phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สายพานชีวิต

Tuesday, 04 November 2014 11:05 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 31 ตุลาคม 2557

สายพานชีวิต เป็นชื่อปาฐกถาโกมล คีมทอง ปี 2528 ซึ่งมูลนิโกมล คีมทองจัดขึ้นทุกปีที่ธรรมศาสตร์ เป็นชื่อที่ผู้ได้รับเชิญ คือ ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม กำหนดขึ้นเอง

                โกมล คีมทอง เกิดที่สุโขทัยเมื่อปี 2489 เรียนจบคุรุศาสตร์ที่จุฬาฯ เมื่อปี 2512 ได้ก่อตั้งและเป็นครูใหญ่โรงเรียนประชาบาลที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎรธานี ตั้งใจสร้างโรงเรียนชุมชนในอุดมคติที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้ลูกหลานของตน เขาถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2514 มีการก่อตั้งมูลนิธิโกมล คีมทองขึ้นในปีเดียวกัน เพื่อสานต่อและสนับสนุนผู้มีอุดมคติให้แพร่หลายในสังคมโดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ และเพื่อสนับสนุนให้มีความเสียสละเพื่อสังคม มีอุดมคติ และเป็นผู้นำชุมชนที่ดี

                ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านห้วยหิน ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อก่อนก็ทำมาหากินเหมือนคนทั่วๆ ไป ไปบุกเบิกที่ทำกินปลูกพืชเดี่ยวหลายอย่าง ทั้งฝ้าย มันสำปะหลัง ข้าวโพด รับซื้อผลผลิตจากช้าวบ้านไปขายต่ออีกด้วย แต่ทำไปทำมาขาดทุน เป็นหนี้ธนาคาร จนต้องขายที่ดินไปใช้หนี้ เหลือที่ 9 ไร่ ตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตแบบ 180 องศา

สยามรัฐรายวัน 29 ตุลาคม 2557

โลกวันนี้เล็กนิดเดียว ใครทำอะไรรู้ถึงกันหมดด้วยฤทธิ์ของสื่อสังคมความเร็วเท่าแสง เรื่องของสองสาวไทยไม่นานที่ผ่านมาจึงโด่งดังและสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างไม่น่าเชื่อ

                อะแมนดา คาร์ ทำให้คนไทยได้รู้จักและหลงรักสาวลูกครึ่งไทย-อเมริกันผู้นี้ เพราะนอกจากจะเก่งกาจขนาดได้เหรียญทองเอเชียนเกมส์แล้ว ยังให้สัมภาษณ์พูดจาฉะฉานเป็นภาษาอีสานสำเนียงอุดรฯ แบบของแท้ดั้งเดิมอย่างน่ารัก

                ส่วนกาละแมร์นั้นโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วไปนานแล้ว ตั้งแต่เธอเขียนหนังสือชื่อ ผู้ชายเลวกว่าหมา ไม่ได้มาจากดาวอังคาร เธอเป็นคนประเภทคนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ และมักเป็นข่าวที่ออกแนวขัดแย้งอยู่เนืองๆ

                ที่นำเอาสองสาวนี้มาเขียนถึงวันนี้เพราะมีประเด็นของ “ลาว” เข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมกับประเด็นที่อาเซียนกำลังจะเป็นประชาคมเดียว ถ้าไม่ทำความเข้าใจกันให้ดี ยังไม่ตั้งวงก็อาจจะวงแตกเสียก่อน ด้วยเรื่องที่ “เป็นเรื่อง” เพราะเกี่ยวกับศักดิ์ศรี ที่ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้

สยามรัฐรายวัน 22 ตุลาคม 2557

อยากเอาใจช่วยรัฐบาลนี้ให้สามารถแก้ปัญหา 3 น. หนี้ น้ำ น้ำมัน เพราะถ้าผ่าน 3 เรื่องนี้ได้ สังคมไทยจะอยู่เย็นเป็นสุขมากกว่านี้อย่างแน่นอน แต่ถ้าพอมีคนเผาตัวเองก็ร้อนรุ่มที่จะแก้ไขปัญหาหนี้ นายกรัฐมนตรีกระตุ้นทีต่างคนต่างหาทางวิ่งวุ่น

แก้แบบนี้ทำมาไม่รู้กี่สิบปีไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น เพราะแก้แบบไฟไหม้ฟาง แก้เพราะถูกสั่งจากนายกฯ แก้แบบต่างคนต่างแก้ พักเดียว มีเรื่องอื่นดังกว่ามากลบ เรื่องนี้ก็หายไปเป็นคลื่นกระทบฝั่ง สิ่งที่สังคมไทยต้องการมากที่สุดเพื่อแก้ปัญหาหนี้วันนี้ คือ ยุทธศาสตร์

                การมียุทธศาสตร์แปลว่า ๑) มีวิสัยทัศน์ มีภาพฝันว่าอยากเห็นการพ้นทุกข์ของหนี้สิน หรือว่าอยากให้คนมีหนี้สินพอประมาณ บริหารจัดการได้ ไม่เป็นทุกข์ อยากให้หนี้สินเข้าสู่ระบบทั้งหมด เพื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐเอกชนจะได้ร่วมกันวางแผน ผนึกพลังจัดการให้ได้

                การมียุทธศาสตร์แปลว่า ๒) มีเป้าหมายและกระบวนการขั้นตอน หรือโรดแมปอย่างไร แก้ปัญหาแบบขุดรากถอนโคนได้ภายในกี่ปี มีกระบวนการกี่ขั้นตอน ค่อยๆ ลด ค่อยๆ พัฒนาอย่างไรให้เข้าสู่สภาวะที่ “ปกติ” คือ บริหารจัดการได้ทั้งจากประชาชน จากสถาบันการเงินและจากรัฐ

                การมียุทธศาสตร์แปลว่า ๓) มีวิธีการ มีเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมายที่ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นโดยนายทุนที่ขูดรีดด้วยหนี้นอกระบบ  การซื้อหนี้ของสถาบันการเงิน การมีกองทุน มีกลุ่มออมทรัพย์ สถาบันการเงินของชุมชนที่เข้มแข็ง การฟื้นฟูชีวิต ฟื้นฟูอาชีพ รายได้ ความเป็นอยู่ของผู้เป็นหนี้ และเครื่องมืออื่นๆ ที่มีอยู่มากมาย ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล

อินแปง

Tuesday, 21 October 2014 09:55 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 17 ตุลาคม 2557

เทือกเขาภูพาน โดยเฉพาะช่วงต่อเขตระหว่างสกลนคร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร นครพนม เป็นดินแดนประวัติศาสตร์ของสังคมไทย เป็นฐานที่มั่นของขบวนการเสรีไทย ซึ่งวางแผนต่อสู้กับญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีฐาน A American ฐาน B British  ฐาน C Chinese นายเตียง ศิริขันท์ อดีต ส.ส.และรัฐมนตรีหลายสมัยคนสกลนครเป็นแกนนำสำคัญ

หลังจากนั้นก็เป็นฐานสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ว่ากันว่าก่อกำเนิดขึ้นที่นี่ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เดินทางเข้าป่าที่ภูพาน และถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2509 ที่บ้านหนองกุง ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

ภูพานแถบนั้นเป็นป่าเป็นเขา เหมาะสำหรับการตั้งฐานและการหลบซ่อน เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยของป่าและไม้มีค่านานาพรรณ เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำและห้วยใหญ่น้อยมากมาย นโยบายปราบคอมมิวนิสต์ทำให้ทางราชการปล่อยให้มีการตัดไม้และทำลายป่า อย่างหนึ่งเพื่อให้คอมมิวนิสต์ไม่มีที่หลบซ่อนตั้งฐานได้ง่ายๆ อีกต่อไป

บ้านบัว อำเภอกุดบาก ถือเป็นเขตสีชมพู รอยต่อกับสีแดง ชาวบ้านทำมาหากินด้วยการทำไร่ทำสวนทำนาและหาของป่า ไม่นานวิถีแห่งการพัฒนายุคใหม่ก็เข้าไป ไม่กี่ปีชาวบ้านก็เป็นหนี้เป็นสิน ยากจนลง หลายคนออกจากบ้านไปรับจ้างในเมือง

สภาประชาธิปไตย

Thursday, 16 October 2014 20:20 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 15 ตุลาคม 2557

ตั้งแต่ระยะแรกๆ ของรัฐประหาร 22 พฤษภาคม มีคนเสนอให้ คสช. ตั้งสภาพลเมืองในทุกจังหวัด เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูป ระยะหลังมีการเสนอให้ตั้งสภาพลเมืองเพื่อปลอบใจคนอกหักไม่ได้เป็น สปช. เพื่อให้มีส่วนร่วมในการปฏิรูป ไม่ได้เข้าวงในก็ให้อยู่วงนอกประมาณนั้น

                บทเรียนบนเส้นทางประชาธิปไตยของสังคมไทยหลายสิบปีที่ผ่านมา ถ้าสรุปแบบเรียบง่ายจนอาจจะง่ายเกินไปก็ คือ เป็นการต่อสู้ระหว่างการผูกขาดอำนาจ สวิงไปมาระหว่างอำนาจทหารกับพลเรือน ซึ่งก็ผูกขาดทุกรัฐบาล ก็ยังสงสัยว่า รัฐบาลนี้จะมีอะไรที่แตกต่างหรือไม่เพียงใด

                สังคมไทยเต็มไปด้วย “สภา” สารพัดชนิด ที่ยังไม่มีก็คือสภาประชาชนที่เข้มแข็ง เพราะถ้าเข้มแข็งมากพอ สังคมไทยคงไม่มีการผูกขาดอำนาจได้อย่างง่ายดายต่อเนื่องยาวนานอย่างที่ผ่านมา ความเหลื่อมล้ำ การเอารัดเอาเปรียบ การโกงกินคงไม่มากมายอะไรขนาดนี้

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 10 ตุลาคม 2557

เครื่องมือการวิเคราะห์สังคมของมาร์กซ์สามารถนำมาใช้ได้ดีไม่น้อยเพื่อทำความเข้าใจกับสภาพปัญหาของสังคมไม่ว่าในประเทศที่ใช้ระบอบการเมืองแบบไหน สังคมนิยมหรือเสรีนิยม

                มาร์กซ์มองเห็นการเอารัดเอาเปรียบ การกดขี่แรงงาน คนจน โดยนายทุน เขามองประวัติศาสตร์เป็นการต่อสู้ทางชนชั้น นายทุนเองก็มีวิธีการที่แยบยลและมีประสิทธิภาพในการครอบงำและเอาเปรียบ ถ้าหากแรงงานไม่เรียนรู้ ไม่วิเคราะห์สถานการณ์ก็จะไม่รู้เท่ากับการกดขี่ดังกล่าว

                เปาโล แฟรร์ นักการศึกษาและนักพัฒนาชาวบราซิลก็ใช้วิธีวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์ แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่การต่อต้านต่อสู้โดยใช้กำลัง หากเป็นการจัดการศึกษาที่เป็นการปลุกจิตสำนึกของผู้คน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก “ข้างล่าง” จาก “ข้างใน” อย่างที่เนลสัน แมนเดลา บอกไว้ว่า “อาวุธที่ทรงพลังที่สุดเพื่อการเปลี่ยนโลก คือ การศึกษา”

สยามรัฐรายวัน 8 ตุลาคม 2557

ในระยะ 40 ปีที่ผ่านมา มีหนังสือ 2 เล่มเล็กๆ ที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนทั่วโลก เล่มแรก คือ Small is Beautiful ที่แปลเป็นไทยว่า “เล็กนั้นงาม” หรือ “จิ๋วแต่แจ๋ว”  เล่มที่สอง คือ Medical Nemesis แปลเป็นไทยว่า “แพทย์ เทพเจ้ากาลี”

                เล่มแรกเขียนโดย อี เอฟ ชูมาเคอร์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน เล่มที่สองเขียนโดยอีวาน อีลลิช บาทหลวงนักคิดนักวิพากษ์สังคมชาวออสเตรีย ทั้งสองคนมีแนวคิดที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ให้ความสำคัญกับชีวิตของผู้คนเป็นอันดับแรก เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง เป็นศูนย์กลาง

                ชูมาเคอร์ขยายความชื่อหนังสือของเขาว่า “เศรษฐศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับคน” บทที่ 4 ของหนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ” ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “เศรษฐกิจพอเพียง”

ธรรมศาสตร์

Tuesday, 07 October 2014 21:36 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 3 ตุลาคม 2557

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีเอกลักษณ์บางอย่างที่ทำให้ผมสมัครเป็นอาจารย์ที่นี่ตั้งแต่ยังเรียนปริญญาเอกที่เยอรมัน คิดว่าที่นี่เหมาะกับตนเองมากกว่าที่อื่น หมายความว่า จากประวัติศาสตร์ความเป็นมา ที่นี่น่าจะมีบรรยากาศเสรีภาพมากกว่าที่อื่น ผมเข้าเป็นอาจารย์ประจำที่นี่เมื่อปี 2521

                สิบปีที่อยู่ที่นี่ผมไม่ได้ผิดหวังกับความเป็นธรรมศาสตร์ แต่ผิดหวังกับระบบการศึกษาไทย และเมื่อตัดสินใจลาออก เหตุผลสำคัญคงไม่ใช่เพราะไม่ชอบธรรมศาสตร์ แต่เพราะ “มหาวิทยาลัยตายแล้ว” ต่างหาก หรืออย่างที่เคยอธิบายให้หลายคนฟังแบบทีเล่นทีจริงว่า ผมไปทำงานกับชาวบ้าน ชาวบ้านได้ความรู้แต่ไม่ได้ปริญญา พอกลับมามหาวิทยาลัย นักศึกษาผมได้ปริญญาแต่ไม่ได้ความรู้ ผมจึงลาออก ไปทำงานกับชาวบ้านดีกว่า มีความหมายกับตนเองมากกว่า

                ทำงานที่สาขาวิชาปรัชญาไม่กี่ปี อาจารย์เสน่ห์ จามริก ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา ได้ขอให้ผมไปช่วยเป็นรองผู้อำนวยการร่วมกับรองฯ อีกหลายคน คือ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรสิริ เพื่อนร่วมคณะของผม อาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์ จากคณะรัฐศาสตร์ อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ เป็นยุคที่สถาบันไทยคดีมีงานหลายอย่าง เพราะเป็นช่วงที่มีการสมโภช 200 ปี (2525) กรุงรัตนโกสินทร์พอดีด้วย

เครือข่าย

Tuesday, 07 October 2014 21:31 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 26 กันยายน 2557

ตอนที่ผมเริ่มทำงานเกี่ยวกับภูมิปัญญาชาวบ้าน งานเครือข่ายการเรียนรู้และการพัฒนาชุมชนเมื่อประมาณปี 2526-2527 นั้น ผมไม่ทราบว่า มีการเปลี่ยนแปลงในแวดวงธุรกิจอย่างสำคัญ และเป็นเรื่องที่คล้ายกัน คือ การเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า “เครือข่าย”

                เครือข่ายในความหมายของแจ็ค เวลช์ ผู้นำองค์กรใหญ่อย่างเจเนรัล อีเล็คทริก เป็นวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร และระหว่างองค์กร ลดการใช้อำนาจ ควบคุมสั่งการมาสร้างแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ สร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ ทำให้เกิดความสัตย์ซื่อ และการอุทิศตน การทุ่มเทในการทำงานเพื่อองค์กร

                เครือข่ายเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบสั่งการมาเป็นความสัมพันธ์เชิงภาคีเท่าเทียม จากแนวดิ่งมาเป็นแนวราบ จากแนวตั้งมาเป็นแนวนอน ทำให้ศักยภาพอันมากมายภายในภาคีที่เกี่ยวข้องหลั่งไหลออกมา ทำให้เกิดการผนึกพลัง (synergy) ให้ผลลัพธ์เป็นอะไรมากกว่าบวก

                ความจริง ผมมาเรียนรู้เรื่องเครือข่ายในวัฒนธรรมองค์กรแบบธุรกิจเอาเมื่อคราวที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง หลายปีหลังจากที่มูลนิธิหมู่บ้านได้พัฒนาเครือข่ายผู้นำและองค์กรชุมชนในงานพัฒนาชนบท

สยามรัฐรายวัน 1 ตุลาคม 2557

การศึกษาเป็นความทุกข์ ตั้งแต่อนุบาลถึงมหาวิทยาลัย ทุกข์ให้ลูก ทุกข์ให้พ่อแม่ ทุกข์ให้ชุมชนที่เมื่อก่อนนี้ดิ้นรนให้ลูกหลานไปเรียนสูงๆ เพื่อจะได้เป็นเจ้าคนนายคน วันนี้ก็ยังต้องดิ้นรนต่อไปให้ลูกได้ โรงเรียนดีๆ มหาวิทยาลัยดีๆ จะได้ทำงานดีๆ มีเงินเดือนสูง

                โรงเรียนเล็กในหมู่บ้าน หรือแม้แต่โรงเรียนใหญ่ในชานเมืองก็ปิดไปเพราะพ่อแม่นิยมส่งลูกไปเรียนในเมือง รถตู้รถสองแถววิ่งขวักไขว่ งานใหม่รายได้ดีรับส่งเด็กๆ ไปเรียนในเมือง ครูมีงานทำรายได้ดี นอกจากรับส่งเด็กยังสอนพิเศษอีกต่างหาก

                การศึกษาบ้านเราผิดตั้งแต่วิธีคิดแล้ว ทำให้การศึกษาเป็นการแข่งขันเพื่อชนะคนแพ้คัดออก ชนะจะได้ดิบได้ดี เอาตัวรอด เป็นการศึกษาที่รับใช้ทุนนิยมที่มีเป้าหมายที่วัตถุ เงินทอง ความสะดวกสบายส่วนตน ถ้ายังเชื่อในปรัชญาการศึกษาที่มีฐานคิดแบบนี้ก็ไม่มีทางปฏิรูปการศึกษาได้