phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 31 มกราคม 2561

มีคำและวลีใหม่ๆ ที่ถูกใช้เพื่อชูธงนำการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม อย่างสังคม4.0, ประชาธิปไตยไทยนิยม, ประชารัฐ และสโลแกน มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สูตรหรือคาถาของรัฐบาลนี้

น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ วิธีคิด (จะเรียกใหญ่ๆว่า กระบวนทัศน์ paradigm หรือเล็กลงมาว่า mindset ก็ได้ทั้งนั้น) ที่เน้นแต่เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ อ้างปากท้องและความต้องการของประชาชน จนทุกอย่างถูกลากเข้าไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตัวเลขจีดีพี ตัวเลขนักท่องเที่ยว ตัวเลขขายของ ตัวเลขรายได้

อุดมศึกษากจึงถูกกระชากลากถูเข้าสู่กระบวนการเดียวกัน ความจริงก็ไม่ผิดถ้ารัฐจะส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของสังคม เรียนจบแล้วมีงานทำ ปัญหาอยู่ที่ว่า “สังคมต้องการอะไร” จริงๆ และ “งานทำ” คืออะไร แค่ “กิน” กับ “หาเงิน” หรือ

ดูเหมือนว่าสังคมไทยต้องการเพียงแรงงานไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ส่วนภาคเกษตรไม่ค่อยพูดถึง เพราะถูกรวมเข้าไปเป็นเกษตรอุตสาหกรรม เรียนจบแล้วไปรับใช้บริษัทใหญ่ ไม่ได้คิดไปว่า คนตกงานหลายล้านคนวันนี้และวันหน้าจะส่งเสริมสนับสนุนพวกเขาอย่างไรถ้าอยากกลับบ้านนอก

สูตรและคาถาที่ว่าในตอนต้นคงไม่ขลัง ไม่มีพลังหรืออิทธิฤทธิ์อะไรถ้าไม่มีฐานคิดที่หนักแน่น ลึก กว้าง และไกล คือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน

สยามรัฐรายวัน 17 มกราคม 2561

คนไทยมีรายได้ต่อหัวต่อปีเฉลี่ยประมาณ 200,000 บาท มีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 15,000-25,000 บาท ถ้าเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วก็ยังถือว่าต่ำ ไม่ต้องเทียบกับสิงคโปร์ที่สูงกว่าไทยเกือบ 10 เท่า และมาเลเซียเกือบ 2 เท่า

            ความจริง ข้อมูลทางการวันนี้บอกว่า คนมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีมี 5 ล้านกว่าคน มีรายได้ระหว่าง 30,000-100,000 มี 6 ล้านกว่าคน ตัวเลขเฉลี่ยรายได้ปีละ 200,000 มาจากไปเฉลี่ยกับคนที่มีรายได้หลายสิบหลายร้อยล้านต่อปี ประเทศไทยจึงมีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 3 ของโลก

ปัญหาที่มากกว่านั้น คือหนี้ครัวเรือน ที่เฉลี่ยเกือบ 200,000 บาท คน 12 ล้านคนที่ลงบัญชี “คนจน” จึงต้องวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สินและความทุกข์ที่ไม่มีทางออก ขณะที่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมาตราที่ 25 ที่ไทยได้ร่วมลงนามด้วยบอกว่า

“ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิตที่มีมาตรฐานเหมาะสมเพื่อสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของตนและครอบครัว รวมถึงอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และการบริการสังคมที่จำเป็น และมีสิทธิในหลักประกันเมื่อไม่มีงานทำ เจ็บป่วย พิการ เป็นหม้าย สูงอายุ หรือการขาดปัจจัยจำเป็นเพื่อการดำรงชีพในสภาวะที่เหนือการควบคุม”

รัฐบาลสร้างยุทธศาสตร์ 20 ปี มีวิสัยทัศน์สวยงาม มีสวัสดิการและมาตรการต่างๆ มากมายเพื่อช่วย “คนจน” แต่มาตรการต่างๆ จะได้ผล “ยั่งยืน” หรือไม่ จะนำไปสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง” ได้จริงหรือ

สยามรัฐรายวัน  10 มกราคม 2561

การถกเถียงเรื่องรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income – UBC) ในเวทีต่างๆ ทั่วโลกวันนี้ มีข้อเสนอที่สรุปได้ว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำการวิจัยทดลอง คล้ายกับการทดลองวัคซีน เพื่อทดสอบผลที่เกิดกับชุมชนนำร่อง หารูปแบบหลากหลาย ให้ได้โมเดลที่เหมาะสมกับประเทศของตน

            เท่าที่ทราบ เมืองไทยยังไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ยังไม่มีแผนที่จะทดลองนำร่องเรื่องนี้ และไม่แน่ใจว่าผู้เกี่ยวข้องสนใจเรื่องนี้หรือไม่ เพราะที่สุดเป็นเรื่องของ “กระบวนทัศน์” ที่ใช่จะเปลี่ยนกันง่าย

            ที่ผ่านมาก็มีโครงการสวัสดิการแบบต่างๆ มากมาย ออกมาเป็น “โครงการ” หลากหลายรูปแบบบนฐานคิดการสงเคราะห์ “คนจน” “ผู้มีรายได้น้อย” “ผู้สูงอายุ” “คนพิการ” “คนตกงาน”

            แต่ก็มีบางโครงการที่มีลักษณะเป็นรัฐสวัสดิการที่ดี อย่างเรื่องสุขภาพถ้วนหน้าและเรื่องการศึกษา อย่างแรกยังอยู่ อย่างหลังก็ยังอยู่แต่ปรับให้แคบลง ไม่ “ถ้วนหน้า” เหมือนตอนเริ่มต้น

กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 ซึ่งให้โอกาสทุกคนเรียนถึงระดับอุดมศึกษาได้โดยไม่เสียค่าเล่าเรียน เมื่อเรียนจบทำงานและเสียภาษีก็ให้ค่อยๆ จ่ายคืน ถ้าไม่เสียภาษีก็ไม่ต้องจ่ายคืน

            กรอ.เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ขาดโอกาสจำนวนมากได้เรียนถึงระดับปริญญาตรี ซึ่งหมายถึงการให้ความเป็นธรรมทางสังคมแก่คนจำนวนมากซึ่งหากไม่มีกรอ.ก็หมดสิทธิ์เรียน เพราะยากจน โครงการมหาวิทยาลัยชีวิตซึ่งเปิดตั้งแต่ปี 2548 นักศึกษาเรียนมากเพราะมีทุนนี้ และลดลงมากเมื่อทุนนี้เปิดไว้เฉพาะสำหรับสาขาที่ “สังคมต้องการแรงงาน” (โดยไม่คิดว่าชุมชนท้องถิ่นต้องการรผู้นำทางปัญญา)

            สาเหตุน่าจะมาจาก “แพง” และอาจ “ถังแตก” เลี้ยงตัวเองไม่ได้ในที่สุด โดยไม่คิดว่าการศึกษาเป็นการลงทุน “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” ไม่ใช่สวัสดิการ แต่เป็นการลงทุนทางสังคม เพื่อสังคมจะได้มีคนมีความรู้ ชุมชนจะได้มีผู้นำทางปัญญา