phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน  11 กรกฎาคม 2561

คำว่า trauma แปลว่า บาดแผลทางจิตใจที่เกิดจากอุบัติเหตุ เหตุการณ์ที่มีผลต่อร่างกายหรือจิตใจหรือทั้งสองอย่างอย่างรุนแรง บางคนเพียงระยะสั้น บางคนนานหรือตลอดชีวิต

            อย่างหนังเรื่อง The Deer Hunter ซึ่งได้ออสการ์ถึง 5 รางวัลเมื่อปี 2522 เป็นหนังที่สะท้อนผลกระทบจากสงครามเวียดนามว่าได้สร้างบาดแผลทางจิตใจ (trauma) ร้ายแรงเพียงใดให้กับบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคมอเมริกัน เคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ว่า

            “สงครามทำให้ความตายเป็นเกมแห่งโชคชะตา เอาชีวิตมนุษย์เป็นเดิมพันที่บ้าบิ่น บัดซบ ไร้เหตุผล สงครามกระชากชีวิตของผู้คนจากอ้อมกอดของพ่อแม่ อ้อมกอดของภรรยาและลูก เพื่อนสนิท มิตรสหาย โยนเข้าไปในนรกบนดิน แม้บางคนกลับออกมาได้ก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป”

            หนังเรื่องนี้ใช้คนสามคนเป็นตัวแทนของทหารอเมริกันที่ไปรบสงครามเวียดนาม เมื่อกลับจากสงคราม ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งมีบาดแผลทางกาย คนหนึ่งทางจิตใจ คนหนึ่งทางอารมณ์ ทุกอย่างเปลี่ยนไป กินเหล้าก็ไม่สนุก พูดคุยก็ไม่เหมือนเดิม      สงครามได้ทำลายความสัมพันธ์ของผู้คน ความรักระหว่างสามีกับภรรยา พ่อกํบลูก กับผู้คนในชุมชน

            หนังเรื่องนี้มีฉากที่ทำให้ทุกคนจดจำได้ดี คือ เกม “รัสเซียนรูแล็ต” เหลือกระสุนไว้นัดเดียว แล้วผลัดกันยิ่งขมับแบบ “โป้งเดียวจอด” ในสงครามเวียดนามจริงไม่ได้มีเรื่องนี้ แต่หนังได้เอามาเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายและไร้เหตุผลของสงครามที่ทำร้ายชีวิตจิตใจของผู้คน ชีวิตและความตายห่างกันเพียง “โป้งเดียว” เท่านั้น

            อยากรู้ว่า trauma คืออะไร ให้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะทั้งเรื่องคือ trauma ที่รุนแรง ที่เกิดขึ้นได้กับทุคน ไม่เพียงแต่คนที่ไปรบสงคราม แต่เหตุการณ์อื่นๆ ก็อาจมีผลกระทบเช่นเดียวกัน

            เมื่อปี 2553 คนงาน 33 คนติดอยู่ใต้ดิน 700 เมตรเพราะเหมืองถล่ม รัฐบาลชิลีระดมสรรพกำลังในประเทศและจากทั่วโลกมาช่วยเหลือให้พวกเขาออกมาได้หลังจากอยู่ในนั่นถึง 69 วัน เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก มีการถ่ายทอดสดวันที่คนงานทะยอยขึ้นมาจากเหมือง เห็นว่ามีคนดูเป็นพันล้านทั่วโลก

            ใน 33 คน 32 คนได้รับผลกระทบทางจิตใจ (trauma) นายแพทย์ Rodrigo Gillibrand จิตแพทย์ที่ดูแล 9 คนบอกว่า ลักษณะอาการปัญหาของคนเหล่านี้คล้ายกับทหารที่กลับจากสงครามเวียดนาม เขาแนะนำไม่ให้กลับไปทำงานใต้ดินอีก เขาติดตามดูแลคนเหล่านี้ไปเป็นปี

            คนเดียวที่ไม่มีปัญหา trauma คือ Mario Sepulveda ซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่ม เขากลายเป็นนักพูด นักสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่อยู่ในภาวะวิกฤติ คนนี้น่าจะเป็นคนเดียวกับที่ส่งสารมาถึง “หมูป่าอะคาเดมี” และกำลังระดมทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเดินทางมาให้กำลังใจถึงเมืองไทย

