phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์

การพัฒนาที่ใช้วัฒนธรรมชุมชนเป็นฐานค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาทีละเล็กละน้อย องค์กรพัฒนาเอกชนที่เห็นด้วยกันในแนวคิดนี้ร่วมมือกันทำงาน องค์กรพัฒนาระหว่างประเทศที่มีสาขาในเมืองไทยอย่างเร็ด บาร์นา  มีพื้นที่ทำงานอยู่ทางขอนแก่น เริ่มค้นหาหมอยาพื้นบ้านที่ยังมีลักษณะแบบพื้นบ้านจริงๆ คือ ยังทำงานด้วยจิตอาสา ไม่ได้เรียกค่าตอบแทนเหมือนแพทย์หรือเภสัชสมัยใหม่ ใครให้เท่าไรก็ได้

                ยงยุทธ ตรีนุชกร ประสานงานจนได้หมอยาพื้นบ้าน 123 คน ชวนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เดือนละครั้ง มีหมอยาพื้นบ้านรุ่นครูอย่างพ่อทองอ่อน สิทธิไกรพงษ์ ผู้ซึ่งได้ใบอนุญาตทั้งเภสัชกรรมและเวชกรรมมาเป็นพี่เลี้ยง และมีแพทย์หลายคนจากโรงพยาบาลใกล้เคียงมาร่วมให้คำแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์เสริมเติมกันระหว่างแพทย์ที่แม้ว่าจะต่างตระกูล แต่ก็เรียนรู้จากกันได้

                เรื่องนี้ต้องยกให้พ่อทองอ่อน สิทธิไกรพงษ์ คนขอนแก่น ผู้สืบทอดแนวคิดแนวทางของคุณหมออวย เกตุสิงห์ ผู้ก่อตั้งอายุรเวทวิทยาลัยและสร้างรากฐานให้การแพทย์แผนไทยประยุกต์

                พ่อทองอ่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญให้กระทรวงสาธารณสุขและมหาวิทยาลัยมหิดลโดยเฉพาะในเรื่องศัพท์แสงภาษาท้องถิ่น เพราะการเรียนการสอบให้ได้ใบประกอบโรคศิลปะมีปัญหามาก เนื่องจากเรียกชื่อโรคก็ดี อาการก็ดี ยาก็ดีไม่เหมือนกัน บางทียังแปลไม่ตรงกันอีก

สยามรัฐรายวัน 6 สิงหาคม 2557

ปัญหาสำคัญของคนไทยจำนวนมากวันนี้ ทั้งในชนบทและในเมือง คือ ไม่พออยู่ ไม่พอกิน ไม่พอใช้ หมายความว่ายังเอาตัวรอดไม่ได้ ยังเหมือนกำลังจะจมน้ำตาย หรือคนป่วย บางคนป่วยหนักถึงขั้นโคม่า อยู่ในห้องไอซียู การพัฒนาจึงเหมืนกับการเข่นครกขึ้นภูเขา ไม่ได้มีแค่ลูกเดียว แต่ 3 ลูก

                ลูกที่ 1 คือ ทำอย่างไรให้คน “รอด” ให้ได้ (survival) ซึ่งเกณฑ์ของการอยู่รอดสามารถวัดได้โดยใช้กรอบเกณฑ์ความยากจน หนี้สิน อาชีพรายได้ สวัสดิการความมั่นคง ทรัพยากร ครอบครัวชุมชน โดยมีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมเพื่อประเมินตนเอง อบต. เทศบาลจำนวนมากได้เรียนรู้เรื่องนี้ ทั้งกรอบ เกณฑ์ ตัวชี้วัด โดยสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเคยให้การฝึกอบรมมาแล้ว เพียงแต่จะเอาไปทำหรือไม่เท่านั้น

                ตัวอย่างตัวชี้วัดเรื่องหนี้สิน มีหนี้สินนอกระบบดอกเบี้ยสูงมากน้อยเพียงใด  มีหนี้ในระบบมากมายจนไม่รู้จะหลุดพ้นได้อย่างไร  จำนวน “หนี้เน่า” ที่แช่ไว้และไม่มีทางออกมีมากเพียงใด

                มีตัวชี้วัด 29 ตัวเพื่อให้ครอบครัวและชุมชนประเมินตนเองว่า จะรอดหรือไม่รอด ยังอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ ป่วยหนักแค่ไหน เพื่อจะได้หาทางเยียวยารักษา ถ้าไม่มีการตรวจสอบตนเองเหมือนหมอวินิจฉัยโรคให้ดี ก็ยากที่จะหายป่วยได้ รอแต่หมอ รอแต่ยา โดยไม่ดูแลตนเองก็ยากจะหายขาด กินยาหาหมอ อาการดีขึ้น แล้วกลับไปสู่พฤติกรรมการกินการอยู่แบบเดิมก็ป่วยอีก หมอที่ไหนก็รักษาไม่หาย

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 1 สิงหาคม 2557

การสรุปบทเรียนความล้มเหลวของการพัฒนาทำให้พวกเราปรับกระบวนทัศน์พัฒนาใหม่ ปรับวิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า รวมไปถึงปรับฐานการมองโลกความเป็นจริง หรือโลกทัศน์ชีวทัศน์ทั้งหมด

                เราต้องหาทางกำจัดวาทกรรมการพัฒนา “โง่ จน เจ็บ” ไม่ใช่ด้วยวาทกรรมใหม่ที่อาจเป็นเพียงการโต้เถียงทางวิชาการจนถูกประณามว่าเป็นการสำเร็จความไคร่ทางความคิด (intellectual masturbation) แต่ด้วยการกระทำที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้ ทำให้เห็นว่า ชาวบ้านไม่ได้โง่ แต่ถูกทำให้โง่ หรือทำให้เชื่อว่าตนเองโง่ ไม่ได้จน ไม่ได้เจ็บ แต่ถูกทำให้เป็นเช่นนั้น หรือทำให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น

                คนจนไม่ได้โง่ จน เจ็บ มาแต่เกิด แต่การครอบงำทางวัฒนธรรมทำให้พวกเขาเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น พวกเขาขาดโอกาสที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่างหาก เพราะถ้าหากมีโอกาส พวกเขาอาจเก่งกว่า ดีกว่า และทำอะไรได้มากมายกว่าหลายคนที่ได้โอกาสมากกว่า

                การครอบงำทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า hegemony ตามแนวคิดของกรัมชี่นั้นแยบยลแต่รุนแรง เพราะมันมีพลังสกัดการต่อต้านของชุมชนได้เป็นอย่างดี คนเราถ้าถูกดูถูกดูหมิ่นว่าโง่บ่อยๆ ได้ยินทุกวัน วันละหลายครั้ง ไม่นานก็จะเริ่มเชื่อว่าตนเองโง่จริง เริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง หมดความภูมิใจในตัวเอง เริ่มดูถูกตัวเองไปด้วย และนี่คือสถานการณ์ของชาวบ้านจำนวนมาก

สยามรัฐรายวัน 30 กรกฎาคม 2557

หนี้คือเครื่องบ่งชี้สถานภาพของสังคม วันนี้หนี้เสียหนี้เน่าในระบบนอกระบบเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสอย่างยิ่ง และเกี่ยวโยงไปถึงเศรษฐกิจสังคมของประเทศโดยรวม คนเป็นหนี้แบบไม่มีทางออกก็เป็นทุกข์ กินไม่ได้นอนไม่หลับ สุขภาพเสื่อมโทรม เจ็บป่วย ทำงานหนักสายตัวแทบขาดก็ยังหาเงินได้ไม่พอเพื่อจ่ายหนี้ที่ค้างอยู่ ดอกเบี้ยที่เบ่งบานเป็นดินพอกหางหมู และค่าใช้จ่ายประจำวันที่มีแต่จะเพิ่มขึ้น

                เมื่อรายได้ที่หมู่บ้านไม่พอก็ออกไปหาเงินที่กรุงทพฯ ต่างที่ต่างถิ่นต่างประเทศ ไม่มีทางจริงๆ ก็ขายที่ขายทางใช้หนี้แล้วก็อพยพไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น ถิ่นอื่น ในเมือง ในชุมชนแออัด หรือบุกรุกเบิกถางพื้นที่ใหม่ในที่ห่างไกลในป่า ก็คงไม่ต้องบอกว่าป่าอะไร

                ที่ยังดิ้นรนอยู่ที่บ้านหรือในเมือง ยังคิดว่าพอจะมีทางออก ทำมาค้าขาย เช่น แม่ค้าในตลาด ก็ไปกู้ยืมเงินนอกระบบ ดอกเบี้ยเท่าไรพูดไปแล้วขนลุก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า เมื่อคนเราจนตรอก เท่าไรก็ต้องยอม หวังว่าจะถูกหวยบ้าง หวังว่าจะมีใครมาช่วยด้วยโครงการแบบประชานิยม เพราะเห็นผลทันตาดี

                ปัญหาหนี้สินเป็นปัญหาโครงสร้าง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ไม่เท่าเทียมทางโอกาสในการเรียนรู้และการพัฒนา ปัญหายุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาประเทศ แต่การแก้ไขปัญหาโครงสร้างคงต้องใช้เวลา คสช.คงไม่อาจเนรมิตสังคมไทยให้มีความสุขได้ทันทีทันใด

สยามรัฐสัปดาวิจารณ์  25 กรกฎาคม 2557

ผมไปร่วมงานพัฒนาชุมชนกับองค์กรพัฒนาเอกชนตั้งแต่ปี 2521 ในยุคนั้นมีองค์กรพัฒนาเอกชน ที่เรียกกันว่า NGO อยู่ไม่กี่องค์กร ที่รู้จักกันดีก็มูลนิธิบูรณชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเกิดจากแนวคิดของ ดร.เจมส์ วาย ซี เยน นักคิดนักปฏิบัตินักพัฒนาชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่อพยพไปอยู่ไต้หวันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อตั้งขบวนการฟื้นฟูบูรณะชนบท ขยายไปยังฟิลิปปินส์ แล้วมาที่ประเทศไทย

                สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนาและสภาคริสตจักรเป็นอีกสององค์กรที่ทำงานพัฒนาสังคม มีการประสานงานกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยการจัดการประชุมสัมมนาร่วมกันบ่อยๆ  

                เมื่อปี 2524 สภาคาทอลิกฯ จัดให้มีการสัมมนาเรื่องวัฒนธรรมกับการพัฒนาชุมชนขึ้นที่สวางคนิวาส เชิญนักวิชาการ นักพัฒนา ผู้นำชุมชน มาร่วมด้วยกว่าร้อยคน จำได้ดีว่ามีอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา อาจารย์สุริชัย หวั่นแก้ว จากจุฬาฯ อาจารย์บัณฑร อ่อนดำ จากธรรมศาสตร์ คุณบำรุง บุญปัญญา และนักพัฒนาอีกหลายคนที่ออกมาจากมูลนิธิบูรณชนบทฯ รวมทั้งผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนวิถีชีวิต

                การสัมมนาครั้งนั้นนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์การพัฒนาของสังคมไทยก็ว่าได้ เพราะทำให้คนกลุ่มหนึ่งที่คลุกคลีอยู่กับการพัฒนาชุมชนกลับมาคิดทบทวนถึงแนวทางที่ทำอยู่อย่างถึงรากถึงโคน ประเมินและวิพากษ์ตนเองว่า ที่ทำอยู่นั้นได้ผลจริงหรือ ผิดพลาดล้มเหลวเพราะอะไร

สยามรัฐรายวัน 23 กรกฎาคม 2557

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างนักกีฬากับโค้ช การวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่พุ่งไปที่นักกีฬาที่ไม่มีวินัย และกระทบคนไทยทั่วไปว่า เป็นคนไม่มีวินัย ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้  คสช. กำลังพยายามจัดระเบียบสังคม ทำให้คนมีวินัยมากขึ้น

                ความจริง คนไทยมีวินัยได้ถ้ามีการฝึกฝน ถ้ามีการจัดการที่ดี อย่างกรณีมวยไทยที่อยากเขียนถึงวันนี้ เป็นกรณีตัวอย่างของเครื่องมือการฝึกฝนคนให้มีวินัย มวยไทยมีคุณค่าและความหมายมาก อยากให้คนไทยหันมาเรียนมาฝึกมวยไทยกันให้มาก หาก คสช.เห็นความสำคัญ ส่งเสริม ก็จะไปได้เร็ว

                จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ มวยไทยเป็นอะไรที่พ่อแม่คนชั้นกลาง คนมีเงินไม่ค่อยสนใจให้ลูกไปฝึกไปเรียน เพราะภาพลักษณ์ของมวยไทยเป็นภาพของความรุนแรง เป็นเรื่องของคนที่เอาร่างกายและความเจ็บปวดไปแลกกับเงิน เพราะเป็นคนจน คนบ้านนอก ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า

                มวยไทยที่รู้กันตอนนั้นเป็นมวยที่ต่อยกันบนเวที ตั้งแต่งานวัดไปจนถึงราชดำเนินลุมพินี เป็นมวยตู้ที่ดูกันตอนแรกก็เสาร์อาทิตย์ ต่อมาก็ดูถ่ายทอดสดกันเกือบทุกวัน เป็นการพนัน เป็นธุรกิจ เป็นแหล่งมั่วสุม อบายมุข และเป็นอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ดีเอาเสียเลย

(รียนผู้อ่านทุกท่าน ตั้งแต่นี้ไป จะนำบทความมาลงสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง วันพุธ เป็นบทความที่ลงในสยามรัฐรายวัน และวันจันทร์ บทความที่ลงในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ และอาจมีข้อเขียนอื่นอีกเป็นครั้งคราว ขอบคุณที่ติดตามและสำหรับความเห็น วิจารณ์ ติชมที่ส่งมาทางอีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ผมเป็นคนบ้านนอก เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ จริงๆ เมื่อกลางปี 2521 เป็นอาจารย์ประจำที่คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยากาศเมืองไทยยังค่อนข้างตึงเครียดหลัง 6 ตุลาฯ มาเป็นรัฐบาลหอย อยู่ได้ปีเดียวก็เกิดรัฐประหารอีกรอบโดยทหารคณะเดียวกัน เข้าสู่ทศวรรษประชาธิปไตยครึ่งใบ

                ผมเป็นนักเรียนปรัชญา เรียนมาทั้งตรีโทเอก ได้เรียนมานุษยวิทยา สังคมวิทยา และจิตวิทยาสังคมเป็นวิชารอง แต่ก็สนใจปัญหาสังคม ปัญหาชีวิตจริงของผู้คน การเรียนปรัชญาทำให้ตั้งคำถามและพยายามหาคำตอบ หาความหมายของสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา

                เริ่มงานสอนปรัชญาแบบร้อนวิชา สอนปรัชญาตะวันตกและอารยธรรมตะวันตกในส่วนที่เป็นเรื่องปรัชญาซึ่งเป็นวิชาพื้นฐาน แรกๆ ก็สนุกกับการได้นำสิ่งที่เรียนมาใช้ในการเรียนการสอน ไม่นานก็เริ่มเหนื่อยหน่าย เพราะการเรียนปรัชญาไม่ใช่วิชาที่ต้องท่อง แต่เป็นอะไรที่ต้องถกเถียง เป็นกระบวนการแบบ “วิภาษวิธี” ที่ดูเหมือนนักศึกษาไทยไม่คุ้นเคย แม้แต่นักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ขึ้นชื่อว่ามีความเป็นตัวของตัวเองสูง วิพากษ์วิจารณ์เก่ง แต่หลัง 6 ตุลาฯ ธรรมศาสตร์เองก็เข้าสู่ยุคสายลมแสงแดด นักวิพากษ์สังคมไทยส่วนใหญ่เข้าป่าไปหมดแล้ว

จัดระเบียบ

Wednesday, 16 July 2014 08:12 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 16 กรกฎาคม 2557

ตั้งแต่ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 สังคมไทยสวิงไปมาระหว่างอำนาจสองขั้ว รัฐบาลพลเรือนอยู่ได้พักหนึ่ง ทหารก็เข้ามา อ้างว่ามาจัดระเบียบ เพราะสังคมไทยไร้ระเบียบ ไม่ยึดถือกติกา ทำผิดกฎหมาย โกงกินบ้านเมือง ทำให้บ้านเมืองพินาศฉิบหาย

          เมื่อฉีกแม่บทของระเบียบสูงสุดแล้วก็ร่างขึ้นมาใหม่ นี่ก็ฉีกไปแล้ว 18 ฉบับ กำลังร่างฉบับที่ 19 ซึ่งเป็นเพียงชั่วคราว และคงมีฉบับที่ 20 ของจริงตามมา

          ในเวลาเดียวกันเราก็เห็นความพยายามที่จะจัดระเบียบสังคม กำจัดอิทธิพล อำนาจมืด ตั้งแต่อาวุธสงคราม ไปถึงวินมอเตอร์ไซค์ รถตู้ ชายหาด บาทวิถี และขยายออกไปถึงการจัดระเบียบที่ดิน การรุกที่ป่าสงวน อุทยาน ที่สาธารณะส่วนรวมที่มีคนเอาไปเป็นของส่วนตัว

          คนส่วนใหญ่ก็โมทนาสาธุ แม้ลึกๆ แล้วก็ไม่ทราบว่าเป็นการแก้ปัญหายั่งยื่นหรือไม่ หลายคนสงสัยว่า เมื่อไรที่อำนาจที่ควบคุมภายนอกเปลี่ยนไป กลับไปเป็นรัฐบาลพลเรือน ทุกอย่างก็อาจกลับไปเหมือนเดิม เพราะรากเหง้าของปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข

สยามรัฐรายวัน  9 กรกฎาคม 2557

คุณหมอประเวศ วะสี เสนอว่า การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาไม่สำเร็จเพราะเหตุผลหลายประการ ประการหนึ่ง คือ ระบบราชการ ท่านบอกว่า ข้าราชการจะต้องปรับบทบาทหน้าที่ของตนเองใหม่

“ระบบราชการ คือ การควบคุม แต่ระบบการศึกษา คือ ความงอกงาม เติบโต หลากหลาย เมื่อเราจัดระบบการศึกษาใส่ระบบราชการก็เหมือนจัดต้นไม้บนกระถางบอนไซ การศึกษาต้องออกจากกระถางบอนไซ จะต้องเติบโตขึ้นด้วยความหลากหลายตามธรรมชาติ  การศึกษาที่ดีต้องตอบความสุข ความชื่นชม ความงอกงาม”

ในอดีต การศึกษาอยู่ในวัด อยู่ในครอบครัว อยู่ในชุมชน ในชีวิตจริง ในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป การศึกษาออกจากวัดไปอยู่ในกระทรวง ไปอยู่กับระบบราชการ สังคมไทยกลายเป็นสังคมไม่เรียนรู้ เป็นสังคมท่องหนังสือ แข่งขันกับสอบ อยู่ได้ด้วยกฎระเบียบ คุณหมอประเวศบอกว่า

“สังคมไทยอ่อนแอทางปัญญา มีความรู้น้อย ใช้ระบบอำนาจเป็นใหญ่เนื่องจากขาดความรู้ เช่น ระบบราชการ คือ ตัวแทนขององค์กรเชิงอำนาจ   มีแต่เน้นกฎหมาย ระเบียบ การสั่งการและการควบคุม ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะสังคมไทยปัจจุบันมีปัญหาที่ซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขมากขึ้น”

สยามรัฐรายวัน 2 กรกฎาคม 2557

โรดแมปการพัฒนาชุมชนยั่งยืนนั้นอาจใช้ “สูตร 3-5-3” ซึ่งเป็นการสรุปบทเรียนจากการทำงานกับชุมชน จากความสำเร็จและความล้มเหลว จากชุมชนต้นแบบที่ผ่านการเรียนรู้และการพัฒนา ก้าวพ้นสภาวะความยากจนและความด้อยพัฒนามาก่อน จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศ

                สูตร 3-5-3 เริ่มด้วย 3 ขั้นสู่การพัฒนายั่งยืน คือ “รอด-พอเพียง-มั่นคงยั่งยืน” (ทฤษฎี 3S : survived-sufficient-sustainable)  เริ่มจากทำอย่างไรให้รอดจากความยากจน ปัญหาหนี้สิน ซึ่งเป็นสภาพติดลบของชีวิต เป็นวงจรอุบาทว์ที่หาทางออกไม่ได้ เหมือนคนกำลังจะจมน้ำตาย ทำอย่างไรให้รอดได้

                ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพนี้ เช่นเดียวกับชุมชนหมู่บ้าน อบต. เทศบาล ซึ่งได้มีการสำรวจวิจัยแบบมีส่วนร่วม โดยการประเมินจากภายนอกภายใน และให้ชุมชนประเมินตนเองด้วยพบว่า ร้อยละ 80 ยังอยู่ในสภาพนี้ แม้ว่าส่วนใหญ่ก็มีความพยายามที่จะปลดปล่อยตนเองจากาสภาพดังกล่าว แต่ยังขาดวิธีคิด วิธีปฏิบัติ ขาดเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาตนเอง ส่วนใหญ่ยังรอแต่งบประมาณจากรัฐ จากภายนอก

                ชุมชนประมาณร้อยละ 18 อยู่ในสภาพที่รอดแล้ว และกำลังพัฒนาในระดับ “พอเพียง” ค่อยๆ สร้างระบบเศรษฐกิจสังคมของตนเอง ชุมชนเหล่านี้ถามตนเองและหาคำตอบว่า เมื่อรอดแล้ว ทำอย่างไรให้อยู่อย่างพอเพียง พึ่งพาตนเองได้และมีความสุขตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง