phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 13 มิถุนายน 2561

“อำนาจอาจโกง อำนาจมากก็โกงมาก” ลอร์ดแอ็กตัน คนอังกฤษว่าไว้และอ้างอิงกันทั่วโลก

            อำนาจในรัฐบาล หน่วยงานของรัฐทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น ใครมีอำนาจมากเท่าใดก็แนวโน้มที่จะโกงมากเท่านั้น คงไม่ขึ้นกับระบอบการปกครอง เพราะภายใต้รัฐบาลไม่ว่าเผด็จการหรือประชาธิปไตย ประเทศไทยก็มีการโกง

            ภายใต้รัฐบาลทหารในปัจจุบัน ก็มีการโกงกินคอร์รัปชั่น ทั้งรายใหญ่รายย่อย ในกรณีรายเล็กรายน้อยที่เห็นเป็นข่าวทุกวันคงเป็นเพราะมีการร้องเรียน มีการตรวจสอบ แต่คงโกงกันเป็นประเพณีมานานมากแล้ว ตั้งแต่รัฐบาลไหนก็ไม่รู้

            ไปแตะที่ไหนเจอที่นั่น โกงตั้งแต่เงินช่วยเหลือคนจน คนพิการ คนยากไร้ คนไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีถิ่นที่อยู่อาศัย ไร้ญาติขาดมิตร คนเป็นเอดส์ ไม่เว้นแม้แต่เงินบำรุงวัดพระศาสนา ไปจนถึงค่าอาหารกลางวันเด็ก ไม่รู้ว่าหัวใจคนเหล่านี้ทำด้วยอะไร

            คงไม่มีแต่ในกระทรวงที่เป็นข่าว น่าจะมีการโกงทุกหน่วยงานของรัฐ ไม่มากก็น้อย ถ้าหากมีการตรวจสอบกันจริงๆ

            ก็ไม่ผิดที่จะชี้นิ้วประณามคนทำผิด และเร่งเร้าให้มีการพัฒนาบุคลากร ให้มีจิตสำนึก ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ แต่หากว่าระบบยังเป็นเช่นนี้ ทั้งระบบใหญ่ของสังคมและระบบย่อยในองค์กรต่างๆ การโกงก็ยังจะมีต่อไป เพราะมีช่องทางและโอกาส เพราะบรรยากาศ ค่านิยมของสังคมอำนวย

            ตรรกะคือ คนใช้อำนาจได้มาก โกงได้มาก เพราะมีการควบคุมน้อย ใช้อำนาจได้น้อยโกงน้อยเพราะมีระบบการควบคุมและตรวจสอบมาก ทำอย่างไรสังคมไทยจะมีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง ที่ป้องกันการโกงกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            เมื่อกรุงเทพฯ เริ่มติดตั้งกล้องบนถนนเพื่อแก้ปัญหาจราจร ข่าวว่าวันแรกๆ มีรถยนต์ที่ฝ่าฝืนกฎจราจร ปาดหน้าขึ้นสะพาน ลงอุโมงค์ ออกจากเส้นทึบ ฝ่าไฟแดง นับแสนคัน มีการส่งใบแจ้งปรับไปถึงบ้าน วันนี้พฤติกรรมดังกล่าวน้อยลงมาก ถ้ามีแต่ตำรวจไปดักตามมุมตามสี่แยก คนไม่กลัว เพราะรู้ว่า จะมีที่ไหนเวลาไหน แต่กล้องวงจรปิดมี 24 ชั่วโมง

            อำนาจผู้บริหารสถานศึกษามีช่องว่างให้โกงมากมายเพราะไม่มีกลไกตรวจสอบ มีแต่หน่วยกล้าตายไปร้องเรียน มีแต่เรื่อง “บังเอิญ” ว่ามีคนไปพบ หรือกรณีขัดแย้งที่โด่งดังขึ้นมา จึง “เกิดเรื่อง”

