phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

วันเสาร์ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๒ ผมไปถวายใบประกาศเกียรติคุณ “เมธาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิต” พระธรรมโมลี อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๑ และเป็นรองอธิการบดีมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์

“เมธาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิต” เป็นตำแหน่งที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนมอบเป็นเกียรติให้แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ คุณธรรม ที่ร่วมมือในการพัฒนา “มหาวิทยาลัยชีวิต” ให้เป็นพลังทางสังคม พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมโมลี ได้ช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุน โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนมาตลอด ท่านเองจบปริญญาเอกจากมหาจุฬาฯ และเป็นรองอธิการบดีมหาจุฬาฯ ด้วย แต่ท่านก็แนะนำให้คนมาเรียนที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนด้วย มอบทุนการศึกษานักศึกษาที่ขาดแคลน ให้ห้องเรียนห้องประชุมที่วัดศาลาลอยในเมืองสุรินทร์ให้สถาบันใช้เป็นที่เรียนด้วย

วันเดียวกัน ผมได้มอบ “ปริญญาชีวิต” ใบประกาศนิยบัตรเพื่อยกย่องศิษย์เก่าที่ได้เปลี่ยนชีวิตของตนเอง เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชนท้องถิ่น จำนวน 20 กว่าคน และได้มีโอกาสได้พูดแสดงความยินดีและแนะนำสถาบัน เพราะมีแขกผู้ใหญ่จากจังหวัดมาหลายท่าน รวมทั้งเจ้าคณะจังหวัด พระเณร ผู้นำองค์กรต่างๆ ในจังหวัดที่มาร่วมมุทิตาจิตกับหลวงพ่อพระธรรมโมลี

ผมได้พบนักศึกษาคนเก่งๆ ที่ทำอะไรดีๆ มากมายให้ชุมชนและสังคม ไม่นานจะมีเรื่องราวของพวกเขามานำเสนอ อย่างน้องคนหนึ่งไปทำงานกรุงเทพฯ หลายปี กลับไปเรียนม.ชีวิตที่สุรินทร์กับสถาบัน ชีวิตเปลี่ยน ไม่กลับไปกรุงเทพฯ อีก เรียนแล้วเขียนโครงการได้ ขอทุนมาพัฒนากี่กระตุก ทอผ้าไหมในชุมชน ได้งบประมาณมา ๒ ล้านกว่าบาทจากทางราชการ

อีกคนหนึ่งผลิตกระเป๋า ไปเรียนรู้มา วางแผนจัดการดี มีชุมชนเรียนรู้และผลิต นำมาจำหน่ายที่ปั้มปตท.ที่อำเภอสังขะ และอีกสาขาหนึ่งที่กาฬสินธุ์ เธอให้ผมมาลูกหนึ่ง กระเป๋าเป้ สวยน่าใช้มาก ผมขอให้เธอเขียนเรื่องราวสั้นๆ สักหน้าสองหน้า จะเล่าให้ ปตท.ฟัง เผื่อว่า จะได้เป็นแนวทางให้มีการนำผลิตภัณฑ์ของนักศึกษาม.ชีวิตไปจำหน่ายในปั้มปตท.ทั่วประเทศบ้าง

ที่สุรินทร์ เราได้ร่วมมือกันทำโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ปีสองปีแรกมีนักศึกษากว่า ๑,๒๐๐ คน นับเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีศิษย์เก่าม.ชีวิตมากที่สุดแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกกันทำเมื่อปี ๒๕๕๔ จึงได้หารือกันว่า ไม่นานจะมีการนัดชุมนุมศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันสักครั้งหนึ่ง

ประธานนักศึกษารุ่นแรกเมื่อปี ๒๕๔๙ ชื่อ สุทัศน์ ชิดชอบ นายกอบต.เพี้ยราม อ.เมือง สุรินทร์ เป็นน้องชายของคุณชัย ชิดชอบ พ่อคุณเนวิน ชิดชอบ ซึ่งผมได้พบนายกสุทัศน์ตอนเดินทางกลับไปสนามบิน โดยผมไปเยี่ยมนักศึกษารุ่นปี ๕๗ ชื่อ สุทัศน์ สำรวมจิตร (ชื่อเหมือนกัน) ตำบลเพี้ยราม เป็นนักศึกษาดีเด่นมากคนหนึ่ง บ้านเขาพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่น่าสนใจมาก เขาเป็นประธานกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 พระราชทาน ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ ในจังหวัดสุรินทร์ ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเยี่ยมปีละ ๒ ครั้งมาหลายปีแล้ว

ศูนย์บ้านฮ็อง ตำบลเพี้ยรามแห่งนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ในฐานะศูนย์ที่บริหารจัดการได้ดีเยี่ยมในเรื่องการส่งเสริมพันธุ์ข้าว ด้วยความร่วมมือของภาคประชาสังคมในท้องถิ่น

ไปสุรินทร์คราวนี้ได้พบเห็นและสัมผัสกับสิ่งดีๆ มากมาย เรื่องราวดีๆ คนดีๆ ได้พบศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบัน ทีมงาน อาจารย์ และผู้มีพระคุณช่วยเหลือสถาบันมากมายหลายคน ได้ของฝากที่ใส่กระเป๋าที่น้องศิษย์เก่าเขาให้มาจนเต็ม ข้าวดีๆ อีกหลายกิโล เอามาไม่ได้ก็ขอให้ดร.วิทยา ผอ.ศูนย์ที่สุรินทร์เอามาให้วันหลังที่ไปสถาบัน ของฝากที่เป็นเอกลักษณ์ของดีที่โด่งดังของเมืองสุรินทร์อย่างหนึ่ง คือ หัวไชโป้ว ตราสามผึ้งสูตรโบราณ ที่คุณธนกฤต เจียรวัฒนาการ เจ้าของ ผู้เป็นกัลยาณมิตรของม.ชีวิตมามอบให้เอง

 

 “เพื่อนกระเป๋า”  

ศิษย์ม.ชีวิต ที่สุรินทร์ที่ให้กระเป๋าเป้ผมมา ชื่อ มินตรา บุญจิตต์ เป็นนักศึกษารุ่นปี ๕๖ เธอเรียนพร้อมกับสามี บอกว่า เวลาไปเรียนลูกก็ไป (เรียน) ด้วย เช่นเดียวกับหลายครอบครัว ที่ทางสถาบันส่งเสริมให้ใครไปก็ได้ ฟัง ไปร่วมกิจกรรมการเรียนกับพ่อแม่ พี่น้อง สามี ภรรยา เพื่อน เธอบอกว่า พี่สาวก็ไปเรียนที่สถาบันพร้อมกัน จบพร้อมกัน

คุณมินตราขอแก้ไขข้อความที่ผมโพสท์เมื่อวานว่า ปั้มปตท.ที่เธอไปเปิดขายนั้นอยู่ที่อำเภอสังขะ ไม่ใช่ศรีขรภูมิ (พอผมไปแก้ไขตอนแรกไปแก้ว่า “สังขะบุรี” ผิดอีกหน)

 เธอบอกว่า เพื่อนๆ จากสถาบัน รุ่นพี่รุ่นน้องแวะเวียนไปเยี่ยม ไปอุดหนุนไม่ขาด ไม่นานเธอจะเขียนเรื่องราวของเธอตามที่ผมขอร้อง เมื่อได้รับผมจะโพสท์อีกครั้งหนึ่ง วันนี้โพสท์รูปกระเป๋าบางส่วนที่เธอส่งมาให้ดู มากมายนับร้อยชนิดกระมัง จึงลงให้ดูเป็นตัวอย่าง ใครผ่านไปทางสังขะ หรือกาฬสินธุ์ (ไม่ทราบอำเภอไหน เดี๋ยวเธอคงบอก) ก็ไปเยี่ยมเยียน อุดหนุน

ไม่นานเราจะมีเครือข่ายระดับจังหวัด ภาค และประเทศ คงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อเนื่อง และแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์กันด้วย ม.ชีวิต เรียนรู้ตลอดชีวิตครับ

(ผมไม่ถนัดโพสท์รูปภาพในเวปนี้ ดูได้ที่ fb Seri Phongphit และใน LINE ครับ)

สยามรัฐรายวัน 24 เมษายน 2562

มหาวิหารนอเตรอดาม สำคัญและยิ่งใหญ่แค่ไหน เห็นได้จากปฏิกิริยาจากทั่วโลกหลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา

ที่รู้สึกเสียดายเสียใจไปกับเหตุการณ์นี้ จนถึงกับหลั่งน้ำตาและพากันไปสวดมนต์ขณะที่ไฟกำลังไหม้ และผู้นำจากทั่วโลกส่งสารแสดงความเสียใจ คงเป็นเพราะมหาวิหารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของกรุงปารีส แต่เป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าชาวฝรั่งเศส ชาวยุโรป และเกี่ยวโยงไปถึงมนุษยชาติ

นอเตรอดามสะท้อนความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม เป็นถิ่นกำเนิดของมหาวิทยาลัยปารีส มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ เป็นมหาวิหารที่บอกเล่าว่า เมื่อ 850 ปีก่อน ผู้คนคิดอะไร และทำอย่างไรถึงได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ที่วันนี้คงไม่มีใครสามารถเลียนแบบถึงความอลังการงานสร้างนี้ได้อีก

ความจริง วิหารโกธิคที่ใหญ่โต สวยงามไม่แพ้นอเตรอดาม ที่สร้างขึ้นในยุคไล่เลี่ยกันก็มีหลายแห่ง ทั้งที่ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ และที่อื่นๆ แต่ไม่มีที่ไหนที่ผู้คนจะจดจำและนับเป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์ได้เท่านอเตรอดาม

 

เคยมีคนเรียกยุคกลางของยุโรป (ระหว่างศตวรรษที่ 5 ถึง 15) ว่ายุคมืด แต่คงไม่จริง เพราะพิจารณาแค่สถาปัตยกรรมในยุคนี้ที่มหาวิหาร ปราสาทราชวัง อารามนักพรตนักบวช ก็จะพบความยิ่งใหญ่ที่ยุคต่อมาที่อ้างว่าเป็นยุคสว่างทางปัญญาก็ยังไม่อาจเทียบได้

นอกจากนอเตรอดาม แล้ว ลองไปพิจารณามหาวิหารอย่างชาตร์และแรงส์ ที่เกิดก่อนนอเตรอดาม และที่เมืองอื่นๆ ในฝรั่งเศส อันเป็นที่เริ่มต้นสถาปัตยกรรมโกธิค ที่แพร่หลายไปทั่วยุโรป อย่างวิหารแห่งยอร์คในอังกฤษ, ที่เมืองบูร์โกสและเซบีญาในสเปน, เมืองโคโลญในเยอรมัน, เมืองฟลอเรนซ์ เมืองมิลาน ในอิตาลี, เซนต์สตีเฟ่นที่กรุงเวียนนาในออสเตรีย เป็นต้น

ใครเคยไปเยี่ยมชมมหาวิหารนอเตรอดาม คงจำภาพโดดเด่นของสถาปัตยกรรมโกธิคที่ยอดเยี่ยมแห่งนี้ที่มีลักษณะร่วมกับมหาวิหารอื่นๆ มีโถงกลางกว้างใหญ่ เพดานสูงโค้งสัน หน้าต่างใหญ่ทำด้วยกระจกสีสวยงามตระการตา หลังคาด้านนอกมียอดแหลม ประตูทางเข้าโค้ง มีรูปสลักรูปปั้นเล็กใหญ่เต็มไปหมดรอบวิหาร

ไปเยี่ยมชมมหาวิหารแห่งนี้ จะได้ฟังหินทุกก้อน ประตูหน้าต่างทุกบาน เสาทุกต้น และรูปปั้นรูปสลักทั้งหลายบอกเล่าประวัติศาสตร์ของอารยธรรมตะวันตกได้เป็นอย่างดี

มหาวิทยาลัยปารีสหรือซอร์บอนน์ถือกำเนิดที่มหาวิหารนอทเตรอดามแห่งนี้ ที่ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นที่สองรองจากที่โบโลญาในอิตาลี ซอร์บอนน์ตั้งอยู่ในย่านละติน ไม่ไกลจากนอเตรอดาม

เดิมที การศึกษาในยุโรปจัดกันที่บ้านหรือที่วัด ที่อารามนักพรตนักบวช ต่อมาจึงขยับไปที่โบสถ์วิหารต่างๆ และที่นี่เองที่เกิด “มหาวิทยาลัย” ขึ้นมา

เดิมที “มหาวิทยาลัย” ที่เกิดในโบสถ์วิหารเหล่านี้ทำหน้าที่ผลิตครู เป็นโรงเรียนฝึกหัดครู เวลาสอบเขาจะเชิญชาวบ้าน ประชาชนทั่วไปมาซักถาม ถ้านักศึกษาตอบได้ก็สอบผ่าน เพราะครูต้องทำหน้าที่ไปตอบคำถามชีวิตของประชาชน ไม่ใช่ไปสอนอ่านเขียน แต่สอนวิธีคิด การแก้ปัญหาชีวิต และสอนอาชีพ

