Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 24 พฤษภาคม 2560

คงไม่ใช่เพียงเพราะมีภรรยาเป็นอดีตครูวรรณคดีฝรั่งเศสและเคยสอนตนเองที่ทำให้ภาษาของนายมาครง ประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศสมีสีสันอย่างพิเศษกว่าคนอื่น แต่น่าจะเป็นเพราะวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่นและเจตจำนงของนายมาครงเองมากกว่า

                ตั่งแต่การรณรงค์หาเสียงแล้วที่นายมาครงใช้ภาษาที่สะท้อนแนวคิดที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงไม่เพียงแต่บางเรื่องบางประเด็น แต่เปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศเลยทีเดียว นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่า อาจเป็นเพราะความเป็นคนหนุ่มอายุเพียง 39 ปีที่เปี่ยมไปด้วยพลังก็เป็นได้ ขณะที่ฝ่ายตรงกันข้าม โดยเฉพาะกลุ่มขวาจัดมองว่าเป็นแค่การตีฝีปาก เอาเข้าจริงก็จะทำอะไรไม่ได้พอๆ กับรัฐบาลก่อนนี้

                ในวันปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายมาครงใช้ภาษาที่เต็มไปด้วยคำว่า “re” ในภาษาฝรั่งสายละตินคำที่ขึ้นต้นแบบนี้ (prefix) มักเป็นการทำใหม่ การเปลี่ยนแปลง เขาใช้คำว่า “re-formulate” “re-invent” “re-mould” “re-juvenate” “re-launch” และ “re-naissance.”

สยามรัฐรายวัน 17 พฤษภาคม 2560

ชัยชนะของนายมาครง ประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศส เป็นปรากฎการณ์ทางการเมืองที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ไม่ใช่แต่ที่ยุโรป แต่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

                คนฝรั่งเศส เช่นเดียวกับคนทั่วโลกเบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิมๆ พรรคการเมืองเดิมๆ สัญญาเดิมๆ แต่ทำไม่ได้ เวียนว่ายในวังวนน้ำเน่าของแนวทางแก้ปัญหาที่ล้มเหลว  การฉ้อฉลกลโกงอำนาจและงบประมาณแบบไม่เห็นหัวประชาชนคนเสียภาษี

                นายมาครงเคยเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจจนถึงปีที่แล้ว ลาออก และก่อตั้งขบวนการทางการเมืองชื่อว่า En Marche และเตรียมตัวสมัครเป็นประธานาธิบดีขณะที่อายุเพียง 39 ปี โดยแทบจะไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองแบบเดิมๆ เลยก็ว่าได้ เพราะไม่เคยสมัครรับเลือกตั้งใดๆ มาก่อน

                แต่นายมาครง “ฟังเสียงประชาชน” ว่าพวกเขาต้องการอะไรจริงๆ และไม่ได้คิดเอาเอง แต่ส่งคนไปเคาะประตูบ้าน 300,000 ที่ๆ เป็นตัวแทนของกลุ่มผู้คนต่างๆ ทั่วประเทศ และไม่ได้ไปแจกใบปลิว แต่ไปสัมภาษณ์เชิงลึก 25,000 คนๆ ละ 15 นาที แล้วเอาความคิดเห็นทั้งหมดมาประมวล

สยามรัฐรายวัน 10 พฤษภาคม 2560

ว่าจะตั้งชื่อบทความนี้ว่า “ฐานันดรสื่อไทย” แต่วันนี้คนทั่วไปคงไม่สนใจคำว่าฐานันดรที่สี่ ที่เคยยกให้สื่อตามแบบอย่างอังกฤษที่ยกให้ขุนนาง พระ ผู้แทน เป็นสามฐานันดรแรก และสื่อมวลชนเป็นที่สี่

                เรื่องศักดิ์ศรีของสื่อน่าสนใจกว่า เพราะสื่อจะเป็นอะไรขึ้นอยู่กับคุณภาพของสื่อ การยอมรับของสังคม เพราะ “ไม่ใช่ตำแหน่งที่ให้เกียรติคุณ แต่เป็นคุณที่ให้เกียรติตำแหน่ง” ออกกฎหมายมาคุมสื่อ ตั้งสภาตั้งสมาคมมาดูแลกันเอง ก็ดูเหมือนไม่ค่อยได้ผล เพราะมีปัญหาก็ลาออก ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น

                สื่อมีความสำคัญเพราะเป็นตัวแทน เป็นปากเสียงของประชาชน เป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพในการแสดงออก ในสังคมประชาธิปไตย เป็นผู้ที่ถูกคาดหวังว่าจะทำการ “ตรวจสอบ” สร้างความโปร่งใสการใช้อำนาจในสังคม โดยเฉพาะทางการเมือง จึงมีเรื่องราวระหว่างอำนาจกับสื่อตลอดมา

                ที่อยากเขียนวันนี้ไม่ใช่ประเด็นนี้และด้านนี้ อยากดูบทบาทของสื่อในการสร้างค่านิยมให้สังคมผ่านรายการต่างๆ ทุกอย่างที่ปรากฎในสื่อมวลชน รวมไปถึงละครน้ำเน่าน้ำดี กีฬาเลือดท่วมจอตื่นเต้นเร้าใจ