phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 27 กันยายน 2560

นายโดนัลด์ ทรัมป์น่าจะเป็นประธานาธิบดีที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุดทั้งในสหรัฐและทั่วโลก เป็นนักธุรกิจ ที่ไม่เคยทำงานการเมือง ไม่เคยได้รับเลือกตั้ง จึงเป็นคนที่มักพูดอะไรเสนออะไรที่นอกกรอบ นอกคอก และขัดใจผู้คนจนมีบางคนบอกว่าเขา “บ้า”

แต่ความที่เป็น “คนนอก” ทำให้เขามองเห็นอะไรบางอย่างที่ “คนใน” มักมองไม่เห็น และสิ่งที่เขาเสนอบางครั้งก็น่าสนใจ อย่างกรณีที่ไปพูดที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติวันที่18 กันยายนที่ผ่านมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสหประชาชาติ 

เขาบอกว่า ตั้งแต่ปี 1945 ที่องค์แห่งนี้ได้ก่อเกิดมา ยังไม่ได้บรรลุศักยภาพที่แท้จริง เนื่องเพราะ “ระบบเจ้าขุนมูลนาย” (bureaucracy) และการจัดการที่ไม่ดี (mismanagement) เขาบอกว่า “ต้องทำให้ยูเอ็นยิ่งใหญ่” (Make UN great) ไม่มีคำว่า “อีก” เพราะสำหรับเขายูเอ็นไม่เคยยิ่งใหญ (เหมือนอเมริกา) และยังเคยประชดว่า องค์กรแห่งนี้ “เป็นแต่พูดเท่านั้น” (talking organization) (คล้ายกับที่มีการล้อเลียนว่า NATO ย่อมาจาก no action talk only ได้แต่พูดไม่ทำ)

เคยทำงานที่ยูเอ็น ทราบดีว่าองค์กรแห่งนี้มีระบบโครงสร้างและระเบียบที่ละเอียดแทบทุกกระเบียดนิ้ว จนอึดอัด อยู่ลำบากเพราะทำอะไรใหม่ คิดอะไรใหม่ได้ยาก เพราะเขาจัดไว้ให้ “ลงตัวหมดแล้ว” อันเป็นผล “ระบบเจ้าขุนมูลนาย” “ราชการ” ของ 193 ประเทศสมาชิกที่มาผนึกพลังกัน แล้วจะให้ปฏิรูปได้อย่างไร

ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนรียกร้องให้ปฏิรูปองค์กรอันยิ่งใหญ่นี้ แต่ส่วนใหญ่มาจาก “สมาชิก” จากคนใน หรือที่เคยเป็นคนในและรู้เรื่องภายในเป็นอย่างดีว่ามีปัญหาอุปสรรค จุดอ่อนและข้อจำกัดอะไรบ้าง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่า เสียงเรียกร้องจะดังกว่าทุกครั้ง เพราะมาจากผู้นำสหรัฐอเมริกา หมายเลขหนึ่งของผู้นำในยูเอ็น ที่เสียงดังส่วนหนึ่งเพราะให้เงินอุดหนุนองค์กรนี้มากที่สุด

อย่างไรก็ดี คงไม่มีใครคาดหวังว่าจะมีการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยูเอ็น โดยเฉพาะถ้าหากว่าจะให้บรรดาสมาชิกมาร่วมกันปฏิรูป ซึ่งก็คงส่งตัวแทนที่เป็น “ข้าราชการ” เป็นส่วนใหญ่มาร่วมเป็นกรรมการ อนุกรรมการ ได้ข้อสรุปที่เวียนไปเวียนมาจนหาทางเปลี่ยนไม่ได้ (เหมือนเดิม)

การเปลี่ยนแปลงในยูเอ็นที่ผ่านมาเกิดจากวิกฤติหรือปัญหารุนแรงที่เรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยน  เช่น กรณีการเกิดโรคเอดส์ ซึ่งมีผลกระทบไปทั่วทุกวงการ ไม่เพียงแต่สุขภาพอนามัย แต่เศรษฐกิจสังคม ทำให้องค์กรต่างๆ มีแผนงานเกี่ยวกับโรคเอดส์จนซ้ำซ้อน  5 องค์กรในยูเอ็นจึงจับมือกันก่อตั้ง UNAIDS คือ WHO, UNDP, UNICEF, UNESCO, และ World Bank

การปฏิรูปยูเอ็นคงยากเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา อาจจะต้องมีองค์กรอื่นขึ้นมาแทน ที่ดีกว่า มีพลังมากกว่า อย่างที่ผู้สร้างนวัตกรรมพูดไว้ว่า “คุณเปลี่ยนอะไรจากที่เป็นอยู่ไม่ได้หรอก ถ้าจะเปลี่ยน ต้องสร้างโมเดลใหม่ที่ทำให้โมเดลที่เป็นอยู่กลายเป็นสิ่งล้าสมัย” (Richard Buckminster Fuller)

คำว่า “ปฏิรูป” เป็นคำที่น่ากลัวสำหรับคนที่ไม่อยากเปลี่ยนแปลง เป็นคำที่น่าเบื่อสำหรับคนที่ได้ยินได้ฟังทุกวัน แต่ไม่เห็นวี่แววว่าจะมีการปฏิรูปตรงไหนอย่างไร เพราะสิ่งที่ปรากฎให้เห็น ไม่ว่าวิธีคิดหรือวิธีทำ ไม่ให้ความหวังว่าจะมีการปฏิรูป

เอาข้าราชการมาปฎิรูประบบราชการ  เอาตำรวจมาปฏิรูปตำรวจ เอาคนมีธุรกิจพลังงานมาปฏิรูปพลังงาน (เพื่อหาพลังงานทางเลือก) เอา ธ.ก.ส. มาแก้หนี้ (แล้วใครจะไปกู้ ธ.ก.ส.) เอาบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีขายสารเคมีไปส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เอานักกฎหมายไปปฏิรูปกฎหมาย ให้กระทรวงเกษตรไปปฏิรูปการเกษตร ปฏิรูปสหกรณ์ ให้กระทรวงมหาดไทยไปกระจายอำนาจ

รัฐบาลนี้มีความตั้งใจให้มี “การปฏิรูป”  เสนอ “ประชารัฐ” เป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อน 12 ประเด็น 12 คณะ เช่น นวัตกรรม, การลงทุน, เศรษฐกิจฐานราก, การท่องเทียว, แก้กฎหมาย, การเกษตร, การศึกษา. การสร้างรายได้

องค์ประกอบกรรมการประชารัฐ 73% เป็นเอกชน 13% รัฐมนตรี 10% ราชการ 4% สถาบัน การศึกษา ไม่เห็นมี “ชาวบ้าน” ตัวแทนชุมชนคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ในขณะที่ซีพีอยู่เต็มใน 12 คณะปูนใหญ่กับไทยเบฟ (ขายเหล้าขายเบียร์และอื่นๆ) อยู่เกือบทุกคณะ ทั้งสามหน่วยงานนี้อยู่ในคณะกรรมการ การศึกษาและการเกษตร

มีคนตั้งข้อสังเกตไว้นานแล้วว่า ประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาไม่สนใจพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะจะทำให้คนฉลาด ซึ่งครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้

วันนี้ คนไทยเบื่อคำว่า “ปฏิรูป” เพราะไม่เชื่อว่าจะมี  คณะรัฐมนตรีก็มีแต่ “ทหารและข้าราชการ” เป็นส่วนใหญ่ เอาแต่เพิ่มกฎหมายให้อำนาจตนเองมากกว่าการยกเลิกและแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป แล้วจะปฏิรูปได้อย่างไร

สยามรัฐรายวัน 20 กันยายน 2560

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักคิดทางสังคมที่มักมีอะไรให้จดจำและนำไปพูดถึงและประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ อยู่หลายครั้ง หลายปีก่อน เขาเขียน “สองนคราประชาธิปไตย” ที่ ”คนชนบทเลือก คนเมืองล้ม” วันนี้เขาเสนอ “บูรพาภิวัตน์”

                อาจารย์เอนกไม่ได้เพียงเสนอ “คำหลัก” ที่เป็นเหมือน “มาสเตอร์คีย์” ให้เราไขเข้าไปในสถานการณ์โลกปัจจุบัน แต่ท่านให้รายละเอียดทั้งทางเศรษฐกิจสังคมที่หนักแน่นจนยากที่ใครจะเห็นค้าน

                ที่เขียนวันนี้อยากจะให้เห็นอีกด้านหนึ่งหรือมิติหนึ่งที่อาจารย์เอนกไม่ได้พูดถึงหรือพูดถึงน้อย คือ เรื่องทางจิตวิญญาณที่โลกทั้งโลกกำลังหันมาให้ความสนใจกับ “ปรัชญา-ศาสนา” ความเชื่อ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเอเชีย ไม่ใช่แต่เพียงนักปรัชญาและนักฟิสิกส์อย่างเดวิด โบห์มหรือไอนส์ไตน์

                ในระยะสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เคยเข้าไปหาอ่านและซื้อหนังสือเกี่ยวกับ “พลังจิต” มิติที่ 4 สัมผัสที่ 6 หรือ ปรจิตวิทยา (parapsychology) ที่ห้องสมุดและร้านหนังสือหลายแห่งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ปรากฎว่าหนังสือเหล่านี้อยู่ในหมวด “ไสยศาสตร์” (occultism) แต่ก็ค่อยๆ ย้ายไปอยู่ในหมวด “ปรัชญา-ศาสนา” หรือ “เรื่องทางจิตวิญญาณ” และ “จิตวิทยา”

                เมื่อ 25 ปีก่อน CNN สำรวจพบว่า คนอเมริกันร้อยละ 30 เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด 5 ปีต่อมาปรากฎว่าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 วันนี้น่าจะมากกว่าครึ่ง ขณะที่ชาวบราซิลร้อยละ 70 เชื่อเรื่องนี้

                นอกจาก ดร.เอียน สตีเวนสัน ที่มีชื่อเสียงจากงานวิจัยเรื่องการกลับชาติมาเกิด โดยศึกษา 3,000 กรณี ทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย พม่า ไทย ยังมีนักวิชาการที่จบการศึกษาด้านการแพทย์ หรือจิตวิทยาจำนวนมากที่หันมาสนใจศึกษาเรื่องนี้ และขยายไปสู่เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด

                ส่วนหนึ่งเป็นการศึกษาต่อเนื่องจากการวิจัยประสบการณ์ของคนที่ตายแล้วฟื้นคืนมา หรือชีวิตหลังความตายของนักจิตวิทยาที่โด่งดังอย่างน้อย 2 คน คือ เอลิซาเบ็ท คูเบอร์ รอส และเรย์มอนด์ มูดี้ โดยขยายขอบเขตการศึกษาไปไกลถึงทั้งชาติก่อน ชาตินี้ และชาติหน้า

                อ่านหนังสือของนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการเหล่านี้และคนอื่นๆ แล้วทำให้เชื่อว่า โลกตะวันตกวันนี้หันมาหาตะวันออกเพราะมี “นักวิทยาศาสตร์” ที่ยืนยันกับพวกเขาว่า สิ่งที่คนตะวันออกเชื่อนั้นไม่ใช่เรื่องงมงายไสยศาสตร์ แต่เป็น “เรื่องจริง” ที่มีข้อพิสูจน์หลายอย่าง แม้ว่า “ความจริง” นั้นอาจจะเป็นการพิสูจน์ด้วย “สูตร” และ “สมการ” คนละอย่างกับ “วิทยาศาสตร์” กระแสหลัก

                ไม่น่าเชื่อว่า หนังสือเหล่านี้ขายได้เป็นล้านเล่ม บางเล่มหลายสิบล้าน เป็นหนังสือขายดีอันดับต้นๆ ของอเมซอนหรือหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่จัดอันดับหนังสือยอดนิยม และมีการแปลไปหลายภาษา บางเล่มมากกว่า 20 ภาษา

                ดร.ไบรอัน ไวส์ น่าจะเป็นอีกคนหนึ่งถัดจาก ดร.เอียน สตีเวนสัน ที่มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อการเปลี่ยนความคิดความเชื่อของคนตะวันตก เขาเป็นจิตแพทย์ที่เปลี่ยนความคิดแบบเดิมๆ ของวิชาจิตวิเคราะห์เพราะประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้รับจากการทำการสะกดจิต ทำให้คนระลึกชาติได้ มีรายละเอียดและ “ข้อพิสูจน์” มากมายจนเขาต้องเชื่อว่าสิ่งที่คนไข้ของเขา “เห็น” นั้นไม่ใช่ภาพลวงตาหรืออุปาทาน

                เขาบอกว่า คนเราเกิดมาแล้วหลายชาติ การสะกดจิตทำให้คนได้อย่างน้อย 2 อย่าง อย่างแรกคือทำให้หายจากความเจ็บป่วยบางอย่างที่ไปรักษาแบบไหนที่ไหนก็ไม่หาย แต่เมื่อระลึกชาติได้ และกลับไปยังชาติที่เคยได้รับเหตุการณ์บางอย่างที่สัมพันธ์กับความเจ็บป่วยชาตินี้ คนไข้ของเขาก็จะหายจากอาการนั้น บางคนเคยจมน้ำตายกลายเป็นคนกลัวน้ำ ก็จะหายกลัว เคยตกจากที่สูง กลัวความสูงก็หาย เคยขาหักชาติก่อน และเจ็บกระดูกรักษาไม่หาย ก็หาย เจ็บต้นคอ ชาติก่อนเคยถูกแขวนคอ ก็หายเจ็บ เป็นต้น

                อย่างที่สอง คนจะไม่กลัวตายอีก เพราะพบว่าวิญญาณเป็นอมตะ ร่างกายเป็นที่อาศัยชั่วคราว ตายแล้วก็จะมาเกิดใหม่ ในร่างกายใหม่ “วิญญาณเราเหมือนคนขับ กายเป็นรถ เมื่อรถเก่าและผุพังก็ทิ้งไป อาจมีเฟอร์รารีคันงามรออยู่ปลายถนนก็ได้” ดร.ไวส์บอกที่ประชุมชาวอิตาเลียนที่เมืองมิลาน

                ดร.ไวส์บอกว่า ตั้งแต่นี้ไป คงไม่เพียงพอที่จะหาสาเหตุของพฤติกรรม ของปัญหา ของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จาก “ปัจจุบัน” เท่านั้น แต่คงต้องย้อนกลับไปหาคำอธิบายใน “ชาติก่อน” ด้วย

                ดร.ไมเกิล นิวตัน เขียนหนังสือ “การเดินทางของวิญญาณ” (Journey of Souls) และ “ชะตากรรมของวิญญาณ” (Destiny of Souls)  สรุปจากปากคำของคนไข้ของเขาหลายพันคนว่า ตายแล้วไปไหน และเตรียมตัวกลับมาเกิดใหม่อย่างไร ข้อสรุปของเขา คือ คนเราเลือกเกิดได้ มีเป้าหมายในชีวิตนี้ที่มา “ใช้กรรม” หรือ “ชดใช้แก้ไขความผิดพลาดในชาติก่อน” เพื่อจะได้เติบโตและค่อยๆ ไปสู่ความหลุดพ้น

     แต่ชีวิตนี้มีทั้งชะตากรรม (destiny)  ที่สวรรค์กำหนด และเจตจำนง (free will) ของเราเองที่เป็นอิสระที่จะเลือกและต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการกระทำของเราเอง

สยามรัฐรายวัน 13 กันยายน 2560

นายเจมส์ วอลเฟนโซห์น อดีตประธานธนาคารโลก (1995-2005) กล่าวไว้ในการประชุมสุดยอดผู้นำโลกที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี 2000 ว่า “เงินแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ ถ้าแก้ได้คงแก้ไปนานแล้ว เพราะโลกไม่ได้ขาดเงิน”

          ในการประชุมครั้งนั้นมีการพูดกันเรื่องกับดักของโลกาภิวัตน์ ปัญหาโลกที่คนรวยรวยขึ้นคนจนจนลง ประเทศร่ำรวยได้เปรียบประเทศยากจนมากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ดี นายวอลเฟนโซห์นเตือนว่า ประเด็นดังกล่าวจะต้อง ไม่มองอย่างแยกส่วน แต่มองอย่างเป็นองค์รวม เขาตั้งคำถามเป็นตัวอย่างว่า

          “ประเทศนั้นมีรัฐบาลที่ดีหรือไม่ มีระบบกฎหมาย ระเบียบต่างๆ มีระบบยุติธรรมที่ดีและมีประสิทธิภาพหรือไม่ มีกฎหมายดี มีผู้พิพากษ์ที่สัตย์ซื่อหรือไม่ มีระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพมีความสัตย์ซื่อ มีความเป็นอิสระ มีระบบสังคมที่ดีหรือไม่ มีการคอรร์รัปชั่นมากน้อยเพียงใด”

          ยังเรื่องการศึกษา สาธารณสุข การสื่อสาร เทคโนโลยี และอื่นๆ อีกที่เกี่ยวข้องกับความยากจน ซึ่งนายวอลเฟนโซห์นเห็นว่า ถ้านโยบาย ระบบโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมไม่ดี การบริหารจัดการไม่ดี มีการโกงกินหรือคอร์รัปชั่นมาก ก็ไม่มีทางแก้ไขปัญหาความยากจนได้

          อย่างไรก็ดี เขาได้เน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาให้มีตลาดที่กว้างขึ้นสำหรับผลผลิตของตน เขาบอกประเทศร่ำรวยว่า “อย่าไปพูดเรื่องการยกหนี้ให้ประเทศยากจนถ้าคุณยังไม่เปิดตลาดให้พวกเขา  อย่าไปกระตุ้นประเทศเหล่านั้นให้ทำการผลิตมากๆ ถ้าหากคุณยังไม่เปิดที่ขายให้พวกเขา อย่าพูดเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี ถ้าหากยังไม่พัฒนาการศึกษา”

ในเวลาเดียวกัน เขาได้พูดในอีกหลายที่เรื่องการแก้ปัญหาความยากจนว่า “คนจนไม่ได้ต้องการการสงเคราะห์ (charity) คนยากจนต้องการโอกาส..พวกเขามีความตั้งใจ พวกเขาต้องการภูมิใจในตัวเอง พวกเขาต้องการโอกาส ถ้าคุณให้พวกเขาเพียงครึ่งเดียว และให้พวกเขารับผิดชอบ พวกเขาจะทำได้ดี”

“กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา คือ การเปลี่ยนคนจนจากคนที่คุณจะต้องสงเคราะห์ช่วยเหลือมาเป็นทุนมนุษย์หรือ “สินทรัพย์” (asset) ที่คุณจะต้องให้โอกาสพัฒนา พวกเขาไม่ใช่คนอ่อนแอ พวกเขาไม่ใช่คนทุพพลภาพถึงได้ยากจน พวกเขาจนเพราะขาดโอกาสต่างหาก”

เขาเน้นเสมอว่า การช่วยเหลือประเทศยากจนจะต้องพัฒนาระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุขโดยการให้โอกาสผู้คนได้เข้าถึงการศึกษาและการบริหารด้านสาธารณสุข ให้มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเอง ของชุมชน

นายเจมส์ วอลเฟนโซน เป็นชาวออสเตรเลีย เติบโตและได้รับการศึกษาที่ซิดนีย์ แล้วไปต่อด้านการบริหารธุรกิจที่ฮาร์วาร์ด มีประสบการณ์ที่หลากหลายทางธุรกิจและการเงิน จนได้รับแต่งตั้งเป็นประธานธนาคารโลก เขาน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ยกย่องชื่นชม (อาจารย์ส.ไม่ค่อยชมใครง่ายๆ  ท่านวิจารณ์หรือชมใครด้วยเหตุผลที่น่ารับฟังเสมอ)

เขียนเรื่องนี้เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังเร่งรัดพัฒนาอย่างเต็มทื่ รัฐบาลที่ผ่านๆ มาก็ดี รัฐบาลนี้ก็ดี มีโครงการมากมายในการแก้ปัญหาความยากจน ทั้งแจกฟรีให้เปล่าและอื่นๆ ด้วยคำอธิบายที่รับฟังได้ว่า ทุกอย่างล้วนต้องทำอย่างสัมพันธ์กัน หรือคำโตๆ ที่ใช้กัน คือ “บูรณาการ”

รํฐบาลรู้อยู่แล้วว่า การแจกเงินช่วยคนจนอย่างเดียวแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ ต้องไปพร้อมกับการปฏิรูปการศึกษา สาธารณสุข และอื่นๆ เปิดโอกาสให้คนจนให้กว้างมากขึ้นเพื่อจะได้เรียนรู้ และเข้าถึงทุน เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจสังคม

ซึ่งรัฐบาลตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ ตั้งแต่แผนพัฒนาฯ แผนที่ ๑ ผ่านมาหลายรัฐบาลหลายแผนก็พูดเช่นนี้และทำหลายอย่าง แจกทีดินทำกิน (สปก.) นับล้านไร่ แล้ววันนี้เหลือเท่าไรในมือคนจน แม้จะไม่มีสิทธิ์ขาย แต่ก็ขายสิทธิ์ให้นายทุน  รัฐบาลสร้างบ้าน สร้างแฟลตให้คนจนอยู่กี่หมื่นกี่แสนยูนิต เพื่อให้ย้ายจากสลัมหรือชุมชนแออัดไปอยู่ที่ดีกว่า แต่ “สลัม” ก็ไม่ได้หมดไป บางส่วนก็เป็นคนที่ได้สิทธิ์ได้บ้านได้แฟลต แล้วย้ายออกไปสร้าง “สลัม” ใหม่ ปล่อยให้คนอื่นเช่าบ้านเช่าแฟลตหรือขายสิทธิ์ไป

ระบบเศรษฐกิจสังคมเป็นองคาพยพเดียวที่ต้องพัฒนาไปด้วยกัน แต่สิ่งที่ต้องให้ความสนใจเป็นอันดับแรก คือ การศึกษา เพราะ “คนมีความรู้เปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่า คนไม่มีความรู้เปลี่ยนป่าให้เป็นทะเลทราย” “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า”  นายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรี สหราชอาณาจักรหลายปีก่อนยังย้ำเสมอว่า สิ่งสำคัญที่สุด 3 อย่างในรัฐบาลของเขา คือ “การศึกษา การศึกษา และการศึกษา”

ไม่เช่นนั้น การพัฒนาก็คงเป็นแค่วิธีการเอาชนะกันทางการเมืองและผลประโยชน์ด้วยตราที่สังคมประทับให้ว่า “ประชานิยม” ซึ่งลึกๆ แล้วเป็นการหลอกชาวบ้าน หลอกคนจน เป็นกับดักที่แท้จริงของการพัฒนา ทำให้คนเสพติดเงิน เสพติดผลประโยชน์ เหมือนเด็กที่ต้องกระเตงตลอด จนเดินเองไม่เป็น

ให้ปลาก็ไม่พอ ให้เบ็ดก็ไม่พอ ต้องให้โอกาสจับปลาด้วย ถึงจะแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน