phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 26 ธันวาคม 2561

เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๐๘ องค์การสหประชาชาติได้เชิญพระสันตะปาปาปอลที่ ๖ ไปแสดงปาฐกถาในที่ประชุมใหญ่ที่นิวยอร์ค นับเป็นครั้งแรกที่มีการเชิญประมุขของศาสนจักรส่งสารไปถึงมนุษยชาติ

            พระสันตะปาปาทรงพูดถึงการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การสร้างสันติภาพแทนการทำสงคราม ซึ่งขณะนั้นกำลังคุกรุ่น โดยเฉพาะระหว่างอาหรับกับยิว สงครามเวียดนาม และทรงพูดถึงความเหลื่อมล้ำ การเอารัดเอาเปรียบระหว่างประเทศรวยกับประเทศยากจน คนรวยกับคนจน

            สองปีให้หลัง พระสันตะปาปาปอลที่ ๖ ได้ออกสมณสาร (Encyclical) จดหมายทางการของพระองค์ถึงชาวคาทอลิกทั่วโลกชื่อว่า “การพัฒนาประชาชาติ” (Populorum Progressio) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่สุดฉบับหนึ่งในยุคใหม่ ตามแนวยทางของสังคายนาวาติกันครั้งที่ ๒ (1963-1965) ที่เป็นการปฏิรูปศาสนจักรคาทอลิก

            สมณสารฉบับนี้พูดถึงการพัฒนาในโลกที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ประเทศรวยยิ่งรวยขึ้น และประเทศจนยิ่งจนลง ช่องว่างถ่างออกไปเรื่อยๆ เพราะโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม ชาติร่ำรวยยังเอาเปรียบชาติยากจน ดูดซับทรัพยากรธรรมชาติและบุคคลออกไปจากประเทศด้อยพัฒนา ไปซ้ำเติมให้เกิดปัญหาแสนสาหัส ความหิวโหย ความยากจน โรคภัยไข้เจ็บ ความไม่รู้ (ignorance) โอกาสการศึกษาและการพัฒนา

            พระสันตะปาปาปอลที่ ๖ (1897-1978) ได้รับการประกาศเป็นนักบุญเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ที่ผ่านมานี้ วันเดียวกับการประกาศเป็นนักบุญของพระสังฆราชออสการ์ โรเมโร (1917-1980) ของประเทศแอล ซัลวาดอร์ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตขณะที่ทำพิธีมิสซา เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๒๓ โดยสมุนนักการเมืองขวาจัด ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกป้องคนจน คนยากไร้ จึงได้รับการประกาศจากศาสนจักรคาทอลิกให้เป็นองค์อุปถัมภ์ละตินอเมริกา

            การแสดงปาฐกถาทในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติของพระสันตะปาปาปอลที่ ๖ ในปี ๒๕๐๘ นั้น ผู้ที่ทูลเชิญท่าน คือ นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติซึ่งเป็นชาวพม่า

            นายอูถั่น (1909-1974) เป็นเลขาธิการสหประชาชาติที่ยาวนาน ๒ สมัย ๑๐ ปี (1961-1971) จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกันกับนายอูนุ ซึ่งต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า ส่วนอูถั่น มีอาชีพเป็นครู แล้วได้รับตำแหน่งในรัฐบาล เป็นรัฐมนตรีกระทรวงประชาสัมพันธ์ เป็นเลขานุการนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้แทนถาวรของพม่าในสหประชาชาติ

            อูถั่นมีประวัติทีน่าสนใจมาก ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสหประชาชาติด้วยฝีมือที่แสดงให้ประชาชาติได้เห็นระหว่างที่เขาเป็นผู้แทนพม่าในยูเอ็น และเมื่อเป็นเลขาธิการก็ได้ประสานคลี่คลายความขัดแย้งที่เกือบกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสภาพโซเวียต ประสานระหว่างประธานาธิบดีเคนเนดีกับนายกรัฐมนตรีครุสเชฟ ในกรณีพิพาทคิวบา

            วาระที่สองของอูถั่นในยูเอ็น เห็นเขาประสานการแก้ปัญหาอาหรับอิสราแอล และสงครามเวียดนาม ซึ่งเขาได้วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของอเมริกันแบบไม่เกรงใจ

