Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 4 มกราคม 2559

คนจำนวนมากอาจตามโลกไม่ทัน เพราะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว แต่ในวิสัยทัศน์การพัฒนาไม่ว่าของสหประชาติหรือของไทยที่ไม่ต้องการ “ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ก็คงต้องช่วยกันหาวิธี “บูรณาการ” และเชื่อมสานอดีตกับปัจจุบันเพื่อวาดฝันอนาคตที่มีความสุขด้วยกันทุกคน

                กระแสโลกที่เปลี่ยนรวดเร็วทางเทคโนโลยีเหมือนกับจะวิ่งไปข้างหน้า แต่ดูให้ดีจะพบว่า ในเวลาเดียวกันโลกกำลังหมุนกลับ

                ๑.กลับไปหาต้นกำเนิดชีวิต (back to source of life) ค้นหาความหมายของชีวิตในศาสนา ปรัชญา คุณค่าความดีงาม คนต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจในโลกที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งให้ความรื่นเริงบรรเทิงใจ แต่อีกด้านหนึ่งกลับทำให้เกิดความว่างเปล่า ความโดดเดี่ยว ความเหงา

      ๒.กลับคืนสู่ธรรมชาติ (back to the nature) กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า ระบบนิเวศ กระแสเกษตรอินทรีย์ อาหารปลอดภัย พลังงานสะอาด พลังงานที่ไม่รู้หมดจากธรรมชาติ สายลม แสงแดด พลังงานชีวมวล ท่องเที่ยวนิเวศ ท่องเที่ยวเกษตร

      ๓.คืนสู่ความเรียบง่าย (back to basics) สู่ความพอดี คนพบว่าการกินอยู่พอดีทำให้มีความสุข ความสมดุลในการจัดการชีวิต จัดการองค์กร จัดการชุมชน  ความสุขอยู่ที่การแบ่งปัน การให้ ไม่ใช่ได้แต่รับ การสะสมจนมีล้นเกิน อยู่ที่การรู้จักพอ

      ๔.คืนสู่รากเหง้า (back to the roots) กลับไปค้นหาภูมิปัญญาดั้งเดิม คุณค่าดีงาม ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคมวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ นำมาฟื้นฟูอนุรักษ์ประยุกต์ผสานให้เหมาะสม เพื่อเป็นรากฐานชีวิตของวันนี้

ชาวนานุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียว ไม่ใส่เสื้อ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2522 เมื่อเสด็จเยี่ยมราษฎรและทรงศึกษาสภาพแวดล้อมปัญหาฝนแล้งน้ำท่วม ที่ริมอ่างเก็บน้ำหนองกุดใหญ่ ขณะที่นายตี นะเรศรัมย์ ชาวบ้านบ้านโคกขมิ้น ม.4 ต.หนองเต็ง อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ กำลังทอดแหหาปลาอยู่ พระองค์ทรงเรียกให้มาเข้าเฝ้าเพื่อถามทุกข์สุขและข้อมูลเรื่องน้ำในอ่างและบริเวณนั้น

 

ลุงตีวันนี้อายุ 68 ปีเล่าว่า ไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะได้เข้าเฝ้าและในลักษณะเช่นนั้น ประทับใจอย่างหาที่สุดมิได้ในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่สนพระทัยต่อทุกข์สุขของชาวบ้านคนยากคนจน แม้นุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวก็ไม่ทรงรังเกียจถือพระองค์ ประทับนั่งบนพื้นดินพร้อมกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนทนาเป็นเวลาหนึ่งกับลุง

 

ไม่กี่ปีต่อมาทางราชการได้เข้าไปพัฒนาอ่างเก็บน้ำหนองกุดใหญ่นั้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งและระบายน้ำป้องกันปัญหาน้ำท่วมในหน้าฝน ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านเกษตรกรในพื้นที่ก็มีน้ำกินน้ำใช้และทำการเกษตรได้ โดยไม่ประสบปัญหาฝนแล้งหรือน้ำท่วมอีก

 

ถามว่า มีข้าราชการคนไหนที่อ้างว่าเป็น “ข้า” งานของพระราชา ทำได้เช่นนี้

ถามว่า มีนักการเมืองคนไหนที่อ้างว่ารักชาติบ้านเมืองที่จริงใจทำได้เช่นนี้

ถามว่า มีอาจารย์ นักวิชาการคนไหนที่สอนเรื่องการพัฒนาประเทศ ที่ทำได้เช่นนี้

ถามว่า มีใครก็ได้ที่ประกาศว่ารักความเป็นธรรม เสรีภาพและประชาธิปไตย ที่ทำได้เช่นนี้

 

นึกถึงสถานการณ์เมื่อปี 2522 ที่เพิ่งผ่าน 6 ตุลาคม 2519 ที่ยังรบกับ “คอมมิวนิสต์”  ที่นักศึกษาและผู้คนหลายพันคนเข้าป่าจับอาวุธสู้กับอำนาจรัฐ พระองค์เสด็จไปในพื้นที่สีชมพู (จึงเห็นทหารถือปืนอยู่ด้วย)

 

นึกออกไหมว่า คนที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ เสด็จไปโดยไม่มีพิธีรีตองอะไรอื่น ไม่แบกไม่หาม ไม่มีรถยนต์พระที่นั่ง ประทับนั่งลงกับพื้นดินโดยไม่ได้เรียกหาเสื่อ หาผ้ามารองกันเปื้อนกันฝุ่น ซึ่งถ้าทรงเรียกทุกคนก็พร้อมที่จะจัดหาให้ได้ในทันที แต่ทรงเลือกที่จะประทับลงบนผืนดินโดยไม่มีอะไรรอง

 

คุณเคยเห็นภาพแบบนี้ที่ไหนในโลกไหม กษัตริย์องค์ไหน ในประเทศไหน ยุคไหนทำได้แบบนี้

 

ดูภาพนี้ทีไร บอกได้โดยไม่อายว่า น้ำตาซึมครับ

 

ความยิ่งใหญ่อันล้นพ้นของพระองค์ท่านมาจาก “พระทัย” อันยิ่งใหญ่เพื่อคนไทย โดยเฉพาะคนยากคนจน คนทุกข์ร้อน 

คือ “พลังแผ่นดิน” อันยิ่งใหญ่ที่ “ระเบิดจากข้างใน” 

สยามรัฐรายวัน  28 ธันวาคม 2559

ขณะนี้งบประมาณต่างๆ กำลังลงไปสู่ชุมชนจนอาจจะสำลักกันแล้ว นอกจากที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยคนละ 1,500-3,000 บาท รอบแรก กำลังเตรียมรอบสอง ยังมีงบประมาณลงหมู่บ้าน 250,000 บาท และเตรียมรอบต่อไปอีก ยังกองทุนหมู่บ้านที่เติมลงไปหลายครั้ง

                ไม่รวมงบภัยแล้ง ภัยหนาว น้ำท่วม งบช่วยเหลือการเลิกทำนาไปปลูกอย่างอื่น รวมที่ผ่านกระทรวงต่างๆ และที่สำคัญวันนี้คือการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐโดยการนำของหอการค้าที่กำลังเสนอ 1,000 โครงการมูลค่า 8.3 หมื่นล้าน เห็นบอกว่า นี่เป็นเพียงล็อตแรก อีกมากคงตามมา

                ลงไปชุมชนจังหวัดต่างๆ มักพบคำถามเดียวกันว่า จะทำอะไรดี ด้วยเงื่อนไขของเวลาที่เร่งรัดให้ใช้จ่ายงบประมาณ และความไม่พร้อม ไม่มีแผนล่วงหน้า จังหวัดต่างๆ ก็มีแนวโน้มที่จะทำอะไรที่ทำแล้ว กำลังทำอยู่ แม้ว่าจะซ้ำซ้อน เพราะนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรใน “กรอบ” ที่รัฐบาลให้มา

                ที่เป็นเช่นนี้เพราะที่ผ่านมา ชุมชนไม่มี “แผนแม่บท” การพัฒนาตนเอง ไม่ได้ทำข้อมูลที่นำไปสู่การทำแผนแบบพึ่งพาตนเอง มีแต่ทำโครงการเพื่อของบประมาณจากรัฐ เมื่อไม่มีข้อมูลพื้นฐานโดยละเอียดของชุมชน ก็จะสรุปเอาแบบรีบด่วนว่า ควรทำอะไร ควรสร้างอะไร นึกไม่ออกก็เลยเกณฑ์คนไปตัดหญ้าริมถนนเพื่อให้งบประมาณหมดก็มี เพราะตัดได้ทุกเดือน

                ถ้าชุมชนมีข้อมูลแบบ “ฐานข้อมูลใหญ่ของชุมชน” (BCD : Big Community-Data) ก็วางแผนพัฒนาตนเองได้ เมื่อไม่มีจึงได้แต่เลียนแบบโครงการชุมชนอื่น หรือคิดเองง่ายๆ เพราะคนตัดสินใจมีส่วนได้เสีย

                งบประมาณที่ลงไปก็มีข้อดีในส่วนที่ไปเสริมไปเติมเต็ม ไปขยับขยายโครงการดีๆ ที่ทำกันอยู่ เช่น ที่จังหวัดนครพนม มีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์ 28 กลุ่ม มีพื้นที่ผลิตข้าวอยู่ 20,000 ไร่ ทำงานได้ดี ผลิตข้าวอินทรีย์คุณภาพดีไม่พอขายทั้งในและต่างประเทศ

                มีเครือข่ายนครพนม สกลนคร มุกดาหาร มีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์อีสาน และอื่นๆ อีกหลายเครือข่าย หลายกลุ่มที่มีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ก่อตัวเป็น “ฐานเจดีย์” คือระบบเศรษฐกิจของประเทศที่มั่นคงเพราะฐานรากที่มั่นคง  แล้วกลุ่มอื่นๆ ที่ยังไม่แข็งแรงจะส่งเสริมอย่างไร

