phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 16 พฤษภาคม 2561

วิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) คือ ฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจของชาติ แต่เท่านี้คงไม่พอ สังคมไทยต้องการวิสาหกิจชุมชนขนาดเล็กขนาดจิ๋ว (SMCEs Small and Micro Community Enterprises) ที่เข้มแข็งเพื่อทำให้ฐานรากนี้แข็งแกร่งและมั่นคง

            ก็มีวิสาหกิจชุมชนตั้ง 80,000 กลุ่ม เกือบในทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ซึ่งมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ถ้าหากมีวิธีการที่เหมาะสมในการส่งเสริมสนับสนุน ซึ่งต้องมาจากความเข้าใจในศักยภาพของชุมชน พลังภายในที่ยังไม่พัฒนา หรือยังไม่พัฒนาเต็มที่

            ในความหมายดั้งเดิม วิสาหกิจชุมชนมีเป้าหมายเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยการรวมกลุ่มกันจัดการ “ทุน” ของชุมชน เพื่อชุมชน โดยชุมชนให้มากที่สุด

            เพื่อจะทำเช่นนี้ให้ได้ผลจริง จึงควรท่องคาถาของอามาตยา เซน ที่ว่า “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” วิสาหกิจชุมชุมชนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชน

คำหลักในที่นี้ คือ “ระบบ” วันนี้ยังไม่มีระบบเศรษฐกิจชุมชน ชุมชนเป็นเพียงผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นแรงงานให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่ และเป็นผู้บริโภคสิ่งที่เขาส่งมาขาย เรื่องกินเรื่องใช้ต้องไปตลาด

วันนี้ในชุมชน มีแต่ “โครงการ” ต่างๆ ที่หน่วยงานของรัฐและเอกชนนำไปให้ เป็นโครงการของกระทรวงต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีการบูรณาการกัน ต่างคนต่างวางแผน ต่างคนต่างส่งเสริม ต่างคนต่างทำ

แม่บ้านคนเดียวใส่เสื้อหลายสี ทำหน้าที่ตัวแทนของหลายกระทรวง บางวันเปลี่ยนเสื้อแทบไม่ทันเพราะ “เจ้านาย” เข้าหมู่บ้านคนละครั้งคนละที เป็นเรื่องตลกที่ยังไม่ได้หมดไปในวันที่รัฐบาลประกาศว่าอยากให้ประเทศไทย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

ทำโครงการนั้นง่าย มีเงินก็ทำได้ เงินหมดก็เลิก หาเงินใหม่ ทำโครงการเก่าหรือใหม่ตามที่ผู้ให้ทุนต้องการ ไม่ได้จากอบต.ก็ไปขอ อบจ. ไปขอ ส.ส. ไปขอหน่วยงานราชการ หรือถ้าเป็นนักล่าโครงการเก่งๆ ก็ไปขอสมาคม มูลนิธิ หรือบริษัทที่อยากทำ CSR

ทำโครงการนั่นง่าย แต่สร้างระบบนั้นยาก เพราะต้องใช้ปัญญา ความกล้าหาญและความเพียรทน ที่คนวันนี้ หน่วยงานที่ให้ทุนพัฒนามักไม่มี อยากได้ผลงานเร็ว มีเวลาน้อย รอไม่ได้

การสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนต้องเริ่มจาก ๑) ฐานข้อมูลชุมชนที่ละเอียดและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้รู้ว่าชุมชนใช้จ่ายอะไรเท่าไร เพียงได้เห็นตัวเลขการซื้ออยู่ซื้อกินตลอดปี ก็จะรู้ว่า ควรจัดการอย่างไรเพื่อลดรายจ่าย ลดการพึ่งพาตลาดอย่างเดียว ข้อมูลเหล่านี้ชาวบ้านทำเองได้ ได้เรียนรู้ ได้สำนึกจากกระบวนการทำข้อมูลนั้น

๒) การทำประชาพิจัย คือ การวิจัยชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน ทำให้เกิดแผนแม่บทชุมชน ซึ่งประกอบด้วยยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการ กิจกรรม ที่ชุมชนเป็นผู้พัฒนาขึ้นมาเองโดยอาศัยข้อมูลและตัวเลขต่างๆ ไม่ใช่แผน “สำเร็จรูป” ที่อบต.ทำไว้เพื่อรองรับงบประมาณ หรือผู้ใหญ่บ้านกำนันทำเพื่อไปรองรับทุน “ประชารัฐ” แบบ “เฉพาะกิจ”

กระบวนการทำแผนแม่บทชุมชน ทำให้ชุมชน “อ่านขาด” ว่า ตนอยู่ในสภาพใด ทำไมถึงจน ทำไมถึงเป็นหนี้มาก ทั้งๆ ตนเองสำรวจวิจัยแล้วพบว่ามี “ทุนชุมชน” มากมาย นำไปสู่การวางแผนว่า ควรจัดการตนเอง “อย่างเป็นระบบและมียุทธวิธี” ที่ดีกว่าได้อย่างไร

วิทยานิพนธ์ปริญญาโทของคุณสมชาย ศรีเพิ่ม เรื่อง “กระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชนบ้านยางในลุ่ม ตำบลส่วนขัน อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช” ตามหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาการถัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (มหาวิทยาลัยชีวิต) ได้คะแนนยอดเยี่ยม

งานนี้นำไปสู่การพัฒนา 5 ยุทธศาสตร์โดยชุมชน คือ การพึ่งตนเอง, การจัดทุนและสวัสดิการ, การพัฒนาทรัพยากรและการจัดการผลผลิต, สุขภาพยั่งยืน, และการเรียนรู้

ภายใต้ยุทธศาสตร์การพึ่งตนเอง เกิดแผนและโครงการตามมา คือ ๑) การผลิตอาหารเพื่อความมั่นคง ทำให้เกิดโครงการเลี้ยงผึ้ง เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่พื้นบ้าน ไก่ไข่ เลี้ยงกบ เลี้ยงหมู ปลูกผักปลอดสาร ปลูกพริกขี้หนู ปลูกข้าวไร่ ๒) การผลิตของใช้ ปุ๋ยชีวภาพ ของใช้ในครัวเรือน (แชมพู สบู่ น้ำยาล้างจาน ฯลฯ)

ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรและการจัดการผลผลิตทำให้เกิด ๓ แผนพัฒนา คือ ๑) แผนการพัฒนาผลผลิต โครงการโรงเพาะชำต้นไม้, การอนุรักษ์พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์, การท่องเที่ยวเชิงเกษตร, โฮมสเตย์, ปลูกพืชสมุนไพร, แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร, โรงงานน้ำดื่ม

๒) แผนการแปรรูปผลผลิต เกิดโครงการแปรรูปทุเรียน, จำปาดะ, มังคุด (กาแฟมังคุด), สมุนไพร

๓) แผนการจัดการส่งแวดล้อม เกิดโครงการจัดเก็บและคัดแยกขยะ, ธนาคารขยะ, การผลิตปุ๋ยจากขยะ, การพัฒนาภูมิทัศน์ของหมู่บ้าน

ภายใต้ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ เกิดโครงการฐานข้อมูลหมู่บ้าน, การพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน, การพัฒนาศักยภาพเยาวชน, การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง, การฝึกอบรมพัฒนาคุณภาพผลผลิต

ไม่ใช่ว่าทุกอย่างต้องทำโดยวิสาหกิจชุมชน มีการพิจารณาว่า อะไรควรทำเองในครัวเรือน อะไรทำเป็นกลุ่ม อะไรทำโดยชุมชน อะไรเสนออบต. หรือหน่วยงานรัฐ ตามบทบาทหน้าที่

สยามรัฐรายวัน 9 พฤษภาคม 2561

วิสาหกิจชุมชนบ้านเราเน้นเรื่องรายได้มากกว่าอย่างอื่น จนเหมาเอาว่า วิสาหกิจชุมชน คือธุรกิจชุมชน ความจริงเป็นอะไรมากกว่านั้น แต่เพราะการพัฒนาประเทศชาติเน้นแต่เรื่องเศรษฐกิจ ชาวบ้านก็คิดอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเรื่องปากท้อง

            อย่างเรื่องโอทอปก็ส่งเสริมเน้นแต่เรื่องการผลิต การขาย รายได้ ตอนที่นายทะคะชิ อันโดะ ผู้อำนวยการโอทอปเมืองโออิตะ ต้นตำรับของโอทอปมาเมืองไทย นักข่าวถามว่า โอทอปของไทยต่างจากของญี่ปุ่นอย่างไร เขาตอบว่า

“ญี่ปุ่นจะเน้นในเรื่องการพัฒนาคนมากกว่า เราสร้างคนซึ่งใช้เวลากว่า 20 ปี แต่ของไทยจะเน้น             เรื่องสินค้า ซึ่งใช้เวลา 3 ปีคนไทยต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่เพื่อพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น คือ ต้องพัฒนาบุคลากร การบริการและสินค้า ควบคู่กันไป”

            วันนี้โอทอปของไทยกำลังกลายพันธุ์ จากการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน กลายเป็นการรวมกลุ่มเพื่อผลิตให้นายทุนหรือ “เจ้าของ” เป็นคนดำเนินการในการขาย เปลี่ยนจากการผลิตในโรงงานเป็นผลิตที่บ้านเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นเพียงแรงงานให้ “นายทุน” ผลิตให้แล้วยังไปขายให้ เป็นเพียงลูกจ้าง

            ไม่ใช่ผู้ร่วมทุนแบบวิสาหกิจชุมชน ที่เป็น “สหกรณ์เล็ก” ตามเจตนารมณ์ที่ก่อเกิด ที่มูลนิธิหมู่บ้านได้สรุปบทเรียนจากการวิจัยและทำงานในพื้นที่และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรในยุโรป

            การเน้นการผลิตเพื่อขาย โดยไม่แยกแยะ “ตลาด” เพราะไม่มีการเรียนรู้ ไม่มีการวิจัยอย่างจริงจัง ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวนมากลงทุนลงแรงไปมากแล้วล้มเหลว หมดกำลังใจ เจ๊ง เป็นหนี้เป็นสิน

            วิสาหกิจชุมชนเกิดจากฐานข้อมูลชุมชน ที่เรียกกันว่า “ประชาพิจัย” ที่ชุมชนรวมตัวกันวิจัยหรือสำรวจข้อมูลเรื่องตนเอง ทำให้รู้ว่า ตนเองกินอะไร ใช้อะไร ทำอย่างไรจึงจะผลิต แปรรูป เพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนตนเองหรือเครือข่ายใกล้เคียง เพื่อลดการพึ่งตลาดภายนอกแต่เพียงอย่างเดียว

วิสาหกิจชุมชนไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อให้ชุมชนแข่งขันกันไปขายของที่เมืองทองธานี แต่ให้เริ่มต้นจัดการชีวิตของตนเองให้ดีก่อนที่จะคิดออกไปสู่ตลาดใหญ่

            จะผลิตอะไร แปรรูปอะไร แยกแยะให้ได้ว่า อะไรเป็นของดีวิเศษห้าดาวที่จะไปแข่งกับคนอื่นจึงเข็นออกไปสู้ ไม่ใช่ทำแชมพู สบู่ น้ำยาล้างาน แล้วก็วิ่งหาตลาด ทั้งๆ ที่ชาวบ้านในชุมชนเองก็ยังไม่ใช้

ตลาดชุมชน ตลาดท้องถิ่นใหญ่มาก แต่ถูกมองข้าม ชาวบ้านจึงก้มหน้าก้มตาหาเงินเพื่อไปซื้อจากร้านค้าอย่างเดียว ทั้งๆ ที่กว่าร้อยละ ๘๐ ที่ตนกินและใช้เป็นอะไรที่ทำเองได้ ผลิตได้ในชุมชน

            การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจึงไม่ควรเริ่มต้นจากการไปส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตเพื่อไปขาย แต่เป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านเรียนรู้ วิจัยทุนท้องถิ่นให้รอบด้าน วิจัยการบริโภคของตนเอง แล้วดูว่าจะรวมกลุ่มกันทำอะไรเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองก่อนที่จะทำไปขายข้างนอก โดยหลักที่ว่า ลดรายจ่ายเท่ากับเพิ่มรายได้

            ชาวบ้านที่ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทำแผนแม่บทชุมชน ทำข้อมูลแล้วพบว่า น่าจะทำอะไรได้มากมายเพื่อตนเอง แทนที่คิดแต่จะไปซื้อจากตลาด เช่น เครื่องแกง ที่เลิกทำกินกันเองนานแล้ว ซื้อจากตลาดสะดวกสบายกว่า ตำบลท่าข้ามซื้อเครื่องแกงปีหนึ่งหลายแสนบาท

            แม่บ้านกลุ่มหนึ่งจึงรวมกลุ่มกันทำเครื่องแกง อบต.สนับสนุนทุนก้อนหนึ่งเพื่อซื้อเครื่องมือ ชาวบ้านลงหุ้น ทำเครื่องแกงขายให้ชาวบ้านในชุมชนทุกวัน ไม่มีสารกันบูด วัตถุดิบก็ปลูกเอง ทำเอง ปลอดสารเคมี ปลอดภัย ได้เงินใช้ ไม่ต้องไปขายหาดใหญ่ให้เหนื่อย แค่ทำขายกันเองก็เหนื่อยพอแล้ว

            เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจท้องถิ่นป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เป็นเศรษฐกิจนอกระบบ (informal economy) ที่มีขนาดไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ของเศรษฐกิจทั้งหมด แต่ถูกมองข้าม ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นเพียงผู้ผลิตให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่ เป็นแรงงานให้โรงงาน และเป็นเพียงผู้หาเงินไปซื้อของจากโรงงาน เป็นผู้ผลิต ผู้ใช้แรงงานและผู้บริโภคเท่านั้น

            โจทย์สำหรับการส่งเสริมาวิสาหกิจชุมชน คือ ทำอย่างไรจึงจะให้เกิดวิสาหกิจชุมชนบนฐานความรู้ ฐานข้อมูล ไม่ใช่มองด้วยตาเปล่าแล้วลงมือทำ ลงทุนเร็วก็เจ๊งเร็วอย่างที่เห็นๆ กัน

            จีนกำลังส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง ส่งเสริมการผลิตเพื่อการบริโภคในท้องถิ่นให้มากที่สุด ส่งเสริมการรวมกลุ่ม และการสร้างคลัสเตอร์เครือข่ายการผลิต ที่เข้าใจว่า ส่วนหนึ่งจีนได้ไปเรียนรู้มาจากอิตาลี ที่มีต้นแบบของคลัสเตอร์วิสาหกิจขนาดกลาง เล็กไปถึงจิ๋ว

            เมืองไทยก็มีอะไรคล้ายกัน แต่เป็น “ชุมชนโรงงาน” อย่างการผลิตหมอนขิดสามเหลี่ยมที่อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ที่หมู่บ้านหนึ่งเย็บ หมู่บ้านสองยัด หมู่บ้านสามตรวจสอบและจัดการเตรียมส่งขึ้นรถสิบล้อที่ไปรับหมอนไปจำหน่ายทั่วประเทศ ทั้งหมดเป็นกระบวนการที่จัดการโดยนายทุน

นั่นเป็นหนึ่งในงานวิจัยของมูลนิธิหมู่บ้านเมื่อ ๓๐ ปีก่อน เช่นเดียวกับการผลิตผ้าพื้นเมืองที่นายทุนหลายจังหวัดรวบรวมคนเฒ่าคนแก่ในท้องถิ่น เอาความรู้ภูมิปัญญาเก่าแก่มาถ่ายทอด และใช้แรงงานท้องถิ่นมาผลิตเพื่อตนเองจะได้รวบรวมไปขาย

นั่นเป็นเรื่องเก่า เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว แต่วันนี้ก็ดูเหมือนยังไม่ได้เปลี่ยนอะไรนัก เพราะไม่มีการพัฒนาคน พัฒนาความรู้ พัฒนาระบบ ไม่มี “คลัสเตอร์วิสาหกิจชุมชน” ไม่มีระบบการจัดการแบบก้าวหน้า

วันนี้เรายังมีแต่กิจกรรมเดี่ยวๆ เหมือนจิ๊กซอที่ต่อกันไม่ติด จึงยังวนเวียนอยู่ในนิยายของการพัฒนา “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตนเอง” (อมาตยา เซน)

ความคิดคำนึงถึงดอยสุเทพ

          กฎหมายมีไว้สำหรับคน ไม่ใช่คนสำหรับกฎหมาย เขียนได้ก็ลบได้ ผูกได้ก็แก้ได้ เขียนใหม่ได้

          แม้แต่รัฐธรรมนูญไทย กฎหมายแม่ของไทยก็ยังฉีกทิ้งได้ เขียนใหม่ได้ตั้ง 20 ฉบับ ใครมี รัฏฐาธิปัตย์ก็ใช้เพื่อร่างหรือเลิกกฎหมายได้ อย่าง ม.๔๔ ของ คสช.วันนี้

          'ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย ก็แน่ไซร้เพื่อชนชั้นนั้น'(คาร์ล มาร์กซ์)

          กฎหมายไทยไม่ได้เคารพจารีต ประเพณี วิถีชุมชน กฎระเบียบ ระบบคุณค่าของคนไทย ท้องถิ่นไทย ไปลอกหลักคิดหลักเกณฑ์และกฎหมายฝรั่งมา แม้แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกยังเป็นภาษาอังกฤษ เพราะไปลอกมา ไม่มีเวลาแปล

          สังคมอยู่ได้ไม่เพียงแต่ด้วยกฎหมายที่ตราขึ้นมาเป็นตัวอักษร แต่ด้วยจารีตประเพณี ที่ถือสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ถือเป็นเกณฑ์ว่าด้วย ความเหมาะสมซึ่งมีความหมายเดียวกับ ถูกต้องดีงาม

          “มารยาท” “เหมาะสม” “ถูกต้อง” “ดีงามจึงเป็นคำในกลุ่มเดียวกัน ตระกูลเดียวกัน แยกไม่ออก ยิ่งวันนี้มีเรื่องสิ่งแวดล้อม สำนึกอนุรักษ์ป่า อนุรักษ์ธรรมชาติมาหนุนนำ ทำให้คนเห็นความสำคัญของความเชื่อของคนโบราณ

          ดอยสุเทพจึงไม่ใช่แค่ป่าและเขา แต่เป็น จิตวิญญาณของเชียงใหม่ ดังที่กลุ่มผู้รณรงค์ประกาศ

          “จิตวิญญาณนี้ต่างหากที่กฎหมายที่ร่างกันขึ้นมาไม่ได้ให้ความสำคัญ สิ่งที่เรียกว่า ถูกต้องดีงามจึงห่างไกลจากชีวิตและความเป็นจริง กฎหมายแทนที่จะก่อให้เกิดความสงบสันติในการอยู่ร่วมกัน จึงทำให้เกิดความขัดแย้ง ไม่ใช่คนกับคนเท่านั้น แต่คนกับป่า กับธรรมชาติด้วย

          รากฐานความคิดของฝรั่งตะวันตก คนเป็นนายเหนือธรรมชาติ จะทำอะไรอย่างไรก็ได้ รากฐานความคิดของคนไทย คนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ คนอยู่ได้ด้วยเมตตาของธรรมชาติ

          คนไทยแต่โบราณเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ มี ผีเป็นผู้เชื่อมโยง เป็นสัญลักษณ์ เป็นข้อผูกพัน จารีตประเพณี วิถีชุมชน จึงมี ผีหรือ กฎในประเพณีเป็นกรอบเป็นเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต ผิดผีจึงทำให้เกิดปัญหา ต้องขอขมา ต้องแก้ไข

          วิชาการฝรั่งต่างก็ยกให้ เหมืองฝายของไทยในภาคเหนือเป็นตัวอย่างของจารีตประเพณีที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างพึ่งพาอาศัยกัน เพราะมี ผีเดียวกัน ทำให้คนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำได้รับส่วนแบ่งปันน้ำอย่างเท่าเทียม ตามความจำเป็นของแต่ละคน ไม่มีความขัดแย้ง

          เมื่อกรมชลประทาน หน่วยงานทางราชการเข้ามาดูแลแก้ไขระเบียบ หลายแห่งเกิดปัญหา ความขัดแย้ง ชาวบ้านแย่งน้ำ ทะเลาะกัน ตีกันฆ่ากัน เพราะระเบียบการใช้น้ำใหม่ที่ไม่คำนึงถึง กฎระเบียบเดิม

          ยังมีกฎหมายอีกนับพัน ระเบียบอีกนับหมื่น ที่เป็นปัญหา แทนที่จะช่วยให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติกลับเป็นปัญหาอุปสรรค สังคมไทยจึงเป็นสังคมอลเวง

          กรณี ป่าแหว่งให้บทเรียนว่า ถ้าจะแก้ไขกฎหมาย หรือร่างกฎหมายใหม่ ให้ใส่ใจ จิตวิญญาณของสังคมไทยที่ถ่ายทอดจากอดีตมาถึงปัจจุบัน ทางจารีต ประเพณี วิถีชุมชน

          ควรศึกษาภูมิปัญญาในจารีตประเพณี และ ผีทั้งหลาย ไม่มองอย่างผิวเผินและลบหลู่ดูหมิ่นด้วยอารมณ์ความรู้สึกของผู้ที่เหนือกว่า มีอำนาจกว่า มีการศึกษากว่า แต่ใช้สติปัญญาในการ ถอดรหัสจารีตประเพณีวิถีชุมชน ระบบคุณค่า ที่มีภาษาและตรรกะอีกแบบหนึ่ง ที่หากใช้แต่ตรรกะหรือไวยากรณ์กฎหมายฝรั่งอาจเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของสังคม

          ถ้าถอดรหัส เข้าถึงแก่น ก็จะสัมผัสกับจิตวิญญาณ และไม่สามารถทำอะไรแบบสร้างบ้านในป่าแหว่งได้ลงคอ เพราะซาบซึ้งในสิ่งที่ เหมาะสม ถูกต้อง ดีงามสามคำที่ประเพณีหลอมรวมเข้าด้วยกันให้เป็นวิถีของชุมชน

          พลังแห่งจิตวิญญาณของบรรพบุรุษมีจริง และกำลังทำงานผ่านพลังประชาชนคนรักป่ารักดอยสุเทพวันนี้

 

 เสรี พงศ์พิศ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๑

สยามรัฐรายวัน 2 พฤษภาคม 2561

ถ้าวิสาหกิจชุมชนจะมีสถานภาพเป็นนิติบุคคล ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะเข้มแข็งเติบโต คงต้องมีการส่งเสริมสนับสนุนอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะ “การเรียนรู้” เพราะถ้าไม่ใช้ปัญญา ก็จะหาแต่งบประมาณ ซึ่งไม่มีวันพอ จึงอยากเล่าเรื่องการเรียนรู้ เบื้องหลังที่มาของวิสาหกิจชุมชน

            มูลนิธิหมู่บ้านได้ประสานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้นำชุมชน ไม่เพียงแต่ให้มีการพบปะ ไปมาหาสู่ระหว่างจังหวัด ระหว่างภาค แต่รวมไปถึงระหว่างประเทศ ในยุโรปและแอฟริกา

การไปพบกลุ่มเกษตรกรในฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ทำให้ผู้นำเกษตรกรไทยได้เรียนรู้เรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรชุมชน โดยการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ที่หลากหลายรูปแบบตามเนื้อหางาน และบริบททางสังคม

ผู้นำเกษตรกรไทยได้เห็นการทำงานร่วมกันของชุมชนในยุโรป การรวมกลุ่มใหญ่กลุ่มเล็กตามลักษณะงาน กลุ่มเล็กๆ เช่าซื้อเครื่องมือการเกษตรแพงๆ ด้วยกันเพื่อใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า (ไม่ใช่ซื้อรถไถมาไถปีหนึ่งไม่กี่วัน แล้วจอดไว้ให้ขึ้นสนิมใต้ถุนบ้าน หมู่บ้านละหลายสิบคันอย่างบ้านเรา)

สหกรณ์ในยุโรปมีระบบโครงสร้างที่วิวัฒนาการมานานจนลงตัว ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ไมใช่แข็งตัวจนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้มีสมาชิกมากและมีขนาดใหญ่ แต่ก็คล่องตัวและมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถแยกย่อยทำอะไรได้สารพัด ไม่ใหญ่แบบเรือเกลือเหมือนบ้านเรา

เรายังได้เรียนรู้เรื่อง “กลุ่มออมทรัพย์” ที่เยอรมัน ซึ่งส่วนใหญ่รวมตัวกันเป็นธนาคารเรียกว่าไรฟายเซ่นแบ้งค์ ตามชื่อของผู้ก่อตั้งเมื่อ ๑๕๐ ปีก่อน ที่พัฒนาไปเป็น “ราโบแบ้งค์” ที่เนเธอร์แลนด์ เป็น “เครดิตยูเนียน” ทีแคนาดาและสหรัฐอเมริกาและแพร่มาถึงเมืองไทย

กลุ่มเกษตรกรที่เยอรมันและฝรั่งเศสเล่าประสการณ์ให้เกษตรกรไทยฟังเพื่อจะได้ไม่ทำผิดซ้ำรอยพวกเขา และให้ได้วิชาจากการเรียนลัดในเรื่องการประกอบการ การออมทรัพย์ การจัดการทรัพยากรชุมชน และที่สำคัญ การสร้างเครือข่าย

พวกเขาเล่าว่า หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้นำเกษตรกรเริ่มไปมาหาสู่เพื่อช่วยกันหาทางออกจากปัญหาวิกฤติหลังสงคราม นั่งรถเมล์ รถไฟไปมาหาสู่ เพราะไม่มีรถยนต์ส่วนตัว รวมตัวกันเข้มแข็งในอำเภอ จังหวัด ในเขต ในภาค จนถึงระดับประเทศ และไปถึงระดับประชาคมยุโรปในที่สุด

เครือข่ายเกษตรกรในประเทศเหล่านี้มีพลังมาก พลังทางการเมืองที่นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องวิ่งไปหา เพราะถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเกษตรกรมีสิทธิ์สอบตก เพราะเครือข่ายของเกษตรกรไม่ได้มีแต่ชาวบ้าน แต่มีชาวเมืองและคนทำวิสาหกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้าวปลาอาหารการอยู่การกิน

ประสบการณ์ที่สำคัญขององค์กรชุมชนในยุโรปที่ได้ให้บทเรียนแก่ผู้นำเกษตรกรไทย คือ การทำงานเป็นสหกรณ์ การจัดการทรัพยากรและทุนท้องถิ่น อย่างกรณีการเกิดและเติบโตของสหกรณ์น้ำตาลจากผักกาดหวานในเยอรมัน

สหกรณ์น้ำตาลนี้เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ในชุมชน ที่ตัดเงินจากหัวผักกาดหวานที่นำมารวมกันทำน้ำตาลกิโลละไม่กี่บาท กลายเป็นทุนก้อนใหญ่ที่ขยายไปเป็นสหกรณ์ระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับประเทศ จนถึงระดับยุโรปไปเลย

การทำงานที่ประสบผลสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบโชคช่วย แต่มาจากการเรียนรู้ การส่งเสริมสนับสนุนโดยรัฐบาลทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ที่เห็นความสำคัญของ “เศรษฐกิจฐานราก” จริงๆ

ที่เป็นระบบและเห็นขัดเจนที่สุด คือ การส่งเสริม SMEs ที่ฝรั่งเศสและอิตาลี ที่มีกองทุนสนับสนุนและมีหน่วยงานที่ทำการวิจัย ให้ข้อมูลและคำแนะนำด้านวิชาการแก่ผู้สนใจทำการประกอบการ

ที่ฝรั่งเศสมีการจัดตั้งหน่วยงานเล็กๆ ในจังหวัดต่างๆ เรียกชื่อว่า Boutique de Gestion (BG) ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรที่ชำนาญการจากภาคธุรกิจเอกชน (การประกอบการและการเงิน) จากภาควิชาการ และจากภาคการเมืองท้องถิ่น ที่ให้การสนับสนุนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่สนใจอยากริเริ่มวิสาหกิจ

ศาสตราจารย์ฌอง ปิแอร์ ฮุสเซล เป็นนักภูมิศาสตร์สังคม วิจัยเรื่องประวัติศาสตร์ชาวนาฝรั่งเศส และทำการวิจัยเรื่อง “อิตาลีโมเดล” ได้พบว่า SMEs อิตาลีมีพลังสำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจอิตาลี โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเกษตรและเศรษฐกิจชุมชน (ที่มาร์กซ์เคยทำนายว่า เป็นเศรษฐกิจที่รอวันตาย)

ศาสตราจารย์คนนี้บอกว่า อิตาลีโมเดลนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบให้เศรษฐกิจในประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่กรีซ ตุรกี สเปน โปร์ตุเกส และประเทศในแอฟริกาเหนือ

เขาคือหนึ่งในวิทยากรที่กลุ่มผู้นำเกษตรกรไทยได้พบที่ฝรั่งเศส ผมได้เชิญมาประเทศไทยให้บรรยายประสบการณ์การวิจัยเกี่ยวกับ SMEs ที่อิตาลีและประเทศในเอเชีย เพียงได้อ่านข้อมูลพื้นฐานที่เขาขอให้ผมหาให้เกี่ยวกับการศึกษาและอาชีพของคนไทยในภาคต่างๆ เขาก็วิเคราะห์ได้อย่างแหลมคมว่า แนวโน้มการพัฒนาของไทยในแต่ละภาคจะไปทางไหนอย่างไร

เขาชำนาญในการ “อ่านข้อมูล” เพราะนอกจากประสบการณ์การวิจัย SMEs ที่อิตาลี เขาได้วิจัยที่ ญี่ปุ่น เกาหลีและไต้หวัน และได้พบปัจจัยหลายอย่างที่คล้ายกับอิตาลีในสามประเทศนี้

เขายืนยันว่า นอกจากพื้นฐานการศึกษาของพลเมืองแล้ว บรรยากาศประชาธิปไตย และการสนับสนุนด้านการวิจัยและทุนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะ SMEs ล้วนแต่มีขีดจำกัดในด้านทุน โดยเฉพาะทุนด้านการวิจัยเพื่อให้ได้นวัตกรรม ซึ่งไม่อาจไปแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหลายได้

สยามรัฐรายวัน 2 พฤษภาคม 2561

ถ้าวิสาหกิจชุมชนจะมีสถานภาพเป็นนิติบุคคล ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะเข้มแข็งเติบโต คงต้องมีการส่งเสริมสนับสนุนอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะ “การเรียนรู้” เพราะถ้าไม่ใช้ปัญญา ก็จะหาแต่งบประมาณ ซึ่งไม่มีวันพอ จึงอยากเล่าเรื่องการเรียนรู้ เบื้องหลังที่มาของวิสาหกิจชุมชน

            มูลนิธิหมู่บ้านได้ประสานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้นำชุมชน ไม่เพียงแต่ให้มีการพบปะ ไปมาหาสู่ระหว่างจังหวัด ระหว่างภาค แต่รวมไปถึงระหว่างประเทศ ในยุโรปและแอฟริกา

การไปพบกลุ่มเกษตรกรในฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ทำให้ผู้นำเกษตรกรไทยได้เรียนรู้เรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรชุมชน โดยการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ที่หลากหลายรูปแบบตามเนื้อหางาน และบริบททางสังคม

ผู้นำเกษตรกรไทยได้เห็นการทำงานร่วมกันของชุมชนในยุโรป การรวมกลุ่มใหญ่กลุ่มเล็กตามลักษณะงาน กลุ่มเล็กๆ เช่าซื้อเครื่องมือการเกษตรแพงๆ ด้วยกันเพื่อใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า (ไม่ใช่ซื้อรถไถมาไถปีหนึ่งไม่กี่วัน แล้วจอดไว้ให้ขึ้นสนิมใต้ถุนบ้าน หมู่บ้านละหลายสิบคันอย่างบ้านเรา)

สหกรณ์ในยุโรปมีระบบโครงสร้างที่วิวัฒนาการมานานจนลงตัว ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ไมใช่แข็งตัวจนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้มีสมาชิกมากและมีขนาดใหญ่ แต่ก็คล่องตัวและมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถแยกย่อยทำอะไรได้สารพัด ไม่ใหญ่แบบเรือเกลือเหมือนบ้านเรา

เรายังได้เรียนรู้เรื่อง “กลุ่มออมทรัพย์” ที่เยอรมัน ซึ่งส่วนใหญ่รวมตัวกันเป็นธนาคารเรียกว่าไรฟายเซ่นแบ้งค์ ตามชื่อของผู้ก่อตั้งเมื่อ ๑๕๐ ปีก่อน ที่พัฒนาไปเป็น “ราโบแบ้งค์” ที่เนเธอร์แลนด์ เป็น “เครดิตยูเนียน” ทีแคนาดาและสหรัฐอเมริกาและแพร่มาถึงเมืองไทย

กลุ่มเกษตรกรที่เยอรมันและฝรั่งเศสเล่าประสการณ์ให้เกษตรกรไทยฟังเพื่อจะได้ไม่ทำผิดซ้ำรอยพวกเขา และให้ได้วิชาจากการเรียนลัดในเรื่องการประกอบการ การออมทรัพย์ การจัดการทรัพยากรชุมชน และที่สำคัญ การสร้างเครือข่าย

พวกเขาเล่าว่า หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้นำเกษตรกรเริ่มไปมาหาสู่เพื่อช่วยกันหาทางออกจากปัญหาวิกฤติหลังสงคราม นั่งรถเมล์ รถไฟไปมาหาสู่ เพราะไม่มีรถยนต์ส่วนตัว รวมตัวกันเข้มแข็งในอำเภอ จังหวัด ในเขต ในภาค จนถึงระดับประเทศ และไปถึงระดับประชาคมยุโรปในที่สุด

เครือข่ายเกษตรกรในประเทศเหล่านี้มีพลังมาก พลังทางการเมืองที่นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องวิ่งไปหา เพราะถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเกษตรกรมีสิทธิ์สอบตก เพราะเครือข่ายของเกษตรกรไม่ได้มีแต่ชาวบ้าน แต่มีชาวเมืองและคนทำวิสาหกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้าวปลาอาหารการอยู่การกิน

ประสบการณ์ที่สำคัญขององค์กรชุมชนในยุโรปที่ได้ให้บทเรียนแก่ผู้นำเกษตรกรไทย คือ การทำงานเป็นสหกรณ์ การจัดการทรัพยากรและทุนท้องถิ่น อย่างกรณีการเกิดและเติบโตของสหกรณ์น้ำตาลจากผักกาดหวานในเยอรมัน

สหกรณ์น้ำตาลนี้เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ในชุมชน ที่ตัดเงินจากหัวผักกาดหวานที่นำมารวมกันทำน้ำตาลกิโลละไม่กี่บาท กลายเป็นทุนก้อนใหญ่ที่ขยายไปเป็นสหกรณ์ระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับประเทศ จนถึงระดับยุโรปไปเลย

การทำงานที่ประสบผลสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบโชคช่วย แต่มาจากการเรียนรู้ การส่งเสริมสนับสนุนโดยรัฐบาลทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ที่เห็นความสำคัญของ “เศรษฐกิจฐานราก” จริงๆ

ที่เป็นระบบและเห็นขัดเจนที่สุด คือ การส่งเสริม SMEs ที่ฝรั่งเศสและอิตาลี ที่มีกองทุนสนับสนุนและมีหน่วยงานที่ทำการวิจัย ให้ข้อมูลและคำแนะนำด้านวิชาการแก่ผู้สนใจทำการประกอบการ

ที่ฝรั่งเศสมีการจัดตั้งหน่วยงานเล็กๆ ในจังหวัดต่างๆ เรียกชื่อว่า Boutique de Gestion (BG) ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรที่ชำนาญการจากภาคธุรกิจเอกชน (การประกอบการและการเงิน) จากภาควิชาการ และจากภาคการเมืองท้องถิ่น ที่ให้การสนับสนุนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่สนใจอยากริเริ่มวิสาหกิจ

ศาสตราจารย์ฌอง ปิแอร์ ฮุสเซล เป็นนักภูมิศาสตร์สังคม วิจัยเรื่องประวัติศาสตร์ชาวนาฝรั่งเศส และทำการวิจัยเรื่อง “อิตาลีโมเดล” ได้พบว่า SMEs อิตาลีมีพลังสำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจอิตาลี โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเกษตรและเศรษฐกิจชุมชน (ที่มาร์กซ์เคยทำนายว่า เป็นเศรษฐกิจที่รอวันตาย)

ศาสตราจารย์คนนี้บอกว่า อิตาลีโมเดลนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบให้เศรษฐกิจในประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่กรีซ ตุรกี สเปน โปร์ตุเกส และประเทศในแอฟริกาเหนือ

เขาคือหนึ่งในวิทยากรที่กลุ่มผู้นำเกษตรกรไทยได้พบที่ฝรั่งเศส ผมได้เชิญมาประเทศไทยให้บรรยายประสบการณ์การวิจัยเกี่ยวกับ SMEs ที่อิตาลีและประเทศในเอเชีย เพียงได้อ่านข้อมูลพื้นฐานที่เขาขอให้ผมหาให้เกี่ยวกับการศึกษาและอาชีพของคนไทยในภาคต่างๆ เขาก็วิเคราะห์ได้อย่างแหลมคมว่า แนวโน้มการพัฒนาของไทยในแต่ละภาคจะไปทางไหนอย่างไร

เขาชำนาญในการ “อ่านข้อมูล” เพราะนอกจากประสบการณ์การวิจัย SMEs ที่อิตาลี เขาได้วิจัยที่ ญี่ปุ่น เกาหลีและไต้หวัน และได้พบปัจจัยหลายอย่างที่คล้ายกับอิตาลีในสามประเทศนี้

เขายืนยันว่า นอกจากพื้นฐานการศึกษาของพลเมืองแล้ว บรรยากาศประชาธิปไตย และการสนับสนุนด้านการวิจัยและทุนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะ SMEs ล้วนแต่มีขีดจำกัดในด้านทุน โดยเฉพาะทุนด้านการวิจัยเพื่อให้ได้นวัตกรรม ซึ่งไม่อาจไปแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหลายได้

สยามรัฐรายวัน 25 เมษายน 2561

เห็นข่าวว่าวิสาหกิจชุมชนกำลังจะเป็น “นิติบุคคล” และกำลังถูกปรับโฉมใหม่ ก็อยากให้ข้อมูลและข้อคิด เพื่อจะได้รู้ที่มา ที่อาจจะช่วยให้รู้ที่ไปได้ดีขึ้น

                เมื่อปี ๒๕๔๔ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีได้เชิญผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มลิม คุณลุงประยงค์ รณรงค์ และผมไปให้ข้อมูลและชี้แจงร่างพรบ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ซึ่ง “ครม.ทักษิณ ๑” ได้ให้ความเห็นชอบในการประชุมครม.สัญจรครั้แรกที่เชียงใหม่ หลังจากได้เป็นรัฐบาลหมาดๆ ในปีนั้น

            กฤษฎีกาถามว่า ประเทศอื่นเขามีพรบ.แบบนี้ไหม ผมตอบว่า ไม่มีครับ ก็ได้รับคำถามกลับมาว่า แล้วทำไมบ้านเราต้องมี

            ผมได้เรียนชี้แจงไปว่า บ้านเรามีรถทัวร์คันใหญ่ๆ วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด คนอยากกลับไปหมู่บ้านต้องนั่งรถต่ออีกหลายทอด ที่กรุงเพทฯ เองก็ต้องนั่งแท้กซี่ไปหมอชิต วันนี้จึงมีรถตู้วิ่งรับผู้โดยสารที่พักในกรุงเทพฯ ไปส่งถึงหมู่บ้านในต่างจังหวัดทั่วประเทศ

            สหกรณ์เหมือนรถทัวร์คันใหญ่ไม่สะดวกเท่ารถตู้ ซึ่งเล็กๆ คล่องตัว เปรียบได้กับวิสาหกิจชุมชนที่ ชาวบ้าน ๗-๘ คนรวมตัวกันประกอบการในหมู่บ้าน จัดการการผลิต การแปรรูป การขาย รวมไปถึงการจัดการทรัพยากรและทุนชุมชนอื่นๆ ร่วมกัน

            ผมได้อธิบายต่อไปว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว เขามีพรบ.สหกรณ์และกฎหมายอื่นๆ ที่ส่งเสริมการรวมตัวกันเพื่อดำเนินกิจการต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว มีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรจริงๆ หรือที่เดินมาร์ก ไม่มีพรบ.สหกรณ์ด้วยซ้ำ บอกว่ามีรัฐธรรมนูญที่ให้คนมีสิทธิรวมตัวกันก็เพียงพอแล้ว

ถ้าบ้านเราเจริญก้าวหน้าได้ขนาดนั้นก็จะดี แต่ถ้ายังไม่มีประชาธิปไตย ยังไม่เติบโตเหมือนต้นใหม่เล็กๆ ที่อ่อนแอก็ย่อมต้องการไม้ค้ำมากหน่อย เผื่อว่าลมแพงจะได้ไม่ล้ม กฎหมายเป็นไม้ค้ำ

            สี่ปีให้หลัง (๒๕๔๘) “วิสาหกิจชุมชน” ก็ผ่านกระบวนการขั้นตอนต่างๆ ออกมาเป็นกฎหมาย แต่ก็ผิดเพี้ยนไปจากร่างเดิมที่เสนอโดยเครือข่ายผู้นำชุมชนและกระทรวงเกษตรฯ

            มีอยู่ ๓ ประเด็นสำคัญที่ถูกตัดออกไป คือ ๑) วิสาหกิจชุมชนเป็นนิติบุคคล ๒) กองทุนเพื่อส่งเสริมสนับสนุน ๓) สถาบันเพื่อการวิจัยเพื่อสนับสนุนทางวิชาการ

