phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

ทางอีศาน มีนาคม 2561

คนไทยถูกฝรั่งหลอกมาหลายปีอย่างน้อย ๓ เรื่อง คือ ข้าว มะพร้าว กัญชา ที่หลอกได้เพราะเขาครอบงำความคิดคนไทยมานาน ด้วยอิทธิพลของ “อารยธรรมตะวันตก” ที่แพร่เข้ามาสู่ตะวันออกและเมืองไทยหลายร้อยปีที่ผ่านมา

            อาวุธสำคัญที่ฝรั่งครอบงำไทยไม่ได้มีแต่ยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า ทันสมัยกว่า แต่เขาอาศัย “ความรู้” และ “เทคโนโลยี” ที่มีมากกว่า ก้าวหน้ากว่า

            ในปี ๒๕๐๓ รัฐบาลฟิลิปปินส์ โดยการสนับสนุนของมูลนิธิฟอร์ดและมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ได้ก่อตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI : International Rice Research Institute) ได้พัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลมากกว่าพันธุ์เดิม อ้างว่าที่ฟิลิปินส์ได้ผลเป็นสองเท่า เหลือกินจนส่งออกได้

            ฝรั่งมาเสนอรัฐบาลไทยในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ว่า ตอนนี้โลกเขาปฏิวัติเขียวกันแล้ว พร้อมกับเสนอข้าวพันธุ์ใหม่ให้ไทย เพราะไทยมีพื้นที่ทำนามาก ปลูกเหลือกินก็ส่งออก มีเงินมาพัฒนาประเทศ ข้าวพื้นเมืองไทยฝรั่งบอกว่าให้ผลผลิตน้อยและส่งออกไป คนต่างชาติก็ไม่นิยม แข็ง ไม่ถูกปาก

            ฝรั่งให้ข้อมูลทางวิชาการพร้อมกับข้อมูลจากผลการทดลองที่ฟิลิปปินส์ เป็น “ข้อเสนอที่ไทยไม่อาจปฏิเสธได้” แต่ฝรั่งคงพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวว่า ไม่ได้บอกว่าจะต้องใช้ปุ๋ยและยามากน้อยเพียงใด

            นั่นคือที่มาของการเปลี่ยนจากการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองของไทยที่เคยปลูกกันเป็นพันพันธุ์ ลดลงมาเหลือไม่ถึงร้อย เพราะ “ความทันสมัยที่ไม่พัฒนา” ทำให้ชาวนาก็ยังยากจนมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งจนและเจ็บ เพราะนอกจากหนี้สินรุงรังแล้วยังป่วยด้วยสารพิษในร่างกาย

            วันนี้คนไทยหายโง่ เลิกเชื่อฝรั่งอย่างน้อยในเรื่องข้าว เพราะมีงานวิจัยของไทยเองและทั่วโลกที่พบว่า ข้าวไทยดีที่สุด และไม่ได้เป็นแค่อาหาร แต่เป็นยาด้วย อย่างข้าวสังข์หยด ข้าวหอมมะลิแดง สินเหล็ก ข้าวเล้าแตก ข้าวลืมผัว และอื่นๆ เป็นร้อยเป็นพัน ทั้งดั้งเดิมและผสมไปมาเป็นอะไรใหม่อย่างไรซ์เบอรี่

            ข้าวท้องถิ่นไทยมีสารอาหารมาก มีวิตามินอีสูง กินแล้วเป็นหนุ่มเป็นสาวนาน ไม่แก่ง่าย ตายยาก มีเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระที่ทำให้เจ็บป่วย ทำให้เป็นมะเร็ง มีธาตุทองแดง เหล็ก สูง ข้าวก่ำเปลือกดำมีสารลูทีนสูงกว่าข้าวธรรมดาถึง ๒๕ เท่า ลูทีนบำรุงตา ป้องกันต้อกระจก

            วันนี้ถึงไม่แปลกที่มีข้าวพื้นเมือง โดยเฉพาะข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ข้าวอินทรีย์ ที่ขายในห้างกิโลละ ๑๕๐-๒๐๐ บาท

            แต่กระนั้น เพราะถูกครอบงำมานาน ชาวนาจำนวนมากก็ยังไม่สามารถออกจากวงจรอุบาทว์ของปัญหาหนี้สินและความยากจน ทั้งๆ ที่มีดิน มีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองดีๆ คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะ “ปลดแอก” และ “ปลดปล่อย” จากภาวะของความเป็นทาสยุคใหม่นี้ได้

            เรื่องมะพร้าวเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการถูกฝรั่งหลอก เขาอ้างงานวิจัยมาหลายสิบปีก่อนว่า น้ำมันมะพร้าวเป็นอันตราย ทำให้เกิดโรคหัวใจ ไขมันสูง เป็นไขมันประเภทอิ่มตัว ทำให้เส้นเลือดตีบตัน (อยากรู้ว่าอิ่มตัวหรือไม่ก็เอาน้ำมันใส่ตู้เย็น ถ้าจับกันแข็งแปลว่าใช่)

            คนไทยเชื่อฝรั่งเพราะเขาอ้างงานวิจัย โดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลก และเห็นว่า หน้าหนาวไขมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าวทิ้งไว้ข้างนอกยังแข็งตัวเลย เข้าไปในร่างกายคงทำให้เส้นเลือดตีบตันอย่างที่ฝรั่งบอก ก็เลยเลิกใช้น้ำมันมะพร้าว น้ำมันหมู หันไปซื้อน้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง

            เข้าทางฝรั่งพอดี เพราะเขาอยากขายน้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง แต่ไม่นาน ประเทศในเอเชียและในทวีปอื่นๆ ที่กินมะพร้าว ใช้กะทิ น้ำมันมะพร้าวประกอบอาหาร ก็ได้พบความจริงจากงานวิจัยว่า ประเทศที่มีมะพร้าวมากและบริโภคมะพร้าวมีอัตราการเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกที่ใช้น้ำมันพืช

            ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยมากมายพบว่า มะพร้าวมีสรรพคุณไม่เป็นแต่เพียงอาหารที่มีคุณภาพสูง แต่เป็นยา โดยเฉพาะน้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็นที่กลายเป็น “ยาผีบอก” รักษาได้สารพัดโรค จนวันนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศตะวันตก

ยิ่งปัจจุบัน บรรดานักร้องดาราดังๆ ที่อเมริกา พากันกินน้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็น คนก็ยิ่งเห่อจนผลิตกันไม่ทัน ทั้งๆ ที่ราคาก็ไม่ใช่ว่าจะถูก

ไม่นานมานี้ บีบีซีได้ทำการทดลองโดยคณะแพทย์เปรียบเทียบให้คนสามกลุ่มบริโภคเนย น้ำมันมะกอก และน้ำมันมะพร้าว เพื่อดูเรื่องสุขภาพ เรื่องไขมันในเลือดอย่างคอเลสเตอรอล ปรากฎว่า กลุ่มที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวผลออกมาดีกว่าอีก ๒ กลุ่ม

แต่นักวิจัยเหล่านี้ก็บอกว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าน้ำมันมะพร้าวดีที่สุด เพราะมีการวิจัยน้อยเกินไป ทั้งๆ มีงานวิจัยมากมายทั่วโลกเพื่อยืนยันเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว

มะพร้าวเป็นผลไม้จากสวรรค์ ทั้งน้ำทั้งเนื้อ ข้อมูลทางการแพทย์บอกว่า มะพร้าวมีวิตามินซี โปเตสเซียม แคลเซียม แมกเนเซียม ช่วยบำรุงผิว กินแล้วผิวพรรณผ่องใส ไม่เหี่ยวย่น บำรุงกระดูก ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ รักษาอัลไซเมอร์ เป็นเกลือแร่จากธรรมชาติ ดับกระหายคลายร้อน ลดภาวะขาดน้ำ ปรับความสมดุลน้ำตาลในร่างกาย ช่วยกระเพาะปัสสาวะทำงานดีขึ้น

ส่วนน้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็นนั้นมีสรรพคุณมากมาย ที่มาจากทั้งงานวิจัยของประเทศต่างๆ และของไทยเอง ซึ่งยืนยันว่ามีคุณค่าด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและรักษาโรคหลายอย่าง ตั้งแต่ส่งเสริมความงาม ผิวพรรณเต่งตึงไปจนถึงรักษามะเร็งและโรคร้ายต่างๆ

เรื่องกัญชากำลังเป็นเรื่องใหญ่ในโลกวันนี้ ฮือฮากันมากเมื่ออธิบดีกรมการแพทย์ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ไทยเราถูกฝรั่งหลอกมานานเรื่องกัญชา ซึ่งถูกจัดเข้าประเภทยาเสพติด ทั้งๆ ที่กัญชามีอันตรายน้อยกว่าเหล้าและบุหรี่ และไม่ใช่ยาเสพติด แท้ที่จริง กัญชาเป็น “สมุนไพร” ชั้นยอดที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้อย่างน่าพิศวงตั้งแต่โบราณมา ปัจจุบัน วงการแพทย์ทั่วโลกใช้กัญชารักษาโรคมากมายไปถึงมะเร็ง

วันนี้ มลรัฐ ๙ แห่งในสหรัฐอเมริกาประกาศให้กัญชาสามารถซื้อหาเพื่อ “ความบรรเทิง” ได้ ไม่ใช่เพียงเพื่อเป็นยาเหมือนแต่ก่อน อีกหลายๆ รัฐกำลังเดินตาม รวมทั้งหลายประเทศในโลก แม้จำนวนมากจะยังลังเลและมีกระบวนการทางกฎหมายอีกไม่น้อย

ขณะดียวกัน ออสเตรเลียก็ประกาศเป็นผู้ส่งออกกัญชารายใหญ่สุดของโลกไปแล้ว เพราะภาคเหนือของประเทศนี้สามารถปลูกพืชเมืองร้อนอย่างกัญชาได้ดีไม่แพ้ประเทศไทย

ประเทศไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับผลงานวิจัยทั่วโลกเรื่องกัญชา ยังเอา “ความรู้สึก” เดิมๆ ที่ถูกฝรั่งครอบงำมาวัด ขณะที่ฝรั่งเปลี่ยนทัศนคติและกำลังกอบโกยผลประโยชน์จากกัญชา คนไทยยังกอดคัมภีร์ที่ฝรั่งเคยเขียนไว้เกี่ยวกับอันตรายของกัญชา เขาเขียนคัมภีร์ใหม่ แต่คนไทยไม่อยากอ่าน

ที่จริง ชาวบ้านจำนวนมากยังปลูกกัญชาเพื่อการบริโภคในครัวเรือนอย่างเงียบๆ เอาไว้ใส่แกงใส่อาหารให้มีรสชาติดี ดีกว่าผงชูรสที่เป็นอันตราย

ลองประกาศเปิดเสรีกัญชา ทายดูก็ได้ว่า ธุรกิจอะไรจะได้รับผลกระทบ นอกจากผงชูรส และบุหรี่แล้ว ยังมีบริษัทยาที่มีผลประโยชน์มหาศาล พวกนี้เป็นเงาอยู่หลังอำนาจทางการเมือง คงไม่ยอมแน่ๆ

จึงไม่แปลกรัฐทำเป็นไม่เข้าใจคุณค่าของกัญชา ซึ่งเป็นยา กลับผลิตบุหรี่ขายเอง อนุญาตให้นายทุนผลิตเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอร์มอมเมาประชาชน แพทยสภา บริษัทยาก็ยังยืนยันกัญชาคือยาเสพติด

เราประชาชนคนไทยต้องเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ไม่ปล่อยให้ผู้นำประเทศใช้แต่อำนาจและเงินกำหนดนโยบายเอาผลประโยชน์เป็นหลัก ไม่สนใจข้อมูล ความรู้ และประโยชน์ของประชาชน อย่างที่เห็นจากกรณีข้าว มะพร้าว และกัญชา

สยามรัฐรายวัน 7 มีนาคม 2561

พรรคการเมืองใหม่จองชื่อและแต่งตัวรับการเลือกตั้งต้นปีหน้า ประชาชนคนเดินดินส่วนหนึ่งดีใจที่จะได้ไปเลือกตั้งและมีการกระจายรายได้ ส่วนหนึ่งไม่สบายใจ เกรงว่าสถานการณ์จะกลับไปวุ่นวาย ยังรู้สึกเข็ดขยาดกับการเมืองน้ำเน่าแบบเดิมๆ

            โดยส่วนตัวเชื่อว่า การเมืองไม่น่าจะกลับไปเหมือนเดิมอีก บ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของนักการเมือง หรืออย่างที่พลเอกเปรม ตุณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษบอกไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า “เมืองไทยไม่ใช่ของคุณประยุทธ” แต่เป็นของเราทุกคน

            ที่เชื่อว่าการเมืองไม่น่าจะกลับไปเหมือนเดิมอีกเพราะเหตุผล ๒ ข้อ ข้อแรก ผู้นำในปัจจุบันรู้ดีว่า ถ้าจะสืบทอดอำนาจต่อไปควรทำอย่างไร ประชาชนต้องการอะไร คงไม่หักเจตนารมณ์และฉันทานุมัติของประชาชน ไม่เช่นนั้นคงอยู่ยาก ไม่ว่าจะมีอำนาจมากเพียงใด ประวัติศาสตร์มีบทเรียน

            ด้วยเหตุดังกล่าว อย่างน้อยกฎหมายลูกที่ออกมาน่าจะเป็นเครืองมือสำคัญที่ทำให้สังคมพออุ่นใจได้ว่า การเมืองน้ำเน่าแบบเดิมๆ จะไม่กลับมา และประชาชนน่าจะได้บทเรียนและหา “ตัวเลือกใหม่” ให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาแทนตน

ในเวลาเดียวกันก็เชื่อว่ามีการเจรจาต่อรองกับอำนาจเก่า และผู้กระทำความผิดทางการเมืองทั้งหลายไม่ว่าสีใด ให้กลับมา “ร่วมมือกัน” พัฒนาบ้านเมือง วิธีการอะไรอย่างไรก็คงค่อยๆ เปิดออกมา

เหตุผลข้อที่สอง สังคมไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก วันนี้ประชาชนมี “อำนาจ” มากกว่าเดิมมาก ดูกระแสสังคมในหน้าสื่อต่างๆ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียที่กลายเป็น“สภาประชาชน” ไปแล้ว เรื่องราวต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสังคมถูกเสนอเข้าสู่เวทีสาธารณะดิจิตอลหมด

แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะคละเคล้าไปด้วยเรื่องจริงเรื่องเท็จ ของจริงของปลอม มีสาระไร้สาระ แต่ที่สุดก็มีข้อสรุปแบบ “วิภาษวิธี” ในวิถีดิจิตอล

หมายความว่า มีประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่เป็นข้อถกเถียงบนเวทีโซเชียลมีเดีย มีการโต้แย้งกันไปมาจนหาข้อสรุปในท้ายที่สุดได้ เป็น “สภา” ที่ประชาชนมีส่วนร่วม และแสดงตนเป็น “เจ้าของประเทศ” ที่ไม่ยอมปล่อยให้ใครก็ได้อ้างสิทธิและผูกขาดอำนาจ

โลกของโซเชียลมีเดียน่าจะอธิบายได้ด้วยทฤษีอลเวง (Chaos Theory) ที่ดูเหมือนวุ่นวายไร้ระเบียบ ไร้กฎเกณฑ์ แต่ภายใต้ความโกลาหลจนวุ่นวายนั้นมีระเบียบและความจริงบางอย่างซ่อนอยู่และแสดงตนปรากฎออกมาได้ในท้ายที่สุด

อย่างไรก็ดี โซเชียลมีเดียเป็นเวที เป็นเครื่องมือที่มีพลังของปาระชาชนวันนี้ก็จริง แต่ถ้าเป็นเวทีที่สร้างมวลชนบอด (blind mass) หรือถูกบิดเบือนด้วยข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ที่แอบแฝงซ่อนเร้นก็น่ากลัว เพราะนอกจากจะไม่สร้างสรรค์ ยังจะเป็นอันตรายต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ต่างจากสังคมเผด็จการที่ใช้สื่อมวลชนโฆษณาชวนเชื่อเพื่อครอบงำประชาชน

ประชาสังคมของสังคมพลเมือง คือองค์กรภาคประชาชนในรูปแบบต่างๆ จึงควรมีวาระที่คู่ขนานไปกับกระบวนการทางการเมืองในระบบ พัฒนา “ทุนทางสังคม” ที่เชื่อมกันเป็นเครือข่าย เป็น “ภูมิคุ้มกัน” (safety net) เป็นรากฐานสังคมประชาธิปไตย

