phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 26 มิถุนายน 2562

นิทานอีสปที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แนะนำให้คนไทยอ่านนั้น มีอายุกว่า 2,500 ปี มีมากกว่า 700 เรื่อง มีการปรับเปลี่ยน แต่งเติมเนื้อหาสาระตามยุคสมัยและวัฒนธรรม เป็นนิทานที่ทั่วโลกรู้จักดี และนำไปใช้เพื่อการอบรมสั่งสอนเรื่องคุณธรรม

            อีสปเป็นชาวกรีก เกิดก่อนคริสตกาลประมาณ 600 ปี คนไทยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทุกยุคสมัย คุ้นเคยกับนิทานอีสป รู้จักเด็กเลี้ยงแกะ หมาป่ากับลูกแกะ กบเลือกนาย ชาวนากับงูเห่า องุ่นเปรี้ยว และอื่นๆ

            เรื่องหมาป่ากับลูกแกะเป็นนิทานเล่ากันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพื่อจะบอกว่า คนมีอำนาจทางสังคมการเมืองเศรษฐกิจ จะหาทุกวิถีทางเพื่อ “กินแกะ” ข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น อ้างว่าลูกแกะกวนน้ำให้ขุ่น ทั้งๆ ที่ลูกแกะอยู่ด้านล่างของลำธาร หมาป่ากินน้ำอยู่ด้านบน

            ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล บอกว่า เจ้าไม่ได้กวน พี่ชายเจ้าทำ ลูกแกะบอกว่า ฉันไม่มีพี่ เป็นลูกคนเดียว หมาป่าก็พาลต่อไป เหมือนที่ทำกันในชีวิตจริงในบ้านเมืองเราและทั่วโลกทุกยุคทุกสมัย

            มีนิทานอีสปคล้ายกัน คือ แมวกับไก่ แมวอยากกินไก่ กล่าวหาว่า ไก่ทำลายความสุขในการนอน ของคน หนวกหูชาวบ้าน ไก่บอกว่า ฉันช่วยปลุกชาวบ้านให้ตื่นขึ้นมาทำงานต่างหาก ไก่จะอธิบายอย่างไร แมวไม่ฟัง บอกว่า “เสวนาเสียเวลาเปล่า” “พูดไปก็ไม่ทำให้หายหิว” “ท้องว่างไม่มีหูฟัง” “ได้เวลาอาหารเช้า” ว่าแล้วแมวก็จับไก่กิน นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนมีอำนาจไม่อยากเสียเวลาพูด สั่งและจัดการทันที

            ในหนังสือการ์ตูนเด็กไทย มีการปรับเรื่องให้รุนแรงน้อยลง โดยในตอนสุดท้ายแทนที่หมาป่าจะได้กินลูกแกะ แกะตัวน้อยวิ่งหนีสุดชีวิตร้องเรียกแม่ลั่นป่า สิงโตได้ยินก็วิ่งมาสะกัดหมาป่า ประกาศก้องว่า ถ้าไม่อยากเป็นอาหารของสิงโต ก็ให่รีบไปให้พ้น

            การเมืองไทยสามารถนำนิทานอีสปมาประกอบอธิบายและสรุปบทเรียนได้หมด ไม่ว่าเด็กเลี้ยงแกะ องุ่นเปรี้ยว หรือเรื่องหมาที่ไปขโมยเนื้อชาวบ้าน วิ่งมาบนสะพาน มองลงไปเห็นเงาตัวเองในน้ำ เนื้อในปากดูใหญ่กว่า จึงคายเนื้อเพื่อไปเอาเนื้อก้อนใหญ่จากอีกตัวหนึ่งในน้ำ อีสปสอนว่า โลภมาก ลาภหาย

            หรือเรื่องหมาป่ากับลูกแกะที่ไทยนำมาปรับให้สิงโตเป็นพระเอกมาช่วยลูกแกะ ก็สะท้อนบ้านเมืองนี้ที่มักเรียกหาอัศวินขี่ม้าขาว หรือมีคนประกาศเข้ามากอบกู้สถานการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวาย

นอกจากนิทานอีสป มีนิทานพื้นบ้านต่างๆ ส่วนใหญ่เกิดจากคนยากคนจน ชาวไร่ชาวนา ที่มีปัญหา มีความทุกข์ ถูกกดขี่จากคนมีอำนาจ นิทานเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองที่ถูกครอบงำ ก้าวข้ามด้วยความฝันและจินตนาการ ไปสู่อีกโลกหนึ่งที่ปราศจากการเบียดเบียน และความทุกข์ยากลำบากทั้งปวง

อีกด้านหนึ่งเป็น “การแก้แค้น” ทางจินตนาการ คนถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกดขี่กลับมาชนะด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเสมอ ความดีชนะความชั่ว ธรรมะชนะอธรรม

อย่างนิทานของพี่น้องกริมม์ ชาวเยอรมัน และฮันส์ คริสเตียน อันเดอร์เสน ชาวเดนมาร์ก ที่คนไทยคุ้นเคยดี ที่แม่มดใจร้ายไม่เคยรอด คนที่ถูกสาปก็จะกลับสู่สภาพเดิม คนยากไร้ก็จะได้สถานภาพที่ควรจะได้อย่างซินเดอร์แรลลา หรือหนูหน้อยหมวกแดง รวมทั้งเด็กน้อยกับไม้ขีดไฟของอันเดอร์เสน ที่จุดไม้ขีดไฟทีละก้านเพื่อให้อบอุ่นข้างถนน จนหนาวตาย แต่ที่สุดยายก็มารับหลานไปอยู่ด้วยในสวรรค์

คนโลภมากไม่รู้พอในอำนาจทรัพย์สินก็จะถูกทำให้เป็นตัวตลกขบขันในสายตาของคนทั่วไป รวมทั้งเด็กๆ ที่เป็นตัวแทนของคนซื่อและฉลาด ดังเรื่องฉลองพระองค์ใหม่ของพระราชา หรือแม่และลูกสาวสองคนในเรื่องซินเดอร์แรลลา

สังคมยุโรปก่อนพี่น้องกริมม์และอันเดอร์เสน เป็นยุคที่เคร่งกฎระเบียบของรัฐและศาสนา มีการล่าแม่มดหมอผีเอาไปเผาไปย่างทั้งเป็น นิทานจำนวนมากสะท้อนสภาพสังคมนั้น

นิทานอีสปสั้นและเป็นคติสอนใจ เหมาะกับเด็กเล็ก ถ้าเป็นเรื่องยาว ต้องอ่านนิทานของพี่น้องกริมม์และฮันส์ คริสเตียน อันเดอร์เสน ที่เขียนด้วยภาษาศิลป์ที่งดงาม ที่พ่อแม่ควรอ่านให้ลูกฟังหรือให้ลูกอ่านเอง จะพัฒนาความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการของเด็กได้เป็นอย่างดี

นิทานสร้างความฝันและจินตนาการ นำไปสู่การเรียนรู้ เกิดปัญญา เพราะนิทานก้าวข้ามพรมแดนแห่งชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด โบยบินไปสู่เสรี ไปยังอีกโลกหนึ่งซึ่งไร้พรมแดน ไร้ข้อจำกัด ที่นี่ไม่มีความทุกข์ทรมาน ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความหิวโหยและน้ำตา ไม่มีความเจ็บป่วยและความตาย

เป็นโลกแห่งความถูกต้องเป็นธรรม ความดีและความงาม โลกที่ความดีไม่มีวันแพ้ความเลว ความบริสุทธิ์และความถูกต้องไม่มีวันถูกป้ายสีเป็นความมัวหมองและความผิด ที่สุด ความดีได้รับการตอบแทน ความซื่อสัตย์สุจริต ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความขยันขันแข็ง ควาเมมตตาเอื้ออารีต่อผู้อื่น ต่อสัตว์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ย่อมได้รับการตอบแทนเป็นร้อยเท่าพันทวี

ขณะที่คนไม่ดี คนขี้โกง คนขี้เกียจ คนใจร้าย คนเอาเปรียบผู้อื่น ย่อมได้รับผลกรรมของตัวเองในท้ายทีสุด นิทานทั้งหลายในแทบทุกวัฒนธรรม ล้วนยืนยันว่า “กฎแห่งกรรม” มีจริง

นิทานต่างๆ สร้างความหวังให้ผู้คนว่าชีวิตจะไม่เลวร้ายเช่นนี้ตลอดไป ชีวิตบัดซบเหมือนถูกสาบจะกลับไปได้ดีเหมือนเจ้าชายกบ ชีวิตที่อาภัพอับจนอาจจะโชคดีเหมือนซินเดอร์แรลลา ปัญหาอุปสรรควันนี้จะหมดไป ทางตันวันนี้จะมีทางออกในวันหน้า

นิทานนำคนออกจากโลกที่น่าบื่อจำเจ ไปสู่โลกแห่งการผจญภัยในความฝันและจินตนาการ โลกที่คนสามารถหลบไปพักพิง ทิ้งความร้อนรุ่มในจิตใจ ไปพบความสงบ ความสุข ความร่มเย็น หลบความหนาวเหน็บแห่งความโดดเดี่ยว ความเหงา ไปพบความเข้าใจ ความอบอุ่น และความเห็นอกเห็นใจ

            “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เพราะมีพลังอย่างที่ไอน์สไตน์ได้บอกด้วยการคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพอันลือลั่น หรืออย่าง เจ เค โรว์ลิง นักเขียนตกยาก แต่เพราะจินตนาการอันยิ่งใหญ่อย่างในแฮรี่ พอตเตอร์ ทำให้เธอเป็นกลายนักเขียนที่รวยที่สุดในโลก (แต่วันนี้เสียแชมป์เพราะยกสมบัติจำนวนมากให้การกุศล)

สงคราม ประวัติศาสตร์มีไว้ให้คนลืม

ข่าวสะเทือนขวัญชาวโลกไม่กี่วันก่อน อเมริกันเงื้อง่าจะระเบิดสงครามกับอิหร่าน แต่ก็ยั้งมือในนาทีสุดท้าย ปีสองปีมานี้ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ก็มีข่าวการข่มขู่ท้าทายจะรบกับเกาหลีเหนือบ้าง อิหร่านบ้าง แบบไม่เคยสรุปบทเรียนจากอดีตเอาเสียเลย หรือสรุปเอาแต่ด้านที่ตนเองไปรบไปรุกเขาและเอาชนะ ได้แสดงอำนาจบาตรใหญ่ ข่มขู่ใครๆ เขาไปทั่ว ด้วยเอาผลประโยชน์ตนเองเป็นหลัก “อเมริกามาก่อน” ใครจะตายก่อนไม่เป็นไร

อเมริกาทำสงครามในระยะ 300 ปีที่ผ่านมากว่า 50 ครั้ง ทั้งในและนอกประเทศ ทหารและพลเรือนเสียชีวิตไปว่า 1,350,000 คน บาดเจ็บอีก 2,800,000 คน ไม่นับบาดแผลทางจิตวิญญาณผลกระทบทางจิตใจ ที่ทำให้เป็นบ้า สูญเสียความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เคยมีกับผู้คนรอบข้าง ไม่ตายก็เหมือนตายทั้งเป็น

นอกจากสงครามกับคนพื้นเมืองเผ่าต่างๆ ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ในอเมริกากว่า 20 ครั้ง จน “อินเดียนแดง” ล้มตายไปบางเผ่าเกือบสูญพันธุ์ อเมริกายังออกไปทำสงครามในต่างประเทศ ตั้งแต่ “เล็กๆ” ที่ไป “รุก” อ้างว่าเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง อย่างที่ไปยึดฟิลิปปินส์ นิการากัว ไปยุ่งกับโดมินิกัน แอลซัลวาดอร์ ไปรุกเกรนาดา ลิเบีย ปานามา โซมาเลีย เฮติ โคลอมเบีย

ที่ไปทำสงคราม “ใหญ่ๆ” ไม่นับสงครามโลกสองครั้ง นับหลังจากนั้นก็มีสงครามเกาหลี เวียดนาม อัฟกานิสถาน อีรัก ซึ่งทหารอเมริกันเสียชีวิตไปรวมทั้งสิ้นนับแสนคน

หนังสงครามเวียดนามเป็นหนังประเภทสงครามที่ดีที่สุด ที่สร้างจาก “ความเจ็บปวด” ของคนอเมริกัน ที่รับไม่ได้กับการเข้าสู่สงครามแบบนั้น และทำให้ประชาชน ลูกหลานของพวกเขาไปจบชีวิตในสนามรบที่อเมริกามีส่วนก่อให้เกิดอย่างสำคัญ

ที่อยากแนะนำให้ดูมี 3 เรื่อง คือ The Deer Hunter (1978), Apocalypse Now (1979), Platoon (1986) เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ได้รับรางวัลอะคาเดมี อะวอ์ด และเป็นประเภทต่อต้านสงครามทั้งหมด มีอีกหลายเรื่องคล้ายกันนี้ หรือที่เป็นแนวบู๊ล้างผลาญอเมริกันฮีโร่ ที่ไม่ควรไปดูให้เสียเวลา ดูไปดูมานึกว่าอเมริกาชนะสงคราม แท้ที่จริงแพ้อย่างเจ็บปวดที่สุด

ผมนำเรื่องที่เขียนเกี่ยวกับ The Deer Hunter ให้ผู้จัดการออนไลน์หลายปีก่อน และอยู่ในรวมเล็ม “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” มาแชร์อีกครั้ง เพราะบรรยากาศกลิ่นไอสงครามโชยมา อยากชวนกลับไปดู จะได้รู้ว่า สงครามทำอะไรกับชีวิตของผู้คนบ้าง แม้รอดตายมาได้ก็มีชีวิตที่เลวร้ายและทนทุกข์ทรมาน สำหรับหลายคน ตายไปในสนามรบยังจะดีกว่ารอดมามีชีวิตแบบนี้

หนัง The Deer Hunter สร้างเมื่อปี 1977 ฉากสงครามเวียดนาม สนามบรบต่างๆ ถ่ายทำที่เมืองไทย ที่ไทรโยค กาญจนบุรี แม่น้ำแคว และที่พัฒน์พงษ์ กรุงเทพฯ

The Deer Hunter เกมเดิมพันชีวิต

สงครามทำให้ความตายเป็นเกมแห่งโชคชะตา เอาชีวิตมนุษย์เป็นเดิมพันที่บ้าบิ่น บัดซบ (absurd) ไร้เหตุผล วิกลจริต (insane) สงครามกระชากชีวิตของผู้คนจากอ้อมอกของพ่อแม่ อ้อมกอดของภรรยาและลูก เพื่อนสนิทมิตรสหายโยนเข้าไปในนรกบนดิน แม้บางคนกลับออกมาได้ก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

นี่คือสิ่งท่าคนดูได้จากหนัง The Deer Hunter หนังที่ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 5 ตัวในปี 1979 รวมทั้งภาพยนต์และผู้กำกับยอดเยี่ยม

แต่ก็น่าแปลกใจไม่น้อยที่หนังเรื่องนี้ที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นหนังสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยสร้างมากลับถูกลืม ไม่ได้เป็นหนึ่งใน 100 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 20 ด้วยซ้ำ

อาจเป็นเพราะหนังเรื่องนี้กระทบความรู้สึกของคนอเมริกันอย่างรุนแรง ไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ ไปกระหน่ำซ้ำเติมบาดแผลทางจิตวิญญาณที่ยากจะเยียวยา ในยุคปลายศตวรรษที่อเมริกาได้กลายเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในโลก การพ่ายแพ้สงครามเวียดนามเป็นสิ่งที่ไม่ควรพูดถึงอีกต่อไป เพราะมันเป็นเรื่องอัปยศอดสู่ที่อับอายขายหน้าที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของพวกเขา

The Deer Hunter เป็นหนังสงครามที่ไม่ได้เน้นเรื่องสงคราม และไม่สนใจว่าสงครามถูกหรือผิดในทางการเมือง ไม่ได้สนใจกระบวนการทางสังคมที่เป็นปรากฎการณ์สำคัญในยุคนั้น หนังเรื่องนี้นำเสนอผลกระทบของสงครามที่มีต่อชีวิตจริงของ “ชาวบ้าน” ธรรมดาๆ ที่เป็นกรรมกรโรงงาน มีชีวิตแบบคนชั้นกลางทั่วไปในสหรัฐฯ โดยเลือกเอาคน 3 คนมาเป็นตัวแทน

ไมเกิล (Robert De Niro) นิก (Christopher Walken) สตีพ (John Savage) และเพื่อนๆ อีกสองสามคนอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ในรัฐเพนซิลเวเนีย เป็นชุมชนเชื้อสายรัสเซียที่ผสานชีวิตเข้ากับสังคมอเมริกัน แต่ยังคงรักษารากเหง้ารัสเซียไว้อย่างเหนียวแน่น

หนังเรื่องนี้นยาวถึงสามชั่วโมง ยาวเหยียดจนยืดยาวเกินไปสำหรับคนดูสมัยนี้ที่ชอบการตัดต่อที่ฉับไว จะว่าอะไรก็ว่ากันไปไม่ต้องพิธีรีตอง The Deer Hunter มีพิธีรีตองมากไม่ว่าจะเป็น “พิธีแต่งงาน” ไม่ว่าจะเป็นการล่ากวางก็ล้วนแต่มีความหมายเป็น “พิธีกรรม” ทั้งสิ้น เพราะ “ชีวิตเป็นพิธีกรรม”

ไมเกิล ชิมิโน (Michael Cimino) ผู้กำกับ ปล่อยให้ภาคแรกดำเนินไปอย่างช้าๆ ทำให้คนดูคุ้นเคยกับตัวละคร คุ้นเคยกับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนแห่งนี้ว่า “ธรรมดา” เพียงใด ออกจากโรงงานก็ไปกินเหล้าที่บาร์ เล่นพูลแล้วก็ถึงงานแต่งงานของสตีพกับเจ้าสาวที่ท้องก่อนแต่ง

สตีพอยากให้เจ้าสาวมีสามีและลูกมีพ่อก่อนที่เขาจะไปรบในสงครามเวียดนามในวันรุ่งขึ้น แม้เขาจะรู้ว่าไม่ใช่ลูกเขา เพราะเขาบอกกับนิกว่า เขาไม่เคยนอนกับผู้หญิงคนนี้เลย สตีพเป็น “ลูกผู้ชายตัวจริง” ตั้งแต่ต้นจนจบ

การล่ากวางเป็น “เกมกีฬา” ในชุมชนที่มีไมเกิล ผู้นำธรรมชาติของกลุ่มบอกว่า การล่ากวางต้องยิงแบบ “โป้งเดียวจอด” ถ้าไม่งั้นก็ไม่ต้องยิง เรื่องนี้ถูกนำไปเปรียบกับ “รัสเซียนรูเล็ตต์” เกมพนันชีวิตที่บ้าบิ่นสติแตก เป็นเกม “โป้งเดียวจอด” (one shot – one kill game) เกมที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ที่ติดตาสะเทือนขวัญผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

คืนสุดท้ายที่ชุมชนเป็นฉากในบาร์ เพื่อนทุกคนอยู่พร้อมหน้ากัน บรรยากาศเงียบงัน เสียงเปียโนของใครคนหนึ่งดังขึ้น เป็น Nocturne ของโชแปงที่ช้าและเศร้า เคล้ากับอากาศที่หนาวเย็นข้างนอก ก่อนที่หนังจะตัดฉากเข้าสู่ความร้อนรุ่มของสงครามเวียดนาม กระชากชีวิตของสามคนเข้าสู่นรกบนดิน

ฉากสงครามยาวแค่คึ่งชั่วโมงเศษ แต่เป็นเวลาสั้นๆ ที่ระทึกและสะเทือนขวัญผู้ดูเป็นที่สุด แม้วันนี้หนังสงครามและหนังแอ็กชั่นต่างๆ จะมีฉากที่โหดกว่า แต่เทียบไม่ได้กับความรุนแรงที่บีบรัดอารมณ์ผู้ดูแบบต้องกลั้นหายใจอย่างใน The Deer Hunter

สามสหายถูกจับ และถูกทรมานจากเวียดกง ถูกบังคับให้เล่นเกมรัสเซียนรูเล็ตต์ที่เหลือลูกปืนไว้เพียงลูกเดียว แล้วให้ผลัดกันยิ่งขมับตัวเอง เวียดกงพนันกันว่าใครจะ “โป้งเดียวจอด” ใครจะรอด

สองปีให้หลัง สามสหายกลายเป็นคนละคน ที่เคยเชื่อมั่นในตัวเองสูงและเป็นผู้นำที่กล้าหาญอย่างไมเกิล ที่แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บหรือพิการ แต่เขาก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง เขาไม่กล้ากลับไปพบหน้าเพื่อนที่รอฉลองการกลับมาของเขาอย่างฮีโร่ ความสัมพันธ์ของเขากับผู้คนเปลี่ยนไป

สตีพสูญเสียขาทั้งสองข้าง ไปอยู่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกและไม่ยอมกลับไปอยู่กับลูกเมีย เขาไม่กล้าเผชิญหน้าผู้คนและความเป็นจริงใดๆ ในชีวิตอีกต่อไป

นิกยังอยู่ไซง่อน รับจ้างเล่นเกม “โป่งเดียวจอด” แบบคนสติแตก เขาแทบจำความอะไรไม่ได้ ไมเกิลกับไปไซ่ง่อนพยายามพานิกกลับบ้าน ขอร้องก่อนจะเล่นเกมมัจจุราชนี้เป็นครั้งสุดท้ายกับเขาว่า “พอแล้ว อย่าเล่นอีก” และเกมมรณะนี้ก็สิ้นสุดด้วยโศกนาฎกรรม

หนังเรื่องนี้เริ่มด้วยงานแต่งงาน จบลงด้วยงานศพ (คล้ายกับ The Godfather) เหมือนจะบอกว่า ความสุขกับความทุกข์ ความรื่นเริงและความโศกเศร้า ความรักและการพลัดพราก ชีวิตและความตายเป็นของคู่กัน เป็นสองหน้าของเหรียญเดียว

ชีวิตกับความตายอยู่ใกล้กันแค่ “โป้งเดียว” เท่านั้น หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้มนุษย์จะเชื่อมั่นในตัวเองขนาดไหน ยิ่งใหญ่ปานใด แม้จะสามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างมนุษย์ได้เป็นล้าน แต่ที่สุดก็พ่ายแพ้ ไม่ได้แพ้เวียดนามเท่านั้น แต่แพ้มติประชาคมโลก แพ้สัจธรรมแห่งชีวิต แพ้ภัยตัวเอง

หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นด้วยว่า มนุษย์ที่ยโสโอหังว่าเข้มแข็งแกร่งกล้า ที่แท้ก็เปราะบาง อ่อนไหว และอ่อนแอ ที่อหังการว่าหาญกล้า ที่แท้ก็ขลาดกลัว เก่งกาจขนาดไหนก็ไม่ชนะ “กฎแห่งกรรม”

ชุมชนเล็กๆ ในหนังเรื่องนี้คือตัวแทนของผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด บรรยากาศของความเจ็บปวดอันเนื่องมาจากบาดแผลทางจิตวิญญาณเห็นได้จากภาพในตอนท้ายที่พวกเขานั่งล้อมวงร้องเพลง “God Bless America” (ขอพระเจ้าอวยพรอเมริกา) แบบผู้แพ้อย่างแท้จริง นี่คือคำตอบที่เพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้ไปเวียดนามถามไมเกิลตอนเขากลับมาใหม่ๆ ว่า “เราชนะไหม”

รัสเซียนรูเล็ตต์ หรือ “เกมโป้งเดียวจอด” ไม่ได้มีจริงในสงครามเวียดนาม ไม่ว่าจะในที่คุมขังของเวียดกงหรือในบาร์ใต้ดินที่ไซง่อน ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ใช้เป็นสัญลักษณ์ของความไร้เหตุผล ความบ้าเลือด บัดซบ วิกลจริต (คำอะไรก็ได้ที่บรรยายความหฤโหด) ของสงคราม

โป้งเดียวจอดอาจใช้ในการล่ากว้าง ถือเป็นเกมกีฬา แต่ในท้ายที่สุด หนังเรื่องนี้อยากบอกว่า การยิงใครหรืออะไรมันไม่ใช่เกม แต่เป็นความเจ็บปวดและความตาย

สงครามทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป คนสามคนที่เคยเป็นเพื่อนกัน มีความสุขสนุกสนานตามประสาชาวบ้าน วันหนึ่งไปสงครามกลับมากลายเป็นคนละคน คนหนึ่งมีบาดแผลทางกาย คนหนึ่งทางจิต คนหนึ่งทางอารมณ์ ทั้งสามคนได่รับผลกระทบทางชีวิตจิตใจที่ยากจะเยียวยา

ทุกอย่างเปลี่ยนไป กินเหล้าไม่สนุก พูดคุยไม่เหมือนเดิม ไมเกิลบอกตอนหนึ่งที่เขากลับมาใหม่ๆ ว่า เขารู้สึก “อ้างว้าง ห่างไกล”

นี่ต่างหากที่น่ากลัวที่สุด น่ากลัวมากกว่าความตายเสียอีก เพราะถ้าตายไปก็จบ แต่ถ้ายังอยู่ก็คือ “นรกบนดิน” เหมือนนิก สตีพและไมเกิล ในสภาพที่แตกต่างกัน

ไม่เพียงแต่ผลกระทบต่อเพื่อนซี้สามคนนี้เท่านั้น แต่กับเพื่อนๆและครอบครัวของพวกเขา เมียของสติพไม่พูดไม่จากับใครอีกเลย เธอช็อคกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น สตีพไม่กล้ากลับมาอยู่กับเธอ สงครามได้ทำลายความสัมพันธ์ของผู้คนจนหมดสิ้น ทำลายแม้ความรักระหว่างสามีกับภรรยา ระหว่างคู่รักที่หวังครองรักครองเรือนหลังการรบอย่างนิกและแฟนสาว (Meryl Streep)

ทหารผ่านศึกเหล่านี้ และผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีความรู้สึกบางอย่างคล้ายกัน “ผมว่าคนเราไม่กลัวตายเท่าไร่ ไม่งั้นคงไม่เสี่ยงตายทุกรูปแบบเหมือนทุกวันนี้ ผมว่าคนกลัวความเหงา ความเปล่าเปลี่ยว การถูกทอดทิ้งและถูกรังเกียจมากกว่า” (บัทึกเพื่อนชีวิตใหม่)

สงครามไม่ว่าเวียดนามหรือโครเอเชีย อัฟกานิสถานหรืออีรัก ต่างกันแต่เพียงรูปแบบเท่านั้น เนื้อหาและผลกระทบไม่ต่างกัน มันทำร้ายและทำลายคุณค่าความเป็นคน ทำลายความสัมพันธ์อันดีของผู้คน โดยเฉพาะคนเล็กๆ ครอบครัวเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ แบบเรียกกลับคืนมาไม่ได้อีก

ชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเล็กขนาดไหน มีคุณค่าเกินกว่าจะเอาไปเดิมพันเล่น แต่ก็น่าเสียดายที่เหมือนประวัติศาตร์ไม่เคยสอนเรื่องเหล่านี้ให้ผู้มีอำนาจทั้งหลาย

ยังทำให้สงครามเป็นเกมล่ากวาง และรัสเซียนรูเล็ตต์กันต่อไป และยังปล่อยให้คนเล็กๆ ได้รับผลกรรมปีเล้วปีเล่า ทำให้คนดีๆ ลูกหลานชาวบ้านกลับจากอีรักเป็นบ้าและฆ่าตัวตายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทุกวันในสหรัฐอเมริกา