phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 23 ตุลาคม 2556

มีการใช้คำว่า ธนาคาร ในเชิงสัญลักษณ์และเปรียบเทียบมานานแล้ว ธนาคารข้าว ธนาคารควาย ธนาคารต้นไม้ ธนาคารเลือด ล่าสุดที่แพร่หลายติดตลาดก็มี ธนาคารความดี ที่หลายชุมชน หลายโรงเรียนพยายามส่งเสริมให้เกิด ขบวนการส่งเสริมให้คนจิตใจดี มีเมตตาต่อกัน (World Kindness Movement)เกิดขึ้นหลายปี จนมีการจัดอันดับประเทศที่คนทำความดี มีเมตตา (World Giving Index) ปีหลังๆ นี้ อัตราการทำความดีลดลง พากันโทษเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้คนต้องหันมาช่วยตนเองมากกว่าที่จะแบ่งปันหรือช่วยเหลือผู้อื่น

 มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องขบวนการดังกล่าวนี้มากพอสมควร แม้จะไม่มีใครไม่เห็นด้วยกับการทำความดี แต่การที่คนอเมริกันซื้อกาแฟไปฝากคนข้างถนน ไปกอดคนแปลกหน้า ไปเก็บขยะที่ตกเรี่ยราด และอื่นๆ ทำให้โลกดีขึ้น สังคมดีขึ้นจริงหรือ ถูกกาละเทศะในสถานการณ์วันนี้หรือไม่ 

หรือกลายเป็นความรักตัวเอง หลงตัวเองอีกแบบหนึ่ง ทำเพื่อให้ตัวเองสบายใจ หรือร้ายไปกว่านั้นก็ทำเพื่อจะได้สะสมไว้ เอาไป ซื้อของ ไปแลกของอย่างที่ทำกันในบ้านเราหลายชุมชน หลายโรงเรียน ความดีกลายเป็นอะไรที่ใช้ไปซื้อของได้

สยามรัฐรายวัน 16 ตุลาคม 2556

เทศกาลกินเจเป็นโอกาสดีที่หลายคนได้พักการกินเนื้อสัตว์ พักทั้งกายและใจ ได้หยุดคิดใคร่ครวญเรื่องความเป็นจริงของชีวิต ได้ “ปลง อโหสิ แผ่” อย่างที่พระท่านสอน  ไม่ยึดมั่นถือมั่น (แม้แต่เรื่องกินผักกินเนื้อ) ให้อภัยไม่ถือโทษโกรธข้ามวันข้ามคืน และแผ่เมตตาให้คน สัตว์ สังคม และสรรพสิ่ง

          เขียนเรื่องผักวันนี้ไม่ใช่เพราะเป็น “คนกินผัก” อย่างเดียว แต่กินเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่พยายามเลือกกิน กินด้วยความใส่ใจ เพราะเชื่อว่า สุขภาพคนเราส่วนใหญ่มาจากการกิน ที่ฝรั่งบอกว่า You are what you eat คงไม่ผิด

          คนไทยเราโชคดีนักที่มีผักเป็นร้อยเป็นพันชนิด มีให้กินสดๆ ทั้งปี โดยเฉพาะผักพื้นบ้านที่ขึ้นตามธรรมชาติ ตามฤดูกาล ตามรั้ว หัวไร่ปลายนา ขึ้นเองบ้าง ปลูกเองบ้าง ผักเหล่านี้มักไม่มีโรค และไม่มีสารเคมี เพราะไม่ได้ปลูกแบบเอาเป็นเอาตาย ไม่ได้ปลูกเพื่อขาย

ส่วนใหญ่ปลูกไว้กิน เหลือกินก็เอาไปขาย หรือรวมกันขาย อย่างแถวๆ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ชาวบ้านเอาผักที่เก็บจากรั้วจากสวน ที่ปลูกไว้กิน แต่กินไม่หมดก็เอามารวมกัน จัดแบ่งเป็นมัดเป็นกำเล็กๆ วันหนึ่งรวบรวมผัก อีกวันหนึ่งเอาไปขายที่ตลาดบุรีรัมย์ 2,000-3,000 มัด ขายมัดละ 1 บาทเท่านั้น

คนหายไปไหน

Wednesday, 09 October 2013 21:19 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 9 ตุลาคม 2556

เจ้าชายน้อยเดินทางมาจากดวงดาว ผ่านดาวมากมายหลายดวง แต่ละดวงมีคนประเภทต่างๆ เมื่อมาถึงโลกก็ตื่นเต้นคิดว่าจะได้พบคนเป็นจำนวนมาก แต่ผิดหวัง เพราะเห็นแค่ 6-7 คนเท่านั้น จึงถามดอกไม้ว่า คนหายไปไหนหมด ดอกไม้ตอบว่า “คนไม่มีรากเหง้า ลมพัดมาแรงๆ หายไปในทะเลทรายหมดเลย”

          เจ้าชายน้อย (The Little Prince) เป็นหนังสือนวนิยายเชิงปรัชญาของนักเขียนชาวฝรั่งเศส แปลเป็นไทยมาหลายสิบปี เป็นหนังสือที่อ่านได้ทุกเพศทุกวัย อ่านทีไรก็ได้ความคิด สะกิดคนวันนี้ที่ส่วนหนึ่งก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนในยุคก่อนสมัยใดอะไรนัก

คนในแต่ละยุคสมัยถูกครอบงำโดยกระแสหลัก ทำให้คนไม่ให้เป็นตัวของตัวเอง ทำอะไรไปตามกระแส คิดเองไม่ได้ ตัดสินใจเองไม่ได้ เลือกเองไม่ได้ ต้องให้กระแสเป็นผู้กำหนด อย่างที่สะท้อนใน Network หนังฮอลลิวู้ดเมื่อ 40 ปีก่อนว่า “ท่านผู้ชมทั้งหลาย พวกท่านคิดเหมือนทีวี ทำเหมือนทีวี กินอย่างที่ทีวีสั่ง ซื้ออะไร สวมไส่อะไรอย่างที่เห็นในทีวี”

          อย่างไรก็ดี ทุกยุคทุกสมัย ผู้คนต่างก็โหยหาความหมาย แสวงหาความเป็นตัวของตัวเอง และมีคนจำนวนหนึ่งแม้จะมีไม่มาก อาจเหลือแค่ “6-7 คน” อย่างในหนังสือเจ้าชายน้อย ที่เป็นตัวแทนของสังคม แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ได้แสดงออก

สยามรัฐรายวัน 2 ตุลาคม 2556

ความสับสนทำให้คนยึดถือรูปแบบแทนเนื้อหา เหมาเอาว่ารูปแบบคือเนื้อหาทั้งหมด เลยหยุดอยู่แต่เพียงที่รูปแบบ ไม่ได้เข้าถึงเนื้อหา ทำให้คนคิดว่าการศึกษาคือใบปริญญา ขอให้มีรูปรับปริญญาติดไว้ที่ฝาบ้าน เวลาไปสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าระดับใดก็มักเอารูปที่ตนเองใส่เสื้อครุยไปหาเสียง

     คนจำนวนมากไปเรียนปริญญาเอกเพียงเพราะอยากได้ชื่อว่าเป็นด็อกเตอร์ มีคำว่า "ดร." นำหน้าก็เท่แล้ว ไม่ได้สนใจเล่าเรียนอะไรจริงจัง ไม่อ่านหนังสือ ไม่ขวนขวายหาความรู้ ไม่ได้คิดอะไรใหม่ๆ วิทยานิพนธ์ปริญญาโทปริญญาเอกคิดชื่ออะไรไม่ออกก็จึงมักเริ่มต้นด้วยคำว่า "รูปแบบ" และส่วนใหญ่ก็ได้แต่รูปแบบ ไม่มีเนื้อหาสาระจริงๆ 

     ครูบาอาจารย์โรงเรียนประถมมัธยมไปประชุมสัมมนา หรือร่วมงานต่างๆ ขณะที่คนอื่นเขาแต่งตัวกันสุภาพธรรมดา คุณครูมักผูกไทด์ใส่สูท เหงื่อแตกท่วมตัวไม่เป็นไรขอให้ได้แต่งตัวโก้ๆ ไปออกงาน บางคนไปตีกอล์ฟกินไวน์ รายได้ต่ำรสนิยมสูง

     การศึกษาในมหาวิทยาลัยก็คล้ายกัน ได้แต่รูปแบบมากมาย ไม่ได้เนื้อหาสาระของการเรียนรู้ ต้องการให้คนคิดแบบเดียวกัน ทำแบบเดียวกัน แต่งตัวแบบเดียวกัน รับความคิดเห็นต่างไม่ค่อยได้ จึงได้แต่ท่องหนังสือ เรียนหนังสือ ไม่ได้รู้วิชาที่เอามาแก้ปัญหาพัฒนาตนเอง พัฒนาสังคม

วินัยชีวิต

Wednesday, 25 September 2013 08:11 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 25 กันยายน 2556

การยึดติดรูปแบบ ละเลยเนื้อหาและกระบวนการ ทำให้ผู้คนคิดอะไรแบบผิวเผิน ลดทอนเรื่องที่ซับซ้อนลงมาเหลือเพียงเรื่องเดียวสองเรื่อง คิดว่าประชาธิปไตยหมายถึงการไปเลือกตั้ง คิดว่าการมีวินัย คือให้เด็กนักเรียนตัดผมเกรียน ให้นักศึกษาแต่งเครื่องแบบ

ถ้ารูปแบบเหล่านั้นสร้างวินัยให้คนได้ก็คงจะดี แต่หลายสิบปีที่ให้ตัดผมเกรียนเด็กไทยก็ไม่เห็นมีวินัยดีเด่อะไร หลายโรงเรียนยังตีกันฆ่ากันเหมือนนักเลงอันธพาล ทั้งๆ ที่ตัดผมสั้นแต่งเครื่องแบบนักเรียน มหาวิทยาลัยเคร่งครัดในเครื่องแบบ แต่คุณภาพการศึกษาไทยและสำนึกเพื่อสังคมของนักศึกษาก็ไม่ได้ดูดีเหมือนเครื่องแบบที่สวมใส่

คนในเครื่องแบบต่างๆ ก็ยังโกงบ้านกินเมือง คนมีสีทำหน้าที่รักษากฎหมายก็ละเมิดกฏหมายเสียเอง แม้แต่เครื่องแบบผ้าเหลืองยังเป็นข่าวในสื่อต่างๆ อย่างเหลือเชื่อว่า คนที่ถือศีล 227 ข้อ จะไร้วินัยได้ปานนั้น

 

สยามรัฐรายวัน 18 กันยายน 2556

ปัญหายางพารามีความซับซ้อน แต่ถ้าศึกษาให้ดี มีข้อมูลรอบด้านก็จะเข้าใจว่า ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ถ้ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์ มียุทธศาสตร์ ชุมชนเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่รอแต่ให้รัฐช่วย ถึงจุดที่รอไม่ได้ ทนไม่ไหวก็ไปปิดถนน 

สิ่งที่ลุงประยงค์ รณรงค์แนะนำเรื่องการแก้ปัญหายางพาราวันนี้ สำหรับรัฐบาล คือ ๑) การจำกัดปริมาณการปลูกยางพารา ไม่ว่าจะด้วยวีธีการทำโซนนิ่งหรืออะไรก็แล้วแต่ การโค่นยางเก่า และเสนอทางเลือกอย่างอื่นให้เกษตรกร ๒) การพัฒนาคุณภาพยาง พันธุ์ยาง การพัฒนาดิน ปุ๋ยที่เหมาะสมกับพื้นที่ ๓) การแปรรูปยางเพื่อเพิ่มมูลค่า ๔) พัฒนาความร่วมมือจริงจังกับประเทศปลูกยางโดยเฉพาะเพื่อนบ้าน

ประเทศมาเลเซียลดพื้นที่ปลูกยางลง เน้นการแปรรูป การวิจัยและพัฒนา ทำให้มูลค่ายางพาราเพิ่มขึ้น มีพื้นที่ทำการเกษตรอย่างอื่นแทนยางพารา ไม่มีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำอย่างที่ไทยกำลังเผชิญ ประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็ไล่หลังในด้านปริมาณการผลิต ได้เปรียบไทยที่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ไม่มีพ่อค้าประเทศไหนจะเลือกซื้อของแพงอย่างยางไทยเป็นอันดับแรก 

สยามรัฐรายวัน 11 กันยายน 2556

ลุงประยงค์ รณรงค์ ได้รับรางวัลแมกไซไซในฐานะผู้นำชุมชนเมื่อปี 2547 เป็นผู้รอบรู้เรื่องยางพาราดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย รู้เพราะทำมากับมือ เรียนรู้ปัญหาและหาวิธีแก้ไขร่วมกับชุมชนมาตลอด ตั้งแต่ทำโรงงานยางชุมชนแห่งแรกเมื่อปี 2527 จนถึงการวิจัยและพัฒนาแผนแม่บทยางพาราไทยเมื่อปี 2540

     วันนี้มีคนไปขอสัมภาษณ์ ขอความเห็นเรื่องปัญหายางพารา ไม่ว่าสื่อมวลชน นักการเมือง ผู้นำชุมชน ลุงประยงค์บอกว่า ไม่ค่อยอยากพูดอะไรอีก นอกจากเหตุผลด้านสุขภาพที่อยู่ในระยะพักฟื้น ก็มีเหตุผลที่ว่าได้พูดไปมากแล้วในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีใครฟัง ไม่ว่ารัฐบาลหรือชุมชน

     ลุงประยงค์บอกว่า ในส่วนของรัฐบาลนั้นจำเป็นต้องกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน การจับมือกันของ 3 ประเทศอย่างไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไม่เพียงพอ ต้องจับมือกับประเทศที่กำลังเริ่มปลูกยางใหม่ๆ อย่างลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม ชวนมาเป็นสมาชิกก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นขู่แข่ง

สยามรัฐรายวัน 4 กันยายน 2556

เมื่อปี 2523 พลเอกหาญ ลีลานนท์ปิดเขาศูนย์ ที่ผู้คนหลายพันจากทั่วประเทศพากันไปขุดแร่ ซึ่งค้นพบและเริ่มขุดกันตั้งแต่ปี 2513 ร่ำรวยกันถ้วนหน้า เงินสะพัดตลาดทานพอ หรือตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช

     เมื่อเขาศูนย์ปิด ชาวบ้านก็ต้องกลับไปทำมาหากินตามความถนัดของแต่ละคน ส่วนใหญ่ปลูกยางพารา แต่ปัญหา คือ จะอยู่ได้อย่างไร เพราะยางพาราราคาไม่ดี ที่ไม่ดีอาจเป็นเพราะไปเปรียบเทียบกับรายได้จากการขุดแร่ ขายแร่  

     วิกฤติสร้างผู้นำชื่อประยงค์ รณรงค์ ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้มีตำแหน่งทางการอะไร ร่วมกับผู้นำชาวบ้านอีก 12 คนพบปะพูดคุยกันบ่อยๆ ว่าจะแก้ปัญหาราคายางตกต่ำได้อย่างไร พบว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่ราคาที่พ่อค้าจะให้ยางแผ่นชาวบ้านเป็นเกรด 3 เกรด 4 แต่ให้ของรัฐและเอกชนเกรด 1 เกรด 2  

     เหตุผลที่พ่อค้ารับซื้อยางทำเช่นนั้น ก็เพราะยางแผ่นของชาวบ้านคุณภาพต่ำ ประเภท "ทำมือ" คือ กรีดเอง รีดเอง ผลผลิตจึงออกมาไม่สม่ำเสมอ ขณะที่ของรัฐและของเอกชนมาจากโรงงาน มีกระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักร มีโรงอบ ไม่ใช่เอาไปตากแดดแขวนราวไม้ไผ่ไว้ยังกับผ้าอ้อมหน้าบ้าน

 

สยามรัฐรายวัน 29 สิงหาคม 2556

เป็นการณรงค์ของกรีนพีซ เริ่มต้นเมื่อปี 2011 ด้วยการเปิดเผยงานวิจัยสารเคมีตกค้างในเสื้อผ้า 20 ยี่ห้อดังอย่าง Zara, Calvin Klein, Benetton, Giorgio Armani, the Gap และอีก 15 แบรนด์ดังระดับโลก พบว่ามีสารเคมีตกค้างจากการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตในประเทศจีน เม็กซิโก และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ

สารเคมีเหล่านี้มีผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมในที่ที่มีการผลิต และที่บ้านที่เมืองที่ผู้คนอาศัยอยู่เมื่อทำการซักเสื้อผ้าและปล่อยน้ำที่ใช้แล้วลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ นอกนั้น ยังมีสารบางชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็งที่ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้าและผลิตเสื้อผ้า เช่น กางเกงในสตรียี่ห้อ Victoria Secret ซึ่งหากสารพวกนี้อยู่ในเครื่องเล่นเด็กก็จะถูกแบนในยุโรป

สารเคมีที่เป็นอันตรายในกลุ่ม NPE ย่อยสลายยาก สะสมระยะยาว เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ อีกส่วนหนึ่งมาจากสารฟอกย้อม (toxic amines) ที่น่าเป็นห่วง คือ เสื้อผ้ายี่ห้อดังที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คือ Zara

งานวิจัยบอกว่ามีสารเคมีตกค้างทั้งสองประเภท กรีนพีช รณรงค์ใช้ชื่อโครงการรณรงค์นี้ว่า ZDHC (Zero Discharge of Hazardous Chemicals ลดสารเคมีอันตรายให้เหลือศูนย์) และเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ ที่ผลิตเสื้อผ้าแก้ปัญหานี้ ลดเลิกการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายเหล่านี้

 

คำ(แนะ)นำ

          การลดน้ำหนักต้องอาศัย 2 อย่างเป็นสำคัญ คือ

ก.      ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะลดให้ได้อย่างจริงจัง เพราะเหตุผลของสุขภาพ ความสวยงาม ความเชื่อมั่นในตัวเอง ชีวิตที่สมดุล ลงตัว

ข.      แบบแผนการลดน้ำหนักอย่างมีหลักวิชา  ไม่ใช่คิดว่าถ้าอดอาหารแล้วน้ำหนักจะลด บางคนบอกว่าลดไม่ได้ เพราะอดข้าวแล้วนอนไม่หลับ  ไม่ลดน้ำหนักด้วยการกินยาผ่าตัด ด้วยอาหารเสริม หรืออะไรที่เขาโฆษณา ไม่จำเป็นต้องไปเข้าคอร์สราคาแพง  ลดน้ำหนักได้ผลจริงๆ มีเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ อาหารและการออกกำลังกาย จัดการให้ดี มีแบบมีแผน มีข้อมูล มีความรู้ ทำได้สำเร็จ มั่นคงยั่งยืนอย่างแน่นอน