phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 22 November 2017 08:37

ตูน ตำนาน สุขภาพ

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 22 พฤศจิกายน 2560

ตูน บอดี้สแลม “ฟีเวอร์” เป็นปรากฎการณ์ทางสังคมที่อาจกลายเป็น “ตำนาน” (myth) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือเรื่องเล่า เป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา มีพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน

สิ่งที่ตูนต้องการสื่อสารคงไม่เพียงแต่ขอให้คนไทยเสียสละคนละ 10 บาท เพื่อจะมีทุนไปช่วยโรงพยาบาล 11 แห่ง เขาพูดเองตลอดการวิ่งว่า อยากให้คนออกมาวิ่งเพื่อสุขภาพ จะได้ไม่ต้องไปหาหมอไปโรงพยาบาล ซึ่งควรมีไว้ให้คนป่วยที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

ปรากฎการณ์นี้จะมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยถ้าได้เรียนรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ คุณตูนและคุณต่างๆ จะได้ไม่ต้องวิ่งให้เหนื่อย งบประมาณโรงพยาบาลจะได้ลดลง โรงพยาบาลจะได้น้อยลง หน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขและตึกอำนวยการของกระทรวงจะได้น้อยลง (ไม่เพิ่มทุกปีจนเต็มพื้นที่ที่ถนนงามวงศ์วาน)  ข้าราชการพนักงานจะได้น้อยลง ซึ่งจะเป็นนิมิตหมายที่ดีว่า สุขภาพของคนไทยดีขึ้น

เพราะการมีโรงพยาบาลมากมายและดี หมอพยาบาลมีคุณภาพและปริมาณมากพอ ไม่ได้รับประกันว่าสุขภาพของประชาชนจะดี สหรัฐอเมริกาและประเทศร่ำรวยที่เต็มไปด้วยเศรษฐีมีเงิน มีโรงพยาบาล เครื่องมือแพทย์ครบ มีปัจจัยรักษาสุขภาพดี แต่มีคนน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนถึงสองในสามของประเทศ ทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย

ก็ดีแล้วที่ว่า สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง อยู่ที่ว่าทำได้หรือไม่เท่านั้น ตำนานที่คุณตูน ควรเน้นจึงไม่ใช่ทุนไปสนับสนุน “โรงพยาบาล” แต่เป็น “สุขภาพ” ต่างหาก ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนและการอยู่ดีมีสุขของคนไทย

และที่วิ่งกัน 55 วันหรือมากกว่า ก็เป็นตัวอย่างของการสร้างสุขภาพอย่างหนึ่ง มีคนออกไปร่วมวิ่งมากมายในเส้นทางกว่าสองพันกิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่อาจเป็นเพียง “ฟีเวอร์” หรือเกาะกระแสเท่านั้น

หน่วยงานต่างๆ ส่งเสริม “5 ส.” หรือหลายสอมานาน ทำอย่างไรให้เกิดมีปรากฎการณ์แบบ “ตูน” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมเรียนรู้ดูแลสุขภาพ ซึ่งควรประกอบด้วย 3 อย่างสำคัญ คือ ลดความเครียด อาหาร และการออกกำลังกาย  คนไทยโชคดีที่มีปัจจัยสำคัญทั้ง 3 อย่างเพียงพอ

หนึ่ง สมาธิ คนทั่วโลกกำลังสนใจเรื่องการทำสมาธิ เพราะความเครียดคือฆาตรกรสำคัญที่สุดของคนวันนี้ เป็นยุคสมัยที่คนเครียดด้วยปัญหาสารพัด ทั้งๆ ที่มีทุกอย่างที่น่าจะช่วยให้รื่นเริงบันเทิงใจ แต่ก็ยังเครียด บ้า และฆ่าตัวตายมากกว่าทุกยุคสมัย เป็นยุคที่มีเครื่องมือสื่อสารดีที่สุดง่ายที่สุด แต่คนโดดเดี่ยวมากที่สุด เหงามากที่สุด ประสาทกินมากที่สุด

การทำสมาธิแบบพุทธ ไม่ว่าสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐาน มีวิธีการต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนับ 40 วิธี เพื่อทำใจให้นิ่ง สงบ ปล่อยวาง “หินมันหนักก็วางลง” อย่างที่หลวงพ่อชาสอน เมื่อปล่อยวางได้ก็ “อโหสิกรรม” และ “แผ่เมตตา” ชิวิตก็น่าจะทุกข์ร้อนน้อยลง ไม่เต็มไปด้วยความความโลภ โกรธ หลง เกลียด อิจฉาว้าวุ่นในใจตลอดเวลา เหมือนฆ่าตัวตายผ่อนส่ง

สอง อาหาร ฝรั่งบอกว่า “กินอะไรก็เป็นอันนั้น” (You are what you eat) โลกวันนี้รู้แล้วว่า ยาดีที่สุด คือ อาหาร โรงพยาบาลดีที่สุด คือ ครัว หมอดีที่สุด คือ ตัวเราเอง

มีข้อมูลงานวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นคุณค่าของอาหารทุกชนิด หลังๆ นี้มีงานวิจัยเกี่ยวกับอาหารไทย ผัก ผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์และอร่อยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โชคร้ายอย่างเดียว คือ สารเคมีที่ใช้ในการผลิตการปรุง พิษที่มากับความอร่อยและความโลภของทุนนิยมและสังคมบ้าบริโภค แทนที่จะทำให้สุขภาพดี กลับทำให้ป่วยด้วยโรคอ้วน มะเร็ง เบาหวาน และสารพัดโรคร้ายแรง

สาม การออกำลังกาย เป็นกระแสหรือเทรนด์ที่ดีของโลกวันนี้ที่มีตั้งแต่เดิน วิ่ง เต้นแอโรบิก รำมวยจีน มวยไทย ใช้อุปกรณ์ในโรงยิมหรือกลางแจ้ง มีคอร์ส มีครู มีการเรียนรู้อย่างมีหลักวิชา พัฒนามาถึงการแกว่งแขน ยืนดูทีวีที่บ้านก็ออกกำลังกายได้ และมีคุณค่าเกือบเท่ากับการเดินเร็ว ตอบโจทย์และข้ออ้างของคนขี้เกียจออกไปเดินไปวิ่ง หรืออ้างว่าไม่มีเวลา กลับบ้านค่ำ

ทั้ง 3 เรื่องนี้มีข้อมูลมากมายหาได้ง่ายๆ ในอินเทอร์เน็ต ผมเคยป่วยด้วยความดัน ไขมัน เบาหวาน และไทรอยด์ รักษาตัวเองด้วย 3 อย่างข้างต้นนี้เป็นหลักจนหายและเลิกกินยามาจนถึงทุกวันนี้ สรุปจากประสบการณ์ว่า สัดส่วนของ 3 อย่างนี้ ความเครียด 50% อาหาร 30% ออกกำลังกาย  20%

ที่สำคัญ คือ ต้องเริ่มจากการปรับวิธีคิด ต้องเลิกคิดว่า “หมอคือเทวดา ยาคือของวิเศษ” เอาชิวิตไปฝากไว้กับหมอกับยา ไม่ดูแลรักษาสุขภาพด้วยตัวเอง เพราะคิดว่าเป็นอะไรมาก็กินยาหาหมอได้ ไม่ได้บอกว่าหมอและยาไม่สำคัญ แต่ควรกินยาหาหมอเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

ฝากชีวิตไว้กับยาอย่างเดียวจนแทบจะกินแทนข้าว ร่างกายถึงได้ทรุดโทรมและหมดแรงไปในที่สุด อย่างเพื่อนคนหนึ่งที่มีทัศนคติแบบนี้ เป็นเบาหวานไม่ดูแลตัวเอง กินตามใจอยาก ปากตามใจท้อง กินยามา 10 ปี ไตวาย ฟอกไตอาทิตย์ละ 2 หน บ่นอยากตายทุกวัน

หลักเศรษฐกิจพอเพียงและหัวใจของศาสตร์พระราชา คือ “พึ่งตัวเองและมีความสุข” ด้วยวิธีการที่ประหยัด เรียบง่าย และได้ประโยชน์สูงสุด สุขภาพดีมาจากการกินเป็นอยู่เป็น กินอยู่พอดี มีข้อมูลวิชาการ ก็จะได้ระบบสุขภาพที่ดี มีภูมิคุ้มกัน ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย 

Wednesday, 15 November 2017 15:20

ระเบียบราชการ

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 15 พฤศจิกายน 2560

คุณหมอประเวศ วะสี พูดไว้หลายครั้งว่า “สังคมไทยอ่อนแอทางปัญญา มีความรู้น้อย ใช้ระบบอำนาจเป็นใหญ่เนื่องจากขาดความรู้ เช่น ระบบราชการ คือ ตัวแทนขององค์กรเชิงอำนาจ มีแต่เน้นกฎหมาย ระเบียบ การสั่งการและการควบคุม ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะสังคมไทยปัจจุบันมีปัญหาที่ซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขมากขึ้น”

          กรณี “หมอแสง” ปราจีนบุรีที่แจกสมุนไพรรักษามะเร็ง เขามีตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ รู้กฎหมาย รู้วิธีการทำงาน ให้คนป่วยไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ จัดระเบียบการรับสมุนไพรฟรี แต่ที่สุดก็ยังมีปัญหากับทางราชการ บ่นว่าอาจจะขายลิขสิทธิ์ให้ฝรั่ง แต่เบื้องหลังเบื้องลึกมีอะไรก็ไม่ทราบ

          หรืออย่างกรณีคุณบรรยง นันทโรจนาพร ที่นครศรีธรรมราชทำ “โปรไบโอติก” ก็ถูกข้อหามากมาย จนอยากขายลิขสิทธิ์ให้ต่างชาติ  เสียใจที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในสังคมไทยไม่เห็นความสำคัญ ไม่ให้การส่งเสริมสนับสนุน ตามไม่ทัน “โปรไบโอติก” ยาแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ทั่วโลกกำลังพัฒนา

ยังมีอีกหลายกรณี ไม่แต่ในแวดวงสาธารณสุข แต่ในทุกวงการที่ประสบปัญหาเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็อ้างแต่ระเบียบกฎหมาย

ก่อนมาตั้งสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ผมทำหลักสูตร “สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” แล้วนำไปเสนอความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เรียกชื่อว่า “โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต” ตกลงร่วมกันว่า หน่วยงานของผมจะช่วยเหลือมหาวิทยาลัยของรัฐในการจัดการหลักสูตรดังกล่าวนี้ 5 ปี ช่วยฝึกอบรมรมอาจารย์และร่วมจัดกระบวนการเรียนรู้ จากนั้นก็ให้ดำเนินการเอง

ระหว่างปี 2549-2552 เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฎ 8 แห่งโดยมีข้อตกลงว่า เราจะได้รับค่าตอบแทนในความร่วมมือนี้ร้อยละ 15 ของค่าเล่าเรียนนักศึกษา ทุกแห่งเป็นไปด้วยดี ยกวัน 1 แห่งที่จ่ายไปเพียงตอนเริ่มต้น จากนั้นก็ไม่จ่าย อ้างว่าไม่มีระเบียบรองรับ

ผมไปร่วมประชุมชี้แจงในสภามหาวิทยาลัยแห่งนั้น อธิการบดีบอกว่า ไม่มีระเบียบให้จ่ายได้ ก็มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งจากสำนักงบประมาณบอกว่า งบประมาณในมหาวิทยาลัยถ้ามาจากงบประมาณแผ่นดินก็มีระเบียบ ถ้าเป็นรายได้พิเศษก็มีระเบียบ และถ้าหากกรณีนี้ไม่มีระเบียบรองรับก็ออกระเบียบใหม่ และคนที่ออกระเบียบก็ “นั่งอยู่ในที่นี่ไงครับ” เขาบอกที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยแห่งนั้น

เขาออกระเบียบหรือไม่ออกไม่ทราบ แต่มหาวิทยาลัยก็จ่ายให้ส่วนหนึ่ง แล้วก็ไม่จ่ายอีก ยังค้างอยู่ 25 ล้านบาท ไปทวงถามหลายครั้ง ผู้บริหารบอกว่าอยากได้ให้ฟ้องเอา

