phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 25 กรกฎาคม 2561

นักเคมีชาวฝรั่งเศสชื่อ พอล ซาบาเทียร์ ได้รางวัลโนเบิลเมื่อปี 1912 เพราะได้คิดค้นไขมันทรานส์ซึ่งกลายเป็นพระเอกที่ผู้ผลิตผู้ทำอาหารขาดไม่ได้ใน 50 ปีต่อมา แต่กลายเป็นผู้ร้ายที่ตกม้าตายในท้ายที่สุด

            งานวิจัยต่างๆ ตั้งแต่ปี 1990 ยืนยันว่า ไขมันทรานส์เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดจนปีนี้องค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้ทุกประเทศหาทางกำจัดไขมันทรานส์ในอาหาร โดยให้ข้อมูลว่า ทุกปีมีคนตายไม่น้อยกว่า 500,000 คน เพราะไขมันทรานส์

            ขณะที่ WHO รณรงค์ให้ยกเลิกไขมันทรานส์ทั้งหมดใน 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยได้ออกกฎหมายเรื่องไขมันทรานส์ไปแล้ว มีผลเดือนมกราคมปี 2562 ให้เวลา 6 เดือนให้ผู้ผลิตอาหารปรับตัว

            สร้างความประหลาดใจไม่น้อยให้ผู้คนทั่วไป แต่ก็เป็น “แฮปปี้ เซอร์ไพรส์” ที่ให้ความสุขแก่ผู้คนที่รักสุขภาพ ที่เห็นรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนมากกว่าความร่ำรวยของธุรกิจอาหารที่คงค้านต่อไปไม่ไหว

            แต่ไม่น่าแปลกใจเท่าไรถ้าทราบว่า องค์การอนามัยโลกยกย่องให้ไทยเป็นประเทศอันดับหนึ่งในเอเชีย เป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรกของโลกที่รณรงค์ป้องกันเรื่องโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย (NCDs) อย่างโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และอื่นๆ กฎหมายหมายไขมันทรานส์ที่ออกมาน่าจะยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

            ขณะที่สหรัฐอเมริกาให้เวลาผู้ผลิตอาหารถึง 3 ปี โดย อ.ย.อเมริกาประกาศกฎหมายตั้งแต่ปี 2015 และให้มีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2018 แม้ว่า หลายเมือง หลายมลรัฐได้เดินหน้าห้ามเรื่องนี้ไปก่อนนานแล้ว แต่ อ.ย. ใหญ่ก็ยังไม่ลงมือ จนถูกร้อง ถูกฟ้อง ถูกกดดันอย่างหนักจากประชาสังคมอเมริกัน

            ขณะที่ประเทศในยุโรปได้เดินหน้าเรื่องนี้ไปก่อนหลายประเทศ โดยมีเดนมาร์กนำร่องเมื่อปี 2003 ตามด้วยประเทศอื่นๆ และได้กลายเป็นนโยบายที่ประเทศสมาชิกอียูต้องมีแผนการยกเลิกไขมันทรานส์อย่างชัดเจน เพราะตัวเลขค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของคนเป็นโรคที่มาจากไขมันทรานส์นั้นสูงกว่ารายได้จากอาหารที่มีไขมันทรานส์มากนัก

            แม้วันนี้จะยังมีความสับสนว่า ไขมันทรานส์คืออะไรจริงๆ อยู่ในอาหารอะไรบ้าง ก็เป็นเรื่องดีที่ผู้คนจะได้เรียนรู้และใส่ใจในสิ่งที่ตนเองกิน เพราะ “คุณกินอะไรก็จะได้อันนั้น” (You are what you eat)

            ความจริง วงการอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยรู้เรื่องการออกกฎหมายบับนี้มาก่อนแล้ว และได้เตรียมปรับตัวมาพอสมควร วันนี้จึงทะยอยประกาศออกสื่อว่า ผลิตภัณฑ์อาหารของตนไม่มีไขมันทรานส์ แล้ว อันนี้ก็ต้องเรียนรู้กันต่อไปว่าแปลว่าอะไร

            วันนี้สังคมกำลังเรียนรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีทั้งจริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่วันหนึ่งก็คงค่อยๆ กระจ่างแจ้งว่า ไขมันทรานส์อยู่ในอาหารประเภทไหน ที่มีหีบห่อและเขียนไว้ในสลากนั้นอาจจะดูง่ายหน่อย แต่ที่เขาไม่มีเขียนไว้อย่างบรรดาขนมจากเบเกอรี่นั้นจะระวังอย่างไร

            ประเทศที่เขาเดินหน้าไปก่อนเตือนว่า ที่บอกว่าไม่มีไขมันทรานส์ หรือมีเป็น 0 นั้นควรระวัง เพราะแม้จะมีต่ำกว่า 0.5 แล้วปัดไปเรียก 0 นั้น ถ้ากินมากๆ หรือกินหลายอย่างรวมแล้วก็อาจจะมีไขมันทรานส์เกิน

            วันนี้น่าจะมีข้อมูลเรื่องไขมันทรานส์ที่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะทุกสถานศึกษาควรรู้ เหมือนกับหลายประเทศที่ทำกันมานานแล้ว เริ่มที่การออกระเบียบบังคับให้อาหารที่ทำให้เด็กกินหรือขายในโรงเรียนต้องปราศจากไขมันทรานส์ เพราะเป็นอาหารที่เด็กชอบมากที่สุด

            อย่างขนมปังขนมหวานชนิดต่างๆ โดนัท คุกกี้ มัฟฟิน พาย เค้ก ช็อคโคเล็ต ไอส์กรีม ขนมกรุบกรอบบรรจุถุงสวยงามทั้งหลาย หรือบรรดาอาหารพร้อมเข้าเตาไมโครเวฟตามร้านสะดวกซื้อ เหล่านี้น่าจะมีไขมันทรานส์ที่ทำให้อาหารอายุยืน แต่คนกินอายุสั้น

            ไขมันทรานส์ คือ ไขมันกลายรูปเนื่องจากอัดไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืชให้แข็งตัว แต่น้ำมันพืชต่างๆ ไม่ว่าประเภทอิ่มตัวหรือไม่อิ่มตัวไม่มีไขมันทรานส์

อย่างน้ำมันพืชที่บรรดาอาหารขยะนำมาทอดไฟแรง เติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันเพื่อให้มันฝรั่ง ไก่ ปลา เนื้อบดมีรสชาติดีและกรอบ อันนี้ต่างหากที่เป็นอันตราย ซึ่งวันนี้หลายบริษัทออกประกาศว่า “ไม่มีแล้วจ้า” แต่เขาปรับตัวอย่างไรก็คอยติดตามกันต่อไป ว่าจะมีศรีธนญชัยกันบ้างไหม

แต่ที่อันตรายไม่แพ้กันก็น้ำมันทอดที่ใช้หลายครั้งจนหนืดและควันขึ้น ไม่ว่าปาท่องโก๋ กล้วย เผือกมัน หมู ไก่ ปลา ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง รวมทั้งน้ำตาล ตัวร้ายในอาหาร โดยเฉพาะคู่ไปกับไขมันทรานส์ในเบเกอรี่ ที่คนมักมองข้าม กินเข้าไปมากๆ ก็แปรเป็นไขมันอันตรายส่วนเกิน ก่อให้เกิดโรคมากมาย

น้ำมันพืชส่วนใหญ่เป็นน้ำมันไม่อิ่มตัว คือไม่เป็นไข ที่ใช้กันทั่วไปในครัวก็เป็นของดีมีประโยชน์ถ้าใช้ “พอประมาณ” มีข้อมูล จะสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ได้ดี เพราะร่างกายต้องการไขมันด้วย

แต่ที่เป็นปัญหา คือ การนำน้ำมันพืชไม่อิ่มตัวเหล่านี้มาอัดไฮโดรเจนเพื่อการผลิตอาหาร ขนม ทั้งในโรงงานและที่บ้าน อย่างเนยขาว ครีมเทียม เนยเทียมหรือมาการีน (ตัวนี้เห็นว่ามีการปรับกันมากแล้ว)

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำให้หลีกเลี่ยง “อาหารขยะ” (junk food) ขนมแป้งทั้งหลายที่เป็นอาหารอุตสาหกรรม อาหารทอด ขนมกรุปกรอบ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คนถามว่า แล้วจะให้กินอะไร ?