            ตอนออกมาจากเหมืองใหม่ๆ ทุกคนเป็นฮีโร่ ได้รับความสนใจจากสังคม ตระเวนไปให้สัมภาษณ์ทางสื่อต่างๆ จนถึงมีการนำไปสร้างเป็นหนัง (The 33) ที่ออกมาฉายเมื่อปี 2558 แต่ไม่นาน ทุกคนก็ต้องหางานทำใหม่ เพราะไม่สามารถกลับไปทำงานใต้ดินได้อีก ยกเว้น 4 คนที่พยายามกลับไป แต่ก็อยู่ในความหวาดผวาตลอดเวลา

คนงานเหมืองที่รอดชีวิตมีปัญหาความสัมพันธ์กับลูก เมีย เพื่อนฝูง ผู้คนทั่วไป แม้ตอนแรกๆ จะได้รับความช่วยเหลือเป็นเงินจำนวนหนึ่งจากบริษัท จากรัฐบาล และจากคนทั่วไป แต่พวกเขาก็ต้องรับความเป็นจริง คือ เหตุการณ์นั้นมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจของตนเอง บางคนต้องไปขายผัก ขายถั่ว หรือทำงานที่ดูจะขัดกับความเป็นฮีโร่ที่ผู้คนมอง

ยกเรื่องหนัง The Deer Hunter กับคนงานเหมือชิลีมาเขียนเพราะอยากบอกว่า ปัญหาที่น้องๆ 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงอาจประสบเมื่อออกมาเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ และไม่คิดว่าเป็นเรื่องเล็กหรือมองข้าม เพราะการติดอยู่ในถ้ำเป็นเวลานานเช่นนั้นย่อมอาจก่อให้เกิดบาดแผลทางจิตใจ (trauma) ได้

ทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ชุมชน ครู สื่อ สังคมทั้งหมดควรคำนึงถึงเรื่องนี้และไม่ไปซ้ำเติม แต่หาทางเยียวยาที่เหมาะสม เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ถ้าเข้าใจก็จะช่วยผ่อนคลายและอาจหายได้ไม่นาน

ที่น่าเป็นห่วงก็คือบรรดาสื่อทั้งหลายที่แข่งกันทำข่าว พยายามแต่จะเอาไมค์ไปจ่อปาก หรือเสนอค่าตอบแทน พาไปสถานีโดยไม่คำนึงถึงสภาพจิตใจของเด็ก ๆ ที่อาจจะแย่กว่าสภาพร่างกายที่ปรากฎเสียอีก นอกจากไม่ช่วยเยียวยาแล้วยังจะไปซ้ำเติมให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม

ประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยประสบอุบัติเหตุรถยนต์ ขับไปคนเดียวตกถนนชนต้นไม้ รถพัง หน้าแหก ได้รับบาดเจ็บพอสมควร รู้สึกถึงผลกระทบหรือ trauma ระยะหนึ่ง ขับรถเองไม่ได้หลายเดือน นั่งรถไปกับใครก็ขอให้ขับช้าๆ ฝันร้ายอยู่ระยะหนึ่ง ขึ้นเครื่องบินก็อึดอัด รู้สึกว่าอยู่ในที่คับแคบแล้วหายใจไม่ออก จนต้องเลือกที่นั่งริมทางเดินจนถึงทุกวันนี้

การติดอยู่ในถ้ำแม้ไม่ใช่สงครามแบบเวียดนามหรืออีรัก แต่ก็เป็น “เกมเดิมพันชีวิต” เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ที่กดดัน เครียด หิวโหย อยู่ไปแบบไม่รู้วันรู้คืน ไม่รู้ว่าจะได้ออกหรือไม่ อยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย

เป็นการต่อสู้ที่อาจมีการ “บาดเจ็บ” ทางกายและใจ ที่ต้องการความเข้าใจและความช่วยเหลือ เชื่อว่าเมตตาธรรมจะทำให้เรื่องหนักกลายเป็นเบา ทุกฝ่ายได้บทเรียน ได้โอกาสแสดงออกถึงความเป็นหนึ่งเดียว (solidarity) ได้เห็นหัวจิตหัวใจของคนจำนวนมากจากทั่วประเทศและทั่วโลกที่เสียสละมาช่วยเหลือ

ด้วยพลังแห่งสามัคคีธรรมนี้ แม้อุบัติภัยร้ายแรงปานใดเราก็สามารถเอาชนะได้ แก้ปัญหาและเยียวยาได้ ได้สร้างเสริมภูมิคุ้มกันทางสังคม

สยามรัฐรายวัน 4 กรกฎาคม 2561

เหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ตามหา “หมูป่าอะคาเดมี” ได้สร้างปรากฎการณ์ที่ให้บทเรียนมากมายกับสังคม

            หนึ่งในนั้น คือ ได้เห็นการผนึกพลังของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ชุมชน ไปถึงพระสงฆ์องค์เจ้า ทิ้งความขัดแย้งไว้เบื้องหลัง รวมพลังกันส่งแรงใจ สวดมนต์ ส่งความช่วยเหลือทุกอย่างที่ต้องการ เป็นการรวมพลังครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งหลังจากสินามิเมื่อปลายปี 2547

            ในสถานการณ์เช่นนี้ มีภาพเขียนภาพการ์ตูนสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนออกมาได้อย่างกินใจ ส่วนใหญ่เป็นการส่งแรงใจไปให้น้องๆ ที่อยู่ในถ้ำ “คนแปลกหน้าที่อยากเจอมากที่สุด “ “ทีมฟุตบอลที่ทุกคนเชียร์” หลายบ้านเปิดทีวีทั้งวันเพื่อติดตามสถานการณ์

โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือที่รวมพลังคนไทยเข้าด้วยกัน เชื่อมโยงไปถึงคนทั้งโลกที่ต่างก็ส่งกำลังใจและความช่วยเหลือมาในรูปแบบต่างๆ สื่อมวลชนใหญ่ๆ รายงานทุกวัน ไม่ใช่ "วาระแห่งชาติ" แต่เป็น "วาระแห่งโลก" ไปแล้ว

คำหลักที่สำคัญที่ควรเรียนรู้ คือ “บูรณาการ” และ “ยุทธศาสตร์ร่วม” คำแรกใช้กันอย่างฟุ่มเฟือยในทุกระดับ คงเป็นเพราะในความเป็นจริงไม่มีการผนึกพลังและทำงานแบบ “ร่วมไม้ร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ” อย่างที่คำคำนี้บ่งบอก “บูรณาการ” มาจาก “สมบูรณ์” ทำแบบรอบด้าน ไม่ใช่บางส่วน แยกส่วน

ส่วนใหญ่มักจะขยันสร้าง “กำแพง” มากกว่าสร้าง “สะพาน” ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ แข่งขันมากกว่าร่วมมือ แม้แต่ในหน่วยงานเดียวกัน ในกอง ในกรม ในกระทรวงเดียวกัน

ที่ขาดการบูรณาการเพราะไม่มี “ยุทธศาสตร์ร่วม” มีแต่ “ประชุม” และ “คณะกรรมการ” ที่ประกอบด้วยผู้แทนจากทุกภาคส่วนก็จริง แต่ประชุมเสร็จก็กลับไปทำงานของตนเอง ไม่มีการบูรณาการทุกขั้นตอนของการทำยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมการ “คิดร่วมและปฏิบัติการร่วม” ตั้งแต่กำหนดวิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ ภารกิจ แผนงาน โครงการ กิจกรรม

ถ้ำหลวง เขานางนอน คือ บทเรียนของ “ยุทธศาสตร์ร่วม” (common strategy) ที่ทุกคนจากทุกภาคส่วนมีพื้นที่เดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน แบ่งงานกันทำเพื่อช่วยเหลือให้ 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำออกมาให้ได้ เป็นการเอาพื้นที่เป็นตั้วตั้ง เอาชีวิตคนเป็นเป้าหมาย

ยุทธศาสตร์ร่วม ทำให้ทุกคนต่างก็มาด้วยเจตนาเดียวกัน ใครมีอะไรก็ระดมเอามาช่วยตามกำลังความสามารถ ทั้งผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์ งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นเดียวกัน ให้นโยบายชัดเจน

เมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่ทำงานเอดส์ ประเทศที่ได้รับการยกย่องว่ามียุทธศาสตร์ดีและทำงานเอดส์อย่างได้ผลจนยกให้เป็นต้นแบบ คือ ประเทศกัมพูชา เพราะที่นั่นเขามี “ยุทธศาสตร์ร่วม” (common strategy)

องค์การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เป็นผู้ประสานให้หน่วยงานทั้งยูเอ็น หน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน เอ็นจีโอ กลุ่มผู้ติดเชื้อ มาระดมพลังสร้างยุทธศาสตร์ร่วมกันว่า จะป้องกันและแก้ปัญหาโรคเอดส์ได้อย่างไร เริ่มจากความคิดไปจนถึงแผนงาน โครงการ กิจกรรม แบ่งบทบาทหน้าที่กันตามกำลังความสามารถของแต่ละหน่วยงานที่เข้าร่วม เป็นการผนึกพลัง (synergy) ที่ให้ผลเป็นทวีคูณ

ยุทธศาสตร์ร่วมเริ่มตั้งแต่การคิด การวางแผน ทุกอย่างร่วมกัน เมื่อแบ่งหน้าที่กันไปทำตามแผนที่วางไว้ก็มีการประชุมกันเพื่อติดตามงาน ประสานงานกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

ควมจริง องค์การสหประชาชาติที่ทำงานด้านเอดส์ (UNAIDS) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปีประมาณ 24 ปีก่อน มีชื่อเต็มว่าJoint United Nations Programme on HIV/AIDS โครงการร่วมของสหประชาชาติเกี่ยวกับโรคเอดส์ ซึ่งเป็นการผนึกพลังระหว่าง WHO, UNICEF, UNDP, UNESCO, World Bank

โรคเอดส์พบตั้งแต่ปี 2524 หน่วยงานต่างๆ ของสหประชาชาติต่างก็มีโปรแกรมของตนเกี่ยวกับโรคเอดส์ แย่งผู้สนับสนุนการเงินกัน แข่งกันทำงาน ที่สุดจึงได้ตกลงความร่วมมือตั้ง UNAIDS เพื่อเป็นองค์กรประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วน กับภาครัฐ เอกชน ชุมชน ในทุกประเทศ

รัฐบาลไทยได้ทำยุทธศาสตร์ 20 ปีไปแล้ว จะได้ผลมากน้อยเพียงใดคงขึ้นอยู่กับว่า ยุทธศาสตร์นี้จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงหรือไม่ จะสามารถผนึกพลัง “ความร่วมไม้ร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ” ของทุกภาคส่วน เหมือนที่ถ้ำหลวง เขานางนอนได้หรือไม่

วันนี้เราไม่ได้มีแต่ 13 คนในถ้ำหลวง แต่มีอีก 13 ล้านคนในถ้ำความยากจน หนี้สิน โรคภัยไข้เจ็บ และสารพันปัญหาที่มาจากความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ การขาดโอกาส

คน 13 ล้านคนยังช่วยตัวเองไม่ได้ หาทางออกจากถ้ำไม่เจอ สังคมไทยระดมสรรพกำลังเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านี้อย่างไร ที่ทำอยู่เพียงพอหรือยัง มียุทธศาสตร์ร่วมเหมือนที่ถ้ำหลวงหรือไม่

วันนี้มีคนไทยกี่คนที่รู้รายละเอียดยุทธศาสตร์ 20 ปี ส่วนใหญ่คงไม่รู้จัก เพราะไม่เคยมีส่วนร่วมในการทำยุทธศาสตร์นี้ ที่ไม่ได้ทำแบบที่ถ้ำหลวงซึ่ง “เอาพื้นที่เป็นตั้วตั้ง เอาชีวิตคนเป็นเป้าหมาย” แต่ยังทำเหมือนแผนพัฒนาทุกปีที่เอาจีดีพีเป็นเป้าหมาย เอาความสุขของประชาชนเป็นผลพลอยได้

บทเรียนของถ้ำหลวงน่าจะทำให้รัฐบาลทบทวนยุทธศาสตร์ 20 ปี พูดให้บูรณาการทุกวันศุกร์คงไม่พอ ถ้าไม่มียุทธศาสตร์ร่วม เพื่อนำไปสู่ปฏิบัติการร่วมแบบบูรณาการอย่างแท้จริง

ถ้ารัฐบาลรวมศูนย์ รวมอำนาจ คิดคนเดียวทำคนเดียวคงเอาคน 13 คนออกจากถ้ำไม่ได้ฉันใด เอา 13 ล้านคนออกจากถ้ำแห่งความทุกข์ทรมานก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ใน 20 ปี

สยามรัฐรายวัน 27 มิถุนายน 2561

ข่าวไทยพีบีเอสวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมาเสนอเรื่องฝายกั้นน้ำอย่างน่าสนใจ เป็นโครงการสร้างฝาย 1,097 แห่งใน 45 จังหวัด งบประมาณ 109 ล้าน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแล

            ข่าวเล่าเรื่องชาวตำบลทุ่งยายชี อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงทรา ที่ไม่ขอรับงบประมาณจากรัฐบาลที่ให้สร้างฝาย 10 แห่ง ประมาณ 1 ล้านบาท โดยผู้นำชุมชนบอกว่า มีฝายอยู่แล้ว 20 แห่ง ที่ชาวบ้านสร้างเองโดยไม่ได้ใช้งบประมาณจากรัฐแม้แต่บาทเดียว

            ฝายที่ชาวบ้านสร้างเป็น “ฝายมีชีวิต” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ ดร.ดำรง โยธารักษ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิตปากพนัง นครศรีธรรมราช ได้ร่วมมือกับเพื่อนที่กรมป่าไม้พัฒนาเป็นต้นแบบและแพร่หลายไปทั่วประเทศในขณะนี้ และสร้างสถาบันขึ้นมาเพื่อพัฒนาครูฝายกระจายไปทุกจังหวัด

            กรณีที่ชาวบ้านปฏิเสธโครงการฝายจากรัฐที่ทุ่งยายชี ไม่ใช่เพียงเพราะมีอยู่แล้ว 20 แห่ง แต่เพราะหน่วยงานของรัฐเสนอแบบก่อสร้างและรายละเอียดการใช้งบประมาณไว้เสร็จ ต้องใช้ปูนหินดินทราย ไปถึงถุงกระสอบและค่าแรงเท่าไร ต่างจาก “ฝายมีชีวิต” ทีใช้ไม้ไผ่และวัสดุในท้องถิ่นทั้งหมด ไม่ใช้ปูน

            ผู้นำชุมชนทุ่งยายชีบอกว่า การใช้ปูนทำให้ต้นไม้ที่ปลูกริมน้ำไม่สามารถชอนไชรากได้ ไม่มีบันไดให้ปลาขึ้นไปวางไข่ ขณะที่ฝายมีชีวิตเกื้อกูลธรรมชาติ เน้นที่การอนุรักษ์ป่า อนุรักษ์น้ำ ปลูกไม้หลายชนิด (ดร.ดำรงรวบรวมไว้กว่า 80 ชนิด) ที่ช่วยอุ้มน้ำอุ้มดินและ “เป็นฝาย” แทนไม้ไผ่ที่จะผุพังไปในที่สุด

            ในข่าว คุณทวี สาธุชาติ อดีตกำนันตำบลทุ่งยายชีบอกว่า “ไม่อยากได้งบมา เพราะจะมีอะไรตามมาหลายอย่าง เรามีศักยภาพพอทำได้ ชาวบ้านร่วมมือร่วมไม้ ร่วมสมามัคคี ร่วมพลังกัน” “เงินสร้างฝายได้ก็จริง แต่ถ้าคนสร้างฝาย ฝายก็สร้างคน สร้างสิ่งแวดล้อม”

โครงการร้อยล้าน พันฝาย 45 จังหวัดทำไปแล้ว 40 จังหวัด เป็น ”ไทยนิยม” ที่รัฐบาลนี้เร่งรัดให้เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดหลายแห่งก็ส่งเสริมการแก้ปัญหานี้โดยไม่ได้รองบประมาณจากรัฐ อย่างกรณีผู้ว่าฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ส่งเสริมให้ชุมชนร่วมมือกันสร้างฝายมีชีวิต และท่านคงไม่ได้ไปบังคับชาวบ้านให้รับโครงการนี้ที่ตำบลทุ่งยายชี

เช่นเดียวกับผู้ว่าณรงค์ วุ่นซิ้ว ที่ชัยภูมิที่ระดมพลังประชาสังคมปลูกต้นไม้และทำฝายมีชีวิต 110 แห่งในเขตอุทยานตาดโดน พื้นที่ 14,000 ไร่ที่รัฐทวงคืนจากผู้บุกรุก ฟื้นฟูธรรมชาติ พัฒนาป่าโลใหญ่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

