phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

ระเบียบราชการ

Wednesday, 15 November 2017 15:20 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 15 พฤศจิกายน 2560

คุณหมอประเวศ วะสี พูดไว้หลายครั้งว่า “สังคมไทยอ่อนแอทางปัญญา มีความรู้น้อย ใช้ระบบอำนาจเป็นใหญ่เนื่องจากขาดความรู้ เช่น ระบบราชการ คือ ตัวแทนขององค์กรเชิงอำนาจ มีแต่เน้นกฎหมาย ระเบียบ การสั่งการและการควบคุม ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะสังคมไทยปัจจุบันมีปัญหาที่ซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขมากขึ้น”

          กรณี “หมอแสง” ปราจีนบุรีที่แจกสมุนไพรรักษามะเร็ง เขามีตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ รู้กฎหมาย รู้วิธีการทำงาน ให้คนป่วยไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ จัดระเบียบการรับสมุนไพรฟรี แต่ที่สุดก็ยังมีปัญหากับทางราชการ บ่นว่าอาจจะขายลิขสิทธิ์ให้ฝรั่ง แต่เบื้องหลังเบื้องลึกมีอะไรก็ไม่ทราบ

          หรืออย่างกรณีคุณบรรยง นันทโรจนาพร ที่นครศรีธรรมราชทำ “โปรไบโอติก” ก็ถูกข้อหามากมาย จนอยากขายลิขสิทธิ์ให้ต่างชาติ  เสียใจที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในสังคมไทยไม่เห็นความสำคัญ ไม่ให้การส่งเสริมสนับสนุน ตามไม่ทัน “โปรไบโอติก” ยาแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ทั่วโลกกำลังพัฒนา

ยังมีอีกหลายกรณี ไม่แต่ในแวดวงสาธารณสุข แต่ในทุกวงการที่ประสบปัญหาเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็อ้างแต่ระเบียบกฎหมาย

ก่อนมาตั้งสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ผมทำหลักสูตร “สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” แล้วนำไปเสนอความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เรียกชื่อว่า “โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต” ตกลงร่วมกันว่า หน่วยงานของผมจะช่วยเหลือมหาวิทยาลัยของรัฐในการจัดการหลักสูตรดังกล่าวนี้ 5 ปี ช่วยฝึกอบรมรมอาจารย์และร่วมจัดกระบวนการเรียนรู้ จากนั้นก็ให้ดำเนินการเอง

ระหว่างปี 2549-2552 เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฎ 8 แห่งโดยมีข้อตกลงว่า เราจะได้รับค่าตอบแทนในความร่วมมือนี้ร้อยละ 15 ของค่าเล่าเรียนนักศึกษา ทุกแห่งเป็นไปด้วยดี ยกวัน 1 แห่งที่จ่ายไปเพียงตอนเริ่มต้น จากนั้นก็ไม่จ่าย อ้างว่าไม่มีระเบียบรองรับ

ผมไปร่วมประชุมชี้แจงในสภามหาวิทยาลัยแห่งนั้น อธิการบดีบอกว่า ไม่มีระเบียบให้จ่ายได้ ก็มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งจากสำนักงบประมาณบอกว่า งบประมาณในมหาวิทยาลัยถ้ามาจากงบประมาณแผ่นดินก็มีระเบียบ ถ้าเป็นรายได้พิเศษก็มีระเบียบ และถ้าหากกรณีนี้ไม่มีระเบียบรองรับก็ออกระเบียบใหม่ และคนที่ออกระเบียบก็ “นั่งอยู่ในที่นี่ไงครับ” เขาบอกที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยแห่งนั้น

เขาออกระเบียบหรือไม่ออกไม่ทราบ แต่มหาวิทยาลัยก็จ่ายให้ส่วนหนึ่ง แล้วก็ไม่จ่ายอีก ยังค้างอยู่ 25 ล้านบาท ไปทวงถามหลายครั้ง ผู้บริหารบอกว่าอยากได้ให้ฟ้องเอา

ในสมัยรัฐบาล “ประชาธิปัตย์” มีโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” หน่วยงานของผมเป็นเอกชนดำเนินการ 1,000 กลุ่ม จำนวน 50,000 คน ทั่วประเทศ โดยตามระเบียบต้องทำผ่านหน่วยงานของรัฐ เมื่องานจะจบ ต้องเบิกงบประมาณที่เหลือหลายสิบล้านบาท หน่วยงานของรัฐที่ว่านี้ไม่ยอมจ่าย บอกว่าไม่มีระเบียบ

เรื่องราวต้องไปถึงรัฐบาลผ่านรัฐมนตรีถึงได้เบิกงบประมาณนั้นได้ เลยไม่รู้ว่า ไปพบระเบียบที่ให้เบิกได้ที่ไหน หรือว่า “ระเบียบกฎหมาย” เป็นเพียงข้ออ้างในบางครั้งเพื่อผลประโยชน์ของตน

ถ้าสังคมไทยจะพัฒนาไป 4.0 ราชการต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (วิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่าที่มาจากการมองโลกมองชีวิตแบบหนึ่ง) ที่ใช้แต่ระเบียบกฎหมายเป็นเครื่องมือในการควบคุมและรักษาอำนาจ อ้างว่าเป็น “หน้าที่” ไม่ได้เอาชิวิต เอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นตั้วตั้ง เอาแต่ระเบียบเป็นสรณะ

ราชการอำนาจนิยมแบบนี้จึงคิดว่าตัวเองมีหน้าที่ “ควบคุมตรวจสอบ” ไม่ใช่ “กำกับดูแลส่งเสริมสนับสนุน”  เป็นกระบวนทัศน์โบราณที่ล้าสมัยและเป็นอุปสารรคต่อการพัฒนาประเทศ

ราชการแบบนี้ให้ความสำคัญกับ “ปัจจัยนำเข้า” (input) และ “กระบวนการ” (process) โดยไม่สนใจหรือให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์” (output) เมื่อนิเทศประเมินโรงเรียนทั่วประเทศจึง “ผ่าน” เกือบหมดเพราะไปดูแต่ว่า มีห้องเรียน ครู อุปกรณ์ หนังสือ ชั่วโมงเรียน ฯลฯ แต่เมื่อมีการประเมินความรู้ เด็กไทย (output) สอบตกเกือบทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ขาดปัจจัยนำเข้า (input) อะไร แถมยังเรียนมากกว่าหนักกว่า (process) เด็กในประเทศอื่นๆ ที่สอบได้อันดับต้นๆ ของโลก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงสอนเรื่อง “ระบบ” การทำงานว่า “ให้ประหยัด” (input) “เรียบง่าย” (process) “ประโยชน์สูงสุด” (output/outcome/impact) ปฏิรูประบบราชการน่าจะนำคำสอนของพระองค์ไปถอดรหัสและปฏิบัติตามโดยให้ความสำคัญทั้ง 3 ส่วนอย่างสมดุลและสัมพันธ์กัน

ในกรณียาสมุนไพรและการรักษาพื้นบ้าน ราชการมักถามแต่สูตรยาและวิธีรักษา ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าหายป่วยกี่คน หายอย่างไร เอาแต่ระเบียบกฎหมายไปวัดไปจับ ให้ความสำคัญกับกฎหมายมากกว่า “คน” โดยไม่ได้คิดว่า กฎหมายมีไว้สำหรับคน ไม่ใช่คนมีไว้สำหรับกฎหมาย

ถ้าชีวิตคนสำคัญกว่า ก็น่าแก้ไขกฎระเบียบ ถ้ารักษาแต่โรค ไม่รักษา “คน” ก็ไม่เข้าใจความทุกข์ ความเจ็บปวดของคนที่ไม่ได้อยู่ที่โรคหรือบาดแผลทางร่างกาย แต่ชีวิตทั้งชีวิตที่เป็นทุกข์

กฎหมายไทยส่วนใหญ่ไปลอกของฝรั่ง นักกฎหมายไทยจบจากเมืองนอก ไม่สนใจศึกษาภูมิปัญญา ระเบียบประเพณีวิถีไทยเพื่อจะได้ “จิตวิญญาณ” ของกฎหมายที่มีรากเหง้าไทย การดูแลรักษาก็ไปเอาหลักเกณฑ์ระเบียบวิธีแบบฝรั่งที่แยกส่วน เอามาควบคุมบังคับภูมิปัญญาไทยที่มีลักษณะเป็นองค์รวม

ถ้ายังไม่ “เข้าใจ” ชีวิต ไม่เข้าใจชาวบ้านก็จะไม่ “เข้าถึง” คุณค่าภูมิปัญญารากฐานสังคม และไม่มีทาง “พัฒนา” บ้านเมืองตาม “ศาสตร์พระราชา” ได้

สยามรัฐ 8 พฤศจิกายน 2560

เรื่องใหญ่สุดของโลกวันนี้ คือ อาหาร น้ำ และพลังงาน เป็นมรดก พลังแผ่นดินและพลังทางปัญญาสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงมอบไว้ให้เรา

             โครงการพระราชดำริเกือบ 5,000 โครงการ มากกว่าครึ่งหนึ่งเกี่ยวกับน้ำโดยตรง โครงการทั้งหมดทั้งที่เกี่ยวกับดิน น้ำ พลังงาน ก็ล้วนแต่เพื้อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและการดำรงชีพอย่างพอเพียง สร้างปัจจัยพื้นฐานเพื่อการพึ่งตนเองและอยู่อย่างมีความสุข

             ปัญหาใหญ่สุด คือ ปัญหาน้ำ ซึ่งท่วมในหน้าฝน แห้งในหน้าแล้ง ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีฝนตกเฉลี่ยปีละ 1,570 มิลลิเมตร (ขณะที่ประเทศอิสราแอลฝนตกปีละ 500 มิลลิเมตรแต่สามารถส่งออกน้ำจืดไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้ เปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่า เป็นสวน เป็นไร่นา ที่อยู่อาศัยทีร่มเย็นได้)

            พระปรีชาญาณของพระองค์ท่านเกี่ยวกับน้ำมีมากล้นและน่าพิศวงอย่างยิ่ง ทรงศึกษาไม่เพียงแต่แผนที่อย่างละเอียด แต่ทรงลงพื้นที่ไปสำรวจสภาพภูมิศาสตร์และภูมิสังคม และทรงแนะนำให้หาทางออกที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าเขื่อน แก้มลิง ฝาย อ่างเก็บน้ำ สระน้ำ ปรับทางน้ำไปจนถึงการสร้างฝนเทียมและกังหันน้ำชัยพัฒนาเพื่อให้ได้น้ำสะอาด

            นอกจากการแก้ปัญหาน้ำในระดับใหญ่แบบบูรณาการ พระองค์ท่านทรงพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นรูปธรรมสำหรับครัวเรือนว่าจะจัดการดิน น้ำ เพื่อให้ได้อาหารและปัจจัยเพื่อการดำรงชีพ

           พระองค์ไม่ได้ทรงทำนาแปลงใหญ่ ทรงสนพระทัยพัฒนานาแปลงเล็กในที่แปลงเล็กให้ชาวบ้านมีพออยู่พอกินเป็นอันดับแรก ดังที่ทรงสอนไว้เมื่อวันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๑๗ ว่า

“การพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพอสมควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป”

“หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียวโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการที่สัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวไปในที่สุด”

