phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 17 เมษายน 2556

สงกรานต์ปีนี้มีคนไปเที่ยวตลาดน้ำ ตลาดเก่าแก่โบราณกันมาก ไม่ว่าตลาดน้ำอัมพวา สามชุก เชียงคานและอีกหลายแห่งที่เกิดขึ้นมามากมาย ไม่ใช่ทุกแห่งที่เกิดแล้วโต ตายไปก็มาก ไม่โตก็มี
 
     ใครที่รู้ประวัติของตลาดน้ำสามแห่งที่กล่าวถึงตอนต้นก็จะเข้าใจว่า ทำไมทั้งสามแห่งถึงโด่งดังและเติบโตจนแทบไม่มีที่เดินในวันหยุดเทศกาล
 
     ทั้งสามแห่งมีประวัติศาสตร์ มีความเป็นมา มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม สืบทอดและฟื้นฟูวิญญาณของท้องถิ่นนั้นๆ ให้กลับมีชีวิต มีเสน่ห์ มีคุณค่า เพราะเรียบง่าย ไม่เสแสร้าง ไม่ตบแต่งจนเกินจริง ขนมก็ดี อาหารก็ดี ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่นำมาแสดงมาขาย ส่วนใหญ่ก็มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น
 
     มีตลาดน้ำอีกหลายแห่งที่อยู่ได้ไม่นานก็ล้มหายตายจาก คนไปเที่ยวครั้งเดียวก็เข็ด แล้วยังบอกต่อๆ ไปว่า อย่าไปให้เสียเวลา เพราะไม่เห็นมีอะไรเลย มีแต่ที่ไปถ่ายรูปบ้าง ไปซื้อของแบบตามตลาดนัดตลาดคลองถมบ้าง อาหารการกินก็หาซื้อหากินที่ไหนก็ได้ แถมแพงอีกต่างหาก ยังเก็บค่าจอดรถอีก ค่าห้องน้ำอีก

 

ผมเคยขึ้นเวทีกับอภิเดช ศิษย์หิรัญ ไม่ใช่ขึ้นไปชกมวย แต่สัมภาษณ์เขาเรื่องมวยไทย เมื่อค่ำวันที่ 15 มิถุนายน 2555 ที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนหรือมหาวิทยาลัยชีวิต สมุทรสงคราม เขาไปถึงสถาบันตั้งแต่บ่ายเพื่อรอรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสามบรมราชกุมารี ซึ่งเสด็จเปิดสถาบันอย่างเป็นทางการ
 
     ตอนแรกคิดจะให้เขาลองแสดงพลังเตะให้อาจารย์ นักศึกษาและผู้คนที่ไปร่วมงานหลายพันคนได้ชม และได้ยืมอุปกรณ์จากมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงมาให้แล้ว รวมทั้งได้เชิญครูมวยคนดัง อาจารย์โพธิสวัสดิ์ แสงสว่าง มาร่วมเป็นคู่ซ้อม แต่คุณอภิเดชขอตัว เข้าใจว่าคงไม่สบายหรือไม่อยู่ในสภาพของจอมเตะบางนกแขวกผู้โด่งดังเมื่อครั้งกระโน้น
 
     บ้านเกิดของคุณอภิเดชอยู่ที่บางนกแขวก ใกล้ๆ กับสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน แม้ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว แต่ก็แวะเวียนไปบ้านอยู่บ่อยครั้ง ไปร่วมงานและไปช่วยแนะนำเรื่องการสอนมวยไทยให้โรงเรียนบ้าง 
 
     ที่วัดเจริญ ติดกับบ้านของคุณอภิเดช มีห้องที่เรียกว่าพิพิธภัณฑ์ก็คงไม่ผิด ที่เก็บเรื่องราวและอุปกรณ์ต่างๆ ของคุณอภิเดชมาแสดงให้ผู้คนได้รำลึกถึงนักมวยไทยผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ที่ได้กลายเป็นตำนานและทำให้บางนกแขวก ตำบลเล็กๆ ของจังหวัดเล็กๆอย่างสมุทรสงครามเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว

สยามรัฐรายวัน 3 เมษายน 2556

เมื่อหลายปีก่อนมีเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจากเมืองโออิตะมาเมืองไทย นักข่าวถามเขาว่า ในฐานะที่โออิตะเป็นต้นแบบของโอทอป โอทอปของโออิตะกับของไทยต่างกันอย่างไร เขาตอบว่า ที่ญี่ปุ่น เขาใช้เวลา 20 ปีพัฒนาคน ผลิตภัณฑ์และการจัดการ แต่ของเรา ใช้เวลาเพียง 3 ปี พัฒนาผลิตภัณฑ์

          เขาคงไม่ได้ชมไทยแน่ แต่อยากวิจารณ์ว่า เราพัฒนาแต่ผลิตภัณฑ์แต่ไม่พัฒนาคน ไม่พัฒนาการจัดการ ไม่มีการเรียนรู้รอบด้าน แล้วจะมั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร

                คนไทยคงเถียงว่า วันนี้เรามีโอทอปมากมาย ดูดีสี่ดาวห้าดาวกันทั้งนั้น แต่ถ้าหากวิเคราะห์เจาะลึกลงไปในโอทอปเหล่านี้จะพบว่า ที่สุดแล้ว เราได้พัฒนาแต่เพียงผลิตภัณฑ์จริงๆ ไม่ได้พัฒนาคน ไม่ได้พัฒนาการจัดการเลยก็ว่าได้

                เพราะโอทอปทั้งหลายส่วนใหญ่ยังเข้าประเภทรวยกระจุก จนกระจายเหมือนเดิม คนที่เป็นเจ้าของไม่ใช่ชาวบ้านชุมชน แต่เป็นนายทุน ซึ่งมีทุน มีเทคโนโลยี มีเครือข่าย มีตลาด คนเหล่านี้ใช้ชาวบ้านเป็นคนผลิตตามที่ตนเองออกแบบและจัดหาทุนให้ วัตถุดิบให้ ตลาดให้ แถมให้ไปออกงานในนามวิสาหกิจชุมชนอีกต่างหาก

 

สยามรัฐรายวัน 27 มีนาคม 2556

วัฒนธรรมเป็นทุนอยู่แล้ว เพียงแต่ในยุคทุนนิยม คนคิดถึงทุนที่เป็นตัวเงิน เป็นอะไรที่กินได้ เราถึงได้พูดเรื่องการ “ขาย” วัฒนธรรมในการท่องเที่ยว การขายวัฒนธรรมในผลิตภัณฑ์โอทอป และอื่นๆ 
 
     ททท.ถึงได้ไปยุ่งกับบุญบั้งไฟ แห่เทียนพรรษา ผีตาโขน จนกลายเป็นเรื่องสนุกขบขันทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้เป็นของจริงจัง ไม่ใช่เรื่องหลอกเด็ก แต่การท่องเที่ยวไม่เคยถอดรหัสภูมิปัญญาเหล่านี้ เพื่อจะได้รู้ซึ้งถึงคุณค่าและความหมายต่อชีวิตของชาวบ้านและชุมชน
 
     ทุนทางวัฒนธรรมไม่ได้มีแต่เฉพาะประเพณีที่ปรากฏอย่างชัดเจน แต่รวมถึงวิถีชุมชน ระบบคุณค่าซึ่งแสดงออกในชีวิตประจำวันในลักษณะต่างๆ หรือบางอย่างไม่ได้แสดงออกตรงๆ แต่เป็นรากฐานของการดำเนินชีวิตของชุมชน เช่น ความเชื่อศรัทธาในศาสนา ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความเคารพต่อบรรพบุรุษ พ่อแม่ปู่ย่ายาตาย ความเป็นพี่เป็นน้องตามสายเลือด หรือเป็นคนบ้านเดียวกัน เผ่าพันธุ์เดียวกัน
 
     เคยมีรายงานว่า คนไทยทำบุญติดอันดับต้นๆ ของโลกถ้าเทียบกับรายได้ของประชากร ดูแค่วัดวาอาราม กฐิน ผ้าป่า และการทำบุญในโอกาสต่างๆทั้งปีก็น่าเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง 
 

สยามรัฐรายวัน  20 มีนาคม 2556

พระสันตะปาปาองค์ใหม่เป็นชาวอาร์เจนตินาชื่อพระคาร์ดินัลฮอร์เก มาริโอ แบร์โกลิโอ เป็นชาวละตินอเมริกาคนแรก ที่ได้รับเลือกเป็นประมุขสูงสุดของศาสนจักรโรมันคาทอลิกซึ่งมีอยู่กว่าพันล้านคนทั่วโลก ในประเทศไทยมีอยู่เพียงประมาณ 300,000 กว่าคน
 
     ศาสนจักรโรมันคาทอลิกมีแนวทางอนุรักษ์นิยม จึงเกิดปัญหาความขัดแย้งกับสังคมอย่างชัดเจนหลายเรื่อง เช่น การแต่งงานของคนเพศเดียวกัน การคุมกำเนิด การทำแท้ง บทบาทสตรีในศาสนจักร การแต่งงานของบาทหลวง
 
     แต่ที่เป็นปัญหาที่สร้างความเสื่อมเสียและความขัดแย้งอย่างรุนแรง คือ เรื่องการละเมิดทางเพศของบาทหลวงและผู้นำศาสนาระดับสูงกว่านี้บางคนต่อเด็ก เรื่องราวต่างๆ ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในระยะ 20 กว่าปีที่ผ่านมาอย่างครึกโครม โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย
 
     เมื่อเกิดเรื่องเหล่านี้ ศาสนจักรก็หาทางเยียวยาผู้ถูกละเมิด มีการชดเชยเป็นเงินกว่า 2,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 60,000 ล้านบาท ในสหรัฐฯแห่งเดียวมีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง จนกระทั่งบางมณฑลคาทอลิกยื่นขอล้มละลายจากศาลเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าสินไหม
 

 

โพลหรือโพย

Thursday, 14 March 2013 20:58 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 13 มีนาคม 2556

คำอธิบายหรือคำแก้ตัวความผิดพลาดของการทำโพลการเลือกผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา น่าจะสรุปบทเรียนเพราะโพลเหล่านี้เป็นของสถาบันอุดมศึกษา จะมาอ้างว่าถูกชาวบ้านหลอกบ้าง ทำผิดที่ผิดเวลาบ้าง ตามพรรคการเมืองไม่ทันบ้าง หรือคนให้คำตอบมั่ว แท้ที่จริงแล้ว น่าจะเป็นคนทำโพลที่มั่วมากกว่า
 
     สถาบันการศึกษาไม่เพียงแต่ควรยอมรับว่า ทำผิดพลาดเอง ทำไม่ถูกหลักวิชา แต่คนรับผิดชอบควรลาออก  แสดงความเป็นมืออาชีพที่แท้จริง ไม่เช่นนั้นคงห้ามไม่ได้ที่คนเขาจะสงสัยว่า คุณทำโพลแบบทำโพยเพื่อรับใช้การเมือง

     สถาบันอุดมศึกษาจำนวนมากทำโพล ทำการสำรวจความเห็น สำรวจสถานการณ์ ทำการวิจัยให้ภาคธุรกิจ เขาจ้างให้ทำเพื่อนำผลไปใช้ในธุรกิจของเขา อันนั้นพอเข้าใจ แต่ถ้าหากไปรับจ้างพรรคการเมือง หรือทำโพลเพื่อเอาใจพรรคการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางตรงทางอ้อม อันนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา

     นี่เป็นคำอธิบายว่า ทำไมใครๆ เขาข้องใจและเบื่อพวกทำโพล โทร.ไปถามความเห็นก็ด่ากลับ ขอถามตามถนนก็ไล่ให้ไปไกลๆ ไปกดกริ่งประตู่บ้านก็ไม่ออกมาพบ หรือตะโกนสวนเมื่อรู้ว่ามาทำโพล

 

สยามรัฐรายวัน 6 มีนาคม 2556

โลกเปลี่ยนไปแล้ว ยุคสมัยของการใช้สารเคมีในการเกษตรกำลังหมดไป ใครที่ยังคิดว่า สารเคมีมีอนาคตเป็นความหลงผิดหลงยุคอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี คนส่วนใหญ่ยังถูกครอบงำจากการโฆษณา เพราะผลประโยชน์มหาศาลจากสารเคมีที่ตกค้างในโกดังและที่กำลังเข้ามามีมากมายนัก จึงไม่เห็นมีนโยบายอะไรที่จริงจังจากภาครัฐและรัฐบาลที่ส่งเสริมการเลิกใช้สารเคมีและหันมาใช้อินทรีย์ชีวภาพ

      คนจำนวนมากจึงยังคงใช้สารเคมีกันต่อไปประหนึ่งว่าเป็นทางเดียวที่จะทำการเกษตรที่ได้ผลและคุ้มการลงทุน ยังเป็นเกษตรแบบเดิมๆ ที่ทำนาทำไร่ทำสวนโดยใช้ข้อมูลจากถุงปุ๋ย เลี้ยงสัตว์เลี้ยงปลาโดยใช้ข้อมูลจากถุงอาหารสำเร็จรูป

      เมื่อยังคิดเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม ก็คงเป็นหนี้เหมือนเดิมกันต่อไป เวียนว่ายอยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สินที่หาทางออกไม่ได้ เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บเพราะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ สารเคมีในเลือดที่สูงเกิน ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ไม่ได้ขวนขวายหาข้อมูลหาความรู้และหาทางเลือกที่ดึกว่า

      นวเกษตร คือ เกษตรแนวใหม่ ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดใหม่ เกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เอาเปรียบธรรมชาติ ไม่ข่มขืนขูดรีดเอาจากดิน น้ำ ป่า เหมือนที่ผ่านมา เป็นเกษตรที่ทำให้ธรรมชาติสมบูรณ์ขึ้น ไม่ใช่เลวลง ดินดีขึ้น น้ำสะอาดขึ้น ป่าเพิ่มขึ้น สิ่งแวดล้อมและอากาศบริสุทธิ์ขึ้น

 

ไฟดับก็ดี

Sunday, 03 March 2013 05:58 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 27 ก.พ. 2556

เรื่องพลังงานมีความซับซ้อนเพราะเกี่ยวข้องกับการเมืองและเรื่องผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเรื่องของคนมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้ ซึ่งก็คือคน 3 กลุ่มเดิมๆ นักการเมือง พ่อค้า ข้าราชการ
 
     อยู่ดีๆ ก็มีประเด็นเรื่องภาวะฉุกเฉินพลังงาน อ้างว่าพม่าจะปิดซ่อมแหล่งก๊าซ ทำเหมือนกับว่าไม่เคยมีระบบการป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ พอมีปัญหาก็ถอดสูทถอดเนคไท ประกาศให้ประหยัดไฟ
 
     แสดงว่าประเทศไทยไม่มียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง มีแต่แผนการใช้งบประมาณเป็นล้านล้านที่นักการเมืองใช้เวลาว่างคิดโครงการใหญ่ๆ ใช้เงินมากๆ อ้างว่าเพื่อการพัฒนาประเทศ คนจึงสงสัยว่าพออยากทำโครงการพลังงานที่ตนเองเป็นเจ้าของก็อ้างเรื่องภาวะฉุกเฉินหรือเปล่า
 
     ถ้ามียุทธศาสตร์ที่ต้องการพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชนจริงๆ ก็คงจะทำเรื่องรถไฟมากกว่าทำถนนมานานแล้ว จะได้ระบบรถรางขนส่งคน ขนส่งสินค้าราคาถูกไม่รู้กี่พันกี่หมื่นกิโลเมตร แทนที่จะตั้งงบประมาณสร้างถนนซ่อมถนนปีหนึ่งเป็นแสนล้าน
 
     สร้างถนนคนได้ประโยชน์มากที่สุด คือ นักการเมืองที่คิดโครงการและให้พวกพ้องรับสัมปทาน ข้าราชการ พ่อค้า เจ้าของรถทัวร์ บริษัทผลิตรถยนต์ ขายรถยนต์ ขายอะไหล่ ขายน้ำมัน ประชาชนซื้อรถ ซื้อน้ำมัน ซ่อมรถ ชาวบ้านยากจน คนเกี่ยวข้องกับถนนร่ำรวย
 

พระสันตะปาปา

Wednesday, 20 February 2013 21:01 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 20 กุมภาพันธ์ 2556

 ข่าวพระสันตะปาปา ประมุขศาสนจักรโรมันคาทอลิก “ลาออก” ช็อคโลกพอสมควร เพราะไม่เคยมีกรณีเช่นนี้มากว่า 700 ปีแล้ว  
 
     พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขของศาสนจักรโรมันคาทอลิกองค์ที่ 265 ต่อจากเซนต์ปิเตอร์ พระสันตะปาปาองค์แรก นับเป็นการสืบทอดสถาบันทางสังคมที่ยาวนานที่สุดที่รักษาอำนาจและสถานภาพดั้งเดิมไว้ ผ่านการเปลี่ยนแปลงสังคมโลกมานานถึง 2000 ปี

     โลกแปลกใจที่พระสันตะปาปาลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ เพราะดูภายนอกเหมือนว่าท่านยังน่าจะทำงานได้อีกสักระยะหนึ่ง เป็นบุคคลเข้มแข็งแบบเยอรมัน เป็นนักวิชาการ เคยเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในเยอรมนี

     ทรงได้รับการยอมรับในเรื่องความปราดเปรื่องทางความรู้ วิชาการ แต่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการบริหารและการสื่อสารกับสังคม รวมทั้งท่าทีที่แข็งกร้าวต่อปัญหาต่างๆ ที่ดูจะโหมกระหน่ำพร้อมกันมากมายหลายเรื่อง สั่งสมมานานและทวีความรุนแรง

     ปัญหาอย่างเรื่องสิทธิสตรีในการบวชเป็นบาทหลวง สิทธิของเพศที่สามในการเป็นบาทหลวง การแต่งงานกับเพศเดียวกัน การละเมิดทางเพศของบาทหลวงต่อเด็ก รวมทั้งประเด็นเก่าๆ อย่างการแต่งงานของบาทหลวง การคุมกำเนิด เป็นต้น

 

ขโมยวิชา

Wednesday, 13 February 2013 08:59 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 13 กุมภาพันธ์ 2556

เหตุเกิดที่เยอรมนี เมื่อสองปีที่แล้ว รัฐมนตรีกลาโหมในขณะนั้นลาออก เพราะถูกจับได้ว่า ได้ “ลอก” วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ถูกถอนปริญญาจากมหาวิทยาลัยบายรอยท์ และลาออกจากการเป็น ส.ส. อีกด้วย ต่อมามี ส.ส. อีกสองคนถูกถอนปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยไฮเดนเบอร์ก และมหาวิทยาลัยบอนน์
 
     และเมื่อไม่กี่วันมานี้ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการอายุ 57 ปีก็ลาออกจากตำแหน่ง เพราะถูกถอนปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยดึสเซนดอร์ฟ ที่บอกว่า เธอได้ลอกวิทยานิพนธ์คนอื่นเมื่อ 32 ปีที่แล้ว เธอบอกว่า ลาออกเพื่อจะไปฟ้องมหาวิทยาลัยและปกป้องตนเองว่าไม่ได้โกง
 
     นอกจากที่เยอรมนี ยังมีการจับโกงวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในโรเมเนีย มีทั้งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ นอกนั้น ยังมีรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของรัสเซีย โดยคนนี้และนายกรัฐมนตรีของโรเมเนียปฏิเสธข้อกล่าวหาและไม่ลาออก
 
     นับเป็นเรื่องราวใหญ่โตในยุโรปที่ภูมิใจนักว่ามีคุณภาพมาตรฐานในด้านความโปร่งใส และความเป็นมืออาชีพ และเกิดการถกเถียงและเกิดขบวนการ “จับผิด” การโกงในแวดวงวิชาการขึ้นมา และคนที่เป็นเป้าหมายของการตรวจสอบครั้งใหญ่ก็ไม่พ้นบรรดานักการเมืองที่มักทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยไม่สนใจว่าจะได้มาด้วยวิธีใด ได้ปริญญาเอกแบบลอกเขามาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก