phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 8 สิงหาคม 2561

เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ตอนที่ทำงานกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ภาคเหนือ ได้เล่าให้ “กลุ่มเพื่อนชีวิตใหม่” เรื่องหนังที่ดูแล้วประทับใจ คือ เรื่อง My Life ชีวิตของข้าพเจ้า นำแสดงโดยไมเกิล คีตันกับนิโคล คิดมัน

          พระเอกป่วยเป็นมะเร็ง หมอบอกว่าอยู่ได้ไม่เกินปี พอดีภรรยากำลังตั้งครรภ์ แกเลยอยากบันทึกวิดิโอเรื่องชีวิตตัวเองเล่าให้ลูกฟังเมื่อโต ก็เลยไปสืบค้นประวัติของตนเองตั้งแต่เกิด อยู่ที่ไหน ทำอะไร

          เขาได้พบว่า ตนเองโกรธพ่อแม่ตั้งแต่วัยเด็กมาจนถึงวันนี้เพราะพ่อแม่ไม่ได้เอาละครสัตว์มาที่บ้านตามสัญญา ทำให้เขาขายหน้าเพื่อนๆ ที่เขาชวนมาดูละครสัตว์ฉลองวันเกิด

เขาเคยไปหาหมอจีนที่บอกว่า มะเร็งต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือความโกรธเกลียดที่ฝังใจ เลยพาลโกรธหมอจีนไปด้วย บอกมาว่ามาหาหมอ ไม่ได้มาหาพระ

เขากลับไปค้นหาตัวเอง “จนพบ” โทร.ไปขอโทษพ่อแม่และขอให้ท่านมาเยี่ยมเขา ก่อนหน้านั้นเขาขอร้องว่าไม่ต้องมา เป็นฉากที่เรียกน้ำตาคนดูได้ไม่น้อยเมื่อพ่อแม่มาเยี่ยมลูกที่ป่วยหนักแล้ว สวมกอดลูก แล้วพานั่งรถเข็นไปที่หลังบ้าน ที่นั่นมีละครสัตว์ ที่พ่อแม่ได้จัดไว้ให้ลูกตามสัญญา มาสายดีกว่าไม่มาเลย

ผมถามผู้ติดเชื้อสมาชิกเพื่อนชีวิตใหม่ว่ามีใครบันทึกชีวิตตัวเองบ้าง มี “อานนท์” คนเดียว ผมพูดทีเล่นทีจริงว่า ขออ่านได้ไหม เขาบอกว่าได้ครับ เอาบันทึกที่เขียนไว้ปึกใหญ่มาให้ทันที ผมอ่านด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกและประทับใจ เสนอเขาว่า จะเขียนให้ใหม่เอาไหม เขาบอกยินดี

ผมเขียนใหม่ได้ 6 หน้าจากที่เขาเขียนมากว่า 30 หน้า เขาอ่านแล้วร้องไห้ พร้อมกับเวียนให้เพื่อนอ่านด้วย แล้วเกือบทุกคนก็บอกว่า อยากเขียน

นั่นคือที่มา “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” ที่ผมได้ปรับปรุงมากบ้างน้อยบ้าง แล้วส่งไปลงมติชนสุดสัปดาห์เมื่อปี 2537 แล้วได้รวมเล่มเป็นหนังสือชื่อเดียวกัน โดยหน่วยงานที่ผมทำงานอยู่ได้จัดพิมพ์ให้ทั้งหมด แล้วจำหน่ายเพื่อระดมทุนเป็นกองทุนยาให้ผู้ติดเชื้อ ได้เงินกว่า 500,000 บาท

นอกจากเรื่องราวของผู้ติดเชื้อ ผมได้เขียนบทความสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ที่ทำงานกับผู้ติดเชื้ออีกหลายบทตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ต่อจากเรื่องราวชีวิตของพวกเขา ที่บรรณาธิการมติชนบอกว่า มีลักษณะคล้ายกับเรื่อง “หลายชีวิต” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

หนังสือเล่มนี้ได้รับการยอมรับจากวงการสาธารณสุขว่า มีส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อที่ได้รับตราบาปมาตลอด ทำให้ผู้คนได้รับรู้ความรู้สึกในส่วนลึกของจิตวิญญาณ และความทุกข์ทรมานของคนที่ถูกรังเกียจและถูกทอดทิ้งให้อยู่ในมุมมืดของชีวิต

กระทรวงศึกษาธิการได้ขอให้ผมปรับปรุงเล็กน้อย (ตัดที่วิจารณ์รัฐบาลออก) แล้วจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้แจกห้องสมุดทุกโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ

แกนนำสำคัญของกลุ่มเพื่อนชีวิตใหม่หลายคนยังมีชีวิตอยู่ แม้จะติดเชื้อเอชไอวีมาจะ 30 ปีแล้ว ยังแข็งแรง ทำงานได้เป็นปกติ หลายคนเคยป่วยหนัก ประมาณว่าผ่านความตายมาแล้ว อาจเป็นเพราะยาใหม่ๆ ที่ออกมาต่อเนื่อง ที่พวกเขาอาสาเป็นหนูทดลองและจิตอาสาทำงานช่วยเหลือให้กำลังใจและคำปรึกษาผู้ติดเชื้ออื่นๆ ประกอบกับการใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง ทำให้พวกเขาอยู่ได้เหมือนคนทั่วไปวันนี้

ได้ทราบในเวลาต่อมาว่า ผู้ติดเชื้อที่วัดพระบาทน้ำพุหลายคนก็ได้เขียนบันทึกชีวิตของตนเอง เห็นสารคดีเล่าเรื่องสามีและภรรยามาคู่หนึ่งที่ศูนย์แห่งนี้ว่า ภรรยาเพิ่งจะเข้าใจสามีจากที่ไปอ่านบันทึกของเขา ซึ่งเขาได้เขียนความในใจที่ไม่เคยเอ่ยให้ภรรยาหรือใครฟัง

เขียนเรื่องผู้ติดเชื้อมายาวเพื่อจะบอกว่า อยากให้ผู้สูงวัยได้เขียนบันทึกชีวิตของตนเอง เพราะแต่ละคนมีบทเรียนสำคัญสำหรับตนเองและผู้อื่น ถ้าเขียนเองไม่ได้ก็ให้ลูกหลานสัมภาษณ์และเขียนให้ หลายอย่างอาจคาดไม่ถึง ถ้าไม่เขียนไม่เล่าก็จะไม่มีใครทราบ ไม่มีใครได้บทเรียน ไม่มีใครได้สืบทอด

ตอนที่พ่อของผมอายุ 84 ผมได้นำเรื่องราวชีวิตของท่านที่ผมได้สัมภาษณ์พิมพ์เป็นหนังสือพร้อมรูป 4 สี กระดาษอาร์ทอย่างดี ในวันปีใหม่ที่เราถือเป็นวันเกิดท่าน พ่อแจกหนังสือให้ลูกหลานทุกคนด้วยมือของท่านเองด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุข

ลูกหลานหลายคนอ่านแล้วร้องไห้ ไม่เคยทราบและนึกไม่ถึงว่า พ่อ ปู่ ตา ทวดคนนี้จะมีชีวิตที่ทุกข์ยากลำบากมากมายขนาดนั้นเพื่อลูกเพื่อหลาน และยังทำงานช่วยเหลือคนทุกข์คนยากอีก

การบันทึกชีวิตของตนเอง นอกจากจะได้ถ่ายทอดบทเรียนให้ลูกหลานแล้ว ยังอาจเป็นจุดเปลี่ยนบางอย่างสำหรับตนเองก็ได้ ดังกรณีของพระเอกในเรื่อง “ชีวิตของข้าพเจ้า” (My Life) หรือผู้ติดเชื้อใน “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่”

สำคัญคือ อโหสิกรรมสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต อโหสิกรรมคนอื่น อโหสิกรรมสรรพสัตว์ อโหสกรรมตนเอง ปล่อยวางจากโลภ โกรธ หลง ปลดปล่อยจากความเกลียดเคียดแค้นชิงชังทั้งหลาย เพื่อบั้นปลายชีวิตที่สงบสุข ไม่ต้องทุกข์กับความผิดพลาดในอดีต ที่ได้สรุปบทเรียนและอโหสิกรรมแล้ว

ชีวิตที่ดีมีคุณภาพในบั้นปลายเป็นบุญ เป็นชีวิตที่พร้อมจะอยู่ พร้อมจะไป ไปสู่สภาวะใหม่ ภพชาติใหม่ หรือกลับมาเกิดใหม่ ตามความเชื่อของแต่ละคน แต่ไม่ว่าอย่างไร ถ้าได้สรุปบทเรียน ประหนึ่งได้ชำระตนเอง ก็จะไปสู่สภาวะที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

สยามรัฐรายวัน 1 สิงหาคม 2561

ยุคนี้มือถือเป็นใหญ่ ให้ข้อมูลข่าวสารความรู้ทุกอย่างที่ต้องการได้ จนมีคนบอกว่าได้เกิดโรคใหม่ในยุคไซเบอร์ คือ โนโมโฟเบีย (Nomophobia) แปลว่า โรคขาดมือถือไม่ได้ (No mobile phobia)

            ปรัชญาจีนบอกว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี มือถือทำให้สื่อสารกับใครๆ ได้ทั่วโลกอย่างง่ายดาย ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ความบันเทิง ดูหนังฟังเพลงได้ไม่ว่าอยู่ที่ใด แต่คนจำนวนมากก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา เครียด บ้าจนฆ่าตัวตายแม้มีมือถือตั้งหลายเครื่อง

            หรือเป็นเพราะข้อมูลข่าวสารท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ทะลักท่วมท้นจนหลายครั้งแยกไม่ออกว่า อะไรจริงอะไรเท็จ ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายไม่เพียงแต่ระดับบุคคล แต่ระดับรัฐบาลและระหว่างประเทศ จนกำลังมีการเสนอกฎหมายเพื่อควบคุมโซเชียลมีเดีย ที่ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของประชาชนไปแล้ว

            แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะวันนี้ไม่มีใครหลอกใครได้ง่ายๆ ปิดบังข้อมูลได้เหมือนเมื่อก่อน จึงมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารความรู้มากมายจนไม่รู้จะเชื่ออะไรหรือใครดี

            อย่างเรื่องคลอเรสเทรอล ไขมันที่อ้างว่าทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด วันนี้กลับมีนักวิจัยที่อ้างข้อมูลว่า คนอายุมาก ถ้าคลอเรสเทอรอลต่ำจะเสี่ยงตายมากกว่าคนมีคลองเรสเทรอลสูง เมื่อก่อนกินไข่จะมีไขมันในเลือดสูง อันตราย ต่อมาก็มีการวิจัยว่า กินวันละฟองสองฟองแหละดี วันนี้มาบอกอีกว่า ไม่ดี เพราะเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้เท่ากับสูบบุหรี่ ๕ มวน ตกลงจะเชื่อใครดี

            หรือเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพที่เปิดเผยผลการวิจัยมากมายที่ข้ดแย้งกันเอง โดยเฉพาะเรื่องสาเหตุของโรคไม่ติดต่ออย่างมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ที่ไปๆ มาๆ ก็มีประกาศจากองค์การอนามัยโลกเตือนให้ระวังเรื่องอาหารเนื้อสัตว์แปรรูปว่าเป็นสาเหตุก่อมะเร็งและโรคร้ายต่างๆ

            ทำเอาผู้คนโดยเฉพาะฝรั่งตกใจและเคือง สงสัยว่าจะจริงได้ยังไงที่คนกินไส้กรอก หมูแฮม ซาลามี จะเสี่ยงเป็นมะเร็งได้พอๆ กับการสูบบุหรี่ ก็กินกันมาหลายพันปี หรือเพราะกระบวนการเลี้ยงสัตว์ การผลิตการแปรรูปที่เต็มไปด้วยสารเคมีที่สมัยโบราณไม่ทำกัน

            และที่ดูจะสับสนหนักเข้าไปอีกเห็นจะเป็นเรื่องเนื้อสัตว์ เนื้อสดเนื้อแดงอย่างวัว หมู ไก่ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด รวมไปถึงปลา เพราะมีสารตกค้างจากธรรมชาติ แม่น้ำ ทะเล อย่างสารตะกั่ว หรือสารเคมีจากการเลี้ยง

            นักวิจัยกลุ่มนี้ยังยืนยันว่า ที่เป็นเบาหวานกันมากขึ้นทุกปีก็เพราะการบริโภคดังกล่าว ไม่ใช่น้ำตาล เพราะมีงานวิจัยที่ยืนยันว่า กินน้ำตาลน้อยก็ยังเป็นเบาหวาน และอีกไม่นาน หนึ่งในสามของคนอเมริกันจะเป็นเบาหวาน และสองในสามจะเป็นโรคอ้วน สาเหตุเพราะการกินเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงแบบอุตสาหกรรมและแปรรูปด้วยกระบวนการเคมี

            เรื่องราวเหล่านี้นับเป็นความทันสมัยที่ไม่พัฒนา (modernization without development) เพราะถ้าพัฒนาจริงก็น่าจะดีขึ้น ทำให้ต้องถอยหลังไปตั้งหลักสัก ๔ อย่าง คือ

๑.  คืนสู่ต้นกำเนิด (back to the source) กลับไปสู่หลักธรรม ไปหาทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา ค้นหาความจริง ความถูกต้องดีงาม หาข้อมูลเท่านั้นไม่พอ ต้องเชื่อมโยงให้เกิดเป็นความรู้และนำไปสู่การปฏิบัติจนเกิดปัญญา มีโยนิโสมนสิการ ใช้ปัญญาแยกแยะวิเคราะห์วิจารณ์

๒.  คืนสู่สามัญ (back to basics) กลับไปสู่ความเรียบง่าย ความเป็นธรรมดาของชีวิต ข้าวปลาอาหารไม่ต้องเริดหรูราคาแพง ไม่ต้องขึ้นเหลาเข้าโรงแรมก็กินอาหารดีได้ กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เลือกให้เป็น ทั้งอาหารสดอาหารแห้งที่ไปซื้อมาปรุง ถ้าทำได้ก็ปลูกเองเลี้ยงเองยิ่งดี

๓.  คืนสู่ธรรมชาติ (back to the nature) กลับไปเรียนรู้จากธรรมชาติ เลิกใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืช หันมาทำเกษตรเลียนแบบธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ ทำกินเองใช้เองให้มาก ทำเล็กๆ ดูแลได้ง่าย สบายใจกว่า ถ้าจำเป็นต้องซื้อก็ต้องเลือกและล้างให้ถูกวิธีเพื่อลดอันตรายให้มากที่สุด

๔.  คืนสูjรากเหง้า (back to the roots) กลับไปเรียนรู้จากพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่สั่งสมประสบการณ์ความรู้ภูมิปัญญาเรื่องอาหารการกินซึ่งงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่า เป็นอาหารดีมีคุณค่าต่อสุขภาพ ป้องกันโรค บำบัดโรคได้ อย่างอาหารพื้นบ้านแต่โบราณซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องเทศสมุนไพร

            คนสมัยก่อนไม่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ ยกเว้นเวลามีการมีงาน ลองไปศึกษาวิถีชุมชนในอดีตจะพบการกินข้าวพื้นบ้านไม่ขัดสีที่เต็มไปด้วยสารอาหาร กินกุ้ง หอย ปู ปลาเล็กๆ ตามแม่น้ำ ห้วยหนองคลองบึง สัตว์ตัวเล็กๆ อย่างกบเขียด กินแมลงต่างๆ ซึ่งล้วนแต่มีสารอาหารเพียงพอ กินผักตามธรรมชาติ ที่ปลูกเองก็เป็นเครื่องเทศ อาหารหลักๆ ก็เป็นน้ำพริกกับผักสดผักลวก

            แม้ข้อมูลจะสับสน แต่ก็สรุปได้ว่า “ยาดีที่สุดคืออาหาร โรงพยาบาลดีที่สุดคือครัว หมอดีที่สุดคือตัวเราเอง” เพราะนักวิจัยเริ่มเชื่อแล้วว่า สาเหตุของโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย (NCDs) คือ อาหาร โดยเฉพาะเนื้อสัตวทั้งสดและแปรรูป รวมไปถึงอาหารสำเร็จรูป และอาหารตามร้านตามสั่งทั้งหลายที่ต้องระมัดระวัง

            นับเป็นความขัดแย้งที่แปลก (paradox) ของโลกวันนี้ที่คนอายุยืนยาวขึ้น หยูกยาอาหารดีมีมากขึ้น แต่โรคภัยไข้เจ็บก็ดูจะมากขึ้นและร้ายแรงมากขึ้นด้วย

ชีวิตเป็นหยินหยาง ที่สุดของปรัชญาตะวันออก คือ ความสมดุล ไม่ใช่การไม่มีโรคเลย แต่จะอยู่กับความไม่สมบูรณ์อย่างสมดุลได้อย่างไร มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้คุณภาพชีวิตดี มีอายุยืน ใช้สติและปัญญา ปล่อยวางบ้างก็จะไม่ทุกข์เกินไป เลือกได้เลือกดีก็จะอยู่รอดปลอดภัย

สยามรัฐรายวัน 25 กรกฎาคม 2561

นักเคมีชาวฝรั่งเศสชื่อ พอล ซาบาเทียร์ ได้รางวัลโนเบิลเมื่อปี 1912 เพราะได้คิดค้นไขมันทรานส์ซึ่งกลายเป็นพระเอกที่ผู้ผลิตผู้ทำอาหารขาดไม่ได้ใน 50 ปีต่อมา แต่กลายเป็นผู้ร้ายที่ตกม้าตายในท้ายที่สุด

            งานวิจัยต่างๆ ตั้งแต่ปี 1990 ยืนยันว่า ไขมันทรานส์เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดจนปีนี้องค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้ทุกประเทศหาทางกำจัดไขมันทรานส์ในอาหาร โดยให้ข้อมูลว่า ทุกปีมีคนตายไม่น้อยกว่า 500,000 คน เพราะไขมันทรานส์

            ขณะที่ WHO รณรงค์ให้ยกเลิกไขมันทรานส์ทั้งหมดใน 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยได้ออกกฎหมายเรื่องไขมันทรานส์ไปแล้ว มีผลเดือนมกราคมปี 2562 ให้เวลา 6 เดือนให้ผู้ผลิตอาหารปรับตัว

            สร้างความประหลาดใจไม่น้อยให้ผู้คนทั่วไป แต่ก็เป็น “แฮปปี้ เซอร์ไพรส์” ที่ให้ความสุขแก่ผู้คนที่รักสุขภาพ ที่เห็นรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนมากกว่าความร่ำรวยของธุรกิจอาหารที่คงค้านต่อไปไม่ไหว

            แต่ไม่น่าแปลกใจเท่าไรถ้าทราบว่า องค์การอนามัยโลกยกย่องให้ไทยเป็นประเทศอันดับหนึ่งในเอเชีย เป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรกของโลกที่รณรงค์ป้องกันเรื่องโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย (NCDs) อย่างโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และอื่นๆ กฎหมายหมายไขมันทรานส์ที่ออกมาน่าจะยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

            ขณะที่สหรัฐอเมริกาให้เวลาผู้ผลิตอาหารถึง 3 ปี โดย อ.ย.อเมริกาประกาศกฎหมายตั้งแต่ปี 2015 และให้มีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2018 แม้ว่า หลายเมือง หลายมลรัฐได้เดินหน้าห้ามเรื่องนี้ไปก่อนนานแล้ว แต่ อ.ย. ใหญ่ก็ยังไม่ลงมือ จนถูกร้อง ถูกฟ้อง ถูกกดดันอย่างหนักจากประชาสังคมอเมริกัน

            ขณะที่ประเทศในยุโรปได้เดินหน้าเรื่องนี้ไปก่อนหลายประเทศ โดยมีเดนมาร์กนำร่องเมื่อปี 2003 ตามด้วยประเทศอื่นๆ และได้กลายเป็นนโยบายที่ประเทศสมาชิกอียูต้องมีแผนการยกเลิกไขมันทรานส์อย่างชัดเจน เพราะตัวเลขค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของคนเป็นโรคที่มาจากไขมันทรานส์นั้นสูงกว่ารายได้จากอาหารที่มีไขมันทรานส์มากนัก

            แม้วันนี้จะยังมีความสับสนว่า ไขมันทรานส์คืออะไรจริงๆ อยู่ในอาหารอะไรบ้าง ก็เป็นเรื่องดีที่ผู้คนจะได้เรียนรู้และใส่ใจในสิ่งที่ตนเองกิน เพราะ “คุณกินอะไรก็จะได้อันนั้น” (You are what you eat)

            ความจริง วงการอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยรู้เรื่องการออกกฎหมายบับนี้มาก่อนแล้ว และได้เตรียมปรับตัวมาพอสมควร วันนี้จึงทะยอยประกาศออกสื่อว่า ผลิตภัณฑ์อาหารของตนไม่มีไขมันทรานส์ แล้ว อันนี้ก็ต้องเรียนรู้กันต่อไปว่าแปลว่าอะไร

            วันนี้สังคมกำลังเรียนรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีทั้งจริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่วันหนึ่งก็คงค่อยๆ กระจ่างแจ้งว่า ไขมันทรานส์อยู่ในอาหารประเภทไหน ที่มีหีบห่อและเขียนไว้ในสลากนั้นอาจจะดูง่ายหน่อย แต่ที่เขาไม่มีเขียนไว้อย่างบรรดาขนมจากเบเกอรี่นั้นจะระวังอย่างไร

            ประเทศที่เขาเดินหน้าไปก่อนเตือนว่า ที่บอกว่าไม่มีไขมันทรานส์ หรือมีเป็น 0 นั้นควรระวัง เพราะแม้จะมีต่ำกว่า 0.5 แล้วปัดไปเรียก 0 นั้น ถ้ากินมากๆ หรือกินหลายอย่างรวมแล้วก็อาจจะมีไขมันทรานส์เกิน

