phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 19 มิถุนายน 2562

การประดิษฐ์ประดอยพานไหว้ครูให้ดูทันสมัยก็คงไม่มีปัญหา ถ้าสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของเด็กนักเรียน คำถามคือ ทำไมต้องเอาเรื่องการเมืองมายุ่งกับการไหว้ครู ไม่มีโอกาสอื่นๆ อีกหรือที่จะแสดงออกทางการเมือง เพื่อแสดงว่ารักประชาธิปไตย

            ถ้าไม่เห็นด้วยกับการไหว้ครู เพราะเป็นการครอบงำของประเพณีที่แบ่งชนชั้น สังคมอุปถัมภ์ ประเทศอื่นเขาไม่เห็นไหว้กันแบบนี้ ในโรงเรียนที่ครูนักเรียนมีแนวคิดทางการเมืองแบบนี้ก็เลิกไปเลยไม่ดีกว่าหรือ การยอมจัดประเพณีก็เหมือนกับยังยอมก้มหัวให้สังคมศักดินาชนชั้น อย่างที่นักการเมืองบางคนยุยง

            การไหว้ครูเป็นประเพณีไทยที่สืบทอดกันมานาน ไม่ทราบว่าไปขัดแย้งกับ “ประชาธิปไตย” ตรงไหน ขนาดสังคมอเมริกันที่ว่าเป็นประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังยกย่องให้ “ความกตัญญูรู้คุณ” หรือ “การสำนึกบุญคุณคน” เป็นคุณสมบัติที่พึงปรารถนาข้อแรกของคนที่จะอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข

            คำว่า “ขอบคุณ” เป็นคำง่ายๆ และมีคุณค่าความหมายมากในชีวิตของผู้คน ที่ไม่ได้เกิดมาเอง เติบโตเอง แต่เป็นมาด้วยความเมตตาของผู้อื่น ที่ตนเป็นอยู่และจะเป็นไปก็ยังต้องอาศัยคนอื่น

            ครูบาอาจารย์ตามประเพณีไม่ได้หมายถึงแต่เพียงบุคคล แต่หมายถึง “จิตวิญญาณครู” (spirit) หรือว่า “วิญญาณ” (soul) ของครูที่ถ่ายทอดสืบทอดส่งต่อกันมาแต่โบราณกาล จากรุ่นสู่รุ่น ครูบาอาจารย์ในอดีตไม่ได้ถ่ายทอดแต่วิชาความรู้ในความหมายวันนี้ที่แยกส่วน แต่ถ่ายทอด “วิชชา” อันเป็นที่มาของทั้งศาสตร์และศิลป์ พร้อมจิตวิญญาณของตัวครูเอง

            ในวัฒนธรรมจีน บางสำนัก เจ้าสำนักถ่ายทอดทุกอย่างให้ศิษย์แล้วก็ตาย เพราะให้ “หมด” ทุกอย่างทั้ง “พลังชีวิต” ของตนเอง ศิษย์จึงไม่ได้รับเพียงแต่ “ความรู้” แต่รับพลังชีวิต รับจิตวิญญาณของครู

            สังคมเปลี่ยนไป สังคมไทยรับเอาระบบการศึกษาแบบตะวันตกเต็มตัว มาพร้อมกับวิธีคิดวิธีปฏิบัติทั้งหมด ระบบคุณค่าเปลี่ยน ความสัมพันธ์ครูนักเรียนก็เปลี่ยนไป ในนามเสรีนิยมประชาธิปไตยภายใต้ระบบ“ทุนนิยม” ที่อะไรๆ กลายเป็นเรื่องธุรกิจ เป็นผลประโยชน์ เป็นการลงทุนเพื่ออำนาจทางเศรษฐกิจการเมือง

            การเคารพนับถือครูวันนี้ไม่เหมือนในอดีตแล้ว จึงไม่แปลกที่ประเพณีการไหว้ครูจะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อะไร ส่วนใหญ่ทำไปเพียงเพราะ “เป็นประเพณี” เท่านั้น แล้วจะแปลกอะไรที่พานไหว้ครูจะเพี้ยนไปด้วย เพราะไม่ได้สะท้อนความรู้สึกนึกคิด ความกตัญญูรู้คุณ ความสัมพันธ์แบบ “ครู-ศิษย์” ในอดีต ที่เชื่อมโยงกันด้วยความรักและผูกพันกันทั้งชีวิตและจิตวิญญาณจริงๆ

            การสืบทอดประเพณีการไหว้ครู ถ้าไม่เข้าใจ ไม่ซาบซึ้งจริงๆ ทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ทำให้สนุกสนาน ใช้เป็นโอกาสล้อเล่นล่อเลียน หรือแสดงออกแบบเสียดสีทางการเมืองเท่านั้น

            ครูมวยใหญ่บางท่านวิจารณ์การไหว้ครูของนักมวยบางคนบางค่ายที่เปลี่ยนท่าไหว้ครูจากพระรามแผลงศรมาเป็นท่ายิงปืนกลกับปาระเบิดใส่คู่ต่อสู้ เป็นการทำลายคุณค่าความหมายของการไหว้ครู ซึ่งผูกไว้กับความเชื่อและตำนาน สนุกสนานอย่างไรก็ไม่ควรทำลายหรือก้าวล่วงคุณค่าความหมายเดิม

            จากพานข้าวตอก ดอกมะเขือ ดอกเข็ม และหญ้าแพรก ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งไปเป็นพานสัญลักษณ์เสียดสีการเมือง รูปโลโก้พรรคและนักการเมืองอย่างชัดเจน ไม่รู้ว่าเป็นการไหว้ครูหรือไหว้นักการเมืองกันแน่

            คงไม่มีใครไปว่านิสิตนักศึกษาจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ที่ล้อเลียนการเมืองในงานฟุตบอลประเพณี ทำกันมานานจนเป็น “ประเพณี” ถ้าหากนักเรียนอยากมีประเพณีที่ล้อการเมืองก็มีมากมายหลายวิธีหลายโอกาส ครูเองถ้ามีวิญญาณครูจริง (ไม่ใช่หัวคะแนน) ก็แนะนำเด็กให้พัฒนาตนเองเป็นเด็กแห่งสังคมประชาธิปไตยได้หลายวิธี

            แนะนำครูและนักการเมืองที่อยากเห็นเด็กนักเรียนคนรุ่นใหม่เป็น “ประชาธิปไตย” ให้ไปศึกษาชีวิตและผลงานของ “ครูชบ ยอดแก้ว” ที่ถึงแก่กรรมไปหลายปีก่อน ท่านเป็นครูในอุดมคติที่เคารพศักดิ์ศรีของเด็ก เห็นศักยภาพและพลังสร้างสรรค์ภายในของเด็ก ได้ริเริ่มทำกลุ่มออมทรัพย์นักเรียน

                ครูชบเคารพกติกาของโรงเรียนที่ร่วมกันร่างขึ้นทั้งครูและนักเรียน ไม่ใช่ครูที่ใช้อำนาจแบบผู้อุปถัมภ์ เป็นครูที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ทำให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง โดยทำ “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์” ไม่ใช่เพื่อเงิน แต่ “เพื่อพัฒนาครบวงจรชีวิต” โดยมีจุดมุ่งหมายพื่อปลูกฝังคนให้มีนิสัย 7 ประการ

            ๑. เพื่อให้เกิดนิสัยพึ่งตนเอง มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัว ๒. เพื่อให้เกิดวินัยในตนเอง มุ่งมั่นการทำงานให้สำเร็จ ๓. เพื่อให้เกิดนิสัยขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน ๔. เพื่อให้เกิดนิสัยรู้จักคิด วิจารณ์และตัดสินใจอย่างมีหตุผล ๕. เพื่อให้เกิดขันติธรรมต่อการวิจารณ์ รู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือหมู่เหล่า ๖. เพื่อให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้จักยกย่องผู้อื่น ๗. เพื่อให้เกิดนิสัยทำงานกับผู้อื่นได้ โดยรู้จักเป็นผู้ให้ ผู้รับ ผู้นำ และเป็นผู้ตามที่ดี

            ครูชบตายไปแล้ว ใครๆ ก็จดจำคุณงามความดีและสิ่งที่ท่านได้ทำเพื่อสังคมไทย เพื่อเด็กไทย ลูกศิษย์ยังกราบไหว้รูปของท่านด้วยความกตัญญูรู้คุณอย่างสนิทใจ ไม่มีใครเรียกท่านและครูดีๆ เป็น “อี” เป็น “ไอ้” เหมือนที่เรียกนักการเมืองบางคน นักเรียนอยากบูชานักการเมืองหรือบูชาครูก็ดูเอาเอง

เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

ระยะนี้มีข่าวหญิงชาวจีนท้องสามเดือนตกหน้าผาที่โขงเขียม อุบลราชธานี และมีการจับกุมสามีชาวจีนด้วยข้อหาว่าผลักภรรยาตกหน้าผาจนบาดเจ็บสาหัส แต่ไม่ตาย เพราะมีต้นไม้กั้นอยู่ ทำให้กระดูหักไปหลายส่วน ภรรยาให้การว่า สามีตั้งใจจะฆ่าเธอ เพราะอยากได้สมบัติเธอ สามีไม่ปัญหาการเงิน มีหนี้สิน เข้าใจว่าทั้งสองเป็นนักท่องเที่ยว ถ้าข่าวว่าสามีต้องการฆ่าภรรยาจริง ก็น่าจะวางแผนไว้อย่างแนบเนียนก่อนมาเที่ยวเมืองไทย ถึงได้จงใจไปผาแต้ม

เห็นข่าวแล้วผมก็คิดถึงหนังเรื่อง “ค่ำคืนของคาบีเรีย” (Nights of Cabiria) ของปรมาจารย์หนังอย่างเฟเดริโก แฟลลีนี ที่ได้รางวัลออสการ์ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมถึง 4 ตัว จากหนัง 4 เรื่อง รวมทั้งหนังเรื่องนี้ ซึ่งผมได้ดูตอนที่เป็นนักศึกษาอยู่ที่กรุงโรมเมื่อประมาณปี 1967 (2510) สิบปีหลังจากที่หนังออกฉายและได้รางวัล เป็นหนังที่ผมประทับใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นหนังที่อาจารย์ได้ใช้เพื่อให้เราเรียนเรื่องการดูหนังประเภทต่างๆ ภาษาหนัง ไวยากรณ์หนัง เทคนิกการทำหนัง

ผมเขียนเกี่ยว Nights of Cabiria ให้ “ผู้จัดการออนไลน์” เช่นเดียวกับ Gandhi และได้เป็นหนึ่งใน 35 เรื่องที่รวมเล่มในหนังสือ “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” จึงลอกมาแชร์ให้อ่าน เพราะเชื่อว่าส่วนใหญ่คงยังไม่ได้อ่าน หรือถึงอ่านก็คงลืมไปแล้ว

ค่ำคืนของคาบีเรีย (Le Notti di Cabiria - Nights of Cabiria)

Federico Fellini, 1957, รางวัลออสการ์ภาพยนต์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

ชีวิตของหลายคนคือการดิ้นรนเพื่อไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีกว่า ชีวิตที่ดีกว่า บางคนผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นความผิดหวังที่เจ็บปวดเพราะถูกหลอก ถูกปอกลอกและเอาเปรียบ แต่ไม่ยอมท้อ ลุกขึ้นมาหาทางออกใหม่ต่อไป ด้วยความเชื่อมั่นเสมอว่า ทางออกที่ดีกว่านั้นมีจริง

นี่คือชีวิตของ Cabiria ผู้ถูกสถานการณ์ความอดอยากยากแค้นหลังสงครามบังคับให้ขายบริการทางเพศเพื่อความอยู่รอด

ค่ำคืนของคาบีเรีย Le Notti di Cabiria/ Nights of Cabiria เป็นผลงานชั้นครูของ Federico Fellini (1920-1993) แม้เป็นผลงานยอดเยี่ยมแต่คนไม่ค่อยรู้จัก เพราะถูกบดบังด้วยหนังดังๆ ของแฟลลีนี่ที่ได้รับรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ต่างประเทศถึง 4 รางวัล (La Strada, Le Notti di Cabiria, 8 ½, Amarcod) รวมทั้งออสการ์เกียรติยศสูงสุดในฐานะผู้ทรงคุณค่าแห่งโลกภาพยนตร์ในปี 1992

อย่างไรก็ดี นับแต่ปี 1998 มีการนำ Le Notti di Cabiria ออกมาปัดฝุ่นแปลงเป็นดีวีดี ทำให้ทั่วโลกเริ่มรู้จักและชื่นชมงานสำคัญนี้

ดารานำใน “ค่ำคืนของคาบีเรีย” คือ Giulietta Masina ภรรยาของแฟลลีนีนั่นเอง ซึ่งประสบความสำเร็จมาจาก La Strada หนึ่งปีก่อนนั้น (แสดงคู่กับแอนโทนี ควินน์) ใน “ค่ำคืนของคาบีเรีย” เธอแสดงได้ดีจนได้รับรางวัลผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์

ชีวิตของคาบีเรียดูเหมือนจะไม่ลำบากเท่าไรถ้าหากเทียบกับคนอีกจำนวนมาก เธอมีบ้านอยู่ แม้ดูจะไม่เป็นบ้านนัก เป็นเหมือนกล่องอิฐแถวชานกรุงโรม เธอก็มีซุกหัวนอนอย่างเป็นสัดเป็นส่วน มีเงินใช้ไม่อดอยาก เธอหวังเสมอว่า วันหนึ่งจะพบคู่ชีวิต คนที่รักเธอและคนที่เธอรัก จะได้เลิกอาชีพนี้และมีครอบครัวเหมือนคนทั่วไป เธอมองโลกในแง่ดี มองคนในแง่ดีเสมอ เพื่อนๆ เตือนว่า เธอมองอะไรใสบริสุทธิ์เกินไป ไม่มีอะไรและไม่มีใครใสสะอาดปานนั้น

และก็จริงอย่างที่ใครๆ เป็นห่วง เริ่มต้นหนังเธอก็ถูกเพื่อนชายผลักตกน้ำเกือบจมน้ำตาย ขโมยเงินไป เธอไม่เข้าใจว่า แฟนของเธอที่ดูเป็นคนดีน่ารักจะหักหลังทำกับเธอเพียงเพื่อเงินสี่หมื่นลีร์ (พันกว่าบาท) ได้ แต่วันดา เพื่อนสนิทของเธอบอกว่า ไม่ต้องพันกว่าหรอก ร้อยกว่ามันยังจะฆ่าเธอเลย

คาบีเรียไม่เข้าใจว่า ไอ้หนุ่มคนนั้นมันมาอยู่กับเธอเกือบเดือน อยากได้อะไรเธอก็ซื้อให้ แม้เสื้อผ้าไหมราคาแพงเธอก็หาให้ใส่ แล้ววันหนึ่งมันก็จะฆ่าเธอเพียงเพื่อเงินแค่นั้นได้อย่างไร

แต่ชีวิตของเธอก็จะได้บทเรียนที่คล้ายกันนี้อีกหลายบท เธอซื่อบริสุทธิ์เกินไป ไว้ใจผู้ชายมากเกินไป มองโลกในแง่ดีมากเกินไป ทำให้ใครๆ หลอกเอาได้ง่ายๆ เอารัดเอาเปรียบ หรือทำกับเธอประดุจวัตถุสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นดาราที่ทะเลาะกับแฟนแล้วพาเธอไปเที่ยวและพาไปอพาร์ตเมนต์ของเขา หรือการสะกดจิตล้วงความลับของเธอบนเวทีที่มีคนดูเป็นผู้ชายเต็มห้อง รวมทั้งฉากสุดท้ายที่สะท้อนความเจ็บปวดสุดบรรยายอันเกิดจากความเลวร้ายของมนุษย์

คาบีเรียเชื่อในความจริงใจของคน เธอมักเชื่อว่าได้พบรักแท้เมื่อมีผู้ชายมาจีบ คนแล้วคนเล่าก็ไม่เคยเรียนรู้หรือลดความเชื่อในผู้คน คงเป็นเพราะธอต้องการมีชีวิตที่ดีกว่า ต้องการออกจากชีวิตแบบนี้ ต้องการมีชีวิตเหมือนคนธรรมดามากเสียจนลืมความเป็นจริงที่เป็นด้านเลวของมนุษย์ เธอทำตัวเหมือนคนซื้อหวย หวยออกกี่ครั้งไม่เคยถูก แต่ก็ไม่เคยเข็ด ไม่เคยลดละ เลิก หรือหมดหวัง

เธอร่วมเดินทางกับเพื่อนไปจาริกแสวงบุญ ไปสวดขอแม่พระช่วยให้ชีวิตของเธอเปลี่ยน ให้พวกเธอพ้นทุกข์ ทุกข์ทางกายสำหรับคนพิการ ทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะยากจนขัดสน แต่ลึกๆ เธอไม่เชื่อว่าจะมีปาฏิหาริย์ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องมาจากภายในมากกว่า เธอบอกเสมอว่า เธอไม่ได้ขาดอะไรเลย ที่ต้องการจริงๆ คือคนรักเธอจริง ที่ต้องการร่วมชีวิตกับเธอ สร้างครอบครัว มีลูกมีหลานเหมือนคนทั่วไป

มีอยู่สองฉากที่เธอเปิดเผยชีวิตที่แท้จริงของเธอ ฉากที่นั่งรถกลับจากนอกเมืองกับชายใจบุญที่นำข้าวของไปให้คนยากไร้ที่อาศัยอยู่ตามถ้ำตามรู เธอประทับใจการกระทำของชายผู้นั้นมาก จนบอกชื่อจริงและที่อยู่ของเธอให้เขาทราบ นั่นคือความรู้สึกลึกๆ ของเธอที่ชื่นชมคุณธรรมความดี และพร้อมที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเธอ

อีกฉากหนึ่งเปิดเผยเมื่อโดนสะกดจิตบนเวที เหมือนกับทั้งชีวิตที่เธอถูกผู้ชาย “สะกดจิต” วันนั้นใครๆ รู้หมดว่าเธอเป็นใครมาจากไหน มีบ้าน มีบัญชีธนาคาร และนั่นคือที่มาของการพบกับหนุ่มรูปหล่อที่เธอเชื่อสนิทใจแบบไม่เคยเชื่อใครมาก่อนว่า เขาคือเทพบุตรลูกผู้ชายตัวจริง หลังจากนัดพบกันหลายครั้งเขาขอเธอแต่งงาน เธอขายทุกอย่าง ถอนเงินจากธนาคาร หอบข้าวของจะไปตั้งต้นชีวิตใหม่กับเขา

แล้วเหตุการณ์ซ้ำซากก็เกิดขึ้นอีกจนได้ แม้เธอไม่ได้ถูกผลักตกหน้าผา แต่ก็ถูกฆ่าทางใจอย่างทารุณโหดร้าย จากผู้ชายซึ่งไม่ได้รักเธอจริงๆ เพียงอยากได้สมบัติของเธอเท่านั้น เธอขอร้องให้เขาฆ่าเธอให้ตายไปดีกว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป “พอแล้ว ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว ผลักฉันลงไปสิ เอาสิ” เธอร้องไห้กับความโหดร้ายทารุณของชีวิต

เธอยกเงินทั้งหมดให้เขาโดยที่เขายังไม่ได้แย่ง บอกให้เอาไปเลย เธอต้องการประชดความอยุติธรรมที่ผู้คนทำกับเธอได้ลงคอ เธอนอนเกลือกกลิ้งด้วยหัวใจที่ปวดร้าวและแตกสลาย จนกระทั่งได้ยินเสียงเพลงมาแต่ไกล เพลงที่เด็กหนุ่มหญิงสาวกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นดนตรีและร้องรำมาตามถนน เธอลุกขึ้น และค่อยๆ เดินสวนทางหนุ่มสาวเหล่านั้น

หนังจบด้วยภาพใบหน้าที่ยิ้มเปื้อนน้ำตา เธอได้พบปาฏิหาริย์ครั้งสำคัญ เธอยังมีชีวิตอยู่ รอดมาได้ไม่ถูกฆ่า ที่สำคัญ เธอได้ค้นพบความกล้าหาญภายในตัวเธอ กล้าที่จะลุกขึ้นเดินเพื่อเผชิญชีวิตที่ดูโหดร้ายนี้ต่อไป จะมีอะไรยิ่งใหญ่กว่านี้ในชีวิตคนเรา

บทเพลงที่ได้ยินในตอนสุดท้ายก็เป็นบทเพลงเดียวกับที่เราได้ยินตลอดหนังเรื่องนี้ที่เล่นโดยนักดนตรีข้างถนนจนถึงนักดนตรีในไนท์คลับ ออกไปถึงคนเล่นแอ็กคอร์เดียนในทุ่งหญ้า ไปยังนักเปียโนในห้องแสดงคอนเสิร์ต และสุดท้ายเล่นด้วยเครื่องดนตรีหลายชนิดโดยคนหนุ่มสาวประหนึ่งอยากจะบอกว่า ชีวิตของคาบีเรียก็เหมือนบทเพลงนี้ที่ถูก “เล่น” โดยโชคชะตา ส่งต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง

ดูหนังแล้วคิดถึงหญิงไทยเป็นหมื่นเป็นแสนที่สถานการณ์บังคับให้ขายบริการทางเพศเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ แม้จะถูกดูหมิ่นดูแคลนและเป็นงานที่ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี แต่มีใครช่วยพวกเขาให้พ้นจากสภาพเช่นนั้น สภาพที่พวกเขาใช่ว่าต้องการจะอยู่ไปจนตาย

พวกเขาไม่ใช่คนล้มละลายทางศีลธรรม หลายคนมีชีวิตคล้ายคาบีเรีย ถูกเอาเปรียบแล้วถีบทิ้ง เป็นเหยื่อของสถานการณ์ ไม่ใช่คนรนหาชีวิตแบบนี้และอยากอยู่เช่นนี้ตลอดไป พวกเขาต้องการพ้นจากสภาพที่อยู่อย่างขืนใจนี้

หญิงไทยหลายหมื่นหลายแสนเหล่านี้ดิ้นรนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าไม่ว่าในหรือต่างประเทศ เป็นคนที่ควรได้รับการมองและปฏิบัติต่ออย่างคนมีศักดิ์ศรี พวกเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเช่นนั้น แต่เกิดมาและมีความต้องการเหมือนกับเราทุกคน คือต้องการมีชีวิตที่ดีมีความสุข แต่สังคมไม่ได้ให้ความเป็นธรรม ไม่มีที่ยืนให้พวกเขา

ถ้าทำอะไรให้พวกเขาไมได้ แค่มองพวกเขาอย่างเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมโลกด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ ไม่เอาเปรียบและไม่ข่มเหงซ้ำเติมด้วยการพิพากษาให้ตราบาป ก็ถือว่าได้ช่วยพวกเขามากแล้ว