phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

สยามรัฐรายวัน 20 กุมภาพันธ์ 2562

อีสานมีพื้นที่เกษตรอยู่ 58 ล้านไร่ มีระบบชลประทาน 7 ล้านไร่ เท่ากับร้อยละ 12 ฝนตกภาคอีสานปีหนึ่งประมาณ 1,200 มิลลิเมตร สูงกว่าภาคกลาง แต่อีสานแล้ง ไม่มีระบบเก็บน้ำ

ภาคกลางตอนล่าง 19 จังหวัดมีพื้นที่เกษตรอยู่ 21 ล้านไร่ อยู่ในเขตชลประทาน 7 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 30 ส่วนใหญ่ทำนาได้ 2 ปี 5 ครั้ง อีสานบางพื้นที่ 5 ปี 2 ครั้ง

พื้นที่เกษตรของไทยอยู่ในเขตชลประทานร้อยละ 22 ขณะที่ของเวียดนามชลประทานครอบคลุมถึงร้อยละ 90 เวียดนามปลูกข้าวได้เฉลี่ยประมาณ 850 กิโลต่อไร่ ไทยได้ประมาณ 450 กิโล ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องน้ำอย่างเดียว แต่เรื่องนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม ที่เอาจริงเอาจังของเวียดนามด้วย

เวียดนามมีพื้นที่ทำนา 46 ล้านไร่ ได้ข้าว 26 ล้านตัน ไทยมีพื้นที่ 66 ล้านไร่ ได้ข้าว 20 ล้านต้น ทั้งๆ ที่เวียดนามโดนพายุทั้งไต้ฝุ่นทั้งดีแปรสชั่นปีหนึ่งไม่รู้กี่ลูก เป็นกันชนให้ไทย

แต่น้ำสำคัญที่สุด เพราะถ้าไม่มีน้ำจะทำการเกษตรได้อย่างไร การที่คนอีสานจากถิ่นฐานบ้านเกิดอพยพไปอยู่ภาคอื่นมากมาย สาเหตุสำคัญก็เพราะ “น้ำ” ไปหาพื้นที่ที่มีน้ำเพื่อทำการเพาะปลูก น้ำกินน้ำใช้หาไม่ได้ที่ภาคกลางก็ไปภาคเหนือภาคใต้จนมีหมู่บ้านคนอีสานหลายจังหวัด

ตั้งแต่ 2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม เกือบ 60 ปี ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การแก้ปัญหาน้ำในภาคอีสานถือว่าล้มเหลว ด้านหนึ่งก็มีความพยายามของกระทรวงต่างๆ ที่ตั้งงบลงไปพัฒนาแหล่งน้ำให้ชุมชน

เคยไปประเมินเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ที่รัฐไปสร้างสระ บ่อ อ่างเก็บน้ำ ได้ผลไม่ถึงร้อยละ 15 เพราะนั่งเทียนเขียนแผนเอาที่กรุงเทพฯ หรือไม่ข้าราชการในจังหวัดก็ลงไปชี้เอาว่าจะทำตรงไหน วันดีคืนดีหลายชุมชนก็เห็นอ่างน้ำผุดขึ้นกลางทุ่งกลางป่า ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากให้วัวควายไปกินน้ำอาบน้ำ

แล้วก็มีฝันกลางวันของนักการเมืองที่คิดการใหญ่ อยากได้เมกะโปรเจคต์เมื่อ 25 ปีก่อน วางแผนทำโครงการโขง-ชี-มูล โดยไม่มี “ข้อมูล” ที่เป็นผลของการวิจัยที่สร้างปัญญา และสร้างคุณค่า ได้แต่สร้างมูลค่าให้นักการเมืองที่หวังหัวคิวและคะแนนเสียง

พอเริ่มต้นก็เห็นผลความล้มเหลว ไม่กี่สิบกิโลเมตรที่ผันน้ำโขงจากหนองคายมาอุดรฯ ที่ทำเมื่อปี 2545 และมาประเมินเอาเมื่อปี 2559 ว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า ฝันสลายหลายแสนล้านของนักการเมืองที่บางกลุ่มวันๆ ได้แต่คิดโครงการใหญ่ สุดท้ายกินหัวคิวไม่เลือกที่ ได้เป็นถึงรัฐมนตรีแต่ติดคุก

ที่ประเมินกันหลังจากทำมาได้ 14 ปี คือ การฟังความคิดเห็นของประชาชน ถึงได้ข้อมูลที่เป็นข้อจริงไม่ใช่ข้อเท็จว่า ได้ไม่คุ้มเสีย แทนที่ชาวไร่ชาวนาจะได้ประโยชน์ กลับต้องสียค่าน้ำแพง อ้างว่าเป็นค่าไฟ เพราะต้องสูบน้ำ ไม่ได้ใช้แรงโน้มถ่วงของโลกช่วย คิดว่าอีสานแบนราบเหมือนภาคกลาง เอาโมเดลภาคกลางไปใช้โดยไม่มีการศึกษารายละเอียด

ภูมินิเวศของอีสานมีหลากหลายมาก เป็นเทิอกเขาภูพาน เทือกเขาพนมดังรัก เทิอกเขาเพชรบูรณ์ ภูมินิเวศที่เป็นแอ่ง ที่ราบลุ่มต่ำอย่างแอ่งโคราช แอ่งสกลนคร ริมน้ำสาขาน้อยใหญ่ เป็นป่าบุ่งป่าทาม กุด หนอง ที่ราบลอนคลื่นสลับโคกเนิน ป่าโคกในสภาพต่างๆ

แต่ละพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชที่แตกต่างกัน บางแห่งก็ต้องการแหล่งน้ำเพื่อการประมง ต้องคำนึงถึงระบบนิเวศทั้งบนดินและใต้ดิน ซึ่งมีวงจรของมัน ทำไม่ดีเกลือใต้ดินโผล่ขึ้นมาจนเค็มไปทั้งแผ่นดินอย่างที่เห็นในหลายจังหวัดจนทำการเพาะปลูกอะไรไม่ได้

ปัญหาน้ำที่อีสานเป็นเรื่องใหญ่มาก 38 หน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้มีพรบ.น้ำ 2561 และกำลังมีกฎหมายลูกต่างๆ ตามมา มีหน่วยงานใหม่กำกับนโยบายประสาน 38 หน่วยให้ปฏิบัติการแบบบูรณาการ ฟังดูก็ดี แต่จะเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่หรือไม่ก็คอยดู

แก้ปัญหาได้ 2 ระดับ โดยชุมชนเองเหมือนกรณี “ลิ่มทองโมเดล” ตำบลหนองโบสถ์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดว่า ภูมินิเวศของหมู่บ้านเป็นอย่างไร ปรากฎการณ์แล้งและท่วมจะแก้ไขอย่างไร จนที่สุดก็ทำได้ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ที่ให้ “วิชาการ” ที่สร้าง “ปัญญา” ได้จริง

หรือแนวทางการจัดการน้ำโดยฝายมีชีวิต ไม่ใช่เพราะได้โมเดลก็ไปปูพรมแบบไร้คุณภาพ รัฐบาลก่อนๆ ก็มีแผนไปทำ “ฝายแม้ว” เป็นหมื่นๆ แห่ง การเอาโมเดลไปปูพรม ไม่มีกระบวนการเรียนรู้ ไปสั่งให้ชาวบ้านทำ บทเรียนที่รัฐบาลจากส่วนกลางไม่เคยเรียนรู้ เพราะใช้แต่เงินกับอำนาจ

แก้ปัญหาระดับนโยบายต้องเกิดผลที่การปฏิบัติ พรบ.น้ำดีแค่ไหนก็อาจไม่ช่วย ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิด หรือ mindset ไม่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริง

ถ้ารัฐบาลใหม่ ส.ส. ใหม่มีวิสัยทัศน์เรื่องน้ำที่อีสาน จะสร้างฐานความรู้เพื่อให้เกิดปัญญา ส่งเสริมให้ทุนมหาวิทยาลัยทุกจังหวัดทำการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ อาจารย์กำลังตกงาน ชาวบ้านก็ทำวิจัยไทบ้านได้ ประชาสังคมร่วมมือกันทุกฝ่ายจะเกิดพลังมหาศาล

นักการเมืองรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องฝนแล้ง น้ำท่วม จะสร้างการเมืองใหม่ สังคมใหม่ได้ เพราะจะให้ชีวิตใหม่แก่ผู้คนจำนวนมาก ปีนี้คนมีญาณบางท่านบอกว่า แล้งหนักแน่นอน ปีหน้าท่วมหนักกว่าปี 2554 หลายเท่า ถึงไม่เชื่อก็ควรหาทางป้องกันแก้ไขอยู่ดี

Wednesday, 13 February 2019 10:59

ยิ้มเพชรฆาต

Published in ปรับฐานคิด Written by

          คำเดียวฆ่าคุณได้ “คนไทยยิ้ม เพราะคนไทยไม่มีจุดยืนเรื่องอะไรเลย” ทำเอาอาจารย์แดง (ศัลยา สุขะนิวัตติ์) ทนไม่ได้ ทั้งๆ ที่เห็นด้วยกับนโยบายหลายอย่างของพรรคการเมืองหนึ่ง แต่พอไปอ่านคำให้สัมภาษณ์ GM ของหัวหน้าพรรค เธอบอกว่า อย่างนี้จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ยังไง 

          อาจารย์แดง ชื่อเล่นของ “ศัลยา” นักเขียนบทละครชื่อดัง เรื่องสุดท้ายที่ทำให้คนไทยหายใจเข้าออกเป็น “ออเจ้า” คือ บุพเพสันนิวาสไม่ธรรมดา มีพื้นฐานจากรัฐศาสตร์จุฬาฯ อดีตอาจารย์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

          ผลงานของเธอมีมากมาย เช่น คู่กรรม นางทาส คือหัตถาครองพิภพ สายโลหิต ฟ้าใหม่ ดอกส้มสีทอง ฟ้าจรดทราย ภาพอาถรรพ์ 

          ก่อนลือกตั้งเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เจาะลึกลงไปในนโยบายและความคิดของพรรคและบุคคลที่อาสามาเป็นผู้แทนประชาชน จะได้ไม่ยิ้มอย่างโง่ๆ แบบคนไม่มีจุดยืน หรือมีแต่ยืนผิดที่ 

จะได้ยิ้มด้วยความสะใจ เพราะการยิ้มมีมากมายหลายแบบ คนไทยยิ้มง่าย สยามจึงเป็นเมืองยิ้มที่คนทั่วโลกรู้จักและประทับใจใน Land of Smile แห่งนี้ไม่มีใครสรุปเอาง่ายๆ หรือเหมารวมแบบนายคนนี้ ที่อยากเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย แต่ไม่เข้าใจคนไทย ไม่เข้าใจการยิ้มของคนไทย

          ผมเข้าใจว่า ที่อาจารย์แดงทนไม่ได้ เพราะเธอคือคนที่เข้าใจคนไทยดีที่สุดคนหนึ่ง ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถเขียนบทละครที่ “ถูกใจ” คนไทยได้มากมายขนาดนี้ละครที่เธอเขียนบทเรตติ้งทะลุจอทั้งนั้น

          การยิ้มเป็นภาษากาย ที่แสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของคน ซึ่งมีมากมาย อาจเป็นได้ที่ยิ้มหนึ่งอาจแสดงว่าไม่มีจุดยืน แต่เป็นหนึ่งในร้อย ที่ไม่ควรเหมาเอาแบบท่านหัวหน้าพรรค เหมาแบบดูถูก โดยไม่ต้องหาเหตุผลแบบศรีธนญชัยมาแก้ตัว

          คงเป็นเพราะคนไทยยิ้มง่าย ยิ้มเก่ง ยิ้มได้แทบทุกกรณี จึงมีคำที่ต่อท้ายขยายความคำว่ายิ้มมากมายเป็นร้อย เพื่อบอกว่า ยิ้มนั้นคืออะไร อยากบอกอะไร หลายอย่างเป็นภาษากายของวัฒนธรรมไทยที่ไม่มีในวัฒนธรรมอื่น ทำให้เข้าใจผิดได้

          คนไทยไปเมืองนอก ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน คนแน่น ไปเหยียบเท้าฝรั่งเข้าก็ยิ้ม ฝรั่งโกรธ ยั่วที่ไปเหยียบเท้าเขาแล้วยังยิ้มอีก บ้านเขายิ้มนั้นคงเป็นการยิ้มเยาะ แต่คนไทยอยากบอกว่า ขอโทษ แต่พอดีพูดภาษาบ้านเขาไม่เป็น เลยได้แต่ยิ้ม คนไทยคนนี้มีจุดยืน ยืนอยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดินยืนอยู่บนคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สำนึกผิดและอยากขอโทษ จึงยิ้มแทนการขอโทษ

          ภาษาไทยร่ำรวยด้วยคำว่ายิ้มร้อยแบบ ไม่ทราบว่ามีใครวิจัยเรื่องนี้ไว้บ้าง มีฝรั่งเยอรมันคนหนี่งวิจัยคำว่า “ใจ” ในภาษาไทยได้ 350 คำคนไทยร่ำรวยด้วยคำว่า “ใจ” เพราะคนไทยมีน้ำใจ คำที่แปลเป็นภาษาอื่นไม่ได้นอกจาก water heart ที่คนแถวพัทยาบางคนพูดกัน

          คนแอสกิโมมีคำว่า หิมะและน้ำแข็ง มากมาย เพราะอยู่ขั้วโลก คล้ายกับที่คนไทยมีคำว่า ฝน หลายสิบคำ จึงไม่แปลกที่สยามเมืองยิ้ม จะมีคำว่ายิ้มร้อยแบบ มีความหมายที่สะท้อนความเป็นคนไทยได้เป็นอย่างดี เสียดายที่คนที่อยากเป็นผู้นำประเทศไทยแค่นี้ก็ไม่เข้าใจ

          น่าจะมาจากพื้นฐานความเข้าใจเดิมๆ ของคนชนชั้นนายทุนอย่างหัวหน้าพรรคคนนี้ และคนไทยอีกไม่น้อย ที่คิดว่าคนไทย โง่ จน เจ็บ โดยเฉพาะชาวบ้าน คนชนบท ชาวไร่ชาวนา ที่ถูกเรียกว่าบ้านนอกคอกนา คนป่าคนดอย

          อุตส่าห์จบจากธรรมศาสตร์ ที่มีสโลแกนเขียนติดหน้าอกตั้งแต่สมัยไหนว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” ไม่ใช่ดูถูกประชาชน

 

เสรี พงศ์พิศ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ 

อดีตอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

  

"ถ่ายที่สถาบันศึกษาสังคม (ISS) กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์เมื่อ 37 ปีก่อน ผมไปเยี่ยมอาจารย์ธีรยุทธ ที่กำลังเรียนต่อหลังออกมาจากป่า" 

"แถวหลังมีอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ผม และอาจารย์สุธี ประศาสตร์เศรษฐ  อาจารย์แดง (ศัลยา) อยู่คนตรงกลางแถวหน้า ข้างคุณหญิงแอ๋ว สุพัตรา มาศดิษถ์ "

 

Wednesday, 13 February 2019 09:17

รัฐบาล "ในฝัน"

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 13 กุมภาพันธ์ 2562

การเมืองไทยมองได้หลายมิติ หลายแง่หลายมุม ชั่วข้ามคืนก็พลิกได้ อย่างไรก็ขอมองเพียงจากแง่มุมของ “ชาวบ้าน” ว่าได้เห็นสิ่งที่เป็นอยู่และจะเป็นไป ความในใจ ความฝันที่อยากให้เป็นจริง

            สิบกว่าปีของความขัดแย้งทางการเมือง ห้าปีของการอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร ที่ชาวบ้านอดทนได้เพราะเบื่อหน่ายกับความข้ดแย้งที่นำมาซึ่งความรุนแรง การรบราฆ่าฟันนองเลือด แม้ว่าจะอดอยากมากกว่าเดิมเพราะปัญหาเศรษฐกิจเหมือนไม่ได้รับการแก้ไข ผู้คนส่วนใหญ่จนลง คนส่วนน้อยรวยขึ้น ความขัดแย้งแบ่งขั้วใน 5 ปีนี้ก็ไม่ได้ลดลง เพียงแต่ถูกกดเอาไว้ และอาจระเบิดออกมาอีก

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าชาวบ้านจำนวนมากจะดีใจ เหมือนได้ปลดปล่อยจากความกดดัน ฝันว่าจะก้าวข้ามความขัดแย้งแบ่งขั้วแบ่งสีกันเสียที ด้วยบารมีของผู้ที่อาจจะมาเป็นผู้นำแบบ “นารีขี่ม้าขาว” ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

            แต่เมื่อจะไม่เป็นไปตามนั้น รัฐบาลต่อไปต้องสรุปบทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ประชาชนมีความใฝฝันอะไร อยากเห็นอะไร ทำอย่างไรจะก้าวข้ามขั้วและความขัดแย้งต่างๆ ไปได้ รัฐบาลจะมีนโยบายให้เกิดความปรองดองได้อย่างไร จะทำให้เกิดสันติภาพบนแผ่นดินไทยนี้ได้อย่างไร

            ถ้ารัฐบาลเข้าใจเครื่องหมายแห่งกาลเวลา และความปรารถนาอันสูงสุดของคนไทย จะรู้ว่า สิ่งที่ดีที่สุดนั้นมีอยู่แล้ว แต่รัฐบาลหลับหูหับตาไม่เอามาใช้ จนมีคนไปทำสิ่งที่ขัดต่อโบราณราชประเพณีและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเพื่อให้ความใฝ่ฝันนั้นเป็นจริง

            เพียงรัฐบาลเข้าใจ “จิตวิญญาณ” (spirit) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และนำมาสืบสานให้เป็นจริงเท่านั้น ความปรองดอง ความเป็นพี่เป็นน้องกันก็จะเกิด การพัฒนาประเทศ “ที่ใช่” ก็จะเกิดขึ้น อาจไม่มั่งคั่งยั่งยืนอย่างคำโฆษณา แต่จะพอเพียงและมั่นคง คนจนจะลดลง คนจะมีความสุขมากขึ้น

            ความปรองดองจะไม่เกิดถ้าหากยังมีความเหลื่อมล้ำรุนแรง คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ใช่ทำเพียงจัดโครงการสวัสดิการประชานิยมต่างๆ แต่ด้วยการปรับปรัชญาการพัฒนาประเทศ  ปรับระบบโครงสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากฐานราก

            เพราะการพร่ำบอกแต่คำว่าเศรษฐกิจฐานราก และรากหญ้าทุกวัน มีโครงการประชานิยมร้อยแปด ก็เหมือนให้ยาแก้ปวดบรรเทาอาการเท่านั้น ไม่ได้แก้ปัญหาใหญ่ปัญหาจริงที่ต้องการการผ่าตัด

            นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านๆ มาไม่เคยเอา “เศรษฐกิจพอเพียง” มานำทางอย่างที่ประกาศเลย ขอให้นำพระราชดำรัสนี้มาพิจารณาให้ถี่ถ้วนอีกทีเถิด

            “การพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพอสมควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป”

“หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการที่สัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวไปในที่สุด” (๑๘ ก.ค. ๒๕๑๗)

ศาสตราจารย์โรเบิร์ต มันเดล รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ พูดที่กรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๕๕๐ ว่า

“เศรษฐกิจพอเพียงจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก และยังไม่เข้มแข็งพอ เมื่อพิจารณาการใช้จ่ายรวมของประเทศ ประกอบด้วยการบริโภค ภาคเอกชน การลงทุนของธุรกิจ การใช้จ่ายภาครัฐบาล การนำเข้าและการส่งออกแล้วสามารถนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้ โดยเริ่มจาก การสร้างความเข้มแข็งของภาคครัวเรือนที่เป็นหน่วยย่อยที่สุดของระบบเศรษฐกิจ”

“หากการบริโภคภาคครัวเรือน คือ บริโภคอย่างพออยู่พอกิน อย่างมีเหตุมีผลตามอัตภาพของแต่ละครัวเรือน จะทำให้ครัวเรือนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันด้านเศรษฐกิจครอบครัว คือสร้างการออมภาคครัวเรือนให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นฐานรากที่สำคัญของระบบ”

            ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ บรรยายเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนว่า รัฐบาลพร่ำพูดถึง GDP การลงทุน การส่งออก โดยไม่บอกให้ชัดว่า GDP ที่มีสัดส่วนสูงสุดถึง 48% มาจากการบริโภค การใช้จ่ายในครัวเรือน ส่วนการลงทุน 22% การส่งออกหรือดุลการค้า 14% การใช้จ่ายภาครัฐบาล 16% รัฐบาลพร่ำพูดถึงแต่ภาครัฐและภาคเอกชน ลืมภาคประชาชนซึ่งเป็นส่วนใหญ่ไป

            รัฐบาลไม่ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ไม่ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นฐานรากที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยที่จะมั่นคง มีภูมิคุ้มกันซึ่งแปลว่าพึ่งพาตนเองได้จริง เพราะไม่สนใจ ได้แต่ปกป้องผลประโยชน์ของทุนใหญ่ที่ครอบงำเศรษฐกิจไทย ปล่อยปลาใหญ่กินปลาเล็กจนแทบไม่เหลือแล้ว

            ทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และนักเศรษฐศาสตร์ 2 ท่านบอกเรื่องเดียวกัน คือทำอย่างไรให้การบริโภคในครัวเรือนมีความมั่นคง ประเทศที่คิดเป็นอย่างจีน เขาเจาะเข้าไปในครัวเรือน เพื่อเป็นเป้าหมายการพัฒนาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ดีไซน์ในห้องแอร์ ตัดเสื้อไซซ์เดียวใส่กันทั่งประเทศอย่างบ้านเรา

            เสียงของผู้คนในประเทศเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ดังมาก คนไทยอยากได้ “รัฐบาลในฝันที่พอเพียง” จะได้อยู่เย็นเป็นสุข เพราะ “การเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้...”

พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2540 ปีฟองสบู่แตก คำเตือนของพระองค์ในปี 2517 ที่เป็นจริง

Page 1 of 151