ทุนทางสังคมเป็นพลังของประชาสังคม คือความไว้วางไจ (trust) ที่ผู้คนมีต่อกัน เป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดความร่วมมือ การผนึกพลังเพื่อส่วนรวม ที่ดูจะเป็นขั้วตรงกันข้ามกับการเมืองในระบบที่แก่งแย่งแข่งขันเพื่อช่วงชิงโอกาสเข้าสู่อำนาจ จึงดูเหมือนจะเต็มไปด้วยผลประโยชน์ (นักการเมืองทุกประเทศทั่วโลกจึงเป็นกลุ่มบุคคลที่ประชาชนไว้ใจน้อยที่สุด)

มี ๒ เรื่อง ๒ ระดับที่อยากเสนอให้เป็นวาระของประชาสังคม หนึ่ง คือเรื่องกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลนี้ประกาศไว้ตั้งแต่แรกว่าจะมีการปฏิรูปกฎหมาย มีหลายพันฉบับที่ควรยกเลิกหรือแก้ไข แต่จนถึงวันนี้ก็ดูจะมีแต่การออกกฎหมายเพิ่มเติม ของเดิมๆ ที่เป็นปัญหาและอุปสรรคก็ยังค้างคาอยู่ต่อไป

กฎหมายกว่าร้อยละ 90 ถูกเสนอโดยข้าราชการ หน่วยงานของรัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงานของตนในการ “ควบคุม” แทนที่จะ “อำนวยความสะดวกและส่งเสริมสนับสนุน”

กฎหมายไทยส่วนใหญ่ไม่ได้สืบทอดหรือต่อยอดภูมิปัญญาระเบียบแบบแผนชีวิตไทย ที่เห็นได้ในระบบคุณค่า จารีตประเพณี วิถีชุมชน ไปเอากรอบเกณฑ์ฝรั่งมาใช้แทบทั้งสิ้น ประชาสังคมมีวาระทางกฎหมายที่ต้องถมช่องว่างดังกล่าวนี้ ถ้าสังคมพลเมืองไม่ทำ ไม่มีนักการเมืองไหนหรือข้าราชการใดที่จะทำ

ที่ผ่านมา นโยบายสาธารณะมีลักษณะบิดเบือน เอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจในสังคม ที่แอบอยู่ข้างหลังกระบวนการออกกฎหมายในทุกระดับ จากบนสุดในสภาลงมาถึงเทศบาล อบต. ประชาชนเป็นเพียง “ผู้ปฏิบัติตาม” เท่านั้น เหมือนในทางเศรษฐกิจที่ประชาชนเป็นเพียงแรงงานผู้ผลิตและผู้บริโภค

ประชาธิปไตยคือประชาชนปกครองตนเอง เกิดเมื่อประชาชนมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ไม่ว่าทางอ้อมโดยตัวแทน หรือทางตรงด้วยการนำเสนอด้วยวิธีการต่างๆ

วาระที่ ๒ คือ การสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยการจัดการเรียนรู้ที่เสริมพลังอย่างแท้จริง (empowerment) ไม่ใช่เรียนเพื่อเอากระดาษ เอาปริญญาอย่างเดียวแล้วตกงาน แต่เรียนแล้วแก้ปัญหาพัฒนาตนเองได้ ซึ่งเป็นอะไรที่กระทรวงศึกษาและหน่วยงานรัฐคงไม่ทำ ถ้าทำคงปฏิรูปการศึกษาไปนานแล้ว

การเรียนรู้ที่มีพลังจะนำไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจฐานรากที่ “ระเบิดจากข้างใน” ไม่ใช่ถูกยัดเยียดจากรัฐบาล ที่เอาแต่สั่งการ จึงได้แต่รูปแบบและไม่ยั่งยืนอย่างที่โฆษณาทุกวัน

ที่สุด ประชาสังคมต้องเกิดขบวนการพลเมือง (civic movement) ที่ขับเคลื่อนในแนวราบด้วยพลังของเครือข่าย ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาวัดกันที่ความเข้มแข็งของพลัง “ข้างล่าง” มากกว่ารัฐบาล “ข้างบน”

สยามรัฐรายวัน 28 กุมภาพันธ์ 2561

ผู้หญิงสองคนที่ผมรู้จักน่าจะมีความสำคัญต่อสังคมไทยและอาจจะต่อสังคมโลกด้วย คนแรกเป็นคุณย่าของผมที่เป็นคนทำยาแก้พิษสุนัขบ้าโดยใช้สมุนไพรหลายตัว หนึ่งในนั้น คือ ดอกลำโพง

            คนแถวบ้านผมถ้าโดนหมากัด สงสัยบ้าหรือไม่บ้าก็ไปหาคุณย่า ท่านก็เอาสมุนไพรมาต้มใส่ขวดให้ไปดื่ม สมัยผมยังเด็กจำได้ว่าย่าขายขวดละ 20 บาท เคยเห็นคนโดนหมาบ้ากัด ทานแล้วจะมีอาการน้ำลายฟูมปาก คลุ้มคลั่ง ทุรนทุราย ต้องผูกไว้กับเสาบ้าน อาเจียนออกมา ไม่นานก็หลับไป ตื่นขึ้นมาก็หาย

            สมัยนั้นคนแถวบ้านผมไม่ค่อยมีใครไปหาหมอฉีดสะดือให้เจ็บ เพราะต้องฉีดถึง 25 เข็ม ไกลแค่ไหนก็มาขอยาจากคุณย่า ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2516 หรือ 45 ปีมาแล้ว ย่าให้สูตรยาพ่อผม ซึ่งเป็นลูกคนโต พ่อให้น้องสาวไปทำ ซึ่งก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว เหลือหลานสาวคนหนึ่งที่อยู่กับคุณย่าตั้งแต่เด็กๆ ช่วยท่านเก็บยาสมุนไพรและช่วยปรุงยา เธอเป็นคนรู้สูตรยาและวิธีผสมยานี้ดีที่สุด ยังทำอยู่เป็นครั้งคราววันนี้

            คงเป็นอานิสงค์นี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ลูกผู้น้องของผมคนนี้มีลูกชายเป็นหมอสองคน และคุณย่าเองก็มีหลานและเหลนเป็นนายแพทย์และแพทย์หญิงรวมแล้วเกือบ 10 คน

            จะหารือญาติพี่น้องลูกหลานว่าควรทำอย่างไรกับสูตรยานี้ ยกให้องค์การอนามัยโลกไปเลยดีไหม เพื่อประโยชน์แก่มนุษยชาติ เพราะโรคพิษสุนัขบ้ายังเป็นปัญหาอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา

            ผมรู้จักผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ธรรมดา แม้เรียนจบเพียงชั้นประถม แต่วันนี้เธอได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน เนื่องเพราะเธอเป็นผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเห็ดที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของไทยก็ว่าได้ เธอไม่เคยเป็นนักศึกษา แต่เป็นนักเรียนรู้ เรียนจากผู้รู้และจากการปฏิบัติ

คุณพยงค์ แสนกมล เป็นที่รู้จักผ่านสื่อต่างๆ มานานแล้ว เธอเพาะเห็ดได้แทบทุกชนิด ทั้งเห็ดไทยเห็ดเทศ เป็นที่ปรึกษาให้โครงการหลวงที่ภาคเหนือ ไปช่วยให้คำปรึกษาถึงประเทศภูฎาน เป็น “แม่ครู” ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สอนนักเรียนทหารให้เพาะเห็ด ได้ร่วมทำการวิจัยกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง และกำลังเพาะเห็ดบางชนิดให้กับบริษัทต่างประเทศ ได้รับหลายรางวัลจากในและต่างประเทศ

กระถินพิมานมีชื่อมานาน แต่มาโด่งดังตอนนี้ที่ “หมอแสง” ใช้เป็นส่วนประกอบหนึ่งในยารักษามะเร็งที่เขาแจก  คนที่ช่วยเหลือหมอแสงซื้อกระถินพิมานจากคุณพยงค์ไปให้หมอแสงประกอบยา

ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดบอกว่า เห็ดกระถินพิมานมีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งจริง เพราะมีสารโพลีแซคคาไลน์ สารเบตากลูแคน สารไตรโตรปินอย สารเนเชอรัลสเตอรอยด์ ที่เข้าไปช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งกรวยไต มะเร็งปอด 

นอกจากโรคมะเร็งแล้วยังพบว่าเห็ดกระถินพิมานสามารถสร้างเม็ดเลือด รักษาโรคเบาหวาน แผลพุพอง ภูมิแพ้ ไข้หวัดใหญ่ ผื่นคัน ไขข้ออักเสบ ได้เช่นกัน

เห็ดกระถินพิมานเกิดจากต้นกระถินพิมาน ซึ่งสูงประมาณ 8-10 เมตร ส่วนมากพบในภาคอีสาน เช่นที่สกลนครและภูเรือ จังหวัดเลย เห็ดจะเป็นดอกใหญ่แข็งเหมือนเนื้อไม้ เป็นก้อนครึ่งวงกลม

ชาวบ้านสมัยก่อนไม่รู้ว่าเป็นยา เอามาทำเป็นฟืน เกาหลี ญี่ปุ่น มากว้านซื้อเห็ดกระถินพิมานถูกๆ จากชาวบ้านหลายสิบปีที่ผ่านมาจนหมดป่า  แล้วยังเข้าป่าเก็บต้นไม้ใบหญ้า พันธุกรรมความหลากลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ของไทยไปวิจัยหมด กว่าคนไทยเราจะรู้เขาก็ไปจดลิขสิทธิ์แล้ว อย่างกรณีกระถินพิมาน ซึ่งเกาหลีไปจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

ดร.อานนท์บอกว่า กระถินพิมานของไทย เป็นเห็ดสายพันธุ์ใหม่ ที่อยู่ระหว่างเห็ดหิ้งไซบีเรีย (Inonotus obliquus) กับเห็ดซางฮวงของเกาหลี (Phellinus Linteus) ซึ่งมีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูง

หลายปีก่อน คุณพยงค์ แสนกมล ได้ไปเรียนเรื่องการเพาะเห็ดกระถินพิมานที่เกาหลี ได้ “ใบเซอร์” มาและสามารถเพาะเห็ดที่เกาหลีจดลิขสิทธิ์นี้ได้ วันนี้เธอมีเห็ดกระถินพิมานอยู่กว่า 15,000 ก้อน ในสื่อพูดถึงราคาเห็ดนี้กิโลละหลายล้าน เธอบอกว่าไม่ได้ขายราคานั้น

นอกนั้น คุณพยงค์ ยังมีเห็ดแอนโทรเดีย (Antrodia) ซึ่งเธอไปเรียนมาจาก “อาจารย์ใหญ่” ที่ไต้หวัน ที่นั่นเขาใช้เวลา 3-4 ปีเพาะเห็ดนี้ เธอใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านไทยเพาะได้ภายในปีเศษเท่านั้น เห็ดนี้ขึ้นชื่อว่ารักษามะเร็งได้ผลดีกว่ากระถินพิมานอีก กำลังมีการวิจัยทดลองในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศ

คุณพยงค์ยังมีเห็ดอื่นๆ อีกหลายชนิดที่คนทั่วไปอาจไม่คุ้น ส่งขายตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ อย่างเห็ดมิลกี้ดอกใหญ่เป็นกิโล ช่วยลดไขมัน ลดน้ำหนักได้ดี เห็ดถั่งเช่าที่เธอแปรรูปผสมกับเห็ดอื่นอีก 5 ชนิดเป็นซ็อส ทำให้ได้รับรางวัลอาหารสุขภาพ

เห็ดนางรมทอง ช่วยรักษาและป้องกันโรคธาลัสซีเมีย ช่วยขับไขมันไม่ดีที่ไปอุดตันตามเส้นเลือด ลดความดัน ป้องกันโรคหัวใจ รักษาโรคเบาหวาน ป้องกันโรคไตอักเสบ บำรุงร่างกายให้แข็งแรง

เห็ดโคนดำ เธอไปจดอนุสิทธิบัตรแล้ว กินสดกินสุกได้ ช่วยลดความเครียด ปรับสมดุลร่างกาย ลดคอเลสเทรอล ที่ห้างขายกิโลละเกือบพัน ที่สำคัญ เห็ดทั้งหมดของเธอผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่มีโลหะหนักตกค้าง เพราะเธอใช้สารจากธรรมชาติในการเพาะเลี้ยง

จำได้ว่าสมัยยังเด็ก เข้าป่าแถวบ้านที่สกลนคร เคยเห็นเห็ดดำๆ แผ่นใหญ่ๆ เกาะตามต้นไม้ คงเป็นกระถินพิมานแน่ๆ แต่ไม่มีใครรู้ เช่นเดียวกับของดีบ้านเราอีกมากมายที่เราไม่ได้ทำการวิจัย

         ถึงต้องเชื่อที่ปราชญ์ฝรั่งบอกว่า “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” เราถางป่า ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพไปจนเกือบหมด ปล่อยให้คนต่างชาตินำไปวิจัย จดลิขสิทธิ์ เอากลับมาขายให้เราแพงๆ  งานวิจัยบ้านเรามีน้อย งบวิจัยในมหาวิทยาลัยทั้งประเทศยังน้อยกว่าเรือดำน้ำหนึ่งลำ

สยามรัฐรายวัน 21 กุมภาพันธ์ 2561

ไม่ทราบว่า “คนไทยแท้” หน้าตาเป็นอย่างไร เราทุกคนไม่ว่าเชื้อชาติอะไรก็เป็นคนไทยเหมือนกัน เท่ากัน ต่างแต่เพียงว่าใครมาอยู่บนผืนดินสุวรรณภูมิแห่งนี้ก่อนกันเท่านั้น

            คนไทยเชื้อสายจีนมาอยู่เมืองไทยหลายร้อยปีแล้ว กลุ่มใหญ่หลั่งไหลออกจากเมืองจีนไปสู่ประเทศต่างๆ หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศจีนเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา

            ตำนานที่เล่าขานสู่ลูกหลานจนถึงวันนี้ คือ หลายคนออกจากบ้านเกิดเมืองนอนด้วยเสื่อผืนหมอนใบ ไปตายเอาดาบหน้า ตั้งรกรากในเมืองไทย อาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์ สายเลือดแซ่ตระกูลและวัฒนธรรม ประกอบกับความขยันหมั่นเพียร ค้าขายเป็น ทำให้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจนหลายคนกลายเป็น “เจ้าสัว”

            บางคนออกจากบางกอกไปอยู่ตามหัวเมือง ขอยืมขอเช่าที่ดินชาวบ้านปลูกผักขาย ได้ข้อมูลจากชาวบ้านร้านตลาด ว่าชาวบ้านชอบกินผักอะไรก็ปลูกอันนั้นและลองผักใหม่ๆ ไปพร้อมกัน เก็บเงินได้ก็ซื้อที่ดิน ขยายที่ปลูกผักส่งตลาดใกล้ไกล ได้เงินมากขึ้นก็ซื้อโรงสี รับสีข้าวชาวบ้าน ขายข้าว เติบโตเป็นเจ้าของโรงสีใหญ่ ขยายกิจการไปไม่รู้จบ เพราะลู่ทางมีมากมาย

            ตำนานของเจ้าสัวหลายคนเป็นที่รู้จักดี ที่เติบโตจากการค้าขายเล็กๆ จนกลายเป็นธุรกิจใหญ่หลายแสนล้าน มีที่ดินเป็นแสนๆ ไร่ สอนลูกหลานให้ตั้งใจทำงานให้ดี เพราะประเทศนี้แสนจะอุดมสมบูรณ์ เขียนจดหมายไปหาญาติพี่น้องที่เมืองจีนว่า ประเทศนี้ดีแท้ เอาตะเกียบเสียบลงดินยังงอกได้

            ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ลามไปถามหาเชื้อชาติของคนไทยด้วยกันมาจากความรู้สึกที่เห็นการค้าไม่เป็นธรรม การครอบงำ การเอาเปรียบ การผูกขาดของธุรกิจยักษ์ใหญ่ เหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไม่ปล่อยให้ “ชาวบ้าน” คนเล็กๆ มีที่ยืนในสังคมเศรษฐกิจ เป็นได้แต่เพียงแรงงานและผู้บริโภคเท่านั้น

            กิจการเล็กๆ ร้านโชห่วยตามเมืองใหญ่ไปถึงหมู่บ้านที่ปิดไป ภูมิปัญญาที่ถูกครอบไว้ไม่ให้เติบโตอย่างเรื่อง “เหล้า” และอื่นๆ ที่ระบบโครงสร้างทางกฎหมายไม่เปิดโอกาสให้มีการพัฒนา เพราะ “นายทุน” ไปแอบอยู่หลังทุกรัฐบาลและผู้ทำหน้าที่ออกกฎหมาย