ในสมัยรัฐบาล “ประชาธิปัตย์” มีโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” หน่วยงานของผมเป็นเอกชนดำเนินการ 1,000 กลุ่ม จำนวน 50,000 คน ทั่วประเทศ โดยตามระเบียบต้องทำผ่านหน่วยงานของรัฐ เมื่องานจะจบ ต้องเบิกงบประมาณที่เหลือหลายสิบล้านบาท หน่วยงานของรัฐที่ว่านี้ไม่ยอมจ่าย บอกว่าไม่มีระเบียบ

เรื่องราวต้องไปถึงรัฐบาลผ่านรัฐมนตรีถึงได้เบิกงบประมาณนั้นได้ เลยไม่รู้ว่า ไปพบระเบียบที่ให้เบิกได้ที่ไหน หรือว่า “ระเบียบกฎหมาย” เป็นเพียงข้ออ้างในบางครั้งเพื่อผลประโยชน์ของตน

ถ้าสังคมไทยจะพัฒนาไป 4.0 ราชการต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (วิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่าที่มาจากการมองโลกมองชีวิตแบบหนึ่ง) ที่ใช้แต่ระเบียบกฎหมายเป็นเครื่องมือในการควบคุมและรักษาอำนาจ อ้างว่าเป็น “หน้าที่” ไม่ได้เอาชิวิต เอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นตั้วตั้ง เอาแต่ระเบียบเป็นสรณะ

ราชการอำนาจนิยมแบบนี้จึงคิดว่าตัวเองมีหน้าที่ “ควบคุมตรวจสอบ” ไม่ใช่ “กำกับดูแลส่งเสริมสนับสนุน”  เป็นกระบวนทัศน์โบราณที่ล้าสมัยและเป็นอุปสารรคต่อการพัฒนาประเทศ

ราชการแบบนี้ให้ความสำคัญกับ “ปัจจัยนำเข้า” (input) และ “กระบวนการ” (process) โดยไม่สนใจหรือให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์” (output) เมื่อนิเทศประเมินโรงเรียนทั่วประเทศจึง “ผ่าน” เกือบหมดเพราะไปดูแต่ว่า มีห้องเรียน ครู อุปกรณ์ หนังสือ ชั่วโมงเรียน ฯลฯ แต่เมื่อมีการประเมินความรู้ เด็กไทย (output) สอบตกเกือบทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ขาดปัจจัยนำเข้า (input) อะไร แถมยังเรียนมากกว่าหนักกว่า (process) เด็กในประเทศอื่นๆ ที่สอบได้อันดับต้นๆ ของโลก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงสอนเรื่อง “ระบบ” การทำงานว่า “ให้ประหยัด” (input) “เรียบง่าย” (process) “ประโยชน์สูงสุด” (output/outcome/impact) ปฏิรูประบบราชการน่าจะนำคำสอนของพระองค์ไปถอดรหัสและปฏิบัติตามโดยให้ความสำคัญทั้ง 3 ส่วนอย่างสมดุลและสัมพันธ์กัน

ในกรณียาสมุนไพรและการรักษาพื้นบ้าน ราชการมักถามแต่สูตรยาและวิธีรักษา ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าหายป่วยกี่คน หายอย่างไร เอาแต่ระเบียบกฎหมายไปวัดไปจับ ให้ความสำคัญกับกฎหมายมากกว่า “คน” โดยไม่ได้คิดว่า กฎหมายมีไว้สำหรับคน ไม่ใช่คนมีไว้สำหรับกฎหมาย

ถ้าชีวิตคนสำคัญกว่า ก็น่าแก้ไขกฎระเบียบ ถ้ารักษาแต่โรค ไม่รักษา “คน” ก็ไม่เข้าใจความทุกข์ ความเจ็บปวดของคนที่ไม่ได้อยู่ที่โรคหรือบาดแผลทางร่างกาย แต่ชีวิตทั้งชีวิตที่เป็นทุกข์

กฎหมายไทยส่วนใหญ่ไปลอกของฝรั่ง นักกฎหมายไทยจบจากเมืองนอก ไม่สนใจศึกษาภูมิปัญญา ระเบียบประเพณีวิถีไทยเพื่อจะได้ “จิตวิญญาณ” ของกฎหมายที่มีรากเหง้าไทย การดูแลรักษาก็ไปเอาหลักเกณฑ์ระเบียบวิธีแบบฝรั่งที่แยกส่วน เอามาควบคุมบังคับภูมิปัญญาไทยที่มีลักษณะเป็นองค์รวม