            วันนี้น่าจะมีข้อมูลเรื่องไขมันทรานส์ที่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะทุกสถานศึกษาควรรู้ เหมือนกับหลายประเทศที่ทำกันมานานแล้ว เริ่มที่การออกระเบียบบังคับให้อาหารที่ทำให้เด็กกินหรือขายในโรงเรียนต้องปราศจากไขมันทรานส์ เพราะเป็นอาหารที่เด็กชอบมากที่สุด

            อย่างขนมปังขนมหวานชนิดต่างๆ โดนัท คุกกี้ มัฟฟิน พาย เค้ก ช็อคโคเล็ต ไอส์กรีม ขนมกรุบกรอบบรรจุถุงสวยงามทั้งหลาย หรือบรรดาอาหารพร้อมเข้าเตาไมโครเวฟตามร้านสะดวกซื้อ เหล่านี้น่าจะมีไขมันทรานส์ที่ทำให้อาหารอายุยืน แต่คนกินอายุสั้น

            ไขมันทรานส์ คือ ไขมันกลายรูปเนื่องจากอัดไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืชให้แข็งตัว แต่น้ำมันพืชต่างๆ ไม่ว่าประเภทอิ่มตัวหรือไม่อิ่มตัวไม่มีไขมันทรานส์

อย่างน้ำมันพืชที่บรรดาอาหารขยะนำมาทอดไฟแรง เติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันเพื่อให้มันฝรั่ง ไก่ ปลา เนื้อบดมีรสชาติดีและกรอบ อันนี้ต่างหากที่เป็นอันตราย ซึ่งวันนี้หลายบริษัทออกประกาศว่า “ไม่มีแล้วจ้า” แต่เขาปรับตัวอย่างไรก็คอยติดตามกันต่อไป ว่าจะมีศรีธนญชัยกันบ้างไหม

แต่ที่อันตรายไม่แพ้กันก็น้ำมันทอดที่ใช้หลายครั้งจนหนืดและควันขึ้น ไม่ว่าปาท่องโก๋ กล้วย เผือกมัน หมู ไก่ ปลา ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง รวมทั้งน้ำตาล ตัวร้ายในอาหาร โดยเฉพาะคู่ไปกับไขมันทรานส์ในเบเกอรี่ ที่คนมักมองข้าม กินเข้าไปมากๆ ก็แปรเป็นไขมันอันตรายส่วนเกิน ก่อให้เกิดโรคมากมาย

น้ำมันพืชส่วนใหญ่เป็นน้ำมันไม่อิ่มตัว คือไม่เป็นไข ที่ใช้กันทั่วไปในครัวก็เป็นของดีมีประโยชน์ถ้าใช้ “พอประมาณ” มีข้อมูล จะสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ได้ดี เพราะร่างกายต้องการไขมันด้วย

แต่ที่เป็นปัญหา คือ การนำน้ำมันพืชไม่อิ่มตัวเหล่านี้มาอัดไฮโดรเจนเพื่อการผลิตอาหาร ขนม ทั้งในโรงงานและที่บ้าน อย่างเนยขาว ครีมเทียม เนยเทียมหรือมาการีน (ตัวนี้เห็นว่ามีการปรับกันมากแล้ว)

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำให้หลีกเลี่ยง “อาหารขยะ” (junk food) ขนมแป้งทั้งหลายที่เป็นอาหารอุตสาหกรรม อาหารทอด ขนมกรุปกรอบ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คนถามว่า แล้วจะให้กินอะไร ?

พ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่ได้โตมาด้วยอาหารเหล่านี้ ปิดหู ปิดตากับโฆษณาบ้าเลือดบ้างก็จะช่วยได้มาก แล้วเปิดหู เปิดตา เปิดใจให้อาหารดีๆ ที่มีมากมายในบ้านเรา เพียงพอเพื่อจะกินดี อยู่ดี มีความสุข

สยามรัฐรายวัน 18 กรกฎาคม 2561

ถ้ำหลวงคือเวทีที่แสดงออกถึงพลังทาง “จิตวิญญาณ” (spirit) ที่อยู่เหนือพรมแดนแห่งเชื้อชาติ ศาสนา เพศ วัย ความเชื่อ อุดมการณ์ ความรวยความจน “ไม่ใช่เรื่องของการเมือง ไม่ต้องมีระเบียบวาระใดๆ ทุกคนเท่าเทียมกันหมด และทุกคนมาเพื่อเข้าช่วยเหลือจริงๆ” ฝรั่งคนหนึ่งให้ความเห็น

  ถ้ำหลวง คือ มหรสพทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของมนุษยชาติ เมื่อสื่อใหญ่น้อยต่างก็ถ่ายทอดภาพและข่าวของอุบัติการณ์ภารกิจเสี่ยงตายครั้งนี้ โดยผู้สื่อข่าวจากทั่วโลก และโซเชียลมีเดียที่แชร์และลุ้นกันทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลากว่าสองสัปดาห์

            เราได้เห็นทีมนักกู้ภัยและนักดำน้ำระดับโลกจากหลายประเทศ รวมทั้งทหารและผู้เชี่ยวชาญพิเศษของไทยจากหน่วยงานของรัฐ เอกชน ชุมชน จิตอาสา ผนึกพลังทำงานทุกรูปแบบอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยนับหลายพันคน เป็นบุคลากร อุปกรณ์ และอื่นๆ อีกมากมายจากทั่วโลก

            ที่ถ้ำหลวง เขานางนอนจึงมีแต่การ “สนธิกำลัง” (synergy) ด้วยเป้าหมายเดียวกัน คือ ช่วย ๑๓ คน ซึ่งทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นงานยากที่สุด หินที่สุด ซับซ้อนและเสี่ยงอันตรายมากที่สุด

            คนไทยทั้งประเทศ และผู้คนทั่วโลกต่างก็เอาใจช่วย ส่งใจและสวดมนต์ จดจ่ออยู่หน้าจอเพื่อจะได้เห็นนาทีที่ค้นพบ และดีใจจนน้ำตาไหลเมื่อได้เจอและทะยอยออกมา

            มีคนตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าคุ้มทุน โทษโค้ชเอกที่พาเด็กเข้าถ้ำ ทำให้เสียเงินเสียเวลาในการไปช่วยเหลือ แต่เพียงตั้งคำถามก็ถูกโซเชียลมีเดียรุมกระหน่ำจนไม่มีใครกล้าถามอีก

            มีตำรวจชั้นผู้ใหญ่ไปเตือนคนทำงานหน้าถ้ำเรื่องกฎหมาย ก็โดนถล่มจนมีการระดมชื่อให้นายกฯถอดถอน คำถาม “มาทำไม มาจับใคร” จึงได้ใจผู้คน

            ชีวิตของคนมีค่ามากกว่าเงินทอง มนุษยธรรมสำคัญกว่ากฎหมายที่ถูกตราขึ้นมาเพื่อรับใช้คน ไม่ใช่มีคนมีไว้รับใช้กฎหมาย เมื่อชีวิตคนมาก่อน เงินทองก็ดี กฎหมายก็ดีเป็นเรื่องรองและต้องรับใช้คน

            จิตวิญญาณของคนก้าวข้ามเหตุผลที่นำมาโต้แย้งทุกอย่าง เหมือนที่ปาสกัล นักปรัชญาฝรั่งเศสกล่าวไว้ว่า “หัวใจมีเหตุผล ที่เหตุผล (สมอง) ไม่รู้จัก” ใครได้เห็นน้ำตาของคุณจิราพร คำภาพันธ์ ของไทยพีบีเอสที่ยืนรายงานข่าวริมถนนหน้าโรงพยาบาลเชียงรายก็จะเข้าใจความรู้สึกลึกๆ ของความรักและห่วงใย ที่ไม่อาจบอกได้เป็นคำพูด แทนคนไทยทั้งประเทศที่เห็นว่าเด็กๆ เหล่านั้นคือลูกหลาน ชาวบ้านใกล้ถ้ำหลวงน้ำท่วมนา ๒ หนยังไม่บ่นไม่ว่า หลายคนไม่ขอรับเงินชดเชย ขอเพียงให้เด็กรอดออกมา

            บทเรียนที่ ๑ ของ “ถ้ำหลวง” คือ “จิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่” ที่แสดงถึงมนุษยธรรม ความมีน้ำใจของคนไทยและคนทั่วโลก ที่เข้าใจสภาพของเด็กที่อยู่ในภัยอันตราย ระหว่างความเป็นกับความตาย ต้องการมีส่วนช่วยให้รอด แม้เพียงด้วยคำถาวนา แม้แต่เด็กเล็กๆ ในโรงเรียนที่อินเดียยังร่วมกันสวดมนต์

            บทเรียนที่ ๒ ของถ้ำหลวง คือ “การผนึกพลังหรือสนธิกำลัง” (synergy) และการ “บูรณาการ” การทำงานของทุกภาคส่วน แบ่งงานและประสานกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน โดยมีผู้นำที่เข้มแข็งอย่างผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ที่มีความสามารถในการประสานงานและการเป็นผู้นำในยามวิกฤติ

            บทเรียนที่ ๓ อันตรายของการเข้าถ้ำที่ทุกฝ่ายต้องตระหนัก แม้จะคุ้นเคย แต่ก็ต้องไม่ประมาท เพราะอาจเกิดอะไรที่คาดไม่ถึง และจะต้องมีมาตรการที่ดีในการป้องกันและแก้ปัญหา

            บทเรียนที่ถ่ายทอดทางสื่อกว่า ๒ สัปดาห์ ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้เรียนรู้เรื่องถ้ำ บทเรียนที่จะป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย เหมือนกรณีสึนามิ ที่หลังปี ๒๕๔๗ คนทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ไปทะเลย่อมรู้แล้วว่า สึนามิคืออะไร และถ้าเกิดแผ่นดินไหวที่ก่อให้เกิดสึนามิควรทำอย่างไร

            บทเรียนที่ ๔ การเอาตัวรอดในภาวะวิกฤติ ของ “หมูป่า” ๑๓ คน เป็นบทเรียนสำคัญ ทำอย่างไรจึงจะอยู่ให้รอดนานที่สุดเพื่อรอความช่วยเหลือ ใช้พลังงานในร่างกายอย่างประหยัดโดยไม่เคลื่อนไหว ทำสมาธิ ใช้ไฟฉายทีละอัน ดื่มน้ำที่หยดลงมาจากข้างบน เพราะน้ำบนพื้นถ้ำอาจมีเชื้อโรคร้ายแรง

            ทั้ง ๑๓ คนติดอยู่ในถ้ำ ๑๐ วันมีกำลังใจดีจนผู้เข้าไปช่วยประหลาดใจ ฟื้นฟูสุขภาพอีก ๕-๖ วันจึงเสี่ยงชีวิตถูกนำออกมากับนักดำน้ำมืออาชีพ เด็กๆ มุ่งมั่นและมีเจตจำนงแกร่งกล้าเพื่อการอยู่รอด จึงเสี่ยงตายออกมา อันตรายแค่ไหนก็เห็นได้จากการเสียชีวิตของ “จ่าสมาน กุนัน” ซึ่งเป็น “มืออาชีพ”

            ความตายของ “นาวาตรีสมาน กุนัน” และเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ทำให้โลกได้รู้จักประเทศไทย ได้รู้จักคนไทยมากยิ่งขึ้น แบบที่ไม่มีวีธีการประชาสัมพันธ์ใดไม่ว่าจะด้วยเงินทุนเท่าใดที่ได้ผลเท่านี้ ที่สื่อใหญ่สื่อน้อยเสนอข่าวเป็นรายชั่วโมง คนกว่าพันล้านคนทั่วโลกติดตามเรื่องนี้เป็นเวลาเกือบสามสัปดาห์

            บทเรียนจากถ้ำหลวงมีราคาแพง แต่ก็ได้เป็นปรากฎการณ์อันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ได้เห็นชัยชนะของมนุษยธรรมไร้พรมแดน ที่ผู้คนจากทั่วโลกระดมความช่วยเหลือทุกรูปแบบ ยืนยันว่า “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” บทเรียนที่วิเศษและผลลัพธ์ที่ประเมินค่ามิได้

            ถ้าโลกคือที่เรียนรู้ มนุษยชาติต้องเรียนรู้เพื่อความอยู่รอด เหตุการณ์เช่นนี้มีคุณค่าให้บทเรียนและเตื่อนสติเรา ให้ลดความอหังการ์ นึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ให้อยู่ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน และด้วยสติมากขึ้น

  อุบัติการณ์ที่ถ้ำหลวง ชี้ให้เห็นว่า คนเราสามารถก้าวข้ามปัญหา ความขัดแย้ง ความแตกต่างได้ในภาวะที่มีภัยร้ายแรง โดยรวมใจผู้คนให้เป็นหนึ่ง ยกระดับจิตใจให้สูงกว่าพรมแดนและเส้นแบ่งทั้งหลาย ที่ธรรมชาติดิบอีกด้านของคนขีดเส้นสมมุติขึ้นมา

            มิน่า คลิปสื่อต่างชาติที่สัมภาษณ์หนุ่มสุธี สมมาตย์ นักปีนผาจากกระบี่ที่อาสาไปช่วยที่ถ้ำหลวง จึงโดนใจผู้คน เพราะตอนท้ายที่ถูกถามว่าคนไทยและคุณรู้สึกอย่างไร เขาตอบเป็นเพลงของจอห์น เลนนอน ว่า “Imagine there’s no countries…the world will be as one” “ฝันว่าไม่มีประเทศ..โลกเป็นหนึ่งเดียว”

            ที่ถ้ำหลวง จินตนาการและฝันของโลกไร้พรมแดนได้เป็นจริง โลกที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ที่ผู้คนเชื่อมถึงกันหมด รับรู้ทุกอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ด้วยอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย

สยามรัฐรายวัน  11 กรกฎาคม 2561

คำว่า trauma แปลว่า บาดแผลทางจิตใจที่เกิดจากอุบัติเหตุ เหตุการณ์ที่มีผลต่อร่างกายหรือจิตใจหรือทั้งสองอย่างอย่างรุนแรง บางคนเพียงระยะสั้น บางคนนานหรือตลอดชีวิต

            อย่างหนังเรื่อง The Deer Hunter ซึ่งได้ออสการ์ถึง 5 รางวัลเมื่อปี 2522 เป็นหนังที่สะท้อนผลกระทบจากสงครามเวียดนามว่าได้สร้างบาดแผลทางจิตใจ (trauma) ร้ายแรงเพียงใดให้กับบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคมอเมริกัน เคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ว่า

            “สงครามทำให้ความตายเป็นเกมแห่งโชคชะตา เอาชีวิตมนุษย์เป็นเดิมพันที่บ้าบิ่น บัดซบ ไร้เหตุผล สงครามกระชากชีวิตของผู้คนจากอ้อมกอดของพ่อแม่ อ้อมกอดของภรรยาและลูก เพื่อนสนิท มิตรสหาย โยนเข้าไปในนรกบนดิน แม้บางคนกลับออกมาได้ก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป”

            หนังเรื่องนี้ใช้คนสามคนเป็นตัวแทนของทหารอเมริกันที่ไปรบสงครามเวียดนาม เมื่อกลับจากสงคราม ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งมีบาดแผลทางกาย คนหนึ่งทางจิตใจ คนหนึ่งทางอารมณ์ ทุกอย่างเปลี่ยนไป กินเหล้าก็ไม่สนุก พูดคุยก็ไม่เหมือนเดิม      สงครามได้ทำลายความสัมพันธ์ของผู้คน ความรักระหว่างสามีกับภรรยา พ่อกํบลูก กับผู้คนในชุมชน

            หนังเรื่องนี้มีฉากที่ทำให้ทุกคนจดจำได้ดี คือ เกม “รัสเซียนรูแล็ต” เหลือกระสุนไว้นัดเดียว แล้วผลัดกันยิ่งขมับแบบ “โป้งเดียวจอด” ในสงครามเวียดนามจริงไม่ได้มีเรื่องนี้ แต่หนังได้เอามาเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายและไร้เหตุผลของสงครามที่ทำร้ายชีวิตจิตใจของผู้คน ชีวิตและความตายห่างกันเพียง “โป้งเดียว” เท่านั้น

            อยากรู้ว่า trauma คืออะไร ให้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะทั้งเรื่องคือ trauma ที่รุนแรง ที่เกิดขึ้นได้กับทุคน ไม่เพียงแต่คนที่ไปรบสงคราม แต่เหตุการณ์อื่นๆ ก็อาจมีผลกระทบเช่นเดียวกัน

            เมื่อปี 2553 คนงาน 33 คนติดอยู่ใต้ดิน 700 เมตรเพราะเหมืองถล่ม รัฐบาลชิลีระดมสรรพกำลังในประเทศและจากทั่วโลกมาช่วยเหลือให้พวกเขาออกมาได้หลังจากอยู่ในนั่นถึง 69 วัน เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก มีการถ่ายทอดสดวันที่คนงานทะยอยขึ้นมาจากเหมือง เห็นว่ามีคนดูเป็นพันล้านทั่วโลก

            ใน 33 คน 32 คนได้รับผลกระทบทางจิตใจ (trauma) นายแพทย์ Rodrigo Gillibrand จิตแพทย์ที่ดูแล 9 คนบอกว่า ลักษณะอาการปัญหาของคนเหล่านี้คล้ายกับทหารที่กลับจากสงครามเวียดนาม เขาแนะนำไม่ให้กลับไปทำงานใต้ดินอีก เขาติดตามดูแลคนเหล่านี้ไปเป็นปี

            คนเดียวที่ไม่มีปัญหา trauma คือ Mario Sepulveda ซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่ม เขากลายเป็นนักพูด นักสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่อยู่ในภาวะวิกฤติ คนนี้น่าจะเป็นคนเดียวกับที่ส่งสารมาถึง “หมูป่าอะคาเดมี” และกำลังระดมทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเดินทางมาให้กำลังใจถึงเมืองไทย

            ตอนออกมาจากเหมืองใหม่ๆ ทุกคนเป็นฮีโร่ ได้รับความสนใจจากสังคม ตระเวนไปให้สัมภาษณ์ทางสื่อต่างๆ จนถึงมีการนำไปสร้างเป็นหนัง (The 33) ที่ออกมาฉายเมื่อปี 2558 แต่ไม่นาน ทุกคนก็ต้องหางานทำใหม่ เพราะไม่สามารถกลับไปทำงานใต้ดินได้อีก ยกเว้น 4 คนที่พยายามกลับไป แต่ก็อยู่ในความหวาดผวาตลอดเวลา

คนงานเหมืองที่รอดชีวิตมีปัญหาความสัมพันธ์กับลูก เมีย เพื่อนฝูง ผู้คนทั่วไป แม้ตอนแรกๆ จะได้รับความช่วยเหลือเป็นเงินจำนวนหนึ่งจากบริษัท จากรัฐบาล และจากคนทั่วไป แต่พวกเขาก็ต้องรับความเป็นจริง คือ เหตุการณ์นั้นมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจของตนเอง บางคนต้องไปขายผัก ขายถั่ว หรือทำงานที่ดูจะขัดกับความเป็นฮีโร่ที่ผู้คนมอง

ยกเรื่องหนัง The Deer Hunter กับคนงานเหมือชิลีมาเขียนเพราะอยากบอกว่า ปัญหาที่น้องๆ 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงอาจประสบเมื่อออกมาเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ และไม่คิดว่าเป็นเรื่องเล็กหรือมองข้าม เพราะการติดอยู่ในถ้ำเป็นเวลานานเช่นนั้นย่อมอาจก่อให้เกิดบาดแผลทางจิตใจ (trauma) ได้

ทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ชุมชน ครู สื่อ สังคมทั้งหมดควรคำนึงถึงเรื่องนี้และไม่ไปซ้ำเติม แต่หาทางเยียวยาที่เหมาะสม เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ถ้าเข้าใจก็จะช่วยผ่อนคลายและอาจหายได้ไม่นาน

ที่น่าเป็นห่วงก็คือบรรดาสื่อทั้งหลายที่แข่งกันทำข่าว พยายามแต่จะเอาไมค์ไปจ่อปาก หรือเสนอค่าตอบแทน พาไปสถานีโดยไม่คำนึงถึงสภาพจิตใจของเด็ก ๆ ที่อาจจะแย่กว่าสภาพร่างกายที่ปรากฎเสียอีก นอกจากไม่ช่วยเยียวยาแล้วยังจะไปซ้ำเติมให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม

ประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยประสบอุบัติเหตุรถยนต์ ขับไปคนเดียวตกถนนชนต้นไม้ รถพัง หน้าแหก ได้รับบาดเจ็บพอสมควร รู้สึกถึงผลกระทบหรือ trauma ระยะหนึ่ง ขับรถเองไม่ได้หลายเดือน นั่งรถไปกับใครก็ขอให้ขับช้าๆ ฝันร้ายอยู่ระยะหนึ่ง ขึ้นเครื่องบินก็อึดอัด รู้สึกว่าอยู่ในที่คับแคบแล้วหายใจไม่ออก จนต้องเลือกที่นั่งริมทางเดินจนถึงทุกวันนี้

การติดอยู่ในถ้ำแม้ไม่ใช่สงครามแบบเวียดนามหรืออีรัก แต่ก็เป็น “เกมเดิมพันชีวิต” เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ที่กดดัน เครียด หิวโหย อยู่ไปแบบไม่รู้วันรู้คืน ไม่รู้ว่าจะได้ออกหรือไม่ อยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย

เป็นการต่อสู้ที่อาจมีการ “บาดเจ็บ” ทางกายและใจ ที่ต้องการความเข้าใจและความช่วยเหลือ เชื่อว่าเมตตาธรรมจะทำให้เรื่องหนักกลายเป็นเบา ทุกฝ่ายได้บทเรียน ได้โอกาสแสดงออกถึงความเป็นหนึ่งเดียว (solidarity) ได้เห็นหัวจิตหัวใจของคนจำนวนมากจากทั่วประเทศและทั่วโลกที่เสียสละมาช่วยเหลือ

ด้วยพลังแห่งสามัคคีธรรมนี้ แม้อุบัติภัยร้ายแรงปานใดเราก็สามารถเอาชนะได้ แก้ปัญหาและเยียวยาได้ ได้สร้างเสริมภูมิคุ้มกันทางสังคม

สยามรัฐรายวัน 4 กรกฎาคม 2561

เหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ตามหา “หมูป่าอะคาเดมี” ได้สร้างปรากฎการณ์ที่ให้บทเรียนมากมายกับสังคม

            หนึ่งในนั้น คือ ได้เห็นการผนึกพลังของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ชุมชน ไปถึงพระสงฆ์องค์เจ้า ทิ้งความขัดแย้งไว้เบื้องหลัง รวมพลังกันส่งแรงใจ สวดมนต์ ส่งความช่วยเหลือทุกอย่างที่ต้องการ เป็นการรวมพลังครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งหลังจากสินามิเมื่อปลายปี 2547

            ในสถานการณ์เช่นนี้ มีภาพเขียนภาพการ์ตูนสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนออกมาได้อย่างกินใจ ส่วนใหญ่เป็นการส่งแรงใจไปให้น้องๆ ที่อยู่ในถ้ำ “คนแปลกหน้าที่อยากเจอมากที่สุด “ “ทีมฟุตบอลที่ทุกคนเชียร์” หลายบ้านเปิดทีวีทั้งวันเพื่อติดตามสถานการณ์

โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือที่รวมพลังคนไทยเข้าด้วยกัน เชื่อมโยงไปถึงคนทั้งโลกที่ต่างก็ส่งกำลังใจและความช่วยเหลือมาในรูปแบบต่างๆ สื่อมวลชนใหญ่ๆ รายงานทุกวัน ไม่ใช่ "วาระแห่งชาติ" แต่เป็น "วาระแห่งโลก" ไปแล้ว

คำหลักที่สำคัญที่ควรเรียนรู้ คือ “บูรณาการ” และ “ยุทธศาสตร์ร่วม” คำแรกใช้กันอย่างฟุ่มเฟือยในทุกระดับ คงเป็นเพราะในความเป็นจริงไม่มีการผนึกพลังและทำงานแบบ “ร่วมไม้ร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ” อย่างที่คำคำนี้บ่งบอก “บูรณาการ” มาจาก “สมบูรณ์” ทำแบบรอบด้าน ไม่ใช่บางส่วน แยกส่วน

ส่วนใหญ่มักจะขยันสร้าง “กำแพง” มากกว่าสร้าง “สะพาน” ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ แข่งขันมากกว่าร่วมมือ แม้แต่ในหน่วยงานเดียวกัน ในกอง ในกรม ในกระทรวงเดียวกัน

ที่ขาดการบูรณาการเพราะไม่มี “ยุทธศาสตร์ร่วม” มีแต่ “ประชุม” และ “คณะกรรมการ” ที่ประกอบด้วยผู้แทนจากทุกภาคส่วนก็จริง แต่ประชุมเสร็จก็กลับไปทำงานของตนเอง ไม่มีการบูรณาการทุกขั้นตอนของการทำยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมการ “คิดร่วมและปฏิบัติการร่วม” ตั้งแต่กำหนดวิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ ภารกิจ แผนงาน โครงการ กิจกรรม

ถ้ำหลวง เขานางนอน คือ บทเรียนของ “ยุทธศาสตร์ร่วม” (common strategy) ที่ทุกคนจากทุกภาคส่วนมีพื้นที่เดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน แบ่งงานกันทำเพื่อช่วยเหลือให้ 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำออกมาให้ได้ เป็นการเอาพื้นที่เป็นตั้วตั้ง เอาชีวิตคนเป็นเป้าหมาย

ยุทธศาสตร์ร่วม ทำให้ทุกคนต่างก็มาด้วยเจตนาเดียวกัน ใครมีอะไรก็ระดมเอามาช่วยตามกำลังความสามารถ ทั้งผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์ งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นเดียวกัน ให้นโยบายชัดเจน

เมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่ทำงานเอดส์ ประเทศที่ได้รับการยกย่องว่ามียุทธศาสตร์ดีและทำงานเอดส์อย่างได้ผลจนยกให้เป็นต้นแบบ คือ ประเทศกัมพูชา เพราะที่นั่นเขามี “ยุทธศาสตร์ร่วม” (common strategy)

องค์การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เป็นผู้ประสานให้หน่วยงานทั้งยูเอ็น หน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน เอ็นจีโอ กลุ่มผู้ติดเชื้อ มาระดมพลังสร้างยุทธศาสตร์ร่วมกันว่า จะป้องกันและแก้ปัญหาโรคเอดส์ได้อย่างไร เริ่มจากความคิดไปจนถึงแผนงาน โครงการ กิจกรรม แบ่งบทบาทหน้าที่กันตามกำลังความสามารถของแต่ละหน่วยงานที่เข้าร่วม เป็นการผนึกพลัง (synergy) ที่ให้ผลเป็นทวีคูณ

ยุทธศาสตร์ร่วมเริ่มตั้งแต่การคิด การวางแผน ทุกอย่างร่วมกัน เมื่อแบ่งหน้าที่กันไปทำตามแผนที่วางไว้ก็มีการประชุมกันเพื่อติดตามงาน ประสานงานกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

ควมจริง องค์การสหประชาชาติที่ทำงานด้านเอดส์ (UNAIDS) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปีประมาณ 24 ปีก่อน มีชื่อเต็มว่าJoint United Nations Programme on HIV/AIDS โครงการร่วมของสหประชาชาติเกี่ยวกับโรคเอดส์ ซึ่งเป็นการผนึกพลังระหว่าง WHO, UNICEF, UNDP, UNESCO, World Bank

โรคเอดส์พบตั้งแต่ปี 2524 หน่วยงานต่างๆ ของสหประชาชาติต่างก็มีโปรแกรมของตนเกี่ยวกับโรคเอดส์ แย่งผู้สนับสนุนการเงินกัน แข่งกันทำงาน ที่สุดจึงได้ตกลงความร่วมมือตั้ง UNAIDS เพื่อเป็นองค์กรประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วน กับภาครัฐ เอกชน ชุมชน ในทุกประเทศ

รัฐบาลไทยได้ทำยุทธศาสตร์ 20 ปีไปแล้ว จะได้ผลมากน้อยเพียงใดคงขึ้นอยู่กับว่า ยุทธศาสตร์นี้จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงหรือไม่ จะสามารถผนึกพลัง “ความร่วมไม้ร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ” ของทุกภาคส่วน เหมือนที่ถ้ำหลวง เขานางนอนได้หรือไม่

วันนี้เราไม่ได้มีแต่ 13 คนในถ้ำหลวง แต่มีอีก 13 ล้านคนในถ้ำความยากจน หนี้สิน โรคภัยไข้เจ็บ และสารพันปัญหาที่มาจากความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ การขาดโอกาส

คน 13 ล้านคนยังช่วยตัวเองไม่ได้ หาทางออกจากถ้ำไม่เจอ สังคมไทยระดมสรรพกำลังเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านี้อย่างไร ที่ทำอยู่เพียงพอหรือยัง มียุทธศาสตร์ร่วมเหมือนที่ถ้ำหลวงหรือไม่

วันนี้มีคนไทยกี่คนที่รู้รายละเอียดยุทธศาสตร์ 20 ปี ส่วนใหญ่คงไม่รู้จัก เพราะไม่เคยมีส่วนร่วมในการทำยุทธศาสตร์นี้ ที่ไม่ได้ทำแบบที่ถ้ำหลวงซึ่ง “เอาพื้นที่เป็นตั้วตั้ง เอาชีวิตคนเป็นเป้าหมาย” แต่ยังทำเหมือนแผนพัฒนาทุกปีที่เอาจีดีพีเป็นเป้าหมาย เอาความสุขของประชาชนเป็นผลพลอยได้

บทเรียนของถ้ำหลวงน่าจะทำให้รัฐบาลทบทวนยุทธศาสตร์ 20 ปี พูดให้บูรณาการทุกวันศุกร์คงไม่พอ ถ้าไม่มียุทธศาสตร์ร่วม เพื่อนำไปสู่ปฏิบัติการร่วมแบบบูรณาการอย่างแท้จริง

ถ้ารัฐบาลรวมศูนย์ รวมอำนาจ คิดคนเดียวทำคนเดียวคงเอาคน 13 คนออกจากถ้ำไม่ได้ฉันใด เอา 13 ล้านคนออกจากถ้ำแห่งความทุกข์ทรมานก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ใน 20 ปี

สยามรัฐรายวัน 27 มิถุนายน 2561

ข่าวไทยพีบีเอสวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมาเสนอเรื่องฝายกั้นน้ำอย่างน่าสนใจ เป็นโครงการสร้างฝาย 1,097 แห่งใน 45 จังหวัด งบประมาณ 109 ล้าน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแล

            ข่าวเล่าเรื่องชาวตำบลทุ่งยายชี อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงทรา ที่ไม่ขอรับงบประมาณจากรัฐบาลที่ให้สร้างฝาย 10 แห่ง ประมาณ 1 ล้านบาท โดยผู้นำชุมชนบอกว่า มีฝายอยู่แล้ว 20 แห่ง ที่ชาวบ้านสร้างเองโดยไม่ได้ใช้งบประมาณจากรัฐแม้แต่บาทเดียว

            ฝายที่ชาวบ้านสร้างเป็น “ฝายมีชีวิต” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ ดร.ดำรง โยธารักษ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิตปากพนัง นครศรีธรรมราช ได้ร่วมมือกับเพื่อนที่กรมป่าไม้พัฒนาเป็นต้นแบบและแพร่หลายไปทั่วประเทศในขณะนี้ และสร้างสถาบันขึ้นมาเพื่อพัฒนาครูฝายกระจายไปทุกจังหวัด

            กรณีที่ชาวบ้านปฏิเสธโครงการฝายจากรัฐที่ทุ่งยายชี ไม่ใช่เพียงเพราะมีอยู่แล้ว 20 แห่ง แต่เพราะหน่วยงานของรัฐเสนอแบบก่อสร้างและรายละเอียดการใช้งบประมาณไว้เสร็จ ต้องใช้ปูนหินดินทราย ไปถึงถุงกระสอบและค่าแรงเท่าไร ต่างจาก “ฝายมีชีวิต” ทีใช้ไม้ไผ่และวัสดุในท้องถิ่นทั้งหมด ไม่ใช้ปูน

            ผู้นำชุมชนทุ่งยายชีบอกว่า การใช้ปูนทำให้ต้นไม้ที่ปลูกริมน้ำไม่สามารถชอนไชรากได้ ไม่มีบันไดให้ปลาขึ้นไปวางไข่ ขณะที่ฝายมีชีวิตเกื้อกูลธรรมชาติ เน้นที่การอนุรักษ์ป่า อนุรักษ์น้ำ ปลูกไม้หลายชนิด (ดร.ดำรงรวบรวมไว้กว่า 80 ชนิด) ที่ช่วยอุ้มน้ำอุ้มดินและ “เป็นฝาย” แทนไม้ไผ่ที่จะผุพังไปในที่สุด

            ในข่าว คุณทวี สาธุชาติ อดีตกำนันตำบลทุ่งยายชีบอกว่า “ไม่อยากได้งบมา เพราะจะมีอะไรตามมาหลายอย่าง เรามีศักยภาพพอทำได้ ชาวบ้านร่วมมือร่วมไม้ ร่วมสมามัคคี ร่วมพลังกัน” “เงินสร้างฝายได้ก็จริง แต่ถ้าคนสร้างฝาย ฝายก็สร้างคน สร้างสิ่งแวดล้อม”

โครงการร้อยล้าน พันฝาย 45 จังหวัดทำไปแล้ว 40 จังหวัด เป็น ”ไทยนิยม” ที่รัฐบาลนี้เร่งรัดให้เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดหลายแห่งก็ส่งเสริมการแก้ปัญหานี้โดยไม่ได้รองบประมาณจากรัฐ อย่างกรณีผู้ว่าฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ส่งเสริมให้ชุมชนร่วมมือกันสร้างฝายมีชีวิต และท่านคงไม่ได้ไปบังคับชาวบ้านให้รับโครงการนี้ที่ตำบลทุ่งยายชี

เช่นเดียวกับผู้ว่าณรงค์ วุ่นซิ้ว ที่ชัยภูมิที่ระดมพลังประชาสังคมปลูกต้นไม้และทำฝายมีชีวิต 110 แห่งในเขตอุทยานตาดโดน พื้นที่ 14,000 ไร่ที่รัฐทวงคืนจากผู้บุกรุก ฟื้นฟูธรรมชาติ พัฒนาป่าโลใหญ่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

นับเป็นโครงการที่แสดงความเข้าใจในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติที่มีหลักคิดที่เป็นองค์รวม ไม่แยกส่วนคิดแต่เรื่องฝายกั้นน้ำ แต่รวมความไปถึงการปลูกไม้ไว้เป็นที่เก็บน้ำไว้พร้อมกับฝายมีชีวิต

ผู้นำที่ชัยภูมิให้ข้อมูลว่า จังหวัดนี้ได้รับงบประมาณทำฝาย 70 แห่ง มากกว่าทุกจังหวัด พยายามประนีประนอมให้ “ฝายไทยนิยม” (ฝายปูน) กับ “ฝายชุมชนนิยม” (ฝายมีชีวิต) อยู่ร่วมกันได้ คือเอาฝายปูนไว้กลางน้ำ เพราะไม่มีบันไดปลา ไม่มีหูช้าง อยู่โดดๆ ไม่นานก็จะถูกน้ำเซาะพัง ฝายชีวิตช่วยไว้ได้

ก็คงเป็นการหาทางออกให้ประชานิยมแบบประนีประนอม ซึ่งรัฐบาลนี้น่าจะสรุปบทเรียนและไม่ทำงานแบบสั่งการ (top down) ทำโครงการสำเร็จรูปไปสั่งให้ชาวบ้านทำฝายแบบปูพรม โดยไม่มีส่วนร่วม ไม่เคยไปถามด้วยซ้ำว่า อยากได้หรือไม่ ควรทำที่ไหน ราชการคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่า

เคยไปสำรวจโครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กทั่วภาคอีสานเมื่อ 25 ปีก่อนให้โครงการไทยออสเตรเลียที่ทำเรื่องน้ำ พบว่าไม่ถึงร้อยละ 15 ที่ใช้การได้ ส่วนใหญ่ไปขุดบ่อ ขุดสระให้หมู่บ้านโดยชาวบ้านหลายแห่งไม่เคยรู้เรื่อง อยู่ไกลเกินไปบ้าง อยู่ต่ำกว่าที่นาที่สวนบ้าง ไม่รู้จะเอาน้ำไปใช้ได้อย่างไร ส่วนใหญ่เป็นที่วัวควายไปกินน้ำไปอาบน้ำ

รัฐบาลที่ผ่านๆ มาส่งเสริมการทำ “ฝายแม้ว” ไว้มาก มาวันนี้ก็ทำฝายกันต่อ เกิดเรื่องที่ทาง ปปง.บอกว่า “ฝายหาย” เพราะไม่รู้ไปสร้างไว้ที่ไหน ในป่าในดง ไม่สามารถไปตรวจสอบได้ หรืออาจไม่มี

โครงการทำฝายเป็นตัวอย่างหนึ่งที่รัฐบาลควรทบทวนนโยบาย ชุมชนมีพลังที่เป็น “ต้นทุน” มีทรัพยากรมากกว่างบประมาณที่รัฐไปช่วยชาวบ้านเป็นร้อยเป็นพันเท่า แต่รัฐบาลไม่เข้าใจ จึงได้แต่สั่งการเหมือนว่าชาวบ้านไม่มีอะไร ยังคิดแบบโบราณว่าชาวบ้าน “โง่ จน เจ็บ”

ที่ชัยภูมิ นายอำเภอหนองบัวแดงให้นโยบายสร้างฝายมีชีวิตหมู่บ้านละ 1 แห่ง นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของการ “ปูพรม” ได้แต่ “รูปแบบ” ไม่ได้ “เนื้อหา-กระบวนการ-คุณค่า” อาจจะได้แต่ปริมาณ แต่เมื่อขาดกระบวนการที่ดี ไม่มีการเรียนรู้ ไม่เกิดปัญญา ไม่พัฒนา ไม่นานฝายมีชีวิตก็จะตาย เป็นฝายร้าง

รัฐบาลเร่งรีบใช้จ่ายงบประมาณไทยนิยม เงินลงหมู่บ้านมากมาย ถ้าไม่มีวิธีคิดที่เอาชุมชนเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่คิดถึงบริบท ศักยภาพของแต่ละแห่ง ชุมชนไม่มีส่วนร่วม อาจเป็นความปรารถนาดีประสงค์ร้าย ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้ชุมชนแตกแยก และเป็นโอกาสการโกงให้ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ

เชื่อมหาตมะคานธีสักหน่อยก็ดี คนที่ชาวอินเดียยกย่องเป็นบิดาแห่งชาติ ท่านบอกว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ที่ชาวบ้านลำบากยากแค้นเ พราะรัฐรวบอำนาจ ผูดขาดนโยบาย การใช้งบประมาณ

หรือไม่ก็คิดถึงคุณยายยิ้มที่พิษณุโลก ที่เข้าไปอยู่ในป่าคนเดียวกว่า 20 ปี ทุกวันจะออกจากที่พักไปสร้างฝาย เพื่อเก็บน้ำไว้ในป่า ตอนนี้คงได้ 20 ฝายเพื่อถวายในหลวง

โครงการพระราชดำริ 4,741 โครงการ 3,248 เป็นเรื่องน้ำ ศาสตร์พระราชาในเรื่องนี้ยิ่งใหญ่มากไม่ได้เริ่มจากงบประมาณ แต่มาจากใจ “ระเบิดจากข้างใน” จึง “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา”

สยามรัฐรายวัน 20 มิถุนายน 2561

เขียนเรื่องวิสาหกิจุมชนมาหลายตอน ขอสรุปสรุปว่า “แก่น” ของวิสาหกิจชุมชน คือ “การเรียนรู้คือหัวใจ เป้าหมายคือการพึ่งตนเอง”

            พูดง่ายแต่ทำยาก เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคทุนนิยม สังคมบ้าบริโภค ที่ครอบงำและบิดเบือน ทำให้ผู้คนสับสนกับเป้าหมายของชีวิต ทำให้วิธีการก็พลอยเพี้ยนไปด้วย แทนที่เป้าหมายจะเป็น “ความสุข” คนก็ถูกยัดเยียดให้คิดว่าเป้าหมายคือ “รวย”

            เพื่อจะรวย คนจึงต้องหาเงินให้ได้มากที่สุด คิดว่า ถ้ามีเงินแล้วก็จะมีความสุข ซึ่งไม่ว่าจะดูที่ภาพของสังคม หรือของบุคคลก็พบว่าไม่จริง เศรษฐกิจเติบโตทุกปี แต่คนก็ไม่ได้มีความสุขเพิ่มขึ้นทุกปี

            หลายปีก่อน ประเทศฝรั่งเศสขอให้นายโยเซฟ สติกลิตซ์ และอมาตยา เซน สองนักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลไปช่วยทำยุทธศาสตร์ช่วยให้คนฝรั่งเศสมีความสุขมากขึ้น เพราะแม้เศรษฐกิจจะโต คนมีเงินมากขึ้น แต่ก็ยังทุกข์ เครียด บ้าและการฆ่าตัวตายไม่ได้ลดลง

            ถ้าการเรียนรู้คือหัวใจ ชุมชนจะพบว่า สิ่งที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่าเงิน คือ ความรู้ อย่างที่ปู่ย่าตายายเคยสอนไว้ว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน”

            ชุมชนน่าจะสรุปได้ว่า ถ้าไปขอความรู้ มีแต่คนอยากให้ แต่ขอเงินมีแต่คนอยากหนี เพราะไม่มีจะให้ ขอความรู้ ได้ความรู้ แปรความรู้เป็นเงิน จะได้เป็นร้อยเท่าพันทวี

            ถ้าเรียนรู้จริงๆ ก็จะพบว่า ทุนในชุมชนมีมากเพียงพอเพื่อจะอยู่อย่างพอเพียง ทุนทรัพยากร ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ชุมชนต้นแบบจำนวนมากยืนยันเรื่องนี้ ที่ไม่ได้พัฒนาเพราะมีงบอัดฉีด เหมือนไม้ในกระถาง เขารดก็สดชื่น เขาไม่รดก็เหี่ยวเฉา

            ทุนทางสังคมเป็น “ทรัสท์” (trust) ความวางใจที่เป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัย ช่วยเหลือเกื้อกูล ทำให้ชุมชนอยู่รอด เป็นทุนที่ต้องฟื้นฟูบูรณะและรักษาไว้ให้มั่น เพราะไม่มีทุนนี้ ต่างคนต่างอยู่ ชุมชนอ่อนแอ ไม่มีวิสาหกิจชุมชนไหนจะอยู่รอดได้

ลึกๆ แล้ว ทุนนิยมมีอำนาจในการแบ่งแยกและปกครองยิ่งกว่าอำนาจเผด็จการใด เพราะไปทำลายทุนทางสังคม ทำให้ผู้คนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่สามารถรวมตัวกันได้ ครอบงำทำให้ไม่รู้จักเรียนรู้ ทำให้พึ่งพาตนเองไม่ได้ คิดว่าต้องมี “เงิน” เท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้

หน่วยงานราชการก็ดี อปท.ก็ดี ต่างก็พาชาวบ้านไป “ดูงาน” อ้างว่าไปเรียนรู้ แม้จะรู้กันดีว่า ส่วนหนึ่งเพียงเพื่อไปใช้งบประมาณ (ที่เหลือตอนปลายปี) และหาเสียง ไม่ได้มีการเรียนรู้จริง ส่วนใหญ่พาไปดูแบบผิวเผิน เห็นแล้วก็ลืม ไม่ได้ประโยชน์อะไร

การเรียนรู้ดูงานที่ดี จะได้แรงบันดาลใจให้นำสิ่งที่พบเห็นไปสู่การปฏิบัติด้วยตนเองให้ได้ความรู้จริงและเกิดปัญญา เพราะได้ข้อสรุปอย่างน้อยใน 4 ประเด็น คือ ได้เห็นรูปแบบ (form) เนื้อหา (content) กระบวนการ (process) และคุณค่า (values)

ไม่เช่นนั้นจะเหมือนคนไปดูงานที่สวนวนเกษตรของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ที่แปดริ้ว แล้วสรุปว่า ไม่เห็นมีอะไรเลย เห็นแต่ป่า มีต้นไม้มากมาย ไม่รู้มีรายได้จากอะไร แต่คนฉลาด เรียนรู้เป็นได้ “เห็น” ความยิ่งใหญ่ของแนวคิดของ “การเรียนรู้สู่การพึ่งตเนอง” โดยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ของผู้ใหญ่วิบูลย์

คนทั่วไปคิดว่าการเรียนรู้คือการเลียนแบบ เพราะคุ้นเคยกับการท่องหนังสือ ท่องตำราที่คนเขียนไว้สรุปไว้แล้ว ไม่ได้เรียนรู้การแยกแยะ การวิเคราะห์ การเชื่อมโยง การสังเคราะห์ แยกไม่ออกระหว่าง “สิทธิ” กับ “อภิสิทธิ” ระหว่าง “วิธีการ” กับ “หลักการ” ระหว่าง “ระบบ” กับ “ระเบียบ”

เมื่อเรียนรู้คือการเลียนแบบ จึงเฮกันไปเฮกันมา เห็นเขาปลูกอะไรได้ราคาดีก็ปลูกตามเขา เห็นกล้วยราคาหวีละ 50 ก็เฮกันปลูกกล้วยจนเหลือหวีละ 10 บาทยังขายไม่ออก รัฐบาลส่งเสริมอะไรก็เฮตามรัฐบาล

วิสาหกิจชุมชนแตกต่างจากการทำธุรกิจ ชาวบ้านต้องรวมกลุ่มกันจัดการชีวิต จัดการทุนของตนเองเพื่อ “อยู่ให้รอด” ก่อนที่จะ “อยู่ให้รวย” เน้นที่ความร่วมมือ มากกว่าการแข่งขัน การแบ่งปันมากกว่ามุ่งการทำกำไรสูงสุด

วิสาหกิจชุมาชนเป็นพลังสำคัญ เป็นเครื่องมือไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ ถ้าหากเข้าใจในความเป็นศาสตร์และศิลป์ของ “การประกอบการ” หรือ “วิสาหกิจ” นี้

เป็นศาสตร์ คือ เป็นความรู้ที่ต้องเรียนรู้และสร้างใหม่เอง และเป็นศิลป์ คือพลังทางจิตวิญญาณของชุมชน ความเป็นพี่เป็น้อง ความเอื้ออาทรต่อกัน อันเป็นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของชุมชน

วิสาหกิจชุมชนจะให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” มาก่อน “มูลค่า” ถ้ามูลค่าเป็นเป้าหมาย จะทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ จะแข่งขันแย่งชิงผลประโยชน์มากกว่าร่วมมือ

รัฐบาลหวังดีแต่ประสงค์ร้ายถ้าหากส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนแบบ “ธุรกิจชุมชน” เพราะเท่ากับไปตัดกำลัง ทอนจุดแข็งของชุมชน ซึ่งไม่มีทางเป็นธุรกิจแบบทุนนิยมได้ ถ้าเอาปลาเล็กๆ เข้าไปเลี้ยงกับปลาใหญ่ ในบ่อในกระชังไม่รอดแน่นอน ถูกปลาใหญ่กินหมด

รัฐควรส่งเสริมให้วิส่าหกิจชุมชนเติบโตตามศักยภาพที่แท้จริง ปกป้อง เพื่อให้เติบโตจนพึ่งตนเองได้ โดยรัฐบาลควรชัดเจนว่า ระบบเศรษฐกิจ “เทร็คเดียว” แบบทางด่วนที่บังคับให้ทุกคนขึ้นไปวิ่งแข่งกันนั้น วิสาหกิตจชุมชนวิ่งไปไม่ถึงจุดหมายอย่างแน่นอน เหมือนเอารถอีแต้กไปแข่งกับบีเอ็ม

เศรษฐกิจฐานรากจะอยู่ได้ไม่ใช่เป็นฐานการผลิตและการบริโภคให้เศรษฐกิจใหญ่เท่านั้น แต่ให้มีระบบของตัวเอง “ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นทึ่งตนเอง” ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันให้อยู่รอดและมั่นคงได้

สยามรัฐรายวัน 13 มิถุนายน 2561

“อำนาจอาจโกง อำนาจมากก็โกงมาก” ลอร์ดแอ็กตัน คนอังกฤษว่าไว้และอ้างอิงกันทั่วโลก

            อำนาจในรัฐบาล หน่วยงานของรัฐทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น ใครมีอำนาจมากเท่าใดก็แนวโน้มที่จะโกงมากเท่านั้น คงไม่ขึ้นกับระบอบการปกครอง เพราะภายใต้รัฐบาลไม่ว่าเผด็จการหรือประชาธิปไตย ประเทศไทยก็มีการโกง

            ภายใต้รัฐบาลทหารในปัจจุบัน ก็มีการโกงกินคอร์รัปชั่น ทั้งรายใหญ่รายย่อย ในกรณีรายเล็กรายน้อยที่เห็นเป็นข่าวทุกวันคงเป็นเพราะมีการร้องเรียน มีการตรวจสอบ แต่คงโกงกันเป็นประเพณีมานานมากแล้ว ตั้งแต่รัฐบาลไหนก็ไม่รู้

            ไปแตะที่ไหนเจอที่นั่น โกงตั้งแต่เงินช่วยเหลือคนจน คนพิการ คนยากไร้ คนไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีถิ่นที่อยู่อาศัย ไร้ญาติขาดมิตร คนเป็นเอดส์ ไม่เว้นแม้แต่เงินบำรุงวัดพระศาสนา ไปจนถึงค่าอาหารกลางวันเด็ก ไม่รู้ว่าหัวใจคนเหล่านี้ทำด้วยอะไร

            คงไม่มีแต่ในกระทรวงที่เป็นข่าว น่าจะมีการโกงทุกหน่วยงานของรัฐ ไม่มากก็น้อย ถ้าหากมีการตรวจสอบกันจริงๆ

            ก็ไม่ผิดที่จะชี้นิ้วประณามคนทำผิด และเร่งเร้าให้มีการพัฒนาบุคลากร ให้มีจิตสำนึก ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ แต่หากว่าระบบยังเป็นเช่นนี้ ทั้งระบบใหญ่ของสังคมและระบบย่อยในองค์กรต่างๆ การโกงก็ยังจะมีต่อไป เพราะมีช่องทางและโอกาส เพราะบรรยากาศ ค่านิยมของสังคมอำนวย

            ตรรกะคือ คนใช้อำนาจได้มาก โกงได้มาก เพราะมีการควบคุมน้อย ใช้อำนาจได้น้อยโกงน้อยเพราะมีระบบการควบคุมและตรวจสอบมาก ทำอย่างไรสังคมไทยจะมีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง ที่ป้องกันการโกงกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            เมื่อกรุงเทพฯ เริ่มติดตั้งกล้องบนถนนเพื่อแก้ปัญหาจราจร ข่าวว่าวันแรกๆ มีรถยนต์ที่ฝ่าฝืนกฎจราจร ปาดหน้าขึ้นสะพาน ลงอุโมงค์ ออกจากเส้นทึบ ฝ่าไฟแดง นับแสนคัน มีการส่งใบแจ้งปรับไปถึงบ้าน วันนี้พฤติกรรมดังกล่าวน้อยลงมาก ถ้ามีแต่ตำรวจไปดักตามมุมตามสี่แยก คนไม่กลัว เพราะรู้ว่า จะมีที่ไหนเวลาไหน แต่กล้องวงจรปิดมี 24 ชั่วโมง

            อำนาจผู้บริหารสถานศึกษามีช่องว่างให้โกงมากมายเพราะไม่มีกลไกตรวจสอบ มีแต่หน่วยกล้าตายไปร้องเรียน มีแต่เรื่อง “บังเอิญ” ว่ามีคนไปพบ หรือกรณีขัดแย้งที่โด่งดังขึ้นมา จึง “เกิดเรื่อง”

            สถานศึกษามีคณะกรรมการ มีผู้แทนชุมชนไปร่วม แต่คณะกรรมการเหล่านี้ไม่มีอำนาจ ไม่สามารถไปตรวจสอบงบประมาณ การใช้จ่าย บัญชีของโรงเรียน ไม่มีอำนาจ “อนุมัติ” โครงการ กิจกรรมของโรงเรียน ปากก็อยากให้ชุมชนมีส่วนร่วม แต่ครูใหญ่ครูน้อยยังรวบอำนาจ การโกงก็ย่อมเกิดง่าย

            ข้าราชการที่ยังทำตัวเป็น “เจ้านาย” ไม่เป็นข้ารับใช้ประชาชน ไม่สำนึกว่ากินเงินเดือนจากภาษีประชาชน มีแนวโน้มที่จะไม่ปล่อยให้มีกลไกหรือระบบอะไรมาตรวจสอบการใช้อำนาจของตนเอง

            ผู้นำชุมชนบางคนเป็นกรรมการในโรงเรียน เล่าให้ฟังว่า ในที่ประชุม เมื่อไปตั้งคำถามหรือโต้แย้ง ผู้อำนวยการโรงเรียนก็จะตอกกลับว่า คุณจบอะไรมา ท่าทีดูถูกชาวบ้านแบบนี้ มีโอกาสเมื่อใดก็โกงได้เมื่อนั้น เพราะเริ่มต้นที่ “โกงอำนาจ” ประชาชน ไม่ยอมให้ตรวจสอบ

            การมีอำนาจ มีโอกาส แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าที่เราคิดว่าเป็นผู้นำทางศีลธรรมก็ยังหลงผิดได้ ถ้ามีระบบกลไกที่คอยช่วยเหลือดูแลวัดวาอาราม เงินทองทรัพย์สินของวัดที่เป็นของชุมชนจริงๆ ปัญหาอย่างที่เป็นข่าวคงไม่เกิด ถ้าจะมีก็คงน้อย

            นี่ขนาดคณะกรรมการปฏิรูปศาสนาเสนอให้ทุกวัดทำบัญชีเงินทองของวัดก็ยังมีการต่อต้าน ที่ทำๆ กันก็เป็นวัดที่สมัครใจและถูกยกย่องให้เป็นต้นแบบ แต่ก็ไม่มีกฎระเบียบอะไรที่บังคับ เหมือนกรุงเทพฯ ถ้าไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งตามถนนหนทาง คนก็ยังทำผิด ยัง “โกงกัน” บนถนนเรื่อยไป

            ถ้าวัดมีมูลนิธิคอยดูแลการเงิน ถ้าทุกโรงเรียนมีคณะกรรมการที่มีอำนาจในการบริหารงบประมาณโรงเรียน เงินอุดหนุน รายได้ แผนงาน โครงการ กิจกรรมของโรงเรียน รายรับ รายจ่าย ถ้าชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการวัดและโรงเรียนจริง วัดและโรงเรียนจะโปรงใส พัฒนาอย่างแน่นอน

            ไม่รอให้มีแต่เรื่อง “บังเอิญ” ที่ดังขึ้นมาแล้วค่อยไปแก้ไขอย่างที่เกิดขึ้นทุกวัน เอาคนผิดมาลงโทษ แล้วก็รอให้เกิดเรื่องอีกโดยไม่มีการสร้างระบบกลไกอะไรขึ้นมา ก็แก้ปัญหากันไม่รู้จบอย่างที่เห็น

            ปัญหาการโกงกินในบ้านเมืองเราวันนี้คล้ายกับโรคเอดส์เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ระบาดไปทั่วทุกวงการ ถ้ารัฐบาลยังรวมศูนย์อำนาจ ไม่กระจายอำนาจ ใช้แต่ระบบสั่งการ ไม่ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ไม่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม คงแก้ปัญหาอาหารกลางวัน ปัญหาโรงเรียน ปัญหาวัดไม่ได้

            โรงเรียนที่มีอาหารกลางวันอุดมสมบูรณ์มีหลายแห่ง มีงบต่อหัววันละ 20 บาทเหมือนทุกแห่ง แต่เพราะมี “ปัญญา” ในการพัฒนา “ทุนโรงเรียน” ซึ่งมีมากกว่าเงิน คือ ทุนทางสังคมของชุมชน ที่มีส่วนร่วมในการจัดการเรื่องอาหารกลางวัน

            ชุมชนพร้อมที่จะให้พันธุ์ปลา พันธุ์ไก่ไข่ ไก่เนื้อ พันธุ์ผัก และอื่นๆ พร้อมที่ช่วยเหลือให้ทั้งความรู้และแรงงานในการเตรียมอาหาร ถ้าหากครูในโรงเรียนเปิดใจเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมแก้ปัญหา ร่วมพัฒนา นอกจากจะไม่มีการโกงกินแล้ว เด็กและครูก็มีอาหารกินอย่างสมบูรณ์

            สังคมอำนาจ สังคมอุปถัมภ์ กัดกินตัวเอง เพราะไร้ธรรมาภิบาล แม้แต่วัดและโรงเรียนที่น่าจะมี “คุณธรรม” ก็ยังทำหน้าที่ของตนไม่ได้

ลิเกหลงโรง

Thursday, 07 June 2018 05:11 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 6 มิถุนายน 2561

รายการข่าวทีวีที่เอาคนมาวิเคราะห์ และทะเลาะกัน บางวันก็มีสาระ บางวันก็เป็นจำอวดลิเก อย่างวันก่อนที่เอาคนสองกลุ่มที่เชื่อและไม่เชื่อในเรื่องลงองค์ทรงเจ้ามา “ปะทะ-ประชัน” กัน อาจจะมันสำหรับคนจัด แต่ลิเกหลงโรงแบบนี้เปิดไปดูมวยหรือดูนายหม่ำกับพวกยังสนุกกว่า

            มนุษย์อหังการ์มากถ้าหากประกาศว่า อะไรที่อธิบายไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เชื่อถือไม่ได้ ชีวิตคนเราไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะอธิบายได้ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยวิทยาศาสตร์ ว่ากันจริงๆ แล้ว คนเราอยู่กันด้วยความเชื่อมากกว่าความรู้ อยู่กันด้วยอารมณ์ความรู้สึกและอะไรลึกๆ ที่อธิบายไม่ได้ มากกว่าด้วยเหตุผล

            คนไม่รู้อะไรอีกมากมายนัก โดยเฉพาะเรื่องทางจิต และเพราะเป็น “สัตว์ที่มีเหตุผล” อย่างที่นักปราชญ์ให้คำนิยาม คนเราจึงพยายามหาเหตุผล หาคำตอบในทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต ไม่ว่าชาติก่อน ชาตินี้ หรือชาติหน้า สารพัดเรื่องที่อยากรู้

            ทุกยุคทุกสมัยจึงมีหมอดู มีโหร มีคนที่ทำมาหากินบนความอยากรู้ของผู้คน บนความทุกข์ที่ต้องการหาทางออก ความเครียด ความกดดัน ปรากฎการณ์ดังกล่าวน่าจะมีความจริง มีความหมายอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีใครเชื่อถือและเลิกกันไปหมดแล้ว

            เมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนที่ไปศึกษาเรื่อง “ผีปอบ” กับคุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญาในขณะนั้น ท่านบอกว่า รอบๆ โรงพยาบาลมี “สำนัก” อยู่ 7-8 แห่ง มีร่างทรงที่ญาติพา “คนที่มีปัญหา” ไปขอให้ช่วย ทั้งก่อนและหลังจากที่ไปพบแพทย์ที่ศรีธัญญา

            คนไทยใช้ศาสตร์อะไรก็ได้ที่ช่วยให้หาย ไม่ว่าวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ ซึ่งก็ไม่ได้ดีมีคุณธรรมมากกว่ากันนัก ไม่ใช่ว่ามีแต่คนลงองค์ทรงเจ้าบางคนที่ “หลอก” ชาวบ้าน แพทย์หลายคนและโรงพยาบาลหลายแห่ง บริษัทผลิตยา ผลิตเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องสำอางค์ ก็ “หลอก” ผู้คนด้วยวีธีการที่แนบเนียนไม่น้อยไปกว่ากัน ทุนนิยมสามานย์ไม่ปรานีใคร

            มีประโยชน์อะไรที่ทีวีจะเอาพระ เอามือปราบสัมภเวสี มาโต้เถียงกับบรรดาร่างทรง เพื่อจะกล่าวหากันเรื่องความจริง ความไม่จริง เรื่องหลอกหรือไม่หลอก ไม่มีผู้ชนะ แพ้ทุกคน รวมทั้งทีวีและพิธีกร

            ถ้าจะทำประโยชน์ให้สังคม ทำไมไม่ไปศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องการลงองค์ทรงเจ้า เรื่องพลังจิตเชิญนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาวิเคราะห์ น่าจะประเทืองปัญญามากกว่า จะได้แยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร เพราะได้มีการศึกษาปรากฎการณ์นี้มานานแล้ว เป็นวิทยานิพนธ์ทั้งปริญญาโทปริญญาเอก

            เรื่องจิต เรื่องพลังจิตเป็นอะไรที่ซับซ้อน เรื่องชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า มีการศึกษาการวิจัยทางวิชาการมากมายทั่วโลก ทั้งปรจิตวิทยา (parapsychology) มิติที่สี่ สัมผัสที่หก จึงไม่ควรสรุปเหมารวมอะไรง่ายๆ ถ้าศึกษาด้วยใจเปิดกว้างก็จะเกิดปัญญาแก่ตนเองและสาธารณะ

            แนะนำคนทำทีวีเปิดดูในยูทูป “เสวนา ตายแล้วเกิดใหม่” ซึ่งจัดโดยยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2543 โดยผู้ร่วมเสวนา คือ นายแพทย์เฉก ธนะสิริ รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี นายแพทย์ชินโอสถ หัสบำเรอ โดยมีนายแพทย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนามเป็นผู้ดำเนินรายการ

            ทุกท่านล้วนเป็นแพทย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาและปฏิบัติ ที่เล่าเรื่องจากประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละท่านอย่างน่าสนใจ อาจจะมีคนตั้งคำถามว่า แล้วที่ท่านเชื่อว่าชาติก่อนท่านเป็นอะไร พิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์หรือ

            คงต้องกลับไปถามบาทหลวงตาชาร์ด มิชชันนารีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่บันทึกไว้ว่า ให้เป็นที่ประหลาดใจยิ่งนักที่โหรชาวสยามทำนายสุริยุปราคาผิดไปเพียง 1 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่เชื่อว่าโลกแบน และมีสามโลก (ใต้พิภพ พิภพและสวรรค์) ท่านไม่ได้บันทึกไว้ว่า ท่านเองที่เป็นนักดาราศาสตร์เชื่อว่าโลกกลมทำนายผิดไปกี่ชั่วโมง แต่ละ “ศาสตร์” ล้วนมีตรรกะและวิธีวิทยาของตัวเอง ให้คำตอบและคำอธิบายได้

            คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ไปศึกษาปริญญาเอกทางมานุษยวิทยาการแพทย์ที่ฮาร์วาร์ด เล่าว่า ถนนทางเข้ามหาวิทยาลัยเต็มไปด้วย “สำนัก” ที่มีการรักษามากมายหลายแบบจากทั่วโลก เขาเอามาตั้งไว้เพื่อให้เป็นที่ศึกษาว่า เขาทำกันอย่างไร ได้ผลอย่างไร ทำไมคนจึงยังเชื่อ

            หลายปีก่อน เคยมีงานวิจัยอ้างว่า ที่กรุงเทพฯ มีร่างทรงลงองค์ลงจ้าอยู่ถึง 20,000 คน เป็นสำนักและไม่เป็น ตัวเลขอาจจะมากไป แต่อาจเป็นไปได้ ถ้าคิดว่า คนกรุงเทพฯ เครียด บ้า และมีปัญหาทางจิตใจมาก ต้องการคนช่วยเหลือไม่ว่ารูปแบบใดมากที่สุด

            คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักจิตแพทย์ และถึงรู้ก็คงไม่เชื่อด้วยว่าจะช่วยเหลือตนได้มากกว่าบรรดา “เทพเจ้า” ในร่างทรงทั้งหลาย ด้วยความเชื่อเป็นทุน ไปถึงสำนักอาจหายบ้าหายเครียดไปครึ่งหนึ่งแล้วก็ได้

            นี่เป็นวิถีแบบไทยๆ แบบบ้านๆ ก็แล้วแต่จะเรียก แต่เป็นวิธีการในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ไม่ได้แตกต่างไปจากที่ฝรั่งไปหาจิตแพทย์ คนละวิธีคิด คนละวิธีการ คนละ “กระบวนทัศน์” เท่านั้น

            นักจัดรายการทีวีคนหนึ่งออกมาวิเคราะห์ฟันธงเชิดชูฝรั่งดูถูกคนไทย ว่าเขาใช้จิตแพทย์ ไม่งมงายใช้ร่างทรง แต่คนไทยทั่วไปคิดไม่ต่างจากเติ้ง เสี่ยวผิงว่า แมวดำแมวขาวไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็พอ

            ส่วนเรื่องที่ร่างทรงจะเป็นของจริงหรือของปลอม เป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะตัดสิน ถ้าไม่จริง ต้นตุ๋นหลอกลวง สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ จะเป็นหมอดู เป็นลิเก ก็เรื่องของเขา อย่าเอามาออกทีวีดีกว่า

            การปฏิรูปศาสนา ความเชื่อ ในสังคมไทยไม่เกิด ถ้าไม่ปฏิรูประบบโครงสร้าง (อำนาจ) และไม่ปฏิรูปการศึกษา เราคงจะได้เห็นลิเกหลงโรงในจอทีวี และ “ลิเกโรงใหญ่” ใน “การเมือง” กันต่อไป