phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 21 สิงหาคม 2556

ชีวิตคนเราหลายอย่างอธิบายไม่ได้ เข้าใจไม่ถูกว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ตำนานฝรั่งบางครั้งก็บอกว่าเป็น ชะตากรรม (destiny) หรือเรื่องต่างๆ ในชีวิตที่เกิดขึ้นเกินความคาดหมาย แตกต่างไปจากที่คิดหรือที่คาดการณ์ ก็มักบอกว่า คนคำนวณมิอาจสู้ฟ้าลิขิต มนุษย์วาดฝัน สวรรค์กำหนด (Man proposes, God disposes) 

คนไทยบอกว่าเป็นเรื่องของบุญวาสนา แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แข่งบุญวาสนาแข่งไม่ได้ หรือไม่ก็อธิบายว่าเป็นบุญกรรม ถ้าเกิดรักใครชอบใครก็อธิบายว่า ได้ทำบุญร่วมกันแต่ปางก่อน

ในกรณีของคนอย่าง น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ เป็นชีวิตที่บางคนยบอกว่าเหมือนฟ้าลิขิต เพราะไม่ได้เกิดในครอบครัวมีฐานะดีอะไร พ่อแม่เป็นคนงานจากร้อยเอ็ด ไปทำงานที่นครปฐม น้องเมย์เติบโตมาในบรรยากาศโรงงานทำขนม อยู่ใกล้ที่ไม่ปลอดภัย เขาเลยจับไปวิ่งเล่นในโรงยิมแบดมินตัน 

 

สยามรัฐรายวัน 14 สิงหาคม 2556

คนสองคน เถียงกันหน้าดำหน้าแดง ชี้หน้าด่าว่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีเหตุผล อาจลงท้ายด้วยการลงไม้ลงมือเหมือนกับที่เกิดทั่วไปแม้แต่ในสภาอันทรงเกียรติในหลายประเทศ รุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป 

คนสองคนเถียงกัน ต่างคนต่างพูด ที่หยุดพูดก็เพียงเพื่อจะได้พักเหนื่อยและสรรหาคำพูดที่ดุเด็ดเผ็ดมันมาตอบโต้อีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้ตั้งใจจะฟัง อาจจะได้ยินแต่ไม่ได้ฟังว่าอีกฝ่ายพูดว่าอะไร มีเหตุผลอะไร 

คนเราไม่ได้อยู่กันด้วยเหตุผลเท่านั้น แต่อยู่ด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ญาณทัศนะ ซึ่งนักจิตวิทยายกให้เป็นอีก 3 องค์ประกอบที่สำคัญไม่น้อยกว่าสิ่งที่เราเรียกว่า เหตุผล

ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นเมื่อปาสกัล นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสบอกว่า หัวใจมีเหตุผลที่เหตุผลไม่รู้จัก หัวใจในที่นี้เป็นตัวแทนขององค์รวมของชีวิต ที่รวมเอามิติต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นหนึ่ง เป็นตัวแทนของความรู้สึกนึกคิดและจิตวิญญาณ ของคน

นักวิชาการภาษาชาวเยอรมันเคยรวบรวมคำว่า ใจ ในภาษาไทยได้ 300 กว่าคำ เช่น ดีใจ เสียใจ ใจดี ใจดำ ใจเย็น ใจร้อน ร้อนใจ ใจเสาะ ใจถึง เข้าใจ ปลอบใจ เกรงใจ ประหลาดใจ สนใจ เอาใจใส่ฯลฯ 

 

สยามรัฐรายวัน 7 สิงหาคม 2556

สังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนได้ต้องเปลี่ยนจากฐานราก ชุมชนคือฐานรากของสังคม ถ้าชุมชนเข้มแข็ง สังคมก็จะเข้มแข็ง วันนี้สังคมอ่อนแอเพราะชุมชนอ่อนแอ อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ ถูกครอบงำจากคนที่มีอำนาจมากกว่า มีความรู้มากกว่า มีทุนมากกว่า 

     มีชุมชนจำนวนหนึ่งที่เข้มแข็ง แม้จำนวนไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอเพื่อยืนยันว่า ชุมชนเข้มแข็งไม่มีใครไปครอบงำพวกเขาได้ พวกเขาพึ่งพาตนเองได้ พึ่งพาตนเองแปลว่า คิดเองได้ ตัดสินใจเองได้ เลือกเองได้ ว่าจะอยู่อย่างไร จะเดินไปทางไหน เงินกับอำนาจไม่อาจครอบงำชุมชนเข้มแข็งได้

     การเรียนรู้เท่านั้นทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ อำนาจกับเงินทำให้ชุมชนอ่อนแอ วิ่งหาแต่งบประมาณและโครงการและเงินช่วยให้เกิดการพัฒนาได้ แต่การพัฒนาที่เอาเงินเป็นเป้าหมาย ได้ทำลายชุมชนตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว เริ่มต้นด้วยความคิดที่ผิด สิ่งที่ตามมาจึงผิดหมด สับสนเรื่องคุณค่า ความถูกต้อง ดี งาม

     การเรียนรู้ที่ดีทำให้เกิดการพัฒนาจิตสำนึก นำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ใช่การท่องตำรา ท่องหนังสือ แต่เป็นการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับชีวิตตนให้เป็นหนึ่งเดียว การเรียนรู้จึงเกิดผลต่อชีวิตในทันที เกิดการเปลี่ยนแปลง

 

สยามรัฐรายวัน 31 กรกฎาคม 2556 

สหกรณ์เครดิตยูเนียนมีต้นกำเนิดจากประเทศเยอรมนีเมื่อประมาณ 160 ปีมาแล้ว เริ่มจากการออมทรัพย์ในหมู่คนจนในเมือง แล้วมีการริเริ่มทำในชนบท แพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรป เครดิตยูเนียนไม่ใช่ชื่อเดิมที่เริ่มต้น มาได้ชื่อนี้ที่แคนาดาและสหรัฐอเมริกาเมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว ส่วนที่ยุโรปก็มีชื่อต่างๆ กันไปในแต่ละประเทศ เช่น ไรฟ์ฟายเซนแบงค์ในเยอรมนีและออสเตรีย ราโบแบ็งค์ในเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

เครดิตยูเนียนเป็นสถาบันการเงินที่ประชาชนที่เป็นสมาชิกเป็น เจ้าของ จึงถือว่าเป็น สหกรณ์ และแพร่หลายไปกว่า 100 ประเทศ กว่า 50,000 แห่ง มีสมาชิกเกือบ 200 ล้านคน เฉพาะในสหรัฐอเมริกามีกว่า 90 ล้านคน ในประเทศไทยมีข้อมูลที่ขัดแย้งกัน 

วิกิพีเดียบอกว่ามี 3.6 ล้านคน ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนียนแห่งประเทศไทยบอกว่ามี 1,281,184 คน อาจเป็นได้ที่ของวิกิพีเดียรวมเอาเครดิตยูเนียนที่ยังไม่เป็นสหกรณ์ และอาจเป็นเพราะปัจจุบันเกิดมีชุมนุมสหกรณ์ขึ้นมาอีก 2 แห่ง แห่งหนึ่ง คือ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนียนเพื่อการพัฒนา ซึ่งสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นที่กำลังเป็นข่าว เป็นแกนนำก่อตั้ง ส่วนอีกชุมนุมฯ อยู่ทางภาคอีสานตอนกลาง

จากข้อมูลของชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนียนแห่งประเทศไทย มีสหกรณ์เครดิตยูเนียนอยู่ 1,314 แห่ง มีสินทรัพย์อยู่ประมาณ 60,000 ล้านบาท เข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี 2505 และเริ่มก่อตั้งเครดิตยูเนียนแห่งแรกเมื่อปี 2508 ตั้งอยู่ที่ถนนประชาสงเคราะห์ซอย 24 หรือที่เรียกกันว่า ซอยศูนย์กลางเทวา เขตติดต่อระหว่างดินแดงกับห้วยขวาง กรุงเทพฯ 

 

สยามรัฐรายวัน 24 ก.ค. 2556

บ้านเมืองนี้มีปัญหา ถ้าไม่แก้ไขทั้งระบบ ไม่แก้ที่รากเหง้า คงแก้ไม่ได้อย่างยั่งยืน นั่นก็พูดกันมากและพูดกันบ่อยแล้ว ในเวลาเดียวกัน ก็ควรพูดถึงหน้าที่ของแต่ละคนที่ควรทำ ไม่เอาแต่นั่งรอให้โครงสร้างเปลี่ยน ให้ระบบใหม่เกิดโดยไม่ทำอะไรเลย 

     นั่งด่าความมืดก็ใช่ว่าไฟฟ้าจะปรากฏขึ้นมาได้ ทำไมไม่จุดเทียนขึ้นมาสักเล่ม ทำไมไม่ช่วยกันทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้ “ส่วนรวม” ดีขึ้น มีแสงสว่างส่องทางเดินโดยไม่ต้องรอไฟฟ้าจาก กฟผ.

     เข้าพรรษาเป็นเวลาที่ควร “ถอยหลังไปตั้งหลัก” สักนิด เพราะคนเราตั้งหลักได้ก็เดินหน้าได้ดีกว่า และมั่นคงกว่าเดิม การถอยไปตั้งหลักไม่ใช่ถอยไปแบบไม่ทำอะไรเลย หากแต่เป็นการกลับไปทบทวนชีวิต และไม่ใช่แต่เพียงนั่งคิดคำนึงบนเก้าอี้โซฟา แต่ลงมือทำ “อะไรสักอย่าง”

     เข้าพรรษาปีนี้ อาจารย์ พนักงาน นักศึกษา “มหาวิทยาลัยชีวิต” ทั่วประเทศแต่ละคนทำโครงงานเข้าพรรษาอยู่ 2 อย่างพร้อมกัน เรื่องที่หนึ่ง คือ การออมเงินทุกวัน วันละเท่าไรก็ได้ เมื่อออกพรรษาก็นำเงินที่ออมได้มารวมกันเป็นกองทุนมหาวิทยาลัยชีวิต เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ผู้ที่เรียนที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนหรือที่เรียกกันว่า “มหาวิทยาลัยชีวิต”

 

สำนึกชุมชน

Wednesday, 17 July 2013 11:57 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 17 กรกฎาคม 2556

การทำแผนแม่บทชุมชน หรือการทำประชาพิจัย (People Research and Development PR&D) เป็นเครื่องมือที่มูลนิธิหมู่บ้านได้สังเคราะห์จากบทเรียนของชุมชนทั่วประเทศเมื่อประมาณเกือบ 20 ปีมาแล้ว เป็นอะไรที่เรียกว่า "นวัตกรรม" ได้อย่างเต็มปาก

     มูลนิธิหมู่บ้านได้เสนอโครงการวิจัยร่วมกับชุมชนเพื่อพัฒนาเครื่องมือนี้ไปยังหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง แต่ได้รับการปฏิเสธ เห็นว่าการทำวิจัยไม่ใช่เรื่องที่ชาวบ้านทำได้ เป็นเรื่องของนักวิชาการ เราจึงได้เสนอไปที่โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ซึ่งให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี จนได้เครื่องมือดังกล่าว และได้รับการยอมรับ ถูกนำไปใช้ทั่วประเทศ รวมทั้งหน่วยงานวิจัยไทยที่ปฏิเสธให้การสนับสนุน

     เครื่องมือนี้มีการเผยแพร่ไปทั่วโลกโดย UNDP และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็ขอยืมไปใช้ในแอฟริกาและละตินอเมริกาหลังจากได้พบว่า เมื่อมีการนำเครื่องมือนี้ไปใช้ในการทำวิจัยชุมชนเข้มแข็งแก้ปัญหาเอดส์ที่เชียงใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากฮาร์วาร์ดแล้วได้ผลดี เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพจริง

     เครื่องมือนี้เรียกว่า "ประชาพิจัย" แปลได้อย่างที่คุณหมอประเวศ วะสี เคยบอก คือ "การวิจัยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน" คนที่ทำการวิจัยหลักคือประชาชน ชาวบ้านเอง ไม่ใช่นักวิชาการไปทำให้ แล้วไปบอกชาวบ้านว่าได้ผลอะไร 

 

สยามรัฐรายวัน 10 กรกฎาคม 2556

ทางเลือกของชาวนามีมาก แต่ถูกทำให้มีน้อย จนดูเหมือนว่ามีทางเดียวเท่านั้น คือ เอาข้าวไปจำนำ  โลกเปลี่ยนไปนานแล้ว เราไม่ได้อยู่ในยุคเกษตรที่ข้าวสำคัญที่สุดและเป็นปัจจัยความมั่นคงของชีวิต เราไม่ได้อยู่ในยุคอุตสาหกรรมที่เงินสำคัญที่สุด เราอยู่ในยุคที่ "ความรู้" สำคัญที่สุด คนไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้

     ชาวนาถูกครอบงำเหมือนม้าลำปางที่มองเห็นแต่ทางเดียว ต้องเทียมรถให้คนอื่นนั่งสบายชมเมือง เป็นข้ารับใช้ที่ได้ผลตอบแทนเพียงหญ้าประทังชีวิต เป็นหนี้บุญคุณและหนี้สินไปตลอดชีวิต

     คนอย่างลุงเชียง ไทดี ชาวศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ขบถต่อวิถีโบราณ เลือกที่จะเปลี่ยนนาเป็นสวน ปลูกผสมผสาน เลี้ยงสัตว์หลากหลาย เพียง 7 ไร่ก็อยู่ได้ ส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย 5 คนโดยไม่มีหนี้ เขาท้าว่า คุณทำนา 50 ไร่ ยังไงๆ ก็มีรายได้และชีวิตที่มั่นคงสู้ผมที่ทำเพียง 7 ไร่ไม่ได้

     หอการค้าส่งเสริมการทำโครงการ 1 ไร่ได้ 1 แสนไปทั่วประเทศ ได้ผลดี บางคนได้ 2-3 แสน บางคนได้ 2-3 พัน ความแตกต่างอยู่ที่การใช้ความรู้ ความมุ่งมั่นและความขยันหมั่นเพียร

 

สยามรัฐรายวัน  3 กรกฎาคม 2556

มีความสับสนเรื่องความเป็นกลาง คนไทยส่วนใหญ่บอกว่า ไม่เลือกข้าง ไม่อยู่ข้างสีเหลืองหรือสีแดง ขออยู่ตรงกลาง คนอีกจำนวนหนึ่งบอกว่า อยู่ตรงกลางไม่เกี่ยวกับสี แต่เกี่ยวกับความถูกต้อง เพราะเป็นกลางหมายถึงทำสิ่งที่ถูกต้อง และอ้างทางสายกลางตามหลักพุทธศาสนา

     ตามหลักปรัชญาหรือวิธีคิดของตะวันตก กลางอาจหมายถึงกึ่งกลางที่ไม่ใช่ซ้ายหรือขวา ไม่ใช้ด้านโน้นหรือด้านนี้ เป็นวิธีคิดแบบสองขั้วที่อยู่ตรงกันข้ามกัน ซึ่งบอกว่ามีถูกมีผิด มีขาวมีดำ มีดีมีเลว กลางจึงอาจหมายถึงสีเทา ไม่ใช่ขาวไม่ใช่ดำ

     การคิดแบบนี้มีฐานคิดแบบเส้นตรง (linear) ประวัติศาสตร์มีจุดเรี่มต้นและมีจุดจบ มีการสร้างโลก มีวันสิ้นโลก อีกด้านหนึ่งเป็นวิธีคิดแบบตะวันออกที่ถือว่า มีขั้วตรงกันข้ามได้แต่อยู่ในความเป็นจริงเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนตะวันตกคิดเป็นกลไกมาหลายร้อยปี คนตะวันออกคิดเป็นองค์รวมที่ทุกส่วนล้วนสัมพันธ์กัน เด็ดดอกไม้ดอกเดียวกระเทือนถึงดวงดาว

     คนตะวันออกคิดเป็นวงกลม คิดเป็นรอบ มีการเวียนมาบรรจบครบรอบ อย่างวันเวลาใน 1 ปี มี 12 เดือน 12 ปี เป็น 1 รอบ จุดเริ่มต้นและจุดจบเป็นจุดเดียวกัน 

 

สยามรัฐรายวัน 26 มิถุนายน 2556

นายมาร์ติน วีเลอร์ ชาวอังกฤษที่แต่งงานกับคนไทย อาศัยอยู่ที่บ้านคำป่าหลาย อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เขาน่าจะเป็นเขยฝรั่งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะฝรั่งทำนา ทำเกษตรผสมผสานเท่านั้น แต่เพราะการเป็นวิทยากรที่ให้ข้อคิดดีๆ แก่คนไทย

มาร์ตินบอกว่า ที่ประเทศอังกฤษ เวลากินข้าวเป็นเวลาสำคัญที่สุดของครอบครัว คนนอกต้องไม่ไปบ้านคนอื่นเวลาเขากินข้าวเป็นอันขาดยกเว้นว่าได้รับเชิญ ฝรั่งต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างกิน มาร์ตินประทับใจคนไทยและสังคมไทยที่ยังไปมาหาสู่กันได้ทุกเวลา กินข้าวด้วยกันได้ เขาพูดติดตลกว่า มีเงินแค่ 20 บาท ใส่ซองทำบุญทอดผ้าป่าก็ได้เที่ยวฟรี กินฟรี ทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่ ลาบก้อย ขนมสารพัด กินได้ทั้งวัน เขาประทับใจน้ำใจของคนไทย ความสัมพันธ์อันดี ความเป็นพี่เป็นน้องที่ยังไม่ได้หายไปกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

มาร์ติน พูดในโอกาส 50 ปีของการพัฒนา (2504-2554) ว่า ประเทศไทยจะพัฒนาได้อย่างมั่นคงยั่งยืนด้วยความสัมพันธ์อันดีหรือความเป็นพี่เป็นน้องของคนไทย หรือที่เรียกกันว่า ทุนทางสังคม

ฝรั่งคนนี้ซาบซึ้งเรื่องนี้จากประสบการณ์ที่มาเมืองไทยในระยะที่กำลังเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ฟองสบู่แตก ผู้คนจำนวนมากตกงาน ถ้าเป็นที่อังกฤษ รัฐต้องช่วยเหลือ แต่คนไทยกลับบ้าน ไปหาพ่อแม่พี่น้องในชนบท เช่นเดียวกับ ช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 คนที่อาศัยในกรุงเทพฯ ในเมืองใหญ่หลายแห่งต้องหลบไปพึ่งพาอาศัยญาติพี่น้องในชนบท ต่างจังหวัด เมื่อน้ำลดจึงกลับไป 

 

สยามรัฐรายวัน  19 มิถุนายน 2556

สังคมอุตสาหกรรมมีโรงงานและโรงต่างๆ เกิดขึ้น โรงเรียน โรงพยาบาล จัดการแบบอุตสาหกรรม มีระบบที่ทำให้ผลผลิตออกมามีลักษณะเหมือนกันทั้งปริมาณ คุณภาพ แพ็คเหมือนกันเป็นกล่องเป็นโหล แบ่งงาน แบ่งหมวด แบ่งกลุ่ม และเชื่อมโยงส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน

     สังคมอุตสาหกรรมมีความเป็นกลไกสูง แข็งกระด้าง ขาดจิตวิญญาณที่เคยสัมผัสได้ในชุมชน ในครอบครัว เช่นเดียวกับสังคมใหญ่ที่มีระบบการคมนาคมที่เชื่อมโยงทุกส่วนเข้าด้วยกัน ไปมาหาสู่กันได้อย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากเป็นสังคมกลไก ไร้ความสัมพันธ์ ไร้จิตวิญญาณ ผู้คนจึงยังรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา บ้า และฆ่าตัวตายมากกว่าเดิม

     ถ้าขึ้นไปในที่สูง มองลงมายังถนนใหญ่ๆ ในเมืองใหญ่ จะเห็นผู้คนเดินขวักไขว่เหมือนกองทัพมด ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพฯ ช่วงเช้าและเย็นมีลักษณะเช่นนี้ คนเดินไปมามากมายแต่ไม่มีใครรู้จักใคร เดินไปด้วยกันแต่ไม่ได้ไปด้วยกัน นั่งรถเมล์ รถไฟฟ้า รถใต้ดินโดยไม่มีใครรู้จักใคร

     เราอยู่ในยุคสังคมหลังอุตสาหกรรม เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยที่ใครๆ ก็ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายกว่าเดิม แต่สังคมก็ยังเป็นกลไกที่ไฮเทคแต่ไร้ชีวิต เชื่อมโยงแต่เฉพาะกับคนที่รักกันชอบกันเท่านั้น กับคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือดีขึ้น