phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 10 ตุลาคม 2561

รัฐบาลก่อนๆ นี้ “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” รัฐบาลนี้ก็กำลัง “แปลงต้นไม้ให้เป็นทุน” ปลูกไม้ยืนต้นไว้เพื่อเป็นสินทรัพย์ที่นำไปกู้เงินธนาคารได้ และมีอีกหลายโครงการพัฒนาที่ส่งทุนตรงไปยังหมู่บ้านในชื่อและรูปแบบต่างๆ

            แต่ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ หรือเป็นเพราะการเรียนรู้จะทำให้ชาวบ้านฉลาดขึ้น เป็นเหตุให้ “ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (วิลเลียม เบลค) หรือว่าไม่เชื่อ ไม่รู้ ไม่เข้าใจความสำคัญของการเรียนรู้จริงๆ

            โลกวันนี้เป็นโลกที่ “คนไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้ ถึงอยู่ได้ก็ถูกเขาโกง ถูกเขาหลอก ถูกเขาเอาเปรียบได้ง่าย” และที่สำคัญ สังคมที่คนไม่มีความรู้จะไม่พัฒนา เพราะเงินไม่อาจเนรมิตการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เงินอาจ “ทำให้ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” (modernization without development) เงินทำได้แต่ “โครงการ” ความรู้และปัญญาต่างหากที่จะพัฒนา “ระบบ” ที่ประกันความมั่นคงยั่งยืน

            “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” (อมาตยา เซน) ไม่ใช่ปล่อยให้รากเหญ้าเป็นแค่แรงงาน ชุมชนเป็นแค่ที่ผลิตวัตถุดิบไปป้อนอุตสาหกรรม พ่อค้านักธุรกิจเพื่อการส่งออกที่เติบโตขึ้นทุกวัน แต่รากหญ้ายังยากจนอย่างยั่งยืน

            เห็นรัฐบาลนี้มีโครงการมากมายหลายอย่าง ถ้าหากทำได้จริงก็จะช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากได้ไม่น้อย แต่ที่ไม่ได้เห็นชัดเจน คือ การเรียนรู้ ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนในแผนที่ดูดีเหล่านั้น ถ้าเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นหัวใจที่นำไปสู่การพัฒนายั่งยืน ควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่านี้ เพราะ “เป้าหมายดี วิธีการต้องดีด้วย” (Means justify the end) ไม่เช่นนั้นเป้าหมายก็กลายเป็นเพียงแค่ความฝันที่วาดไว้ให้ดูดี

            ถึงเวลาที่ต้องทำการปฏิรูปการศึกษาเพื่อการปฏิรูปประเทศ ตามสโลแกนของสภาการศึกษา โดยการเปิดกว้างให้มีการจัดการเรียนรู้เพื่อตอบสนองชีวิตและสังคมวันนี้ ไม่ใช่ยังยืนหยัดแบบโบราณที่ต้องไปเรียนถึงมหาวิทยาลัยและได้ปริญญา ที่ส่วนใหญ่ล้าหลัง วันนี้ใครๆ ก็เรียนได้ เรียนได้ทุกที่และตลอดชีวิต

            คนในวัยแรงงานอย่างน้อย 30 ล้านคนใน ๗๘,๐๐๐ หมู่บ้าน ๗๗ จังหวัด มีศักยภาพที่จะเรียนรู้ถ้าหากมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของพวกเขาและของสังคม

            ทำอย่างไร รัฐและเอกชนจะสร้างเงื่อนไขให้การเรียนรู้เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ (conditio sine qua non) เพื่อรับบุคคลเข้าทำงานหรือรับทุนไปทำโครงการ นำไปลงทุนประกอบอาชีพส่วนตัว หรือให้ชุมชนรับทุนส่งเสริมสนับสนุนโครงการพัฒนาต่างๆ โดยใช้ใบ “ประกาศนิยบัตร”

            เช่น ถ้าหากไม่ได้ผ่าน “หลักสูตร ๔ แผน” และได้ประกาศนิยบัตร “โครงการแก้หนี้แก้จนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” (ที่เรียนเพียง ๓ เดือน เรียนสัปดาห์ละครั้ง เพียง ๑๒ ครั้ง) ก็จะไม่ได้ลดหนี้ลดดอกจากสถาบันการเงินของรัฐ ครูที่เป็นหนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรดังกล่าวก็ไม่สามารถลดหนี้ลดดอกได้

            ชุมชนที่ไม่มีการเรียนรู้ ไม่ผ่านหลักสูตรการทำแผนแม่บทชุมชนไม่ว่าแบบใหญ่แบบย่อย แบบรวมหรือเฉพาะประเด็น ก็ไม่ควรได้รับการสนับสนุน เพราะนั่งเทียนเขียนโครงการขอทุนนั้นง่าย แต่ทำแผนจากฐานข้อมูลจริงของชุมชนนั้นยากกว่า แต่ได้ผลยั่งยืนกว่า

            การจัดการเรียนรู้ให้ชุมชนต้องมีการวางแผนสร้างผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ไม่ใช่ไปปูพรมเพื่อให้ได้ปริมาณมากโดยเร็ว รวบรัดจัดการเรียนรู้เพื่อโปรยงบประมาณลงไป อ้างว่าให้ทันเวลา

            ต่อไป ใครจะได้งบประมาณไปขุดบ่อ ทำเกษตรผสมผสาน ไปเลี้ยงสัตว์ ไปทำวิสาหกิจชุมชน ไปทำการประกอบการโดยส่วนตัวหรือโดยกลุ่ม ไปจัดการสิ่งแวดล้อม ป่า พลังงาน และการประกอบอาชีพต่างๆ ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรที่ยืนยันว่ามีการเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับทุน

            เขียนเรื่องนี้จากประสบการณ์ทำโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” เมื่อปี ๒๕๕๒ ในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งให้เวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน แต่สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่ผมเป็นผู้อำนวยการได้ทำถึง ๑,๐๐๐ กลุ่มๆ ละ ๕๐ คน รวม ๕๐,๐๐๐ คน ซึ่งได้รับการประเมินว่าเป็นโครงการที่ดีและได้ผล เพราะมีการเรียนรู้ ชาวบ้านบอกว่า “ได้ความรู้ ได้ปัญญา ได้เครือข่าย ได้เงินไปลงทุน”

            สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนกำลังวิกฤติ ปล่อยให้เฉาตายก็เสียดายงบประมาณที่ลงทุนไปเป็นแสนๆ ล้าน ทั้งคนทั้งสินทรัพย์ ปรับสถาบันการศึกษาเหล่านี้ให้มีบทบาทในการสร้างการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงให้นักศึกษา ๓ ล้านคน แต่ให้ช่วยคนอีก ๓๐ ล้านคนให้ได้เรียนรู้ทั้งแผ่นดินจะไม่ดีกว่าหรือ

            รัฐบาลควรตั้งงบประมาณส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและการจัดการเรียนรู้ให้ผู้คนด้วยหลักสูตรระยะสั้นระยะยาว และหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่คอยแต่ให้เงินกยศ. และตามไล่เรียกเงินกู้ยืมคืน แทนที่จะเอาเวลา คน งบประมาณไปให้คนอีก ๓๐ ล้านคนได้เรียนรู้

            ถ้าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐที่กำลังจะตกงาน ลงไปคลุกคลีกับชุมชน เห็นปัญหาและความต้องการของชุมชน พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อชุมชนจริงๆ สังคมเรียนรู้จึงจะเกิด งานก็จะเกิด

            เครื่องมือการเรียนรู้มีมาก อย่างการทำแผน ๔ แผนและแผนแม่บทชุมชนก็มีอยู่แล้ว และได้พิสูจน์ว่าได้ผล ใช้วางรากฐานการเรียนรู้ไปก่อน แล้วค่อยพัฒนาการเรียนรู้อื่นๆ ต่อยอดต่อไป

            รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นล้านล้านได้ แต่ไม่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา จากอดีตที่ผ่านมา ไม่เชื่อหรือว่า “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” (เบนจามิน แฟรงคลิน)

สยามรัฐรายวัน 10 ตุลาคม 2561

รัฐบาลก่อนๆ นี้ “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” รัฐบาลนี้ก็กำลัง “แปลงต้นไม้ให้เป็นทุน” ปลูกไม้ยืนต้นไว้เพื่อเป็นสินทรัพย์ที่นำไปกู้เงินธนาคารได้ และมีอีกหลายโครงการพัฒนาที่ส่งทุนตรงไปยังหมู่บ้านในชื่อและรูปแบบต่างๆ

            แต่ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ หรือเป็นเพราะการเรียนรู้จะทำให้ชาวบ้านฉลาดขึ้น เป็นเหตุให้ “ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (วิลเลียม เบลค) หรือว่าไม่เชื่อ ไม่รู้ ไม่เข้าใจความสำคัญของการเรียนรู้จริงๆ

            โลกวันนี้เป็นโลกที่ “คนไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้ ถึงอยู่ได้ก็ถูกเขาโกง ถูกเขาหลอก ถูกเขาเอาเปรียบได้ง่าย” และที่สำคัญ สังคมที่คนไม่มีความรู้จะไม่พัฒนา เพราะเงินไม่อาจเนรมิตการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เงินอาจ “ทำให้ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” (modernization without development) เงินทำได้แต่ “โครงการ” ความรู้และปัญญาต่างหากที่จะพัฒนา “ระบบ” ที่ประกันความมั่นคงยั่งยืน

            “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” (อมาตยา เซน) ไม่ใช่ปล่อยให้รากเหญ้าเป็นแค่แรงงาน ชุมชนเป็นแค่ที่ผลิตวัตถุดิบไปป้อนอุตสาหกรรม พ่อค้านักธุรกิจเพื่อการส่งออกที่เติบโตขึ้นทุกวัน แต่รากหญ้ายังยากจนอย่างยั่งยืน

            เห็นรัฐบาลนี้มีโครงการมากมายหลายอย่าง ถ้าหากทำได้จริงก็จะช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากได้ไม่น้อย แต่ที่ไม่ได้เห็นชัดเจน คือ การเรียนรู้ ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนในแผนที่ดูดีเหล่านั้น ถ้าเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นหัวใจที่นำไปสู่การพัฒนายั่งยืน ควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่านี้ เพราะ “เป้าหมายดี วิธีการต้องดีด้วย” (Means justify the end) ไม่เช่นนั้นเป้าหมายก็กลายเป็นเพียงแค่ความฝันที่วาดไว้ให้ดูดี

            ถึงเวลาที่ต้องทำการปฏิรูปการศึกษาเพื่อการปฏิรูปประเทศ ตามสโลแกนของสภาการศึกษา โดยการเปิดกว้างให้มีการจัดการเรียนรู้เพื่อตอบสนองชีวิตและสังคมวันนี้ ไม่ใช่ยังยืนหยัดแบบโบราณที่ต้องไปเรียนถึงมหาวิทยาลัยและได้ปริญญา ที่ส่วนใหญ่ล้าหลัง วันนี้ใครๆ ก็เรียนได้ เรียนได้ทุกที่และตลอดชีวิต

            คนในวัยแรงงานอย่างน้อย 30 ล้านคนใน ๗๘,๐๐๐ หมู่บ้าน ๗๗ จังหวัด มีศักยภาพที่จะเรียนรู้ถ้าหากมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของพวกเขาและของสังคม

            ทำอย่างไร รัฐและเอกชนจะสร้างเงื่อนไขให้การเรียนรู้เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ (conditio sine qua non) เพื่อรับบุคคลเข้าทำงานหรือรับทุนไปทำโครงการ นำไปลงทุนประกอบอาชีพส่วนตัว หรือให้ชุมชนรับทุนส่งเสริมสนับสนุนโครงการพัฒนาต่างๆ โดยใช้ใบ “ประกาศนิยบัตร”

            เช่น ถ้าหากไม่ได้ผ่าน “หลักสูตร ๔ แผน” และได้ประกาศนิยบัตร “โครงการแก้หนี้แก้จนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” (ที่เรียนเพียง ๓ เดือน เรียนสัปดาห์ละครั้ง เพียง ๑๒ ครั้ง) ก็จะไม่ได้ลดหนี้ลดดอกจากสถาบันการเงินของรัฐ ครูที่เป็นหนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรดังกล่าวก็ไม่สามารถลดหนี้ลดดอกได้

            ชุมชนที่ไม่มีการเรียนรู้ ไม่ผ่านหลักสูตรการทำแผนแม่บทชุมชนไม่ว่าแบบใหญ่แบบย่อย แบบรวมหรือเฉพาะประเด็น ก็ไม่ควรได้รับการสนับสนุน เพราะนั่งเทียนเขียนโครงการขอทุนนั้นง่าย แต่ทำแผนจากฐานข้อมูลจริงของชุมชนนั้นยากกว่า แต่ได้ผลยั่งยืนกว่า

            การจัดการเรียนรู้ให้ชุมชนต้องมีการวางแผนสร้างผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ไม่ใช่ไปปูพรมเพื่อให้ได้ปริมาณมากโดยเร็ว รวบรัดจัดการเรียนรู้เพื่อโปรยงบประมาณลงไป อ้างว่าให้ทันเวลา

            ต่อไป ใครจะได้งบประมาณไปขุดบ่อ ทำเกษตรผสมผสาน ไปเลี้ยงสัตว์ ไปทำวิสาหกิจชุมชน ไปทำการประกอบการโดยส่วนตัวหรือโดยกลุ่ม ไปจัดการสิ่งแวดล้อม ป่า พลังงาน และการประกอบอาชีพต่างๆ ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรที่ยืนยันว่ามีการเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับทุน

            เขียนเรื่องนี้จากประสบการณ์ทำโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” เมื่อปี ๒๕๕๒ ในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งให้เวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน แต่สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่ผมเป็นผู้อำนวยการได้ทำถึง ๑,๐๐๐ กลุ่มๆ ละ ๕๐ คน รวม ๕๐,๐๐๐ คน ซึ่งได้รับการประเมินว่าเป็นโครงการที่ดีและได้ผล เพราะมีการเรียนรู้ ชาวบ้านบอกว่า “ได้ความรู้ ได้ปัญญา ได้เครือข่าย ได้เงินไปลงทุน”

            สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนกำลังวิกฤติ ปล่อยให้เฉาตายก็เสียดายงบประมาณที่ลงทุนไปเป็นแสนๆ ล้าน ทั้งคนทั้งสินทรัพย์ ปรับสถาบันการศึกษาเหล่านี้ให้มีบทบาทในการสร้างการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงให้นักศึกษา ๓ ล้านคน แต่ให้ช่วยคนอีก ๓๐ ล้านคนให้ได้เรียนรู้ทั้งแผ่นดินจะไม่ดีกว่าหรือ

            รัฐบาลควรตั้งงบประมาณส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและการจัดการเรียนรู้ให้ผู้คนด้วยหลักสูตรระยะสั้นระยะยาว และหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่คอยแต่ให้เงินกยศ. และตามไล่เรียกเงินกู้ยืมคืน แทนที่จะเอาเวลา คน งบประมาณไปให้คนอีก ๓๐ ล้านคนได้เรียนรู้

            ถ้าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐที่กำลังจะตกงาน ลงไปคลุกคลีกับชุมชน เห็นปัญหาและความต้องการของชุมชน พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อชุมชนจริงๆ สังคมเรียนรู้จึงจะเกิด งานก็จะเกิด

            เครื่องมือการเรียนรู้มีมาก อย่างการทำแผน ๔ แผนและแผนแม่บทชุมชนก็มีอยู่แล้ว และได้พิสูจน์ว่าได้ผล ใช้วางรากฐานการเรียนรู้ไปก่อน แล้วค่อยพัฒนาการเรียนรู้อื่นๆ ต่อยอดต่อไป

            รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นล้านล้านได้ แต่ไม่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา จากอดีตที่ผ่านมา ไม่เชื่อหรือว่า “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” (เบนจามิน แฟรงคลิน)

สยามรัฐรายวัน 3 ตุลาคม 2561

ถ้าปัญหาการศึกษาไทย คือ “การปลูกไม้ในกระถาง” สิ่งที่ท้าทายการปฏิรูป คือจะทุบกระถางนี้เพื่อให้ไม้ลงดิน เติบโตจนไม่ต้องรดน้ำดูแลได้อย่างไร หรือไม่พ่อแม่ก็เอาไม้ออกจากกระถางไปปลูกที่อื่น

            ผมมีรูปลูกชายตอนไปโรงเรียนอนุบาล ยืนไหล่เอียงเพราะถือกระเป๋าหนังสือเรียนหนัก สังเกตว่า ตอนอายุก่อน 5 ขวบ เป็นเด็กที่มีชีวิตชีวา พอไปโรงเรียนความเป็นธรรมชาติลดลง เหมือนเก็บกด สูญเสียความเชื่อมั่นและความเป็นตัวของตัวเอง

            อายุ 9 ขวบ ผมพาครอบครัวไปยุโรป ที่ประเทศเยอรมนีไปเยี่ยมโรงเรียนแห่งหนึ่ง ลูกขอให้พ่อถามครูใหญ่ว่า ที่นั่นเขาตีเด็กไหม ครูตอบว่า ไม่ตี ถ้าตีจะมีคนเรียกตำรวจมาจับ ลูกตาโต บอกว่าอยากมาเรียนทีนี่ ผมนึกว่าพูดเล่น แต่เขาพูดจริงและยืนยันว่าอยากไปเรียนที่เยอรมัน

            ลูกถูกตีที่โรงเรียนที่กรุงเทพฯ บ่อย สาเหตุเพราะเขามักถามคำถามที่เด็กคนอื่นไม่ถาม ครูคงเห็นว่าทะลึ่งหรือตั้งใจแกล้งครู โดยเฉพาะครูคณิตศาสตร์ เขาเกลียดวิชานี้และได้คะแนนไม่ดีเลย ถ้าไม่ทุกข์จริง เด็ก ๙ ขวบคงไม่เรียกร้องไปเรียนไกลพ่อแม่ถึงขนาดนั้น

            ผมตัดสินใจส่งลูกไปเรียนเยอรมันไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ไปเรียน ป.4 ของที่นั่น ที่โรงเรียนที่เน้นดนตรี เห็นว่าเขาชอบไวโอลิน ครูที่นั่นทำให้ผมแปลกใจเมื่อบอกว่า ลูกเรียนคณิตศาสตร์เก่งที่สุดในชั้น ผมไปดูการบ้านลูกแล้วก็เข้าใจ เพราะเป็นการบ้านที่ทำสนุก ได้เรียนรู้ บวกลบคูณหารแล้วออกมาเป็นรูปสัตว์ รูปต้นไม้ เขาเรียนอย่างมีความสุข ไม่เคยถูกทำโทษ ไม่ถูกตี

            ผมพยายามสอนลูกให้คิดเป็นด้วยวีธีการต่างๆ เล่านิทาน ให้เขาอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลงดีๆ ผมเขียนจดหมายถึงครูที่โรงเรียนของลูกสาววันหนึ่งว่า ลูกไม่ได้ทำการบ้านเพราะครูให้มากเกินไป ให้พร้อมกันหลายคนวันเดียว ลูกต้องทำงานบ้านบ้าง ซ้อมดนตรีบ้าง พักผ่อนบ้าง และต้องเข้านอนแต่หัวค่ำ

            โชคดีที่โรงเรียนของลูกสาวเข้าใจ ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้ทำโทษลูก ที่สุดผมส่งลูกสาวไปเรียนที่อังกฤษตอนอายุ 12 ปี

            มีเพื่อนทักว่า ไหนเห็นทำงานพัฒนา ทำเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ผมตอบไปว่า เพราะผมไม่เชื่อว่าการศึกษาไทยจะช่วยให้ลูกผมพร้อมที่จะเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ แบบพึ่งพาตนเองได้และมีความสุข ไม่ใช่ “ดินไทย” ไม่ดี แต่เอาดินดีลงกระถาง ปลูกไม้ในกระถาง ยังไงก็ไม่โต

            วันเวลาผ่านไป ลูกทั้งสองไม่ได้ลืมรากเหง้า ยังเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทย พร้อมนำไปเผยแพร่ให้คนต่างชาติได้เรียนรู้และชื่นชมด้วยซ้ำ ผมเองไปเรียนต่างประเทศสิบกว่าปีกลับมาส่งเสริมภูมิปัญญาไทย

            เล่าเรื่องส่วนตัว เพราะเป็นประสบการณ์ร่วมของพ่อแม่ ที่ผมวิพากษ์การศึกษาไทยไม่ใช่จากตำรา แต่จากประสบการณ์โดยตรง กับลูก กับชาวบ้าน กับชุมชน กับเด็กและผู้ใหญ่ ได้เห็นศักยภาพของคนเหล่านี้ว่าถูกปิดกั้น กดดัน รวมทั้งถูกทำลายไปอย่างไรด้วยการศึกษาไทย

            ปัญหาใหญ่ของการศึกษาไทยเป็นเรื่องระบบโครงสร้าง ที่สะท้อนและเอื้อความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อำนาจของกระทรวงศึกษาธิการส่วนกลาง อำนาจของการบริหารในภูมิภาคและท้องถิ่น อำนาจของครูใหญ่ครูน้อยในโรงเรียน ดังที่เห็นผ่านสื่ออยู่เนืองๆ แต่ละเรื่องล้วนสัมพันธ์กับโครงสร้างที่บิดเบี้ยว

            โครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงอำนาจก่อให้เกิดความรุนแรง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเมื่อถูกกดถูกบีบไว้ไม่ให้เติบโตตามธรรมชาติ เพราะการศึกษาที่ดีเป็นการปลดปล่อย (emancipation) ให้เป็นไทจากทุกอย่างที่เป็นปัญหาและอุปสรรคในการเติบโตพัฒนา การศึกษาที่ดีทำให้เข้มแข็ง มีพลัง (empowerment)

            ครูดีๆ ก็มีไม่น้อย แต่มักไม่มีอำนาจ ไม่ได้เป็นผู้อำนวยการ เพราะประจบผู้มีอำนาจไม่เป็น ครูหลายคนหันไปหาชุมชน ร่วมมือกับพ่อแม่ให้ดูแลลูกหลานตนเอง ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แบบพลเมือง (civic learning) ซึ่งแปลว่าการเรียนรู้ทำให้เกิดสำนึก ไม่ใช่เรียนหนังสือไปแข่งขัน ไปสอบ

            เครือข่ายการเรียนรู้แบบพลเมืองเกิดขึ้นแล้วจากชุมชนถึงระดับชาติ นี่ต่างหากที่พอจะหวังว่าจะเป็นพลังท้าทายอำนาจนิยมในระบบการศึกษาไทยได้บ้าง

            ความคาดหวังจากรัฐบาลที่ผ่านๆ มาเป็นเรื่องยาก ยังไม่เห็น “เจตจำนงทางการเมือง” (political will) ที่จะปฏิรูปการศึกษา เพราะกระทรวงศึกษาสำหรับนักการเมือง ไม่ใช่ “ฐานเศรษฐกิจ” แต่เป็นฐานการเมือง ครูเป็นเครื่องมือ เป็นฐานเสียง จึงไม่มีใครกล้าแตะต้องเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง มีแต่ช่วย “ลดดอกเบี้ย เพิ่มเงินต้น” เอาใจครูที่เป็นหนี้ทั้งแผ่นดินเท่านั้น

            ถ้ารัฐบาลมีความกล้าหาญปฏิรูปจริง ก็จะต้องปรับโครงสร้าง กระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ บ้านเมืองมีคนดีคนเก่ง ครูดี ครูเก่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ มากกว่าที่นั่งในกระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ เป็นร้อยเท่า ให้โอกาสพวกเขาได้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย อะไรๆ จะดีกว่านี้

            หนี้สินครู ถ้าทำ “โครงการปรับโครงสร้างหนี้อย่างมีเงื่อนไข” ให้ครูเรียนรู้ทำแผน ๔ แผน แผนชีวิต แผนอาชีพ แผนการเงิน แผนสุขภาพ ถ้าทำได้จริง จึงลดต้นลดดอกให้ ชาวบ้านธรรมดาที่เป็นหนี้ทำโครงการนี้แล้วได้ผลดี ครูก็ทำได้ถ้ามีแรงจูงใจแบบนี้ เกิดการเรียนรู้ เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะ “เปลี่ยนวีธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน” ใช้ปัญญาแก้ปัญหาจะยั่งยืนกว่าการใช้อำนาจกับเงิน

            สี่ห้าปีที่ปฏิวัติมา ปฏิรูปการศึกษาก็ยังไม่เห็นหน้าเห็นหลังอย่างที่ใครๆ คาดหวัง พอไปเป็นรัฐบาลใหม่ สวมหัวโขนประชาธิปไตย จะทำได้ดีกว่าหรือว่าต้องรออีก ๒๐ ปีตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ก็ไม่รู้