                รัฐบาลน่าจะถามมหาวิทยาลัยของรัฐที่ใช้งบประมาณแผ่นดินเงินภาษีอากรของราษฎรปีหนึ่งหลายแสนล้านว่า ลงไปทำอะไรเพื่อช่วยเหลือ “เศรษฐกิจฐานราก” บ้าง อย่างมหาวิทยาลัยที่มีเขียนไว้ในบรรทัดแรกๆ ของพรบ.ว่าเป็น “สถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” ได้ทำอะไรเพื่อท้องถิ่นบ้าง

                มีมหาวิทยาลัยราชภัฏ 40 แห่ง มหาวิทยาลัยราชมงคลและมหาวิทยาลัยที่อยู่ในภูมิภาค ในจังหวัดต่างๆ อีกทุกจังหวัดอีกกว่า 40 แห่ง ไม่ตั้งอยู่เองก็มีวิทยาเขต มีเครือข่ายสาขาครอบคลุมไปทั่ว มีคำถามว่า สถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้มีบทบาทอะไรในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

                มหาวิทยาลัยไปช่วยอะไรชาวไร่ชาวนาบ้าง มีการเรียนการสอนเรื่องการบริหารจัดการ การผลิต การตลาด การแปรรูป วิชาการเหล่านี้ช่วยให้การเกษตรบ้านเมืองนี้เจริญพัฒนากว่านี้ได้อย่างไร ราคาข้าวตกต่ำที่ผ่านมามหาวิทยาลัยของรัฐส่วนใหญ่ทำได้แค่ให้พื้นที่ชาวนาไปขายข้าวให้อาจารย์นักศึกษาหรือ

                ถ้าหากอาจารย์ยังสอนหนังสือ นักศึกษายังท่องหนังสือแบบโบราณเมื่อร้อยปีที่แล้ว เรียนจบก็สมัครงานที่ไหนไม่ได้ เพราะความรู้ความสามารถไม่พอ ไม่ตรงกับที่สังคมต้องการ แล้วเรายังส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาแบบนี้ด้วยงบประมาณมากมายมหาศาลทุกปีไปเพื่ออะไร

                ขณะที่รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาประเทศ ทุ่มงบประมาณลงไปมากมาย จะไม่กลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปหรือ เพราะการแก้ปัญหาความยากจน แก้ปัญหาหนี้สิน การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนคงใช้เงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้ “ปัญญา” ซึ่งมากับ “คน” ที่มีความรู้ความสามารถ มีหลักคิดหลักการ มีปัญญา

                สถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่นต้องทุบกำแพงห้องเรียนออก ไปสู่ชุมชน ไปเรียนรู้ในชุมชน เอาเรื่องชุมชนมาเรียน เรียนร่วมกับชุมชน พัฒนาร่วมกับชุมชน ไปเสริมไปเติมเต็มในส่วนที่ชุมชนยังไม่รู้ ไม่พร้อม

      แทบทุกมหาวิทยาลัยมีคณะหรือภาควิชาบริหารจัดการ เรียนหนังสือกันทั้งนั้น ไม่ได้เรียนรู้ว่า ชุมชนในจังหวัดที่ตนเองตั้งอยู่เขามีอะไรให้เรียน ให้ไปช่วยพัฒนา ไม่ว่าสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มต่างๆ ล้วนแต่ต้องการความช่วยเหลือทางวิชาการทั้งนั้น แต่ต้องเหมาะสม ไม่ใช่เอาอะไรที่แปลกปลอมไปยัดเยียดให้ มหาวิทยาลัยในท้องถิ่นไม่มีฐานข้อมูลแบบ Big-Data จะพัฒนาได้อย่างไร

     คณะเกษตรเรียนเรื่องสหกรณ์ในห้องเรียน ในหนังสือ โดยไม่มีความรู้จริงจากประสบการณ์การลงไปคลุกคลีและช่วยเหลือสหกรณ์ต่างๆ สหกรณ์ 100 ปีจึงยังเป็นอยู่อย่างที่เห็น เรียนเรื่องวิหสาหกิจชุมชนในหนังสือ จึงไม่รู้ว่าวันนี้วิสาหกิจชุมชน 80,000 กลุ่มทำอะไรและมีปัญหาอะไร มีศักยภาพที่จะพัฒนาไปเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างไร

                รัฐบาลตั้งปณิธานการพัฒนาประเทศไปสู่ 4.0  ถ้าไม่มีรากฐานการศึกษาที่ดี ไม่มีพลังปัญญาในการขับเคลื่อน ประเทศไทยก็คงไปไม่ถึงไหน

                ประเทศสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่พัฒนาประเทศไปถึงไหนนานแล้ว เพราะเน้นพัฒนาการศึกษา พัฒนาคนมานานจนขึ้นไปอยู่อันดับหนึ่งของโลก  ประเทศไทยโชคดีที่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก แต่โชคร้ายที่มีระบบการศึกษาที่ล้าหลัง