ถ้ายังไม่ “เข้าใจ” ชีวิต ไม่เข้าใจชาวบ้านก็จะไม่ “เข้าถึง” คุณค่าภูมิปัญญารากฐานสังคม และไม่มีทาง “พัฒนา” บ้านเมืองตาม “ศาสตร์พระราชา” ได้

สยามรัฐ 8 พฤศจิกายน 2560

เรื่องใหญ่สุดของโลกวันนี้ คือ อาหาร น้ำ และพลังงาน เป็นมรดก พลังแผ่นดินและพลังทางปัญญาสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงมอบไว้ให้เรา

             โครงการพระราชดำริเกือบ 5,000 โครงการ มากกว่าครึ่งหนึ่งเกี่ยวกับน้ำโดยตรง โครงการทั้งหมดทั้งที่เกี่ยวกับดิน น้ำ พลังงาน ก็ล้วนแต่เพื้อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและการดำรงชีพอย่างพอเพียง สร้างปัจจัยพื้นฐานเพื่อการพึ่งตนเองและอยู่อย่างมีความสุข

             ปัญหาใหญ่สุด คือ ปัญหาน้ำ ซึ่งท่วมในหน้าฝน แห้งในหน้าแล้ง ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีฝนตกเฉลี่ยปีละ 1,570 มิลลิเมตร (ขณะที่ประเทศอิสราแอลฝนตกปีละ 500 มิลลิเมตรแต่สามารถส่งออกน้ำจืดไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้ เปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่า เป็นสวน เป็นไร่นา ที่อยู่อาศัยทีร่มเย็นได้)

            พระปรีชาญาณของพระองค์ท่านเกี่ยวกับน้ำมีมากล้นและน่าพิศวงอย่างยิ่ง ทรงศึกษาไม่เพียงแต่แผนที่อย่างละเอียด แต่ทรงลงพื้นที่ไปสำรวจสภาพภูมิศาสตร์และภูมิสังคม และทรงแนะนำให้หาทางออกที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าเขื่อน แก้มลิง ฝาย อ่างเก็บน้ำ สระน้ำ ปรับทางน้ำไปจนถึงการสร้างฝนเทียมและกังหันน้ำชัยพัฒนาเพื่อให้ได้น้ำสะอาด

            นอกจากการแก้ปัญหาน้ำในระดับใหญ่แบบบูรณาการ พระองค์ท่านทรงพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นรูปธรรมสำหรับครัวเรือนว่าจะจัดการดิน น้ำ เพื่อให้ได้อาหารและปัจจัยเพื่อการดำรงชีพ

           พระองค์ไม่ได้ทรงทำนาแปลงใหญ่ ทรงสนพระทัยพัฒนานาแปลงเล็กในที่แปลงเล็กให้ชาวบ้านมีพออยู่พอกินเป็นอันดับแรก ดังที่ทรงสอนไว้เมื่อวันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๑๗ ว่า

“การพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพอสมควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป”

“หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียวโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการที่สัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวไปในที่สุด”

          มูลนิธิชัยพัฒนาส่งเสริมการจัดการทรัพยากรโดยเฉพาะการจัดการน้ำในชุมชน และมอบรางวัลชุมชนดีเด่นในเรื่องนี้ทุกปี อย่างกรณีบ้านลิ่มทอง ต.หนองโบสถ์  อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ จากเดิมประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซากมากว่า 40 ปี พื้นที่การเกษตรกว่า 3,700 ไร่ ไม่มีแหล่งน้ำ คลองส่งน้ำ ยามน้ำหลากก็ท่วมถนนในหมู่บ้าน ยามแล้งไม่มีน้ำใช้สอย ส่งผลชาวบ้านเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

แกนนำชาวบ้านจึงนำเรื่องนี้เข้าเวทีประชาคมหมู่บ้าน ช่วยกันวางแผนแก้ปัญหา เอาน้ำท่วมมาเก็บกักเป็นน้ำใช้ ด้วยเริ่มจากหาข้อมูลแหล่งน้ำเดิม สำรวจแหล่งน้ำและเส้นทางน้ำหลาก โดยใช้แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม เครื่องระบุพิกัด GPS โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจากมูลนิธิอุทกศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์กรมหาชน) ปี 2549 จึงเริ่มขุดลอกคลองขนานกับถนนขุดคลองขวางดักน้ำหลากพร้อมกับขุดแก้มลิงในพื้นที่สาธารณประโยชน์ และชักชวนให้ชาวบ้านขุดสระเก็บกักน้ำในที่ดินส่วนตัว เพื่อผันน้ำที่ท่วมถนนทุกปีให้ไหลลงคลองส่งน้ำไปเก็บกักไว้ที่แก้มลิง เพื่อเกษตรกรจะได้ดึงน้ำเข้าสระส่วนตัวไปใช้ได้ยามต้องการ

ต่อมาเมื่อน้ำหลากถนนนานเข้าก็เกิดปัญหาชำรุดทรุดโทรม ชุมชนจึงร่วมกันปรับปรุงโครงสร้างให้เป็นถนนน้ำเดิน ปรับความลาดเอียงจากริมถนนเข้าสู่ศูนย์กลางลักษณะรูปตัววี เสริมคัน จัดทำที่ระบายน้ำ รับน้ำ นำน้ำท่วมน้ำหลากส่งต่อไปยังทุ่งรับน้ำและแก้มลิง อีกส่วนส่งต่อไปยังบ่อเก็บน้ำส่วนรวมเนื้อที่ประมาณ 37 ไร่ ซึ่งเป็นสระสาธารณะใช้ร่วมกันทั้งชุมชน

“สิบกว่าปีมานี่ ชาวบ้าน 2,221 ครัวเรือน ไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำแล้งเลย จากพื้นที่รับประโยชน์ 3,700 ไร่ สามารถขยายผลสู่เครือข่ายทำงานร่วมกัน 42 หมู่บ้าน  5 ตำบล พื้นที่ 173,904 ไร่ มีคลองดักน้ำหลาก และคลองซอย ระยะทางรวมกว่า 47.7 กม. มีสระน้ำ แก้มลิง 61 สระ สระประจำไร่นาอีกกว่า 50 สระ ส่งผลให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มจากเดิมครัวเรือนละราว 40,000 บาทต่อปี กลายเป็นปีละกว่า 200,000 บาท” (จากไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2559)

ภาคอีสานมีฝนตกเฉลี่ยปีละ 1,400 มิลลิเมตร มากกว่าภาคกลางและภาคเหนือ แต่มีปัญหาน้ำมากที่สุด คนอีสานย้ายถิ่นฐานมากกว่าคนภาคอื่นๆ ไปหาที่ทำมาหากินที่มีน้ำ ที่อุดมสมบูรณ์มากกว่า อีสานมีจำนวนเขื่อนมากกว่าทุกภาค มีแม่น้ำน้อยใหญ่มากมาย ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งยังคงอยู่ทุกปี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงสอนให้ทำจากเล็กๆ ทำจากชุมชน ให้มีการเรียนรู้เพื่อจะได้ “ระเบิดจากข้างใน” ไม่ใช่ไปสั่งการจากภายนอก หรือไปคิดแทนทำแทนชาวบ้าน

นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะสืบสานศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลควรนำเกษตรทฤษีใหม่มาส่งเสริมอย่างจริงจัง เพื่อจะได้สนองพระราชดำริที่ทรงอยากให้เริ่มจากเล็กๆ จากครัวเรือนให้พออยู่พอกินก่อนที่จะไปเน้นแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจ วิ่งไปข้างหน้ากับคนรวยส่วนน้อย ทิ้งประชาชนคนยากคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ไว้เบื้องหลัง

แก้ปัญหาน้ำในระดับใหญ่ไปพร้อมกับส่งเสริมให้เกิดเกษตรทฤษีใหม่ 5-10 ไร่สัก 2 ล้านครอบครัว ก็จะได้พื้นที่เกษตร 10-20 ล้านไร่ ที่ให้ความมั่นคงด้านอาหาร น้ำ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น เพราะ “เล็กๆ แต่งดงามและมีพลัง” สร้างรากฐานมั่นคงให้สังคมโดยรวมด้วย