phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 13 February 2019 10:59

ยิ้มเพชรฆาต

Published in ปรับฐานคิด Written by

          คำเดียวฆ่าคุณได้ “คนไทยยิ้ม เพราะคนไทยไม่มีจุดยืนเรื่องอะไรเลย” ทำเอาอาจารย์แดง (ศัลยา สุขะนิวัตติ์) ทนไม่ได้ ทั้งๆ ที่เห็นด้วยกับนโยบายหลายอย่างของพรรคการเมืองหนึ่ง แต่พอไปอ่านคำให้สัมภาษณ์ GM ของหัวหน้าพรรค เธอบอกว่า อย่างนี้จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ยังไง 

          อาจารย์แดง ชื่อเล่นของ “ศัลยา” นักเขียนบทละครชื่อดัง เรื่องสุดท้ายที่ทำให้คนไทยหายใจเข้าออกเป็น “ออเจ้า” คือ บุพเพสันนิวาสไม่ธรรมดา มีพื้นฐานจากรัฐศาสตร์จุฬาฯ อดีตอาจารย์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

          ผลงานของเธอมีมากมาย เช่น คู่กรรม นางทาส คือหัตถาครองพิภพ สายโลหิต ฟ้าใหม่ ดอกส้มสีทอง ฟ้าจรดทราย ภาพอาถรรพ์ 

          ก่อนลือกตั้งเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เจาะลึกลงไปในนโยบายและความคิดของพรรคและบุคคลที่อาสามาเป็นผู้แทนประชาชน จะได้ไม่ยิ้มอย่างโง่ๆ แบบคนไม่มีจุดยืน หรือมีแต่ยืนผิดที่ 

จะได้ยิ้มด้วยความสะใจ เพราะการยิ้มมีมากมายหลายแบบ คนไทยยิ้มง่าย สยามจึงเป็นเมืองยิ้มที่คนทั่วโลกรู้จักและประทับใจใน Land of Smile แห่งนี้ไม่มีใครสรุปเอาง่ายๆ หรือเหมารวมแบบนายคนนี้ ที่อยากเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย แต่ไม่เข้าใจคนไทย ไม่เข้าใจการยิ้มของคนไทย

          ผมเข้าใจว่า ที่อาจารย์แดงทนไม่ได้ เพราะเธอคือคนที่เข้าใจคนไทยดีที่สุดคนหนึ่ง ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถเขียนบทละครที่ “ถูกใจ” คนไทยได้มากมายขนาดนี้ละครที่เธอเขียนบทเรตติ้งทะลุจอทั้งนั้น

          การยิ้มเป็นภาษากาย ที่แสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของคน ซึ่งมีมากมาย อาจเป็นได้ที่ยิ้มหนึ่งอาจแสดงว่าไม่มีจุดยืน แต่เป็นหนึ่งในร้อย ที่ไม่ควรเหมาเอาแบบท่านหัวหน้าพรรค เหมาแบบดูถูก โดยไม่ต้องหาเหตุผลแบบศรีธนญชัยมาแก้ตัว

          คงเป็นเพราะคนไทยยิ้มง่าย ยิ้มเก่ง ยิ้มได้แทบทุกกรณี จึงมีคำที่ต่อท้ายขยายความคำว่ายิ้มมากมายเป็นร้อย เพื่อบอกว่า ยิ้มนั้นคืออะไร อยากบอกอะไร หลายอย่างเป็นภาษากายของวัฒนธรรมไทยที่ไม่มีในวัฒนธรรมอื่น ทำให้เข้าใจผิดได้

          คนไทยไปเมืองนอก ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน คนแน่น ไปเหยียบเท้าฝรั่งเข้าก็ยิ้ม ฝรั่งโกรธ ยั่วที่ไปเหยียบเท้าเขาแล้วยังยิ้มอีก บ้านเขายิ้มนั้นคงเป็นการยิ้มเยาะ แต่คนไทยอยากบอกว่า ขอโทษ แต่พอดีพูดภาษาบ้านเขาไม่เป็น เลยได้แต่ยิ้ม คนไทยคนนี้มีจุดยืน ยืนอยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดินยืนอยู่บนคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สำนึกผิดและอยากขอโทษ จึงยิ้มแทนการขอโทษ

          ภาษาไทยร่ำรวยด้วยคำว่ายิ้มร้อยแบบ ไม่ทราบว่ามีใครวิจัยเรื่องนี้ไว้บ้าง มีฝรั่งเยอรมันคนหนี่งวิจัยคำว่า “ใจ” ในภาษาไทยได้ 350 คำคนไทยร่ำรวยด้วยคำว่า “ใจ” เพราะคนไทยมีน้ำใจ คำที่แปลเป็นภาษาอื่นไม่ได้นอกจาก water heart ที่คนแถวพัทยาบางคนพูดกัน

          คนแอสกิโมมีคำว่า หิมะและน้ำแข็ง มากมาย เพราะอยู่ขั้วโลก คล้ายกับที่คนไทยมีคำว่า ฝน หลายสิบคำ จึงไม่แปลกที่สยามเมืองยิ้ม จะมีคำว่ายิ้มร้อยแบบ มีความหมายที่สะท้อนความเป็นคนไทยได้เป็นอย่างดี เสียดายที่คนที่อยากเป็นผู้นำประเทศไทยแค่นี้ก็ไม่เข้าใจ

          น่าจะมาจากพื้นฐานความเข้าใจเดิมๆ ของคนชนชั้นนายทุนอย่างหัวหน้าพรรคคนนี้ และคนไทยอีกไม่น้อย ที่คิดว่าคนไทย โง่ จน เจ็บ โดยเฉพาะชาวบ้าน คนชนบท ชาวไร่ชาวนา ที่ถูกเรียกว่าบ้านนอกคอกนา คนป่าคนดอย

          อุตส่าห์จบจากธรรมศาสตร์ ที่มีสโลแกนเขียนติดหน้าอกตั้งแต่สมัยไหนว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” ไม่ใช่ดูถูกประชาชน

 

เสรี พงศ์พิศ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ 

อดีตอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

  

"ถ่ายที่สถาบันศึกษาสังคม (ISS) กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์เมื่อ 37 ปีก่อน ผมไปเยี่ยมอาจารย์ธีรยุทธ ที่กำลังเรียนต่อหลังออกมาจากป่า" 

"แถวหลังมีอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ผม และอาจารย์สุธี ประศาสตร์เศรษฐ  อาจารย์แดง (ศัลยา) อยู่คนตรงกลางแถวหน้า ข้างคุณหญิงแอ๋ว สุพัตรา มาศดิษถ์ "

 

Wednesday, 13 February 2019 09:17

รัฐบาล "ในฝัน"

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 13 กุมภาพันธ์ 2562

การเมืองไทยมองได้หลายมิติ หลายแง่หลายมุม ชั่วข้ามคืนก็พลิกได้ อย่างไรก็ขอมองเพียงจากแง่มุมของ “ชาวบ้าน” ว่าได้เห็นสิ่งที่เป็นอยู่และจะเป็นไป ความในใจ ความฝันที่อยากให้เป็นจริง

            สิบกว่าปีของความขัดแย้งทางการเมือง ห้าปีของการอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร ที่ชาวบ้านอดทนได้เพราะเบื่อหน่ายกับความข้ดแย้งที่นำมาซึ่งความรุนแรง การรบราฆ่าฟันนองเลือด แม้ว่าจะอดอยากมากกว่าเดิมเพราะปัญหาเศรษฐกิจเหมือนไม่ได้รับการแก้ไข ผู้คนส่วนใหญ่จนลง คนส่วนน้อยรวยขึ้น ความขัดแย้งแบ่งขั้วใน 5 ปีนี้ก็ไม่ได้ลดลง เพียงแต่ถูกกดเอาไว้ และอาจระเบิดออกมาอีก

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าชาวบ้านจำนวนมากจะดีใจ เหมือนได้ปลดปล่อยจากความกดดัน ฝันว่าจะก้าวข้ามความขัดแย้งแบ่งขั้วแบ่งสีกันเสียที ด้วยบารมีของผู้ที่อาจจะมาเป็นผู้นำแบบ “นารีขี่ม้าขาว” ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

            แต่เมื่อจะไม่เป็นไปตามนั้น รัฐบาลต่อไปต้องสรุปบทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ประชาชนมีความใฝฝันอะไร อยากเห็นอะไร ทำอย่างไรจะก้าวข้ามขั้วและความขัดแย้งต่างๆ ไปได้ รัฐบาลจะมีนโยบายให้เกิดความปรองดองได้อย่างไร จะทำให้เกิดสันติภาพบนแผ่นดินไทยนี้ได้อย่างไร

            ถ้ารัฐบาลเข้าใจเครื่องหมายแห่งกาลเวลา และความปรารถนาอันสูงสุดของคนไทย จะรู้ว่า สิ่งที่ดีที่สุดนั้นมีอยู่แล้ว แต่รัฐบาลหลับหูหับตาไม่เอามาใช้ จนมีคนไปทำสิ่งที่ขัดต่อโบราณราชประเพณีและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเพื่อให้ความใฝ่ฝันนั้นเป็นจริง

            เพียงรัฐบาลเข้าใจ “จิตวิญญาณ” (spirit) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และนำมาสืบสานให้เป็นจริงเท่านั้น ความปรองดอง ความเป็นพี่เป็นน้องกันก็จะเกิด การพัฒนาประเทศ “ที่ใช่” ก็จะเกิดขึ้น อาจไม่มั่งคั่งยั่งยืนอย่างคำโฆษณา แต่จะพอเพียงและมั่นคง คนจนจะลดลง คนจะมีความสุขมากขึ้น

            ความปรองดองจะไม่เกิดถ้าหากยังมีความเหลื่อมล้ำรุนแรง คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ใช่ทำเพียงจัดโครงการสวัสดิการประชานิยมต่างๆ แต่ด้วยการปรับปรัชญาการพัฒนาประเทศ  ปรับระบบโครงสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากฐานราก

            เพราะการพร่ำบอกแต่คำว่าเศรษฐกิจฐานราก และรากหญ้าทุกวัน มีโครงการประชานิยมร้อยแปด ก็เหมือนให้ยาแก้ปวดบรรเทาอาการเท่านั้น ไม่ได้แก้ปัญหาใหญ่ปัญหาจริงที่ต้องการการผ่าตัด

            นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านๆ มาไม่เคยเอา “เศรษฐกิจพอเพียง” มานำทางอย่างที่ประกาศเลย ขอให้นำพระราชดำรัสนี้มาพิจารณาให้ถี่ถ้วนอีกทีเถิด

            “การพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพอสมควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป”

“หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการที่สัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวไปในที่สุด” (๑๘ ก.ค. ๒๕๑๗)

ศาสตราจารย์โรเบิร์ต มันเดล รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ พูดที่กรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๕๕๐ ว่า

“เศรษฐกิจพอเพียงจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก และยังไม่เข้มแข็งพอ เมื่อพิจารณาการใช้จ่ายรวมของประเทศ ประกอบด้วยการบริโภค ภาคเอกชน การลงทุนของธุรกิจ การใช้จ่ายภาครัฐบาล การนำเข้าและการส่งออกแล้วสามารถนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้ โดยเริ่มจาก การสร้างความเข้มแข็งของภาคครัวเรือนที่เป็นหน่วยย่อยที่สุดของระบบเศรษฐกิจ”

“หากการบริโภคภาคครัวเรือน คือ บริโภคอย่างพออยู่พอกิน อย่างมีเหตุมีผลตามอัตภาพของแต่ละครัวเรือน จะทำให้ครัวเรือนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันด้านเศรษฐกิจครอบครัว คือสร้างการออมภาคครัวเรือนให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นฐานรากที่สำคัญของระบบ”

            ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ บรรยายเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนว่า รัฐบาลพร่ำพูดถึง GDP การลงทุน การส่งออก โดยไม่บอกให้ชัดว่า GDP ที่มีสัดส่วนสูงสุดถึง 48% มาจากการบริโภค การใช้จ่ายในครัวเรือน ส่วนการลงทุน 22% การส่งออกหรือดุลการค้า 14% การใช้จ่ายภาครัฐบาล 16% รัฐบาลพร่ำพูดถึงแต่ภาครัฐและภาคเอกชน ลืมภาคประชาชนซึ่งเป็นส่วนใหญ่ไป

            รัฐบาลไม่ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ไม่ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นฐานรากที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยที่จะมั่นคง มีภูมิคุ้มกันซึ่งแปลว่าพึ่งพาตนเองได้จริง เพราะไม่สนใจ ได้แต่ปกป้องผลประโยชน์ของทุนใหญ่ที่ครอบงำเศรษฐกิจไทย ปล่อยปลาใหญ่กินปลาเล็กจนแทบไม่เหลือแล้ว

            ทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และนักเศรษฐศาสตร์ 2 ท่านบอกเรื่องเดียวกัน คือทำอย่างไรให้การบริโภคในครัวเรือนมีความมั่นคง ประเทศที่คิดเป็นอย่างจีน เขาเจาะเข้าไปในครัวเรือน เพื่อเป็นเป้าหมายการพัฒนาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ดีไซน์ในห้องแอร์ ตัดเสื้อไซซ์เดียวใส่กันทั่งประเทศอย่างบ้านเรา

            เสียงของผู้คนในประเทศเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ดังมาก คนไทยอยากได้ “รัฐบาลในฝันที่พอเพียง” จะได้อยู่เย็นเป็นสุข เพราะ “การเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้...”

พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2540 ปีฟองสบู่แตก คำเตือนของพระองค์ในปี 2517 ที่เป็นจริง

9 กุมภาพันธ์ 2562

ข้อเขียนนี้มาจากประสบการณ์ จากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง พีสาวเป็นอัมพาตนับสิบปี น้องชายก็เป็นอัมพฤกษ์มาหลายปี กำลังฟื้นฟู แต่ไม่น่าจะเกี่ยวกับกรรมพันธุ์ น่าจะเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของแต่ละคนมากกว่า เพราะพ่อเสียอายุ 88 แม่อายุ 84 โดยไม่มีปัญหาเส้นเลือดในสมองหรือหัวใจ

ผมก็เคยเป็นความดัน ไขมันสูง เบาหวาน ไทรอยด์ แต่ก็ดูแลตัวเองจนหายหมดทุกโรค โดยไม่กินยา และไม่เคยป่วยเป็นอะไรมาจะ 20 ปีแล้ว สิ่งที่อยากเล่าให้ฟัง “โปรดใช้วิจารณญาณ” อาจจะลางเนื้อชอบลางยา แต่ก็ไม่คิดว่าว่าตนเองเก่งกล้า หรือเป็นความสามารถเฉพาะตัวอะไร ก็เรียนรู้มาจากคนอื่นทั้งนั้น

ผมได้เขียนหนังสือ 2 เล่มโตชื่อ “กินอยู่พอดีมีความสุข” พูดถึงรายละเอียดต่างๆ ไว้มากแล้ว หลังๆ นี้มีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาบ้าง จึงสรุปดังนี้

เส้นเลือดตีบตัน การแพทย์ให้ความเห็นที่มาสาเหตุไปหลายอย่าง มาจากไขมันหรือ “ตะกรัน” อุดตันเส้นเลือดเหมือนท่อประปาที่ค่อยๆ ตีบตัน น้ำไหลไม่สะดวก ปั้มน้ำทำงานหนัก เหมือนหัวใจต้องปั้มเลือดแรงมาก กลายเป็นความดันโลหิตสูง และเส้นเลือดเองก็เปราะมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวาน ปั้มแรงไปก็ทำให้เส้นเลือดแตก

คนเรามีเซลล์สมองอยู่พันล้านเซลล์ ทุกวันมีจำนวนหนึ่งที่เสื่อมสลายและตายไป ต้องมีการสร้างใหม่ขึ้นมา ถ้าเลือดไปเลี้ยงไม่พอ อาหารไปเลี้ยงไม่พอ เซลล์สมองก็ไม่แข็งแรง ทำงานไม่ดี

การกินอาหาร นอนหลับพักผ่อน คือเวลาแห่งการสร้างเซลล์ใหม่ดีที่สุด นอนไม่พอ กินอาหารไม่เหมาะสมจึงไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเส้นเลือดตีบตัน หรือเป็นแล้วก็ฟื้นฟูยาก

แพทย์แนะนำให้ทานผักผลไม้มาก ลดหวาน มัน เค็ม โปรตีนเสื้อสัตว์และแป้ง ผมทำตามคำแนะนำของหมออู๋ นายแพทย์อเมริกันเชื้อสายจีน ที่เคยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายตอนอายุ 30 กว่า หายได้ด้วยการกินผักผลไม้ มีหนังสือ “ธรรมชาติคืนชีวิต” (แปลเป็นไทย สั่งซื้อได้จากซีเอ็ด) เขาให้ข้อมูลและสูตรต่างๆ ไว้มากมาย แล้วแต่โรคอะไร ควรกินอะไร หมออู่เคยมาเมืองไทยหลายปีก่อน ผมไม่ได้ไปฟัง

สูตร ๑ สูตรดิบ ผมมักใช้ 4 ตัวหลัก คือ แคร็อท มะเชือเทศ บีทรูท แอปเปิลเขียว ถ้าไม่มีก็คีวี หรือผลไม้อื่นไม่หวาน แล้วก็ใบหญ้านาง 10 ใบ ขิง 4 เงี่ยง ผักเขียวอะไรก็ได้ตามใจชอบ ผักบุ้ง คึ่นช่าย วอเตอร์เกรส ผักจีน ผักไทย อะไรที่หาได้ง่ายๆ เติมงา เม็ดแฟลกส์ เก๋ากี้ เกสรผึ้ง อัลมอนด์หรือถั่วชนิดอื่น เติมน้ำพอประมาณแล้วแต่ต้องการเข้มข้นขนาดไหน

ดูๆ อาจจะอลังการงานสร้างหน่อยและมีราคา แต่ผมว่าคุ้มกว่าค่าโรงพยาบาลวันละหมื่นนะครับ

จากนั้นเอาไปปั่นในเครื่องปั่น 3.5 แรงม้า ตอนนี้ราคาถูกลงแล้ว ประมาณหมื่นบาท ใช้มา 10 ปียังใช้ได้ ปั่น 2 นาที ทำให้สารอาหาร 450 ชนิด (phyto chemicals) ในผักผลไม้ออกมาเกือบ 100% ถ้าเครื่องปั่นแรงน้อยกว่านี้จะได้เพียง 60-70% เท่านั้น

ผมดื่มเช้าแก้วใหญ่ เอาไว้ในตู้เย็นดื่มเที่ยงและเย็นครั้งละแก้ว

สูตรที่ ๒ เป็นสูตรสุก เพื่อสับเปลี่ยนบ้าง เรียกว่า “สูตรป้าเจตน์” แคร็อท มะเขือเทศ เห็ด 3 อย่าง บางทีไม่มีเห็ดก็เอาหอมหัวใหญ่ บางทีก็ฟักทอง ข้าวโพด แล้วแต่อยากทานอะไร ไม่ต้องมีแคร็อท มะเขือเทศก็ได้ ใส่น้ำ ต้มให้พอสุก เติมผักเขียวลงไป ผักอะไรก็ได้ที่ชอบ ผักบุ้ง คะน้า บร็อคโคลี่ หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน โดยไม่ต้องใส่ทุกอย่างก็ได้ เติมเกลือเล็กน้อย ต้มไม่ต้องสุกมาก

จากนั้นเอาลงหม้อปั่นกี่แรงม้าก็ได้ โดยเติมงา เก๋ากี้ เม็ดแฟลกส์ ก่อนปั่น ไม่ต้องละเอียดมาก แล้วเอากลับไปลงหม้อเดิม ตั้งไฟอีกสัก 1-2 นาที คนตลอดเดี๋ยวไหม้ อาจเติมไข่ เต้าหู้ มิโสะ ถ้าไม่มีมิโสะก็ซ้อสพอให้รสเค็มบ้าง ไม่ต้องผงชูรส เดี๋ยวได้อีกโรค ถ้าอยากให้ข้นก็เติมข้าวโอ้ต หรือผงข้าวกล้อง ถ้าอยากให้มีรสไทยก็ซอยต้นหอมและผักชีโรย น้ำมันงา พร้อมกับโรยพริกไทยนิดหน่อย อร่อย (จังฮู้)

แค่ 2 สูตรก็น่าจะพอกระมัง แต่ผมก็เติมอะไรอีกบางอย่างหลังๆ นี้ ซึ่งลดไขมันได้ดีที่สุด ล้างไขมันในเส้นเลือดในสมอง ที่หัวใจได้ดีมากๆ บำรุงร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ ลดน้ำตาล คือ

มะระขี้นก ๑ กิโล ต้มในหม้อใหญ่ๆ ใส่น้ำ ๓ ส่วนให้ลดลงเหลือ ๒ ส่วน (ใส่น้ำขวดใหญ่ ๑.๕ ลิตร ๓ ขวด ให้ลดลงเหลือ ๒ ขวด) ทิ้งไว้ให้เย็น ใส่ขวดไว้ในตู้เย็นไว้ดื่มได้แทนน้ำได้หลายวัน (ถ้าไม่มีคนแย่ง) ขมนิดหน่อย แต่ขมเป็นยา อันนี้สุดยอดมาก ศิลปินคนดังอายุ 60 กว่า ดื่มมาหลายสิบปี หน้าตายังหนุ่มและสุขภาพดีมาก ผมเองก็ดื่มเป็นประจำ (ทำให้ยังหนุ่มอยู่ Ha !)

มะระจีน สีเขียวอ่อนใหญ่ๆ เท่าแขน ผ่าครึ่งเอาเมล็ดดออก ลับมีดให้คม ซอยให้เล็กๆ บางๆ แช่น้ำเกลือ 2 น้ำ ล้างน้ำจืด 2 น้ำ เอาเข้ากล่องเก็บในตู้เย็นทานกับซุบตอนเช้า กับอาหารได้ทุกมื้อ ทุกชนิด อร่อยมาก และมีประโยชน์ที่สุด ต้านโรคและเชื้อหวัดได้ดีนัก

ของแถม ปลูกอัญชันไว้สักต้นสองต้น ม่วงกับขาว มีเอ็นโทซายานิน ดีที่สุดบำรุงตา ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงเส้นผม แค่ต้นเดียวก็เก็บได้วันเป็นร้อยดอก ทานสดๆ กับอาหารดีกว่าไปต้มดื่ม

สุขภาพดีได้ด้วยการปล่อยวางอย่างมีปัญญา เรียกว่า อุเบกขา คนไม่เครียดมีชัยไปกว่าครึ่ง

อย่าไปเครียดกับการเมืองไทย อะไรจะเกิดก็ให้เกิด ทำอะไรดีๆ แม้เล็กน้อย (ด้วยหัวใจยิ่งใหญ่) จะดีกว่า แบบ “จุดเทียนขึ้นมาสักเล่ม ดีกว่านั่งด่าความมืด” แล้วจะสบายใจเราเองด้วย

แบกโลกไว้คนเดียวเดี๋ยวหลังหักนะครับ ไม่สมัครเองก็อย่าไปลุ้นใครมากเกินไป

ขอให้ทุกท่านสุขภาพดี แข็งแรง ใส่ใจดูแลสุขภาพ สร้างดีกว่าซ่อม เหนื่อยหน่อย แต่คุ้มแน่นอน ขอให้ใจมา ปัญญาจะเกิด สุขภาพจะดี