            สถานศึกษามีคณะกรรมการ มีผู้แทนชุมชนไปร่วม แต่คณะกรรมการเหล่านี้ไม่มีอำนาจ ไม่สามารถไปตรวจสอบงบประมาณ การใช้จ่าย บัญชีของโรงเรียน ไม่มีอำนาจ “อนุมัติ” โครงการ กิจกรรมของโรงเรียน ปากก็อยากให้ชุมชนมีส่วนร่วม แต่ครูใหญ่ครูน้อยยังรวบอำนาจ การโกงก็ย่อมเกิดง่าย

            ข้าราชการที่ยังทำตัวเป็น “เจ้านาย” ไม่เป็นข้ารับใช้ประชาชน ไม่สำนึกว่ากินเงินเดือนจากภาษีประชาชน มีแนวโน้มที่จะไม่ปล่อยให้มีกลไกหรือระบบอะไรมาตรวจสอบการใช้อำนาจของตนเอง

            ผู้นำชุมชนบางคนเป็นกรรมการในโรงเรียน เล่าให้ฟังว่า ในที่ประชุม เมื่อไปตั้งคำถามหรือโต้แย้ง ผู้อำนวยการโรงเรียนก็จะตอกกลับว่า คุณจบอะไรมา ท่าทีดูถูกชาวบ้านแบบนี้ มีโอกาสเมื่อใดก็โกงได้เมื่อนั้น เพราะเริ่มต้นที่ “โกงอำนาจ” ประชาชน ไม่ยอมให้ตรวจสอบ

            การมีอำนาจ มีโอกาส แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าที่เราคิดว่าเป็นผู้นำทางศีลธรรมก็ยังหลงผิดได้ ถ้ามีระบบกลไกที่คอยช่วยเหลือดูแลวัดวาอาราม เงินทองทรัพย์สินของวัดที่เป็นของชุมชนจริงๆ ปัญหาอย่างที่เป็นข่าวคงไม่เกิด ถ้าจะมีก็คงน้อย

            นี่ขนาดคณะกรรมการปฏิรูปศาสนาเสนอให้ทุกวัดทำบัญชีเงินทองของวัดก็ยังมีการต่อต้าน ที่ทำๆ กันก็เป็นวัดที่สมัครใจและถูกยกย่องให้เป็นต้นแบบ แต่ก็ไม่มีกฎระเบียบอะไรที่บังคับ เหมือนกรุงเทพฯ ถ้าไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งตามถนนหนทาง คนก็ยังทำผิด ยัง “โกงกัน” บนถนนเรื่อยไป

            ถ้าวัดมีมูลนิธิคอยดูแลการเงิน ถ้าทุกโรงเรียนมีคณะกรรมการที่มีอำนาจในการบริหารงบประมาณโรงเรียน เงินอุดหนุน รายได้ แผนงาน โครงการ กิจกรรมของโรงเรียน รายรับ รายจ่าย ถ้าชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการวัดและโรงเรียนจริง วัดและโรงเรียนจะโปรงใส พัฒนาอย่างแน่นอน

            ไม่รอให้มีแต่เรื่อง “บังเอิญ” ที่ดังขึ้นมาแล้วค่อยไปแก้ไขอย่างที่เกิดขึ้นทุกวัน เอาคนผิดมาลงโทษ แล้วก็รอให้เกิดเรื่องอีกโดยไม่มีการสร้างระบบกลไกอะไรขึ้นมา ก็แก้ปัญหากันไม่รู้จบอย่างที่เห็น

            ปัญหาการโกงกินในบ้านเมืองเราวันนี้คล้ายกับโรคเอดส์เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ระบาดไปทั่วทุกวงการ ถ้ารัฐบาลยังรวมศูนย์อำนาจ ไม่กระจายอำนาจ ใช้แต่ระบบสั่งการ ไม่ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ไม่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม คงแก้ปัญหาอาหารกลางวัน ปัญหาโรงเรียน ปัญหาวัดไม่ได้

            โรงเรียนที่มีอาหารกลางวันอุดมสมบูรณ์มีหลายแห่ง มีงบต่อหัววันละ 20 บาทเหมือนทุกแห่ง แต่เพราะมี “ปัญญา” ในการพัฒนา “ทุนโรงเรียน” ซึ่งมีมากกว่าเงิน คือ ทุนทางสังคมของชุมชน ที่มีส่วนร่วมในการจัดการเรื่องอาหารกลางวัน

            ชุมชนพร้อมที่จะให้พันธุ์ปลา พันธุ์ไก่ไข่ ไก่เนื้อ พันธุ์ผัก และอื่นๆ พร้อมที่ช่วยเหลือให้ทั้งความรู้และแรงงานในการเตรียมอาหาร ถ้าหากครูในโรงเรียนเปิดใจเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมแก้ปัญหา ร่วมพัฒนา นอกจากจะไม่มีการโกงกินแล้ว เด็กและครูก็มีอาหารกินอย่างสมบูรณ์

            สังคมอำนาจ สังคมอุปถัมภ์ กัดกินตัวเอง เพราะไร้ธรรมาภิบาล แม้แต่วัดและโรงเรียนที่น่าจะมี “คุณธรรม” ก็ยังทำหน้าที่ของตนไม่ได้

Thursday, 07 June 2018 05:11

ลิเกหลงโรง

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 6 มิถุนายน 2561

รายการข่าวทีวีที่เอาคนมาวิเคราะห์ และทะเลาะกัน บางวันก็มีสาระ บางวันก็เป็นจำอวดลิเก อย่างวันก่อนที่เอาคนสองกลุ่มที่เชื่อและไม่เชื่อในเรื่องลงองค์ทรงเจ้ามา “ปะทะ-ประชัน” กัน อาจจะมันสำหรับคนจัด แต่ลิเกหลงโรงแบบนี้เปิดไปดูมวยหรือดูนายหม่ำกับพวกยังสนุกกว่า

            มนุษย์อหังการ์มากถ้าหากประกาศว่า อะไรที่อธิบายไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เชื่อถือไม่ได้ ชีวิตคนเราไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะอธิบายได้ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยวิทยาศาสตร์ ว่ากันจริงๆ แล้ว คนเราอยู่กันด้วยความเชื่อมากกว่าความรู้ อยู่กันด้วยอารมณ์ความรู้สึกและอะไรลึกๆ ที่อธิบายไม่ได้ มากกว่าด้วยเหตุผล

            คนไม่รู้อะไรอีกมากมายนัก โดยเฉพาะเรื่องทางจิต และเพราะเป็น “สัตว์ที่มีเหตุผล” อย่างที่นักปราชญ์ให้คำนิยาม คนเราจึงพยายามหาเหตุผล หาคำตอบในทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต ไม่ว่าชาติก่อน ชาตินี้ หรือชาติหน้า สารพัดเรื่องที่อยากรู้

            ทุกยุคทุกสมัยจึงมีหมอดู มีโหร มีคนที่ทำมาหากินบนความอยากรู้ของผู้คน บนความทุกข์ที่ต้องการหาทางออก ความเครียด ความกดดัน ปรากฎการณ์ดังกล่าวน่าจะมีความจริง มีความหมายอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีใครเชื่อถือและเลิกกันไปหมดแล้ว

            เมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนที่ไปศึกษาเรื่อง “ผีปอบ” กับคุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญาในขณะนั้น ท่านบอกว่า รอบๆ โรงพยาบาลมี “สำนัก” อยู่ 7-8 แห่ง มีร่างทรงที่ญาติพา “คนที่มีปัญหา” ไปขอให้ช่วย ทั้งก่อนและหลังจากที่ไปพบแพทย์ที่ศรีธัญญา

            คนไทยใช้ศาสตร์อะไรก็ได้ที่ช่วยให้หาย ไม่ว่าวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ ซึ่งก็ไม่ได้ดีมีคุณธรรมมากกว่ากันนัก ไม่ใช่ว่ามีแต่คนลงองค์ทรงเจ้าบางคนที่ “หลอก” ชาวบ้าน แพทย์หลายคนและโรงพยาบาลหลายแห่ง บริษัทผลิตยา ผลิตเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องสำอางค์ ก็ “หลอก” ผู้คนด้วยวีธีการที่แนบเนียนไม่น้อยไปกว่ากัน ทุนนิยมสามานย์ไม่ปรานีใคร

            มีประโยชน์อะไรที่ทีวีจะเอาพระ เอามือปราบสัมภเวสี มาโต้เถียงกับบรรดาร่างทรง เพื่อจะกล่าวหากันเรื่องความจริง ความไม่จริง เรื่องหลอกหรือไม่หลอก ไม่มีผู้ชนะ แพ้ทุกคน รวมทั้งทีวีและพิธีกร

            ถ้าจะทำประโยชน์ให้สังคม ทำไมไม่ไปศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องการลงองค์ทรงเจ้า เรื่องพลังจิตเชิญนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาวิเคราะห์ น่าจะประเทืองปัญญามากกว่า จะได้แยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร เพราะได้มีการศึกษาปรากฎการณ์นี้มานานแล้ว เป็นวิทยานิพนธ์ทั้งปริญญาโทปริญญาเอก

            เรื่องจิต เรื่องพลังจิตเป็นอะไรที่ซับซ้อน เรื่องชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า มีการศึกษาการวิจัยทางวิชาการมากมายทั่วโลก ทั้งปรจิตวิทยา (parapsychology) มิติที่สี่ สัมผัสที่หก จึงไม่ควรสรุปเหมารวมอะไรง่ายๆ ถ้าศึกษาด้วยใจเปิดกว้างก็จะเกิดปัญญาแก่ตนเองและสาธารณะ

            แนะนำคนทำทีวีเปิดดูในยูทูป “เสวนา ตายแล้วเกิดใหม่” ซึ่งจัดโดยยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2543 โดยผู้ร่วมเสวนา คือ นายแพทย์เฉก ธนะสิริ รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี นายแพทย์ชินโอสถ หัสบำเรอ โดยมีนายแพทย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนามเป็นผู้ดำเนินรายการ

            ทุกท่านล้วนเป็นแพทย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาและปฏิบัติ ที่เล่าเรื่องจากประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละท่านอย่างน่าสนใจ อาจจะมีคนตั้งคำถามว่า แล้วที่ท่านเชื่อว่าชาติก่อนท่านเป็นอะไร พิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์หรือ

            คงต้องกลับไปถามบาทหลวงตาชาร์ด มิชชันนารีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่บันทึกไว้ว่า ให้เป็นที่ประหลาดใจยิ่งนักที่โหรชาวสยามทำนายสุริยุปราคาผิดไปเพียง 1 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่เชื่อว่าโลกแบน และมีสามโลก (ใต้พิภพ พิภพและสวรรค์) ท่านไม่ได้บันทึกไว้ว่า ท่านเองที่เป็นนักดาราศาสตร์เชื่อว่าโลกกลมทำนายผิดไปกี่ชั่วโมง แต่ละ “ศาสตร์” ล้วนมีตรรกะและวิธีวิทยาของตัวเอง ให้คำตอบและคำอธิบายได้

            คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ไปศึกษาปริญญาเอกทางมานุษยวิทยาการแพทย์ที่ฮาร์วาร์ด เล่าว่า ถนนทางเข้ามหาวิทยาลัยเต็มไปด้วย “สำนัก” ที่มีการรักษามากมายหลายแบบจากทั่วโลก เขาเอามาตั้งไว้เพื่อให้เป็นที่ศึกษาว่า เขาทำกันอย่างไร ได้ผลอย่างไร ทำไมคนจึงยังเชื่อ

            หลายปีก่อน เคยมีงานวิจัยอ้างว่า ที่กรุงเทพฯ มีร่างทรงลงองค์ลงจ้าอยู่ถึง 20,000 คน เป็นสำนักและไม่เป็น ตัวเลขอาจจะมากไป แต่อาจเป็นไปได้ ถ้าคิดว่า คนกรุงเทพฯ เครียด บ้า และมีปัญหาทางจิตใจมาก ต้องการคนช่วยเหลือไม่ว่ารูปแบบใดมากที่สุด

            คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักจิตแพทย์ และถึงรู้ก็คงไม่เชื่อด้วยว่าจะช่วยเหลือตนได้มากกว่าบรรดา “เทพเจ้า” ในร่างทรงทั้งหลาย ด้วยความเชื่อเป็นทุน ไปถึงสำนักอาจหายบ้าหายเครียดไปครึ่งหนึ่งแล้วก็ได้

            นี่เป็นวิถีแบบไทยๆ แบบบ้านๆ ก็แล้วแต่จะเรียก แต่เป็นวิธีการในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ไม่ได้แตกต่างไปจากที่ฝรั่งไปหาจิตแพทย์ คนละวิธีคิด คนละวิธีการ คนละ “กระบวนทัศน์” เท่านั้น

            นักจัดรายการทีวีคนหนึ่งออกมาวิเคราะห์ฟันธงเชิดชูฝรั่งดูถูกคนไทย ว่าเขาใช้จิตแพทย์ ไม่งมงายใช้ร่างทรง แต่คนไทยทั่วไปคิดไม่ต่างจากเติ้ง เสี่ยวผิงว่า แมวดำแมวขาวไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็พอ

            ส่วนเรื่องที่ร่างทรงจะเป็นของจริงหรือของปลอม เป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะตัดสิน ถ้าไม่จริง ต้นตุ๋นหลอกลวง สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ จะเป็นหมอดู เป็นลิเก ก็เรื่องของเขา อย่าเอามาออกทีวีดีกว่า

            การปฏิรูปศาสนา ความเชื่อ ในสังคมไทยไม่เกิด ถ้าไม่ปฏิรูประบบโครงสร้าง (อำนาจ) และไม่ปฏิรูปการศึกษา เราคงจะได้เห็นลิเกหลงโรงในจอทีวี และ “ลิเกโรงใหญ่” ใน “การเมือง” กันต่อไป

Thursday, 31 May 2018 08:46

ภัยศาสนา

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 31 พฤษภาคม 2561

“สุริยัน-จันทรา” ไม่ใช่หนังอินเดีย แต่เป็นหนังอิตาเลียนเมื่อ 50 ปีก่อนที่มีชื่อฝรั่งว่า Brother Sun Sister Moon ทำจากประวัติของนักบุญฟรันซิสแห่งเมืองอัสซีซี (สุริยัน) และนักบุญคลารา (จันทรา) ผู้ให้กำเนิดคณะนักบวชชายฟรันซิสกันและนักบวชหญิงคลาริสท์-กาปูชินที่มักเรียกกันว่า “ชีมืด”

            เป็นเรื่องราวในศตวรรษที่ 12 หรือประมาณ 800 กว่าปีมาแล้ว เมื่อหนุ่มฟรันซิส บุตรคหบดีแห่งเมืองอัสซีซี ที่กลับจากรบ เบื่อหน่ายชีวิตทางโลก สละทุกอย่างแม้กระทั่งเสื้อผ้าคืนให้พ่อเพื่อไปแสวงหาสันติที่แท้จริง ซึ่งเขาเชื่อว่าต้องมาจากภายใน ไม่ใช่จากทรัพย์สิ่งของภายนอก

            นักบุญฟรันซิสเป็นองค์อุปถัมภ์ของอิตาลี เป็นที่รู้จักในนามนักบุญแห่งสันติภาพ โดยเฉพาะบทสวดของท่าน “โปรดให้ข้าพระองค์เป็นเครื่องมือแห่งสันติ ที่ใดมีการเกลียดชัง ให้ข้าพระองค์หว่านความรัก ที่ใดมีการบาดหมาง ให้หว่านการยกโทษ ที่ใดมีการแตกร้าว ให้หว่านสามัคคีธรรม.....”

            ฟรันซิสได้ก่อตั้งคณะนักบวชขึ้นมาใหม่ ทั้งๆ ที่เดิมก็มีหลายคณะอยู่แล้ว แต่ท่านเห็นว่า คนที่บวชแล้วปฏิญาณตนที่จะอยู่อย่างสมถะ (poverty) กลับสะสมทรัพย์สมบัติไว้มากมาย ทั้งที่ดิน ข้าวของเงินทอง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากบรรดา “อัศวิน” ที่ไปรบสงครามครูเสดหรือสงครามอื่นๆ

นักรบเหล่านี้เกิดเบื่อหน่ายชีวิต ปัญหาความขัดแย้ง และอยากไปแสวงหาสันติภาพ พากันออกบวชโดยเข้าคณะนักพรตนักบวชเหล่านั้น พร้อมกับยกทรัพย์สมบัติให้คณะไปด้วย แม้ว่าเป็นสมับติส่วนรวมของคณะ แต่ก็ทำให้เกิด “กิเลส” การยึดติดและแสวงหาไม่รู้จบ

ฟรันซิสก่อตั้งคณะใหม่โดยนักบวชมีเพียงเสื้อผ้าและรองเท้าแตะ ปฏิญาณว่าจะไม่มีและไม่สะสมทรัพย์สินใดๆ จะไปทำงานแลกกับอาหารจากชาวบ้าน

เล่าเรื่องนักบุญฟรันซิส องค์อุปถัมภ์ของขบวนการสันติภาพ เพราะท่านเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่เรียบง่าย การไม่ยึดครอง ไม่ยึดติด ไม่สะสม ทรัพย์สินแห่งโลกนี้ เพราะจะเป็นอุปสรรคในการเข้าถึง “สันติ” ภายในที่แท้จริง เป็นบทเรียนที่ศาสนาทั้งหลายก็สรุปได้ไม่ต่างกัน

อุดมคติของทุกศาสนาล้วนต้องการให้คนพ้นทุกข์ ทุกข์สำคัญคือการ “ยึดมั่นถือมั่น” “ตัวกูของกู” อย่างที่ท่านพุทธทาสสอน และความจริงทุกศาสนา ทุกนิกาย ทุกคณะก็สอนและถือเป็นเงื่อนไขเพื่อไปสู่ความหลุดพ้น ที่ท่านพุทธทาสสอนว่า ต้องไปให้พ้นแม้บุญและบาป ไม่ใช่ยังอยากได้บุญก็ยังยึดติดอยู่กับบุญ ยัง “ลงทุน” เพื่อจะได้โชคลาภชาตินี้และขึ้นสวรรค์ชาติหน้า

เมื่อสามสี่สิบปีก่อน เคยเห็นสมาชิกสันติอโศกดูหนัง “สุริยัน-จันทรา” นี้ที่ธรรมสถาน จุฬาฯ สนทนากับบางท่านบอกว่า ดูหนังเรื่องนี้มาเป็นสิบๆ ครั้งไม่เบื่อ

ศาสนามีสองด้าน สองมิติ ที่เรามักไม่แยกจากกัน เป็นทั้งสถาบัน (institution) และเป็นขบวนการ (movement) ฐานะสถาบัน มีระบบโครงสร้างที่วิวัฒนาการมาตามยุคสมัย อ้างว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของศาสดา จึงเกิดมีกฎ มีระเบียบ มีพิธีกรรมและวิถีปฏิบีติมากมายที่ไม่เคยมีในยุคสมัยของศาสดา

ความแตกต่างในแนวคิด การตีความ การปฏิบัติ และวิถีทางการเมืองทำให้เกิดการแตกแยกออกไปเป็นศาสนา เป็นนิกาย เป็นลัทธิต่างๆ

อีกด้านหนึ่ง ศาสนาเป็นขบวนการ (movement) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังทางจิตวิญญาณ ที่มาจากการปฏิบัติของผู้นำศาสนาและของศาสนิกทุกยุคสมัย ส่งต่อ “จิตวิญญาณ” ที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบันและเป็นพลังสร้างสรรค์อนาคตของศาสนาและสังคม เพราะถ้าไม่มีการปฏิบัติ ไม่มีจิตวิญญาณ ( spirit) ศาสนาก็อยู่ไม่ได้ มีสถาบันก็เหมือนบ้านร้าง ปราสาทร้าง ปราสาทผีสิง

ในศาสนาคริสต์ นักพรต (monks) ซึ่งในอดีตมักเก็บตัวอยู่ในอาราม (monasteries) ทำสมาธิภาวนา ถือศีลเคร่งครัด เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นจริงของความเชื่ออันเป็นสัจธรรมที่มิอาจเปลี่ยนแปลง (อะกาลิโก) เป็นสัญญาณแห่งโลกุตระ อีกมิติหนึ่งที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยญาณทัศนะ คนละขั้วกับโลกียะ

ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่า ทุกคนต้องเข้าสู่ชีวิตนักพรตนักบวชจึงจะปฏิบัติธรรมและพบสันติได้ ท่านพุทธทาสสอนว่า “การทำงานคือการปฏบัติธรรม” คำสอนของพุทธศาสนาก็เน้นเรื่องการมีสติและสมาธิ ทางไปสู่ปัญญา การอยู่กับปัจจุบัน “ชีวิตของคุณมีเพียงขณะเดียว” ทำอย่างไรให้ “ดีที่สุด”

ภัยของศาสนาทุกศาสนามาจาก “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” เป็นภัยที่เกิดในสถาบันที่ผุและมีท่าจะพังลงมาถ้าไม่มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ผุพังจะด้วยสนิมหรือด้วยมดปลวกกัดกิน หนึ่งในนั้นคือความลุ่มหลงในโลกียะ ทรัพย์สินเงินทอง ที่ท่วมโลกุตระ เอาผลประโยชน์ทางโลกเป็นข้ออ้าง สร้างความชอบธรรม

ศาสนิกมีหลายประเภทหลายระดับ จำนวนมากยังต้องการพิธีกรรม ระเบียบปฏิบัติ และวัตถุธรรมสิ่งของ สิ่งก่อสร้าง “ภายนอก” เพื่อเป็น “พาหะ” ตัวช่วย ศาสนิกอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้แล้ว ก้าวพ้นไปแล้ว โดยเฉพาะนักบวช ผู้นำศาสนา มีหน้าที่ช่วยเหลือคนอื่นให้พ้นไปจากปัจจัยภายนอกเหล่านี้

ไม่ใช่ไปฉวยโอกาสทำให้ศาสนิกยึดติดมากกว่าเดิม กลายเป็นการ “มอมเมา” กลายเป็น “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” อย่างที่ท่านพุทธทาสสอน ถ้ายิดติดกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่เป็นรูปธรรม ก็ไม่มีวันเข้าถึงธรรมได้ อยากข้ามน้ำไปฝั่งโน้น แต่ยังยิดติดกับเรือ ก็จะอยู่ในเรือตลอดไป

ในท้ายที่สุด สำหรับคนที่ก้าวพ้นทุกอย่างไปได้ ท่านพุทธทาสสอนว่า “ไม่มีศาสนา” (อันเป็นปาฐกถาธรรมสำคัญของท่านที่มีการแปลไปหลายภาษา) ท่านหมายถึง “สถาบัน” ซึ่งความจริงเป็นเปลือกเพราะแก่นของศาสนาคือหลักธรรม ที่หากปฏิบัติจริง เป็นพลังทางจิตวิญญาณ นำสู่ความหลุดพ้น