไม่มีวันดับสูญ

ได้มีการนำนวนิยายของเด แซร์บันเตส ไปทำเป็นหนังเป็นละครทั่วโลก ที่โด่งดังมาก คือ Man of La Mancha ละครร้องบรอดเวย์เมื่อปี 1965 ที่มีการนำมาดัดแปลงเป็นไทยในชื่อว่า “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” เป็นละครออกโรงที่ธรรมศาสตร์โดยมัทนี เกษกมลและรัศมี เผ่าเหลืองทองกับคณะ

เป็นการตีความของคนวันนี้ที่อ่านดอน กิโฆเต้ แล้วได้แรงบันดาลใจ ได้อะไรบางอย่างที่คนวานนี้กับวันนี้มีเหมือนกัน คือ “ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ก็ไม่อาจขวางกั้นขอบเขตแห่งจินตนาการ แม้ในยามอับจนสิ้นไร้ ความฝันใฝ่ก็ปราศจากเขตแดน”

ตอนหนึ่งในละคร พูดถึงทหารและคนที่กำลังจะตาย “คนเหล่านี้มองชีวิตอย่างที่มันเป็น กระนั้นก็ตายอย่างสิ้นหวัง ไม่เคยรู้จักความรุ่งโรจน์ ไม่เคยเอ่ยคำอำลาอย่างกล้าหาญ...”

“มีแต่ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสน เฝ้าสะอึกสะอื้นถามว่า “ทำไม” เขาคงไม่ได้ถามว่าทำไมเขาต้องตาย หากปรารถนาจะถามว่า ทำไมต้องมีชีวิตอยู่ด้วยเล่า ในเมื่อชีวิตคือความบ้า”

“ใครจะบอกได้ว่า ความวิกลจริตมันอยู่ตรงไหน บางทีการพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เป็นอยู่นี้แหละคือความบ้า การไขว่คว้าหาดวงแก้วในที่มีแต่สิ่งปฏิกูล การพยายามเหนี่ยวรั้งสติสัมปชัญญะไว้ในโลกแห่งเหตุผลนั่นแหละคือความวิกลจริต และสุดท้าย ความบ้าทั้งปวงคือการมองโลกอย่างที่มันเป็น แทนการมองโลกที่มันควรจะเป็น”

บุรุษแห่งลามันช่า สนทนากับอัลดอนซา บอกว่าต้องการจะเพิ่มความสง่างามแก่โลกบ้าง อัลดอนซาเย้ยหยันว่า “ไม่มีทาง สุดท้ายคุณนั่นแหลจะพ่ายแพ้อย่างยับเยิน” กิโฆเต้ตอบว่า “ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ ขอเพียงให้ดำเนินตามรอยฝัน”

เพลง The Impossible Dream อันโด่งดังของละครบรอดเวย์ มีการแปลเป็นไทยหลายเวอร์ชั่น ที่เห็นว่า น่าจะ “แปล-แปลง” ได้ดีที่สุด คือ ของท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เมื่อปี 2512 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติย์ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้เขียนขึ้นเพื่อส่งเสริมอุดมคติของคนในชาติ

ขอให้นำเนื้อเพลงภาษาอังกฤษมาเทียบคำแปลแต่ละประโยค จะเห็นความงดงามของภาษาไทยและ “ความเป็นไทย” ที่ซ่อนไว้อย่างกลมกลืน ไม่ได้แปลตาม “คำ” แต่ตาม “ความหมาย” จากฝรั่งเป็นไทยได้อย่างแนบเนียน ประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยได้อย่างน่าชื่นชม

To dream the impossible dream  ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ To fight the unbeatable foe  ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว   To bear with unbearable sorrow  ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ To run where the brave dare not go  ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง To right the unrightable wrong  จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด ....

เพลงนี้ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธ์ เพราะเป็นบทเพลงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง ที่ไพเราะและทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง

เราจะไม่ดูถูกความฝันของใคร แต่เราจะไม่หลงไหลไปกับร้อยเรื่องพันคำของวิมานลอยฟ้า และคาถามหานิยมของนักการเมือง ที่แต่งตัวเป็นอัศวินมากอบกู้บ้านเมือง แต่ขาดวิญญาณของ “กิโฆเต้”