Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 3 พฤษภาคม 2560

โลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีเร็วมาก แต่ด้านสังคมวัฒนธรรมไม่ได้เปลี่ยนในความเร็วเดียวกัน หรืออาจจะต้านการเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำ ลองมาพิจารณาปรากฎการณ์บางอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงจิตวิญญาณของยุคสมัย หรือที่ฝรั่งเรียก Zeitgeist (คำเยอรมันที่ใช้กันสากล)

๑.      สังคมต้องการการเปลี่ยนแปลง ปฏิเสธระบบระเบียบเดิม ความเป็นสถาบัน องค์กรที่ยึดติดกับ

ข้อบังคับ กฎหมายมากกว่าอย่างอื่น ปรากฎการณ์ทางการเมืองอเมริกันที่เลือกนายทรัมป์ การเมืองฝรั่งเศสที่ เลือกนายมาคร็องเป็นอันดับหนึ่งทั้งๆ ที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใหญ่ในการเลือกตั้งรอบแรก และไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งมาก่อน ลาออกจากพรรคเก่ามาตั้งขบวนการทางการเมืองใหม่ (En March)

                นายโอบามาเคยใช้คำว่า “Change” ในการหาเสียง แต่คนอเมริกันผิดหวังว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ เป็นคำพูดสวยหรูให้ดู “สมสมัย” ให้ถูกใจผู้คนยุคใหม่นี้เท่านั้น การเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ง่าย รวมทั้งนายทรัมป์เองก็ใช่ว่าจะทำการเปลี่ยนแปลงได้มากมายตามที่ประกาศไว้ตอนหาเสียง

                ผู้คนปฏิเสธความเป็นสถาบัน (establishment) เพราะรู้สึกผูกมัด ฝรั่งชาวคริสต์ส่วนใหญ่ก็อาจไปวัดไปโบสถ์ปีละครั้งสองหนตอนคริสต์มาสปาสกาเท่านั้น และอีกครั้งตอนตายแล้ว อีกส่วนหนึ่งเลิกไปเลย

สยามรัฐรายวัน 26 เมษายน 2560

มาร์กซิสม์เก่าแก่บอกว่า เศรษฐกิจชุมชนคือเศรษฐกิจที่รอวันตาย แต่อันโตนิโอ กรัมชี มาร์กซิสท์แนวแก้แย้งว่า คงไม่ใช่ เพราะแนวคิดดังกล่าวมองข้ามความสำคัญของวิถีวัฒนธรรมของชุมชนและสังคม

อันโตนิโอ กรัมชี คือ ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิส์อิตาลี ผู้ให้แนวคิดเรื่อง “อำนาจนำ” (hegemony) หรืออำนาจครอบงำสังคมโดยการสร้างค่านิยมที่ทำให้คนแยกไม่ออกระหว่างผิดชอบชั่วดี เห็นพ้องกับ “ผู้นำ” ซึ่งมีอำนาจแบบไม่โต้เถียง และเขาคือผู้ที่คิดคำว่า “organic intellectual” (ปัญญาชนชาวบ้าน)

(ถ้าแปลว่า ปัญญาชนอินทรีย์ คงแปลกดี แต่จริงๆ คือ ปัญญาชนที่เกิดในองคาพยพนั้น คนในชุมชนหรืออาชีพนั้นๆ เช่น ผู้นำชาวนาที่ไม่ใช่คนนอกเข้าไปนำชาวนา ผู้นำกรรมกรที่เป็นกรรมกรเอง)

อิตาลีคือประเทศที่ยืนยันแนวคิดของกรัมชี ที่พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนจนเป็นต้นแบบของการพัฒนาประเทศต่างๆ ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่หลังสงครามโลกเป็นต้นมา ไม่ว่ากรีซ เตอร์กี และประเทศในแอฟริกาเหนือทั้งหลาย

เศรษฐกิจอิตาลีกว่าร้อยละ 90 มีฐานอยู่ที่วิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงขนาดจิ๋วในครัวเรือนที่อาศัยแรงงานในครอบครัว ภูมิปัญญา ทรัพยากรในท้องถิ่น และความเป็นศิลปินในสายเลือด ทำให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับปัจจัยสี่ ข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน และที่สำคัญ ผลผลิตด้านการเกษตร

สยามรัฐรายวัน 19 เมษายน 2560

เศรษฐกิจวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์น่าจะเป็นเข็มทิศทางสว่างให้สังคมไทยวันนี้ ที่ไม่ได้มองแต่อุตสาหกรรมหนัก ประกอบรถยนต์และอื่นๆ ส่งออกเป็นแสนๆ ล้าน แต่เหลืออยู่ในบ้านเราเท่าไหร่เอง ขณะที่ขายผ้าขาวม้าได้เท่าไรก็ได้หมด และลงไปถึงชุมชนรากหญ้าด้วย

          ผ้าข้าวม้าราคาไม่กี่สตังค์ในอดีต วันนี้มีมูลค่าขึ้นมาด้วยความคิดสร้างสรรค์ กลายเป็นแฟชั่นที่หนุ่มสาวสวมใส่เดินบนแค็ทวอล์คในงานแฟชั่นโชว์ระดับอินเตอร์

คุณค่าของผ้าขาวม้าที่โด่งดังวันนี้อยู่ที่การออกแบบประยุกต์ก็จริง แต่ปัจจัยสำคัญ คือเป็นผ้าทอมือ ย่อมสีธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชุมชนไทยมานับพันปี เป็นของใช้ได้สารพัดประโยชน์

สมัยโบราณไม่มีใครเอาผ้าขาวม้ามาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า ใช้แต่นุ่งอยู่บ้าน นุ่งอาบน้ำ เช็ดตัว นุ่งออกไปหาปลา ลงสระลงหนอง ผูกเป็นเปลนอน โพกหัวคาดพุงไปไหนมาไหนเพื่อใช้ปูนั่งปูนอน และอื่นๆ

          ผีตาโขน บุญบั้งไฟ แห่เทียนเข้าพรรษา เป็นงานบุญประเพณีวิถีวัฒนธรรมที่ททท.ส่งเสริมให้เป็นงานดึงดูดนักท่องเที่ยว ขายความแปลกใหม่ อลังการงานสร้าง แต่ไม่ได้สื่อสารคุณค่าอะไรนักเพราะคงแยกไม่ได้ว่า อะไรเป็นเรื่องศรัทธาความเชื่อ อะไรเป็นวัตถุสิ่งของเครื่องใช้