          มูลนิธิชัยพัฒนาส่งเสริมการจัดการทรัพยากรโดยเฉพาะการจัดการน้ำในชุมชน และมอบรางวัลชุมชนดีเด่นในเรื่องนี้ทุกปี อย่างกรณีบ้านลิ่มทอง ต.หนองโบสถ์  อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ จากเดิมประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซากมากว่า 40 ปี พื้นที่การเกษตรกว่า 3,700 ไร่ ไม่มีแหล่งน้ำ คลองส่งน้ำ ยามน้ำหลากก็ท่วมถนนในหมู่บ้าน ยามแล้งไม่มีน้ำใช้สอย ส่งผลชาวบ้านเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

แกนนำชาวบ้านจึงนำเรื่องนี้เข้าเวทีประชาคมหมู่บ้าน ช่วยกันวางแผนแก้ปัญหา เอาน้ำท่วมมาเก็บกักเป็นน้ำใช้ ด้วยเริ่มจากหาข้อมูลแหล่งน้ำเดิม สำรวจแหล่งน้ำและเส้นทางน้ำหลาก โดยใช้แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม เครื่องระบุพิกัด GPS โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจากมูลนิธิอุทกศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์กรมหาชน) ปี 2549 จึงเริ่มขุดลอกคลองขนานกับถนนขุดคลองขวางดักน้ำหลากพร้อมกับขุดแก้มลิงในพื้นที่สาธารณประโยชน์ และชักชวนให้ชาวบ้านขุดสระเก็บกักน้ำในที่ดินส่วนตัว เพื่อผันน้ำที่ท่วมถนนทุกปีให้ไหลลงคลองส่งน้ำไปเก็บกักไว้ที่แก้มลิง เพื่อเกษตรกรจะได้ดึงน้ำเข้าสระส่วนตัวไปใช้ได้ยามต้องการ

ต่อมาเมื่อน้ำหลากถนนนานเข้าก็เกิดปัญหาชำรุดทรุดโทรม ชุมชนจึงร่วมกันปรับปรุงโครงสร้างให้เป็นถนนน้ำเดิน ปรับความลาดเอียงจากริมถนนเข้าสู่ศูนย์กลางลักษณะรูปตัววี เสริมคัน จัดทำที่ระบายน้ำ รับน้ำ นำน้ำท่วมน้ำหลากส่งต่อไปยังทุ่งรับน้ำและแก้มลิง อีกส่วนส่งต่อไปยังบ่อเก็บน้ำส่วนรวมเนื้อที่ประมาณ 37 ไร่ ซึ่งเป็นสระสาธารณะใช้ร่วมกันทั้งชุมชน

“สิบกว่าปีมานี่ ชาวบ้าน 2,221 ครัวเรือน ไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำแล้งเลย จากพื้นที่รับประโยชน์ 3,700 ไร่ สามารถขยายผลสู่เครือข่ายทำงานร่วมกัน 42 หมู่บ้าน  5 ตำบล พื้นที่ 173,904 ไร่ มีคลองดักน้ำหลาก และคลองซอย ระยะทางรวมกว่า 47.7 กม. มีสระน้ำ แก้มลิง 61 สระ สระประจำไร่นาอีกกว่า 50 สระ ส่งผลให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มจากเดิมครัวเรือนละราว 40,000 บาทต่อปี กลายเป็นปีละกว่า 200,000 บาท” (จากไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2559)

ภาคอีสานมีฝนตกเฉลี่ยปีละ 1,400 มิลลิเมตร มากกว่าภาคกลางและภาคเหนือ แต่มีปัญหาน้ำมากที่สุด คนอีสานย้ายถิ่นฐานมากกว่าคนภาคอื่นๆ ไปหาที่ทำมาหากินที่มีน้ำ ที่อุดมสมบูรณ์มากกว่า อีสานมีจำนวนเขื่อนมากกว่าทุกภาค มีแม่น้ำน้อยใหญ่มากมาย ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งยังคงอยู่ทุกปี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงสอนให้ทำจากเล็กๆ ทำจากชุมชน ให้มีการเรียนรู้เพื่อจะได้ “ระเบิดจากข้างใน” ไม่ใช่ไปสั่งการจากภายนอก หรือไปคิดแทนทำแทนชาวบ้าน

นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะสืบสานศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลควรนำเกษตรทฤษีใหม่มาส่งเสริมอย่างจริงจัง เพื่อจะได้สนองพระราชดำริที่ทรงอยากให้เริ่มจากเล็กๆ จากครัวเรือนให้พออยู่พอกินก่อนที่จะไปเน้นแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจ วิ่งไปข้างหน้ากับคนรวยส่วนน้อย ทิ้งประชาชนคนยากคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ไว้เบื้องหลัง

แก้ปัญหาน้ำในระดับใหญ่ไปพร้อมกับส่งเสริมให้เกิดเกษตรทฤษีใหม่ 5-10 ไร่สัก 2 ล้านครอบครัว ก็จะได้พื้นที่เกษตร 10-20 ล้านไร่ ที่ให้ความมั่นคงด้านอาหาร น้ำ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น เพราะ “เล็กๆ แต่งดงามและมีพลัง” สร้างรากฐานมั่นคงให้สังคมโดยรวมด้วย

ทางอีศาน พฤศจิกายน 2560

ประมาณสิบกว่าปีก่อน ทันตแพทย์สุธี สุขสุเดช จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอะเดเลด ประเทศออสเตรเลีย ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง ทุนทางสังคมไทย:ปัจจัยทางสังคมของสุขภาพปาก (The Thai social capital as a social determinant of oral health )

คุณหมอสุธีไปกินนอนสามเดือนกว่าที่ “ศูนย์อินแปง” ที่บ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนครเพื่อศึกษาเรื่องนี้ โดยใช้กรอบคิดทฤษฎี 3S ที่ผมได้สังเคราะห์จากการทำงานกับชุมชน คือ Survived (รอด) Sufficient (พอเพียง) Sustainable (มั่นคงยั่งยืน)

นับเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่แปลกสำหรับทั้งฝรั่งและไทย คุณหมอสุธีก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ปัญหาปากของคนไทยเกี่ยวกับ “ปากท้อง” เกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ทุกส่วนรวมกัน ถ้าคนอยู่แบบอดๆ อยากๆ เป็นทุกข์ดัวยปัญหาหนี้สิน การทำมาหากิน ทุกข์ด้วยเรื่องความไม่เป็นธรรมทางสังคม ชุมชนเสื่อมสลาย ผู้คนต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไป ก็มีผลกระทบไปถึงสุขภาพปากสุขภาพฟัน

ตรงกันข้าม ถ้าหากผู้คนกินอิ่มนอนอุ่น มีความมั่นคงในชีวิต ชุมชนเข้มแข็ง จารีตประเพณีวิถีชุมชนยังโอบอุ้มและร้อยรัดผู้คนให้เป็นพี่เป็นน้อง เอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สุขภาพใจ สุขภาพกาย สุขภาพปากย่อมดีไปด้วย ซึ่งเป็นแนวคิดสุขภาพองค์รวมที่คุ้นเคยกันมานาน

แต่ที่วิทยานิพนธ์นี้ได้รับการชื่นชมเป็นเพราะคุณหมอสุธีลงไปสัมผัสชีวิตจริง และมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากประสบการณ์ของเครือข่ายอินแปง ที่ได้เรียนรู้จักตนเอง รู้จักศักยภาพที่แท้จริงของตนและพัฒนาพลังภายในนั้นด้วยกระบวนการเรียนรู้ หรือด้วยความรู้ด้วยปัญญามากกว่าด้วย “งบประมาณ”

คุณหมอสุธีได้ชี้ให้เห็นว่า อินแปงได้ผ่านขั้นตอนของ “การอยู่รอด” จากปัญหาหนี้สินและอื่นๆ มาถึงระดับ “พอเพียง” เกิดระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อพึ่งตนเอง และค่อยๆ พัฒนาไปสู่ขั้น “มั่นคงยั่งยืน” ด้วยการขยายเครือข่ายไปยังชุมชนต่างๆ ในหลายตำบล อำเภอ และจังหวัดรอบตีนภูพาน

.เนื่องจากผมได้ให้คำปรึกษาคุณหมอสุธีระหว่างทำวิทยาพิพนธ์และได้เป็นกรรมการสอบคนหนึ่งได้พบว่า สิ่งที่คุณหมอสุธีได้ “ค้นพบ” และ “ชี้ให้เห็น” เป็นเรื่องเดียวกันกับที่ศาสตราจารย์เจมส์ ซี สก็อต ได้พยายามอธิบายในหนังสือ “เศรษฐกิจคุณธรรมของชาวนา” (The Moral Economy of the Peasants) ที่เขาได้ศึกษาที่เวียดนามและที่พม่า

ประเด็นร่วมของชุมชนชาวนาไม่ว่าที่เวียดนาม พม่าหรือไทยในสังคมเกษตรกรรม คือ ความอยู่รอดได้ด้วยการพึ่งพาอาศัยกันของชุมชน หรือที่เรียกสั้นๆ ก็ได้ว่า “ทุนทางสังคม” ที่แสดงออกทางจารีตประเพณีวิถีชุมชน กฎระเบียบของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งสะท้อนโลกทัศน์ชีวทัศน์ ความเชื่อ ความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ การอยู่แบบเกื้อกูล ไม่เอาเปรียบกัน ไม่เอาเปรียบธรรมชาติ

ปรัชญาชีวิตของสังคมดั้งเดิมจึงน่าจะเรียกได้ว่าเป็น “ปรัชญาเพื่อความอยู่รอด” ซึ่งอุ้มเอาคำว่าพอเพียงและมั่นคงยั่งยืนไว้ในตัว แตกต่างจาก “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ซึ่งมีฐานคิดบน “เสรีนิยม-ทุนนิยม”

อาจารย์สก็อตพยายามอธิบายว่า กบฎชาวนาไม่ใช่มาจากการลุกขึ้นต่อต้านการเอารัดเอาเปรียบหรือกดขี่ทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นการทำลาย “ทุนทางสังคม” ของชุมชน โดยการนำเอา “ค่านิยม” ของระบบทุน ที่มุ่งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องกำไร เรื่องการผลิตการบริโภคเหนือสิ่งอื่นได

อีกด้านหนึ่งก็ทำให้คิดถึงอันโตนิโอ กรัมชี มาร์กซิสท์ที่วิพากษ์คาร์ล มาร์กซ์ว่า เน้นเรื่องการเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ กดขี่แรงงาน การใช้อำนาจกฎหมาย อำนาจทุนครอบงำประชาชน เขาบอกว่า การครอบงำที่สำคัญกว่านั้น คือ ครอบงำทางวัฒนธรรม ด้วยการสร้างค่านิยมผิดๆ ให้สังคมที่ “เชื่อฟัง” เห็นด้วยอย่างไม่มีข้อสงสัยและไม่โต้เถียง ที่เขาเรียกว่า “hegemony”

ผมโยง ๓ คนเข้าด้วยกัน คุณหมอสุธี อาจารย์สก็อต และอันโตนิโอ กรัมชี เพื่อมาพิจารณาในกรณีของ “อินแปง” ว่า ก่อนเกิดอินแปง ชุมชนบ้านบัวก็เหมือนกับชุมชนหมู่บ้านในประเทศไทยส่วนใหญ่ที่ถูกผลักเข้าสู่ระบบทุนนิยม ปลูกพืชเศรษฐกิจเพราะเชื่อในนิยายของการพัฒนาที่ว่า “พรุ่งนี้จะรวย” แต่ที่สุดก็เป็นหนี้เป็นสิน เอาสินทรัพย์จากธรรมชาติและของตนไปขายเพื่อจะได้อยู่รอด แต่ก็ “ไม่รอด” ไม่พออยู่และไม่พอกิน ดิ้นรนออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน เหลือแต่คนแก่คนเฒ่ากับเด็กๆ

ในความเห็นของอาจารย์สก็อต สถานการณ์ดังกล่าวเป็นผลของการไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมยุคใหม่ที่ไปทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนจาก “เฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน” มา “ทำมาค้าขาย” เพราะแนวคิดเบื้องหลังของวิถีการผลิตแบบยังชีพหรือเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน คือ การผลิตเพื่อให้อยู่รอดแบบพึ่งพาอาศัยกัน พึ่งพาอาศัยธรรมชาติ พวกเขาอยู่รอดได้ด้วย “ทุนทางสังคม” ไม่ใช่ด้วย “รายได้หรือกำไร”

“ปลอดภัยไว้ก่อน” (safety first) ในทัศนะของอาจารย์สก็อต เป็นหัวใจของเศรษฐกิจยังชีพ เพราะชีวิตชาวนาเปรียบได้กับคนอยู่ในน้ำที่สูงขึ้นมาท่วมปาก ระลอกคลื่นเล็กๆ ก็อาจท่วมจมูกและทำให้ตายได้ ความเป็นอยู่ในชุมชนจึงเป็นแบบ “ร่วมด้วยช่วยกัน”  วัวควายหายก็ช่วยกันตาม น้ำท่วมฝนแล้งไม่มีข้าวกินก็ไปเยี่ยมเยียนญาตมิตรที่อยู่ไกลออกไปที่มีข้าว มีอะไรติดไม้ติดมือไปฝาก

สิ่งที่เกิดกับอินแปงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาปากท้องด้วยการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม “ยกป่ามาไว้บ้าน ยกภูพานมาไว้สวน” จัดการเรื่องอาหารให้พอเพียง แต่เรื่องการฟื้นฟูความเป็นชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชน จากกลุ่มผู้นำเล็กๆ ขยายออกไปเป็นเครือข่ายยังชุมชนอื่น

หวายที่ชาวบ้านเคยเก็บในป่ามากินสมัยก่อนได้หมดไปเมื่อชาวบ้านเป็นหนี้และตัดไปขายเพื่อหาเงินใช้หนี้จนหวายหมดป่า แม้หวายจะมีมากมายเพราะธรรมชาติช่วยปลูก แต่ก็โตไม่ทันดอกเบี้ย เมื่อได้เรียนรู้และเพาะพันธุ์หวายปลูกไว้เต็มสวนเช่นเดียวกันพืชอื่นๆ อีกหลายร้อยชนิด ก็มีกินมีใช้ ตอนฉลอง ๒๕ ปี ชาวอินแปงได้สรุปกันว่า ๒๕ ปีที่ผ่านมา ได้เพาะกล้าหวายได้กว่า ๕๐ ล้านต้น

อย่างที่ได้เล่าไปในบทความฉบับที่แล้ว การฟื้นฟูการทำมาหากินแบบพึ่งพาอาศัยธรรมชาติและพึ่งพาอาศัยกันของอินแปง เป็นการฟื้นเศรษฐกิจคุณธรรมที่ไม่ได้เอากำไรเป็นตัวตั้ง แต่เอา “การอยู่รอดร่วมกัน” เป็นตัวตั้ง การช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจคุณธรรม

ระบบทุนนิยมใช้เงินแทนทุกอย่าง เอากำไรเป็นเป้าหมาย ทำลายทุนทางสังคม ทำลายระบบคุณค่าที่ทำผู้คนอยู่รอดได้ด้วยการพึ่งพาอาศัยกัน ระบบทุนนิยมทำให้ไปพึ่งทุน พึ่งนายทุน เกิดระบบอุปถัมภ์ใหม่ที่ให้ความมั่นใจชาวนาว่าจะรอด กลายเป็นการครอบงำ ที่นำไปสู่การกดขี่และเอาเปรียบอีกแบบหนึ่ง

นักการเมือง พรรคการเมืองที่ “เข้าใจ” เรื่องนี้ที่ผ่านมาจึงมักทำตัวเป็น “ผีบุญ” ที่เสนอ “ทางรอด” ให้ชาวนาที่น้ำท่วมปากและกำลังจะท่วมจมูก นโยบายประชานิยมจึงถูกปล่อยออกมา โดยไม่ให้ความสนใจกับการสร้าง “ชุมชนเข้มแข็ง” อย่างจริงจัง

เพราะที่พยายามทำนั้นเป็นการอัดฉีดด้วยงบประมาณโครงการต่างๆ คล้ายกับการฉีดยาที่ทำให้ร่างกาย “บวม” ไม่ได้ทำให้แข็งแรง อาจแก้ปัญหาได้ชั่วคราว  ชาวนาไม่ได้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”  แต่เป็นนายทุน  ข้าราชการ รัฐบาลมากกว่า ขณะที่ชาวนาก็ต้องช่วยตัวเอง ดิ้นรนหาทางเอาตัวรอดต่อไป

หรือที่ทางรัฐศาสตร์เรียกว่า “แบ่งแยกแล้วปกครอง” เหมือนที่นักล่าอาณานิคมไปถึงไหนก็ทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำลายทุนท้องถิ่น ทั้งทุนทรัพยากร ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม คนพื้นเมืองที่เป็นเจ้าของท้องถิ่น เจ้าของประเทศจึงอ่อนแอ

เป็นเหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือ บีบก็ตาย คลายก็รอด ไม่มีพลังต่อต้านใดๆ แม้จะมีกบฎชาวนาที่ทนการกดขี่ข่มเหงไม่ได้ แต่ก็เป็นเพียง “กบฎ” ไม่สามารถเอาชนะอำนาจจากภายนอกได้ เพราะทุนทางสังคมที่ถูกทำลาย ทำให้ชุมชนอ่อนแอไม่สามารถปกป้องตนเองได้

ระบบอุปถัมภ์ใหม่ ชาวนาต้องพึ่งพาอาศัยทั้งนายทุน พ่อค้า ข้าราชการ รัฐบาล ตัดการพึ่งพาอาศัยกัน  ตัดทุนทางสังคมออกไป เหลือไว้แต่เพียง “พิธีกรรม” ที่ทุนนิยมก็ยังตามไปกระหน่ำนำเอามา “ขาย” ไม่ว่าพิธีกรรมเข้าพรรษา ออกพรรษา ผีตาโขน อ้างว่าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ พัฒนาประเทศ

ตัดการพึ่งพาอาศัยธรรมชาติออกไป รณรงค์ให้ใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ทำให้ดินเป็นพิษ น้ำเป็นพิษ อากาศเป็นพิษ สิ่งแวดล้อมล่มสลาย ชาวนาเจ็บป่วยล้มตายนายทุนไม่สนใจอยู่แล้ว เพราะกำไรสำคัญกว่า อย่างที่เราเห็นการต่อสู้เรื่องสารเคมีร้ายแรง “พาราควอต” ที่ประเทศต่างๆ เขาห้ามใช้ แต่คนไทยโดยนายทุนทำทุกอย่างเพื่อให้ใช้ต่อไป อ้างว่า ถ้าไม่ใช้สารเคมีเหล่านั้น ชาวนาจะต้องลงทุนการผลิตเพงขึ้นหลายเท่า แต่ไม่บอกว่า ทุนตนเองจะหาย กำไรจะหดไปกี่หมื่นล้าน

โลกวันนี้กำลังมาถึงยุคเปลี่ยนผ่านสำคัญ กำลังโหยหาธรรมชาติ อยากคืนดีกับธรรมชาติ เพราะรับรู้หายนะที่กำลังเกิดขึ้นจากน้ำมือของตนเองที่ยึดมั่นในทุนนิยมและบริโภคนิยมแบบสามานย์ที่ทำลายล้าง จึงพยายามปรับความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ปรับวิถีการผลิต วิถีชีวิต เพื่อลดผลกระทบต่อธรรมชาติและให้เกิด “ความสมดุล” มากกว่าที่ผ่านมา

เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย อาหารสุขภาพ เสื้อผ้าทอมือ ย้อมสีธรรมชาติ กระบวนการผลิตข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่ใช้สารเคมีอันตราย พลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติโดยเฉพาะแสงแดดและลม ซึ่งกำลังจะมาแทนพลังงานฟอสซิล คือ ก๊าซ น้ำมัน ถ่านหิน และแม้กระทั่งพลังงานปรมณู

มีการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น การคืนสู่รากเหง้า เอกลักษณ์อัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ชนเผ่าก็กลับมา  เห็นคุณค่าของการละเล่น ดนตรีพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง ภาษา วัฒนธรรมท้องถิ่น ดูถูกถูหมิ่นคนบ้านนอกคอกนา ชาวเขาชาวดอยน้อยลงกว่าเดิม

คนอยากไปเที่ยวทุ่งนาป่าเขา อยากชมธรรมชาติที่ไม่เพียงแต่แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แต่รวมไปถึงวิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรมที่เมื่อก่อนไม่มีใครสนใจ เพราะเห็นว่าเป็นของ “บ้าน ๆ” วันนี้กลับมีเสน่ห์ อยากไปท่องเที่ยวชุมชน ท่องเที่ยวเกษตาร ท่องเที่ยวนิเวศ ตลาดน้ำที่เกิดขึ้นมากมายก็มาจากการฟื้นฟูหรือสืบทอดวิถีดั้งเดิมของชุมชน มีโรงแรมห้าดาวที่ตื่นเช้าขึ้นมาเห็นทุ่งนาป่าเขา เห็นธรรมชาติ มีควายไถนา มีคนดำนา เกี่ยวข้าวให้ดู ค่าที่พักคืนหนึ่งสามสี่หมื่นบาท เต็มทั้งปี

กระนั้นก็ดี แม้แนวทางการพัฒนาดังกล่าวจะฟื้นฟูคุณค่าดั้งเดิม ภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชีวิตชุมชน และธรรมชาติ แต่โดยมากมักเด็ดยอดภูมิปัญญาเพื่อหาประโยชน์ กำไร โดยไม่เข้าใจคุณค่าแบบองค์รวม แยกส่วนและลดทอนเรื่องที่ซับซ้อนที่เป็นชีวิตและจิตวิญญาณของชุมชนลงมาเหลือแค่เรื่องเศรษฐกิจ

กระบวนการนี้ที่ดูเหมือนจะดีจึงต้องตั้งคำถามว่า ทำให้ชาวนา “รอด” ได้จริงหรือไม่ รอดแล้วจะ “พอเพียง” ได้อย่างไร และจะ “มั่นคงยั่งยืน” ได้อย่างไร

แต่เดิม อุดมคติของชาวนาในยุคเศรษฐกิจยังชีพเป็นการอยู่รอด และก็น่าจะอยู่รอดได้จริง แม้จะไม่สะดวกไม่สบายเพราะไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า แต่ก็ไม่มีหนี้สินและความทุกข์แบบยุคที่เต็มไปด้วยเงินทองและข้าวของเครื่องใช้เพื่อการบริโภคแบบทุกวันนี้

เราคงกลับไปอยู่ในยุคยังชีพหรือเฮ็ดอยู่เฮ็ดกินแบบเดิมไม่ได้ สิ่งที่ท้าทายคือ ทำอย่างไรจะสืบทอดคุณค่าดีงามของบรรพบุรุษในยุคนั้น สืบทอดทุนทางสังคมของชุมชนในรูปแบบที่เหมาะสมกับสังคมวันนี้ ที่ความจริงกระแสการเปลี่ยนแปลงก็กำลังกลับมาหาชุมชน กลับมาหาธรรมชาติ กลับมาค้นหาและสืบทอดสภูมิปัญญาและมรดกของชุมชน

กรณีอินแปงและอีกหลายชุมชน หลายเครือข่ายในประเทศไทยได้พิสูจน์ว่า ทุนทางสังคมไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแบบวันวานยังหวานอยู่ของผู้โหยหาสวรรค์หาย หากเป็นเรื่องที่โลกวันนี้ขาดหาย ไม่มีและต้องการจะมี อยากได้กลับคืนมา เพราะตนเองได้ทำลายไปด้วยแนวคิดที่เอาเงิน เอากำไรเป็นตัวตั้ง

ถ้าเชี่อในทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน การเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้เกิดขึ้นแน่ ไม่กี่ปีรถยนต์ใช้นำมันจะไม่ได้วิ่งบนถนนอีกต่อไป  หลายประเทศกำหนดไว้เป็นนโยบายและเป้าหมายแล้ว มลพิษในอากาศจะลดลง อาหารการกินจะปลอดภัยมากขึ้น กระบวนการคืนสู่ธรรมชาติ คืนสู่รากเหง้าจะขยายผลและแสดงพลังออกมา

คนเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ เครือข่ายเล็กๆ ล้วนแต่เล็กและมีพลัง (small is beautiful and powerful) ที่ส่งผลกระทบไปสู่สังคม สู่โลก สู่จักรวาล แบบ “ผีเสื้อกระพือปีก พสุธาสะท้านไหว” เพราะสรรพสิ่งล้วนสัมพัน์กันเป็นหนึ่ง “เด็ดดอกไม้ดอกเดียว กระเทือนถึงดวงดาว” ที่ไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากได้พิสูจน์แล้วอย่างชัดเจน

สอดคล้องกับที่พระอรหันต์เกจจิอาจารย์ท่านสอนว่า การแผ่เมตตา อโหสิกรรมนั้น ส่งผลดีต่อตัวเอง ต่อผู้อื่นที่เป็นเป้าหมาย และมีผลกระทบไปถึงสรรพสิ่ง

ทุนทางสังคมจึงไม่ใช่เพียง “สังคม” ของคนกับคน แต่คนกับธรรมชาติ คนกับสรรพสิ่ง คือสิ่งที่ร้อยรัดทุกสิ่งทุกอย่างให้รวมกันเป็นหนึ่ง และหากเชื่อแบบคนไทยคนตะวันออก ก็รวมถึง “ที่และเวลา” (space and time) คือรวมอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รวมทั้งชาติก่อน ชาตินี้ และชาติหน้า

เป็นเอกภาพของสรรพสิ่งที่เป็นเอกภพ เป็นนิรันดรภาพของกาลเวลาที่รวมอยู่ในขณะเดียว

จากจีนถึงไทย

Thursday, 02 November 2017 08:06 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 1 พฤศจิกายน 2560

การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 จบลงเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา นับเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งที่จีนประกาศ “ยุคใหม่” ด้วยจุดยืนและยุทธศาสตร์ชัดเจนว่า ต้องการยืนหยัดเป็นสังคมนิยม “แบบจีน” และทันสมัยในเวลาเดียวกัน

                ที่น่าสนใจสำหรับนานาชาติ คือ บทบาทของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ซึ่งได้ถูกยกขึ้นทำเนียบผู้นำสำคัญต่อจากประธานเหม๋าและเติ้ง เสี่ยว ผิง  ในปาฐกถากว่า 3 ชั่วโมงเปิดประชุมสมัชชา เขาได้ประกาศแนวคิดและแนวปฏิบัติของจีนใน 5 ปีข้างหน้า มีประเด็นที่น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับสังคมไทย

                ยุคแรกของประธานเหม๋า ประมาณ 30 ปีตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองถึง 1978 สิ้นสุดปฏิวัติวัฒนธรรมและเริ่มยุคสี่ทันสมัยของเติ้ง เสี่ยว ผิง จากนั้นมาถึง 2017 ก็นับได้อีก 30 ปี เป็นยุคของสี จิ้น ผิง

                ธนาคารโลกยกย่องให้จีนเป็นประเทศตัวอย่างของการขจัดปัญหาความยากจน ตั้งแต่ปี 1980 ถึง 2015 จีนลดความยากจนลงได้ถึงร้อยละ 94 โดยถือเอาเกณฑ์ยากจนอยู่ที่ต่ำกว่า 1.9 เหรียญสหรัฐต่อวัน แต่ธนาคารโลกก็ มีข้อสังเกตด้วยว่า ความยากจนและความเหลื่อมล้ำไปด้วยกัน บางประเทศลดได้ทั้งสองอย่าง บางประเทศลดความยากจนแต่ไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคมชนบท ซึ่งเป็นกรณีของจีน

                ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ก็ตระหนักในเรื่องนี้และมีแนวทางที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างความสมดุลมากขึ้นในการพัฒนา และหนึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ การกระจายอำนาจ ยินยอมให้เป็นประเทศเดียวสองระบบ แต่อำนาจอธิปไตยแห่งชาติจีน (เดียว) ละเมิดมิได้

                จีนเป็นประเทศที่มีมณฑลและเขตปกครองต่างๆ ที่บริหารงานด้วยตนเอง ภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐบาลกลางและพรรคคอมมิวนิสต์  ส่งเสริมให้เผ่าพันธุ์คนพื้นเมืองในแต่ละเขตรักษาวัฒนธรรมประเพณีของตนเอง เพราะเห็นว่าเป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม แนวคิดตรงกันข้ามกับยุคปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976) ที่พยายาม “ทำลาย” วัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ไม่สำเร็จ

                ในเวลาเดียวกันก็ส่งเสริม “ประชาธิปไตย” ทั้งในฮ่องกงและไต้หวัน (ที่จีนถือว่าเป็นเขตปกครองของตนเอง) รวมทั้งใช้เศรษฐกิจทุนนิยมที่เป็นเรื่องแปลกใหม่ เพราะไม่มีใครคิดว่า จะมี “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” (Socialist Market Economy) เพราะเป็นสองแนวคิดที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง แต่จีนและประเทศสังคมนิยมอย่างเวียดนามและลาวก็แสดงให้เห็นว่า เป็นไปได้และดูจะดีไม่น้อยอีกด้วย

                ที่สำคัญ จีนส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมในแทบทุกด้าน เพื่อไปรับใช้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เราจึงเห็นเรื่องแปลกใหม่ระดับโลกอยู่ตลอดเวลาจากเมืองจีน ไม่ใช่แต่ “อาลีบาบา” แต่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการขนส่ง อุตสาหกรรม การค้า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

                การเมืองแบบสังคมนิยมจีนดูจะทำให้การพัฒนาแบบบูรณาการทำได้ไม่ยากนัก นโยบายดี มี “คำสั่งที่ศักดิ์สิทธิ์” มีงบประมาณพร้อม อะไรๆ ก็ดูจะเดินไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องถกเถียงยืดเยื้อยาวนานอย่างในหลายประเทศ

                อย่างกรณีนโยบาย “คืนสู่ธรรมชาติ” หรือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จีนพูดจริง ทำจริง วางเป้าหมายชัดเจนว่าจะลดมลภาวะลงได้เท่าไรภายในเมื่อไร ลดและเลิกการใช้ถ่านหินในการผลิตพลังงาน กำหนดให้เลิกการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันภายในปี 2040

                จีนกำลังกลายเป็นผู้นำด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะประชากรจีน 1,300 ล้านคน นำหน้าใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังแข่งกันออกสู่ตลาด ส่วนใหญ่ผลิตในจีน ราคาก็ค่อยๆ ถูกลง บริษัทยักษ์ใหญ่ผลิตรถยนต์ต่างก็ร่วมมือกับจีนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขายให้คนจีน ซึ่งนับเป็นร้อยละ 30 ของตลาดโลก

      โรงงานขนาดยักษ์ผลิตแบตเตอรียุคใหม่ก็เกิดขึ้นที่จีน ซึ่งจะทำให้คนหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพราะเก็บไฟจากหลังคาบ้านไว้ใช้เองได้โดยไม่ต้องใช้ “ไฟหลวง” อีกต่อไป ถูกกว่า สะดวกกว่า และจีนก็เป็นประเทศที่ผลิตโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดและถูกที่สุด ส่งไปขายทั่วโลกอีกด้วย

      เรื่องที่น่าจะสำคัญที่สุดที่จีนพยายามทำ เพราะถือว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ในการพัฒนา คือ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น นโยบายกำจัดการโกงกินของประธานาธิบดีสี ทำให้ข้าราชการกว่า 1.3  ล้านคนทุกระดับ (ทั้ง “เสือ” และ “แมลงวัน”) ถูกกวาดล้างดำเนินคดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

     รัฐบาลไทยทุกสมัยรู้จักเมืองจีนและผู้นำจีนเป็นอย่างดี รู้นโยบาย ยุทธศาสตร์บทเรียนของจีน อยากทำหลายอย่างแต่ทำไม่ได้ เช่น การขจัดการโกงกินบ้านเมือง ซึ่งไม่ใช่ทำแบบลูบหน้าปะจมูก แต่ทำแบบ “สี” (จิ้นผิง) คือ ทำให้ถึงรากถึงโคน

    ถ้ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนทำ 3 อย่างที่เมืองจีนวันนี้ทำ เมืองไทยก็น่าจะเจริญพัฒนาได้เร็วกว่าที่เป็นอยู่ คือ ๑) กำจัดคอร์รัปชั่น  ๒) แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ และ ๓) ปฏิรูประบบราชการ แก้กฎหมาย กระจายอำนาจ

   รัฐบาลนี้บอกว่ากำลังทำอยู่ทั้งสามเรื่อง แต่ในเวลาเดียวกันก็เพิ่มอำนาจให้ข้าราชการ หรือไม่ก็ถูกหาว่ารับใช้นายทุน ปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่อไป ประมาณว่า  “ความเหลื่อมล้ำจะขจัดความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งน่าสงสัยว่า “ความเหลื่อมล้ำจะสร้างความเท่าเทียม” ได้อย่างไร

  แม้ไม่เป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เมืองไทยก็คล้ายกับเมืองจีนในเรื่องการใช้อำนาจ  ขาดแต่ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และฝีมืออย่างเติ้ง เสี่ยว ผิง และสี จิ้น ผิง เท่านั้น

สยามรัฐรายวัน 25 ตุลาคม 2560

พระมหาชนก เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงคุณค่าหาที่เปรียบมิได้ เป็นมรดกสำคัญที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสว่า “หนังสือเรื่องนี้เป็นที่รักของข้าพเจ้า”

                “พระมหาชนก” มาจากเรื่องหนึ่งในทศชาติชาดก  ชาดกสิบชาติสุดท้ายก่อนที่พระโพธิสัตว์จะมาประสูตรเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องราวที่พระองค์ท่านได้ทรงค้นคว้าในพระไตรปิฎกและพระสุตตตันตปิฎก และทรงนำมาพระราชนิพนธ์ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย

      หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่ “ความเพียรอันบริสุทธิ์” ที่เป็นคำสอนสำคัญที่สุดในบทสนทนาระหว่างพระมหาชนกกับนางมณีเมขลาเทวดากลางทะเล ที่พระมหาชนกกำลังว่ายน้ำอยู่หลังจากที่สำเภาที่ทรงเดินทางไปสุวรรณภูมิแตก คนอื่นๆ ที่อยู่บนเรือมัวแต่ร้องไห้คร่ำครวญอ้อนวอนเทวดาให้ช่วย ตายหมด

      พระมหาชนกลอยคออยู่ในทะเล ๗ วัน ๗ คืน นางมณีเมขลามาเห็นก็กล่าวว่า  "ใครหนอ พยายามว่ายน้ำในมหาสมุทรอันแลไม่เห็นฝั่งอยู่เช่นนี้  ท่านเห็นประโยชน์อะไร  จึงได้พยายามว่ายอยู่อย่างนี้ ?"  

      พระมหาชนกตอบว่า  "ดูกรเทพธิดา  เราได้พิจารณาเห็นธรรมเนียมของโลก และผลของความพยายาม  จึงได้พยายามว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรอันแลไม่เห็นฝั่งนี้"

                นางมณีเมขลาถามอีกว่า "ฝั่งของมหาสมุทรไม่ปรากฏแก่ท่าน ถึงท่านจะพยายามว่ายน้ำไป ก็จะต้องตายเสียก่อนที่จะถึงฝั่งแน่แท้"

                 พระมหาชนกตอบว่า "ดูกรเทพธิดา  เมื่อบุคคลทำความเพียรอยู่ ถึงจะตายไปก็ได้ชื่อว่าไม่เป็นที่ติเตียนของบิดามารดาวงศาคณาญาติตลอดถึงเทพยดาทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง เมื่อบุคคลตั้งใจทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถแล้ว ย่อมจะไม่เสียใจภายหลัง"

                 นางมณีเมขลากล่าวว่า "การพยายามทำงานอันใดแล้วยังไม่สำเร็จ แต่เกิดอุปสรรคถึงกับเสียชีวิตไปก่อน ก็ไม่ควรทำความพยายามนั้นเลย  เพราะความพยายามที่ทำมาทั้งหมดสูญเปล่า"

                พระมหาชนกตอบว่า "ผู้ใดรู้ว่าการงานที่ทำไปจะไม่สำเร็จ แล้วไม่รีบหาทางป้องกันภัยอันตราย  บุคคลนั้นชื่อว่าไม่รักษาชีวิตตน  ถ้าบุคคลนั้นละความเพียรเสีย  ก็จะได้รับผลแห่งความเกียจคร้านของตน  บางคนได้เห็นผลแห่งความประสงค์ของตน  แล้วตั้งใจทำงาน  ถึงการงานจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม  ก็ได้เห็นผลงานประจักษ์แก่ตน

                ท่านจงดูคนทั้งหลายที่มาในสำเภาเดียวกับเราเถิด  คนพวกนั้นพากันย่อท้อต่ออันตราย  ไม่พยายามว่ายน้ำจนสุดความสามารถก่อน  จึงพากันจมน้ำตายในมหาสมุทรทั้งสิ้น เหลือแต่เราผู้เดียวที่สู้ทนว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรอยู่ถึง ๗ วันเข้าแล้ว

                บัดนี้  เราได้เห็นผลของความเพียรนั้นแล้ว คือเราได้เห็นท่านซึ่งเป็นเทวดาที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย  ท่านจะมาบอกว่าความพยายามของเราสูญเปล่าได้อย่างไร ?  เพราะฉะนั้นเราจักพยายามว่ายน้ำอีกต่อไป  จนกว่าจะถึงฝั่งแห่งมหาสมุทรให้จงได้"

                คำสอนสำคัญของ “พระมหาชนก” มีอย่างน้อย ๒ ประการ คือ “ความเพียรอันบริสุทธ์ทำให้เกิดสิ่งอัศจรรย์” ทำให้รอดจากภัยอันตรายและประสบความสำเร็จ และการทำหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น       “แม้ไม่เห็นฝั่งก็ยังว่ายต่อไป” ทำให้คิดถึงมหาตมะคานธีที่สอนนักการเมืองด้วยเรื่องเล่าจาก “มหาภารตะ” ที่อรชุนลังเลที่จะออกรบ พระกฤษณะทรงแปลงเป็นสารถีรถม้าของอรชุนได้ “สนทนา” กับอรชุนอย่างยาวนาน

                บทสนทนาดังกล่าว คือ “ภควัทคีตา” อันเป็นคัมภีร์อันยิ่งใหญ่ของฮินดู เป็น “บทเพลงแห่งพระผู้เป็นเจ้า” ที่สอนให้คนทำความดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ กระทำสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่ปรารถนาความสำเร็จ หรือกลัวความพ่ายแพ้ “จงลงมือกระทำโดยไม่ปรารถนาผลลัพธ์และโดยไม่เอาตัวเองไปพัวพันกับบ่วงกรรม

      กฤษณะตรัสแก่อรชุนว่า การกระทำความดีจักไม่ทำให้ใครขึ้นสวรรค์ไปได้ ถ้าหากว่าความปรารถนาสวรรค์นั้นเป็นแรงจูงใจเพียงประการเดียว ความปรารถนาทำให้มีการเกิดใหม่ หากยังมีความปรารถนาใดคงอยู่เมื่อเราตายไปแล้ว เราก็จักกลับไปสู่ชีวิตในอีกชาติภพหนึ่ง (คือยังไม่หลุดพ้นหรือไปนิพพานในทางพุทธศาสนา)

      มหาตมะคานธีสอนนักการเมืองอินเดียด้วยเรื่องราวจากมหาภารตะนี้ว่า อย่ามัวแต่คิดคำนวณว่าตนจะได้ (ประโยชน์) อะไร จะชนะหรือไม่จึงค่อยลงมือทำ แต่ให้ทำเพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดี งาม เป็นหน้าที่ตามพระประสงค์แห่งพระผู้เป็นเจ้า

      ถ้าเรารักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ จริง ควรนำคำสอนของพระองค์ท่านมาปฏิบัติ โดยเฉพาะที่ว่าด้วย “ความเพียรอันบริสุทธิ” และ “แม้ไม่เห็นฝั่งก็ยังว่าย” ซึ่งขาดหายไปในโลกปัจจุบัน อันเป็นสังคมบริโภคที่ต้องการรวยลัด รวยเร็ว อยากได้ของฟรี อยากได้อะไรแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องออกแรง สังคมที่แข่งขันและวัดกันด้วยภาพลักษณ์ อำนาจและผลประโยชน์

               พระมหาชนก คือ คำสอนที่สะท้อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่รู้จักกันดี ที่ท่องได้แต่ไม่ค่อยทำกัน  เพราะเป็นอะไรที่สวนกระแส และคนที่มี “ปัญญา ความกล้าหาญ และความเพียรทน” เยี่ยงพระมหาชนกเท่านั้นจึงจะทำได้

สยามรัฐรายวัน 18 ตุลาคม 2560

ตูน บอดี้สแลม กำลังจะวิ่งจากเบตงถึงแม่สาย ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร เพื่อระดมทุน 700 ล้านบาทให้โรงพยาบาล 11 แห่ง มีคนเห็นด้วยไม่เห็นด้วย การออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งหลายเป็นความสำเร็จขั้นต้นที่สำคัญของนักร้องคนนี้แล้ว เพราะเป็น “วิภาษวิธี” ที่ก่อให้เกิด “ปัญญา” ในสังคม

                คนจำนวนมากเห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการ “ตบหน้า” รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขที่ไม่ได้ดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างที่ควร ปล่อยให้ขาดแคลนงบประมาณ อุปกรณ์สำคัญเพื่อการบริการสุขภาพ ในขณะที่มีงบประมาณซื้ออาวุธและไปทำอย่างอื่นมากมาย

                มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับการวิ่งครั้งนี้ วิจารณ์แรงๆ ว่า “โง่” วิ่งให้ตายก็แก้ปัญหาไม่ได้ ดูจะเป็นการมองอย่างคับแคบ ลดทุกอย่างลงมาให้เหลือแค่ “งบประมาณ” ที่ควรขอจากรัฐบาลมากกว่ามาวิ่ง ลดปัญหาบ้านเมืองให้ลงมาเหลือเพียงการเมือง เรื่องนโยบาย

                เหมือนที่มีคนวิจารณ์คุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตาเมื่อหลายสิบปีก่อนว่า แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่เห็นช่วยอะไรประเทศอินเดีย ดีแค่สร้างภาพ แน่จริงต้องไปบอกให้รัฐบาลบริหารประเทศให้ดีด้วยนโยบายที่แก้ปัญหาความยากจน ไม่ต้องให้คนจนนอนอดหิวและตายข้างถนนอย่างที่เห็นทุกเมือง

                คุณแม่เทเรซาตอบว่า ท่านแค่ต้องการให้คนที่กำลังจะตายรู้ว่า ยังมีคนที่รักเขาอยู่ และท่านก็ทำจนถึงวาระสุดท้าย ขยายจากกัลกัตตาไปยังเมืองอื่นๆ ประเทศอื่นๆ รวมทั้งที่กรุงโรม ศูนย์กลางศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก ที่มีซิสเตอร์คณะของท่านทำงานในสลัม ช่วยคนจน คนชายขอบ ผู้อพยพ คนที่ถูกทอดทิ้ง

                คุณแม่เทเรซาได้รับการยกย่องและแต่งตั้งให้เห็น “นักบุญ” ด้วยแบบอย่างอันยิ่งใหญ่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลก ทำให้เห็นว่า “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” ท่ามกลาง “อธรรม” อีกเป็นอันมากทั้งตัวบุคคลและระบบโครงสร้างที่รอการแก้ไขในอีกหลายๆ วิธี ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

                เมตตาธรรมกับความยุติธรรม เป็นสองหน้าของเหรียญเดียว ถ้ามองความเป็นจริงทั้งสองด้านก็จะเข้าใจคุณค่าและความหมายของสิ่งที่ตูน บอดี้สแลมทำ ที่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่ประการใด มีการวิ่งเพื่อการกุศลและวัตถุประสงค์เฉพาะต่างๆ มากมายในประเทศไทยและทั่วโลก ทั้งเดี่ยวและเป็นกลุ่ม เป็นพันเป็นหมื่นคนก็มี

                แต่ละครั้งก็มักจะมีผลกระทบไปถึง “นโยบาย” และ “จิตสำนึก” ด้วยเสมอ อย่างกรณีของตูน ก็ย่อมส่งผลให้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขต้องทบทวนเรื่องการบริการสุขภาพอย่างจริงจัง และไม่ปล่อยให้คนมากระตุกขา  “สั่งสอน” หรือ ”ตบหน้า” อีก และปลุกสำนึก “จิตอาสา” ให้สาธารณชน

                แม้แต่การวิ่งที่ไม่ได้บอกวัตถุประสงค์ ก็ทำให้คนคิดต่อ ตีความ และนำไปสร้างแรงบันดาลใจได้อีก อย่างการวิ่งของ “ฟอเรสท์ กัมพ์” ที่วิ่งข้ามสหรัฐอเมริกาไปกลับแบบ “ไม่มีจุดมุ่งหมาย” แต่สื่อมวลชนวิ่งตามเขาทุกวัน แพร่ภาพข่าวไปทั่วประเทศ ถามนายกัมพ์ว่า วิ่งทำไม เขาบอกว่า แค่อยากวิ่ง การไม่บอกอะไรเป็นการบอกหลายอย่างมากกว่าการบอกเสียอีก เปิดทางให้ผู้คนนำไปคิดเอาเอง

                สิ่งที่ “ปรากฎการณ์ตูน” ก่อให้เกิดในสังคมไทยมีหลายอย่าง เขาสร้างแบบอย่างของการเสียสละตนเพื่อการกุศลในแบบที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตไม่น้อย แต่เขาเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” (catalyst) ที่มีพลัง ศูนย์รวมใจและรวมเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ขาดแคลน เงิน 10 บาททำอะไรได้ไม่มาก แต่ถ้ารวมกันก็จะเกิดพลังมหาศาล และที่สำคัญกว่าเงิน คือ พลังจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของสังคม คือ ทุนทางสังคมที่เป็นอะไรและให้อะไรมากกว่าเงิน

                ทำให้คิดถึงพระอาจารย์ทอง หรือพระครูพิพัฒนโชติที่วัดอู่ตะเภา วัดดอน หาดใหญ่ ที่ก่อตั้ง “ธนาคารชีวิต” เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ชวนชาวบ้านออมเงินวันละบาท ท่านบอกว่า เงินบาทเดียวทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้ารวมกันมากๆ ก็ช่วยเหลือคนทุกข์คนยากได้ สนับสนุนโครงการพัฒนาชุมชนได้ ช่วยเด็กเยาวชนที่ขาดแคลนทุนการศึกษาได้

                วันนี้มีสมาชิกพันกว่าคน มีเงินออมและดอกเบี้ยกว่า 10 ล้านบาท เมื่อน้ำท่วมหาดใหญ่และใกล้เคียงหลายปีก่อน สมาชิกธนาคารชีวิตได้รับผลกระทบถ้วนหน้า คณะกรรมการตัดสินใจนำเงินจากธนาคารชีวิตช่วยเหลือสมาชิกพันกว่าคนๆ  ละ 500 บาท แม้เป็นเงินไม่มาก แต่เป็นกำลังใจยิ่งใหญ่ที่มาจากเงินบาทเดียว

                สิ่งที่ธนาคารชีวิตก่อเกิดไม่ใช่เพียงเงินออมวันละบาท (คนออมไม่ได้ดอกเบี้ย คนกู้เสียดอกเบี้ย) แต่ได้ทำให้ “ทุนทางสังคม” แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทุนที่เป็นความเอื้ออาทร ความเป็นพี่เป็นน้องที่ร้อยรัดผู้คนให้อยู่ร่วมกันเป็นชุมชนที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ได้มีแค่เรื่องรายได้ กำไรขาดทุนหรือเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น

                มีคนจำนวนมาก มูลนิธิสมาคมองค์กรมากมายที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคม โดยไม่ได้ต้องการแย่งบทบาทหน้าที่ของรัฐบาล ของกระทรวงพัฒนาสังคมหรือกระทรวงไหน แต่เพราะ “จิตอาสา” ทำความดีที่ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนอื่นนอกจากช่วยคนให้ “พ้นทุกข์” ทุกข์ยิ่งใหญ่มากมายที่รัฐบาลไหนก็แก้ได้ไม่หมด

                คุณแม่เทเรซาและคุณตูนไม่ได้ระดมคนออกเดินขบวนประท้วงไปตามถนนเพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้ดูแลคนจน คนเจ็บคนป่วย แต่ “กิจกรรม” ของทั้งสองน่าจะส่งเสียงดังกว่านั้นมากนัก

                และที่ “ดัง” มากกว่า และมีคุณค่ามากกว่า คือการทำให้ผู้คนรู้ว่า น่าจะมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือบ้านเมือง ที่ไม่ใช่เรื่องของ “รัฐบาล” ผู้เดียว อะไรที่เราทำได้เอง ทำได้ดีกว่าก็น่าจะลงมือทำ ไม่ใช่รอทุกอย่างจากรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำ “ประชานิยม” จนผู้คน “เสียผู้เสียคน” ไปมากแล้ว

                บริจาคเถิดครับ เพราะนี่เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่เราจะได้ร่วมมือกันช่วยเหลือสังคม ที่จะแสดงให้เห็นว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้จริง  “จุดเทียนขึ้นมาสักเล่มดีกว่านั่งด่าความมืด” (ภาษิตจีน)

สยามรัฐรายวัน 11 ตุลาคม 2560

“ประมาณเกือบ 30 ปีมาแล้ว ผู้นำชาวนาฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งมาศึกษาดูงานที่เมืองไทยโดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือ การพบกับกลุ่มเกษตรกรไทย พวกเขาอยากมาบอกเกษตรกรไทยว่า ขอให้ลดการปลูกมันสำปะหลัง เพราะไทยส่งมันเข้าตลาดอียู ทำให้พวกเขามีปัญหาในการขายอาหารสัตว์ที่ผลิตในท้องถิ่น

แต่มาได้เพียงสองวัน พวกเขาก็เปลี่ยนความตั้งใจ เพราะได้พูดคุยกับผู้นำเกษตรไทยโดยตรง ได้รับรู้ถึงปัญหาและความทุกข์ยากของคนในบ้านนี้เมืองนี้ที่ก็ไม่มีทางออกเหมือนกัน พวกเขาสรุปว่า เกษตรกรที่ไหนๆ ไม่ว่าที่ฝรั่งเศส ที่เมืองไทย หรือที่บราซิลก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน เป็นเหยื่อของระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก มือใครยาวสาวได้สาวเอา

แทนที่จะมาบอกให้เกษตรกรไทยลดหรือเลิกปลูกมันสำปะหลัง สู้มาเป็นเพื่อนกัน เป็นภาคีเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมมือกันหาทางแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดจะดีกว่า

ตลอดระยะเวลา 10 ปีหลังจากนั้น มีการไปมาหาสู่กันระหว่างกลุ่มผู้นำเกษตรกรไทยและยุโรปหลายครั้ง พวกเขาได้สรุปบทเรียนของความสำเร็จและความล้มเหลวในยุโรป เตือนเพื่อนคนไทยไม่ให้เดินไปตกหลุมเดียวกัน บอกทางลัดไปสู่ความสำเร็จ

ผู้นำเกษตรกรไทยที่ร่วมขบวนการเป็นที่รู้จักกันดีอย่างวิบูลย์ เข็มเฉลิม บำรุง บุญปัญญา บำรุง คะโยธา ประยงค์ รณรงค์ ลัภท์ หนูประดิษฐ ชบ ยอดแก้ว อัมพร ด้วงปาน ตรีวุธ ภาระพัฒน์ เล็ก กุดวงแก้ว ยงยุทธ ตรีนุชกร ผาย สร้อยสระกลาง ทัศน์ กระยอม รวมทั้งนักวิชาการไทยที่ทำงานกับชุมชนอย่าง ดร.ปรีชา อุยตระกูล อาจารย์อนันต์ ลิขิตประเสริฐ เป็นต้น

เครือข่ายเกษตรกรที่ยุโรปมีพลังมาก ในแต่ละประเทศมีเกษตรกรเพียงร้อยละ 2-3 ของประชากร แต่มีเครือข่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เพราะเชื่อมโยงผู้ประกอบการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร ผลผลิตทางเกษตรต่างๆ ตั้งแต่ข้าวปลาอาหาร เหล้า ไวน์ ขนมนมเนย ปุ๋ย ยา เครื่องมือเกษตรทุกชนิด

พรรคการเมืองในประเทศเหล่านี้ต่างก็วิ่งเข้าหากลุ่มเกษตรกร เพราะมั่นใจในฐานเสียงของเครือข่าย ได้ใจพวกเขาก็เท่ากับชนะเลือกตั้งไปครึ่งหนึ่งแล้ว

พวกเขาเล่าให้ฟังว่า เครือข่ายเกษตรกรในยุโรปเริ่มจริงๆ เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี่เอง ตอนที่สังคมกำลังลำบากยากแค้น ประสบภาวะขาดแคลนอย่างหนัก เกษตรกรเริ่มเดินทางไปมาหาสู่กัน โดยสารรถประจำทางบ้าง รถไฟบ้าง จนเมื่อสถานการณ์ค่อยๆ ดีขึ้น พวกเขาก็ขยายเครือข่ายออกไประดับจังหวัด ระดับภาค ระดับประเทศ และระหว่างประเทศในที่สุด

ผู้นำเกษตรกรไทยได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้นำเกษตรกรในฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และแอฟริกาตะวันตกหลายประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงที่โน่นโดยเครือข่ายจากยุโรป

ผู้นำเกษตรกรไทยหลายท่านที่ได้ร่วมขบวนการนี้มีบทบาทสำคัญในสังคมไทย ขยายเครือข่ายในพื้นที่ของตนเอง แม้ว่าจะเป็นไปอย่างเงียบๆ แต่ก็เป็นพลังเงียบที่รู้เท่าทันเหตุการณ์บ้านเมืองและระบบเศรษฐกิจสังคมที่ซับซ้อนและมีพลังสูงมากในการครอบงำประชาชน

ที่สำคัญ ได้เรียนรู้ว่าระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทยนี้ทำให้ประชาชนจำนวนมากเป็นเหยื่อ ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อความมั่งคั่ง เพื่อความมั่นคง เพื่ออำนาจ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน เกษตรกรฝรั่งเศสสรุปว่า พวกเขาเป็นเหยื่อของระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกับเกษตรกรไทยและประเทศไหนๆ ในโลก”

กรณีนี้ ใช้คำว่า hegemony ของ อันโตนิโอ กรัมชี ได้ทั้งนั้น เพราะคำนี้มีความหมายจริงๆ คือ การครอบงำอย่างแนบเนียนจนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีการต่อต้านใดๆ ยอมรับว่า “มันเป็นเช่นนี้เอง”

เหยื่อของระบบสังคมนี้ถูกทำให้มึนงงเหมือนคนติดยา ถูกเบี่ยงเบนบิดเบือน ถูกสั่งสอนว่าไม่ต้องไปสนใจเรื่องคุณค่า เรื่องจริยธรรม เป้าหมายสำคัญกว่าเครื่องมือหรือวิธีการ ไม่ต้องถามว่า วิธีการนี้ดีไม่ดีอย่างไร ขอเพียงใช้ให้ได้ผล ช่วยให้บรรลุเป้าหมายเป็นพอ

กระนั้นก็ดี วันนี้ระบบทุนนิยมพยายามปรับปรุงตนเอง พยายามสวมเสื้อยี่ห้อ “จริยธรรม” ให้คนเห็นมากๆ มาในนามของ “CSR” หรือ ความรับผิดชอบทางสังคมของบรรษัท”

“ประชารัฐ” เป็นกลไกหนึ่งในการ “ปฎิรูป”

การปฏิรูปนี้สำเร็จหรือไม่คงไม่วัดกันที่จีดีพีหรือการส่งออก แต่วัดที่คุณภาพชีวิตของชาวนาชาวไร่ 30-40 ล้านคนที่ยังรายได้ไม่พอกิน หนี้สินท่วมตัว ความเหลื่อมล้ำไม่ลด เพราะผู้นำสังคมไทยยังเชื่อ “ทฤษฎีการพัฒนาแบบไม่เท่าเทียม” ให้คนรวยรวยก่อน แล้วดึงคนจนให้รวยตาม

เป็นนิยามและนิยายของการพัฒนาที่พาฝันมา 50 ปี แล้วต่างอะไรจากโครงการจำนำข้าว ที่ชาวนาเป็นเหยื่อ เป็นฐานเสียง ฐานอำนาจของนักการเมือง

สยามรัฐรายวัน 27 กันยายน 2560

นายโดนัลด์ ทรัมป์น่าจะเป็นประธานาธิบดีที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุดทั้งในสหรัฐและทั่วโลก เป็นนักธุรกิจ ที่ไม่เคยทำงานการเมือง ไม่เคยได้รับเลือกตั้ง จึงเป็นคนที่มักพูดอะไรเสนออะไรที่นอกกรอบ นอกคอก และขัดใจผู้คนจนมีบางคนบอกว่าเขา “บ้า”

แต่ความที่เป็น “คนนอก” ทำให้เขามองเห็นอะไรบางอย่างที่ “คนใน” มักมองไม่เห็น และสิ่งที่เขาเสนอบางครั้งก็น่าสนใจ อย่างกรณีที่ไปพูดที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติวันที่18 กันยายนที่ผ่านมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสหประชาชาติ 

เขาบอกว่า ตั้งแต่ปี 1945 ที่องค์แห่งนี้ได้ก่อเกิดมา ยังไม่ได้บรรลุศักยภาพที่แท้จริง เนื่องเพราะ “ระบบเจ้าขุนมูลนาย” (bureaucracy) และการจัดการที่ไม่ดี (mismanagement) เขาบอกว่า “ต้องทำให้ยูเอ็นยิ่งใหญ่” (Make UN great) ไม่มีคำว่า “อีก” เพราะสำหรับเขายูเอ็นไม่เคยยิ่งใหญ (เหมือนอเมริกา) และยังเคยประชดว่า องค์กรแห่งนี้ “เป็นแต่พูดเท่านั้น” (talking organization) (คล้ายกับที่มีการล้อเลียนว่า NATO ย่อมาจาก no action talk only ได้แต่พูดไม่ทำ)

เคยทำงานที่ยูเอ็น ทราบดีว่าองค์กรแห่งนี้มีระบบโครงสร้างและระเบียบที่ละเอียดแทบทุกกระเบียดนิ้ว จนอึดอัด อยู่ลำบากเพราะทำอะไรใหม่ คิดอะไรใหม่ได้ยาก เพราะเขาจัดไว้ให้ “ลงตัวหมดแล้ว” อันเป็นผล “ระบบเจ้าขุนมูลนาย” “ราชการ” ของ 193 ประเทศสมาชิกที่มาผนึกพลังกัน แล้วจะให้ปฏิรูปได้อย่างไร

ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนรียกร้องให้ปฏิรูปองค์กรอันยิ่งใหญ่นี้ แต่ส่วนใหญ่มาจาก “สมาชิก” จากคนใน หรือที่เคยเป็นคนในและรู้เรื่องภายในเป็นอย่างดีว่ามีปัญหาอุปสรรค จุดอ่อนและข้อจำกัดอะไรบ้าง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่า เสียงเรียกร้องจะดังกว่าทุกครั้ง เพราะมาจากผู้นำสหรัฐอเมริกา หมายเลขหนึ่งของผู้นำในยูเอ็น ที่เสียงดังส่วนหนึ่งเพราะให้เงินอุดหนุนองค์กรนี้มากที่สุด

อย่างไรก็ดี คงไม่มีใครคาดหวังว่าจะมีการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยูเอ็น โดยเฉพาะถ้าหากว่าจะให้บรรดาสมาชิกมาร่วมกันปฏิรูป ซึ่งก็คงส่งตัวแทนที่เป็น “ข้าราชการ” เป็นส่วนใหญ่มาร่วมเป็นกรรมการ อนุกรรมการ ได้ข้อสรุปที่เวียนไปเวียนมาจนหาทางเปลี่ยนไม่ได้ (เหมือนเดิม)

การเปลี่ยนแปลงในยูเอ็นที่ผ่านมาเกิดจากวิกฤติหรือปัญหารุนแรงที่เรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยน  เช่น กรณีการเกิดโรคเอดส์ ซึ่งมีผลกระทบไปทั่วทุกวงการ ไม่เพียงแต่สุขภาพอนามัย แต่เศรษฐกิจสังคม ทำให้องค์กรต่างๆ มีแผนงานเกี่ยวกับโรคเอดส์จนซ้ำซ้อน  5 องค์กรในยูเอ็นจึงจับมือกันก่อตั้ง UNAIDS คือ WHO, UNDP, UNICEF, UNESCO, และ World Bank

การปฏิรูปยูเอ็นคงยากเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา อาจจะต้องมีองค์กรอื่นขึ้นมาแทน ที่ดีกว่า มีพลังมากกว่า อย่างที่ผู้สร้างนวัตกรรมพูดไว้ว่า “คุณเปลี่ยนอะไรจากที่เป็นอยู่ไม่ได้หรอก ถ้าจะเปลี่ยน ต้องสร้างโมเดลใหม่ที่ทำให้โมเดลที่เป็นอยู่กลายเป็นสิ่งล้าสมัย” (Richard Buckminster Fuller)

คำว่า “ปฏิรูป” เป็นคำที่น่ากลัวสำหรับคนที่ไม่อยากเปลี่ยนแปลง เป็นคำที่น่าเบื่อสำหรับคนที่ได้ยินได้ฟังทุกวัน แต่ไม่เห็นวี่แววว่าจะมีการปฏิรูปตรงไหนอย่างไร เพราะสิ่งที่ปรากฎให้เห็น ไม่ว่าวิธีคิดหรือวิธีทำ ไม่ให้ความหวังว่าจะมีการปฏิรูป

เอาข้าราชการมาปฎิรูประบบราชการ  เอาตำรวจมาปฏิรูปตำรวจ เอาคนมีธุรกิจพลังงานมาปฏิรูปพลังงาน (เพื่อหาพลังงานทางเลือก) เอา ธ.ก.ส. มาแก้หนี้ (แล้วใครจะไปกู้ ธ.ก.ส.) เอาบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีขายสารเคมีไปส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เอานักกฎหมายไปปฏิรูปกฎหมาย ให้กระทรวงเกษตรไปปฏิรูปการเกษตร ปฏิรูปสหกรณ์ ให้กระทรวงมหาดไทยไปกระจายอำนาจ

รัฐบาลนี้มีความตั้งใจให้มี “การปฏิรูป”  เสนอ “ประชารัฐ” เป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อน 12 ประเด็น 12 คณะ เช่น นวัตกรรม, การลงทุน, เศรษฐกิจฐานราก, การท่องเทียว, แก้กฎหมาย, การเกษตร, การศึกษา. การสร้างรายได้

องค์ประกอบกรรมการประชารัฐ 73% เป็นเอกชน 13% รัฐมนตรี 10% ราชการ 4% สถาบัน การศึกษา ไม่เห็นมี “ชาวบ้าน” ตัวแทนชุมชนคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ในขณะที่ซีพีอยู่เต็มใน 12 คณะปูนใหญ่กับไทยเบฟ (ขายเหล้าขายเบียร์และอื่นๆ) อยู่เกือบทุกคณะ ทั้งสามหน่วยงานนี้อยู่ในคณะกรรมการ การศึกษาและการเกษตร

มีคนตั้งข้อสังเกตไว้นานแล้วว่า ประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาไม่สนใจพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะจะทำให้คนฉลาด ซึ่งครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้

วันนี้ คนไทยเบื่อคำว่า “ปฏิรูป” เพราะไม่เชื่อว่าจะมี  คณะรัฐมนตรีก็มีแต่ “ทหารและข้าราชการ” เป็นส่วนใหญ่ เอาแต่เพิ่มกฎหมายให้อำนาจตนเองมากกว่าการยกเลิกและแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป แล้วจะปฏิรูปได้อย่างไร

สยามรัฐรายวัน 20 กันยายน 2560

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักคิดทางสังคมที่มักมีอะไรให้จดจำและนำไปพูดถึงและประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ อยู่หลายครั้ง หลายปีก่อน เขาเขียน “สองนคราประชาธิปไตย” ที่ ”คนชนบทเลือก คนเมืองล้ม” วันนี้เขาเสนอ “บูรพาภิวัตน์”

                อาจารย์เอนกไม่ได้เพียงเสนอ “คำหลัก” ที่เป็นเหมือน “มาสเตอร์คีย์” ให้เราไขเข้าไปในสถานการณ์โลกปัจจุบัน แต่ท่านให้รายละเอียดทั้งทางเศรษฐกิจสังคมที่หนักแน่นจนยากที่ใครจะเห็นค้าน

                ที่เขียนวันนี้อยากจะให้เห็นอีกด้านหนึ่งหรือมิติหนึ่งที่อาจารย์เอนกไม่ได้พูดถึงหรือพูดถึงน้อย คือ เรื่องทางจิตวิญญาณที่โลกทั้งโลกกำลังหันมาให้ความสนใจกับ “ปรัชญา-ศาสนา” ความเชื่อ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเอเชีย ไม่ใช่แต่เพียงนักปรัชญาและนักฟิสิกส์อย่างเดวิด โบห์มหรือไอนส์ไตน์

                ในระยะสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เคยเข้าไปหาอ่านและซื้อหนังสือเกี่ยวกับ “พลังจิต” มิติที่ 4 สัมผัสที่ 6 หรือ ปรจิตวิทยา (parapsychology) ที่ห้องสมุดและร้านหนังสือหลายแห่งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ปรากฎว่าหนังสือเหล่านี้อยู่ในหมวด “ไสยศาสตร์” (occultism) แต่ก็ค่อยๆ ย้ายไปอยู่ในหมวด “ปรัชญา-ศาสนา” หรือ “เรื่องทางจิตวิญญาณ” และ “จิตวิทยา”

                เมื่อ 25 ปีก่อน CNN สำรวจพบว่า คนอเมริกันร้อยละ 30 เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด 5 ปีต่อมาปรากฎว่าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 วันนี้น่าจะมากกว่าครึ่ง ขณะที่ชาวบราซิลร้อยละ 70 เชื่อเรื่องนี้

                นอกจาก ดร.เอียน สตีเวนสัน ที่มีชื่อเสียงจากงานวิจัยเรื่องการกลับชาติมาเกิด โดยศึกษา 3,000 กรณี ทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย พม่า ไทย ยังมีนักวิชาการที่จบการศึกษาด้านการแพทย์ หรือจิตวิทยาจำนวนมากที่หันมาสนใจศึกษาเรื่องนี้ และขยายไปสู่เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด

                ส่วนหนึ่งเป็นการศึกษาต่อเนื่องจากการวิจัยประสบการณ์ของคนที่ตายแล้วฟื้นคืนมา หรือชีวิตหลังความตายของนักจิตวิทยาที่โด่งดังอย่างน้อย 2 คน คือ เอลิซาเบ็ท คูเบอร์ รอส และเรย์มอนด์ มูดี้ โดยขยายขอบเขตการศึกษาไปไกลถึงทั้งชาติก่อน ชาตินี้ และชาติหน้า

                อ่านหนังสือของนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการเหล่านี้และคนอื่นๆ แล้วทำให้เชื่อว่า โลกตะวันตกวันนี้หันมาหาตะวันออกเพราะมี “นักวิทยาศาสตร์” ที่ยืนยันกับพวกเขาว่า สิ่งที่คนตะวันออกเชื่อนั้นไม่ใช่เรื่องงมงายไสยศาสตร์ แต่เป็น “เรื่องจริง” ที่มีข้อพิสูจน์หลายอย่าง แม้ว่า “ความจริง” นั้นอาจจะเป็นการพิสูจน์ด้วย “สูตร” และ “สมการ” คนละอย่างกับ “วิทยาศาสตร์” กระแสหลัก

                ไม่น่าเชื่อว่า หนังสือเหล่านี้ขายได้เป็นล้านเล่ม บางเล่มหลายสิบล้าน เป็นหนังสือขายดีอันดับต้นๆ ของอเมซอนหรือหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่จัดอันดับหนังสือยอดนิยม และมีการแปลไปหลายภาษา บางเล่มมากกว่า 20 ภาษา

                ดร.ไบรอัน ไวส์ น่าจะเป็นอีกคนหนึ่งถัดจาก ดร.เอียน สตีเวนสัน ที่มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อการเปลี่ยนความคิดความเชื่อของคนตะวันตก เขาเป็นจิตแพทย์ที่เปลี่ยนความคิดแบบเดิมๆ ของวิชาจิตวิเคราะห์เพราะประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้รับจากการทำการสะกดจิต ทำให้คนระลึกชาติได้ มีรายละเอียดและ “ข้อพิสูจน์” มากมายจนเขาต้องเชื่อว่าสิ่งที่คนไข้ของเขา “เห็น” นั้นไม่ใช่ภาพลวงตาหรืออุปาทาน

                เขาบอกว่า คนเราเกิดมาแล้วหลายชาติ การสะกดจิตทำให้คนได้อย่างน้อย 2 อย่าง อย่างแรกคือทำให้หายจากความเจ็บป่วยบางอย่างที่ไปรักษาแบบไหนที่ไหนก็ไม่หาย แต่เมื่อระลึกชาติได้ และกลับไปยังชาติที่เคยได้รับเหตุการณ์บางอย่างที่สัมพันธ์กับความเจ็บป่วยชาตินี้ คนไข้ของเขาก็จะหายจากอาการนั้น บางคนเคยจมน้ำตายกลายเป็นคนกลัวน้ำ ก็จะหายกลัว เคยตกจากที่สูง กลัวความสูงก็หาย เคยขาหักชาติก่อน และเจ็บกระดูกรักษาไม่หาย ก็หาย เจ็บต้นคอ ชาติก่อนเคยถูกแขวนคอ ก็หายเจ็บ เป็นต้น

                อย่างที่สอง คนจะไม่กลัวตายอีก เพราะพบว่าวิญญาณเป็นอมตะ ร่างกายเป็นที่อาศัยชั่วคราว ตายแล้วก็จะมาเกิดใหม่ ในร่างกายใหม่ “วิญญาณเราเหมือนคนขับ กายเป็นรถ เมื่อรถเก่าและผุพังก็ทิ้งไป อาจมีเฟอร์รารีคันงามรออยู่ปลายถนนก็ได้” ดร.ไวส์บอกที่ประชุมชาวอิตาเลียนที่เมืองมิลาน

                ดร.ไวส์บอกว่า ตั้งแต่นี้ไป คงไม่เพียงพอที่จะหาสาเหตุของพฤติกรรม ของปัญหา ของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จาก “ปัจจุบัน” เท่านั้น แต่คงต้องย้อนกลับไปหาคำอธิบายใน “ชาติก่อน” ด้วย

                ดร.ไมเกิล นิวตัน เขียนหนังสือ “การเดินทางของวิญญาณ” (Journey of Souls) และ “ชะตากรรมของวิญญาณ” (Destiny of Souls)  สรุปจากปากคำของคนไข้ของเขาหลายพันคนว่า ตายแล้วไปไหน และเตรียมตัวกลับมาเกิดใหม่อย่างไร ข้อสรุปของเขา คือ คนเราเลือกเกิดได้ มีเป้าหมายในชีวิตนี้ที่มา “ใช้กรรม” หรือ “ชดใช้แก้ไขความผิดพลาดในชาติก่อน” เพื่อจะได้เติบโตและค่อยๆ ไปสู่ความหลุดพ้น

     แต่ชีวิตนี้มีทั้งชะตากรรม (destiny)  ที่สวรรค์กำหนด และเจตจำนง (free will) ของเราเองที่เป็นอิสระที่จะเลือกและต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการกระทำของเราเอง

สยามรัฐรายวัน 13 กันยายน 2560

นายเจมส์ วอลเฟนโซห์น อดีตประธานธนาคารโลก (1995-2005) กล่าวไว้ในการประชุมสุดยอดผู้นำโลกที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี 2000 ว่า “เงินแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ ถ้าแก้ได้คงแก้ไปนานแล้ว เพราะโลกไม่ได้ขาดเงิน”

          ในการประชุมครั้งนั้นมีการพูดกันเรื่องกับดักของโลกาภิวัตน์ ปัญหาโลกที่คนรวยรวยขึ้นคนจนจนลง ประเทศร่ำรวยได้เปรียบประเทศยากจนมากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ดี นายวอลเฟนโซห์นเตือนว่า ประเด็นดังกล่าวจะต้อง ไม่มองอย่างแยกส่วน แต่มองอย่างเป็นองค์รวม เขาตั้งคำถามเป็นตัวอย่างว่า

          “ประเทศนั้นมีรัฐบาลที่ดีหรือไม่ มีระบบกฎหมาย ระเบียบต่างๆ มีระบบยุติธรรมที่ดีและมีประสิทธิภาพหรือไม่ มีกฎหมายดี มีผู้พิพากษ์ที่สัตย์ซื่อหรือไม่ มีระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพมีความสัตย์ซื่อ มีความเป็นอิสระ มีระบบสังคมที่ดีหรือไม่ มีการคอรร์รัปชั่นมากน้อยเพียงใด”

          ยังเรื่องการศึกษา สาธารณสุข การสื่อสาร เทคโนโลยี และอื่นๆ อีกที่เกี่ยวข้องกับความยากจน ซึ่งนายวอลเฟนโซห์นเห็นว่า ถ้านโยบาย ระบบโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมไม่ดี การบริหารจัดการไม่ดี มีการโกงกินหรือคอร์รัปชั่นมาก ก็ไม่มีทางแก้ไขปัญหาความยากจนได้

          อย่างไรก็ดี เขาได้เน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาให้มีตลาดที่กว้างขึ้นสำหรับผลผลิตของตน เขาบอกประเทศร่ำรวยว่า “อย่าไปพูดเรื่องการยกหนี้ให้ประเทศยากจนถ้าคุณยังไม่เปิดตลาดให้พวกเขา  อย่าไปกระตุ้นประเทศเหล่านั้นให้ทำการผลิตมากๆ ถ้าหากคุณยังไม่เปิดที่ขายให้พวกเขา อย่าพูดเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี ถ้าหากยังไม่พัฒนาการศึกษา”

ในเวลาเดียวกัน เขาได้พูดในอีกหลายที่เรื่องการแก้ปัญหาความยากจนว่า “คนจนไม่ได้ต้องการการสงเคราะห์ (charity) คนยากจนต้องการโอกาส..พวกเขามีความตั้งใจ พวกเขาต้องการภูมิใจในตัวเอง พวกเขาต้องการโอกาส ถ้าคุณให้พวกเขาเพียงครึ่งเดียว และให้พวกเขารับผิดชอบ พวกเขาจะทำได้ดี”

“กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา คือ การเปลี่ยนคนจนจากคนที่คุณจะต้องสงเคราะห์ช่วยเหลือมาเป็นทุนมนุษย์หรือ “สินทรัพย์” (asset) ที่คุณจะต้องให้โอกาสพัฒนา พวกเขาไม่ใช่คนอ่อนแอ พวกเขาไม่ใช่คนทุพพลภาพถึงได้ยากจน พวกเขาจนเพราะขาดโอกาสต่างหาก”

เขาเน้นเสมอว่า การช่วยเหลือประเทศยากจนจะต้องพัฒนาระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุขโดยการให้โอกาสผู้คนได้เข้าถึงการศึกษาและการบริหารด้านสาธารณสุข ให้มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเอง ของชุมชน

นายเจมส์ วอลเฟนโซน เป็นชาวออสเตรเลีย เติบโตและได้รับการศึกษาที่ซิดนีย์ แล้วไปต่อด้านการบริหารธุรกิจที่ฮาร์วาร์ด มีประสบการณ์ที่หลากหลายทางธุรกิจและการเงิน จนได้รับแต่งตั้งเป็นประธานธนาคารโลก เขาน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ยกย่องชื่นชม (อาจารย์ส.ไม่ค่อยชมใครง่ายๆ  ท่านวิจารณ์หรือชมใครด้วยเหตุผลที่น่ารับฟังเสมอ)

เขียนเรื่องนี้เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังเร่งรัดพัฒนาอย่างเต็มทื่ รัฐบาลที่ผ่านๆ มาก็ดี รัฐบาลนี้ก็ดี มีโครงการมากมายในการแก้ปัญหาความยากจน ทั้งแจกฟรีให้เปล่าและอื่นๆ ด้วยคำอธิบายที่รับฟังได้ว่า ทุกอย่างล้วนต้องทำอย่างสัมพันธ์กัน หรือคำโตๆ ที่ใช้กัน คือ “บูรณาการ”

รํฐบาลรู้อยู่แล้วว่า การแจกเงินช่วยคนจนอย่างเดียวแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ ต้องไปพร้อมกับการปฏิรูปการศึกษา สาธารณสุข และอื่นๆ เปิดโอกาสให้คนจนให้กว้างมากขึ้นเพื่อจะได้เรียนรู้ และเข้าถึงทุน เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจสังคม

ซึ่งรัฐบาลตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ ตั้งแต่แผนพัฒนาฯ แผนที่ ๑ ผ่านมาหลายรัฐบาลหลายแผนก็พูดเช่นนี้และทำหลายอย่าง แจกทีดินทำกิน (สปก.) นับล้านไร่ แล้ววันนี้เหลือเท่าไรในมือคนจน แม้จะไม่มีสิทธิ์ขาย แต่ก็ขายสิทธิ์ให้นายทุน  รัฐบาลสร้างบ้าน สร้างแฟลตให้คนจนอยู่กี่หมื่นกี่แสนยูนิต เพื่อให้ย้ายจากสลัมหรือชุมชนแออัดไปอยู่ที่ดีกว่า แต่ “สลัม” ก็ไม่ได้หมดไป บางส่วนก็เป็นคนที่ได้สิทธิ์ได้บ้านได้แฟลต แล้วย้ายออกไปสร้าง “สลัม” ใหม่ ปล่อยให้คนอื่นเช่าบ้านเช่าแฟลตหรือขายสิทธิ์ไป

ระบบเศรษฐกิจสังคมเป็นองคาพยพเดียวที่ต้องพัฒนาไปด้วยกัน แต่สิ่งที่ต้องให้ความสนใจเป็นอันดับแรก คือ การศึกษา เพราะ “คนมีความรู้เปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่า คนไม่มีความรู้เปลี่ยนป่าให้เป็นทะเลทราย” “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า”  นายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรี สหราชอาณาจักรหลายปีก่อนยังย้ำเสมอว่า สิ่งสำคัญที่สุด 3 อย่างในรัฐบาลของเขา คือ “การศึกษา การศึกษา และการศึกษา”

ไม่เช่นนั้น การพัฒนาก็คงเป็นแค่วิธีการเอาชนะกันทางการเมืองและผลประโยชน์ด้วยตราที่สังคมประทับให้ว่า “ประชานิยม” ซึ่งลึกๆ แล้วเป็นการหลอกชาวบ้าน หลอกคนจน เป็นกับดักที่แท้จริงของการพัฒนา ทำให้คนเสพติดเงิน เสพติดผลประโยชน์ เหมือนเด็กที่ต้องกระเตงตลอด จนเดินเองไม่เป็น

ให้ปลาก็ไม่พอ ให้เบ็ดก็ไม่พอ ต้องให้โอกาสจับปลาด้วย ถึงจะแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน