phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

www.phongphit.com

ตามบัตรประชาชนผมเป็นคนปีจอ แต่จริงๆ ผมเกิดปีกุน อายุตามบัตรจึงมากกว่าอายุจริง ๑ ปี มีบางคนบอกว่า ผมหน้าอ่อนกว่าวัย ก็ดีใจเล่นๆ ยังไงก็เป็นหนุ่มน้อย (ลง) อยู่แล้ว ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไป “ไม่มีใครลงไปในแม่น้ำสายเดียวได้สองครั้ง” เพราะน้ำไหลไปไม่กลับ

อยากเขียนเรื่องหมาในปีจอ ปีที่ ๑๑ ของนักษัตร ไม่ค่อยเข้าใจปีไทยปีจีนตามสุริยคติ เรื่องโหราศาสตร์ เรื่องปีชง (เพราะชงเป็นแต่กาแฟ) อยากเขียนอะไรเบาๆ ต้นปีจอ เผื่อปีนี้จะได้ไม่หนักเกินไป เห็นใครๆ บอกว่า “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” อยากเริ่มต้นเบาๆ ครับ

ในหนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” (พิมพ์ ๘ ครั้ง) ผมแนะนำให้ลูกอ่านหนังสือ ๑๐ เล่ม ดูหนัง ๑๐ เรื่อง เพราะผมก็คงเหมือนพ่อหลายๆ คนที่สอนลูกตรงๆ ไม่ได้ ต้องอาศัย “กุโศลบาย” ถ้าเป็นสนุ๊กเก้อก็ต้องใช้ “บ๋อย” เพื่อช่วยไปดันอีกลูกลงหลุม

หนึ่งในหนังสือที่ผมแนะนำให้ลูกอ่าน คือ “นิกกับพิม” ประพันธ์โดย “ว.ณ ประมวญมารค” นามปากกาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต

นิกกับพิมเป็นชื่อหมาสองตัว นิกเป็นหมาพันธุ์บอ๊กเซอร์ตัวใหญ่ ส่วนนิกเป็นหมาพันธุ์พูเดิ้ลตัวเล็ก สีดำ ขนหยิก เป็นเพศผู้ทั้งสองตัว เป็นพ่อสื่อให้เจ้าของรักกัน แรกพบกันที่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เมื่อนิกต้องมาอยู่เมืองไทยกับนาย ก็เขียนจดหมายไปถึงพิมที่ยังอยู่เมืองนอก เล่าให้พิมฟังว่า สังคมหมาในไทยเป็นอย่างไร นิกเล่าเรื่องในหมู่บ้านที่ชัยภูมิว่า ต้องทำศึกชิงนาง (แด่น) อยู่บ่อยๆ “ฉันต้องต่อสู้กับไอ้ตูบ ไอ้ตาล ไอ้โกร่ง ไอ้ขาเป๋ และหมาหน้าวัดทั้งหลายไม่ต่ำกว่า 7 จนไอ้ตูบมีหูห้อยไปข้างหนึ่ง ไอ้โกร๋งขากะเผลก ไอ้ขาเป๋ขนร่วงกราว อีกตัวหนึ่งเลือดไหลแหมะๆ ส่วนฉันหนังที่ใต้คอถูกกัดวิ่นไปเล็กน้อย แต่ไม่เป็นไร อีกหน่อยมันก็คงเกิดใหม่”

คำนึงพินิจ ปี 2560

Wednesday, 27 December 2017 08:23 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 27 ธันวาคม 2560

ปี 2560 กำลังจะผ่านไปพร้อมกับเหตุการณ์สำคัญทั่วโลก ความขัดแย้ง ความรุนแรงที่ดูจะทวีขึ้นส่วนในประเทศ เกิดน้ำท่วมร้ายแรงอีกครั้งหนึ่ง  พระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และการวิ่งจากเบตงถึงแม่สายของตูน บอดี้สแลม

            เหตุการณ์ที่คู่ขนานกันไปตลอดปี คือ เรื่องการเมือง โรดแมปกลับไปสู่ “ประชาธิปไตย” และความพยายามในการปฏิรูป กับเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องที่รุนแรงและดูเหมือนจะกระทบคนจนคนรากหญ้ามากที่สุด หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น หนี้นอกระบบที่กลับมา หมดปัญญาหาทางออกของคนจน

            ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ ในความสุขมีความทุกข์ ในความทุกข์มีความสุข แต่เป็นสองอย่างในเรื่องเดียวกัน เป็นคนละขั้วของความเป็นจริงเดียว บวกและลบ ที่ประจบกันทำให้เกิดกระแสไฟแห่งชีวิต

            พระราชพิธีพระบรมศพฯ และการวิ่งของตูน บอดี้สแลม เป็นสองเหตุการณ์ที่บ่งบอกว่า “ทุนทางสังคม” หรือสายใยที่ร้อยรัดผู้คนให้ผูกพันเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้ขาดหาย ยังอยู่และพร้อมที่จะปรากฎออกมาเมื่อถึงเวลา หรือในสภาพการณ์เหมาะสม

            สิ่งที่ปรากฎไม่ใช่ “มวลชนบอด” แต่เป็น “พลังทางจิตวิญญาณ” ที่ผสานและแผ่ซ่านไปทั่ว เหมือนปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์

24 ธันวาคม 2560

โลกของพลเมือง*

โลกแห่งการแบ่งปัน

 

มองไปข้างหลังได้ แต่ไม่อาลัยอาวรณ์

มองไปข้างหน้าได้ แต่ไม่นั่งฝัน

อยู่กับปัจจุบันขณะ สติมา ปัญญาเกิด

อะไรจะเกิด ก็เป็นไปตามกรรม

ปล่อยวาง

ถึงวันที่สังขารนี้เสื่อมสลาย

ก็ให้ไปตามวิถีแห่งธรรม...

 

ปีที่ผ่านมา....

ขอบคุณสำหรับความรู้

ความรักและเมตตา

มิตรภาพและความอบอุ่น

ความช่วยเหลือเกื้อกูล

กำลังใจในยามอ่อนล้า

แรงบันดาลใจในยามท้อแท้

ขออโหสิกรรม สำหรับความผิดพลาด

บกพร่อง

การล่วงเกิน ไม่ว่าด้วยวิถีอันใด

ขอให้เราร่วมกันสืบสาน

จิตวิญญาณพลเมือง

พลเมือง คือ ผู้เจริญ

ที่มีความเป็นอารยะ

มีจิตอาสาเพื่อส่วนรวม

ทำอะไรเล็กๆ ง่ายๆ ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่

 

น้ำล้านหยดรวมกันเป็นลำธาร

แสงเทียนแสนเล่ม ส่องทางสว่างไสว

ไปสู่สังคมศิวิไลซ์ ในยุคศรีอาริยะ

 

ขอให้อยู่เย็น เป็นสุข

ให้ห่างทุกข์ ห่างโศก

ช่วยให้โลกคลายร้อน เย็นลง        

ช่วยให้คนมีน้อย มีพอเพียง

ให้คนมีมาก มีสำนึก

แบ่งปันความสุข ให้คนอื่น

ให้ความสุขเขา ความสุขเราจะทวีคูณ

โลกจะเปลี่ยนเร็วแค่ไหน อย่างไร

โลกนี้จะน่าอยู่

ถ้าเป็นโลกแห่งการแบ่งปัน

เป็นธรรม พอเพียง

 

Merry Xmas และสวัสดีปีใหม่ครับ

เสรี พงศ์พิศ  

24 ธันวาคม 2560

 ---------------------------------------

*civis : ภาษาละตินแปลว่า พลเมือง  

civilization : อารยธรรม คือ การพัฒนา

ไปสู่การเป็นพลเมือง คือ ผู้เจริญ

สยามรัฐรายวัน 20 ธันวาคม 2560

คนที่ทำให้คนไทยมีความสุขที่สุดในปี 2560 น่าจะเป็น อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม

            แม้ว่าเขาจะเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง แต่ก็เป็นเพียงคนเล็กๆ คนหนึ่ง ที่ทำอะไรที่เล็กๆ ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ที่ได้กลายเป็นเหมือนหิมะก้อนน้อยที่กลิ้งลงมาจากภูเขาสูง รวมเอาหิมะอื่นกลายเป็นหิมะก้อนใหญ่มหึมา (avalanche) ที่มีพลังมหาศาล สามารถทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า

            ถ้าใช้ทฤษฎีอลเวง (Chaos Theory) เขาเป็นเหมือนผีเสื้อกระพือปีกที่หนึ่งทำให้เกิดพายุไต้ฝุ่นอีกที่หนึ่ง หรือสาเหตุเล็กๆ ทำให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่แบบไม่มีใครคาดคิด ปรากฎการณ์ “ตูน”  เป็นเหมือน ”ผีเสื้อกระพือปีก พสุธาสะท้านไหว” จึงอยากเรียกเขาว่า “ตูน ผีเสื้อสแลม” กระพือปีกที่เมืองไทยสะเทือนไหวไปถึงอเมริกา ไนกี้กระโดดเข้ามาช่วยและประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลก

            การวิ่งของตูนเกือบสองเดือนเป็นข่าวทางสื่อทุกวัน เพราะเป็นอะไรที่ทุกคนสนใจติดตาม อยากรู้อยากลุ้นว่าไปถึงไหน ไปไหวไหม ได้เงินบริจาคเท่าไร

  ทำไมการวิ่งของผู้ชายคนนี้ถึงได้มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อสังคมไทย กระเทือนไปทั้งองคาพยพ หรือทั้งระบบชีวิตของผู้คน ชุมชน สังคมที่ดูเหมือนเชื่อมสัมพันธ์กันหมด อย่างที่ฟิสิกส์สมัยใหม่กับภูมิปัญญาตะวันออกบอกว่า เด็ดดอกไม้ดอกเดียวกระเทือนถึงดวงดาว สรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์เป็นหนึ่ง

สยามรัฐรายวัน 13 ธันวาคม 2560

“สองซอด” เป็นภาษาอีสาน แปลว่ามองทะลุ เป็นคำที่พ่อเล็ก กุดวงศ์แก้ว อดีตประธานอินแปง เครือข่ายชุมชนรอบตีนภูพานใช้เพื่อแปลคำว่า “วิสัยทัศน์” ตามทัศนะของท่าน

                โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ถ้าหากสังคมไทยยังมีนโยบายการศึกษาและการพัฒนาประเทศเช่นนี้ ไม่เกิน 12 ปีข้างหน้า (ปี 2030) สถาบันอุดมศึกษาไทยทั้งรัฐและเอกชนจะปิดตัวลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20  แรงงานไทยจะตกงานไม่น้อยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เช่นเดียวกัน

                ถ้าคิดเป็นเส้นตรง คงอีกหลายสิบปีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ แต่การเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษนี้เป็นปรากฎการณ์ที่เร็วแบบตัว S ไม่เช่นนั้น เราคงไม่เห็นการล้มลงของธุรกิจขนาดใหญ่ขนาดย่อยมากมายที่ตามโลกไม่ทัน คาดการณ์ผิด

                การคิดเป็นเส้นตรงคงเป็นได้สองอย่าง อย่างหนึ่งคือหลอกตัวเอง อย่างที่สอง คือ หลอกคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ในการคงอยู่ของธุรกิจและผลประโยชน์ กรณีพลังงาน โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือกรณีน้ำมันและพลังงานฟอสซิลทั้งหลายอยู่ในกลุ่มนี้

                จนถึงไม่นานมานี้ คนในธุรกิจน้ำมันบอกว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะยังอีกนานหลายสิบปีกว่าจะออกสู่ตลาดใหญ่และมีผลกระทบต่อธุรกิจน้ำมัน วันนี้คงปรับการคาดการณ์ใหม่ หลังจากรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเปิดตัวแข่งขันชิงตลาดกันอย่างดุเดือด และประเทศต่างๆ เริ่มประกาศชัดเจนว่า อีกกี่ปีห้ามขายรถใช้น้ำมัน

ทางอีศาน ธันวาคม 2560

 

ผมเขียนบทความนี้เช้าวันที่ 23 ตุลาคม 2560 เมื่อคืนนอนหลับฝันดี ได้ดูการแข่งขันชิงชนะเลิศแบดมินตันเดนมาร์กโอเพ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในระดับสูงสุดของแบดมินตันโลก ที่มีความสุขเพราะน้องเมย์ รัชนก อินทนน์ชนะเลิศแบบตื่นเต้นหัวใจจะวาย

 

            ตื่นเต้นที่สุดก็ตอนสุดท้ายที่น้องเมย์ไล่ตามยามากูชิ นักแบดมินตันชาวญี่ปุ่นอยู่ถึง 5 แต้ม และเธอก็ไล่ไปทีละแต้มจนชนะแบบสะใจ และที่ประทับใจที่สุดก็ตอนจบที่เธอก้มลงกราบที่พื้น โดยมองขึ้นฟ้าก่อนกราบ เธอดีใจจนร้องไห้ให้เห็นได้ชัด คนดูทั้งสนามลุกขึ้นยืนปรบมือให้อย่างยาวนาน

 

            น้องเมย์ให้สัมภาษณ์หลังการแข่งขันว่า เธอได้แรงบันดาลใจและพละกำลังจาก “พ่อหลวง” จึงได้สู้จนสุดความสามารถและชนะได้ในที่สุด เธอมอบชัยชนะครั้งนี้แด่พระองค์ท่าน เธอมองขึ้นฟ้านึกถึงพระองค์ และนี่คือ 4 วันก่อนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ 26 ตุลาคม 2560

 

            เรื่องราวของรัชนก อินทนนท์ เป็นเหมือนนิยาย เธอเป็นลูกคนงาน แม่ค้า คนยโสธร ร้อยเอ็ด ที่ชะตากรรมส่งให้เธอได้เล่นแบดมินตันตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ เพราะตามแม่ไปเล่นซนอยู่แถวคอร์ดแบดมินตันของบ้านทองหยอดที่แม่เธอทำงานอยู่

 

            แสดงให้เห็นว่า “โอกาส” สำคัญยิ่ง ไม่ว่าคุณเป็นใคร เป็นเด็กบ้านนอกหรือเมืองกรุง คนรวยหรือคนจน เมื่อมีโอกาสแล้ว “ใจสู้” หรือไม่เพียงใด ขยันหมั่นเพียรฝึกซ้อมอย่างมีวินัยหรือไม่

สยามรัฐรายวัน 6 ธันวาคม 2560

“เงินให้เปล่าสำหรับทุกคน” หรือ “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” (Universal Basic Income – UBI) เป็นประเด็นทางการเมืองไปแล้วในหลายประเทศ  คนอังกฤษประมาณครึ่งหนึ่งเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่เมื่อลงไปในรายละเอียดว่า จะต้องขึ้นภาษีเพื่อนำเงินมาใช้ คนที่เห็นด้วยก็ลดลง

ความจริง คำถามทีว่าจะเอาเงินมาจากไหนเพื่อจ่ายในโครงการนี้ กำลังเป็นที่ถกเถียงและหาทางออก ซึ่งน่าจะหาได้ถ้าลดงบประมาณด้านอื่นๆ และค่าใช้จ่ายสวัสดิการต่างๆ ที่น่าจะแทนที่ได้ด้วยรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (รพถ.)  อยู่ที่ผลการทดลองนำร่องในประเทศต่างๆ ในสังคมและบริบทที่แตกต่างกัน

หลายปีก่อนมีโครงการทดลงที่ลอนดอนกับคนเร่ร่อน 13 คน ที่นอนกลางถนน ประทังชีวิตด้วยคูปองอาหารคนจน  มีความพยายามช่วยคนเหล่านี้หลายสิบปีไม่มีอะไรดีขึ้น ถ้าคิดค่าใช้จ่ายในการ “ดูแล” ด้านต่างๆ ก็ไม่น้อย ผู้เกี่ยวข้องจึงเปลี่ยนมาลองให้เงินสดพวกเขาคนละ 3,000 ปอนด์ แบบไม่มีเงื่อนไข

หนึ่งปีให้หลัง 7 คน มีที่พักอาศัย คนอื่นๆ กลับไปหาลูก หาญาติ หาความรู้ในการทำสวนทำงานที่ตนเองอยากทำ เฉลี่ยใช้เงินไปคนละ 800 ปอนด์เท่านั้น ไม่มีใครเอาไปซื้อเหล้าหรือยาเสพติด แต่เอาไปซื้อมือถือ ซื้อของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น

ผู้จัดการออนไลน์ manageronline 1 ธันวาคม 2017

จอร์ช ออร์เวลล์ นักเขียนนักวิจารณ์ชาวอังกฤษ เขียน อะนิมัล ฟาร์ม ตีพิมพ์มื่อปี 2488 เป็นนิทานเปรียบเทียบเสียดสีการเมืองในรัสเซียเมื่อต้นศตวรรษที่ 20  มีการแปลเป็นไทยถึง 9 สำนวน ตั้งแต่ปี 2502 ถึงปี 2560  ได้กลายเป็นหนังสือคลาสสิกที่ให้บทเรียนแก่สังคมทุกระบอบที่มีผู้นำ “หลงอำนาจ”

             เรื่องย่อมีอยู่ว่า ฟาร์มสัตว์แห่งหนึ่งไม่พอใจเจ้าของที่เป็น “คน” ที่ขี้เกียจ เมา ไม่เอาการเอางาน มีแต่ใช้งานสัตว์ ผู้นำหมูจึงรวมตัวกันขับไล่ เมื่อผู้นำหมูตัวแรกตายไปก็ตั้งทายาทเป็นหมูสองตัว แย่งอำนาจกันจึงเหลือแต่ตัวที่ชื่อ “นะโปเลียน”

             นะโปเลียนแรกๆ ก็ดูดี แต่นานเข้าก็เริ่มหลงอำนาจ แก้บัญญัติ 7 ประการให้ตอบสนองตนเอง ใช้สื่อเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารโฆษณาชวนเชื่อครอบงำผู้คนในสังคม จนที่สุดหมูเดินสี่ขาก็เริ่มเดินสองขา เริ่มใส่เสื้อผ้า เริ่มนอนเตียง เริ่มกินเหล้า เริ่มฆ่าสัตว์อื่น ซึ่งผิดกฎ 7 ข้อที่ตั้งกันไว้แต่ต้น  

            โดยเฉพาะข้อสุดท้ายที่เขียนไว้แต่เดิมว่า “สัตว์ทุกตัวย่อมเท่ากัน” ก็มาเพิ่มว่า “แต่บางตัวเท่ากันมากกว่าอีกบางตัว” "All animals are equal, but some animals are more equal than others" เมื่อหมูทำตัวเหมือน “คน” ในตอนจบพวกมันก็พบว่า ตัวเองไม่ได้ต่างไปจาก “คน” (ที่มันได้ยึดอำนาจมา) นั่นเลย

สยามรัฐรายวัน 29 พฤศจิกายน 2560

รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) เป็นแนวคิดที่กำลังมาแรงทั่วโลกวันนี้  อาจเรียกชื่ออื่น แต่โดยรวมแล้วหมายถึงการให้เงินฟรีๆ แก่ประชาชนโดยไม่มีเงื่อนไข

รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (ต่อไปขอเรียกว่า รพถ. หรือ UBI) แตกต่างจากสวัสดิการที่รัฐให้ เพราะเป็นการให้เปล่าแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ยุ่งยาก ให้ทุกเดือน เช่น ประเทศไทยอาจจะโอนเงินเข้าบัญชีของคนไทยทุกคนหรือคนที่มีรายได้ต่ำกว่าการเสียภาษี ทุกเดือน 5,000 บาท หรือรูปแบบอื่น

ฟังดูอาจจะฝันเฟื่อง หรือไม่ก็เป็นการหาเสียงของนักการเมืองประชานิยมสุดโต่ง แต่ลองศึกษาหาข้อมูลและหลักฐานข้อเท็จจริง (ซึ่งมีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต) อาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้

รพถ.ไม่ใช่เรื่องใหม่ โทมัส โมร์ (1478-1535) เมื่อเกือบห้าร้อยปีก่อน โทมัส เพน (1737-1809) เมื่อสองร้อยปีก่อนพูดถึงส่วนแบ่งที่เป็นธรรมที่ราษฎรควรได้รับจากภาษีรายได้ของรัฐ

มิลตัน ฟรีดมัน (1912-2006) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล มาร์ติน ลูเธอร์ คิง อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐหลายคน จนถึงริชาร์ด นิกสัน ที่เกือบผ่านกฎหมาย UBI ในปี 1971 ผ่านสภาล่างและไปตกที่สภาบน กฎหมายที่ต้องการ “แจกเงิน” คนอเมริกันเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

เรื่องดูเหมือนเงียบไปหลายปี มาเริ่มพูดถึงกันอีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องเพราะความกลัวว่า อนาคตคนจะตกงาน โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วที่โรงงานต่างก็ย้ายไปอยู่ประเทศกำลังพัฒนาที่แรงงานถูกกว่า และงานทุกระดับกำลังถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จนนักอนาคตวิทยาบางคนทำนายว่า 12 ปีข้างหน้า (2030) จะมีคนตกงาน 2,000 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของแรงงานงานวันนี้

ขณะเดียวกัน โปรแกรมสวัสดิการต่างๆ ของรัฐก็ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้จริง คนรวยก็รวยขึ้น คนจนก็จนลง ความเหลื่อมล้ำถ่างออกไปทุกที และเป็นเช่นนี้ทั่วโลก ไม่ว่าประเทศรวยหรือจน ภาพรวมของทั่วโลกดูน่ากลัว

จึงไม่แปลกที่คนที่ออกมาพูดเรื่องนี้และแนวทางแก้ปัญหาด้วย รพถ.จะมีนักการเมืองทั้งซ้ายและขวา ทั้งสังคมนิยมและทุนนิยม รวมทั้งมาร์ก ซักเคอร์เบอร์กแห่งเฟสบุ๊ก และอีลอน มัสก์แห่งเทสลา และบรรดาผู้ประกอบการในซิลิคอน วัลเลย์

ที่สำคัญ มีงานวิจัยทดลองนำร่องในหลายประเทศ  อย่างที่แคนาดาที่ทำการทดลองในเทศบาลแห่งหนึ่งตั้งแต่เมื่อปี 1970 เศษ แต่วิจัยเสร็จไม่มีการนำผลมาวิเคราะห์เพราะเปลี่ยนรัฐบาลท้องถิ่น หลายปีที่ผ่านมามีการนำผลมาวิเคราะห์พบว่าได้ผลดี สุขภาพผู้คนดีขึ้น อาชญากรรมลดลง ความคิดริเริ่มและนวัตกรรมมีมากขึ้น และอื่นๆ

ที่แคนาดาจึงมีการทดลองอีกเมื่อไม่นานมานี้ในอีกบางพื้นที่ เช่นเดียวกับที่ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา สก็อตแลนด์ ฝรั่งเศส อินเดีย นามีเบีย ยูกันดา เคนยา บราซิล และอีกหลายประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการทดลองนำร่อง ประชากรเป้าหมาย 1,000-8,000 คน ระยะเวลาสองสามปีถึงสิบปี

มีหลายโครงการได้สรุปผลการทดลองในเบื้องต้นแล้วอย่างที่อินเดีย ที่เคนยา และหลายแห่งกำลังวางแผนทำการทดลอง ซึ่งธนาคารโลกเองก็ให้การสนับสนุนและได้ร่วมทำการวิจัยในหลายประเทศ แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ซึ่งงานวิจัยนำร่องต่างๆ ก็ให้คำตอบ เช่น

เป็นโครงการที่แพงมากก็จริง แต่มีหลายรูปแบบ ถ้าหากคำนวณให้ดี ก็จะพบว่าไม่ได้แพงเกินกว่าจะหางบได้ เป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้ม  เพราะลดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ปัญหาสังคม อาชญากรรม ทำให้คนมีการศึกษาดีขึ้น มีงานใหม่ๆ เกิดขึ้น คนมีอิสรภาพมากขึ้น

หรือวิจารณ์ว่า คนจะขี้เกียจและไม่ทำงาน ซึ่งไม่จริง เพราะถ้ามีเงินดำรงชีพพื้นฐานคนก็จะมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกงานที่มีความหมายต่อชีวิตของตนเองมากขึ้น มีพลังสร้างสรรค์และมีความสุขมากขึ้น

หรือบอกว่ายากจะเกิดขึ้นได้เพราะเป็นการปฏิวัติโครงสร้างเลยทีเดียว ต้องเปลี่ยนระบบสวัสดิการ ลดงานสวัสดิการ แต่ก็เกือบเกิดขึ้นที่อเมริกาเมื่อปี 1971 และวันนี้กำลังเป็นที่สนใจของรัฐบาลหลายประเทศ

 รพถ.เป็นการปรับกระบวนทัศน์เรื่องการแก้ปัญหาความยากจน ที่คนมีอำนาจทางการเมือง ทางเศรษฐกิจและสังคมมักคิดแทนประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจน คิดโครงการแก้ปัญหา เป็นสวัสดิการในรูปแบบต่างๆ เป็นร้อยเป็นพันอย่าง ตั้งเงื่อนไขมากมายให้คนปฏิบัติตาม

รพถ.ไม่ใช่สวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ แต่เป็นการให้เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ควรจะได้รับส่วนแบ่งอย่างยุติธรรมในมรดกที่บรรพบุรุษได้ทำไว้และส่งต่อมาให้เรา ระบบปัจจุบันทำให้คนรวยได้รางวัล คนจนถูกลงโทษ ซึ่งเป็นความอยุติธรรมทางสังคม

ความยากจน ความเหลื่อมล้ำทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนเลวลง คนจนไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะไม่มีเงิน ไม่มีโอกาสได้พัฒนาตนมีผลงาน (productive) และหลุดพ้นจากความจน

สังคมไทยก็มีสวัสดิการมากมายหลายอย่างที่ใกล้เคียงกับแนวคิด รพถ. อย่างสวัสดิการผู้สูงอายุ “สุขภาพถ้วนหน้า” รักษาได้ทุกโรค แต่บางสวัสดิการดูเหมือนจะดีแต่มีเงื่อนไขและเงื่อนงำ ให้คูปองซื้อของในร้านที่กำหนด แทนที่จะให้เงินสดไปซื้อของในตลาดนัดหรือที่ไหนก็ได้

หรือว่าสวัสดิการส่วนใหญ่ไม่ได้แก้ปัญหา แต่เป็นกับดักความยากจน ไม่ได้ช่วยปลดปล่อยศักยภาพคนจนให้ “ระเบิดจากข้างใน” ไปสู่ความเป็นไท ?