พ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่ได้โตมาด้วยอาหารเหล่านี้ ปิดหู ปิดตากับโฆษณาบ้าเลือดบ้างก็จะช่วยได้มาก แล้วเปิดหู เปิดตา เปิดใจให้อาหารดีๆ ที่มีมากมายในบ้านเรา เพียงพอเพื่อจะกินดี อยู่ดี มีความสุข

สยามรัฐรายวัน 18 กรกฎาคม 2561

ถ้ำหลวงคือเวทีที่แสดงออกถึงพลังทาง “จิตวิญญาณ” (spirit) ที่อยู่เหนือพรมแดนแห่งเชื้อชาติ ศาสนา เพศ วัย ความเชื่อ อุดมการณ์ ความรวยความจน “ไม่ใช่เรื่องของการเมือง ไม่ต้องมีระเบียบวาระใดๆ ทุกคนเท่าเทียมกันหมด และทุกคนมาเพื่อเข้าช่วยเหลือจริงๆ” ฝรั่งคนหนึ่งให้ความเห็น

  ถ้ำหลวง คือ มหรสพทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของมนุษยชาติ เมื่อสื่อใหญ่น้อยต่างก็ถ่ายทอดภาพและข่าวของอุบัติการณ์ภารกิจเสี่ยงตายครั้งนี้ โดยผู้สื่อข่าวจากทั่วโลก และโซเชียลมีเดียที่แชร์และลุ้นกันทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลากว่าสองสัปดาห์

            เราได้เห็นทีมนักกู้ภัยและนักดำน้ำระดับโลกจากหลายประเทศ รวมทั้งทหารและผู้เชี่ยวชาญพิเศษของไทยจากหน่วยงานของรัฐ เอกชน ชุมชน จิตอาสา ผนึกพลังทำงานทุกรูปแบบอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยนับหลายพันคน เป็นบุคลากร อุปกรณ์ และอื่นๆ อีกมากมายจากทั่วโลก

            ที่ถ้ำหลวง เขานางนอนจึงมีแต่การ “สนธิกำลัง” (synergy) ด้วยเป้าหมายเดียวกัน คือ ช่วย ๑๓ คน ซึ่งทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นงานยากที่สุด หินที่สุด ซับซ้อนและเสี่ยงอันตรายมากที่สุด

            คนไทยทั้งประเทศ และผู้คนทั่วโลกต่างก็เอาใจช่วย ส่งใจและสวดมนต์ จดจ่ออยู่หน้าจอเพื่อจะได้เห็นนาทีที่ค้นพบ และดีใจจนน้ำตาไหลเมื่อได้เจอและทะยอยออกมา

            มีคนตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าคุ้มทุน โทษโค้ชเอกที่พาเด็กเข้าถ้ำ ทำให้เสียเงินเสียเวลาในการไปช่วยเหลือ แต่เพียงตั้งคำถามก็ถูกโซเชียลมีเดียรุมกระหน่ำจนไม่มีใครกล้าถามอีก

            มีตำรวจชั้นผู้ใหญ่ไปเตือนคนทำงานหน้าถ้ำเรื่องกฎหมาย ก็โดนถล่มจนมีการระดมชื่อให้นายกฯถอดถอน คำถาม “มาทำไม มาจับใคร” จึงได้ใจผู้คน

            ชีวิตของคนมีค่ามากกว่าเงินทอง มนุษยธรรมสำคัญกว่ากฎหมายที่ถูกตราขึ้นมาเพื่อรับใช้คน ไม่ใช่มีคนมีไว้รับใช้กฎหมาย เมื่อชีวิตคนมาก่อน เงินทองก็ดี กฎหมายก็ดีเป็นเรื่องรองและต้องรับใช้คน

            จิตวิญญาณของคนก้าวข้ามเหตุผลที่นำมาโต้แย้งทุกอย่าง เหมือนที่ปาสกัล นักปรัชญาฝรั่งเศสกล่าวไว้ว่า “หัวใจมีเหตุผล ที่เหตุผล (สมอง) ไม่รู้จัก” ใครได้เห็นน้ำตาของคุณจิราพร คำภาพันธ์ ของไทยพีบีเอสที่ยืนรายงานข่าวริมถนนหน้าโรงพยาบาลเชียงรายก็จะเข้าใจความรู้สึกลึกๆ ของความรักและห่วงใย ที่ไม่อาจบอกได้เป็นคำพูด แทนคนไทยทั้งประเทศที่เห็นว่าเด็กๆ เหล่านั้นคือลูกหลาน ชาวบ้านใกล้ถ้ำหลวงน้ำท่วมนา ๒ หนยังไม่บ่นไม่ว่า หลายคนไม่ขอรับเงินชดเชย ขอเพียงให้เด็กรอดออกมา

            บทเรียนที่ ๑ ของ “ถ้ำหลวง” คือ “จิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่” ที่แสดงถึงมนุษยธรรม ความมีน้ำใจของคนไทยและคนทั่วโลก ที่เข้าใจสภาพของเด็กที่อยู่ในภัยอันตราย ระหว่างความเป็นกับความตาย ต้องการมีส่วนช่วยให้รอด แม้เพียงด้วยคำถาวนา แม้แต่เด็กเล็กๆ ในโรงเรียนที่อินเดียยังร่วมกันสวดมนต์

            บทเรียนที่ ๒ ของถ้ำหลวง คือ “การผนึกพลังหรือสนธิกำลัง” (synergy) และการ “บูรณาการ” การทำงานของทุกภาคส่วน แบ่งงานและประสานกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน โดยมีผู้นำที่เข้มแข็งอย่างผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ที่มีความสามารถในการประสานงานและการเป็นผู้นำในยามวิกฤติ

            บทเรียนที่ ๓ อันตรายของการเข้าถ้ำที่ทุกฝ่ายต้องตระหนัก แม้จะคุ้นเคย แต่ก็ต้องไม่ประมาท เพราะอาจเกิดอะไรที่คาดไม่ถึง และจะต้องมีมาตรการที่ดีในการป้องกันและแก้ปัญหา

            บทเรียนที่ถ่ายทอดทางสื่อกว่า ๒ สัปดาห์ ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้เรียนรู้เรื่องถ้ำ บทเรียนที่จะป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย เหมือนกรณีสึนามิ ที่หลังปี ๒๕๔๗ คนทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ไปทะเลย่อมรู้แล้วว่า สึนามิคืออะไร และถ้าเกิดแผ่นดินไหวที่ก่อให้เกิดสึนามิควรทำอย่างไร

            บทเรียนที่ ๔ การเอาตัวรอดในภาวะวิกฤติ ของ “หมูป่า” ๑๓ คน เป็นบทเรียนสำคัญ ทำอย่างไรจึงจะอยู่ให้รอดนานที่สุดเพื่อรอความช่วยเหลือ ใช้พลังงานในร่างกายอย่างประหยัดโดยไม่เคลื่อนไหว ทำสมาธิ ใช้ไฟฉายทีละอัน ดื่มน้ำที่หยดลงมาจากข้างบน เพราะน้ำบนพื้นถ้ำอาจมีเชื้อโรคร้ายแรง

            ทั้ง ๑๓ คนติดอยู่ในถ้ำ ๑๐ วันมีกำลังใจดีจนผู้เข้าไปช่วยประหลาดใจ ฟื้นฟูสุขภาพอีก ๕-๖ วันจึงเสี่ยงชีวิตถูกนำออกมากับนักดำน้ำมืออาชีพ เด็กๆ มุ่งมั่นและมีเจตจำนงแกร่งกล้าเพื่อการอยู่รอด จึงเสี่ยงตายออกมา อันตรายแค่ไหนก็เห็นได้จากการเสียชีวิตของ “จ่าสมาน กุนัน” ซึ่งเป็น “มืออาชีพ”

            ความตายของ “นาวาตรีสมาน กุนัน” และเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ทำให้โลกได้รู้จักประเทศไทย ได้รู้จักคนไทยมากยิ่งขึ้น แบบที่ไม่มีวีธีการประชาสัมพันธ์ใดไม่ว่าจะด้วยเงินทุนเท่าใดที่ได้ผลเท่านี้ ที่สื่อใหญ่สื่อน้อยเสนอข่าวเป็นรายชั่วโมง คนกว่าพันล้านคนทั่วโลกติดตามเรื่องนี้เป็นเวลาเกือบสามสัปดาห์

            บทเรียนจากถ้ำหลวงมีราคาแพง แต่ก็ได้เป็นปรากฎการณ์อันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ได้เห็นชัยชนะของมนุษยธรรมไร้พรมแดน ที่ผู้คนจากทั่วโลกระดมความช่วยเหลือทุกรูปแบบ ยืนยันว่า “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” บทเรียนที่วิเศษและผลลัพธ์ที่ประเมินค่ามิได้

            ถ้าโลกคือที่เรียนรู้ มนุษยชาติต้องเรียนรู้เพื่อความอยู่รอด เหตุการณ์เช่นนี้มีคุณค่าให้บทเรียนและเตื่อนสติเรา ให้ลดความอหังการ์ นึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ให้อยู่ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน และด้วยสติมากขึ้น

  อุบัติการณ์ที่ถ้ำหลวง ชี้ให้เห็นว่า คนเราสามารถก้าวข้ามปัญหา ความขัดแย้ง ความแตกต่างได้ในภาวะที่มีภัยร้ายแรง โดยรวมใจผู้คนให้เป็นหนึ่ง ยกระดับจิตใจให้สูงกว่าพรมแดนและเส้นแบ่งทั้งหลาย ที่ธรรมชาติดิบอีกด้านของคนขีดเส้นสมมุติขึ้นมา

            มิน่า คลิปสื่อต่างชาติที่สัมภาษณ์หนุ่มสุธี สมมาตย์ นักปีนผาจากกระบี่ที่อาสาไปช่วยที่ถ้ำหลวง จึงโดนใจผู้คน เพราะตอนท้ายที่ถูกถามว่าคนไทยและคุณรู้สึกอย่างไร เขาตอบเป็นเพลงของจอห์น เลนนอน ว่า “Imagine there’s no countries…the world will be as one” “ฝันว่าไม่มีประเทศ..โลกเป็นหนึ่งเดียว”

            ที่ถ้ำหลวง จินตนาการและฝันของโลกไร้พรมแดนได้เป็นจริง โลกที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ที่ผู้คนเชื่อมถึงกันหมด รับรู้ทุกอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ด้วยอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย

สยามรัฐรายวัน  11 กรกฎาคม 2561

คำว่า trauma แปลว่า บาดแผลทางจิตใจที่เกิดจากอุบัติเหตุ เหตุการณ์ที่มีผลต่อร่างกายหรือจิตใจหรือทั้งสองอย่างอย่างรุนแรง บางคนเพียงระยะสั้น บางคนนานหรือตลอดชีวิต

            อย่างหนังเรื่อง The Deer Hunter ซึ่งได้ออสการ์ถึง 5 รางวัลเมื่อปี 2522 เป็นหนังที่สะท้อนผลกระทบจากสงครามเวียดนามว่าได้สร้างบาดแผลทางจิตใจ (trauma) ร้ายแรงเพียงใดให้กับบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคมอเมริกัน เคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ว่า

            “สงครามทำให้ความตายเป็นเกมแห่งโชคชะตา เอาชีวิตมนุษย์เป็นเดิมพันที่บ้าบิ่น บัดซบ ไร้เหตุผล สงครามกระชากชีวิตของผู้คนจากอ้อมกอดของพ่อแม่ อ้อมกอดของภรรยาและลูก เพื่อนสนิท มิตรสหาย โยนเข้าไปในนรกบนดิน แม้บางคนกลับออกมาได้ก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป”

            หนังเรื่องนี้ใช้คนสามคนเป็นตัวแทนของทหารอเมริกันที่ไปรบสงครามเวียดนาม เมื่อกลับจากสงคราม ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งมีบาดแผลทางกาย คนหนึ่งทางจิตใจ คนหนึ่งทางอารมณ์ ทุกอย่างเปลี่ยนไป กินเหล้าก็ไม่สนุก พูดคุยก็ไม่เหมือนเดิม      สงครามได้ทำลายความสัมพันธ์ของผู้คน ความรักระหว่างสามีกับภรรยา พ่อกํบลูก กับผู้คนในชุมชน

            หนังเรื่องนี้มีฉากที่ทำให้ทุกคนจดจำได้ดี คือ เกม “รัสเซียนรูแล็ต” เหลือกระสุนไว้นัดเดียว แล้วผลัดกันยิ่งขมับแบบ “โป้งเดียวจอด” ในสงครามเวียดนามจริงไม่ได้มีเรื่องนี้ แต่หนังได้เอามาเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายและไร้เหตุผลของสงครามที่ทำร้ายชีวิตจิตใจของผู้คน ชีวิตและความตายห่างกันเพียง “โป้งเดียว” เท่านั้น

            อยากรู้ว่า trauma คืออะไร ให้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะทั้งเรื่องคือ trauma ที่รุนแรง ที่เกิดขึ้นได้กับทุคน ไม่เพียงแต่คนที่ไปรบสงคราม แต่เหตุการณ์อื่นๆ ก็อาจมีผลกระทบเช่นเดียวกัน

            เมื่อปี 2553 คนงาน 33 คนติดอยู่ใต้ดิน 700 เมตรเพราะเหมืองถล่ม รัฐบาลชิลีระดมสรรพกำลังในประเทศและจากทั่วโลกมาช่วยเหลือให้พวกเขาออกมาได้หลังจากอยู่ในนั่นถึง 69 วัน เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก มีการถ่ายทอดสดวันที่คนงานทะยอยขึ้นมาจากเหมือง เห็นว่ามีคนดูเป็นพันล้านทั่วโลก

            ใน 33 คน 32 คนได้รับผลกระทบทางจิตใจ (trauma) นายแพทย์ Rodrigo Gillibrand จิตแพทย์ที่ดูแล 9 คนบอกว่า ลักษณะอาการปัญหาของคนเหล่านี้คล้ายกับทหารที่กลับจากสงครามเวียดนาม เขาแนะนำไม่ให้กลับไปทำงานใต้ดินอีก เขาติดตามดูแลคนเหล่านี้ไปเป็นปี

            คนเดียวที่ไม่มีปัญหา trauma คือ Mario Sepulveda ซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่ม เขากลายเป็นนักพูด นักสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่อยู่ในภาวะวิกฤติ คนนี้น่าจะเป็นคนเดียวกับที่ส่งสารมาถึง “หมูป่าอะคาเดมี” และกำลังระดมทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเดินทางมาให้กำลังใจถึงเมืองไทย

            ตอนออกมาจากเหมืองใหม่ๆ ทุกคนเป็นฮีโร่ ได้รับความสนใจจากสังคม ตระเวนไปให้สัมภาษณ์ทางสื่อต่างๆ จนถึงมีการนำไปสร้างเป็นหนัง (The 33) ที่ออกมาฉายเมื่อปี 2558 แต่ไม่นาน ทุกคนก็ต้องหางานทำใหม่ เพราะไม่สามารถกลับไปทำงานใต้ดินได้อีก ยกเว้น 4 คนที่พยายามกลับไป แต่ก็อยู่ในความหวาดผวาตลอดเวลา

คนงานเหมืองที่รอดชีวิตมีปัญหาความสัมพันธ์กับลูก เมีย เพื่อนฝูง ผู้คนทั่วไป แม้ตอนแรกๆ จะได้รับความช่วยเหลือเป็นเงินจำนวนหนึ่งจากบริษัท จากรัฐบาล และจากคนทั่วไป แต่พวกเขาก็ต้องรับความเป็นจริง คือ เหตุการณ์นั้นมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจของตนเอง บางคนต้องไปขายผัก ขายถั่ว หรือทำงานที่ดูจะขัดกับความเป็นฮีโร่ที่ผู้คนมอง

ยกเรื่องหนัง The Deer Hunter กับคนงานเหมือชิลีมาเขียนเพราะอยากบอกว่า ปัญหาที่น้องๆ 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงอาจประสบเมื่อออกมาเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ และไม่คิดว่าเป็นเรื่องเล็กหรือมองข้าม เพราะการติดอยู่ในถ้ำเป็นเวลานานเช่นนั้นย่อมอาจก่อให้เกิดบาดแผลทางจิตใจ (trauma) ได้

ทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ชุมชน ครู สื่อ สังคมทั้งหมดควรคำนึงถึงเรื่องนี้และไม่ไปซ้ำเติม แต่หาทางเยียวยาที่เหมาะสม เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ถ้าเข้าใจก็จะช่วยผ่อนคลายและอาจหายได้ไม่นาน

ที่น่าเป็นห่วงก็คือบรรดาสื่อทั้งหลายที่แข่งกันทำข่าว พยายามแต่จะเอาไมค์ไปจ่อปาก หรือเสนอค่าตอบแทน พาไปสถานีโดยไม่คำนึงถึงสภาพจิตใจของเด็ก ๆ ที่อาจจะแย่กว่าสภาพร่างกายที่ปรากฎเสียอีก นอกจากไม่ช่วยเยียวยาแล้วยังจะไปซ้ำเติมให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม

ประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยประสบอุบัติเหตุรถยนต์ ขับไปคนเดียวตกถนนชนต้นไม้ รถพัง หน้าแหก ได้รับบาดเจ็บพอสมควร รู้สึกถึงผลกระทบหรือ trauma ระยะหนึ่ง ขับรถเองไม่ได้หลายเดือน นั่งรถไปกับใครก็ขอให้ขับช้าๆ ฝันร้ายอยู่ระยะหนึ่ง ขึ้นเครื่องบินก็อึดอัด รู้สึกว่าอยู่ในที่คับแคบแล้วหายใจไม่ออก จนต้องเลือกที่นั่งริมทางเดินจนถึงทุกวันนี้

การติดอยู่ในถ้ำแม้ไม่ใช่สงครามแบบเวียดนามหรืออีรัก แต่ก็เป็น “เกมเดิมพันชีวิต” เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ที่กดดัน เครียด หิวโหย อยู่ไปแบบไม่รู้วันรู้คืน ไม่รู้ว่าจะได้ออกหรือไม่ อยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย

เป็นการต่อสู้ที่อาจมีการ “บาดเจ็บ” ทางกายและใจ ที่ต้องการความเข้าใจและความช่วยเหลือ เชื่อว่าเมตตาธรรมจะทำให้เรื่องหนักกลายเป็นเบา ทุกฝ่ายได้บทเรียน ได้โอกาสแสดงออกถึงความเป็นหนึ่งเดียว (solidarity) ได้เห็นหัวจิตหัวใจของคนจำนวนมากจากทั่วประเทศและทั่วโลกที่เสียสละมาช่วยเหลือ

ด้วยพลังแห่งสามัคคีธรรมนี้ แม้อุบัติภัยร้ายแรงปานใดเราก็สามารถเอาชนะได้ แก้ปัญหาและเยียวยาได้ ได้สร้างเสริมภูมิคุ้มกันทางสังคม