ต่อมาก็เกิดมีคนที่เป็นหัวหน้า จัดการศึกษา เป็น “ครูใหญ่” จึงเกิดการศึกษาในระดับปริญญาโท ที่เรียกกันจนถึงทุกวันนี้ว่า “licentia” ซึ่งแปลว่า “ใบอนุญาต” (license) คือเป็นประกาศนิยบัตรให้จัดการศึกษาได้

ต่อมาเกิดมีคนที่มีแนวคิดทฤษฎีใหม่ มีลูกศิษย์ลูกหา บรรดาปราชญ์ทั่วยุโรปก็นัดกันมาร่วมประเมิน หรือ “สอบ” นักคิดหน้าใหม่คนนี้ ว่ามีเนื้อหาสาระและตรรกะเป็นอย่างไร สมัยนั้นยุโรปเป็น “คริสตศาสนจักร” (Christiandom) ประชาคมคล้ายอียูทุกวันนี้ ที่สานต่ออำนาจของจักรวรรดิ์โรมัน ที่ล่มสลายไปตั้งแต่ศวตรรษที่ 4

ทั่วยุโรปใช้ภาษากลาง คือ ภาษาละติน บรรดานักศึกษาจะเดินทางไปตามสำนักต่างๆ เพื่อไปเรียนรู้กับเจ้าสำนัก การที่บรรดานักปราชญ์นัดไป “สอบ” ก็เพื่อจะได้ดูว่า คนคนนั้นมีแนวคิดทฤษฎีอะไร น่าเชื่อถือหรือไม่ แม้อาจไม่เห็นด้วย แต่ถ้าหากมี “ตรรกะภายใน” (internal logic) ก็จะร่วมกันยกย่องให้เป็น “Doctor” ซึ่งภาษาละตินแปลว่า “ผู้สอน” หรือครู ไม่ได้แปลว่าหมอ เป็นการรับรองว่า บัดนี้ได้เป็น “เจ้าสำนัก” ใหม่แล้ว

นั่นคือการจัดการศึกษาถึงระดับปริญญาเอกที่สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ทำให้เกิดแนวคิดทฤษฎีใหม่ ไปสู่การปฏิวัติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากเทวสิทธิ์ไปสู่สิทธิมนุษยชน จากสมบูรณาญาสิทธิราชไปสู่ประชาธิปไตย นำไปสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรม (Renaissance) ยุคเกิดใหม่ทางปัญญาที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาญาณที่หว่านไว้ตั้งแต่ยุคกรีก ด้วยดิน ปุ๋ย แห่งยุคกลาง และมีคนรดน้ำดูแลให้เกิดใหม่และเติบโต

มหาวิหารนอเตรอดาม ที่กำเนิดของมหาวิทยาลัยของปารีส เป็นที่วางรากฐานทางปัญญาให้บ้านเมือง จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครๆ ยอมให้ล่มสลายไปไม่ได้ ระดมทุนกันบูรณะปฏิสังขรณ์ เพียงวันเดียวได้เงินเกือบสองหมื่นล้านบาทแล้ว

มีใครสังเกตไหมว่า หน้ามหาวิหารแห่งนี้ มีรูปปั้นของจักรพรรดิชาร์ลเลอมาญ หรือชาร์ลมหาราช ที่นับได้ว่าเป็นจักรพรรดิองค์แรกและยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 9 เป็น “ชาวฟรัง” บรรพบุรุษของชาวฝรั่งเศส ทรงม้าหน้ามหาวิหาร ด้วยความหมายแห่งความยิ่งใหญ่คู่กับนอเตรอดาม

วันปาสกา วันชีวิตใหม่

วันปาสกา วันอีสเตอร์ วันรำลึกถึงการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า หลังจากสัปดาห์ศักดิสิทธิ์ ที่รำลึกถึงวาระสุดท้ายของพระองค์ที่ทรงถูกจับ ถูกทรมานและถูกตรึงกางเขน สิ้นพระชนม์

ผมคิดถึงประสบการณ์ที่ทำงานกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี คนเป็นเอดส์เมื่อกว่า 25 ปีก่อนที่ภาคเหนือ ได้ส่งเสริมการรวมตัวกันของผู้ติดเชื้อ สร้างเครือข่าย ให้พวกเขามีพลังเพื่อช่วยเหลือตนเอง และช่วยผู้อื่น ทั้งผู้ติดเชื้อและสังคมโดยรวม

ผมได้ขอให้พวกเขาเขียนเรื่องชีวิตตนเอง ผมปรับปรุงแล้วส่งไปตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ จากนั้นได้รวมเล่ม พิมพ์เผยแพร่เพื่อระดมทุนเข้ากองทุนยาเพื่อผู้ป่วยเอดส์ ได้เงินกว่า 500,000 บาท

หลังจากนั้น หนังสือ “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” ได้รับการตีพิมพ์จากกระทวงศึกษาธิการและคุรุสภา เผยแพร่ไปทุกโรงเรียนทั่วประเทศ

บุคลากรในแวดวงสาธารณสุขบอกว่า หนังสือเล่มนี้ได้เปลี่ยนทัศนคติของผู้คนเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ คนเป็นเอดส์ ฝรั่งทำงานในเมืองไทยบอกว่า ผมมีส่วนในการเปิดเผย “โฉมหน้ามนุษย์” ของเอดส์ (human face of aids)

หนังสือเล่มนี้ ผมเป็นบรรณาธิการและได้เขียนต่อจากบันทึกชีวิตของผู้ติดเชื้ออีกหลายบท ตีพิมพ์ในมติชนด้วย ผมสรุปตอนท้ายบทความหนึ่งว่า

 

“ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์

            แต่มนุษย์สามารถเอาชนะทั้งความเจ็บป่วยและความตายได้

            เราจึงมีนิพพาน มีการกลับคืนชีพ มีความหลุดพ้น

            มีชีวิตใหม่ แล้วแต่ศาสนาไหนจะสอนอย่างไร

            เอดส์อาจจะฆ่าร่างกายของมนุษย์ได้ แต่ไม่อาจฆ่าตัว “มนุษย์” ได้

            ความตายของหลายคนได้หว่านเมล็ดแห่งชีวิตลงบนผืนดิน

            อย่างที่จำลอง, วิทยา, สุทัศน์, ไสว และอีกหลายคนได้กระทำ” (หน้า 79)

 

ผมได้ขอให้คุณหมอประเวศ วะสี เขียนคำนำให้ สุดท้ายกลายเป็น “บทนำ” เพราะมีเนื้อหาที่ได้เปิดเผยให้เห็นสัจจธรรม อันเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ชีวิตของผู้ติดเชื้อเลยทีเดียว ท่านเริ่มต้นว่า

“หนังสือที่อยู่ในมือของท่านเล่มนี้เ ถ้าอ่านอย่างเชื่อมโยงทั้งทางจิตใจ จิตวิญญาณ และปัญญาแล้วลองสร้างจินตนาการดังต่อไปนี้” แล้วท่านก็แนะนำเป็น 5 หัวข้อ คือ

“หนึ่ง ถ้าผู้ติดเชื้อที่เผชิญหน้ากับความตาย แล้วเกิดไม่กลัวตายขึ้นมา” ท่านบอกว่า “คนติดเชื้อเอดส์ที่เผชิญกับความตายซึ่งๆ หน้า จนหลุดพ้นจากความตาย ก็คือคนที่ “บรรลุธรรม” เกิดพลังชีวิต และพลังสร้างสรรค์ทางสังคม”

“สอง ถ้าครอบครัวของผู้ติดเชื้อสลัดปมด้อย ไม่กลัว ไม่ทุกข์ เผชิญกับทุกอย่างด้วยความองอาจเยี่ยงแม่หม้ายดอยสะเก็ด...เรียกว่าเขาบรรลุอิสระภาพ คือหลุดพ้นจากความบีบคั้น จากความรู้สึกของตนเอง และความรู้สึกของสังคมที่มีต่อเรา อิสระภาพคือภูมิคุ้มกันของเรา แม้ความรู้สึกไม่ดีของสังคมซึ่งเปรียบเสมือนเชื้อโรคก็ทำอะไรเขาไม่ได้”

“สาม ถ้าชุมชนเข้มแข็ง” ท่านอธิบายว่า “วิกฤติการณ์ในสังคมเกิดจากปรากฎการณ์ที่ความชั่ว organized หรือรวมตัวเป็นโครงสร้างที่มีพลังทำอันตราย แต่ควมดีไม่ organized หรือไม่รวมตัวกันเป็นโครงสร้างจึงไม่มีภูมิคุ้มกัน ระบบสังคมจึงเป็นระบบที่ขาดภูมิคุ้มกัน หรือสังคมนั่นแลที่เป็นโรคเอดส์ เปิดโอกาสให้เชื้อโรคทางสังคมต่างๆ ลุกลามจนเจ็บป่วยและวิกฤติ” แล้วท่านก็อธิบายว่าชุมชนเข้มแข็งเป็นอย่างไร

“สี่ ถ้าสังคมเข้าใจธรรมชาติแห่งการบำบัด” ท่านอธิบายเรื่องความสมดุลของชีวิต ปัญหาสุขภาพที่ลำพังแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถเผชิญกับเรื่องนี้ได้ ที่สังคมต้องร่วมมือกันใช้หลากหลายวิถีทางวัฒนธรรมในการบำบัดโรคร้ายนี้ ทำให้ผู้คนเอื้ออาทรต่อกัน

“ห้า ถ้าสังคมทั้งหมดซึ่งรวมถึงรัฐบาลและสื่อมวลชนด้วยมีความเข้าใจที่ถูกต้อง (สัมมาทัศนะ) ท่านบอกว่า ทั้ง 5 ข้อ เป็นพลังแห่งความหลุดพ้นจากความไม่รู้หรืออวิชชาที่ครอบงำมนุษย์ “เป็นเบญจวิมุติทางสังคม”

ท่านเสนอในตอนท้ายว่า ยุทธศาสตร์ใหม่ในการต่อสู้เอดส์คือการทำให้สังคมทั้งสังคมมีภูมิคุ้มกัน ท่านสรุปว่า “การระบาดของโรคเอดส์เกิดขึ้นในช่วงที่มนุษย์มีวิกฤติการณ์จากความแตกสลายทางสังคม (Social Disintegration) ในการเผชิญกับวิกฤติการณ์โรคเอดส์ ปัญหาที่ไม่มีทางออกจะกระตุ้นให้มนุษย์เกิดปัญญาใหม่ นำความรัก ปัญญา และความเป็นประชาสังคม ขึ้นมาสร้างสรรค์สังคมขึ้นใหม่ อันเป็นการอภิวัฒน์ ”มนุษยชาติ (Humanity Revolution)

“หนังสือเล่มนี้.....ไม่ใช่หนังสือธรรมดา แต่มีความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก ถ้าผู้อ่านได้สัมผัสสิ่งที่ลึกอยู่ในจิตวิญญาณ การสัมผัสนั้นจะเป็นประดุจทิพยสัมผัสที่มาปลดปล่อยผู้อ่าน ให้ธรรมชาติที่แท้แห่งความเป็นมนุษย์ หลุดออกจากมายาอวิชชาที่ครอบคลุมชีวิตและสังคม เกิดพลังชีวิตและพลังสร้างสรรค์ อันจะทำให้มนุษยชาติพบอิสรภาพและศานติสุข”

 

ผมขอบคุณพระที่ได้มีโอกาสทำงานกับผู้ติดเชื้อ คนเป็นเอดส์ ได้ประสบการณ์ ได้พบเห็น ได้สัมผัสกับชิวิตจริงของคนที่ “ตายแล้วเกิดใหม่” คนที่อาจไม่ได้เปลี่ยนโศกนาฎกรรมให้เป็นสุขนาฎกรรม แต่ได้มองเห็นคุณค่าจากที่เห็นว่าไร้ค่า เห็นควาหมายของชีวิตจากความไร้เหตุผล

มองเห็นแสงสว่างในความมืด แม้พียงเล็กน้อย แต่เพียงพอเพื่อนำไปสู่ทางออก หลุดพ้นจากทางตันและกับดักของชีวิต

พวกเขาได้เรียนรู้ ได้พบว่า แม้แต่ความทุกข์ ความเจ็บป่วยและเจ็บวดก็สามารถเปลี่ยนเป็นยาขมที่รักษาบาดแผลทางจิตวิญญาณได้ ประสบการณ์นี้ทางศาสนาคริสต์เรียกว่าเป็น “พระหรรษทาน” (Grace of God) สิ่งที่พระประทานให้เกิดสุข

ขอให้ศานติสุขจงมีแด่ทุกท่านในวันปาสกาครับ Happy Easter !

เสรี พงศ์พิศ วันปาสกา 21 เมษายน 2019

(อีกไม่นาน ผมจะนำหนังสือ “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” เล่มนี้มาทำเป็น E-book ที่ใครๆ ก็อ่านได้ฟรีครับ)