ตูน ตำนาน สุขภาพ

Wednesday, 22 November 2017 08:37 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 22 พฤศจิกายน 2560

ตูน บอดี้สแลม “ฟีเวอร์” เป็นปรากฎการณ์ทางสังคมที่อาจกลายเป็น “ตำนาน” (myth) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือเรื่องเล่า เป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา มีพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน

สิ่งที่ตูนต้องการสื่อสารคงไม่เพียงแต่ขอให้คนไทยเสียสละคนละ 10 บาท เพื่อจะมีทุนไปช่วยโรงพยาบาล 11 แห่ง เขาพูดเองตลอดการวิ่งว่า อยากให้คนออกมาวิ่งเพื่อสุขภาพ จะได้ไม่ต้องไปหาหมอไปโรงพยาบาล ซึ่งควรมีไว้ให้คนป่วยที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

ปรากฎการณ์นี้จะมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยถ้าได้เรียนรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ คุณตูนและคุณต่างๆ จะได้ไม่ต้องวิ่งให้เหนื่อย งบประมาณโรงพยาบาลจะได้ลดลง โรงพยาบาลจะได้น้อยลง หน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขและตึกอำนวยการของกระทรวงจะได้น้อยลง (ไม่เพิ่มทุกปีจนเต็มพื้นที่ที่ถนนงามวงศ์วาน)  ข้าราชการพนักงานจะได้น้อยลง ซึ่งจะเป็นนิมิตหมายที่ดีว่า สุขภาพของคนไทยดีขึ้น

เพราะการมีโรงพยาบาลมากมายและดี หมอพยาบาลมีคุณภาพและปริมาณมากพอ ไม่ได้รับประกันว่าสุขภาพของประชาชนจะดี สหรัฐอเมริกาและประเทศร่ำรวยที่เต็มไปด้วยเศรษฐีมีเงิน มีโรงพยาบาล เครื่องมือแพทย์ครบ มีปัจจัยรักษาสุขภาพดี แต่มีคนน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนถึงสองในสามของประเทศ ทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย

ก็ดีแล้วที่ว่า สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง อยู่ที่ว่าทำได้หรือไม่เท่านั้น ตำนานที่คุณตูน ควรเน้นจึงไม่ใช่ทุนไปสนับสนุน “โรงพยาบาล” แต่เป็น “สุขภาพ” ต่างหาก ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนและการอยู่ดีมีสุขของคนไทย

และที่วิ่งกัน 55 วันหรือมากกว่า ก็เป็นตัวอย่างของการสร้างสุขภาพอย่างหนึ่ง มีคนออกไปร่วมวิ่งมากมายในเส้นทางกว่าสองพันกิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่อาจเป็นเพียง “ฟีเวอร์” หรือเกาะกระแสเท่านั้น

หน่วยงานต่างๆ ส่งเสริม “5 ส.” หรือหลายสอมานาน ทำอย่างไรให้เกิดมีปรากฎการณ์แบบ “ตูน” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมเรียนรู้ดูแลสุขภาพ ซึ่งควรประกอบด้วย 3 อย่างสำคัญ คือ ลดความเครียด อาหาร และการออกกำลังกาย  คนไทยโชคดีที่มีปัจจัยสำคัญทั้ง 3 อย่างเพียงพอ

หนึ่ง สมาธิ คนทั่วโลกกำลังสนใจเรื่องการทำสมาธิ เพราะความเครียดคือฆาตรกรสำคัญที่สุดของคนวันนี้ เป็นยุคสมัยที่คนเครียดด้วยปัญหาสารพัด ทั้งๆ ที่มีทุกอย่างที่น่าจะช่วยให้รื่นเริงบันเทิงใจ แต่ก็ยังเครียด บ้า และฆ่าตัวตายมากกว่าทุกยุคสมัย เป็นยุคที่มีเครื่องมือสื่อสารดีที่สุดง่ายที่สุด แต่คนโดดเดี่ยวมากที่สุด เหงามากที่สุด ประสาทกินมากที่สุด

การทำสมาธิแบบพุทธ ไม่ว่าสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐาน มีวิธีการต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนับ 40 วิธี เพื่อทำใจให้นิ่ง สงบ ปล่อยวาง “หินมันหนักก็วางลง” อย่างที่หลวงพ่อชาสอน เมื่อปล่อยวางได้ก็ “อโหสิกรรม” และ “แผ่เมตตา” ชิวิตก็น่าจะทุกข์ร้อนน้อยลง ไม่เต็มไปด้วยความความโลภ โกรธ หลง เกลียด อิจฉาว้าวุ่นในใจตลอดเวลา เหมือนฆ่าตัวตายผ่อนส่ง

สอง อาหาร ฝรั่งบอกว่า “กินอะไรก็เป็นอันนั้น” (You are what you eat) โลกวันนี้รู้แล้วว่า ยาดีที่สุด คือ อาหาร โรงพยาบาลดีที่สุด คือ ครัว หมอดีที่สุด คือ ตัวเราเอง

มีข้อมูลงานวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นคุณค่าของอาหารทุกชนิด หลังๆ นี้มีงานวิจัยเกี่ยวกับอาหารไทย ผัก ผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์และอร่อยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โชคร้ายอย่างเดียว คือ สารเคมีที่ใช้ในการผลิตการปรุง พิษที่มากับความอร่อยและความโลภของทุนนิยมและสังคมบ้าบริโภค แทนที่จะทำให้สุขภาพดี กลับทำให้ป่วยด้วยโรคอ้วน มะเร็ง เบาหวาน และสารพัดโรคร้ายแรง

สาม การออกำลังกาย เป็นกระแสหรือเทรนด์ที่ดีของโลกวันนี้ที่มีตั้งแต่เดิน วิ่ง เต้นแอโรบิก รำมวยจีน มวยไทย ใช้อุปกรณ์ในโรงยิมหรือกลางแจ้ง มีคอร์ส มีครู มีการเรียนรู้อย่างมีหลักวิชา พัฒนามาถึงการแกว่งแขน ยืนดูทีวีที่บ้านก็ออกกำลังกายได้ และมีคุณค่าเกือบเท่ากับการเดินเร็ว ตอบโจทย์และข้ออ้างของคนขี้เกียจออกไปเดินไปวิ่ง หรืออ้างว่าไม่มีเวลา กลับบ้านค่ำ

ทั้ง 3 เรื่องนี้มีข้อมูลมากมายหาได้ง่ายๆ ในอินเทอร์เน็ต ผมเคยป่วยด้วยความดัน ไขมัน เบาหวาน และไทรอยด์ รักษาตัวเองด้วย 3 อย่างข้างต้นนี้เป็นหลักจนหายและเลิกกินยามาจนถึงทุกวันนี้ สรุปจากประสบการณ์ว่า สัดส่วนของ 3 อย่างนี้ ความเครียด 50% อาหาร 30% ออกกำลังกาย  20%

ที่สำคัญ คือ ต้องเริ่มจากการปรับวิธีคิด ต้องเลิกคิดว่า “หมอคือเทวดา ยาคือของวิเศษ” เอาชิวิตไปฝากไว้กับหมอกับยา ไม่ดูแลรักษาสุขภาพด้วยตัวเอง เพราะคิดว่าเป็นอะไรมาก็กินยาหาหมอได้ ไม่ได้บอกว่าหมอและยาไม่สำคัญ แต่ควรกินยาหาหมอเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

ฝากชีวิตไว้กับยาอย่างเดียวจนแทบจะกินแทนข้าว ร่างกายถึงได้ทรุดโทรมและหมดแรงไปในที่สุด อย่างเพื่อนคนหนึ่งที่มีทัศนคติแบบนี้ เป็นเบาหวานไม่ดูแลตัวเอง กินตามใจอยาก ปากตามใจท้อง กินยามา 10 ปี ไตวาย ฟอกไตอาทิตย์ละ 2 หน บ่นอยากตายทุกวัน

หลักเศรษฐกิจพอเพียงและหัวใจของศาสตร์พระราชา คือ “พึ่งตัวเองและมีความสุข” ด้วยวิธีการที่ประหยัด เรียบง่าย และได้ประโยชน์สูงสุด สุขภาพดีมาจากการกินเป็นอยู่เป็น กินอยู่พอดี มีข้อมูลวิชาการ ก็จะได้ระบบสุขภาพที่ดี มีภูมิคุ้มกัน ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย