phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 4 กรกฎาคม 2561

เหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ตามหา “หมูป่าอะคาเดมี” ได้สร้างปรากฎการณ์ที่ให้บทเรียนมากมายกับสังคม

            หนึ่งในนั้น คือ ได้เห็นการผนึกพลังของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ชุมชน ไปถึงพระสงฆ์องค์เจ้า ทิ้งความขัดแย้งไว้เบื้องหลัง รวมพลังกันส่งแรงใจ สวดมนต์ ส่งความช่วยเหลือทุกอย่างที่ต้องการ เป็นการรวมพลังครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งหลังจากสินามิเมื่อปลายปี 2547

            ในสถานการณ์เช่นนี้ มีภาพเขียนภาพการ์ตูนสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนออกมาได้อย่างกินใจ ส่วนใหญ่เป็นการส่งแรงใจไปให้น้องๆ ที่อยู่ในถ้ำ “คนแปลกหน้าที่อยากเจอมากที่สุด “ “ทีมฟุตบอลที่ทุกคนเชียร์” หลายบ้านเปิดทีวีทั้งวันเพื่อติดตามสถานการณ์

โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือที่รวมพลังคนไทยเข้าด้วยกัน เชื่อมโยงไปถึงคนทั้งโลกที่ต่างก็ส่งกำลังใจและความช่วยเหลือมาในรูปแบบต่างๆ สื่อมวลชนใหญ่ๆ รายงานทุกวัน ไม่ใช่ "วาระแห่งชาติ" แต่เป็น "วาระแห่งโลก" ไปแล้ว

คำหลักที่สำคัญที่ควรเรียนรู้ คือ “บูรณาการ” และ “ยุทธศาสตร์ร่วม” คำแรกใช้กันอย่างฟุ่มเฟือยในทุกระดับ คงเป็นเพราะในความเป็นจริงไม่มีการผนึกพลังและทำงานแบบ “ร่วมไม้ร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ” อย่างที่คำคำนี้บ่งบอก “บูรณาการ” มาจาก “สมบูรณ์” ทำแบบรอบด้าน ไม่ใช่บางส่วน แยกส่วน

ส่วนใหญ่มักจะขยันสร้าง “กำแพง” มากกว่าสร้าง “สะพาน” ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ แข่งขันมากกว่าร่วมมือ แม้แต่ในหน่วยงานเดียวกัน ในกอง ในกรม ในกระทรวงเดียวกัน

ที่ขาดการบูรณาการเพราะไม่มี “ยุทธศาสตร์ร่วม” มีแต่ “ประชุม” และ “คณะกรรมการ” ที่ประกอบด้วยผู้แทนจากทุกภาคส่วนก็จริง แต่ประชุมเสร็จก็กลับไปทำงานของตนเอง ไม่มีการบูรณาการทุกขั้นตอนของการทำยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมการ “คิดร่วมและปฏิบัติการร่วม” ตั้งแต่กำหนดวิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ ภารกิจ แผนงาน โครงการ กิจกรรม

ถ้ำหลวง เขานางนอน คือ บทเรียนของ “ยุทธศาสตร์ร่วม” (common strategy) ที่ทุกคนจากทุกภาคส่วนมีพื้นที่เดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน แบ่งงานกันทำเพื่อช่วยเหลือให้ 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำออกมาให้ได้ เป็นการเอาพื้นที่เป็นตั้วตั้ง เอาชีวิตคนเป็นเป้าหมาย

ยุทธศาสตร์ร่วม ทำให้ทุกคนต่างก็มาด้วยเจตนาเดียวกัน ใครมีอะไรก็ระดมเอามาช่วยตามกำลังความสามารถ ทั้งผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์ งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นเดียวกัน ให้นโยบายชัดเจน

เมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่ทำงานเอดส์ ประเทศที่ได้รับการยกย่องว่ามียุทธศาสตร์ดีและทำงานเอดส์อย่างได้ผลจนยกให้เป็นต้นแบบ คือ ประเทศกัมพูชา เพราะที่นั่นเขามี “ยุทธศาสตร์ร่วม” (common strategy)

องค์การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เป็นผู้ประสานให้หน่วยงานทั้งยูเอ็น หน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน เอ็นจีโอ กลุ่มผู้ติดเชื้อ มาระดมพลังสร้างยุทธศาสตร์ร่วมกันว่า จะป้องกันและแก้ปัญหาโรคเอดส์ได้อย่างไร เริ่มจากความคิดไปจนถึงแผนงาน โครงการ กิจกรรม แบ่งบทบาทหน้าที่กันตามกำลังความสามารถของแต่ละหน่วยงานที่เข้าร่วม เป็นการผนึกพลัง (synergy) ที่ให้ผลเป็นทวีคูณ

ยุทธศาสตร์ร่วมเริ่มตั้งแต่การคิด การวางแผน ทุกอย่างร่วมกัน เมื่อแบ่งหน้าที่กันไปทำตามแผนที่วางไว้ก็มีการประชุมกันเพื่อติดตามงาน ประสานงานกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

ควมจริง องค์การสหประชาชาติที่ทำงานด้านเอดส์ (UNAIDS) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปีประมาณ 24 ปีก่อน มีชื่อเต็มว่าJoint United Nations Programme on HIV/AIDS โครงการร่วมของสหประชาชาติเกี่ยวกับโรคเอดส์ ซึ่งเป็นการผนึกพลังระหว่าง WHO, UNICEF, UNDP, UNESCO, World Bank

โรคเอดส์พบตั้งแต่ปี 2524 หน่วยงานต่างๆ ของสหประชาชาติต่างก็มีโปรแกรมของตนเกี่ยวกับโรคเอดส์ แย่งผู้สนับสนุนการเงินกัน แข่งกันทำงาน ที่สุดจึงได้ตกลงความร่วมมือตั้ง UNAIDS เพื่อเป็นองค์กรประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วน กับภาครัฐ เอกชน ชุมชน ในทุกประเทศ

รัฐบาลไทยได้ทำยุทธศาสตร์ 20 ปีไปแล้ว จะได้ผลมากน้อยเพียงใดคงขึ้นอยู่กับว่า ยุทธศาสตร์นี้จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงหรือไม่ จะสามารถผนึกพลัง “ความร่วมไม้ร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ” ของทุกภาคส่วน เหมือนที่ถ้ำหลวง เขานางนอนได้หรือไม่

วันนี้เราไม่ได้มีแต่ 13 คนในถ้ำหลวง แต่มีอีก 13 ล้านคนในถ้ำความยากจน หนี้สิน โรคภัยไข้เจ็บ และสารพันปัญหาที่มาจากความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ การขาดโอกาส

คน 13 ล้านคนยังช่วยตัวเองไม่ได้ หาทางออกจากถ้ำไม่เจอ สังคมไทยระดมสรรพกำลังเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านี้อย่างไร ที่ทำอยู่เพียงพอหรือยัง มียุทธศาสตร์ร่วมเหมือนที่ถ้ำหลวงหรือไม่

วันนี้มีคนไทยกี่คนที่รู้รายละเอียดยุทธศาสตร์ 20 ปี ส่วนใหญ่คงไม่รู้จัก เพราะไม่เคยมีส่วนร่วมในการทำยุทธศาสตร์นี้ ที่ไม่ได้ทำแบบที่ถ้ำหลวงซึ่ง “เอาพื้นที่เป็นตั้วตั้ง เอาชีวิตคนเป็นเป้าหมาย” แต่ยังทำเหมือนแผนพัฒนาทุกปีที่เอาจีดีพีเป็นเป้าหมาย เอาความสุขของประชาชนเป็นผลพลอยได้

บทเรียนของถ้ำหลวงน่าจะทำให้รัฐบาลทบทวนยุทธศาสตร์ 20 ปี พูดให้บูรณาการทุกวันศุกร์คงไม่พอ ถ้าไม่มียุทธศาสตร์ร่วม เพื่อนำไปสู่ปฏิบัติการร่วมแบบบูรณาการอย่างแท้จริง

ถ้ารัฐบาลรวมศูนย์ รวมอำนาจ คิดคนเดียวทำคนเดียวคงเอาคน 13 คนออกจากถ้ำไม่ได้ฉันใด เอา 13 ล้านคนออกจากถ้ำแห่งความทุกข์ทรมานก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ใน 20 ปี

สยามรัฐรายวัน 27 มิถุนายน 2561

ข่าวไทยพีบีเอสวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมาเสนอเรื่องฝายกั้นน้ำอย่างน่าสนใจ เป็นโครงการสร้างฝาย 1,097 แห่งใน 45 จังหวัด งบประมาณ 109 ล้าน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแล

            ข่าวเล่าเรื่องชาวตำบลทุ่งยายชี อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงทรา ที่ไม่ขอรับงบประมาณจากรัฐบาลที่ให้สร้างฝาย 10 แห่ง ประมาณ 1 ล้านบาท โดยผู้นำชุมชนบอกว่า มีฝายอยู่แล้ว 20 แห่ง ที่ชาวบ้านสร้างเองโดยไม่ได้ใช้งบประมาณจากรัฐแม้แต่บาทเดียว

            ฝายที่ชาวบ้านสร้างเป็น “ฝายมีชีวิต” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ ดร.ดำรง โยธารักษ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิตปากพนัง นครศรีธรรมราช ได้ร่วมมือกับเพื่อนที่กรมป่าไม้พัฒนาเป็นต้นแบบและแพร่หลายไปทั่วประเทศในขณะนี้ และสร้างสถาบันขึ้นมาเพื่อพัฒนาครูฝายกระจายไปทุกจังหวัด

            กรณีที่ชาวบ้านปฏิเสธโครงการฝายจากรัฐที่ทุ่งยายชี ไม่ใช่เพียงเพราะมีอยู่แล้ว 20 แห่ง แต่เพราะหน่วยงานของรัฐเสนอแบบก่อสร้างและรายละเอียดการใช้งบประมาณไว้เสร็จ ต้องใช้ปูนหินดินทราย ไปถึงถุงกระสอบและค่าแรงเท่าไร ต่างจาก “ฝายมีชีวิต” ทีใช้ไม้ไผ่และวัสดุในท้องถิ่นทั้งหมด ไม่ใช้ปูน

            ผู้นำชุมชนทุ่งยายชีบอกว่า การใช้ปูนทำให้ต้นไม้ที่ปลูกริมน้ำไม่สามารถชอนไชรากได้ ไม่มีบันไดให้ปลาขึ้นไปวางไข่ ขณะที่ฝายมีชีวิตเกื้อกูลธรรมชาติ เน้นที่การอนุรักษ์ป่า อนุรักษ์น้ำ ปลูกไม้หลายชนิด (ดร.ดำรงรวบรวมไว้กว่า 80 ชนิด) ที่ช่วยอุ้มน้ำอุ้มดินและ “เป็นฝาย” แทนไม้ไผ่ที่จะผุพังไปในที่สุด

            ในข่าว คุณทวี สาธุชาติ อดีตกำนันตำบลทุ่งยายชีบอกว่า “ไม่อยากได้งบมา เพราะจะมีอะไรตามมาหลายอย่าง เรามีศักยภาพพอทำได้ ชาวบ้านร่วมมือร่วมไม้ ร่วมสมามัคคี ร่วมพลังกัน” “เงินสร้างฝายได้ก็จริง แต่ถ้าคนสร้างฝาย ฝายก็สร้างคน สร้างสิ่งแวดล้อม”

โครงการร้อยล้าน พันฝาย 45 จังหวัดทำไปแล้ว 40 จังหวัด เป็น ”ไทยนิยม” ที่รัฐบาลนี้เร่งรัดให้เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดหลายแห่งก็ส่งเสริมการแก้ปัญหานี้โดยไม่ได้รองบประมาณจากรัฐ อย่างกรณีผู้ว่าฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ส่งเสริมให้ชุมชนร่วมมือกันสร้างฝายมีชีวิต และท่านคงไม่ได้ไปบังคับชาวบ้านให้รับโครงการนี้ที่ตำบลทุ่งยายชี

เช่นเดียวกับผู้ว่าณรงค์ วุ่นซิ้ว ที่ชัยภูมิที่ระดมพลังประชาสังคมปลูกต้นไม้และทำฝายมีชีวิต 110 แห่งในเขตอุทยานตาดโดน พื้นที่ 14,000 ไร่ที่รัฐทวงคืนจากผู้บุกรุก ฟื้นฟูธรรมชาติ พัฒนาป่าโลใหญ่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

นับเป็นโครงการที่แสดงความเข้าใจในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติที่มีหลักคิดที่เป็นองค์รวม ไม่แยกส่วนคิดแต่เรื่องฝายกั้นน้ำ แต่รวมความไปถึงการปลูกไม้ไว้เป็นที่เก็บน้ำไว้พร้อมกับฝายมีชีวิต

ผู้นำที่ชัยภูมิให้ข้อมูลว่า จังหวัดนี้ได้รับงบประมาณทำฝาย 70 แห่ง มากกว่าทุกจังหวัด พยายามประนีประนอมให้ “ฝายไทยนิยม” (ฝายปูน) กับ “ฝายชุมชนนิยม” (ฝายมีชีวิต) อยู่ร่วมกันได้ คือเอาฝายปูนไว้กลางน้ำ เพราะไม่มีบันไดปลา ไม่มีหูช้าง อยู่โดดๆ ไม่นานก็จะถูกน้ำเซาะพัง ฝายชีวิตช่วยไว้ได้

ก็คงเป็นการหาทางออกให้ประชานิยมแบบประนีประนอม ซึ่งรัฐบาลนี้น่าจะสรุปบทเรียนและไม่ทำงานแบบสั่งการ (top down) ทำโครงการสำเร็จรูปไปสั่งให้ชาวบ้านทำฝายแบบปูพรม โดยไม่มีส่วนร่วม ไม่เคยไปถามด้วยซ้ำว่า อยากได้หรือไม่ ควรทำที่ไหน ราชการคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่า

เคยไปสำรวจโครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กทั่วภาคอีสานเมื่อ 25 ปีก่อนให้โครงการไทยออสเตรเลียที่ทำเรื่องน้ำ พบว่าไม่ถึงร้อยละ 15 ที่ใช้การได้ ส่วนใหญ่ไปขุดบ่อ ขุดสระให้หมู่บ้านโดยชาวบ้านหลายแห่งไม่เคยรู้เรื่อง อยู่ไกลเกินไปบ้าง อยู่ต่ำกว่าที่นาที่สวนบ้าง ไม่รู้จะเอาน้ำไปใช้ได้อย่างไร ส่วนใหญ่เป็นที่วัวควายไปกินน้ำไปอาบน้ำ

รัฐบาลที่ผ่านๆ มาส่งเสริมการทำ “ฝายแม้ว” ไว้มาก มาวันนี้ก็ทำฝายกันต่อ เกิดเรื่องที่ทาง ปปง.บอกว่า “ฝายหาย” เพราะไม่รู้ไปสร้างไว้ที่ไหน ในป่าในดง ไม่สามารถไปตรวจสอบได้ หรืออาจไม่มี

โครงการทำฝายเป็นตัวอย่างหนึ่งที่รัฐบาลควรทบทวนนโยบาย ชุมชนมีพลังที่เป็น “ต้นทุน” มีทรัพยากรมากกว่างบประมาณที่รัฐไปช่วยชาวบ้านเป็นร้อยเป็นพันเท่า แต่รัฐบาลไม่เข้าใจ จึงได้แต่สั่งการเหมือนว่าชาวบ้านไม่มีอะไร ยังคิดแบบโบราณว่าชาวบ้าน “โง่ จน เจ็บ”

ที่ชัยภูมิ นายอำเภอหนองบัวแดงให้นโยบายสร้างฝายมีชีวิตหมู่บ้านละ 1 แห่ง นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของการ “ปูพรม” ได้แต่ “รูปแบบ” ไม่ได้ “เนื้อหา-กระบวนการ-คุณค่า” อาจจะได้แต่ปริมาณ แต่เมื่อขาดกระบวนการที่ดี ไม่มีการเรียนรู้ ไม่เกิดปัญญา ไม่พัฒนา ไม่นานฝายมีชีวิตก็จะตาย เป็นฝายร้าง

รัฐบาลเร่งรีบใช้จ่ายงบประมาณไทยนิยม เงินลงหมู่บ้านมากมาย ถ้าไม่มีวิธีคิดที่เอาชุมชนเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่คิดถึงบริบท ศักยภาพของแต่ละแห่ง ชุมชนไม่มีส่วนร่วม อาจเป็นความปรารถนาดีประสงค์ร้าย ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้ชุมชนแตกแยก และเป็นโอกาสการโกงให้ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ

เชื่อมหาตมะคานธีสักหน่อยก็ดี คนที่ชาวอินเดียยกย่องเป็นบิดาแห่งชาติ ท่านบอกว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ที่ชาวบ้านลำบากยากแค้นเ พราะรัฐรวบอำนาจ ผูดขาดนโยบาย การใช้งบประมาณ

หรือไม่ก็คิดถึงคุณยายยิ้มที่พิษณุโลก ที่เข้าไปอยู่ในป่าคนเดียวกว่า 20 ปี ทุกวันจะออกจากที่พักไปสร้างฝาย เพื่อเก็บน้ำไว้ในป่า ตอนนี้คงได้ 20 ฝายเพื่อถวายในหลวง

โครงการพระราชดำริ 4,741 โครงการ 3,248 เป็นเรื่องน้ำ ศาสตร์พระราชาในเรื่องนี้ยิ่งใหญ่มากไม่ได้เริ่มจากงบประมาณ แต่มาจากใจ “ระเบิดจากข้างใน” จึง “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา”

สยามรัฐรายวัน 20 มิถุนายน 2561

เขียนเรื่องวิสาหกิจุมชนมาหลายตอน ขอสรุปสรุปว่า “แก่น” ของวิสาหกิจชุมชน คือ “การเรียนรู้คือหัวใจ เป้าหมายคือการพึ่งตนเอง”

            พูดง่ายแต่ทำยาก เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคทุนนิยม สังคมบ้าบริโภค ที่ครอบงำและบิดเบือน ทำให้ผู้คนสับสนกับเป้าหมายของชีวิต ทำให้วิธีการก็พลอยเพี้ยนไปด้วย แทนที่เป้าหมายจะเป็น “ความสุข” คนก็ถูกยัดเยียดให้คิดว่าเป้าหมายคือ “รวย”

            เพื่อจะรวย คนจึงต้องหาเงินให้ได้มากที่สุด คิดว่า ถ้ามีเงินแล้วก็จะมีความสุข ซึ่งไม่ว่าจะดูที่ภาพของสังคม หรือของบุคคลก็พบว่าไม่จริง เศรษฐกิจเติบโตทุกปี แต่คนก็ไม่ได้มีความสุขเพิ่มขึ้นทุกปี

            หลายปีก่อน ประเทศฝรั่งเศสขอให้นายโยเซฟ สติกลิตซ์ และอมาตยา เซน สองนักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลไปช่วยทำยุทธศาสตร์ช่วยให้คนฝรั่งเศสมีความสุขมากขึ้น เพราะแม้เศรษฐกิจจะโต คนมีเงินมากขึ้น แต่ก็ยังทุกข์ เครียด บ้าและการฆ่าตัวตายไม่ได้ลดลง

            ถ้าการเรียนรู้คือหัวใจ ชุมชนจะพบว่า สิ่งที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่าเงิน คือ ความรู้ อย่างที่ปู่ย่าตายายเคยสอนไว้ว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน”

            ชุมชนน่าจะสรุปได้ว่า ถ้าไปขอความรู้ มีแต่คนอยากให้ แต่ขอเงินมีแต่คนอยากหนี เพราะไม่มีจะให้ ขอความรู้ ได้ความรู้ แปรความรู้เป็นเงิน จะได้เป็นร้อยเท่าพันทวี

            ถ้าเรียนรู้จริงๆ ก็จะพบว่า ทุนในชุมชนมีมากเพียงพอเพื่อจะอยู่อย่างพอเพียง ทุนทรัพยากร ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ชุมชนต้นแบบจำนวนมากยืนยันเรื่องนี้ ที่ไม่ได้พัฒนาเพราะมีงบอัดฉีด เหมือนไม้ในกระถาง เขารดก็สดชื่น เขาไม่รดก็เหี่ยวเฉา

            ทุนทางสังคมเป็น “ทรัสท์” (trust) ความวางใจที่เป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัย ช่วยเหลือเกื้อกูล ทำให้ชุมชนอยู่รอด เป็นทุนที่ต้องฟื้นฟูบูรณะและรักษาไว้ให้มั่น เพราะไม่มีทุนนี้ ต่างคนต่างอยู่ ชุมชนอ่อนแอ ไม่มีวิสาหกิจชุมชนไหนจะอยู่รอดได้

ลึกๆ แล้ว ทุนนิยมมีอำนาจในการแบ่งแยกและปกครองยิ่งกว่าอำนาจเผด็จการใด เพราะไปทำลายทุนทางสังคม ทำให้ผู้คนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่สามารถรวมตัวกันได้ ครอบงำทำให้ไม่รู้จักเรียนรู้ ทำให้พึ่งพาตนเองไม่ได้ คิดว่าต้องมี “เงิน” เท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้

หน่วยงานราชการก็ดี อปท.ก็ดี ต่างก็พาชาวบ้านไป “ดูงาน” อ้างว่าไปเรียนรู้ แม้จะรู้กันดีว่า ส่วนหนึ่งเพียงเพื่อไปใช้งบประมาณ (ที่เหลือตอนปลายปี) และหาเสียง ไม่ได้มีการเรียนรู้จริง ส่วนใหญ่พาไปดูแบบผิวเผิน เห็นแล้วก็ลืม ไม่ได้ประโยชน์อะไร

การเรียนรู้ดูงานที่ดี จะได้แรงบันดาลใจให้นำสิ่งที่พบเห็นไปสู่การปฏิบัติด้วยตนเองให้ได้ความรู้จริงและเกิดปัญญา เพราะได้ข้อสรุปอย่างน้อยใน 4 ประเด็น คือ ได้เห็นรูปแบบ (form) เนื้อหา (content) กระบวนการ (process) และคุณค่า (values)

ไม่เช่นนั้นจะเหมือนคนไปดูงานที่สวนวนเกษตรของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ที่แปดริ้ว แล้วสรุปว่า ไม่เห็นมีอะไรเลย เห็นแต่ป่า มีต้นไม้มากมาย ไม่รู้มีรายได้จากอะไร แต่คนฉลาด เรียนรู้เป็นได้ “เห็น” ความยิ่งใหญ่ของแนวคิดของ “การเรียนรู้สู่การพึ่งตเนอง” โดยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ของผู้ใหญ่วิบูลย์

คนทั่วไปคิดว่าการเรียนรู้คือการเลียนแบบ เพราะคุ้นเคยกับการท่องหนังสือ ท่องตำราที่คนเขียนไว้สรุปไว้แล้ว ไม่ได้เรียนรู้การแยกแยะ การวิเคราะห์ การเชื่อมโยง การสังเคราะห์ แยกไม่ออกระหว่าง “สิทธิ” กับ “อภิสิทธิ” ระหว่าง “วิธีการ” กับ “หลักการ” ระหว่าง “ระบบ” กับ “ระเบียบ”

เมื่อเรียนรู้คือการเลียนแบบ จึงเฮกันไปเฮกันมา เห็นเขาปลูกอะไรได้ราคาดีก็ปลูกตามเขา เห็นกล้วยราคาหวีละ 50 ก็เฮกันปลูกกล้วยจนเหลือหวีละ 10 บาทยังขายไม่ออก รัฐบาลส่งเสริมอะไรก็เฮตามรัฐบาล

วิสาหกิจชุมชนแตกต่างจากการทำธุรกิจ ชาวบ้านต้องรวมกลุ่มกันจัดการชีวิต จัดการทุนของตนเองเพื่อ “อยู่ให้รอด” ก่อนที่จะ “อยู่ให้รวย” เน้นที่ความร่วมมือ มากกว่าการแข่งขัน การแบ่งปันมากกว่ามุ่งการทำกำไรสูงสุด

วิสาหกิจชุมาชนเป็นพลังสำคัญ เป็นเครื่องมือไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ ถ้าหากเข้าใจในความเป็นศาสตร์และศิลป์ของ “การประกอบการ” หรือ “วิสาหกิจ” นี้

เป็นศาสตร์ คือ เป็นความรู้ที่ต้องเรียนรู้และสร้างใหม่เอง และเป็นศิลป์ คือพลังทางจิตวิญญาณของชุมชน ความเป็นพี่เป็น้อง ความเอื้ออาทรต่อกัน อันเป็นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของชุมชน

วิสาหกิจชุมชนจะให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” มาก่อน “มูลค่า” ถ้ามูลค่าเป็นเป้าหมาย จะทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ จะแข่งขันแย่งชิงผลประโยชน์มากกว่าร่วมมือ

รัฐบาลหวังดีแต่ประสงค์ร้ายถ้าหากส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนแบบ “ธุรกิจชุมชน” เพราะเท่ากับไปตัดกำลัง ทอนจุดแข็งของชุมชน ซึ่งไม่มีทางเป็นธุรกิจแบบทุนนิยมได้ ถ้าเอาปลาเล็กๆ เข้าไปเลี้ยงกับปลาใหญ่ ในบ่อในกระชังไม่รอดแน่นอน ถูกปลาใหญ่กินหมด

รัฐควรส่งเสริมให้วิส่าหกิจชุมชนเติบโตตามศักยภาพที่แท้จริง ปกป้อง เพื่อให้เติบโตจนพึ่งตนเองได้ โดยรัฐบาลควรชัดเจนว่า ระบบเศรษฐกิจ “เทร็คเดียว” แบบทางด่วนที่บังคับให้ทุกคนขึ้นไปวิ่งแข่งกันนั้น วิสาหกิตจชุมชนวิ่งไปไม่ถึงจุดหมายอย่างแน่นอน เหมือนเอารถอีแต้กไปแข่งกับบีเอ็ม

เศรษฐกิจฐานรากจะอยู่ได้ไม่ใช่เป็นฐานการผลิตและการบริโภคให้เศรษฐกิจใหญ่เท่านั้น แต่ให้มีระบบของตัวเอง “ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นทึ่งตนเอง” ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันให้อยู่รอดและมั่นคงได้