Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 2 พฤศจิกายน 2559

วันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติมีการประชุมเพื่อสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยผู้นำสำคัญต่างๆ ขึ้นไปกล่าวถวายสดุดี นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกิดบ่อยนัก

โดยเฉพาะบทสดุดีที่มีเนื้อหาที่แน่นด้วยการกล่าวถึงบทบาทและพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านในการพัฒนา การช่วยเหลือคนยากคนจน เกษตรกร คนชายขอบด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่มีการนำไปประยุกต์ใช้ในหลายประเทศทั่วโลก และทรงได้รับเกียรติยกย่องและรางวัลระดับโลกมากมาย

ที่มีการกล่าวถึงด้วยความชื่นชมมากคือเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพราะสหประชาชาติเองได้ยอมรับและนำไปเป็นกรอบเกณฑ์หนึ่งเพื่อการพัฒนา 15 ปีข้างหน้า (2015-2030) ที่เรียกว่า “เป้าหมายการพัฒนายั่งยืน” (SDGs : Sustainable Development Goals)

ในประเทศไทย ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาอ้างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ก็มีคำถามตลอดมาว่า แปลว่าอะไรจริงๆ จนทำให้สรุปกันว่า คงเป็นเพื่อให้ดูดีเท่านั้นกระมัง เพราะทั้งนโยบายและแนวปฏิบัติดูจะขัดกับปรัชญาอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีในตำรานี้ ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542 ว่า

“เขาก็มาบอกว่า คำว่า Sufficiency Economy ไม่มีในตำราเศรษฐกิจ จะมีได้อย่างไร เพราะว่าเป็นทฤษฎีใหม่ เป็นตำราใหม่ ถ้ามีอยู่ในตำราก็หมายความว่าเราก๊อปปี้มา เราลอกเขามา เราไม่ได้ลอก ไม่อยู่ในตำราเศรษฐกิจ เป็นเกียรติที่เขาพูดอย่างที่เขาพูดอย่างนี้ว่า Sufficiency Economy นั้นไม่มีในตำรา”

สยามรัฐรายวัน 26 ตุลาคม 2559

เพื่อสืบทอดจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของพระมหากษตัริย์นักพัฒนา หนึ่งปีต่อไปนี้สังคมไทยน่าจะมีการใคร่ครวญ ทบทวน ประเมินการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาโดยใช้กรอบ เกณฑ์ของเศรษฐกิจพอเพียง

                ถ้าแปลหลัก ๓ ประการของปรัชญานี้ที่ว่า “พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน” เป็น “การพัฒนาคน การพัฒนาการศึกษา การพัฒนาระบบ” หรือ “เป็นคนดี มีความรู้ อยู่อย่างมีแบบมีแผน” แล้วมองไปข้างหลังตั้งเกณฑ์และหาตัวชี้วัดด้วยความจริงใจ น่าจะได้แนวทางในการพัฒนาประเทศที่มีความสมดุลมากกว่าที่ผ่านมา

                ความจริง ทั้งสามเรื่องสัมพันธ์อย่างแยกมิได้ เพราะถ้าหากระบบสังคมเศรษฐกิจการเมืองไม่ดี มีปัญหา ระบบการศึกษาอ่อนด้อย ลูกหลานที่เกิดมาในสังคมแบบนี้ ด้วยสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยเช่นนี้ จะเป็นคนดีมีคุณภาพที่พึงปรารถนาได้อย่างไร

                ด้วยเหตุนี้จึงต้องเริ่มต้นจากภาพใหญ่ นโยบายการพัฒนาประเทศว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจจนละเลยความสำคัญของการพัฒนาสังคม สนใจแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจ วันๆ ใส่ใจแต่จีดีพี ว่าปีนี้จะสองหรือสาม ติดตามแต่ตัวเลขการส่งออก และรายได้จากการท่องเที่ยว

                ทุ่มเทงบประมาณมหาศาลไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่มีเพียงเศษเสี้ยวเดียวเท่านั้นที่ให้ไปกับการวิจัย การพัฒนาการศึกษา จึงไม่ได้มีการพัฒนาที่จะได้มาด้วยความรู้ใหม่ นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ งบมากมายใช้ไปกับเงินเดือนค่าใช้จ่ายประจำ

สยามรัฐรายวัน 19 ตุลาคม 2559

พระนามของพระองค์ คือ พลังแห่งแผ่นดิน คือ จิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้สังคมไทยอยู่ได้ รอดพ้นจากภยันตราย ปัญหาอุปสรรคนานัปประการตลอด 70 ปีที่ผ่านมา

                ทรงฟื้นฟูน้ำเพื่อชโลมดินที่แตกระแหง แห้งแล้งให้กลับชื่นฉ่ำด้วยการจัดระบบน้ำ ห้วยหนอง คูคลอง แม่น้ำ ทางน้ำ เหมืองฝาย แก้มลิง อ่างเก็บน้ำ เขื่อนใหญ่น้อย จนถึงการทำฝนเทียม แม้มีน้ำแล้วแต่ไม่สะอาด ทรงค้นคิดประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อทำให้น้ำสะอาดด้วยเทคโนโลยีที่เรียบง่าย

                ทรงฟื้นฟูป่าแบบบูรณาการ แก้ไขต้นตอของการตัดไม้ทำลายป่า ให้ราษฎรมีอาชีพ มีรายได้ด้วยการเกษตรผสมผสาน การปลูกพืชผัก ปลูกกาแฟ ให้มีการตลาดคอยสนับสนุน ให้ช่วยกันอนุรักษ์ป่า โดยปล่อยให้ป่าที่เสื่อมโทรมฟื้นตัวเอง เพียงไม่ไปตัดไม้อีกและช่วยกันป้องกันไฟป่าเท่านั้น

                ทรงฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรมจนไม่มีใครต้องการและคิดว่าแก้ไขไม่ได้ให้กลับฟื้นคืนมา กลายเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นศูนย์ศึกษาและพัฒนาไปทั่วทุกภาคของแผ่นดิน เพราะดินจะเป็นอย่างไรก็ “ชั่งหัวมัน” ใช้ความรู้วิชาการเข้าช่วย ดินที่ตายไปแล้วก็กลับคืนชีพและให้ชีวิตแก่ผู้คนได้

                ทรงฟื้นฟูการเกษตรด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่ จัดระบบการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้มีอาหารพอเพียงเลี้ยงชีพได้ และมีรายได้เพียงพอเพื่อพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน