phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

วันละ 2-3 คำ

Friday, 08 November 2013 09:24 Published in ปรับฐานคิด

เขียนเช้าวันที่8 พ.ย. 2556

วันละ 2-3 คำ 2-3 ความคิด

 คานงัด  (leverage)   

บิดาของความคิดเรื่องคานงัด คือ อาร์คีเมดิส นักปรัชญาชาวกรีกเมื่อสองพันกว่าปีก่อน เขาเป็นคนค้นคิดฟันเฟือง เครื่องทุ่นแรง แม่แรง อะไรที่เล็กๆ แต่เมื่อพบจุดลงตัวก็มีพลังมากจนสามารถงัดอะไรใหญ่โตได้อย่างไม่น่าเชื่อ  อาร์คีเมดิสบอกว่า “หาจุดยืนให้ผมสิ ผมจะงัดโลกให้ดู” (สมัยนั้นคนยังเชื่อว่าโลกแบน จุดยืนที่ว่าเป็นจุดนอกโลก)  วันนี้เราใช้แม่แรงเล็กๆ เพื่อยกรถคันใหญ่ๆ เพื่อเปลี่ยนล้อเปลี่ยนยาง

 

สังคมกำลังพบจุดลงตัวเพื่อเปลี่ยนแปลงแบบ “ยกเครื่อง” ปฏิรูปหรือไม่อย่างไรก็ต้องดูว่าสถานการณ์จะดำเนินต่อไปทางไหน  ที่แน่ๆ กำลังเกิดการงัดสังคมที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแล้ว

 

ปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ (nuclear chain reaction)

 อะตอม คือ อนุภาคเล็กๆ ที่มีพลังงานปริมาณมากที่ยึดส่วนต่างๆ ของอะตอมเข้าด้วยกันที่เรียกว่า “พลังงานนิวเคลียร์” พลังงานนี้ถูกปลดปล่อยออกมาได้ 2 วิธี ทำให้อะตอมแตก หรือทำให้อะตอมสองตัวหลอมรวมเข้าด้วยกัน  เมื่ออะตอมแตกก็จะปล่อยพลังงานออกมาในรูปของพลังงานความร้อน อะตอมแตกตัวนิวตรอนออกมาสองตัวขึ้นไป ซึ่งจะไปชนกับอะตอมตัวอื่นๆ ซึ่งก็จะเกิดการแตกตัวเหมือนกัน เกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ซึ่งเกิดเป็นล้านล้านครั้งต่อวินาทีจึงจะก่อให้เกิดความร้อนพอที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 

มีธาตุตามธรรมชาติไม่กี่ชนิดที่นำมาใช้สร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ได้ เช่น ยูเรเนี่ยม 235 ที่ใช้กันแพร่หลายในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์

 

เขียนค่ำวันที่่ 7 พ.ย. 2556

@ รัฐบาลหมดความชอบธรรม สภาฯ สส. หมดความชอบธรรม พรบ.นิรโทษกรรมถูกประชาชนตีตกไป ทั้งโพลและพลังประชาชนทุกสาขาอาชีพที่ออกมาทั่วประเทศไม่รับ พรบ.นี้ ซึ่งเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ไม่อาจทนต่อการคอร์รัปชั่นอำนาจ การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย การคอร์รัปชั่นงบประมาณ การออกกฎหมายที่ทำลายนิติรัฐ นิติธรรม โดยลุแก่อำนาจ คิดว่ามีมือมากพอที่จะผ่านกฎหมายอะไรก็ได้  เป็นการดูถูกประชาชน คิดว่าเป็นคนโง่ คิดว่าไม่มีทางรวมตัวกันต่อต้านได้  ประเมินแล้ว “แค่หมื่นเดียว”

 

@14 ตุลา 2516 พลังประชาชนได้ออกมาเต็มถนนเพื่อต่อต้านเผด็จการทหาร  40 ปีต่อมา เป็นปรากฏการณ์คล้ายกัน แต่คราวนี้ประชาชนออกมาเพื่อต่อต้านเผด็จการรัฐสภา เผด็จการที่รวมพลังระหว่างอำนาจทุนและอำนาจรัฐ  โดยภาคธุรกิจ ทุนนิยม ที่เข้ามามีอำนาจในการบริหารจัดการประเทศ  ปรากฏการณ์ครั้งนี้จะเรียก Thai Spring หรืออย่างไรก็คงไม่ผิด เพราะสื่อสังคมได้เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน กลายเป็น “ทุนทางสังคม” ใหม่ที่ร้อยรัดจิตใจของคนไทยเข้าด้วยกัน ด้วยข้อมูล ข่าวสาร อารมณ์ ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว

 

สยามรัฐรายวัน 6 พฤศจิกายน 2556

ญี่ปุ่นบุกไทยในปี 2484 ไทยประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามเดือนสิงหาคม 2488 รัฐบาลไทยบอกกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า ได้ถูกบังคับให้ประกาศสงครามกับพันธมิตร ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญและเจตนารมณ์ของปวงชนชาวไทย

     รัฐบาลไทยให้เหตุผลว่า ระหว่างที่ญี่ปุ่นเข้าครอบครองนั้น มีความพยายามที่จะปลดปล่อยประเทศไทยโดยการจัดตั้งขบวนการเสรีไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในประเทศมีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำ ที่สหรัฐอเมริกามี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นอกนั้นมีที่อังกฤษด้วย โดยมีที่ประสานงานที่มหาวิทยาลัยแคมบริดช์

     ในส่วนกลางมีการจัดตั้งโรงเรียนฝึกนายทหารและรับนักเรียน นิสิตนักศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คนหนุ่มสาวเหล่านี้มาฝึกเป็นผู้บังคับบัญชากองกำลังใต้ดินเพื่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่น เป็นกองบัญชาการประสานงานส่งข่าวสารไปทั่วประเทศ

 

สยามรัฐรายวัน 30 ตุลาคม 2556

ในนามของการพัฒนา เราได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า ไปมากมาย ทำลายไปเพราะความโลภ ความไม่รู้ ไม่เข้าใจในคุณค่า ไม่สามารถดำเนินการแบบยั่งยืน คิดแต่เพียงขายให้ได้เงิน ไม้โตเร็วขนาดไหนก็ไม่ทัน ดินดีเพียงใดก็ตายไปเกือบหมดเพราะสารเคมี ยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง ฆ่าจุลินทรีย์ ฆ่าแม่ธรณีที่ให้อาหาร ให้ชีวิตแก่ผู้คน

ขณะที่ประเทศที่คนเขามีความรู้ เขาเปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่า เป็นสวน เป็นไร่นาที่อยู่อาศัย จ้างคนไทยไปทำงานให้ ผลิตอาหารส่งออก ประเทศที่ผู้คนไม่มีความรู้เปลี่ยนป่าให้เป็นทะเลทราย ทำให้ความอุดมสมบูรณ์กลายเป็นความยากจน ทำให้ภูมิปัญญาของปู่ย่าตายายกลายเป็นความอับจนของลูกหลาน

ความสูญเสียที่สำคัญวันนี้ คือ ทุนทางสังคมที่กำลังถูกทำลายไปจนเกือบหมดสิ้น ทุนทางสังคมที่หมายถึงความไว้วางใจกัน คือระบบคุณค่าและจารีตประเพณีที่ร้อยรัดผู้คนให้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว เป็นพี่น้อง เป็นชุมชน เป็นสังคมที่มีความสมัครสมานสามัคคี ช่วยเหลื่อเกื้อกูลกัน

โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน เราไม่สามารถอยู่แบบสังคมเกษตรโบราณ ซึ่งระบบคุณค่าเดิมๆ เป็นทุนทางสังคมที่สำคัญ แต่เราก็ไม่สามารถปรับตัว ปรับวิถีให้เหมาะสมกับสังคมอุตสาหกรรมที่เอาเงินเป็นหลัก และสังคมหลังอุตสาหกรรมที่เอาความรู้เป็นหลัก แทนที่จะสืบทอดคุณค่าต่างๆ ด้วยรูปแบบใหม่ สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ผู้คนอยู่อย่างแปลกแยก

สยามรัฐรายวัน 23 ตุลาคม 2556

มีการใช้คำว่า ธนาคาร ในเชิงสัญลักษณ์และเปรียบเทียบมานานแล้ว ธนาคารข้าว ธนาคารควาย ธนาคารต้นไม้ ธนาคารเลือด ล่าสุดที่แพร่หลายติดตลาดก็มี ธนาคารความดี ที่หลายชุมชน หลายโรงเรียนพยายามส่งเสริมให้เกิด ขบวนการส่งเสริมให้คนจิตใจดี มีเมตตาต่อกัน (World Kindness Movement)เกิดขึ้นหลายปี จนมีการจัดอันดับประเทศที่คนทำความดี มีเมตตา (World Giving Index) ปีหลังๆ นี้ อัตราการทำความดีลดลง พากันโทษเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้คนต้องหันมาช่วยตนเองมากกว่าที่จะแบ่งปันหรือช่วยเหลือผู้อื่น

 มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องขบวนการดังกล่าวนี้มากพอสมควร แม้จะไม่มีใครไม่เห็นด้วยกับการทำความดี แต่การที่คนอเมริกันซื้อกาแฟไปฝากคนข้างถนน ไปกอดคนแปลกหน้า ไปเก็บขยะที่ตกเรี่ยราด และอื่นๆ ทำให้โลกดีขึ้น สังคมดีขึ้นจริงหรือ ถูกกาละเทศะในสถานการณ์วันนี้หรือไม่ 

หรือกลายเป็นความรักตัวเอง หลงตัวเองอีกแบบหนึ่ง ทำเพื่อให้ตัวเองสบายใจ หรือร้ายไปกว่านั้นก็ทำเพื่อจะได้สะสมไว้ เอาไป ซื้อของ ไปแลกของอย่างที่ทำกันในบ้านเราหลายชุมชน หลายโรงเรียน ความดีกลายเป็นอะไรที่ใช้ไปซื้อของได้

สยามรัฐรายวัน 16 ตุลาคม 2556

เทศกาลกินเจเป็นโอกาสดีที่หลายคนได้พักการกินเนื้อสัตว์ พักทั้งกายและใจ ได้หยุดคิดใคร่ครวญเรื่องความเป็นจริงของชีวิต ได้ “ปลง อโหสิ แผ่” อย่างที่พระท่านสอน  ไม่ยึดมั่นถือมั่น (แม้แต่เรื่องกินผักกินเนื้อ) ให้อภัยไม่ถือโทษโกรธข้ามวันข้ามคืน และแผ่เมตตาให้คน สัตว์ สังคม และสรรพสิ่ง

          เขียนเรื่องผักวันนี้ไม่ใช่เพราะเป็น “คนกินผัก” อย่างเดียว แต่กินเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่พยายามเลือกกิน กินด้วยความใส่ใจ เพราะเชื่อว่า สุขภาพคนเราส่วนใหญ่มาจากการกิน ที่ฝรั่งบอกว่า You are what you eat คงไม่ผิด

          คนไทยเราโชคดีนักที่มีผักเป็นร้อยเป็นพันชนิด มีให้กินสดๆ ทั้งปี โดยเฉพาะผักพื้นบ้านที่ขึ้นตามธรรมชาติ ตามฤดูกาล ตามรั้ว หัวไร่ปลายนา ขึ้นเองบ้าง ปลูกเองบ้าง ผักเหล่านี้มักไม่มีโรค และไม่มีสารเคมี เพราะไม่ได้ปลูกแบบเอาเป็นเอาตาย ไม่ได้ปลูกเพื่อขาย

ส่วนใหญ่ปลูกไว้กิน เหลือกินก็เอาไปขาย หรือรวมกันขาย อย่างแถวๆ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ชาวบ้านเอาผักที่เก็บจากรั้วจากสวน ที่ปลูกไว้กิน แต่กินไม่หมดก็เอามารวมกัน จัดแบ่งเป็นมัดเป็นกำเล็กๆ วันหนึ่งรวบรวมผัก อีกวันหนึ่งเอาไปขายที่ตลาดบุรีรัมย์ 2,000-3,000 มัด ขายมัดละ 1 บาทเท่านั้น

คนหายไปไหน

Wednesday, 09 October 2013 21:19 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 9 ตุลาคม 2556

เจ้าชายน้อยเดินทางมาจากดวงดาว ผ่านดาวมากมายหลายดวง แต่ละดวงมีคนประเภทต่างๆ เมื่อมาถึงโลกก็ตื่นเต้นคิดว่าจะได้พบคนเป็นจำนวนมาก แต่ผิดหวัง เพราะเห็นแค่ 6-7 คนเท่านั้น จึงถามดอกไม้ว่า คนหายไปไหนหมด ดอกไม้ตอบว่า “คนไม่มีรากเหง้า ลมพัดมาแรงๆ หายไปในทะเลทรายหมดเลย”

          เจ้าชายน้อย (The Little Prince) เป็นหนังสือนวนิยายเชิงปรัชญาของนักเขียนชาวฝรั่งเศส แปลเป็นไทยมาหลายสิบปี เป็นหนังสือที่อ่านได้ทุกเพศทุกวัย อ่านทีไรก็ได้ความคิด สะกิดคนวันนี้ที่ส่วนหนึ่งก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนในยุคก่อนสมัยใดอะไรนัก

คนในแต่ละยุคสมัยถูกครอบงำโดยกระแสหลัก ทำให้คนไม่ให้เป็นตัวของตัวเอง ทำอะไรไปตามกระแส คิดเองไม่ได้ ตัดสินใจเองไม่ได้ เลือกเองไม่ได้ ต้องให้กระแสเป็นผู้กำหนด อย่างที่สะท้อนใน Network หนังฮอลลิวู้ดเมื่อ 40 ปีก่อนว่า “ท่านผู้ชมทั้งหลาย พวกท่านคิดเหมือนทีวี ทำเหมือนทีวี กินอย่างที่ทีวีสั่ง ซื้ออะไร สวมไส่อะไรอย่างที่เห็นในทีวี”

          อย่างไรก็ดี ทุกยุคทุกสมัย ผู้คนต่างก็โหยหาความหมาย แสวงหาความเป็นตัวของตัวเอง และมีคนจำนวนหนึ่งแม้จะมีไม่มาก อาจเหลือแค่ “6-7 คน” อย่างในหนังสือเจ้าชายน้อย ที่เป็นตัวแทนของสังคม แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ได้แสดงออก

สยามรัฐรายวัน 2 ตุลาคม 2556

ความสับสนทำให้คนยึดถือรูปแบบแทนเนื้อหา เหมาเอาว่ารูปแบบคือเนื้อหาทั้งหมด เลยหยุดอยู่แต่เพียงที่รูปแบบ ไม่ได้เข้าถึงเนื้อหา ทำให้คนคิดว่าการศึกษาคือใบปริญญา ขอให้มีรูปรับปริญญาติดไว้ที่ฝาบ้าน เวลาไปสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าระดับใดก็มักเอารูปที่ตนเองใส่เสื้อครุยไปหาเสียง

     คนจำนวนมากไปเรียนปริญญาเอกเพียงเพราะอยากได้ชื่อว่าเป็นด็อกเตอร์ มีคำว่า "ดร." นำหน้าก็เท่แล้ว ไม่ได้สนใจเล่าเรียนอะไรจริงจัง ไม่อ่านหนังสือ ไม่ขวนขวายหาความรู้ ไม่ได้คิดอะไรใหม่ๆ วิทยานิพนธ์ปริญญาโทปริญญาเอกคิดชื่ออะไรไม่ออกก็จึงมักเริ่มต้นด้วยคำว่า "รูปแบบ" และส่วนใหญ่ก็ได้แต่รูปแบบ ไม่มีเนื้อหาสาระจริงๆ 

     ครูบาอาจารย์โรงเรียนประถมมัธยมไปประชุมสัมมนา หรือร่วมงานต่างๆ ขณะที่คนอื่นเขาแต่งตัวกันสุภาพธรรมดา คุณครูมักผูกไทด์ใส่สูท เหงื่อแตกท่วมตัวไม่เป็นไรขอให้ได้แต่งตัวโก้ๆ ไปออกงาน บางคนไปตีกอล์ฟกินไวน์ รายได้ต่ำรสนิยมสูง

     การศึกษาในมหาวิทยาลัยก็คล้ายกัน ได้แต่รูปแบบมากมาย ไม่ได้เนื้อหาสาระของการเรียนรู้ ต้องการให้คนคิดแบบเดียวกัน ทำแบบเดียวกัน แต่งตัวแบบเดียวกัน รับความคิดเห็นต่างไม่ค่อยได้ จึงได้แต่ท่องหนังสือ เรียนหนังสือ ไม่ได้รู้วิชาที่เอามาแก้ปัญหาพัฒนาตนเอง พัฒนาสังคม

วินัยชีวิต

Wednesday, 25 September 2013 08:11 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 25 กันยายน 2556

การยึดติดรูปแบบ ละเลยเนื้อหาและกระบวนการ ทำให้ผู้คนคิดอะไรแบบผิวเผิน ลดทอนเรื่องที่ซับซ้อนลงมาเหลือเพียงเรื่องเดียวสองเรื่อง คิดว่าประชาธิปไตยหมายถึงการไปเลือกตั้ง คิดว่าการมีวินัย คือให้เด็กนักเรียนตัดผมเกรียน ให้นักศึกษาแต่งเครื่องแบบ

ถ้ารูปแบบเหล่านั้นสร้างวินัยให้คนได้ก็คงจะดี แต่หลายสิบปีที่ให้ตัดผมเกรียนเด็กไทยก็ไม่เห็นมีวินัยดีเด่อะไร หลายโรงเรียนยังตีกันฆ่ากันเหมือนนักเลงอันธพาล ทั้งๆ ที่ตัดผมสั้นแต่งเครื่องแบบนักเรียน มหาวิทยาลัยเคร่งครัดในเครื่องแบบ แต่คุณภาพการศึกษาไทยและสำนึกเพื่อสังคมของนักศึกษาก็ไม่ได้ดูดีเหมือนเครื่องแบบที่สวมใส่

คนในเครื่องแบบต่างๆ ก็ยังโกงบ้านกินเมือง คนมีสีทำหน้าที่รักษากฎหมายก็ละเมิดกฏหมายเสียเอง แม้แต่เครื่องแบบผ้าเหลืองยังเป็นข่าวในสื่อต่างๆ อย่างเหลือเชื่อว่า คนที่ถือศีล 227 ข้อ จะไร้วินัยได้ปานนั้น

 

สยามรัฐรายวัน 18 กันยายน 2556

ปัญหายางพารามีความซับซ้อน แต่ถ้าศึกษาให้ดี มีข้อมูลรอบด้านก็จะเข้าใจว่า ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ถ้ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์ มียุทธศาสตร์ ชุมชนเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่รอแต่ให้รัฐช่วย ถึงจุดที่รอไม่ได้ ทนไม่ไหวก็ไปปิดถนน 

สิ่งที่ลุงประยงค์ รณรงค์แนะนำเรื่องการแก้ปัญหายางพาราวันนี้ สำหรับรัฐบาล คือ ๑) การจำกัดปริมาณการปลูกยางพารา ไม่ว่าจะด้วยวีธีการทำโซนนิ่งหรืออะไรก็แล้วแต่ การโค่นยางเก่า และเสนอทางเลือกอย่างอื่นให้เกษตรกร ๒) การพัฒนาคุณภาพยาง พันธุ์ยาง การพัฒนาดิน ปุ๋ยที่เหมาะสมกับพื้นที่ ๓) การแปรรูปยางเพื่อเพิ่มมูลค่า ๔) พัฒนาความร่วมมือจริงจังกับประเทศปลูกยางโดยเฉพาะเพื่อนบ้าน

ประเทศมาเลเซียลดพื้นที่ปลูกยางลง เน้นการแปรรูป การวิจัยและพัฒนา ทำให้มูลค่ายางพาราเพิ่มขึ้น มีพื้นที่ทำการเกษตรอย่างอื่นแทนยางพารา ไม่มีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำอย่างที่ไทยกำลังเผชิญ ประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็ไล่หลังในด้านปริมาณการผลิต ได้เปรียบไทยที่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ไม่มีพ่อค้าประเทศไหนจะเลือกซื้อของแพงอย่างยางไทยเป็นอันดับแรก