phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 21 มิถุนายน 2560

ลำไย ไหทองคำ โชคดีที่ได้คนระดับนายกรัฐมนตรีช่วยโปรโมต ดังอยู่แล้วเลยดังขึ้นไปอีก ทั้งๆ ที่เรื่องราวของเธอก็ไม่ได้แตกต่างไปจากนักร้องอีกหลายคนเท่าใดนัก ที่แต่งตัว ร้องเต้นบนเวทีวงดนตรีลูกทุ่ง หมอลำซิ่งในงานต่างๆ ซึ่งก็นุ่งห่มพอๆ กัน พูดจาตลกโปกฮาสองง่ามสามแง่เช่นเดียวกัน

                คำหลักของเรื่องทั้งหมดนี้อยู่ที่คำว่า “เพศ” ซึ่งเป็นเรื่อง “ต้องห้าม” ภาษาอีสานเรียกว่า “คะลำ”  ภาษามานุษยวิทยาที่ยืมมาจากฟิจิและตองก้าในหมู่เกาะทะเลใต้เรียกว่า “ตาบู” (taboo)

                เมื่อเป็นเรื่องต้องห้ามตามประเพณีก็ทำให้เกิดความเครียด เป็นความกดดันทางวัฒนธรรมที่ต้องหาทางออก ทางระบายออกมาทาง “ศิลปะ” พื้นบ้านที่สร้างความสุขสนุกสนานต่างๆ อย่างลิเก หมอลำ เพลงฉ่อย เพลงอีแซว หนังตะลุง จิตรกรรม สถาปัตยกรรม

คำที่ควรเลิก

Wednesday, 14 June 2017 15:35 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 14 มิถุนายน 2560

สังคมไทยชอบใช้คำว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ถ้าไปดูประเทศพัฒนาอื่นๆ จะพบคำนี้น้อยมากหรือแทบจะไม่ใช้กันเลย เขารู้ว่าสิทธิและหน้าที่ของประชาชนคืออะไร ขณะที่ประเทศไทยคนมีอำนาจ “มีสิทธิ” และประชาชนคนทั่วไป “มีหน้าที่”

                คนมีสิทธิก็ออกฏหมาย กฎระเบียบต่างๆ ทำแผนงาน โครงการ และให้ “ประชาชนมีส่วนร่วม” ให้มีส่วนร่วมด้วย “การทำประชาคม” โดยระดมคนมาประชุมกันสักชั่วโมงแล้วยกมือเห็นด้วยไม่เห็นด้วย หรือทำประชาพิจารณ์แบบจัดตั้ง แบบหลอกๆ ในหลายกรณี (แล้วอธิบายด้วยทฤษฎีมีส่วนร่วมน่าเชื่อถือว่า ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ ร่วมรับผลประโยชน์ บลา บลา บลา )

                เป็นเวลานานมากแล้วที่เราใช้คำว่า “คืนอำนาจให้ประชาชน” จนเบื่อที่จะพูด เพราะถูกบิดเบือนให้กลายเป็นคำอธิบายประชาธิปไตยที่หมายถึงแต่เพียงการไปเลือกตั้ง แต่ 30 กว่าปีก่อนเริ่มมีการขยายความว่า “คืนการศึกษาให้ประชาชน” “คืนสุขภาพให้ประชาชน” “คืนการพัฒนาให้ประชาชน”

ทางอีศาน มิถุนายน 2560

ปี 2559 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวประมาณ 32 ล้านคน ว่ากันว่าไม่กี่ปีข้างหน้าน่าจะถึง 60 ล้านคน ขึ้นไปอยู่แถวๆ หน้าของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก

โลกเปลี่ยนไป ทำให้ “ใครๆ ก็บินได้” ข้อมูลข่าวสารมากมาย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการเข้าถึงโดยมือถือ ทำให้ใครๆ ก็อยากเดินทางท่องเที่ยว คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศเมื่อปี 2559 ประมาณ 6-7 ล้านคน ใช้เงินไปเกือบ 200,000 ล้านบาท และท่องเที่ยวในประเทศเองอีกกว่า 10 ล้านคน

          เมื่อต้นปี ซีเอ็นเอ็นยกให้ภาคอีสานเป็น 1 ใน 17 สถานที่จากทั่วโลกที่น่าเที่ยวที่สุดในปี 2560 นี้ ยกให้ข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างเป็นอาหารที่น่าลองชิม

ไม่แปลกใจเท่าไรที่ต่างประเทศสนใจไปเที่ยวอีสานมากขึ้น เพราะแนวโน้มการท่องเที่ยวโลกวันนี้เป็นการไปสัมผัสกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดถ่ายทอดกันมายาวนานทางโบราณวัตถุ สถาปัตยกรรมและจารีตประเพณีวิถีชุมชน ซึ่งอีสานมีทุกอย่างเหล่านี้

สยามรัฐ  7 มิถุนายน 2560

คิดแบบชาวบ้านธรรมดา  อเมริกาถอนตัวจากข้อตกลงปารีสเกี่ยวกับ “โลกร้อน” คนที่จะได้รับผลกระทบทางลบโดยตรงก่อนใครคงเป็นคนอเมริกันกระมัง เพราะก่อนที่ฝุ่นละอองหมอกควันและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลอยขึ้นไปสู่อวกาศ คนอเมริกันก็สูดดมเข้าไปแล้วเท่าไร เพราะร้อยละ 15 ของมลพิษทั้งหมดของโลกถูกปล่อยจากอเมริกา

                ก่อนที่อเมริกาจะ “ส่งออกความตาย” ไปยังประเทศอื่นอย่างอาหารขยะ บุหรี่ เหล้า คนอเมริกันก็บริโภคสิ่งเหล่านี้เข้าไปจนกลายเป็นประเทศที่มีปัญหาสารพัดโรค คนกว่าสองในสามน้ำหนักเกิน หนึ่งในสามเป็นโรคอ้วน พร้อมกับโรคหัวใจ เบาหวาน เส้นเลือดตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต

                อาหารขยะเต็มไปด้วยไขมัน เกลือ น้ำตาล รวมทั้งไขมันทรานส์ (transfat) หรือไขมันกลายรูปที่ผู้บริโภคอเมริกันรวมตัวกันต่อต้านจนสามารถออกกฎหมายห้ามในหลายมลรัฐ แต่อเมริกาก็กลับส่งอาหารในรูปขนมกรุปกรอบ ช็อคโกเลตที่มีไขมันทรานส์เกินขีดอันตรายไปขายทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศด้อยพัฒนา กำลังพัฒนาที่ไม่มีกฎหมายห้ามเรื่องนี้

                มีการฟ้องร้องบริษัทบุหรี่ในสหรัฐ แต่นักการเมืองอเมริกันเองที่ไปล็อบบี้ประเทศต่างๆ บังคับแกมขอร้องให้นำเข้าบุหรี่อเมริกัน อ้างนิติรัฐนิติธรรมในประเทศ แต่ไม่ใช้มาตรฐานเดียวกับประเทศอื่น

สยามรัฐ 31 พฤษภาคม 2560

หลายปีก่อน คงจำกันได้ว่า การแก้ปัญหาหนูระบาด ทำลายข้าวชาวนา ทางราชการใช้วิธีประกาศซื้อหนูจากชาวบ้าน หางละเท่าไรจำไม่ได้ แต่ได้ผล เพราะหนูหมดไปจากนา

                หลายปีก่อน รัฐบาลอยากให้คนหันมาใช้น้ำมันไรสารตะกั่ว ก็ทำให้ราคาน้ำมันไร้สารตะกั่วถูกกว่าน้ำมันเบนซินธรรมดาอื่นๆ จนคนหันมาใช้น้ำมันไร้สารกันในที่สุด

                มีคนเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาผักตบชวาที่เต็มแม่น้ำลำคลองหลายล้านตันด้วยวีธีการคล้ายกัน คือซื้อผักตบชวาจากชาวบ้าน เพราะที่มอบหมายให้หน่วยงานราชการต่างๆ ไปกำจัดผักตบชวาปรากฎว่าไม่สำเร็จและได้ผลน้อย เห็นแต่จะจัดสรรงบประมาณมากขึ้นๆ แต่คงไล่ตามผักตบไม่ทัน

                ตัวเลขผักตบจริงๆ เหลืออยู่เท่าไรไม่แน่ใจ สมมุติว่าซื้อจากชาวบ้านกิโลกรัมละ 50 สตางค์ ใครนำผักตบมาขายให้หลวง 1 ตันก็จะได้เงิน 500 บาท ก็น่าจะมีคนสนใจหารายได้พิเศษ อาจจะใช้งบประมาณมากกว่าที่ให้หน่วยงานราชการวันนี้ แต่แม้แต่ “แจกฟรี” ให้คนจนยังทำได้ นี่ก็เป็นวิธีหนึ่งเพื่อช่วยคนจน

สยามรัฐรายวัน 24 พฤษภาคม 2560

คงไม่ใช่เพียงเพราะมีภรรยาเป็นอดีตครูวรรณคดีฝรั่งเศสและเคยสอนตนเองที่ทำให้ภาษาของนายมาครง ประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศสมีสีสันอย่างพิเศษกว่าคนอื่น แต่น่าจะเป็นเพราะวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่นและเจตจำนงของนายมาครงเองมากกว่า

                ตั่งแต่การรณรงค์หาเสียงแล้วที่นายมาครงใช้ภาษาที่สะท้อนแนวคิดที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงไม่เพียงแต่บางเรื่องบางประเด็น แต่เปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศเลยทีเดียว นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่า อาจเป็นเพราะความเป็นคนหนุ่มอายุเพียง 39 ปีที่เปี่ยมไปด้วยพลังก็เป็นได้ ขณะที่ฝ่ายตรงกันข้าม โดยเฉพาะกลุ่มขวาจัดมองว่าเป็นแค่การตีฝีปาก เอาเข้าจริงก็จะทำอะไรไม่ได้พอๆ กับรัฐบาลก่อนนี้

                ในวันปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายมาครงใช้ภาษาที่เต็มไปด้วยคำว่า “re” ในภาษาฝรั่งสายละตินคำที่ขึ้นต้นแบบนี้ (prefix) มักเป็นการทำใหม่ การเปลี่ยนแปลง เขาใช้คำว่า “re-formulate” “re-invent” “re-mould” “re-juvenate” “re-launch” และ “re-naissance.”

สยามรัฐรายวัน 17 พฤษภาคม 2560

ชัยชนะของนายมาครง ประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศส เป็นปรากฎการณ์ทางการเมืองที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ไม่ใช่แต่ที่ยุโรป แต่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

                คนฝรั่งเศส เช่นเดียวกับคนทั่วโลกเบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิมๆ พรรคการเมืองเดิมๆ สัญญาเดิมๆ แต่ทำไม่ได้ เวียนว่ายในวังวนน้ำเน่าของแนวทางแก้ปัญหาที่ล้มเหลว  การฉ้อฉลกลโกงอำนาจและงบประมาณแบบไม่เห็นหัวประชาชนคนเสียภาษี

                นายมาครงเคยเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจจนถึงปีที่แล้ว ลาออก และก่อตั้งขบวนการทางการเมืองชื่อว่า En Marche และเตรียมตัวสมัครเป็นประธานาธิบดีขณะที่อายุเพียง 39 ปี โดยแทบจะไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองแบบเดิมๆ เลยก็ว่าได้ เพราะไม่เคยสมัครรับเลือกตั้งใดๆ มาก่อน

                แต่นายมาครง “ฟังเสียงประชาชน” ว่าพวกเขาต้องการอะไรจริงๆ และไม่ได้คิดเอาเอง แต่ส่งคนไปเคาะประตูบ้าน 300,000 ที่ๆ เป็นตัวแทนของกลุ่มผู้คนต่างๆ ทั่วประเทศ และไม่ได้ไปแจกใบปลิว แต่ไปสัมภาษณ์เชิงลึก 25,000 คนๆ ละ 15 นาที แล้วเอาความคิดเห็นทั้งหมดมาประมวล

สยามรัฐรายวัน 10 พฤษภาคม 2560

ว่าจะตั้งชื่อบทความนี้ว่า “ฐานันดรสื่อไทย” แต่วันนี้คนทั่วไปคงไม่สนใจคำว่าฐานันดรที่สี่ ที่เคยยกให้สื่อตามแบบอย่างอังกฤษที่ยกให้ขุนนาง พระ ผู้แทน เป็นสามฐานันดรแรก และสื่อมวลชนเป็นที่สี่

                เรื่องศักดิ์ศรีของสื่อน่าสนใจกว่า เพราะสื่อจะเป็นอะไรขึ้นอยู่กับคุณภาพของสื่อ การยอมรับของสังคม เพราะ “ไม่ใช่ตำแหน่งที่ให้เกียรติคุณ แต่เป็นคุณที่ให้เกียรติตำแหน่ง” ออกกฎหมายมาคุมสื่อ ตั้งสภาตั้งสมาคมมาดูแลกันเอง ก็ดูเหมือนไม่ค่อยได้ผล เพราะมีปัญหาก็ลาออก ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น

                สื่อมีความสำคัญเพราะเป็นตัวแทน เป็นปากเสียงของประชาชน เป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพในการแสดงออก ในสังคมประชาธิปไตย เป็นผู้ที่ถูกคาดหวังว่าจะทำการ “ตรวจสอบ” สร้างความโปร่งใสการใช้อำนาจในสังคม โดยเฉพาะทางการเมือง จึงมีเรื่องราวระหว่างอำนาจกับสื่อตลอดมา

                ที่อยากเขียนวันนี้ไม่ใช่ประเด็นนี้และด้านนี้ อยากดูบทบาทของสื่อในการสร้างค่านิยมให้สังคมผ่านรายการต่างๆ ทุกอย่างที่ปรากฎในสื่อมวลชน รวมไปถึงละครน้ำเน่าน้ำดี กีฬาเลือดท่วมจอตื่นเต้นเร้าใจ

สยามรัฐรายวัน 3 พฤษภาคม 2560

โลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีเร็วมาก แต่ด้านสังคมวัฒนธรรมไม่ได้เปลี่ยนในความเร็วเดียวกัน หรืออาจจะต้านการเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำ ลองมาพิจารณาปรากฎการณ์บางอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงจิตวิญญาณของยุคสมัย หรือที่ฝรั่งเรียก Zeitgeist (คำเยอรมันที่ใช้กันสากล)

๑.      สังคมต้องการการเปลี่ยนแปลง ปฏิเสธระบบระเบียบเดิม ความเป็นสถาบัน องค์กรที่ยึดติดกับ

ข้อบังคับ กฎหมายมากกว่าอย่างอื่น ปรากฎการณ์ทางการเมืองอเมริกันที่เลือกนายทรัมป์ การเมืองฝรั่งเศสที่ เลือกนายมาคร็องเป็นอันดับหนึ่งทั้งๆ ที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใหญ่ในการเลือกตั้งรอบแรก และไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งมาก่อน ลาออกจากพรรคเก่ามาตั้งขบวนการทางการเมืองใหม่ (En March)

                นายโอบามาเคยใช้คำว่า “Change” ในการหาเสียง แต่คนอเมริกันผิดหวังว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ เป็นคำพูดสวยหรูให้ดู “สมสมัย” ให้ถูกใจผู้คนยุคใหม่นี้เท่านั้น การเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ง่าย รวมทั้งนายทรัมป์เองก็ใช่ว่าจะทำการเปลี่ยนแปลงได้มากมายตามที่ประกาศไว้ตอนหาเสียง

                ผู้คนปฏิเสธความเป็นสถาบัน (establishment) เพราะรู้สึกผูกมัด ฝรั่งชาวคริสต์ส่วนใหญ่ก็อาจไปวัดไปโบสถ์ปีละครั้งสองหนตอนคริสต์มาสปาสกาเท่านั้น และอีกครั้งตอนตายแล้ว อีกส่วนหนึ่งเลิกไปเลย

สยามรัฐรายวัน 26 เมษายน 2560

มาร์กซิสม์เก่าแก่บอกว่า เศรษฐกิจชุมชนคือเศรษฐกิจที่รอวันตาย แต่อันโตนิโอ กรัมชี มาร์กซิสท์แนวแก้แย้งว่า คงไม่ใช่ เพราะแนวคิดดังกล่าวมองข้ามความสำคัญของวิถีวัฒนธรรมของชุมชนและสังคม

อันโตนิโอ กรัมชี คือ ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิส์อิตาลี ผู้ให้แนวคิดเรื่อง “อำนาจนำ” (hegemony) หรืออำนาจครอบงำสังคมโดยการสร้างค่านิยมที่ทำให้คนแยกไม่ออกระหว่างผิดชอบชั่วดี เห็นพ้องกับ “ผู้นำ” ซึ่งมีอำนาจแบบไม่โต้เถียง และเขาคือผู้ที่คิดคำว่า “organic intellectual” (ปัญญาชนชาวบ้าน)

(ถ้าแปลว่า ปัญญาชนอินทรีย์ คงแปลกดี แต่จริงๆ คือ ปัญญาชนที่เกิดในองคาพยพนั้น คนในชุมชนหรืออาชีพนั้นๆ เช่น ผู้นำชาวนาที่ไม่ใช่คนนอกเข้าไปนำชาวนา ผู้นำกรรมกรที่เป็นกรรมกรเอง)

อิตาลีคือประเทศที่ยืนยันแนวคิดของกรัมชี ที่พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนจนเป็นต้นแบบของการพัฒนาประเทศต่างๆ ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่หลังสงครามโลกเป็นต้นมา ไม่ว่ากรีซ เตอร์กี และประเทศในแอฟริกาเหนือทั้งหลาย

เศรษฐกิจอิตาลีกว่าร้อยละ 90 มีฐานอยู่ที่วิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงขนาดจิ๋วในครัวเรือนที่อาศัยแรงงานในครอบครัว ภูมิปัญญา ทรัพยากรในท้องถิ่น และความเป็นศิลปินในสายเลือด ทำให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับปัจจัยสี่ ข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน และที่สำคัญ ผลผลิตด้านการเกษตร