            อูถั่น เป็นชาวพุทธที่เชื่อในศาสนาและสันติวิธี เช่นเดียวกับ อูนุ (1907-1995) นายกรัฐมนตรีที่ได้เสนอแนวทางพัฒนาประเทศด้วยวิถีพุทธ ผลักดันกฎหมายให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และให้เป็นปรัชญาแนวคิดหลักในการพัฒนาประเทศ

            เมื่อ อี เอฟ ชูมาเคอร์ (E.F.Schumacher) ได้รับเชิญไปเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้รัฐบาลพม่าและให้นายกรัฐมนตรีอูนุในปี 1955 เขาประทับใจในพุทธศาสนามาก และได้เขียน “เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ” (Buddhist Economy) ในหนังสือ “เล็กนั้นงาม-การศึกษาเศรษฐศาสตร์ที่เห็นความสำคัญของประชาชน” (Small is Beautiful-A Study of Economics As If People Mattered)

            เป็นที่เข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงอ่านหนังสือเล่มนี้ (ที่หนังสือพิมพ์ไทม์ได้ยกย่องให้เป็น ๑ ใน ๑๐๐ เล่มที่มีอิทธิพลต่อผู้คนมากที่สุด) และคงมีส่วนสำคัญให้พระองค์ท่านทรงพัฒนาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาการพัฒนาที่องค์การสหประชาชาติให้การยอมรับ และนำแนวคิดนี้ไปเผยแพร่ทั่วโลก

            พระองค์ท่านทรงเน้นการเรียนรู้ไปสู่การพัฒนายั่งยืน “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ทำให้ “ระเบิดจากข้างใน” อันเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวิถีพุทธที่เน้นาการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ทรงสอนให้เริ่มจากเล็กๆ ทีละขั้น ใช้ความรู้วิชาการในการทำงาน และทำให้ยั่งยืนด้วยภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง โดยทรงทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในสวนจิตรลดา ที่ศูนย์เรียนรู้ใหญ่น้อยทั่วประเทศ รวมทั้งโครงการพระราชดำริสี่พันกว่าโครงการ สรุปเป็นสิ่งที่เราเรียกขานวันนี้ว่า “ศาสตร์พระราชา”

            เศรษฐกิจพอเพียงมุ่ง “สร้างคน-สร้างความรู้-สร้างระบบ” เพื่อให้เกิด “ความพอประมาณ-มีเหตุมีผล-มีภูมิคุ้มกัน” เรื่องง่ายที่เข้าใจได้และทำได้ ถ้าใจปรารถนา

            เสียดายว่า เมืองไทยไม่ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างจริงจัง อ้างไว้ตลอดเวลาในเอกสารและการพูด แต่ไม่เห็นเป็นรูปธรรม ถ้านำมาทำให้ได้จริง ความเหลื่อมล้ำไม่มากมายขนาดนี้

สยามรัฐรายวัน 19 ธันวาคม 2561

ดูเหมือนไม่มีพรรคการเมืองไหนโต้แย้งนโยบาย “แจกเงิน” ชาวบ้าน มีแต่อ้างว่า คสช.ลอกการบ้านตนเองบ้าง หรือจะปรับปรุงให้ดีกว่าเดิมบ้าง เพราะเรื่องแบบนี้รู้ดีว่า ถ้าไปโต้แย้งคงเสียคะแนนมากกว่าได้

            ถ้าคิดกันง่ายๆ ก็คงสรุปกันว่าโครงการนี้ดีเพราะคนชอบโครงการประชานิยม (populism) ที่จะเรียกชื่ออะไรก็ได้ ซึ่งเรื่องก็ง่ายจริงด้วย เพราะถ้าหากทำได้จริง สังคมจะเปลี่ยน ปัญหาความยากจนจะหมดไป ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะไม่ลึกกว้างอย่างวันนี้ ความยุติธรรมจะกลับคืนสู่สังคม

            ที่เขียนนี้ไม่ใช่ความฝันอะไร แต่เป็น “ภาพนิมิต” (vision) เป็นปรากฎการณ์ที่ทั่วโลกกำลังพิจารณาเรื่อง “การแจกเงิน” นี้อย่างจริงจัง มีการศึกษาวิจัยไม่น้อยกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส สก็อตแลนด์ นามีเบีย ยูกันดา เคนยา บราซิล อินเดีย เป็นต้น เรียกกันว่า “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” (Universal Basic Income - UBI) หรือ “รายได้พื้นฐาน” (Basic Income)

            เมื่อปี 2017 นายเบอนัวร์ ฮามง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศสได้เสนอนโยบาย รายได้พื้นฐาน ว่าจะแจกเงินให้คนฝรั่งเศส โดยเริ่มจากการให้สวัสดิการคนจนเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 23,000 บาท จากนั้นจะขยายไปแจกเงินคนฝรั่งเศสอายุ 18-25 ปี และในปี 2022 จะให้เงินทุกคนแบบไม่มีเงื่อนไขคนละ 750 ยูโร หรือประมาณ 29,000 บาท ต่อเดือน

            แม้ว่านายฮามงจะไม่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ด้วยเหตุผลที่พรรคสังคมนิยมของเขากำลังตกต่ำสุดขีดเพราะผลงานอันย่ำแย่ของอดีตประธานาธิบดีฟรงซัวส์ ออลลองด์ แต่แนวคิดของเขาก็ทำให้คนทั่วไปสนใจเรื่อง “การให้เงินฟรีแบบไม่มีเงื่อนไข” เพียงแต่มีคำถามว่า จะเอาเงินมากมายมาจากไหน

            เรื่องเงินสำหรับฝรั่งเศสน่าจะมีคำตอบง่ายกว่าที่อินเดีย ซึ่งสนใจที่จะขยายนโยบายการแจกเงินคนจนไปทั่วประเทศอย่างจริงจัง หลังจากที่ได้มีการศีกษาและวิจัยเรื่องนี้มานานหลายปี และพบว่า คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะโครงการสวัสดิการร้อยแปดของรัฐใช้เงินสูงมาก และมีปัญหาคอร์รัปชั่นเต็มไปหมด ไม่มีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำไม่ได้ เหมือนหมอเลี้ยงไข้แบบถาวร

            มีการประมาณการที่อินเดียว่า ถ้ายกเลิกกระทรวงทบวงกรม หน่วยงานของรัฐที่ทำเรื่องสวัสดิการ และนำงบประมาณทั้งหมดมาแจกคนจนทั่วประเทศก็จะได้มากกว่าครึ่งแล้ว และหากจัดสรรงบประมาณเพิ่มลงไปอีกจะคุ้มมากเพราะแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้จริง อินเดียจะเป็นประเทศต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาในการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำเลยทีเดียว

            โครงการที่อินเดียได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกและองค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะ UNICEF ที่ให้ทุนสมาคมสตรีอินเดียทำการวิจัยทดลองปฏิบัติการในหลายรัฐ และได้ผลน่าพอใจ

            ประเทศไทยไม่ได้ต่างจากอินเดียเท่าใดนัก ลองคำนวณงบประมาณจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐในการจัดสวัสดิการต่างๆ ค่าจ้างบุคลากร และงบประมาณ และการคอร์รัปชั่นที่เป็นข่าวอยู่เนืองๆ ไม่ได้แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ กลับเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ

            ที่กลัวกันว่า เมื่อแจกเงินแล้วคนจะขี้เกียจ และใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายงานวิจัยต่างๆ พบว่าไม่จริง เป็นอคติของคนมีอำนาจที่ทำตัวเป็น “คุณพ่อรู้ดี” (paternalistic) เพื่อรักษาไว้ซึ่งสังคมอุปถัมภ์ ครอบงำชาวบ้านต่อไป คิดแทนชาวบ้าน ตัดสินใจแทนชาวบ้าน และตั้งเงื่อนไขมากมายให้ชาวบ้านทำเพื่อแลกกับสวัสดิการ

            ทั้งๆ ที่เงินที่ให้ไปเป็นสิทธิอันชอบธรรมของชาวบ้านที่ควรได้รับ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งจากทรัพยากร รายได้ ผลผลิต ผลงานของชาติที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ระบบปัจจุบันทำให้คนรวยได้รางวัล คนจนถูกลงโทษ ให้ตกนรกทั้งเป็น นรกที่สังคมสร้างขึ้นมาเอง

แนวคิดเรื่องการแบ่งปันทรัพยากรไม่ใช่เรื่องแปลก ที่รัฐอะลาสกา ของสหรัฐอเมริกา มีการแบ่งเงินรายได้จากภาษีน้ำมันที่อุดมสมบูรณ์ให้ชาวอะลาสกาทุกคนอย่างเท่าเทียมกันทุกปี

โครงการรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าจะคืนศักดิ์ศรี คืนความเท่าเทียม สิทธิเสรีภาพให้ทุกคน อย่าคิดเอาเอง ด้วยอคติ แต่ลองทำการวิจัยทำโครงการนำร่องในประเทศไทยดู แล้วค่อยพูดหลังจากมีผลการวิจัยจริงๆ

วันนี้โลกเชื่อว่า ปัญญาประดิษฐ์จะทำให้คนว่างงานกว่าหนึ่งในสามอีกไม่นาน โครงการนี้เท่านั้นจะเป็นทางออก ทำให้คนคิดนวัตกรรมและงานใหม่ๆ ให้ตนเองได้ เพราะยังมีงานอีกมากที่ AI ทำไม่ได้

พรรคการเมืองไทยไหนกล้าประกาศว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะมีนโยบาย “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” แจกเงินประชาชนคนไทยแบบไม่มีเงื่อนไข เริ่มจากคนจน 14 ล้านคนก่อน คนละ 3,000 บาทต่อเดือน ปีหนึ่งใช้งบ ประมาณเดือนละ 100,000 ล้าน ปีละ 1.2 ล้านล้านบาท จะให้มากน้อยเท่าไรและขั้นตอนต่างๆ ก็ไปคิดกันเอง

ถ้าขณะนี้ “เงินกำลังไหลมา” จริง น่าจะเป็นโอกาสทองที่เมืองไทยจะใช้โครงการรายได้พื้นฐานนี้ ที่เป็น “อภิมหาประชานิยม/ประชารัฐ” เพื่อแก้ปัญหาความยากจนความเหลื่อมล้ำ ให้เกิดความมั่งคั่งและยั่งยืนจริง

(อ่านรายละเอียดเรื่อง “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” ได้ใน google ที่ผมเขียนในสยามรัฐรายวัน5 ตอนเมื่อไม่นานมานี้)

สยามรัฐรายวัน ธันวาคม ๒๕๖๑

ภาษาอีสานกำลัง “ฮิต” ทั้งในละครทีวี ในเพลงลูกทุ่ง สื่อวิทยุและสื่อสังคม นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ดาราน้อยใหญ่ที่ไม่ใช่ลูกอีสานต้องหัดออกเสียงสำเนียงอีสานให้ได้ นักร้องลูกทุ่งก็ต้องหาพี่เลี้ยงฝึกฝนจนร้องได้เนียนๆ เหมือนคนอีสาน

            เพลงที่มีเนื้อร้องเป็นภาษาอีสานดั้งเดิมอย่างคำแพง, คู่คอง, ผู้สาวขาเลาะ ติดอันดับยอดฮิตในยูทูป มีการวิวสี่ห้าร้อยล้าน นอกนั้นก็มีเพลงที่มีเนื้อร้องแบบอีสานแท้ๆ อย่าง “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน” และอื่นๆ ที่ฮิตติดหูติดอันดับ ขึ้นเวทีประกวด เป็นที่ชื่นชอบไม่เพียงแต่สำหรับคนอีสาน แต่คนไทยภาคอื่นๆ ด้วย

            เพลงลูกทุ่งสไตล์อีสานกลายเป็นกระแสที่วงการเพลงต้องไหลตาม เพราะเพลงดังๆ ทั้งหลายไม่จำเป็นต้องไปสังกัดค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อีกต่อไป แค่แต่งเพลงร้องเองส่งขึ้นยูทูป ถ้าดังติดตลาดก็เหมือนว่าวที่ติดลมบน ผู้บริโภคคือผู้ตัดสิน ไม่ใช่ยัดเยียดโหมโฆษณาจ้างเปิดทั้งวันทางสถานีวิทยุอย่างที่ทำๆ กันมา

            วันนี้เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลกแบบหักมุม ความต้องการ ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนเป็นที่รับรู้ได้ผ่านสื่อสังคม ใช้สมาร์ทโฟนที่ “สั่งได้” ทำให้ผู้ผลิตต้อง “ตามใจ” ผู้บริโภค ทำให้ยักษ์ใหญ่ที่ผลิตเพลงต้องจ้างคนทำเพลงสไตล์อีสานจากเมืองหมอแคนไปเป็นที่ปรึกษาและทำเพลงให้

            ทำให้คนทำละครต้องจ้างพี่เลี้ยงอีสานฝึกฝนการออกเสียงสำเนียงอีสานให้ตัวละครใน “นาคี” และละครอื่นๆ ที่ผู้แสดงต้องพูดภาษาอีสานทั้งเรื่อง เป็นอะไรที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็มีบ้างอย่าง “นายฮ้อยทมิฬ” และละครบางเรื่องในอดีต แต่ก็ไม่ได้ทำกันจริงจังอย่างวันนี้ พูด “อีสานทองแดง” ก็ไม่ว่ากัน แต่วันนี้ไม่ใช่

            ความจริง ปรากฎการณ์ภาษาอีสานในสื่อไม่ได้เพิ่งเกิด ค่อยๆ มีมานานแล้ว ในวงการเพลง โด่งดังติดตลาดมาตั้งแต่เพลง “อีสานลำเพลิน” กว่าสี่สิบปีก่อน ลำเพลิน ลำซิ่งต่างๆ เป็นอะไรที่ผู้คนทั่วไปชอบฟัง ไม่ว่าคนภาคไหน เพลงลูกทุ่งอีสานที่สอดแทรกภาษาถิ่นก็มีมานาน

นักแต่งเพลงคนอีสานอย่างครูสุรินทร์ ภาคศิริ ครูสลา คุณวุฒิและอีกหลายท่าน แต่งเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอีสานมานาน สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกและจิตวิญญาณของคนอีสานที่สื่อโซเชียลวันนี้ได้แพร่กระจายแบ่งปันกันไปทั่ว ทั้งในเมืองไทยและคนอีสานทั่วโลก เร้าความรู้สึกรักบ้านเกิด ปลุกสำนึกในรากเหง้าของตน

วันนี้จึงมีสถานี “อีสาน” ในกรุงเทพฯ ที่พูดอีสานทั้งวัน เปิดเพลงอีสาน โดยเฉพาะการลำการร้องสไตล์อีสานต่างๆ อีกหลายสถานีมีรายการ “อีสาน” บางช่วงบางเวลา

คนอีสานมาทำงานกรุงเทพฯ นานแล้ว ตั้งแต่ถีบสามล้อมาจนถึงขับตุ๊กตุ๊กและแท็กซี่ จับกัง ขนของแบกอิฐแบกปูน งานก่อสร้าง เป็นเด็กปั้ม เด็กอู่ซ่อมรถ เป็นคนรับใช้ทำงานบ้าน กรรมกรโรงงาน วันนี้มีหลายล้านคน จำนวนมากได้พัฒนาตัวเองจากงานที่ว่ามาเป็นผู้ประกอบการ ที่เมืองหลวงหรือกลับไปบ้านเกิด

แม้จะมีจำนวนมากกว่าทุกภาคในกทม.และปริมณฑล คนอีสานในอดีตก็มักไม่ค่อยพูดภาษาอีสานในที่สาธารณะ เนื่องเพราะกลัวคนดูถูก ความรู้สึกนี้เริ่มเปลี่ยนไป และดูเหมือนวันนี้จะมาถึงจุดที่พูดภาษาอีสานเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ไปแล้ว เช่นเดียวกับที่คนเหนือคนใต้พูดจาภาษาถิ่นของตนเองด้วยความมั่นใจมานาน

สังคมเปลี่ยนไป ผู้คนได้ความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมา คนเริ่มภูมิใจในรากเหง้าเผ่าพันธุ์ของตัวเอง เริ่มแสดงออกทางเครื่องแต่งกายท้องถิ่น อาหารการกินพื้นบ้านที่รสชาติจัดจ้าน อาหารอีสานได้รับความนิยม มีขายกันทั่วประเทศ ขึ้นเหลาเข้าโรงแรมใหญ่ได้สบาย

การฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมโอทอป และอื่นๆ มีส่วนสำคัญในกระบวนการฟื้นฟูวัฒนธรรม ทรัพยากรท้องถิ่นในนามของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว

ปรากฎการณ์อีสานจึงเกิดขึ้นในบริบทเช่นนี้ ตามวิวัฒนาการและวิภาษวิธีของสังคม ทำให้เกิดความรู้จากเพลง ดนตรี อาหาร เครื่องแต่งกาย และภาษาไปสู่การมองโลกมองชีวิตของคนอีสาน เข้าใจปัญหา ความต้องการ ความทุกข์ ความสุข ความใฝ่ฝันของคนอีสาน พรรคการเมืองใดที่จับประเด็นนี้ได้ก็ได้ใจคนอีสาน

อีสานในอดีตแห้งแล้ง แต่คนอีสานก็ดิ้นรนทำมาหากินพอเลี้ยงชีพได้ มีพออยู่พอกิน แต่เมื่อมีโครงการพัฒนาเกิดขึ้นมามากมาย ตั้งแต่ ๒๕๐๔ ที่ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม คนอีสานกลับมีที่ไม่พออยู่ มีข้าวปลาอาหารไม่พอกิน ต้องอพยพย้ายถิ่นไปเมืองกรุง ไปต่างถิ่นต่างภาคเพื่อหาที่ทำกินใหม่

ทั้งๆ ที่อีสานฝนตกปีละ ๑,๕๐๐ มิลลิเมตร มากกว่าทุกภาคยกเว้นภาคตะวันออก แต่อีสานกลับมีแต่น้ำท่วมกับภัยแล้ง ไม่มีระบบชลประทานที่จะทำการเกษตรได้ทั้งปี ต้องพึ่งพาอาศัยเทวดาเท่านั้น อีสานจึงอยู่ได้ด้วยความเชื่อและศรัทธามากกว่าเหตุผล ด้วยตำนานมากกว่าความจริง

อีสานมีตำนานมากมายที่หลายครั้งไม่ได้แยกจาก “ประวัติศาสตร์” เพราะ “ตำนานสำคัญกว่าความจริง” จึงมีเรื่องพญานาคมากกว่าภาคอื่นๆ เพราะสัมพันธ์กับน้ำ กับแหล่งน้ำ ที่ให้ชีวิตกับผู้คนตลอดมา

อีสานมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีหลายเผ่าพันธุ์ มีลาวกาว, มอญเขมร, ผู้ไท, ญ้อ เป็นต้น ซึ่งก็เป็นวัฒนธรรมเดียวกับชาวลาวในประเทศลาว คนอีสานในอดีตจึงมักเรียกตนเองว่า “ลาวอีสาน” ที่ต่อมาไม่ค่อยพูดกันอีก เพราะคำว่า “ลาว” ในบางกรณีถูกใช้เป็นการดูถูกดูหมิ่น

วันนี้อิทธิพลของละครและเพลงทำให้ภาษาอีสานได้รับความสนใจ จนมีคนถามไถ่ถึงความแตกต่างระหว่างสำเนียงอีสาน นับเป็นเรื่องดี เพราะแต่ละเผ่าพันธุ์ก็มีภาษาและวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง

คนอีสานส่วนใหญ่พูดสำเนียง “ลาวกาว” ตั้งแต่อุบลฯ ไปจนถึงอุดรฯ ขอนแก่น ซึ่งอาจแตกต่างกันบ้าง แต่ไม่มากเหมือนสำเนียงภูไท หรือผู้ไท ที่กระจายอยู่หลายจังหวัดอย่างมุกดาหาร นครพนม สกลนคร ที่มีเอกลักษณ์ค่อนข้างชัดเจน แม้แต่คนอีสานด้วยกัน ถ้าไม่คุ้นอาจต้องแปล เพราะสำเนียงและศัพท์เฉพาะที่ไม่เหมือนภาษา “ลาว” ทั่วไป

สำเนียงญ้อ แถวสกลนครและนครพนม ก็แปลกแตกต่างไปจากสำเนียงลาวกาวและผู้ไท คนอีสานทั่วไปบอกว่าเป็นสำเนียงที่เพราะดี (คุยกับแท็กซี่คนร้อยเอ็ด ส่งภาษาบ้านเกิด แท็กซี่บอกว่า มาจากสกลนครใช่ไหม ผมบอกเขารู้ได้ยังไง แกเล่าว่า มีเพื่อนคนหนึ่งคนร้อยเอ็ดมีเมียคนสกลนคร เมียแกด่าทีไรแกจะหัวเราะชอบใจ บอกว่า “ม่วนหลาย” คงอยู่กันยืดเพราะชอบให้เมียด่า)

สำเนียงที่แปลกเป็นเอกลักษณ์ คือ สำเนียงที่เลยและทางเหนือของเพชรบูรณ์ ที่เป็นสำเนียงเดียวกับที่หลวงพระบาง บรรพบรุษคงอพยพมาจากทางโน้น และได้อิทธิพลทางวัฒนธรรมจากเมืองหลวงเก่าของลาว ฟังเผินๆ คล้ายสำเนียงคนใต้แถวสุราษฎร์ธานี

มีสำเนียงโคราช หรือไทยโคราชที่กึ่งๆ ระหว่าง “ไทยกลาง” กับ “ไทยอีสาน” อย่างเป็นเอกลักษณ์ นอกนั้นก็เป็นภาษาเขมรที่พูดกันทางอีสานใต้ชายแดนกัมพูชา ที่สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ

ภาษิตไทยบอกว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล การเรียนรู้ภาษาหนึ่งเท่ากับรู้จักเผ่าพันธุ์หนึ่ง ชนชาติหนึ่ง ความสนใจในภาษาท้องถิ่นต่างๆ จึงไม่เป็นเพียงเพื่อการสื่อสารหรือความสนุกสนาน แต่เป็นกำไรชีวิต เพราะเท่ากับเป็นการเปิดโลกทัศน์ชีวทัศน์ของเราเอง

รู้ภาษาเดียวก็มองโลกมองชีวิตแบบเดียว รู้ภาษาอื่นก็ได้กำไรชีวิต เข้าใจโลก เข้าใจชีวิตของคนอื่นมากยิ่งขึ้น ยิ่งรู้หลายภาษา ยิ่งเปิดโลกทัศน์ชีวทัศน์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

การเรียนรู้สำเนียงภาษาของภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ ซึ่งแต่ละภาคก็ยังมีความแตกต่างกันอีก เป็นเรื่องที่ควรทำด้วยความเคารพในเอกลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น ยิ่งเข้าถึงความละเมียดละไมของภาษาที่สะท้อนความละเอียดอ่อนของชีวิต ก็ยิ่งเข้าใจและได้สัมผัสวัฒนธรรมเจ้าของภาษานั้นได้ลุ่มลึก เพราะภาษาคือรูปแบบชีวิต (form of life) คือ “วิญญาณ” (soul) ของผู้คนที่พูดภาษานั้น

การส่งเสริมให้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าท้องถิ่น การทำอาหารท้องถิ่น การฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมดีงาม จะทำให้เราเห็นคุณค่าของวิถีชีวิตของกันและกัน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ คือเอกภาพในความหลากหลาย

          ไม่ใช้ความแตกต่างสร้างความแตกแยก อ้างความชอบธรรมทางอำนาจและการเมือง ด้วยอคติทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ภาษาและวัฒนธรรม ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง นำไปสู่สงครามและการรบราฆ่าฟันเพื่อมุ่งทำลายล้างให้สูญพันธุ์ อย่างการฆ่าชาวยิวโดยนาซี และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อีกหลายครั้งหลายพื้นที่ทั่วโลก

          ภาษาหนึ่งจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่คือ โลกของผู้คนเผ่าพันธุ์หนึ่ง ชนชาติหนึ่ง เชื้อชาติหนึ่ง รู้ภาษาหนึ่งจึงเหมือนเดินผ่านประตูสู่อาณาจักรหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวดีๆ ที่เราจะได้ค้นพบ