            อย่างไรก็ดี โอกาสก็ยังพอมี เพียงแต่ต้องมีการเรียนรู้และลงมือทำ ยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง คือ การปลูกต้นไม้ คนส่วนใหญ่ยังพอมีที่ดินเป็นของตนเอง หรือที่ส่วนรวม ที่สาธารณะ วัด โรงเรียน ป่าชุมชนก็ได้ น่าจะทำโครงการปลูกไม้ให้เต็มแผ่นดิน เพราะเรามีที่ดิน มีแรงงาน

            ลองปลูกไม้พยุงสักปีละ 100 ล้านต้น ถ้ารวมพลังกันจริง และได้รับการสนับสนุนจากรัฐด้วยก็จะทำได้ไม่ยาก เพราะเมล็ดไม้พยุง 1 กิโล มี 40,000 เมล็ด ป่าไม้ช่วยหาเมล็ดให้สัก 2,500-3,000 กิโลก็ได้กล้าเพียงพอที่จะปลูกปีละ 100 ล้านต้น ยุทธศาสตร์ 20 ปี ปลูกได้ 2,000 ล้านต้น

            ตั้งแต่ปีที่ 20 ตัดไม้พยุงลงมาได้ปีละ 100 ล้านต้น ราคาต้นหนึ่งไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท แปรรูปเป็นไม้กระดาน ไม้ท่อน ส่งไปขายเมืองจีน ราคาวันนี้ประมาณ 1 ล้านบาทต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร ประเทศไทยจะมีรายได้จากไม้พยุงปีละไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาท

            ถ้าได้ผลเพียงครึ่งเดียวก็ได้ 2.5 ล้านล้านบาท เกือบเท่างบประมาณแผ่นดินหนึ่งปี และถ้าปลูกตั้งแต่ปีนี้ไปทุกปีๆ ละ 100 ล้านต้น หลังจากปีที่ 20 ก็จะได้ปีละไม่น้อยกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

            เมืองจีนซื้อไม้พะยุงไทยราคาสูงมากเพราะต้องการไปทำเฟอร์นิเจอร์จักรพรรดิ์ ของใช้ระดับฮ่องเต้ ราคาชุดหนึ่งนับสิบๆ ล้าน ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเอาไปทำวัตถุมงคล ฮก ลก ซิ่ว และอื่นๆ ประเทศอื่นๆ ก็ต้องการ เพราะไม้ดีๆ วันนี้มีค่ายิ่งกว่าทองคำ ไม้พยุงคือทองคำสีดำ

            จะเรียกว่า หนามยอกเอาหนามบ่งก็ว่าได้ เมืองไทยมีที่ดินอุดมสมบูรณ์ ปลูกอะไรก็ขึ้น เลี้ยงอะไรก็โต มีแรงงานหลายสิบล้านคนที่ทำการปลูกต้นไม้ดีๆ ได้ ปรับแก้กฎหมายให้คนปลูกได้ มีแรงจูงใจให้ปลูกและดูแลรักษา ให้การสนับสนุนกล้าไม้อย่างเพียงพอ แค่นี้ก็แก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน

            ถ้าวันนี้ ครอบครัวหนึ่งปลูกไม้พยุง 100 ต้น เพียง 12-13 ปีก็โตเส้นผ่าศูนย์กลาง 15-20 ซ.ม. ตัดลงมาราคาก็ไม่น้อยกว่า 20,000 บาทแล้ว ถ้ารีบขายเพราะไม่มีเงินใช้ก็ตัดลงมา แต่ปลูกใหม่ทุกปี ตั้งแต่ปีที่ 14 ตัดได้ปีละ 100 ต้น จะได้เงินประมาณ 2 ล้านบาท ปล่อยไว้ให้ถึง 20 ปี ก็จะได้ 5 ล้านบาท ถ้าปลูก 1,000 ต้น 13-14 ปีก็จะได้ 20 ล้านบาท 20 ปี จะได้ 50 ล้านบาท ถ้าปลูกวันนี้ไปทุกปีก็จะมีรายได้ที่ว่าทุกปี

            ใครอายุ 30-40 ปีวันนี้ ถ้าวางแผนให้ดี ปลูกไม้พยุงวันนี้สัก 1,000 ต้น อาจจะมีเงินอย่างน้อย 20-50 ล้านบาทเมื่ออายุยังไม่ถึง 60 เกษียณก่อนกำหนด จะพักผ่อนหรือทำงานที่รักที่ชอบ ทำบุญ ไปท่องเที่ยว

            “จุดเทียนขึ้นมาสักเล่ม ดีกว่านั่งด่าความมืด” ภาษิตจีนว่า แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียวกรณี       ”เจ้าสัวล่าเสือดำ” มาช่วยกันปลูกต้นไม้ที่ได้ทั้งป่า ได้ทั้งเงิน ลดโลกร้อน ได้ทุกฝ่ายแบบวิน-วิน

            ปัญหา “ภูโล้น” ที่จังหวัดน่านและอีกหลายจังหวัดที่มีจิตอาสาจากเมืองหลวงไปช่วยปลูกป่า ไม่รู้ว่าปลูกได้กี่ต้นแล้ว ลองเอาความคิดนี้ไปทำไม่ดีกว่าหรือ รอช้า คนมีที่ดินเป็นแสนๆ ไร่ มีเงินเป็นแสนๆ ล้านอาจจะเอาไปทำ แล้วชาวบ้านเราก็จะเป็นเพียง “แรงงาน” ถูกๆ ให้เขาเหมือนเดิม

            ถ้าเมืองไทยไม่ได้จนทรัพยากร ไม่ได้จนแรงงาน ไม่ได้จนเงิน แต่จนปัญญา ก็ต้องหาวิธีสร้างปัญญาแต่ต้องสร้างด้วยเครือข่ายการเรียนรู้ที่เป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐและทุน เพราะทั้งรัฐและทุนมีอำนาจครอบงำที่แยบยล ดูได้จากระบบการปกครอง ระบบการศึกษาที่ยังใช้อำนาจควบคุมจากศูนย์กลาง เหมือนยังอยากให้คนโง่ต่อไปเพื่อจะได้ครอบงำง่าย

            เรื่องไม้พยุงเป็นอะไรที่ชาวบ้าน คนเล็กๆ ทำได้ดี ปลูกกันคนละเล็กละน้อย กระจายไปเต็มแผ่นดิน อำนาจมาจากข้างล่าง มาจากแม่ธรณี ไม่พยุงเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นคุณอันยิ่งใหญ่ให้แผ่นดิน           

วิถีแห่งจีน

Wednesday, 14 February 2018 10:03 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 14 กุมภาพันธ์ 2561

ขงจื้อสอนว่า “ให้ศึกษาอดีตเพื่อกำหนดอนาคต” เป็นเนื้อหาหนึ่งในหนังสือเล่มเล็กที่อาจารย์อู้ ตัน แห่งมหาวิทยาลัยในปักกิ่งได้รวบรวมเรียบเรียงคำสอนของขงจื้อเมื่อสิบกว่าปีก่อน และขายได้สิบล้านเล่มในเวลาไม่ถึงปี ถึงวันนี้น่าจะขายได้หลายสิบล้าน

            นโยบายจีนยุคใหม่ที่ต้องการ “เชื่อมอดีตกับปัจจุบันเพื่อสานอนาคต” เป็นประเด็นที่น่าศึกษา เพราะหลังสงครามและการปฏิวัติในศตวรรษที่ ๒๐ ที่ดูเหมือนจะมีแต่ “สุดขั้ว” ของแนวคิดและความรุนแรง คนสงสัยว่า จากความขัดแย้งและสงคราม มาถึงยุคของการประนีประนอมระหว่าง “ขั้วตรงกันข้าม” ได้อย่างไร

            วันนี้จีนได้ก่อตั้งสถาบันขงจื้อหลายร้อยแห่งในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมจีน คล้ายกับที่ฝรั่งเศส (Alliance Francaise) เยอรมนี (สถาบันเกอเต้) และอื่นๆ เขามีกัน

            ระหว่างทศวรรษปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976) ลัทธิขงจื้อเป็นหนึ่งใน “สี่ผีร้าย” ที่ต้องกำจัด เพราะถือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิวัติตามแนวคิดคอมมิวนิสม์แบบจีน ที่เป็นส่วนผสมของมาร์กซ์ เหมา และสตาลิน

            การกลับมาของขงจื้อมีการวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะสังคมจีนมีช่องว่างทาง “อุดมการณ์” ซึ่งสังคมนิยมคอมมิวนิสม์ไม่สามารถถมได้ ต้องกลับไปหา “รากเหง้า” ซึ่งก็ดูจะไม่เป็นปัญหาอุปสรรค หรือขัดแย้งกับแนวทางที่อ่อนลงของพรรคคอมมิวนิสม์จีนในยุค “สี่ทันสมัย” ที่นำโดยเติ้ง เสี่ยวผิง

            จีนมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ต่อเนื่องมายาวนานหลายพันปี มีรากฐานทางความคิดตลอดมาตั้งแต่ต้น และมาถึงยุคทองของจีนเมื่อประมาณ ๒,๕๐๐ ก่อน ยุคเดียวกับพระพุทธเจ้าในอินเดีย และกำเนิดปรัชญาตะวันตกที่กรีก ทั้งหมดรวมกันจึงเรียกว่า ยุคทองของมนุษยชาติ

            เมืองจีนยุคทองมีร้อยสำนัก ที่รู้จักกันและมีอิทธิพลมากที่สุด คือ ลัทธิขงจื้อกับลัทธิเต๋า ที่ดูเป็นสองขั้วความคิด คำสอนขงจื้อเป็นปรัชญาสังคมที่เน้นการปฏิบัติ จริยธรรมอันดีงาม และการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ถือว่าครอบครัวและชุมชนเป็นฐานที่สำคัญที่สุดของสังคมใหญ่

            เต๋าเป็นอะไรที่ออกแนวอภิปรัชญา เป็นนามธรรม เต๋าแปลว่า วิถี โดยสอนให้เห็นว่า เป้าหมายและวิถีเป็นอันเดียวกัน (เหมือนที่ปาสกัล นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่บอกว่า ขอบฟ้ามิได้อยู่ที่สุดสายตา แต่อยู่ทุกย่างก้าวที่เราเดิน)

เต๋าบอกว่า ความแตกต่างระหว่างดีกับเลว มืดกับสว่าง ลบกับบวก และขั้วตรงกันข้ามทั้งหลายเป็นผลของการมอง ไม่ใช่ความจริง ในความเป็นจริง หยินและหยาง ไม่ใช่สองอย่าง แต่เป็นหนึ่งที่แยกมิได้ ที่สัมพันธ์ เกี่ยวพัน และขึ้นต่อกันในชีวิตความเป็นจริง

ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งหยินและหยาง เหมือนพลังที่ตรงกันข้ามหรือขัดแย้ง เหมือนอ่อนกับแข็ง สว่างกับมืด ต่ำกับสูง เย็นกับร้อน

หยินกับหยาง เหมือนรูปวงกลมที่มีขาวและดำ ในส่วนดำมีจุดขาว ในส่วนขาวมีจุดดำ เหมือนชีวิต ในสุขมีทุกข์ ในทุกข์มีสุข ในดีมีชั่ว ในชั่วมีดี  ความขัดแย้ง (conflict) ตลอดเวลานำไปสู่สภาวะโต้แย้ง (contradiction) และการเปลี่ยนแปลง

คำสอนของขงจื้อ “กำจัดขั้วทั้งสองเพื่อจะได้ตรงกลาง” ตล้ายกับแนวคิดวิภาษวิธีของเฮเกล (ตัวตั้ง ตัวโต้ ตัวตอบ Thesis-Antithesis-Synthesis) ซึ่งเป็นวิธีการผสานคืน (reconcile) ขั้วตรงกันข้ามเข้าด้วยกัน เพื่อหาพื้นที่ร่วม (common ground) เพื่อเอาส่วนดีที่สุดของทั้งสองขั้วมารวมกัน

แนวคิดหยินหยางเป็นหลักสำคัญในศาสตร์ต่างๆ ของจีน การแพทย์แผนจีน รวมไปถึงศิลปะป้องกันตัวสำนักต่างๆ ซึ่งเน้นให้เห็นความสำคัญของ “ความสมดุล” ของขั้วตรงกันข้าม

คงไม่ผิดนักถ้าหากจะวิเคราะห์ว่า ด้วยรากฐานปรัชญาจีนแบบนี้ เราถึงเห็นแนวทางประนีประนอมทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมของจีนในวันนี้ ซึ่งมีอะไรที่ดูแปลกประหลาดในสายตาคนตะวันตกอย่างกรณีการผสานระหว่างสังคมนิยมกับเสรีนิยมเป็น “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” (Socialist Market Economy) เป็นขั้วตรงกันข้ามที่ถูกผสานเข้า (reconciled) จนได้ผลสรุปแห่งวิภาษวิธีแบบจีน

จีนคงได้สรุปบทเรียนจากความผิดพลาดของการปฏิวัติวัฒนธรรม ที่พยายามทำลายผีร้าย ๔ ตัว เหมือนไปตัดรากเหง้าของชาวจีน เพราะนอกจากความเชื่อในเรื่องชะตากรรมและทวยเทพทั้งหลายแล้ว จีนยังเคารพกราบไหว้บรรพบุรุษประหนึ่งเทพอีกด้วย ห้ามเทพอื่นยังพอทนได้ แต่ห้ามกราบไหว้บรรพบุรุษนี่คนจีนไม่อาจรับได้ แรงกดเท่าใด แรงตอบโต้ก็เท่านั้น ปฏิวัติวัฒนธรรมจึงล้มเหลว

การคืนสู่รากเหง้า การฟื้นฟูปรัชญาจีนร้อยสำนักคงทำให้คนจีนได้เรียนรู้อะไรมากกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือเน้นแต่การปฏิบัติที่ได้ผลจับต้องได้ จนกลายเป็นพวกปฏิบัตินิยมสุดโต่ง ทำอะไรไม่ได้ผลตอบแทนแล้วไม่ทำ จนอาจสรุปแบบไร้ขีดจำกัดว่า “แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้เท่านั้น”

อย่างน้อยก็ยังมีเต๋าที่สอนให้อยู่อย่างเรียบง่าย เป็นหนึ่งกับธรรมชาติ ไม่ใช่พัฒนาแบบทำลายล้าง ซึ่งที่สุดก็ทำลายตัวเอง เหมือนหมอกควันพิษที่คลุมปักกิ่งและเมืองใหญ่ อันเป็นผลของการพัฒนา ที่จีนกำลังหาวิธีแก้ไขเพื่อให้เกิดความสมดุล ลดมลพิษ ลดโลกร้อน

ฟังประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พูดในวันเปิดสมัชชาจีนเมื่อไม่นานมานี้แล้วก็เห็นวิสัยทัศน์ที่มาของผู้นำจีนยุคใหม่ว่า น่าจะมาจากการได้ศึกษาอดีตอย่างลึกซึ้ง เพื่อเข้าใจปัจจุบันและสานอนาคต

น่าสนใจว่า วิสัยทัศน์และนโยบายทั้งหลายจะสร้างการพัฒนาที่สมดุลให้จีนและทางสายไหมยุคใหม่จะเชื่อมโลกเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้หรือไม่เพียงใด

เพราะยังมีคำถามมากมาย โดยเฉพาะการพัฒนาที่ก้าวกระโดดที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น คนรากหญ้าลำบากมากขึ้น สิทธิเสรีภาพที่ถูกจำกัด ปรัชญาและนโยบายจีนยุคใหม่จะให้คำตอบได้หรือไม่

สยามรัฐ 7 กุมภาพันธุ์ 2561

 ตรุษจีนน่าจะเป็นการฉลองปีใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คงเป็นเพราะอารยธรรมจีนมีอายุต่อเนื่องมาหลายพันปี เป็นรากเหง้ายาวนานที่แม้แต่อำนาจล้นฟ้าของคอมมิวนิสม์ก็ไม่สามารถล้มล้างได้ เช่นความล้มเหลวของการปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976)

            “สี่ทันสมัย” ตามมาหลังทศวรรษแห่งการฝันร้ายนั้น เป็นยุคที่เติ้ง เสี่ยวผิงประกาศว่า “แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้”

            จีนปรับเปลี่ยนมุมมองวัฒนธรรม เห็นว่าไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรค แต่เป็นโอกาสเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะวัฒนธรรมของชนเผ่าและท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งจีนไม่มองว่าเป็น “อาวุธคนยาก” ที่จะใช้ต่อต้านรัฐบาล แต่เป็น “พลังอันยิ่งใหญ่” เพื่อการพัฒนาประเทศ

            นับเป็นความชาญฉลาดของรัฐบาลจีนที่มองทะลุจากสิ่งที่ปรากฎภายนอกเข้าไปถึงแก่นหรือหัวใจของวัฒนธรรม ซึ่งก็คือ “จิตวิญญาณ” ของชุมชน เป็นระบบคุณค่าที่ร้อยรัดผู้คนให้เป็นพี่เป็นน้อง เอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูล ทำให้ผู้คนอยู่อย่างมีความสุข

            ทำลายวัฒนธรรม เท่ากับทำลายจิตวิญญาณของชุมชน ของท้องถิ่น ผู้คนก็ขาดพลังชีวิต สังคมขาดรากฐาน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ และนั่นทำให้การปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนล้มเหลว เพราะมุ่งทำลายล้างวัฒนธรรมเก่าแก่ของจีน รวมทั้งวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้าไปเมืองจีน

            วัฒนธรรมจีนได้รับการฟื้นฟูกลับมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ในเวลาเดียวกันก็มีการเปิดรับวัฒนธรรมอื่นๆ โดยเฉพาะตะวันตก

            ตอนที่ไอแซค สเติร์น นักไวโอลินระดับปรมาจารย์ชาวอเมริกันไปเยือนเมืองจีนในปี 1978 เขาไปเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และมีแผนการฝึกอบรมการเรียนการสอนไวโอลินให้คนจีนด้วย แต่กลายเป็นว่า โปรแกรมของเขาถูกจัดในคอนเสิร์ตฮอลล์ในเมืองใหญ่ๆ มีคนเข้าไปชมแน่นทุกแห่ง

            มีการบันทึกการเดินทางไปเมืองจีนครั้งนั้นชื่อ “จากเหมาถึงโมสาร์ท”  (From Mao to Mozart) ส่งเข้าประกวดและได้รางวัลออสการ์สารคดียอดเยี่ยมในปี 1981

            ครูไวโอลินคนหนึ่งเล่าในสารคดีนี้ว่า ระหว่างปฏิวัติวัฒนธรรม เขาถูกจับขังในห้องแคบๆ ออกมาเห็นแสงตะวันวันละครั้งเพื่อไปห้องน้ำเท่านั้น เพื่อนๆ นับสิบคนทนไม่ได้ฆ่าตัวตาย จีนต้องการให้คนเลิกเล่นดนตรีตะวันตก ถือเป็นสิ่งมอมเมา

            ในปี 1978 ไอแซค สเติร์นพบว่า เด็กวัยรุ่นจีนอายุ 17-18 เล่นไวโอลินไม่ดี ครูไวโอลินจีนบอกว่า เพราะไม่มีพื้นฐานดนตรีตะวันตก เล่นเป็นแต่โน้ตเพลงของโมสาร์ท แต่เข้าไม่ถึงวิญญาณของโมสาร์ท

            อย่างไรก็ดี ไอแซค สเติร์นพบว่า เด็กจีนมีศักยภาพสูงมากที่จะเล่นดนตรีตะวันตกได้ไม่แพ้คนตะวันตก ถ้าพวกเขาเข้าถึงวิญญาณของดนตรีได้ และกาลเวลาก็ได้พิสูจน์ความจริงข้อนี้

            เด็กจีนตัวเล็กๆ อายุระหว่าง 7-10 กว่าขวบที่เล่นเปียโน ไวโอลิน เชลโล ให้ปรมาจารย์ชาวอเมริกันผู้นี้ฟังในปี 1978 ไม่กี่ปีให้หลังได้กลายเป็นนักดนตรีระดับแนวหน้าของโลกไปเกือบทุกคน ไปแข่งขันได้รางวัลนานาชาติ ได้แสดงเดี่ยวกับวงดนตรีมีชื่อเสียง และบันทึกเสียงกับบริษัทยักษ์ใหญ่

            ในปี 1999 ยี่สิบปีให้หลัง สเติร์น กลับไปเมืองจีนอีกครั้ง เขาได้พบกับเด็กๆ อัจฉริยะเหล่านั้น ที่ล้วนแต่มีชื่อเสียง หลายคนได้รับความช่วยเหลือจากเขาให้ไปเรียนต่อในสถาบันดนตรีมีชื่อเสียงที่อเมริกา

             วันนี้ คนที่สนใจดนตรีคลาสสิก น่าจะไม่มีใครไม่รู้จัก Lang Lang นักเปียโนหนุ่มจีน ซึ่งได้ชื่อว่า ไม่ใช่เป็นแค่นักเปียโน แต่เป็น “ศิลปิน” หรือ “ดารา” ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เล่นที่ไหนใครๆ ก็อยากฟัง เพราะนอกจากฝีมือหรือเทคนิกชั้นยอดแล้ว เขายังเข้าถึง “วิญญาณ” ของโมสาร์ท เบโธเฟน รัคมานีนอฟ และคีตกวีตะวันตกได้เป็นอย่างดี  

ลัง ลัง เล่นเปียโนในงานเปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่งเมื่อปี 2008 แสดงคอนเสิร์ตร่วมกับออร์แกสตร้าที่มีชื่อเสียงทั่วโลก เขาเป็นคนรุ่นใหม่ในแบบที่ไอแซค สเติร์นได้ทำนายไว้ไม่ผิด

เมืองจีนส่งเสริมการเรียนศิลปะ ดนตรี ไม่ว่าพื้นเมืองหรือต่างประเทศ เพราะเห็นคุณค่าความสำคัญของศิลปะวัฒนธรรม ที่ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่เพื่อประชาชนคนจีนเองจะได้สัมผัสคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรมเหล่านั้น ไม่ว่าของจีน ตะวันออกหรือตะวันตก ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาคน ขัดเกลาอารมณ์ความรู้สึก ทำให้คนมีจิตใจอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง เป็นวัตถุไร้วิญญาณ

ประเทศที่พัฒนาเป็น เขาไม่ได้ส่งเสริมแต่การศึกษาอาชีวะ เพื่อสร้างคนป้อนโรงงานอุตสาหกรรม ไปรับจ้างบริษัทห้างร้านงานบริการ เขาส่งเสริมศิลปศาสตร์ ศิลปะกรรม ส่งเสริมวัฒนธรรม ทำให้คนเข้าถึงจิตวิญญาณของศิลปะ ซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ และเป็นแก่น “อารยธรรม” ไม่ว่าของชนชาติใด

ประเทศพัฒนาแล้วเขาสร้างหุ่นยนต์ให้เป็นคน ประเทศด้อยพัฒนาสร้างคนให้เป็นหุ่นยนต์ ที่ไม่มีวิญญาณ คิดแต่เรื่องกิน เรื่องบริโภค เรื่องรายได้ เรื่องจีดีพี ละเลยเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องคุณค่า เรื่องคุณธรรม ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เป็นรากเหง้าของเราทุกคน

คิดคำนึงถึงเทศกาลตรุษจีนให้ดีและรอบด้าน จะได้อะไรมากกว่ากิน เที่ยว กับอั่งเปา

สยามรัฐรายวัน 31 มกราคม 2561

มีคำและวลีใหม่ๆ ที่ถูกใช้เพื่อชูธงนำการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม อย่างสังคม4.0, ประชาธิปไตยไทยนิยม, ประชารัฐ และสโลแกน มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สูตรหรือคาถาของรัฐบาลนี้

น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ วิธีคิด (จะเรียกใหญ่ๆว่า กระบวนทัศน์ paradigm หรือเล็กลงมาว่า mindset ก็ได้ทั้งนั้น) ที่เน้นแต่เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ อ้างปากท้องและความต้องการของประชาชน จนทุกอย่างถูกลากเข้าไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตัวเลขจีดีพี ตัวเลขนักท่องเที่ยว ตัวเลขขายของ ตัวเลขรายได้

อุดมศึกษากจึงถูกกระชากลากถูเข้าสู่กระบวนการเดียวกัน ความจริงก็ไม่ผิดถ้ารัฐจะส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของสังคม เรียนจบแล้วมีงานทำ ปัญหาอยู่ที่ว่า “สังคมต้องการอะไร” จริงๆ และ “งานทำ” คืออะไร แค่ “กิน” กับ “หาเงิน” หรือ

ดูเหมือนว่าสังคมไทยต้องการเพียงแรงงานไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ส่วนภาคเกษตรไม่ค่อยพูดถึง เพราะถูกรวมเข้าไปเป็นเกษตรอุตสาหกรรม เรียนจบแล้วไปรับใช้บริษัทใหญ่ ไม่ได้คิดไปว่า คนตกงานหลายล้านคนวันนี้และวันหน้าจะส่งเสริมสนับสนุนพวกเขาอย่างไรถ้าอยากกลับบ้านนอก

สูตรและคาถาที่ว่าในตอนต้นคงไม่ขลัง ไม่มีพลังหรืออิทธิฤทธิ์อะไรถ้าไม่มีฐานคิดที่หนักแน่น ลึก กว้าง และไกล คือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน

สยามรัฐรายวัน 17 มกราคม 2561

คนไทยมีรายได้ต่อหัวต่อปีเฉลี่ยประมาณ 200,000 บาท มีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 15,000-25,000 บาท ถ้าเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วก็ยังถือว่าต่ำ ไม่ต้องเทียบกับสิงคโปร์ที่สูงกว่าไทยเกือบ 10 เท่า และมาเลเซียเกือบ 2 เท่า

            ความจริง ข้อมูลทางการวันนี้บอกว่า คนมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีมี 5 ล้านกว่าคน มีรายได้ระหว่าง 30,000-100,000 มี 6 ล้านกว่าคน ตัวเลขเฉลี่ยรายได้ปีละ 200,000 มาจากไปเฉลี่ยกับคนที่มีรายได้หลายสิบหลายร้อยล้านต่อปี ประเทศไทยจึงมีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 3 ของโลก

ปัญหาที่มากกว่านั้น คือหนี้ครัวเรือน ที่เฉลี่ยเกือบ 200,000 บาท คน 12 ล้านคนที่ลงบัญชี “คนจน” จึงต้องวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สินและความทุกข์ที่ไม่มีทางออก ขณะที่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมาตราที่ 25 ที่ไทยได้ร่วมลงนามด้วยบอกว่า

“ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิตที่มีมาตรฐานเหมาะสมเพื่อสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของตนและครอบครัว รวมถึงอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และการบริการสังคมที่จำเป็น และมีสิทธิในหลักประกันเมื่อไม่มีงานทำ เจ็บป่วย พิการ เป็นหม้าย สูงอายุ หรือการขาดปัจจัยจำเป็นเพื่อการดำรงชีพในสภาวะที่เหนือการควบคุม”

รัฐบาลสร้างยุทธศาสตร์ 20 ปี มีวิสัยทัศน์สวยงาม มีสวัสดิการและมาตรการต่างๆ มากมายเพื่อช่วย “คนจน” แต่มาตรการต่างๆ จะได้ผล “ยั่งยืน” หรือไม่ จะนำไปสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง” ได้จริงหรือ

สยามรัฐรายวัน  10 มกราคม 2561

การถกเถียงเรื่องรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income – UBC) ในเวทีต่างๆ ทั่วโลกวันนี้ มีข้อเสนอที่สรุปได้ว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำการวิจัยทดลอง คล้ายกับการทดลองวัคซีน เพื่อทดสอบผลที่เกิดกับชุมชนนำร่อง หารูปแบบหลากหลาย ให้ได้โมเดลที่เหมาะสมกับประเทศของตน

            เท่าที่ทราบ เมืองไทยยังไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ยังไม่มีแผนที่จะทดลองนำร่องเรื่องนี้ และไม่แน่ใจว่าผู้เกี่ยวข้องสนใจเรื่องนี้หรือไม่ เพราะที่สุดเป็นเรื่องของ “กระบวนทัศน์” ที่ใช่จะเปลี่ยนกันง่าย

            ที่ผ่านมาก็มีโครงการสวัสดิการแบบต่างๆ มากมาย ออกมาเป็น “โครงการ” หลากหลายรูปแบบบนฐานคิดการสงเคราะห์ “คนจน” “ผู้มีรายได้น้อย” “ผู้สูงอายุ” “คนพิการ” “คนตกงาน”

            แต่ก็มีบางโครงการที่มีลักษณะเป็นรัฐสวัสดิการที่ดี อย่างเรื่องสุขภาพถ้วนหน้าและเรื่องการศึกษา อย่างแรกยังอยู่ อย่างหลังก็ยังอยู่แต่ปรับให้แคบลง ไม่ “ถ้วนหน้า” เหมือนตอนเริ่มต้น

กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 ซึ่งให้โอกาสทุกคนเรียนถึงระดับอุดมศึกษาได้โดยไม่เสียค่าเล่าเรียน เมื่อเรียนจบทำงานและเสียภาษีก็ให้ค่อยๆ จ่ายคืน ถ้าไม่เสียภาษีก็ไม่ต้องจ่ายคืน

            กรอ.เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ขาดโอกาสจำนวนมากได้เรียนถึงระดับปริญญาตรี ซึ่งหมายถึงการให้ความเป็นธรรมทางสังคมแก่คนจำนวนมากซึ่งหากไม่มีกรอ.ก็หมดสิทธิ์เรียน เพราะยากจน โครงการมหาวิทยาลัยชีวิตซึ่งเปิดตั้งแต่ปี 2548 นักศึกษาเรียนมากเพราะมีทุนนี้ และลดลงมากเมื่อทุนนี้เปิดไว้เฉพาะสำหรับสาขาที่ “สังคมต้องการแรงงาน” (โดยไม่คิดว่าชุมชนท้องถิ่นต้องการรผู้นำทางปัญญา)

            สาเหตุน่าจะมาจาก “แพง” และอาจ “ถังแตก” เลี้ยงตัวเองไม่ได้ในที่สุด โดยไม่คิดว่าการศึกษาเป็นการลงทุน “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” ไม่ใช่สวัสดิการ แต่เป็นการลงทุนทางสังคม เพื่อสังคมจะได้มีคนมีความรู้ ชุมชนจะได้มีผู้นำทางปัญญา

สยามรัฐรายวัน 3 มกราคม 2561

รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) เป็นแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่ “ร้อนแรง” ที่สุดทั่วโลกวันนี้ ไม่ว่าประเทศร่ำรวยหรือยากจนก็สนใจ เป็นอุดมคติหรือยูโธเปียที่มีทางเป็นจริงได้ แต่คงไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน อาจใช้เวลาอีกหลายปี หรือหลายสิบปี

            ที่ผ่านมา เมืองไทยมีโครงการสวัสดิการมากมายให้คนจน ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้  แต่ละโครงการมีเงื่อนไขต่างๆ รวมไปถึงการช่วยเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างโครงการเงินฝันสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หรือโครงการต้นกล้าอาชีพและ “แจกเงิน” สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

            ขณะที่หลายประเทศในโลกเริ่มหาทางคิดใหม่และทำใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เพราะไม่นาน คนจะตกงานมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบันทำให้คนรวยก็ยิ่งรวยขึ้น คนจนก็ยิ่งจนลง ภายในปี 2020 คนรวย 1% ในโลกจะมีสินทรัพย์มากกว่า 50% ของโลก

            แต่การถกเถียงกันเรื่องนี้ดีไม่ดียังไงก็ไม่มีวันจบ ต้องลงมือทดลองถึงจะรู้ว่า ทำได้หรือไม่ จึงมีการทดลองนำร่องในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งประเทศร่ำรวยและยากจน

            ที่สหรํฐอเมริกา บริษัท Y Combinator ที่ซิลิคอน วัลเลย์ ทำการวิจัยกับคน 3,000 คนในสองมลรัฐ กลุ่มที่ 1 จำนวน 1,000 คน รับ 1,000 เหรียญต่อเดือนเป็นเวลา 5 ปี กลุ่มที่ 2 จำนวน 2,000 คน รับ 50 เหรียญต่อเดือนเป็นเวลา 5 ปีเช่นเดียวกัน

            คนรับเงินในงานวิจัยนี้ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย อยากใช้เงินทำอะไรก็ได้ งานนี้ต้องการทราบเพียงว่า คุณภาพชิวิตของผู้รับเงินเปลี่ยนไปหรือไม่ แรงจูงใจในการทำงานเป็นอย่างไร