phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 6 กันยายน 2560

เบอร์ทรันด์ รัสเซล นักปรัชญาผู้โด่งดังชาวอังกฤษในศตวรรษที่แล้วบอกว่า บิดาของปรัชญาตะวันตก คือ เพลโต ผู้ได้บอก “ทุกอย่าง” ไว้หมดแล้ว นักปรัชญาตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นเพียง ผู้เขียน “เชิงอรรถ” ให้ความคิดของเพลโตเท่านั้น

เพลโตเป็นศิษย์เอกของโสคราติส (469-399 ก่อน ค.ศ. ) ได้บันทึกความคิดและเรื่องราวต่างๆ ของ “อาจารย์” ผู้ซึ่งไม่ได้เขียนอะไรไว้เลย ที่รู้จักกันดี คือ Apology ซึ่งนำเอาการพิพากษาคดีของโสคราติสที่ถูกกล่าวหาว่ายุยงเยาวชนให้เสียคนและตัวเขาไม่ศรัทธาต่อเทพเจ้า และที่สุดถูกตัดสินประหารชีวิต

มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ชาวเยอรมันกล่าวไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนว่า ถ้าอยากเข้าใจโลกวันนี้ ให้กลับไปศึกษาปรัชญากรีกเมื่อ 2,500 ปีก่อน ยุคกำเนิดปรัชญาตะวันตก ที่เป็นรากฐานทางความคิดและพัฒนาการของโลก ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาจนถึงทุกวันนี้

ที่เขาพูดเช่นนี้เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบใหม่ ไม่ใช่เชื่อว่าทุกอย่างมีคำตอบหมดแล้วในตำนาน ในศรัทธาต่อเทพเจ้าผู้ทรงสร้างและบันดาลให้สรรพสิ่งเป็นไปตามวิถีแห่งชะตากรรม นักปรัชญาชาวกรีกจึงพยายามหาคำตอบว่า โลกมาจากไหนและเป็นอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร อะไรเป็นรากฐานที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสัมพันธ์กันเป็นหนึ่ง ทุกอย่างเป็นมา เป็นอยู่และเป็นไปได้อย่างไร

เป็นคำถามที่ทำให้เกิดคำตอบที่แตกต่างกันใหญ่ๆ สองทาง  เพลโต บิดาของจิตนิยมมองว่า “จิต” หรือ “ความคิด” เป็นรากฐานสำคัญที่สุด ขณะที่เดโมครีตุสบอกว่า “อะตอม” หรือ “วัตถุ” ต่างหาก ซึ่งก็คือฐานคิดของวัตถุนิยม ขณะที่จิตนิยมพัฒนาการไปสูงสุดที่เฮเกล วัตถุนิยมก็ไปสุดขีดที่คาร์ล มาร์กซ์

แต่สิ่งที่เป็น “หลักคิด” ของตะวันตกที่เป็นมรดกของโสคราติส คือ “วิธีคิดแบบโสคราติส” หรือที่เรียกกันว่า “วิภาษวิธี” (dialectic) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เพื่อโต้แย้งและนำไปสู่ความคิดใหม่ ไม่ว่าจิตนิยมหรือวัตถุนิยมก็ใช้วิธีคิดนี้ โดยมีตัวตั้ง (thesis) ตัวแย้ง (antithesis) และตัวตาม หรือการสังเคราะห์สรุป (synthesis) ซึ่งก็จะกลายเป็นตัวตั้ง ที่จะมีตัวแย้งและตัวสรุปเช่นนี้เรื่อยไป

โสคราติสชอบสนทนากับผู้คนโดยเฉพาะเยาวชน เขาตั้งคำถามให้คนรุ่นใหม่หาคำตอบใหม่ ซึ่งหลายคนสงสัยว่าทำไมถึงเป็นเรื่องในสังคมประชาธิปไตยในนครรัฐเอเธนส์ยุคนั้น แต่จะนำมาเปรียบกับระบอบประชาธิปไตยในโลกวันนี้ทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะสภาของเอเธนส์เป็นสภาประชาชน ไม่มีผู้แทน มีแต่พลเมืองผู้ชายผู้ใหญ่ทุกคนเป็นสมาชิกสภา ผู้หญิงและทาสเข้าสภาไม่ได้

ความหมายของประชาธิปไตยของกรีกในยุคนั้น คือ การปกครองโดยประชาชน เพราะอำนาจเป็นของประชาชน ซึ่งเป็นผู้ออกกฎหมาย และมีจิตอาสาเข้าไปทำงานเป็น “ข้าราชการ”

คำสอนของโสคราติสเป็นเรื่องคุณธรรมและความรู้ ซึ่งเขาถือว่าเป็นสองหน้าของเหรียญเดียว “คุณธรรมคือความรู้ ความรู้คือคุณธรรม” คุณธรรมทำให้มีความสุข การรู้ความจริงทำให้คนเป็นอิสระ ไม่ใช่การรู้เพื่อรู้ แต่รู้เพื่อมีชีวิตที่ดี รู้ด้วยใจที่กลายเป็นจิตสำนึก

โสคราติสสอนว่า “ชีวิตที่ไม่มีการตรวจสอบเป็นชีวิตที่ไม่มีค่า” ใน Apology ซึ่งแปลว่าการป้องกัน อันว่าด้วยการกล่าวโทษและการโต้ตอบของโสคราติสในการดำเนินคดีใน “ศาล”  เขาแสดงให้เห็นถึงการเคารพกฎหมายและยอมรับในกระบวนการยุติธรรม แม้ผลออกมาจะไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง คือ เขาไม่ได้ทำให้เยาวชนเสียคน แต่ทำให้เป็นผู้เป็นคนมากขึ้นต่างหาก และเขาไม่ได้ปฏิเสธเทพเจ้า เพียงแต่ต้องการแสดงศรัทธาในแบบที่มีเหตุมีผลมากกว่าที่ทำกัน แต่เมื่อ “ศาล” คิดต่าง เขาก็ยอมรับ

ในการพิพากษ์คดี โสคราติสมีสิทธิอุทธรณ์และเสนอโทษเป็นการถูกปรับหรือถูกเนรเทศ แต่เขาไม่ทำ และยอมรับความตาย ทั้งๆ ที่ก่อนนั้น มีเพื่อนชื่อ Crito (ชื่อหนังสือที่พูดเรื่องนี้) ที่เสนอช่วยเหลือให้เขาหลบหนี แต่โสคราติสก็อธิบายว่าทำไมเขาไม่ทำ และโชคดีที่เขาไม่ไป เพราะถ้าเขาไป ชื่อของโสคราติสคงไม่ยิ่งใหญ่และเป็นอมตะอย่างทุกวันนี้ เพราะมันขัดแย้งกับสิ่งที่เขาได้สอนและพยายามต่อสู้ตลอดมา

ดูเรื่องกรีกเป็นละครแล้วก็ย้อนมาดูการเมืองไทย ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาจนถึงวันนี้ มีคนไทยหลายคนทั้งอดีตผู้นำระดับสูงลงมาถึงลิ่วล้อบริวาร ที่ได้ “หนีไป” หรือเนรเทศตัวเอง (ภาษาอังกฤษบอกว่า self-exile)

เหตุผลที่ให้ไว้มักเป็นเรื่อง “การเมือง” และดูเหมื่อนจะหนีได้ไม่ยาก เส้นทางออกนอกประเทศทาง “ธรรมชาติ” มีหลายพันกิโลเมตร หรือถ้า “บารมี” มากก็ไปทาง “ธรรมดา” ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ได้หนีไปไหน เข้าไปใช้โทษอยู่ในเรือนจำ

กรีกกับไทย : เป็นไปได้ที่โสคราติสเชื่อ (อย่างที่เพลโตเขียนไว้ใน Phaedo) ว่า “คนดีมีความเป็นธรรมจะเกิดใหม่ได้ชีวิตที่ดีกว่า” อาจารย์และศิษย์ผู้ยิ่งใหญ่เชื่อในการกลับชาติมาเกิด (reincarnation) และน่าจะเชื่อในเรือง “กรรม” คล้ายคนไทยที่เชื่อว่า “กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ” ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า

สยามรัฐรายวัน 30 สิงหาคม 2560

ตั้งแต่พรบ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนประกาศเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2548 จนถึงวันนี้มีวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศประมาณ 80,000 กลุ่ม คนส่วนใหญ่ไม่ทราบที่มา จึงอาจจะมองที่ไปไม่ถูก หรือสับสน จนทำให้ของดีที่มีอยู่กลายเป็นอะไรที่ไม่มีคุณค่าอย่างที่ควร

                แรกๆ ผู้ประกาศข่าวทางทีวีวิทยุยังพูดว่า “รัฐวิสาหกิจชุมชน” อยู่นาน กว่าจะคุ้นเคย แต่ก็ไม่แปลก เพราะคนทั่วไปคิดว่าพรบ.นี้ก็คงมาจากหน่วยงานรัฐ ที่คิดขึ้นมาเพื่อเอื้อการทำงานของตนเหมือนกฎหมายร้อยละ 99 (อย่างที่ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณบอก)

                พรบ.นี้คงเป็นหนึ่งในร้อยที่ไม่ได้มาจาก “ราชการ” แต่มาจาก “ราษฎร” แต่ที่สุดในทางปฏิบัติ ก็กลายเป็น “รัฐวิสาหกิจชุมชน” คืออยู่ในอาณัติของหน่วยงานราชการ มีชะตากรรมเดียวกันกับสหกรณ์ คือกลายเป็น “บอนไซสยาม” ไปอีกราย

                ในเมื่อผู้อยู่เบื้องหลังของการก่อเกิดพรบ.นี้คือ มูลนิธิหมู่บ้านและเครือข่ายผู้นำชุมชนทั่วประเทศ ก็ขอย้อนกลับไปเล่าเรื่องมูลนิธินี้ที่เปิดเมื่อปี 2531 ทำงานพัฒนาชุมชนด้วยแนวคิดการสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน และทุนชุมชน

                แทนที่จะใช้เงินและทำโครงการพัฒนาเหมือนที่ทำๆ กัน มูลนิธิหมู่บ้านได้ลงไปศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ค้นหาปราชญ์ชาวบ้านทั่วแผ่นดิน และประสานให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ แทนที่จะไปพัฒนาชาวบ้านก็ไปเรียนรู้จากพวกเขาว่า คนที่เคยมีปัญหาเขาแก้ได้อย่างไร ชุมชนที่เข้มแข็ง เข้มแข็งเพราะอะไร และนำบทเรียนนั้นมาสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ และเผยแพร่ทางสื่อและเครือข่ายผู้นำชุมชน

                การทำข้อมูลชุมชนทำให้ได้พบสิ่งที่เราเรียกตอนนั้นว่า “ธุรกิจชุมชน” กับ “อุตสาหกรรมชุมชน” คือการรวมกลุ่มของชาวบ้านทำการประกอบการเล็กๆ ในหมู่บ้านหรือระหว่างหมู่บ้าน ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งที่ชาวบ้านทำเอง และนายทุนเข้าไปทำในหมู่บ้าน อย่างการทำหมอนขิดสามเหลี่ยมที่ป่าติ้ว ยโสธร ที่นายทุนทำให้หมู่บ้านหลายแห่งเป็น “คลัสเตอร์” โรงงานผลิตหมอน หมู่บ้านนี้เย็บ หมู่บ้านนั้นยัด หมู่บ้านโน้นตรวจสอบ จัดทำหีบห่อ แล้วมีรถสิบล้อไปรับ นำไปจำหน่ายทั่วประเทศ

                เราได้เห็นศักยภาพของการทำ “ธุรกิจชุมชน” ที่ผลิตในท้องถิ่นนำไปเร่ขายตามงานวัด ตลาดนัด หรือมีนายทุนบรรทุกไปกรุงเทพฯ ทั้งชาวบ้านคนขายและผลิตภัณฑ์จากชุมชน เสื่อ หมอน ผ้าไหม เขียง ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ กลางคืนไปนอนตามวัด ขายหมด รถสิบล้อก็นำกลับไปหมู่บ้าน

                ประมาณปี 2537 มูลนิหมู่บ้านได้นำกลุ่มผู้นำชุมชนภาคใต้ไปศึกษาดูงานเรื่องการทำแป้งขนมจีนที่ศรีสะเกษ ที่แปดริ้วและที่กรุงเทพฯ เพราะอยากทำ “ธุรกิจ” อะไรสักอย่างเพื่อเป็นรายได้ชดเชยที่ผู้นำต้องไปประชุมทั้งที่รัฐทั้งเอกชนเขิญไป จนไม่มีเวลาทำมาหากิน ครอบครัวขาดรายได้

                คนใต้กินขนมจีนมาก แต่ไม่มีที่ไหนผลิตแป้งขนมจีน ผู้นำไปสำรวจความต้องการพบว่า ถ้ามีคนทำออกไปขาย ราคาไม่แพง และรสชาติดีคนทำขนมจีนก็จะซื้อ จึงเป็นที่มาของการไปเรียนรู้และเตรียมการทำโรงงานแป้งขนมจีน ซึ่งใช้เวลาเป็นปีเพื่อระดมทุน และลงมือทำที่พรหมคีรี นครศรีธรรมราช ทำสำเร็จ สามารถจ่ายเงินปันผลถึงร้อยและ 24 ในปีวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540 และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังปันผลประมาณร้อยละ 20 ตลอดมา ส่งแป้งขนมจีนไปขายทั่วภาคใต้มาจนถึงกทม.วันหนึ่งหลายสิบตัน

                นี่คือที่มาของชื่อ “วิสาหกิจชุมชน”  ผู้นำชุมชนและมูลนิธิหมู่บ้านช่วยกันคิดว่า จะทำโรงงานแป้งขนมจีนโดยจดทะเบียนเป็นอะไรดี จดเป็นสหกรณ์ก็มีปัญหา เป็นบริษัทก็อาจยุ่งยาก เพราะชาวบ้านไม่มีประสบการณ์เลย ที่สุด วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียแล้วก็จดเป็นบริษัท แม้รู้สึกว่าไม่ใช่ จึงมีการคิดกันว่า น่าจะมีทางเลือกใหม่ที่ไม่ใช่สหกรณ์และไม่ใช่บริษัท จึงมีคนเสนอคำว่า “วิสาหกิจชุมชน”

                นั่นคือที่มาของการเริ่มพูดคุยกันและหาทางเสนอพรบ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน โดยระดมความคิดเห็นของผู้นำในเครือข่ายจากทั่วประเทศ เสนอรัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2544 เข้าที่ประชุมครม.สัญจรครั้งแรกที่เชียงใหม่ ผ่านแบบไม่มีใครโต้แย้ง เพราะนายกฯ เสนอเอง ตอบเอง และสั่งให้ส่งกฤษฎีกาและเสนอสภาฯ ตามกระบวนการต่อไป

                ผมได้ไปที่กฤษฎีกากับผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม และลุงประยงค์ รณรงค์ เพื่อชี้แจง เลขาธิการในขณะนั้นถามผมว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายนี้ไหม ผมตอบว่า “ไม่มีครับ” เขาถามเสียดังหน้าแดงว่า “แล้วทำไมบ้านเราต้องมีด้วย” ผมก็สวนไปว่า “ถ้าประเทศอื่นไม่มี บ้านเรามีไม่ได้หรือครับ”

                ผมบอกว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายสหกรณ์ที่พัฒนาและครอบคลุมไปหมดจนกระทั่งไม่ต้องมีกฎหมายอะไรแบบนี้อีก (ผมพาผู้นำชุมชนไปดูงานที่ฝรั่งเศส เยอรมัน ที่โน่นเขาบอกข้อมูลเราหมด) แต่กฎหมายสหกรณ์ของเราที่มีมาเกือบร้อยปียังไม่มีประสิทธิภาพ เหมือนมีแต่รถบัสวิ่งในเมือง ระหว่างเมือง ช้าและไม่สะดวก จึงมีรถตู้เกิดขึ้น รับผู้โดยสาร 10 คน วิ่งไปถึงหมู่บ้านได้ทั่วประเทศ  คล่องตัวกว่ามาก

                ใช้เวลา 4 ปี เมื่อพรบ.นี้ผ่านสภาออกมา เราแทบ “จำหน้าไม่ได้” เพราะสิ่งที่ได้เสนอไปถูกตัดไปเกือบหมด ไม่ว่าการเป็นนิติบุคคล การมีกองทุน การมีหน่วยงานวิจัย ซึ่งเราได้ศึกษาจากหลายประเทศพบว่า “SME” เขามีสิ่งเหล่านี้ วิสาหกิจชุมชนก็คือการประกอบการขนาดเล็กขนาดจิ๋วของชุมชน ควรมีการสนับสนุน แต่กลไกใน “สภา” บอกว่า สหกรณ์ก็มีแล้ว ธนาคารก็มีทุนแล้ว มหาวิทยาลัยก็วิจัยได้

                วันนี้ เราจึงมีวิสาหกิจชุมชน 80,000 กลุ่มที่ไม่เป็นนิติบุคคล แค่ไป “ลงทะเบียน” เพื่อ “รอรับงบและความช่วยเหลือจากรัฐ”  ไม่ได้มีกองทุน ไม่ได้มีงบประมาณวิจัยเพื่อสร้างเสริมสติปัญญาอะไรเลย

                แทนที่จะเป็นไม้ใหญ่ให้ดอกให้ผล พึ่งตนได้ ก็เป็นเพียงบอนไซที่ต้องอาศัยคนรดน้ำดูแลเท่านั้น

สยามรัฐรายวัน 23 สิงหาคม 2560

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่พนักงานที่มีประกันสังคม ผู้ไม่สังกัดกองทุนใด สามารถออมได้และได้รับการสมทบจากรัฐ ส่วนใหญ่จึงเป็นเกษตรกร คนรากหญ้า คนที่มีการประกอบการเล็กๆ ของตนเอง

กอช. ก่อตั้งขึ้นมาได้ ๒ ปี มีเป้าหมายที่  ๑ ล้านคน แต่ได้เพียงครึ่งเดียว หรือว่า ๑) รัฐบาลไม่ให้การส่งเสริมสนับสนุนเท่าที่ควร หรือว่า ๒) ยุทธวิธีในการทำงานยังไม่ลงตัวกับ “วัฒนธรรมไทย” 

๑) คำถามถึงรัฐบาล คือ มีความมุ่งมั่นทางการเมือง (political will) ในเรื่อง “การออม” มากน้อยเพียงใด เรื่องนี้วัดกันที่แผนงาน โครงการส่งเสริมสนับสนุนอย่างที่มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม ที่มาจากวิธีคิดแบบ “คอนราด อะเดเนาว์” บิดาผู้ให้กำเนิดต้นแบบของแนวคิดนี้

อดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของชาติเยอรมัน มีคนบอกว่า นรกส่งฮิตเลอร์มาเกิด สวรรค์ส่งอะเดเนาว์มากอบกู้บ้านเมืองที่ล่มสลาย และหนึ่งในมาตรการที่ทุกคนยังจดจำนายกรัฐมนตรีผู้นี้ คือ การออมและระบบสวัสดิการสำหรับชาวเยอรมมันทุกคน ไม่ว่าทำงานอะไรหรือไม่มีงานทำ

คนเยอรมันเป็นคนมีวินัยสูงเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว การออมที่เสนอโดยนายกอะเดเนาว์ยิ่งทำให้เกิดวินัย สวัสดิการและความมั่นคงในชีวิตมากยิ่งขึ้น การฟื้นฟูประเทศในเวลาอันรวดเร็ว (เร็วยิ่งกว่าประเทศชนะสงคราม) ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากรากฐานการออมของผู้คนนี่เอง

ประเทศไทยอาจไม่เห็นความสำคัญของการออมอย่างเป็นระบบแบบเยอรมัน เพราะเดินตามหลังอเมริกันในทุกรูปแบบ คนไทยส่วนใหญ่ไปเรียนที่อเมริกา เอาความคิดเศรษฐกิจ วิธีชีวิต และวัฒนธรรมการใช้จ่ายแบบอเมริกันมาใช้ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๐๔

คนอเมริกันไม่ออม คนอเมริกันกู้เงินมาซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อทุกอย่าง คนอเมริกันใช้เงินอนาคต ใช้บัตรเครดิต วัฒนธรรมที่จะเห็นได้น้อยในเยอรมนี  ที่ผู้คนไม่เอาบ้านไปค้ำเงินกู้ ไปจำนอง เอารถ เอาข้าวของไปจำนำแบบบ้านเรา

ความมุ่งมั่นทางการเมืองของรัฐบาลคงไม่ดูจากคำสั่งอย่างเดียว แต่น่าดูว่า โครงการต่าง ๆ ช่วยให้ประชาชนมีเงินออมได้อย่างไรด้วย หมายถึงการส่งเสริมให้ชาวบ้าน เกษตรกร คนรากหญ้ามีรายได้เพียงพอเพื่ออยู่รอดและนำส่วนหนึ่งมาออม เพราะถ้ายังเป็นหนี้ท่วมตัวอยู่เช่นนี้ คงยากที่จะคิดเรื่องออม

ปัญหาหนี้สินเกี่ยวพันกับอาชีพ รายได้ การศึกษา การเรียนรู้ของผู้คนในการจัดระเบียบชีวิตของตนเองเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินได้อย่างยั่งยืน ไม่อยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สิน เอาหนี้ใหม่ไปใช้หนี้เก่า เอาที่หนึ่งไปใช้อีกที่หนึ่ง เป็นดินพอกหางหมู เป็นวัวพันหลักที่สุดท้ายก็รัดคอตัวเอง

๒) หรือยุทธวิธีในการทำงานต้องทบทวน ควรไปศึกษาประวัติศาสตร์การออมในชุมชนตั้งแต่กรมการพัฒนาชุมชนไปส่งเสริมชาวบ้านให้ออมเสื่อ ๔๐ กว่าปีก่อน โดยตั้ง “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์” ซึ่งเผยแพร่ไปทั่วประเทศ แต่เหลืออยู่ไม่มาก และที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ก็ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเงินออม มีระเบียบปฏิบัติที่ชาวบ้านคิดกันขึ้นมาเอง

อย่างกรณีกลุ่มออมทรัพย์ที่ตำบลน้ำขาว อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งก่อตั้งครั้งแรกในโรงเรียน ประมาณ ๓๕ ปีก่อน โดยครูใหญ่ในขณะนั้นคือ “ครูชบ ยอดแก้ว” ท่านให้เด็กออมวันละบาท แล้วให้ครูกู้ โดยมี “ค่าธรรมเนียม” (ดอกเบี้ย) ค่อนข้างสูง นำดอกผลไปเป็นสวัสดิการให้เด็กนักเรียน

สิ่งที่ครูชบทำนั้นไม่ใช่เพียงเพื่อให้เด็กมีเงินใช้ ได้สวัสดิการ แต่ท่านต้องการพัฒนาเด็กให้เป็นคนดี มีวินัย มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบต่อตนเองและต่อผู้อื่น รวมทั้ง “เป็นประชาธิปไตย” ท่านจึงตั้งชื่อกลุ่มนี้ว่า “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อพัฒนาครบวงจรชีวิต”

พระครูพิพัฒนโชติ หรือพระอาจารย์ทองของชาวบ้านที่อู่ตะเภา หาดใหญ่ ตั้ง “ธนาคารชีวิต” ๓๐ กว่าปีก่อน โดยให้ชาวบ้านออมวันละบาท คนออมไม่ได้ดอก คนกู้เสียดอก แล้วเอาเงินนั้นไปพัฒนาชุมชน น้ำท่วมหาดใหญ่หลายปีก่อน ธนาคารชีวิต ซึ่งมีเงินออมประมาณ ๑๐ ล้าน นำดอกผลไปช่วยเหลือสมาชิก พันคนที่ถูกน้ำท่วมคนละ ๕๐๐ บาท แม้เป็นเงินไม่มาก แต่เป็นสวัสดิการที่มาจาก “น้ำใจ” และ “วินัยชีวิต”

น้าลัภท์ หนูประดิษฐ ประธานสหกรณ์การเกษตรหาดใหญ่ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิวัติสหกรณ์ในประเทศไทย ท่านบอกว่า สหกรณ์ต้องอยู่ใกล้ชาวบ้าน ไม่ใช่ตั้งไว้ที่อำเภอ แล้วให้ชาวบ้านนั่งรถไปออมเดือนละ ๕๐ บาท ซึ่งไม่มีใครไป สหกรณ์การเกษตรจึงไม่มีเงินออม มีแต่ไปกู้เงิน ธกส.มาปล่อยสมาชิก

น้าลัภท์ถือคติว่า ภูเขาไม่มาหาเรา เราก็ไปหาภูเขา เขาคือคนที่จัดรถเปิดท้ายไปรับเงินออมจากชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆ ในอำเภอหาดใหญ่ เพียงไม่กี่ปี สหกรณ์การเกษตรหาดใหญ่มีเงินเป็นพันล้าน (แต่ยังน้อยกว่าที่อำเภอนาหม่อม แม้ว่าเล็กกว่าหาดใหญ่มาก แต่มีเงินออมหลายพันล้านด้วยวิธีคิดนี้)

บางคนอาจบอกว่า คนใต้มีเงินมากกว่าคนอีสานจึงออมได้ ต้องไปถามอาจารย์เคลื่อน นาลาด ซึ่งไปดูงานชุมชนภาคใต้แล้วไปเล่าให้ชาวบ้านที่บุรีรัมย์ฟัง เพื่อขอให้ฟื้นออมทรัพย์ที่ล้มไป ชาวบ้านบอกว่าไม่มีเงิน อาจารย์เคลื่อนก็ไปเอาตัวเลขจากคนขายหวยและร้านค้าที่ขายเหล้า รวมกันแล้วเดือนหนึ่งเป็นแสน ท่านบอกชาวบ้านว่า ไม่ได้ต้องการให้เลิกหวยเลิกเหล้า เพราะแม้แต่พระเทศน์ทุกวันยังไม่เลิก ขอสัก ๑๐% มาออมกันได้ไหม ชาวบ้านยอม และที่สุดหมู่บ้านก็ได้เห็นเงินล้านในเวลาไม่นาน พร้อมสวัสดิการมากมาย

ถ้าคิดใหม่ว่า ได้เงินมาแล้วตัดเงินที่ต้องการออมทันที ที่เหลือค่อยเอาไปจ่ายอย่างอื่น อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเข้าใจ เหมือนคนขายไอตีมซอยบ้านผมที่สงกรานต์ที่แล้วกลับไปบ้าน ไปจ่ายค่าเทอมลูกที่เรียนที่มช. เขาเล่าว่า เขาออมเงินให้ลูกตั้งแต่ลูกเกิดมา ได้มากก็ออมมาก ได้น้อยก็ออมน้อย วันที่เขาเข้ามช. มีเงินออมเพื่อทุนการศึกษาของลูก 300,000 กว่าบาท

รัฐบาลสร้างกลไกที่ดีได้ ชาวบ้านก็ออมได้ ทุกคนทำได้ ถ้ามีความมุ่งมั่นจริง

สยามรัฐรายวัน 16 าสิงหาคม 2560

เมื่อสองปีที่แล้ว พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทยไปร่วมประชุมใหญ่สหประชาชาติที่นิวยอร์ค และได้ร่วมลงนาม “สัญญาประชาคม” กับอีก 192 ประเทศว่า 15 ปีต่อไป (2015-2030) จะร่วมมือกันทำงานเพื่อสร้างสันติภาพให้กับโลกใบนี้ โดยมี 17 เป้าหมายใหญ่ 169 เป้าหมายย่อย ที่เรียกรวมๆ ว่า Sustainable Development Goals (SDGs) เป้าหมายการพัฒนายั่งยืน

                SDGs ไม่ใช่ปฏิญญาหรือข้อตกลงที่มีผลทางกฎหมาย แต่เป็น “ความตั้งใจร่วมกัน” (Resolution) จึงขอแปลว่า “สัญญาประชาคม” ซึ่งไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย เป็นคล้ายกับ recommendations ข้อเสนอแนะให้สมาชิกได้นำไปปฏิบัติร่วมกัน ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีโทษ แต่ก็อาจมีผลต่อ “การลงโทษทางสังคม” (social sanction) อย่างใดอย่างหนึ่งได้ เช่น ถูกนำไปผนวกกับเรื่องการค้า เรื่องสิทธิมนุษยชน หรือผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างประเทศ

                ไม่ทราบว่าบ้านเรามีการนำเรื่องนี้ไปพิจารณาแบบบูรณาการในการวางแผนวางยุทธศาสตร์มากน้อยเพียงใด ที่แน่ๆ คือ ประชาชนทั่วไปแทบไม่รู้เรื่องนี้เลย กลายเป็นเรื่อง “พิธีกรรม” ที่ต้องไปลงนามในฐานะสมาชิกยูเอ็น ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศโดยตรง

                เป้าหมายใหญ่ 17 เป้า คือ ขจัดความยากจน, ขจัดความหิวโหย, สุขภาพดีและความเป็นอยู่ที่ดี, การศึกษาที่มีคุณภาพ, ความเท่าเทียมทางเพศ, น้ำสะอาดและสุขอนามัย, พลังงานสะอาดและทั่วถึง, การงานที่พอเหมาะพอควรและการเติบโตทางเศรษฐกิจ, อุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน, ลดความเหลื่อมล้ำ, เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน, การบริโภคและการผลิตที่รับผิดชอบ, ปฏิบัติการด้านอากาศ, ชีวิตใต้น้ำ, ชีวิตบนพื้นดิน, สันติภาพ ความยุติธรรมและสถาบันที่เข้มแข็ง, ผนึกภาคีสู่เป้าหมาย

                ที่อยากเสนอในวันนี้ไม่ใช่รายละเอียดเหล่านี้ รวมทั้ง 169 เป้าหมายย่อย (targets) ซึ่งหาอ่านได้ในฐานข้อมูลมือถือ (ห้องสมุดแห่งโลกยุคใหม่) แต่อยากพูดถึงกรอบใหญ่ที่น่าจะจดจำได้ง่ายกว่า เป็นกรอบทางความคิดหลักที่สำคัญมาก เพราะเป็นกรอบ “วิสัยทัศน์” อันเป็นที่มาของการเขียนเป้าหมาย

                มีกรอบคิดสำคัญ 3 ประการที่ “อุ้ม” หรือเป็นฐานรองรับเป้าหมายทั้งใหญ่และย่อยทั้งหลาย คือ Bottom Up, Human Dignity,  Sufficiency ซึ่งแปลว่า จากล่างขึ้นบน, ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, ความพอเพียง ตีความว่า

       ๑.จากล่างขึ้นบน คือ วิธีการทำงานที่ฟังสียงของประชาชนมากกว่าคิดเองแล้วสั่งการลงไป ไม่ใช้อำนาจ แต่ใช้ความรู้ใช้ปัญญาซึ่งมาจากการปรับกระบวนทัศน์ของผู้มีอำนาจทางการเมือง ผู้กำหนดนโยบาย ที่กระจายอำนาจ ไม่ทำตัวเป็นศูนย์กลาง คืนอำนาจให้ประชาชน พื้นที่เป็นเป้าหมาย ชุมชนเป็นศูนย์กลาง

       ๒.ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือ การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมให้เกิดแก่คนทุกเพศ วัย สถานะภาพ โดยมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนด้อยโอกาส (อย่างคนจน คนชายขอบ ผู้อพยพ รวมไปถึงผู้ต้องโทษต้องขังที่ต้องได้รับการปฏิบัติดวยตระหนักในศักดิ์ศรีความเป็นคน)

       ๓.ความพอเพียง คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาที่สหประชาชาติให้การยอมรับและนำมาเป็นแนวทางเพื่อให้เป้าหมายในสัญญาประชาคมนี้สำเร็จ เพราะนี่คือกรอบเกณฑ์ทางศีลธรรมที่เป็นกลางและน่าจะได้รับการยอมรับจากสมาชิกไม่ว่าชาติ ศาสนา วัฒนธรรมใด

                คำหลักที่สังคมไทยคุ้นเคยและใช้กันทุกวันนี้มี 3 คำ ที่สะท้อน 3 กรอบใหญ่นี้ คือ ชุมชนเข้มแข็ง, ลดความเหลื่อมล้ำ, และเศรษฐกิจพอเพียง จะเรียกว่าเป็น “วาทกรรม” ก็ได้ เพราะเป็นอะไรที่นำมาใช้และถกเถียงถึงคุณค่า ความหมาย และวิธีปฏิบัติที่แต่ละฝ่ายอาจใช้ไม่เหมือนกัน เพราะมองต่างมุม แต่ต่างก็ใช้เพื่อให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่ตนทำ

                กรอบใหญ่ทั้ง 3 คือ องค์ประกอบสำคัญของวิสัยทัศน์ของยูเอ็นที่ 193 ประเทศลงนามเห็นชอบร่วมกัน วิสัยทัศน์นี้คือบ่อกิดที่มาของ 17 เป้าหมายใหญ่ 169 เป้าหมายย่อย

                SDGs เป็นเครื่องมือเพื่อทำให้วิสัยทัศน์เป็นจริง เพราะวิสัยทัศน์ (vision) คือ ภาพนิมิต (vision) เป็นภาพฝันที่วาดไว้ คือ โลกในอุดมคติที่อยากให้เป็นจริง ปราชญ์เตือนว่า “วิสัยทัศน์ปราศจากการปฏิบัติ คือ ฝันกลางวัน การปฏิบัติที่ไม่มีวิสัยทัศน์ คือ ฝันร้าย (Vision without action is daydream, action without vision is nightmare.)

                เนลสัน แมนเดลา อดีตผู้นำแอฟริกาที่โลกยกย่องเสริมต่อไปว่า “ถ้ามีวิสัยทัศน์พร้อมการปฏิบัติก็จะเปลี่ยนโลกได้” (vision with action can change the world) 

สยามรัฐรายวัน 9 สิงหาคม 2560

เรียนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

                ผมเชื่อในความมุ่งมั่นในการปฏิรูปสังคมของท่าน และเชื่อว่าท่านรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จึงเชื่อว่าท่านจะอ่านข้อเสนอของผมในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ที่ไม่กล้าอ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชน แต่เชื่อว่าคนจำนวนมากคงจะเห็นด้วย

                ผมขอเสนอแนวทางแก้ปัญหา ๒ อย่าง ซึ่งสัมพันธ์กันและน่าจะมีผลระยะสั้นและระยะยาว คือ ๑) ปัญหาหนี้สิน ๒) ปัญหาการศึกษา

      ปัญหาหนี้สินของประชาชน โดยเฉพาะคนจน ซึ่งเป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบอย่างรุนแรง เหมือนกับอยู่ในวงจรอุบาทว์ที่หาทางออกไม่ได้ แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลจะมีกองทุนและแนวทางให้สถาบันการเงินเปิดโอกาสให้คนจนได้เข้าถึงทุนมากขึ้น ปัญหาน่าจะอยู่ที่ “รากฐาน” ที่อ่อนแอมากกว่า เหมือนบ้านที่ไม่มีเสาเข็ม เรือที่ไม่มีหางเสือ

                สิ่งที่ขาดน่าจะเป็น “ปัญญา” เพื่อนำพาให้หลุดพ้นจากปัญหาหนี้สิน ปัญญาที่ได้มาจากการเรียนรู้ที่เหมาะสม ซึ่งหน่วยงานที่ผมทำงานด้วยได้พัฒนาเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้นี้และได้พิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพ คือ การทำแผน 4 แผน คือ แผนชีวิต แผนอาชีพ แผนการเงิน และแผนสุขภาพ

                คนจำนวนมากอยู่อย่างไม่มีเป้าหมาย ไม่มีแบบไม่มีแผน ถ้ามีเวลาได้หยุดคิด ตั้งหลักได้ มีการวางแผนอย่างมีหลักการ มีพี่เลี้ยงคนแนะนำที่ดี จะค้นพบแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินที่ดีมีประสิทธิภาพได้ และไม่กลับไปเป็นหนี้แบบเดิมอีก

                การเรียนรู้นี้ไม่ใช่อบรมสัมมนาฟังการบรรยาย แต่เป็นการมาลงมือเรียนรู้และปฏิบัติต่อเนื่องอย่างน้อย 3-6 เดือน สัปดาห์ละครั้ง ได้พบเพื่อน ได้ไปเรียนรู้ดูงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้ปรับปรุงบและพัฒนาอาชีพ วางแผนการใช้เงิน ใช้หนี้ การออม วางแผนการกินการอยู่ดูแลสุขภาพตนเอง

                แผน ๔ แผน คือ เสาหลัก หรือขา ๔ ขาให้โต๊ะหรือเก้าอี้ตั้งได้อย่างมั่นคง การลงทุนให้เกิดการเรียนรู้นี้จะได้ผลจริงต้องมีการวางแผนการพัฒนาคน พัฒนาพี่เลี้ยงที่จัดกระบวนการเรียนรู้นี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำอย่างฉาบฉวยเพราะนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีสั่งการ อันนี้ต้องพิจารณาอีกทีถ้าท่านเห็นด้วย

                ประการที่ ๒ เรื่องการศึกษา ประเทศฟิลิปปินส์เพิ่งออกกฎหมายให้เรียนมหาวิทยาลัยของรัฐฟรี ประเทศไทยเคยทำมาก่อนแล้วในรูปแบบอื่น คือ การให้ทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ให้ทั้งค่าเทอมและค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ระหว่างเรียน และให้จ่ายคืนเมื่อจบการศึกษามีงานทำและเสียภาษี

                นั่นเป็นนโยบายสมัยรัฐบาลทักษิณ ต่อมารัฐบาลประชาธิปัตย์เปลี่ยนมาเป็น “ก.ย.ศ” พิจารณาจากฐานะทางเศรษฐกิจของผู้เรียน ผมไม่ต้องการอภิปรายว่าอะไรดีไม่ดีในที่นี้ที่มีการวิเคราะห์ถกเถียงกันแล้ว แต่ต้องการเสนอว่า การปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้ทันโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนี้ ขอเสนอ ๒ แนวทางคือ

                ๑.จัดหลักสูตรระยะสั้นตั้งแต่หลายวัน หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน เพื่อฝึกทักษะอาชีพอย่างจริงจังร่วมกับภาคเอกชน ความจริงก็ทำกันอยู่แล้ว แต่ในปริมาณที่น้อยมาก เห็นได้จากการขาดแรงงานฝีมือในแทบทุกเซ็คเตอร์ จึงควรทำให้ยิ่งใหญ่และครอบคลุมทุกภาคส่วน เพื่อตอบสนองทั้งปัจจุบันและอนาคต

                โลกที่เปลี่ยนไปในด้านพลังงานที่ใช้แสงอาทิตย์ ใช้แบตเตอรี่ ปัญญาประดิษฐ อินเทอร์เน็ตที่ทำให้อะไรๆ เป็นอัจฉริยะไปหมด ถ้าสังคมไทย แรงงานไทยไม่ปรับตัวให้ “สมาร์ท” ไปด้วย เราอาจตายอย่างกบในหม้อน้ำอุ่นที่กำลังร้อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะอุตสาหกรรมและงานบริการต่างๆ ล้วนไม่ทันโลก

                ๒.ให้ทุนการศึกษาการเรียนในมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนเท่าเทียมกัน โดยให้ที่ผู้เรียน ไม่ใช่ที่มหาวิทยาลัย เป็นทุนที่ผู้เรียนเรียนจบแล้ว มีงานทำ เสียภาษีเมื่อไรก็ให้ใช้ทุนคืน และมีกองทุนอีกหนึ่งกองทุนเพื่อผู้ที่มีฐานะเศรษฐกิจไม่ดีได้กู้ยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายอื่นในระหว่างเรียน ค่าที่พัก อาหารและอื่นๆ

                ทั้งหมดนี้ให้รัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและให้ทุน เพราะหากคำนวณผลลัพธ์ทั้งระยะสั้งระยะยาวและอย่างเป็นองค์รวมแล้ว สังคมทั้งองคาพยพจะได้รับอานิสงค์ทั้งวันนี้และวันหน้า จะแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจน และความเหลื่อมล้ำได้

                รัฐบาลไม่ได้ขาดเงิน รัฐบาลกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นเงินหลายล้านล้านบาท ที่เสนอให้ท่านนายกฯ ณ ที่นี้ เป็นเงินไม่มากถ้าเทียบกับโครงการใหญ่ๆ ทั้งหลาย แต่เป็นการลงทุนสร้างรากฐานและโครงสร้างทางปัญญาให้กับสังคม คนสวยรูปงามลงทุนแต่งให้สวยเท่าไรก็ได้ แต่ถ้าโง่แล้วจะมีค่าอะไร

                ผมหวังว่าข้อเสนอนี้จะได้รับการพิจารณา อย่างน้อยให้มีการศึกษาในรายละเอียด เพื่อท่านจะได้ตัดสินใจว่าแนวทางนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในวิสัยทัศน์ เพื่อทำให้ “ภาพนิมิต” สังคมไทยของท่านเป็นจริง

                ด้วยความเคารพและขอบพระคุณ –  เสรี พงศ์พิศ

สยามรัฐรายวัน 2 สิงหาคม 2560 

วันที่ 29 กรกฎาคมเป็นวันภาษาไทย แต่คนส่วนใหญ่คงไม่ทราบ และดูเหมือนไม่มีกิจกรรมอะไรพิเศษเพื่อให้มีการส่งเสริมภาษาไทย ซึ่งเป็นวิชาที่ติดอันดับน่าเบื่อที่สุดวิชาหนึ่งในโรงเรียน

          ภาพของครูภาษาไทยมักเป็นคนหัวโบราณ นักอนุรักษ์ ผู้พิทักษ์ภาษาไทย นักคิดนักเขียนที่มีชื่อเสียงมักไม่ใช่ครูภาษาไทย หรือเรียนจบเอกภาษาไทย จึงไม่กลัวกฎระเบียบที่เคร่งครัด  “ภาษาวิบัติ” ไม่ใช่ข้อจำกัด จึงมีการคิดคำวลีใหม่ๆ เพื่อสะท้อนความคิดอันไร้ขอบเขตและพัฒนาได้ตลอดเวลา

          ในโลกที่ไร้พรมแดนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ ถ้าวันภาษาไทยมีการส่งเสริมในแบบที่ “ทันโลกทันสมัย” ให้คนรุ่นใหม่สนใจและมีส่วนร่วม ก็น่าให้มีการอภิปรายในหัวข้อ เช่น  “รักภาษาไทยให้เรียนภาษาต่างประเทศ” ซึ่งไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ช่วยเสริมกันได้มากกว่า

          มีงานวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นคุณูปการของการเรียนภาษาอื่น ประโยชน์ประการหนึ่งคือทำให้รักภาษาของตนและใช้มันได้ดียิ่งขึ้น (ความข้อนี้ ขออภัยถ้าหากจะยืนยันด้วยตนเองว่า ที่ได้เรียนมา 8 ภาษา ใช้ได้จริงๆ 5 ภาษา ช่วยให้รักและรู้ภาษาไทยได้ดีขึ้นจริง) มีเหตุผลมากมายที่ควรเรียนรู้ภาษาอื่นดังนี้

          ๑.ภาษาเป็นรูปแบบชีวิต สะท้อนวิธีคิด วิถีวัฒนธรรม การรู้ภาษาอื่นเท่ากับออกจากโลกแคบๆ ใบ

เดียว ติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนชนชาติอื่น วัฒนธรรมอื่น รู้จักโลกกว้าง ซึ่งมีอะไรดีๆ มากมาย มหาตมะคานธีบอกว่า “ไม่มีวัฒนธรรมใดอยู่ได้ถ้าปิดกั้นตนเอง” (No culture can live, if it attempts to be exclusive.)

๒.รู้ภาษาอื่นทำให้มีโลกทัศน์กว้างขึ้น มองโลกมองชีวิตและตัดสินใจได้หลากหลายมิติมากขึ้น ด้วยมุมมองที่ดีกว่ากว้างกว่า  เฟเดริโก เฟลลีนี ผู้กำกับภาพยนต์ระดับบรมครูกล่าวไว้ (A different language is a different vision of life.)  ยิ่งยุคสมัยโลกาภิวัติแบบวันนี้ ความเข้าใจโลกทั้งผองแบบภาพรวมมีความสำคัญมาก (global understanding)

๓.ทำให้เปิดทางสู่ข้อมูลข่าวสารความรู้ได้อย่างกว้างขวางและลุ่มลึก เรียนรู้ทักษะต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าข่าวสารทางสื่อมวลชน สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อทันสมัยทางอินเทอร์เน็ต  จูเลียส เยโก แชมป์โลกพุ่งแหลนชาวเคนยาบอกว่า เขาไม่มีโค้ช เขาเรียนรู้และฝึกทักษะกีฬาชนิดนี้จากยูทูบ

๔.มองตนเองจากมุมมองของคนชาติอื่น สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนต่างชาติ ลดอคติ เพราะเข้าใจวัฒนธรรม วิถีชีวิต ระบบคุณค่าของชาตินั้น จึงเคารพให้เกียรติกันและกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

๕.ทำให้พัฒนาทักษะภาษาของตนไปด้วย  “คนไม่รู้ภาษาต่างประเทศ ก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับภาษาของตน” เกอเต้ นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวเยอรมันบอกไว้ (Those who know nothing of foreign languages, know nothing of their own.) มีงานวิจัยที่ยืนยันเรื่องนี้จากการวัดผลการเรียนของคนที่เรียนภาษาต่างประเทศ ทำให้รู้ภาษาของตนเองได้ดีขึ้น รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการเรียนวิชาอื่นๆ ไปด้วย

๖.เรียนภาษาต่างประเทศบำรุงสมอง เพราะสมองได้คิด ได้ทำงานในการใช้ภาษาอื่น ทำให้ไม่เป็นโรคหลงลืม มีโอกาสได้รู้จักคนต่างชาติ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น เปิดโอกาสได้ทำงานกับบริษัทที่ต้องการคนรู้ภาษาต่างประเทศ  ธุรกิจใหญ่ๆ วันนี้เป็นธุรกิจข้ามชาติไปเกือบหมดแล้ว

๗.ได้ชื่นชมงานศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนต์ในภาษาดั้งเดิม ได้อรรถรสมากกว่ามาก ไปเที่ยวต่างประเทศสนุกกว่า เพราะได้สื่อสารกับคนต่างชาติ ได้รับรู้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับที่ท่องเที่ยว วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของสถานที่ต่างๆ โดยตรง ไม่ต้องผ่านล่าม

๘.การรู้ภาษาต่างประเทศเพิ่มโอกาสในการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตรี โท เอก ในต่างประเทศ หรือแม้แต่ในเมืองไทยเอง เรียนปริญญาเอกก็ต้องรู้ภาษาอังกฤษ มีเกณฑ์ที่ต้องสอบผ่าน

การรู้ภาษาอื่นเป็นกำไรชีวิต เกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่กลัวคนต่างชาติ กล้าแสดงความคิดเห็น มีความเป็นตัวของตัวเอง ไปต่างประเทศก็ไม่กลัวหลงทาง การไม่รู้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ นอกจากอาจทำให้หลงทางแล้ว อาจทำให้หลงยุค ตกยุค ไม่รู้เท่าทันการแปลี่ยแปลงของโล

ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ แต่ทั้งภาษาอังกฤษและยูเอ็นต่างก็เป็น “แม่เลี้ยง-พ่อเลี้ยง” ของคนทั้งโลกวันนี้ไปแล้ว ไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญ ก็เหมือนไม่รู้เขา ไม่รู้เรา รบร้อยครั้งก็แพ้ร้อยครั้ง (อย่างที่ซุนหวู่ว่า) 

สยามรัฐรายวัน 26 กรกฎาคม 2560

เมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้ว ได้ประสานงานโครงการความร่วมมือผู้นำศาสนาพุทธ คริสต์และอิสลามเพื่อการพัฒนา มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตและการพัฒนาชุมชน

                ครั้งแรกๆ พบกันที่ “บ้านเซเวียร์” ข้างๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จำหลวงพ่อได้หลายองค์ เช่น พระราชวินยาภรณ์ จากเชียงใหม่ (วัดป่าดาราภิรมย์ ต่อมาท่านมีสมณศักดิ์ขึ้นไปเป็นลำดับจนก่อนมรณรภาพเป็นพระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง)

                มากับท่านจากเชียงใหม่ก็มีพระครูมงคลศีลวงศ์ เจ้าอาวาสวัดดอยสะเก็ดในขณะนั้น (ต่อมาท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์จนเป็นพระเทพวิสุทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ และมรณภาพเมื่อต้นปี 2559)

                จากอีสานมีหลวงพ่อนาน จากวัดสามัคคี สุรินทร์ พระอาจารย์บัญญัติ อนุตตโร จากวัดป่าธรรมดา อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น จากภาคกลางมีพระครูสาคร สังวรกิจ จากวัดยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ยังมีอีกหลายท่านที่จำชื่อนามท่านไม่ได้ รวมทั้งผู้นำศาสนาอิสลามหลายท่าน

                เรื่องที่อยากเขียนถึงวันนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับ “เข้าพรรษา” ที่ผู้นำศาสนาคริสต์ได้เล่าเรื่องสิ่งที่ทำในเทศกาล “ถือศีลอด” หรือ “มหาพรต” (ภาษาที่คาทอลิกใช้เรียกเทศกาล Lent,  40 วันก่อนเทศกาลปาสกา หรือวันที่พระเยซูทรงถูกทรมาน สิ้นพระชนม์และกลับคืนชีพ)

                เริ่มที่ประเทศเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีบาทหลวงท่านหนึ่งเสนอว่า การที่ชาวคริสต์ลดการบริโภค การใช้จ่าย หรือ “อด” ในระหว่าง 40 วันก็เป็นเรื่องดี แต่หลังจากวันปาสกาแล้วก็นำเงินที่อดออมได้ไปใช้จ่ายเอง ถ้าหากว่านำเงินนั้นไปช่วยเหลือคนยากจนจะได้บุญเป็นสองต่อ

                ความคิดนี้ได้รับการยอมรับ และมีการจัดการอย่างเป็นระบบ “แบบเยอรมัน” จัดตั้งองค์กรหนึ่งขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยตรง ชื่อ “Misereor” (ภาษาละติน แปลง่ายๆ ว่า “เมตตา” ก็แล้วกัน) องค์กรนี้จะเตรียมการรณรงค์ใน 40 วันที่ว่านี้ โดยแต่ละปีจะเลือกหัวข้อหนึ่ง หรือประเทศหนึ่ง ทำข้อมูล เอกสาร สื่อต่างๆ ทำการรณรงค์ปลุกจิตสำนึกของคนเยอรมันให้ตระหนักในประเด็นนี้

                มีคำขวัญเกิดขึ้นทุกปี เช่น “เรารวยเพราะเขาจน” “ไม่ใช่การค้าเสรีแต่การค้าที่เป็นธรรม (fair trade not free trade) หรือเลือกประเด็น เช่น เด็กที่ประเทศอินเดีย  และในปี 2534 “ผู้หญิงไทย” เพื่อให้ข้อมูลและรณรงค์ให้คนเยอรมันรู้จักด้านบวกด้านดีของผู้หญิงไทย ไม่ใช่มีแต่ด้านลบด้วยภาพของหญิงบริการที่คนเยอรมันคุ้นเคยในขณะนั้น

                จัดส่งข้อมูล เอกสาร สื่อไปทั่วประเทศ ตามวัด โรงเรียน หน่วยงาน องค์กร ชุมชน ยังแจกกล่องเล็กๆ ทำด้วยกระดาษแข็ง มีรูเพื่อใส่เหรียญใส่เงินที่อดและออมไว้เพื่อจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ร่วมกันในปีนั้น

                บางคนบอกว่า เทศาล 40 วันนี้จะไม่ดื่มเบียร์ดื่มไวน์ เขาก็จะนำเงินที่เคยซื้อเครื่องดื่มเหล่านั้นมาใส่ไว้ในกล่อง หลายคนอดอาหารค่ำวันศุกร์ ก็จะนำเงินที่ควรจ่ายค่าอาหารนั้นใส่ลงไปในกล่อง ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ทุกคนต่างก็ร่วมมือกันในเทศกาลดังกล่าว ใส่เงินลงไปในกล่องเท่าไรก็ได้

                ทุกปี Misereor รวบรวมเงินออมที่นำไปรวมกันในวันปาสกาปีหนึ่งได้หลายพันล้านบาท รัฐบาลเยอรมันมีพันธสัญญาสมทบให้อีกเท่าตัว องค์กรนี้นำเงินดังกล่าวไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยจนถึงเมื่อสัก 20 กว่าปีที่แล้ว (เลิกเอาตอนที่ไทยกำลังกลายเป็นเสือตัวใหม่)

                แนวคิดของเยอรมันได้แพร่ไปทั่วโลก ชาวคริสต์ร่วมกันเรียนรู้และอดออม พัฒนาตนให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่เราทุกคนมีส่วนรับผิดชอบ เป็น “บาปสังคม” ที่ต้องแก้ด้วยกรรมดีด้วยกัน โครงการนี้เป็นอะไรที่ win-win ทุกฝ่าย ได้กองทุน ได้จิตสำนึก ได้พัฒนา

                หลวงพ่อหลายท่านได้นำความคิดนี้ไปประยุกต์ที่วัด พระครูสาครสังวรกิจ ที่วัดยกกระบัตร ก่อนเข้าพรรษา ท่านแจกกระบอกไม้ไผ่ให้ทุกครัวเรือน เจาะรูและให้หยอดเหรียญหรือใส่ธนบัตรลงไป วันออกพรรษาก็นำกระบอกไม้ไผ่นั้นมารวมกัน ผ่าออกที่วัด นับเงินได้หลายแสน ร่วมกันทอดกฐิน

                จำไม่ได้ว่า ท่านได้รณรงค์เรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ แต่ท่านคือพระที่ได้พัฒนาช่วยเหลือชาวบ้านที่ลำบากยากจนเพราะน้ำเค็ม ร่วมกันแก้ปัญหาจนทำให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้น มีรายได้มั่นคง ปัญหาสังคมต่างๆ ลดน้อยลง

                หวงพ่อนาน พระอาจารย์บัญญัติ และอีกหลายท่าน ก็มีกิจกรรมอื่นๆ ที่ท่านทำอยู่แล้ว การมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้นำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนาขึ้นมา ด้วยความร่วมมือระหว่างผู้นำศาสนา โดยฝ่ายพุทธมีอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และพระมหาณรงค์ (ต่อมาคือพระสุธีวรญาณ รองอธิการบดีมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยที่นครราชสีมา) ฝ่ายคริสต์มีท่านบิช็อบบุญเลื่อน มั่นทรัพย์และผม

                รู้สึกเป็นบุญที่ได้รู้จักพระนักพัฒนาหลายท่าน กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ ไม่ว่าจะมีนามว่าอะไร ท่านก็มีจริยวัตรเยี่ยง “พระโพธิสัตว์” เป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเชื่อว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้จริง 

สยามรัฐรายวัน 19 กรกฎาคม 2560

คนส่วนใหญ่อาจคาดไม่ถึงว่า เศรษฐกิจนอกระบบมีสัดส่วนกว่าหนึ่งในสามของระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะพูดถึงเศรษฐกิจก็คิดถึงกิจการระดับชาติและข้ามชาติ ขายอาหารขายเครื่องดื่ม คิดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่การเงินการธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทก่อสร้างที่รับเหมาทีเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน

ใครจะไปคิดว่า คนขายของบนทางเท้า หาบแร่แผงลอย ตลาดนัด พวงมาลัยตามสี่แยก ของกินของใช้ ข้าวต้มขนมต่างๆ จากชุมชนแออัด ร้านอาหารตามสั่งหลังคามุงจาก ร้านเพิงหมาแหงนข้างถนน กลุ่มคนเล็กๆ ที่รับเหมาก่อสร้างงานช่วง ฯลฯ รวมกันแล้วจะมีปริมาณมากมายขนาดนั้น

อยากประเมินความสำคัญของเศรษฐกิจนอกระบบลองพิจารณาผลกระทบเรื่อง “แรงงานต่างด้าว” ที่เพิ่งเกิดขึ้นก็ได้ ส่วนใหญ่อยู่ในภาค “นอกระบบ” ที่ได้รับผลกระทบมาก ส่งผลกระเทือนไปถึงเศรษฐกิจโดยรวม ทุกวันนี้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศน่าจะมาจากเศรษฐกิจ “นอกระบบ” ที่อ่อนกำลัง

มีคนที่สะกิดให้ทั่วโลกสนใจเรื่อง “เศรษฐกิจนอกระบบ” ชื่อ แอร์นันโด เด โซโต ซึ่งหลายปีก่อนเขียนหนังสือโด่งดังชื่อ “ความเร้นลับของทุน” (The Mystery of Capital)  เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู ผู้อำนวยการสถาบันอิสรภาพและประชาธิปไตย รับงานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและรัฐบาลหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทยสมัยรัฐบาลทักษิณ

ยุคนั้นคนไทยได้รู้จักนโยบาย “แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน” เป็นครั้งแรก ซึ่งปรับทัศนคติของคนเกี่ยวกับ “ทุน”  คำหลักที่ เด โซโต ใช้อธิบายความแตกต่างของประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาว่าอยู่ที่แนวคิดเรื่อง “สิทธิในสินทรัพย์” ที่แปรเป็นทุนได้นี่เอง

ในยุครัฐบาลทักษิณ แนวคิดนี้ทำให้คนในเศรษฐกิจนอกระบบเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น สามารถเอา “บาทวิถี” ไปขอกู้เงินจากธนาคารได้ เอา “แผง” ขายผักขายปลาในตลาดไปกู้เงินในระบบได้ แม้ว่าทั้งบาทวิถีและแผงในตลาดก็ไม่ใช่ของตนเอง แต่มีคุณค่าและอยู่ในบริบทที่ทำให้เกิดมูลค่าได้

ประเด็นอยู่ที่ว่า จะส่งเสริมเศรษฐกิจนอกระบบอย่างไรให้เติบโตจนเข้าสู่ระบบได้ในที่สุด หาความลงตัว ความสมดุลระหว่างการจัดระเบียบทางเท้า สุขอนามัยของกทม. กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมร้านอาหารริมถนนที่ได้รับการยกย่องจาก CNN ว่ายอดเยี่ยมที่สุดในโลก

ส่งเสริมร้านอาหารที่ถนนข้าวสาร เยาวราชหรือที่อื่นๆ อีกหลายแห่งที่กำลังตามมา รวมทั้งในเมืองใหญ่ๆ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทำอย่างไรให้คนที่หาบแร่แผงลอยจริงๆ มีโอกาสได้ขายของได้ด้วย เพราะถึงเข้าแหล่งทุนได้ ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงสอนให้จับปลา แต่ให้โอกาสจับปลาด้วย

ใครไปตลาดน้ำอัมพวาสุดสัปดาห์จะเห็น “เศรษฐกิจนอกระบบ” ได้อย่างชัดเจน เป็นตลาดไทยๆ ที่มีของกินของใช้ราคาไม่แพง ที่ชาวบ้านเอามาขายเอง เช่นเดียวกับที่สามชุก ที่เชียงคาน และอีกหลายแห่งที่สืบทอดวัฒนธรรมและวิถีชุมชนดั้งเดิมได้อย่างมีพลัง

หลายปีก่อน คุณวิวัฒน์ เชาวนสมบูรณ์ นายกเทศมนตรีหนองบัวระเหว ชัยภูมิ มีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนแบบครบวงจร เริ่มจากการส่งเสริมการศึกษา ให้ผู้นำชุมชนเรียนใน “โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต” จนจบหลายร้อยคน เป็นผู้นำในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นให้พึ่งพาตนเอง

นายกฯ เองลงมือทำเกษตรผสมผสานด้วยตนเองในพื้นที่ 4 ไร่ ส่งเสริมให้ผู้คนนำผักผลไม้จากสวนจากนามาขายที่ตลาดเทศบาล แม้แต่ผักกำสองกำก็นำมาขายได้โดยไม่ต้องเสียค่าที่ค่าแผง เป็นแรงจูงใจให้คนเฒ่าคนแก่ปลูกผักและนำที่เหลือกินในสวนมาขาย เป็นการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ มีเงินไปซื้อข้าวของในตลาดติดไม้ติดมือกลับบ้านบ้าง

ที่บ้านสำโรง-ตะคร้อ ตำบลพรสำราญ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ มีการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง ชาวบ้านลงมือปลูกผักกินเองแทบทุกครัวเรือน เหลือกินก็นำมารวมกันให้คนเฒ่าคนแก่มาช่วยกันแบ่งเป็นมัดเล็กๆ มีรายได้คนละ 30-40 บาท วันหนึ่งทำได้ 2,000-3000 มัด นำไปขายที่ตลาดเทศบาลบุรีรัมย์ ที่ผู้ว่าฯช่วยจัดหาที่ให้ ก่อนนี้ขายมัดละ 1 บาท ตอนนี้ขาย 3 มัด 5 บาท ขายดี เพราะราคาถูกและปลอดสารเคมี

เศรษฐกิจชุมชนส่วนใหญ่เป็นเศรษฐกิจนอกระบบ มีศักยภาพที่จะพัฒนาได้สูงมาก ปัญหาชุมชนไม่ใช่เพราะจนทรัพยากร จนแรงงาน หรือจนเงิน แต่จนปัญญา ขาดการเรียนรู้ การส่งเสริมให้ทำทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ตั้งแต่ผลิตไปถึงขาย ไม่ใช่ได้แต่ผลิต แต่ขายไม่เป็น ความจริง ใช้สมาร์ทโฟนเป็นก็ขายทางไอทีได้ ลูกหลานเรียนมัธยมอุดมศึกษา ช่วยทำเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ก็ควรกลับไปไถนา

ปัญหาเหล่านี้จะลดน้อยและมีทางออกถ้าชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ร่วมกันหาทางออก คนที่คิดเป็นคงไม่มีแต่นักธุรกิจหรือเจ้าสัว และคนที่ทำเป็นไม่ได้มีแต่ “ประชารัฐ” เพราะศักยภาพและทุนของชาวบ้านและชุมชนวันนี้ ไม่มี “ความเร้นลับ” อะไรอีกแล้ว อยู่ที่ว่าฝ่ายนโยบายมองเห็นหรือไม่เท่านั้น

สยามรัฐรายวัน 12 กรกฎาคม 2560

แทนที่โรงเรียนจะสร้างคน ให้ความรู้ให้ปัญญา บางแห่งกลับเป็นที่บ่มเพาะความรุนแรง เป็นข้อพิสูจน์ว่า สถานที่ใด สังคมใดใช้อำนาจมาก ก็ย่อมเกิดความรุนแรงมาก ทั้งจากผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ เพราะแรงกดมาก ปฏิกิริยากลับมาก็มาก

                เรื่องครูตีเด็กเป็นข่าวบ่อย โดยเฉพาะที่ตีแบบรุนแรงจนหลังลาย และไม่มีเหตุผลอะไรไปกว่าการหยิบปากกาจากโต๊ะครู เป็นข่าวใหญ่เพราะสังคมออนไลน์ไม่ปรานีใคร เรื่องแบบนี้แพร่กระจายเป็นไวรัส และก็ตามเคย พอเป็นข่าว ผู้บริหารการศึกษาก็รีบไปที่เกิดเหตุ ไปเยี่ยมครอบครัว เอาเงินไปให้ หน่วยงานราชการอื่นก็เฮกันไปด้วย เพราะได้ออกสื่อ เป็นข่าว ถามว่า “มีหน่วยงานเหล่านี้ไว้ทำไม”

                ปฏิรูปการศึกษาเกิดได้ถ้าทำที่ฐานราก ปรับเปลี่ยนสังคมอำนาจมาเป็นสังคมที่เน้นความสัมพันธ์ที่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคนอย่างเท่าเทียม เสมอภาค ไม่ใช่สังคมแบ่งฐานะ ที่ถอนรากเหง้าความสัมพันธ์ฉันพี่น้องในสังคมเกษตรไปสู่ความสัมพันธ์แบบอุตสาหกรรม ที่ทำให้โรงเรียนเป็นโรงงาน นักเรียนเป็นเพียงผลผลิตโหลๆ ไร้จิตวิญญาณ จึงถูกกระทำเหมือนเป็นวัตถุสิ่งของ

                ปฏิรูปการศึกษาเริ่มจากปฏิรูปความสัมพันธ์ครูนักเรียน ถ้าครูไม่รู้จักเด็กนักเรียนของตนเอง ไม่รู้ว่าที่บ้านเป็นอย่างไร พ่อแม่ยังอยู่ด้วยกันหรือแยกกัน อยู่กับตากับยายหรือเปล่า ยากจนข้นแค้นแค่ไหน ทำไมมาโรงเรียนสาย ทำไมไม่มีปากกาดินสอ ไม่รู้จักเด็กในฐานะที่เป็น “คน” ก็จะจัดการแบบ “วัตถุ”

สยามรัฐรายวัน 5 กรกฎาคม 2560

มีคำโหญ่หรือคำโต (jargon) ถูกนำมาใช้ในระยะหลังๆ นี้บ่อย เช่น “โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” ซึ่งก็ใช้มาหลายปีแล้วโดยเฉพาะจาก “สภาพัฒน์ฯ” แต่ไม่แพร่หลาย เป็นคำที่ดีถ้ามีการอธิบายให้เข้าใจง่ายพร้อมแนวทางการทำให้โครงสร้างนี้เกิดและแข็งแรง

          ถ้าจะบอกว่า ปัญหาหนี้สินของประชาชน ปัญหาความรุนแรง ปัญหาการโกงกินหรือคอร์รัปชั่นในแทบทุกวงการล้วนมาจากรากฐานที่อ่อนแอของสังคมก็คงไม่ผิด เพราะเป็นสังคมที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่ไม่แข็งแรง รับน้ำหนักแรงกระเทือนจากการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ เหมือนถนนที่ทำไม่ได้มาตรฐาน เป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นอุปสรรคต่อการสัญจรไปมา

          คุณหมอประเวศ วะสีบอกว่า “สังคมไทยอ่อนแอทางปัญญา มีความรู้น้อย ใช้ระบบอำนาจเป็นใหญ่เนื่องจากขาดความรู้ เช่น ระบบราชการ คือ ตัวแทนขององค์กรเชิงอำนาจ มีแต่เน้นกฎหมาย ระเบียบ การสั่งการและการควบคุม ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะสังคมไทยปัจจุบันมีปัญหาที่ซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขมากขึ้น”