            คำอธิบายที่ได้รับจากผู้เกี่ยวข้องในการแปรญัตติ คือ ๑) มีสหกรณ์ มีกลุ่มเกษตรกร อยู่แล้ว รวมทั้งมีบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นนิติบุคคลที่รองรับได้

            ๒) มีธกส. มีธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงโทย และสถาบันการเงินมากมายที่ส่งเสริมสนับสนุนได้อยู่แล้ว ๓) มีสถาบันอุดมศึกษาทุกจังหวัด สามารถสนับสนุนด้วยการวิจัยและให้ความรู้วิชาการได้

            ฟํงดูก็มีเหตุผล แต่ผมก็ได้พยายามให้คำอธิบายหลายครั้งว่า ถ้าไม่มี ๓ เงื่อนไขดังกล่าว ก็คงยากที่จะทำให้เกิดวิสาหกิจชุมชนได้ เพราะหน่วยงานต่างๆ มีหน้าที่มากมายอยู่แล้ว เรื่องวิสาหกิจชุมชนเป็นเรื่องใหม่ ถ้าหากเป็นแค่เรื่องฝาก ไม่มีการส่งเสริมจริงๆ ก็จะไม่เกิด หรือไม่โต ไม่พัฒนา

            วันนี้มีวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศประมาณ ๘๐,๐๐๐ แห่ง เป็น “ของจริง” กี่แห่ง เข้มแข็งจริงกี่แห่ง ตั้งไว้เฉยๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลยอีกเท่าไรก็ไม่ทราบ รอแต่รับความช่วยเหลือจากรัฐและภายนอก ทั้งๆ ที่เจตนารมณ์ดั้งเดิมของพรบ.นี้ต้องการช่วยให้ชุมชนเติบโตและพึ่งพาตนเองให้ได้

            วิสาหกิจชุมชนเป็นหนึ่งในน้อยพรบ.ที่มาจาก “ชาวบ้าน” มาจาก “ฐานราก” โดยมูลนิธิหมู่บ้านได้ระดมปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชนทั่วประเทศมาช่วยกันร่างพรบ.ฉบับนี้ โดยมีนักกฎหมายเข้ามาช่วยร่างให้เป็นกฎหมาย นำเสนอร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ

            มูลนิธิหมู่บ้านก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๓๑ ทำงานด้วยแนวคิดการพัฒนาส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น เครือข่ายชาวบ้านเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อใช้ทุนชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการพึ่งตนเอง

            มูลนิธิหมู่บ้านทำการวิจัยชุมชนร่วมกับชาวบ้าน ทำข้อมูลหมู่บ้านเพื่อค้นหาศักยภาพของชุมชน ได้รวบรวมประสบการณ์ของการทำธุรกิจของชาวบ้านในรูปแบบต่างๆ ได้พบว่า ชาวบ้านมีศักยภาพสูงที่จะทำการประกอบการ ถ้าได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างเหมาะสม

            จึงได้ทดลองประสานงานผู้นำชุมชนภาคใต้เพื่อค้นหาแนวทางในการทำการประกอบการ ได้พบเรื่องการทำโรงงานแป้งขนมจีนน่าจะเป็นอะไรที่ทำได้ดี จึงมีการศึกษาวิจัย การไปเรียนรู้ดูงานที่อีสานและภาคกลาง เตรียมตัวเป็นปีจึงได้ลงมือทำโครงการนี้ที่พรหมคีรี นครศรีธรรมราช

            ผู้นำชุมชนถกเถียงกันว่า จะจดเป็นอะไรดี เป็นสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกร เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด วิเคราะห์กันแล้วไม่มีอันไหนเหมาะสมกับสิ่งที่ชาวบ้านกำลังจะทำ คำว่า “วิสาหกิจชุมชน” จึงถูกเสนอ และเกิดมาจากเวทีนี้ที่สรุปว่า คำนี้จะน่าเป็น “ทางเลือก” หรือ “นิยามใหม่” ให้ธุรกิจชุมชน

            ความหมาย คือ ทำอย่างไรให้มีสถานภาพที่ไม่ใช้ทั้งสหกรณ์ ไม่ทั้งบริษัท แต่เป็นอะไรที่เล็กๆ มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ชาวบ้านพัฒนาตนเองและการประกอบการในชุมชนได้อย่างคล่องตัว โดยมีสมาชิก อย่างน้อย ๗-๘ คนก์เป็นทำการประกอบการหรือวิสาหกิจชุมชนได้

            โรงงานแป้งขนมจีนไม่มีทางเลือก ต้องจดเป็นบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน ๕ ล้านบาทที่ระดมทุนจากชุมชนและผู้นำจากหลายจังหวัด และแม้มีข้อจำกัดมากมาย ก็ยังทำการประกอบการได้ดี ผลิตแป้งขนมจีนส่งไปทั่วภาคใต้และมาถึงกรุงเทพฯ

ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึงทุกวันนี้ ปันผลให้ผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๒๐ ทุกปี

สยามรัฐรายวัน 18 เมษายน 2561

ถ้าการท่องเที่ยวชุมชนทำให้เกิดรายได้ แต่ทำลายทุนที่สำคัญของชุมชนอย่าง ทุนทางสังคมวัฒนธรรม ทุนทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ทุนทางปัญญา แล้วคุ้มไหม

            ชุมชนเป็นผู้ถูกกระทำมานาน ชาวบ้านถูกใช้เป็นเครื่องมือในการผลิต เป็นเครื่องมือในการบริโภค ยัดเยียดทุกอย่างให้อยากกินอยากได้โดยสื่อและการโฆษณา โดยค่านิยมของลัทธิบ้าบริโภค วันนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มรายได้ให้การท่องเที่ยว ให้ททท. ให้จีดีพี ให้รัฐบาลไทย

            หลายปีที่ผ่านมา ททท.ไปส่งเสริมการจัดงานบุญ งานประเพณีประจำปีต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่น การแห่เทียนเข้าพรรษา บุญปราสาทผึ้งออกพรรษา บุญบั้งไฟ แรกๆ ก็เฉพาะจังหวัด ต่อมาก็ขยายไปจังหวัดอื่นๆ ลัทธิเลียนแบบและโดยการสนับสนุนของททท. ภาครัฐภาคเอกชน

            เข้าใจดีว่าเป็นการโปรโมตการท่องเที่ยวหมู่ (mass tourism) ที่ต้องมีอีเว้นท์ใหญ่ๆ แปลกตาระทึกใจ (exotic) ให้คนไทยคนต่างชาติไปเที่ยวชม (sightseeing) ต้องการให้คนไปเที่ยวเป็นหมื่นเป็นแสน

            แต่ถามว่า แล้วชาวบ้านได้อะไร ได้รางวัลมากน้อยเท่าไร ได้กันกี่คนที่ลงทุนตกแต่งรถขบวนแห่หมดไปเป็นหมื่นเป็นแสน หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ (แบบ เป็นหนี้ไม่ว่าขอให้ได้หน้าเป็นพอ) เงินทองที่ททท.และหน่วยงานต่างๆ ให้ไปหมดไปกลางทางเท่าไรกว่าจะถึงมือชาวบ้านคนทำงานจริงๆ

            แล้วประเพณีและขบวนแห่แหนต่างๆ มีคุณค่าและให้ความหมายอะไรแก่บุญประเพณีเดิมบ้าง บางแห่งยังเลยเถิดผิดเพี้ยนไปเลยก็มี อย่างการแห่ดาวที่ท่าแร่ สกลนคร ประเพณีเดิมที่ทำกันมานับร้อยปีเป็นการทำดาวเล็กๆ ด้วยไม้ไผ่ แล้วนำไปแห่รอบวัดในคืนวันคริสตมาส

วันนี้ทำกันใหญ่โต ลงทุนทำรถประดับด้วยดอกไม้ไฟสี แล้วยังมีคนนั่งบนรถไปด้วย ถ้าเป็น “แม่พระ นักบุญยอแซฟและพระกุมารเยซู” ก็ไม่ว่าไร แต่กลายเป็น “นางงาม” เหมือนขบวนแห่นางนพมาศ แบบนี้ทำเพื่ออะไร แต่ละคันลงทุนไปเท่าไร ททท.ให้เงินไปเล็กน้อย ถึงมือชาวบ้านเท่าไรก็ไม่รู้

แล้วมีนักท่องเที่ยวไปกันกี่คน ที่แห่ดาวกันสองวันสองครั้ง ที่ท่าแร่และที่ตัวจังหวัดสกลนคร เงินรายได้จากนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่จริงๆ มากน้อเท่าไรก็ไม่รู้ ที่ไปพักไปกินข้าวไปซื้อของ

หนักไปกว่านั้นคือการใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นบางอย่างเป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและเทศ โดยไม่สนใจว่าไปกระทบความรู้สึกชาวบ้าน “เจ้าของวัฒนธรรม” ตัวจริงหรือไม่เพียงใด อย่างกรณีผีตาโขนที่ด่านซ้ายและนาแห้ว จังหวัดเลย

ผีตาโขนเป็นความเชื่อของคนท้องถิ่นบางพื้นที่ในจังหวัดเลย การมี “หัวโขน” และเครื่องแต่งกายที่แปลกหูแปลกตาคล้ายกับหน้ากากและเสื้อผ้าที่ฝรั่งใส่กันในวันฮัลโลวีน ทำให้ททท.เอาไปใช้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่เพียงจังหวัดเลย แต่เลยออกไปถึงต่างประเทศเพื่อชวนคนมาเที่ยวเมืองไทย

หลายปีก่อน ตอนที่ทท.ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเลย เอาผีตาโขนไปต้อนรับรัฐมนตรีหรือผู้ใหญ่ในรัฐบาล กำนันผู้ใหญ่บ้านที่ผมได้พูดคุยด้วยที่ด่านซ้ายและนาแห้ว รู้สึกไม่พอใจมาก แต่เพราะเป็นชาวบ้านผู้น้อย ย่อมไม่สามารถแสดงการต่อต้านอะไรได้ นอกจากนินทาด่าว่าลับหลัง

เวลาที่ฝรั่งในต่างแดนเอาพระพุทธรูปไปตั้งไว้หน้าห้องอาหาร คนไทยก็ประท้วงว่าไม่ให้ความเคารพ เวลามีนักท่องเที่ยวไปยืนถ่ายรูปบนตักพระพุทธรูป คนไทยก็เรียกร้องให้ว่ากล่าวตักเตือน เวลาฝรั่งแต่งงานกับคนไทยนำเศ๊ยรพระพุทธรูปไปตั้งไว้บนเสารั้วรอบบ้าน คนไทยก็ประท้วงให้เอาลง

บอกว่า การกระทำเหล่านั้นเป็นการลบหลู่ดูหมิ่น ไม่ให้ความเคารพ ไม่รู้กาละเทศะ ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง แล้วเวลาททท.เอาผีตาโขนไปแสดง ไปเล่น ไปรับแขก รู้ที่ต่ำที่สูงไหม ไม่ดูถูกความเชื่อของชาวบ้านมากเกินไปหรือ

ความเชื่อไม่ว่าพุทธศาสนาหรือศาสนาใด หรือความเชื่อในท้องถิ่นในสิ่งเหนือธรรมชาติ ล้วนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นของจริงไม่ใช่ของเล่น ไม่เชื่อก็ไม่ควรไปลบหลู่

มนุษย์ทุกคน ไม่ว่านักท่องเที่ยวหรือไม่ต่างก็ชอบอะไรที่แปลกใหม่ แปลกหูแปลกตา แต่การท่องเที่ยวหมู่กระแสหลักก็ยังวนเวียนอยู่แต่เรื่อง “การเที่ยวชม” (sightseeing) โดยไม่สนใจว่า สิ่งที่คนต้องการนั้นไม่ใช่เพียงแต่ชมด้วยตา แต่สัมผัสด้วยใจด้วย

ทำไมไม่จัดผ้าป่าสามัคคี กฐินสามัคคีให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไปร่วมกับคนไทยที่ทำกันตลอดปี แต่จัดให้เป็นธรรมชาติ ให้คนต่างชาติได้ร่วมงานบุญประเพณีอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนคนอื่นๆ ไปกันสัก 20-30 คน คงไม่ทำให้วุ่นวายทำลายพิธีกรรมอันดีงาม แต่จะกลายเป็นสีสันในความเป็น “อินเตอร์” ของพิธี

งานปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง และงานประเพณีต่างๆ ในชุมชนหมู่บ้านมีการจัดงาน การท่องเที่ยวหมู่ก็สามารถผสานกับกับโปรแกรมได้ถ้าไม่ทำให้งานชาวบ้านเสียหาย แต่ได้สีสันและความสัมพัน์กับคนต่างชาติ ที่ไปด้วยใจและอยากสัมผัสกับ “จิตวิญญาณ” ของชุมชน

วิถีชุมชนมีมากมายที่การท่องเที่ยวหมู่กระแสหลักสามารถปรับให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืน จัดไม่ให้เป็นเพียงการไป “เที่ยวชม” แต่ไปร่วมงานบุญอย่างแท้จริง ทุกคนก็จะได้บุญ ได้ความรู้สึกที่ดี ให้ฝรั่งคนต่างชาติได้พบปะกับคนไทย ได้พูดคุยถามไถ่ ได้คุยกับพระสงฆ์องค์เจ้า ได้กินข้าวกินปลากับชาวบ้าน

ไม่ควรจัดงานบุญประเพณีเพียงเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว หรือแม้แต่การที่มีนักท่องเที่ยวไป “เที่ยวชม” หมู่บ้าน ไม่ว่าไทยหรือเทศก็ไม่ควรเกณฑ์ชาวบ้าน คนเฒ่าคนแก่ไปแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่เขาอุตส่าห์เก็บไว้ไปงานบุญสำคัญ ให้ชาวบ้านมาตั้งแถวรับตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้าน ฟ้อนรำแห่แหนนักท่องเที่ยว ยังกับเทวดามาโปรดสัตว์

วันนี้คนอยากกลับไปหาธรรมชาติ อยากกลับไปมีความสัมพันธ์อันดีกับธรรมชาติ กับผู้คน กับชุมชน ธรรมชาติแปลว่าไม่ตกแต่งจนบิดเบือน ไม่เสแสร้ง แต่จริงใจ จะให้คุณค่าแก่ผู้อยู่และผู้ไปเยือน

การท่องเที่ยวที่เคารพธรรมชาติ เคารพจารีตประเพณีวิถีชุมชน จะให้ไม่เพียงแต่รายได้ แต่ให้ความสุขที่สัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณ ที่เงินซื้อหาไม่ได้

สยามรัฐรายวัน ๑๑ เมษายน ๒๕๖๑

โรงแรมอามันดารี อยู่ที่เมืองอูบุด เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ค่าที่พักคืนหนึ่งประมาณ 30,000 บาท ที่พักเต็มตลอดปี เขาจำลองหมู่บ้านบาหลีมาไว้ที่นั่น ที่นักท่องเที่ยวบางคนบอกว่า คือสวรรค์บนดิน

                ผู้บริหารโรงแรมห้ามพนักงานบอกนักท่องเที่ยวที่มาพักว่า ไม่ไกลจากนั้นมีหมู่บ้านบาหลีของจริง มีที่พักโฮมสเตย์ราคาเพียง 300 บาท ถ้าบอกแขกจะถูกไล่ออก

                นั่นคือที่มาหรือต้นแบบของโรงแรมโฟร์ซีซั่นที่แม่ริม เชียงใหม่ ที่ยกหมู่บ้านไทยไปไว้บนเนินเล็กๆ อยู่ท่ามกลางทุ่งนาป่าเขา คนที่เอาแนวคิดนี้มาเป็นฝรั่งเจ้าของพิซซ่าคัมปานี โรงแรมแมรีออท ไมเนอร์กรุ๊ป ที่ถูกหัวเราะเยาะตอนแรกว่า เป็นความคิดประหลาด ไม่น่าจะไปรอด

                แต่โรงแรมแห่งนี้ที่ราคาก็ไม่น้อยกว่า 30,000 บาทต่อคืนเต็มตลอดปี มีนาข้าว มีธรรมชาติแวดล้อมที่นำเอาวัชพืชธรรมดาไม่มีราคามาตกแต่งให้ดู “เป็นธรรมชาติ” เติมเต็มความฝันของผู้คนวันนี้ที่โหยหาธรรมชาติ เหมือนหนังฟอเรสท์ กัมป์ ที่สร้างความฝันเสมือนจริงให้คนอเมริกันที่โหยหาไอดอล

                ศาสตราจารย์กุนเธอร์ ฟัลติน คนเขียนหนังสือ “ความคิดมีค่ากว่าเงิน” เป็นคนเล่าเรื่องโรงแรมอามันดารี และเป็นคนพาผมไปนั่งกินกาแฟที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นหลายปีก่อน (ตอนนั้นมีชื่อว่าเดอะ รีเจ้นท์แม่ริม) มองลงไปยังทุ่งนา เขาบอกว่า “อยากให้ยูพาผู้นำชุมชนมาดูงานที่นี่ จะได้เห็นว่า ที่บ้านเขาสวยกว่ามาก”

                เขาบอกว่าอาจจะไม่สวยกว่าในแง่ของการประดับตกแต่ง แต่เป็นธรรมชาติมากกว่า และสำหรับฝรั่งอย่างเขา เป็นอะไรที่ “สวยและมีคุณค่า” มากกว่า

                เขาบอกว่า เสน่ห์หมู่บ้านไทยไม่ได้อยู่ที่ทุ่งนาป่าเขาอย่างเดียว แต่อยู่ที่ คน ชุมชน วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม คือ ความสัมพันธ์ของผู้คน คนกับคน คนกับธรรมชาติ คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นอะไรที่ขาดหายไปชีวิตของฝรั่ง

                นักท่องเที่ยวไม่มีทางเลือกมากนัก ถ้าไม่ไปกับทัวร์ที่พาไปตามสถานที่ท่องเที่ยว ขึ้นลงรถบัสรถตู้ไปดูไปชมโน่นนี่นั่นแบบผิวเผินและไปซื้อของ ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับ “ชีวิตจริง” ของคนไทยเลย

                “ความสัมพันธ์” และ “ความเป็นธรรมชาติ” คือ สิ่งที่หายไปในชีวิตของฝรั่งนักท่องเที่ยว พวกเขาอยากเล่นกับหมา กับแมวในหมู่บ้าน อยากได้ยินเสียงไก่ขัน นกร้อง อยากไปวัดไม่เพียงแต่ไปดูๆ แล้วก็ถูกเรียกไปขึ้นรถ แต่อยากมีเวลาคุยกับพระบ้าง ไปทำสมาธิบ้าง ไปทาสีกำแพงวัดให้ด้วยบางวันก็ยังได้

                เขาอยากไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน ไปร่วมพิธีกรรม ประเพณี งานบุญ อยากไปลองดำนา เกี่ยวข้าว ไปคุยกับครูกับเด็กที่โรงเรียน ไปดูว่าเขาเรียนกันอย่างไร ไปเล่าให้เด็กฟังว่าบ้านเขาเป็นอย่างไร เด็กๆ เป็นอย่างไร กินอยู่อย่างไร แลกเปลี่ยนกัน เป็นปฏิสัมพันธ์ที่มีชีวิต

                เขาบอกว่า ที่บาหลีมีตัวอย่างของการทำโฮมสเตย์ที่เหมาะกับฝรั่ง ส่วนใหญ่คงไม่อยากพักในบ้านร่วมกับครอบครัวชาวบ้าน อยากอยู่แยกเป็นส่วนตัว แต่ยังอยู่ในบริเวณบ้านของเจ้าของ ฝรั่งลงทุนสร้างบ้านพักให้หลังเล็กๆ ราคาไม่แพง โดยขอมาพักฟรีปีละ 4-6 สัปดาห์ ตัวเองหรือเพื่อนๆ เวลาที่เหลือเจ้าของบ้านให้คนอื่นมาพักและเก็บค่าที่พักได้

                ดร.ฟัลตินรู้จักเมืองไทยมา ๔๐ ปี แต่งงานกับคนไทย มีบ้านที่เชียงใหม่ ไปๆ มาๆ เพราะยังเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เขาบอกว่า โฮมสเตย์แบบที่ฝรั่งอยากพักอาจคนละอย่างกับที่คนไทยหรือนักท่องเที่ยวเอเชียต้องการ

                เขาเน้นการท่องเที่ยวที่เป็น “ทางเลือก” ที่มีคุณค่าให้ทั้งนักท่องเที่ยวและชุมชน ไม่ใช่ท่องเที่ยวกระแสหลัก ท่องเที่ยวหมู่ (mass tourism) ที่ไม่ได้ให้ทางเลือกอะไรกับนักท่องเที่ยวนอกจากสถานที่ท่องเที่ยวหลัก และวีธีการจัดการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ พาไปดูโชว์ ไปดูของ “ปลอมๆ”

                การท่องเที่ยวทางเลือกอาจเป็นทางรอดของชุมชนก็เป็นได้ เขายกตัวอย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวนาที่มีบ้านอยู่ตามภูเขากำลังคิดจะทุบทิ้งบ้านเก่าๆ ขายที่ดินไปอยู่ในเมือง เพราะการเกษตรไม่มีอนาคต มีนักท่องเที่ยวทักว่า อย่าทำเลย เอาไว้แบบเดิม ปรับให้คนมาพักจะดีกว่า

                นั่นคือที่มาของรายได้หลักของชาวนาสวิสวันนี้ ที่ไม่ได้มาจากการเกษตร แต่มาจากการท่องเที่ยว คนไปเที่ยวทั้งหน้าร้อนและหน้าหนาว ไม่ได้เพียงไปสัมผัสกับธรรมชาติสวยงาม แต่ได้พบปะกับชาวบ้าน วิถีชีวิตแบบเดิม ได้ลองรีดนมวัว เห็นการทำขนมนมเนย อาหารท้องถิ่น ที่ขายนักท่องเที่ยว

                ทุกอย่างอยู่ที่การจัดการ “ทุน” ท้องถิ่นให้ตอบสนองความฝันของผู้มาเยือนให้มากที่สุด พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่มาดูมาเห็น แต่ต้องการมารู้จัก มาสัมพันธ์กับคน กับชุมชน เช่นเดียวกับคนใน “มองท์ ลีโอแนส์” ภาคใต้ของฝรั่งเศสที่จัดการต้อนรับแขกในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยสหกรณ์อย่างได้ผล

      ที่นั่น คนไปเที่ยวพักผ่อนได้ออกจากความจำเจของเมืองใหญ่ไปอยู่ใกล้ธรรมชาติ ได้กินอาหารจากฝีมือแม่บ้านที่เก่งที่สุดของท้องถิ่น ได้พูดคุยกับผู้คนอย่างเป็นกันเอง ได้ซื้อข้าวของ ผักผลไม้ ขนมนมเนยติดมือกลับบ้าน ที่นั่นชุมชนร่วมมือร่วมแรงกันจัดการเป็น “เจ้าภาพ” ที่ดี

     ปัญหาบ้านเราคือไม่ได้มีการช่วยพัฒานาคน พัฒนาระบบเพื่อให้มีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะต้องมาจากความรู้ความเข้าใจธรรมชาติของคนที่มาเที่ยว ความฝันของพวกเขา และตอบสนองความฝันนั้นด้วยทุนท้องถิ่นที่ผ่านการถอดรหัส ให้ผู้มาเยือนเข้าถึงคุณค่าที่ลึกลงไป ไม่ใช่สัมผัสได้แต่เปลือกนอก

    การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนมักเอาแนวคิดของการท่องเที่ยวกระแสหลักไปใช้ มุ่งแต่จะ “ขายของ” ขายวัฒนธรรมแบบ “เด็ดยอดภูมิปัญญา” คิดถึงแต่มูลค่าโดยเข้าไม่ถึงคุณค่าและจิตวิญญาณ

   การท่องเที่ยวแบบนั้นจะได้แค่ไป “เที่ยวหมู่บ้าน” แบบผิวเผิน เพียงเพราะเป็น “กระแส” เท่านั้น ไม่ได้ไปสัมผัสจิตวิญญาณอันเป็นเสน่ห์ที่เป็นคุณค่าอันล้ำลึกของชุมชน

สยามรัฐรายวัน 4 เมษายน 2561

หกสิบปีของความทันสมัยที่ไม่พัฒนาของไทยน่าจะแบ่งได้เป็น ๓ ยุค ๒๐ ปีแรก (๒๕๐๑-๒๕๒๑) เราทำลายป่าไปจากร้อยละ ๖๐ เหลือเพียงไม่ถึงครึ่ง ยุคที่รัฐบาลประกาศว่า “คนขยันย่อมหักร้างถางป่าเพื่อทำการเพาะปลูก” แต่ความจริง “นายทุน” ทำลายป่ามากกว่าชาวบ้าน นายทุนรวยขึ้น ชาวบ้านจนลง ป่าหมด

            ยุคที่สอง (๒๕๒๑-๒๕๔๑) ชุมชนล่มสลายไปจนฟองสบู่ประเทศแตก ตอนแรกก็ดูเหมือนโชติช่วงชัชวาลด้วยน้ำมันและก๊าซในอ่าวไทยและอีสเทิร์นซีบอร์ด ขยายไปเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าในช่วง ทศวรรษ ๒๕๓๐-๒๕๔๐ ที่เติบโตสุดขีด จีดีพีสองหลักจนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในที่สุด

            ยุคที่สาม (๒๕๔๑-๒๕๖๑) ชุมชนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมถูกถล่มซ้ำในนามการท่องเที่ยว ที่ยินดีต้อนรับทุกคนแบบไร้ขีดจำกัด ไร้เงื่อนไข ขอให้มามากๆ เห็นตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปีแล้วดีใจ ขายอะไรก็ขายหมด รวมถึง “วัฒนธรรม” ธรรมชาติ อากาศดี วิถีชุมชน

            เป็นนโยบายที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจบนโศกนาฎกรรมทางสังคม โดยไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำรัสไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ว่า

“หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียวโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการที่สัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวไปในที่สุด”

            ยุคที่หนึ่งและที่สองชุมชนได้รับการส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจ เป็นนิยายของการพัฒนาที่สัญญาว่า “พรุ่งนี้รวย” แต่ชาวบ้านก็ยังยากจนเป็นหนี้เป็นสิน ไม่ว่าจะปลูกข้าว ปอ มันสำปะหลัง มะม่วงหิมพานต์ สบู่ดำ และอื่นๆ มาถึงอ้อยและยางพาราโดยเฉพาะที่ภาคอีสาน นี่ก็ส่วนหนึ่งที่ทำให้ป่าหมด

            เมื่อโลกเปลี่ยน โลกหมุนกลับ คนกลับไปหาธรรมชาติ โหยหาสิ่งที่ขาดหาย ที่ตนเองได้ทำลาย ก็พบว่าไม่มีอะไรเป็นธรรมชาติเท่ากับชุมชนหมู่บ้าน เพราะแม้จะเปลี่ยนไป แต่ก็ยังได้กลิ่นอายและร่องรอยของธรรมชาติ ประเพณี วิถีดั้งเดิมอยู่พอสมควร

            ท่องเที่ยวชุมชนจึงถูกโปรโมตอย่างดุดัน เป็นท่องเที่ยวเกษตร ท่องเที่ยวนิเวศ ท่องเที่ยววิถีไทย ไปสัมผัสชีวิตชาวบ้าน อากาศบริสุทธิ์ ผักพื้นบ้านอาหารพื้นเมือง ผ้าทอมือ ย้อมสีธรรมชาติ หัตถกรรม

            เสน่ห์ของชุมชนดึงดูดคนเมืองให้ออกไปชนบท จากความจำเจและมลพิษ ตลาดน้ำชุมชนจึงเกิดขึ้นเกลื่อนกลาด แต่ที่สุดก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งอย่างอัมพวา สามชุก เชียงคาน ตลาดไฮโซในกรุงเทพ

            การท่องเที่ยวโปรโมตโดยททท.และจังหวัด ทำให้เกิดปัญหาความเสื่อมสลายของธรรมชาติและชุมชน อย่างกรณีเกาะสิมิลันในอันดามัน และชุมชนคีรีวงที่นครศรีธรรมราช เป็นตัวอย่างล่าสุด ก่อนนี้ต้องไปดูที่พัทยา ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะเสม็ด เกาะช้าง เกาะทั้งหลายและชายทะเล

            ความเสื่อมสลายและปัญหาเหล่านี้เป็นผลของแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเอาเงินนำหน้าปัญญาตามหลังแท้ ๆ อ้างว่าเพื่อเกระจายรายได้ แต่ไปทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชน แบบแลกกันไม่คุ้ม

            หน่วยงานของรัฐพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างเสน่ห์ จุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปชุมชนหมู่บ้านจังหวัดของตน คิดแบบแยกส่งน โดยไม่มองภาพรวมของการพัฒนา ไม่สร้างคนสร้างระบบที่จะทำให้ชุมชนมีภูมิคุ้มกัน ไม่ได้รับผลกระทบทางลบจากการท่องเที่ยว ใครอยากทำอะไรก็ทำไป

            การกระจายรายได้จำกัดอยู่เพียงไม่กี่ครัวเรือนของผู้นำชุมชนและพรรคพวก จำนวนนักท่องเที่ยวมากเกินไปในพื้นที่ที่ละเอียดอ่อน ซึ่งมีวิธีการมากมายที่ททท.และหน่วยงานต่างๆ เข้าใจดี รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่ไม่ทำเพราะต้องการตัวเลข

            ที่ภาคใต้ของประเทศฝรั่งเศส ใกล้เมืองลีอองและแซงเอเตียน มีภูมิประเทศสวยงาม มีชุมบนหมู่บ้านแถบนั้นที่มีประเพณีวิถีชุมชน คนจากเมืองใหญ่พากันออกไปเที่ยววันสุดสัปดาห์ สหกรณ์และกลุ่มแม่บ้านก็รวมตัวกันทำร้านอาหารขึ้นมาพิเศษเฉพาะกิจ ทำอาหารอร่อยของท้องถิ่นเพื่อรับนักท่องเที่ยว

มีอะไรดีๆ ก็นำออกมาขาย มีการบริหารจัดการโดยสหกรณ์ องค์กรชุมชน ทุกคนมีส่วนได้ การท่องเที่ยวแบบนี้ไม่มีปัญหาผลกระทบ เพราะชุมชนท้องถิ่นตั้งรับเป็น ร่วมมือกันจัดการทุกอย่าง เป็นเจ้าภาพเอง ไม่มีราชการ นายทุนหรือบริษัททัวร์ไหนเข้าไปยุ่ง

            ที่เมืองไทย มีชาวบ้าน กลุ่มชาวบ้านที่ทำอะไรสำเร็จ มีคนไปดูงานกันมาก บางแห่งไปเกือบทุกวัน แรกๆ ก็มีผลกระทบ ไม่เป็นอันทำมาหากิน แต่ที่สุดก็ปรับตัวได้ ทำให้คนมา-คนอยู่ก็ได้ประโยชน์ เจ้าของพื้นที่ไม่ได้เสียเวลาทำมาหากิน ได้ผลตอบแทนจากค่าวิทยากร ค่าอาหารเครื่องดื่ม ได้ขายผลผลิต

            ที่ใดที่พบว่ามีการไปดูงานแบบละเลงงบประมาณปลายปีก็ประกาศปิดรับคนดูงานในเดือนกรกฎา-สิงหา เพราะคนไปไม่ได้เรียนรู้ ไปดูชั่วโมงเดียวกลับ ไม่มีประโยชน์อะไร ทำข้าวของเขาเสียหายอีกต่างหาก

            ชุมชนไม่ควรปฏิเสธการท่องเที่ยว แต่ควรปฏิเสธนโยบายรัฐที่ต้องการแต่ “ตัวเลข” ไม่ช่วยพัฒนาคน พัฒนาระบบ ชอบไปสั่งการ ไปครอบงำ ชุมชนต้องตั้งรับให้ดีกับบริษัทัวร์ทั้งหลายที่เอาชุมชนไปขาย สถาบันอุดมศึกษาที่เข้าไปเอาข้อมูลจากชาวบ้านอ้างว่าเพื่องานวิจัยโดยไม่ได้ช่วยอะไรเลย

            แต่อย่างว่า ชุมชนอ่อนแอและถูกทำลายไปจนไม่รู้จะเอาอะไรไปต่อรองต่อกรกับรัฐและนายทุนได้ ร้านค้าโชห่วยก็ใกล้จะเจ๊งหมดแล้ว เหลือรถขายผักผลไม้ขายกับข้าว เขายังเอาห้างสรรพสินค้าใส่รถกระบะไปแข่ง แล้วชาวบ้านคนยากคนจนจะเหลืออะไร

สยามรัฐรายวัน 28 มีนาคม 2561

ดร.ปรีชา อุยตระกูลและอาจารย์กนก โตสุรัตย์ จากวิทยาลัยครูนครราชสีมาเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ได้วิจัยเรื่องราวของ “ชาวบน” หรือ “เนียะกุร” ที่บ้านน้ำลาด อำเภอเทพสถิต จังหวัดนครราชสีมา พบว่าเป็นชนเผ่าตระกูญมอญเขมรเล็กๆ เผ่าหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ พวกเขาหนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงเพื่อความอยู่รอด รอดจากอำนาจรัฐ จาก “คนไทย” ที่เอาเปรียบ กดขี่พวกเขา

            คุณพรพิไล เลิศวิชาและคณะจากมูลนิธิหมู่บ้านเมื่อ 30 ปีก่อน ไปวิจัยชุมชนคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช พบจากคำบอกเล่าของชุมชนคนเฒ่าคนแก่และพงศาวดารว่า พวกเขาเป็นไพร่หนีนายไม่ไปรบไทรบุรี หนีไปอยู่ในหุบเขาหลวงที่ทางการตามเข้าไปไม่ได้ เพิ่งออกมาสู่สังคมภายนอกเมื่อปี 2505 หลังจากเกิดวาตภัยแหลมตะลุมพุก

            เจมส์ ซี สก็อต ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยล ผู้มีชื่อเสียงจากงานวิจัยที่รัฐเคดะห์หรือไทรบุรีในอดีต เขียนหนังสือชื่อ “อาวุธคนยาก” เป็นการต่อต้านอำนาจรัฐของคนยากคนจนในรูปแบบต่างๆ ที่เขาได้เรียนรู้จากสองสามปีที่ไปฝังตัวอยู่ในหมู่บ้านที่นั่น

            เขาได้เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ชื่อว่า ศิลปะในการไม่ถูกปกครอง (The Art of Non-being Governed) พูดถึง “ชาวเขา” กว่า 100 ล้านคนในอาศํยอยู่ในไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ทางใต้ของจีนและทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เป็นมุมมองอีกด้านเกี่ยวกับชาวเขาชาวดอย

            อาจารย์สก็อตบอกว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่คนป่า คนโง่เขลาด้อยพัฒนา แต่เป็นคนที่เคยอยู่ในรัฐบนพื้นราบหรือในหุบเขามาก่อน แต่ได้หนีรัฐขึ้นไปอยู่ที่สูงเพื่อหนีการเป็นทหาร การเป็นทาส การใช้แรงงาน การเสียภาษีเป็นข้าวของเงินทอง รวมไปถึงหนีความอดอยากและโรคภัยไข้เจ็บ

            ชาวเขาชาวดอยมากมายหลายเผ่าพันธุ์เหล่านี้เป็น “คนไร้รัฐ” (non-state people) ที่อาศํยอยู่ใน “เขตเงา” (shadow zone) ด้วยความสมัครใจเพื่อหนีการปกครองและครอบงำของรัฐ ที่พยายามให้คนอยู่รวมกันในพื้นที่แคบๆ เพื่อการควบคุม เพื่อการใช้แรงงาน การเพาะปลูกข้าว การนำข้าวส่วนเกินจากการบริโภคในครัวเรือนมาไว้เป็นเสบียงสำหรับคนที่ไม่ปลูกข้าว สำหรับทหารยามศึกสงคราม

            ไปรบชนะก็กวาดต้อนคนจากลาว เขมร เวียดนาม มอญ พม่า เข้ามาเพื่อเป็นแรงงาน ให้มาอยู่ใกล้ๆ กัน ทำนาเสร็จจะได้ขนข้าวมารวมกันได้ง่าย เพราะยิ่งไกลยิ่งลำบากและควบคุมยาก

            การอยู่ใกล้กันในพื้นที่จำกัดทำให้เกิดโรคระบาดได้ง่าย ทั้งคนทั้งสัตว์ หนูที่มากินข้าวกินพืชแพร่เชื้อโรค บางปีฝนแล้งน้ำท่วมก็ขาดแคลนข้าว ชาวบ้านก็ไม่มีข้าวกิน เพราะที่เหลือแต่ละปีก็ถูกรัฐเก็บเป็นภาษีหรือนำไปใช้ในสงคราม

อาจารย์สก็อตอ้างหลักฐานทางโบราณคดีว่า “คนไร้รัฐ” เหล่านี้มีสุขภาสพดีกว่า “คนใต้รัฐ” โครงกระดูกที่ขุดได้พบว่า คนไร้รัฐในสมัยก่อนมีโครงกระดูกใหญ่และไม่มีหลักฐานของโรค ขณะที่คนใต้รัฐมีโครงกระดูกเล็กกว่าและมีร่องรอยของการเกิดโรคหลายอย่าง

            พวกเขาปรับตัวในการทำการเกษตรบนที่สูง ทำไร่เลื่อนลอย ที่ไม่ได้ทำลายป่า เพราะทำปีสองปีก็ย้ายไปที่อื่น กว่าจะเวียนกลับมาป่าก็ขึ้นเหมือนเดิม พวกเขาไม่ต้องการปักหลักที่ใดที่หนึ่งให้ถูกติดตามหรือรุกรานจากรัฐ มักไม่ปลูกข้าวเพราะอาจถูกยึดได้ง่าย แต่ปลูกพืชมีหัวในดินอย่างเผือกมันต่างๆ ที่อยู่ในดินได้หลายปีโดยไม่ถูกยึดง่ายเหมือนข้าวในยุ้ง

            ชาวเขาถูกหาว่าเป็นคนป่าคนเถื่อนเพราะไม่มีภาษาเขียน ไม่มีบันทึก มีแต่คำบอกเล่า อาจารย์สก็อตบอกว่า พวกเขาทิ้งภาษาเขียนจากที่เคยมีร่วมกับคนอื่นๆ เพราะต้องการให้มีประวัติศาสตร์ที่ยืดหยุ่น เพื่อการอยู่รอด ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ได้ เหมือน “ไร้ร่องรอย” ถ้าบันทึกไว้ก็เปลี่ยนไม่ได้

            วันนี้โลกเปลี่ยนไป การคมนาคม การสื่อสาร การพัฒนา ทำให้ชาวเขาไม่สามารถดำรงอยู่อย่างเดิมได้ ถูกรวมเข้าเป็น “คนใต้รัฐ” แต่ส่วนหนึ่งก็ยังอยู่แบบ “ไร้รัฐ” “ไร้อัตลักษณ์” หลายคนรู้ว่าตนเองเป็นคนเผ่าพันธุ์อะไร แต่ไม่ได้รับการยอมรับว่ามี “สัญชาติ” อะไร

            งานวิจัย “ชาวบน” “คีรีวง” “ชาวเขา” ทำให้เราเห็นอำนาจรัฐสร้างมาตรฐานเดียวเพื่อวัดประชาชนว่า “ฉลาดหรือโง่” “รวยหรือจน” “สุขภาพดีหรือเจ็บป่วย” โดยใช้ใช้กฎหมาย อาวุธ และวัฒนธรรมเป็นอำนาจ เป็นเครื่องมือในการบังคับ ควบคุม กดขี่ประชาชน อ้างว่าเพื่อความเจริญพัฒนา

            “ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่” ประโยคนี้จึงหลุดออกมาจากจิตใต้สำนึกของข้าราชการที่เป็นกลไกของอำนาจรัฐ ที่ยังหลงยุคตกสมัย บนโร้ดแมปประชาธิปไตยและไทยแลนด์ 4.0

            คนวันนี้หนีอำนาจรัฐไปอยู่ดอยบนเขาเข้าป่าเหมือนคนในอดีตไม่ได้อีกแล้ว ไม่เป็นอนาธิปัตน์แต่ต้องการเป็นประชาธิปัตย์ เป็นประชาธิปไตยที่แปลว่า “ประชาชนปกครองตนเอง”

ไม่ใช่ปกครองโดยรัฐแบบโบราณ รัฐที่ “ไม่เห็นหัวประชาชน” ไม่เคารพศักดิ์ศรีของ “ชาวบ้าน” แต่โบราณมาแล้ว รัฎฐาธิปัตย์แบบนี้จะถูกต่อต้าน อนาธิปัตย์ คือสุดขั้วของการต่อต้านอำนาจรัฐ

ที่ใดอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ที่นั่นใช้กฎหมายน้อย ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้กฎหมายมาก ปกครองด้วยอำนาจ คุก ตำรวจ ทหาร สร้างค่านิยมเป็นอำนาจนำครอบงำประชาชน

คนต่อต้านอำนาจรัฐที่มีระบบโครงสร้างที่กดขี่ โกงเงินคนยากคนจน คนไร้ที่พึ่ง ชาวเขาชาวดอย ที่ไม่ได้โง่กว่าข้าราชการ แต่ระบบโครงสร้างรัฐเปิดโอกาสให้ข้าราชการโกงได้มากกว่าเท่านั้น ถ้าฉลาดจริงก็ไม่น่าจะให้จับได้ไล่ทันอย่างวันนี้