Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 12 เมษายน 2560

ม.44 ที่เกี่ยวกับ “รถกระบะ” ถ้าใช้เมื่อ 40-50 ปีก่อนคงผ่านได้ไม่มีใครต่อต้าน คงมีการ “ด่าว่า” ในใจ วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่พวก ในชุมชน แต่ก็คงจำกัดเพราะการสื่อสารไม่ได้ “ออนไลน์” ทันใจด้วยความเร็วเท่าแสงอย่างวันนี้

                การลุกฮือของภาคประชาสังคมในยุครสช.เมื่อ 25 ปีก่อน มีการขนานนามว่า “ม็อบมือถือ” เพราะเป็นปรากฎการณ์ทางสังคมครั้งแรกที่ผู้คนมาร่วมชุมนุมทางการเมืองด้วยการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือที่เริ่มแพร่หลาย แม้ไม่มากมายเท่าวันนี้ แต่ทำให้ข่าวสารกระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว เรียกคนออกไปชุมนุมจนนำไปสู่จุดจบของรสช.

      เช่นเดียวกับเหตุการณ์ทางการเมืองในระยะ 20 ปีที่ผ่านมาที่สังคมไทยค่อยๆ กลายเป็นสังคมออนไลน์ และประชาธิปไตยไทยก็เคลื่อนย้ายเข้าสื่อโลกออนไลน์ ที่เชื่อมผู้คนแบบ “สายตรง”

                “การสื่อสาร คือ การพัฒนา” “การพัฒนา คือ ประชาธิปไตย” วันนี้สังคมไทยอาจไม่มีการเลือกตั้ง ไม่มีผู้แทน ไม่มีพรรคการเมือง แต่สังคมไทยมี “พรรคประชาชน” เป็นประชาธิปไตย “ทางตรง” ด้วยมือถือ แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมแบบที่รัฐบาลหรือรัฐาธิปัตย์ไม่ฟังไม่ได้ (ถ้าอยากอยู่ยาว)

                คล้ายกับนครรัฐเอเธนส์เมื่อ 2,400 ปีก่อน ที่มี “สภาประชาชน” ที่ผู้ชายทุกคนเป็นสมาชิกสภา เดินเข้าออกเพื่อแสดงความคิดเห็นและลงมติในข้อกฎหมายต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเลือกผู้แทน  “ข้าราชการ” สมัยนั้นก็ไม่มี มีแต่ “จิตอาสา” ที่เข้ามาทำงานด้วยการจับสลากเพื่อรับใช้สังคม

                ดูให้ดี วันนี้มี “รัฐมนตรี” อธิบดี ผู้บริหาร ผู้ชำนาญการต่างๆ อยู่ในโลกออนไลน์แล้ว โดยเฉพาะกระทรวง “ยุติธรรม” ดูจะมี “ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ” มากหน่อย ถ้าไม่เป็นตัวจริงก็เป็น “เงา” ซึ่งบางครั้งเงาก็สำคัญกว่าตัวจริงเสียด้วย

                บทเรียนวันนี้สำหรับกรณี “กระบะ” ที่ออกมาผิด “กาละเทศะ” คือ การทำอะไรโดยไม่มีข้อมูลเพียงพอ ไม่มีการเตรียมประชาชน ไม่มีการฟังความคิดเห็นของผู้ที่จะได้รับผลกระทบหรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย คิดง่ายๆ ว่า มีอำนาจก็ทำได้ คิดง่ายก็พลาดง่าย

สยามรัฐรายวัน 5 เมษายน 2560

“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” แปลว่าเวลาเรียนไม่ได้รู้ มัวแต่ท่องหนังสือ หรือจดจากกระดาน ต้องไปทำอะไรอย่างอื่นถึงจะรู้ ซึ่งครูส่วนใหญ่ก็คิดไม่ออกว่าจะให้ไปทำอะไร เลยให้ทำการบ้าน นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะสะท้อนให้เห็นวิธีคิดรวมไปถึงวิธีปฏิบัติและวิธีให้คุณค่า

ที่มาจากฐานการมองโลกมองชีวิตแบบหนึ่ง ที่เรียกกันว่า “กระบวนทัศน์” (paradigm) ไม่ปรับไม่เปลี่ยนทั้งกระบวน ปฏิรูปการศึกษากี่สิบปีก็ไม่มีทางเกิดได้ วิจัยกันมาเกือบ 1,000 เรื่องในระยะ 25 ปีที่ผ่านมา สรุปได้ร้อยแปดอย่าง สารพันปัญหา

แต่ที่อ่านจากการสรุปงานวิจัยเหล่านั้นจากงานวิจัยของ สกว. ก็แทบจะไม่มีใครแตะเรื่องปัญหากระบวนทัศน์การศึกษา อาจไม่เข้าใจหรือไม่เชื่อสิ่งที่ท่านพุทธทาสสอนว่า “ขึ้นต้นไม้ให้ขึ้นทางต้น อย่าขึ้นทางปลาย” ทำอะไรให้เริ่มจากหลักคิดที่ถูก เพราะมรรคมีองค์ 8 ก็เริ่มจากสัมมาทิฐิ ก่อนจะไปเรื่องอื่นๆ เรื่องอาชีพ เรื่องการปฏิบัติต่างๆ

พอประกาศผลการสอบโอเน็ตปีนี้ที่เด็กสอบตกทั้งประเทศก็พากันวิพากษ์วิจารณ์และหาแพะอีกตามเคย ปัญหาครู คุณภาพและปริมาณ ปัญหางบประมาณ ปัญหาการบริหารการศึกษา ปัญหาการกระจายอำนาจ ปัญหาหลักสูตร ฯลฯ

และเพื่อให้ทันสมัยกับคสช. กระทรวงศึกษาธิการสรุปว่า เป็นปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” เพราะจังหวัดที่ยากจนคะแนนต่ำ จังหวัดร่ำรวยคะแนนจะสูง

สยามรัฐรายวัน 29 มีนาคม 2560

ตลาดโลกต้องการอาหารอินทรีย์ ประเทศไทยไม่สามารถตอบสนองได้เพราะถูกครอบงำด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่นายทุนในชาติและข้ามชาติที่มีผลประโยชน์สูงกับปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง และมีอิทธิพลในการกำหนดนโยบาย การออกกฎหมาย กฏกระทรวง

                ยุครัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน เมื่อ 25 ปีที่แล้ว กระทรวงเกษตรมีรัฐมนตรีช่วยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ยกเลิกภาษีปุ๋ยและยาเพื่อการเกษตร ชาวไร่ชาวนาพอใจเพราะจะได้ใช้ปุ๋ยยาราคาถูกลง รู้แต่ด้านดี ไม่รู้ด้านเสีย

                จนถึงวันนี้เกษตรกรรมไทยอยู่ภายใต้อำนาจของนายทุนใหญ่ที่โหมกระหน่ำโฆษณาและสร้างแรงจูงใจสารพัดจนคนคิดอย่างอื่นไม่เป็นนอกจากทำการเกษตรด้วยสารเคมี จนมาถึงการทำนาแปลงใหญ่ด้วยเหตุผลที่ว่าต้นทุนถูกลง รายได้ดีขึ้นโดยไม่ได้ให้ความสนใจส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยรายเล็กรายน้อยที่ทำนาทำไร่ในพื้นที่ 5 ไร่ 10 ไร่ ว่าทำอย่างไรให้เขาอยู่รอด พอเพียงและมั่นคงได้ ซึ่งมีวิธีการมากมายถ้ารัฐอยากทำ แต่ก็ปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรมมากกว่า