นับเป็นโครงการที่แสดงความเข้าใจในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติที่มีหลักคิดที่เป็นองค์รวม ไม่แยกส่วนคิดแต่เรื่องฝายกั้นน้ำ แต่รวมความไปถึงการปลูกไม้ไว้เป็นที่เก็บน้ำไว้พร้อมกับฝายมีชีวิต

ผู้นำที่ชัยภูมิให้ข้อมูลว่า จังหวัดนี้ได้รับงบประมาณทำฝาย 70 แห่ง มากกว่าทุกจังหวัด พยายามประนีประนอมให้ “ฝายไทยนิยม” (ฝายปูน) กับ “ฝายชุมชนนิยม” (ฝายมีชีวิต) อยู่ร่วมกันได้ คือเอาฝายปูนไว้กลางน้ำ เพราะไม่มีบันไดปลา ไม่มีหูช้าง อยู่โดดๆ ไม่นานก็จะถูกน้ำเซาะพัง ฝายชีวิตช่วยไว้ได้

ก็คงเป็นการหาทางออกให้ประชานิยมแบบประนีประนอม ซึ่งรัฐบาลนี้น่าจะสรุปบทเรียนและไม่ทำงานแบบสั่งการ (top down) ทำโครงการสำเร็จรูปไปสั่งให้ชาวบ้านทำฝายแบบปูพรม โดยไม่มีส่วนร่วม ไม่เคยไปถามด้วยซ้ำว่า อยากได้หรือไม่ ควรทำที่ไหน ราชการคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่า

เคยไปสำรวจโครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กทั่วภาคอีสานเมื่อ 25 ปีก่อนให้โครงการไทยออสเตรเลียที่ทำเรื่องน้ำ พบว่าไม่ถึงร้อยละ 15 ที่ใช้การได้ ส่วนใหญ่ไปขุดบ่อ ขุดสระให้หมู่บ้านโดยชาวบ้านหลายแห่งไม่เคยรู้เรื่อง อยู่ไกลเกินไปบ้าง อยู่ต่ำกว่าที่นาที่สวนบ้าง ไม่รู้จะเอาน้ำไปใช้ได้อย่างไร ส่วนใหญ่เป็นที่วัวควายไปกินน้ำไปอาบน้ำ

รัฐบาลที่ผ่านๆ มาส่งเสริมการทำ “ฝายแม้ว” ไว้มาก มาวันนี้ก็ทำฝายกันต่อ เกิดเรื่องที่ทาง ปปง.บอกว่า “ฝายหาย” เพราะไม่รู้ไปสร้างไว้ที่ไหน ในป่าในดง ไม่สามารถไปตรวจสอบได้ หรืออาจไม่มี

โครงการทำฝายเป็นตัวอย่างหนึ่งที่รัฐบาลควรทบทวนนโยบาย ชุมชนมีพลังที่เป็น “ต้นทุน” มีทรัพยากรมากกว่างบประมาณที่รัฐไปช่วยชาวบ้านเป็นร้อยเป็นพันเท่า แต่รัฐบาลไม่เข้าใจ จึงได้แต่สั่งการเหมือนว่าชาวบ้านไม่มีอะไร ยังคิดแบบโบราณว่าชาวบ้าน “โง่ จน เจ็บ”

ที่ชัยภูมิ นายอำเภอหนองบัวแดงให้นโยบายสร้างฝายมีชีวิตหมู่บ้านละ 1 แห่ง นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของการ “ปูพรม” ได้แต่ “รูปแบบ” ไม่ได้ “เนื้อหา-กระบวนการ-คุณค่า” อาจจะได้แต่ปริมาณ แต่เมื่อขาดกระบวนการที่ดี ไม่มีการเรียนรู้ ไม่เกิดปัญญา ไม่พัฒนา ไม่นานฝายมีชีวิตก็จะตาย เป็นฝายร้าง

รัฐบาลเร่งรีบใช้จ่ายงบประมาณไทยนิยม เงินลงหมู่บ้านมากมาย ถ้าไม่มีวิธีคิดที่เอาชุมชนเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่คิดถึงบริบท ศักยภาพของแต่ละแห่ง ชุมชนไม่มีส่วนร่วม อาจเป็นความปรารถนาดีประสงค์ร้าย ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้ชุมชนแตกแยก และเป็นโอกาสการโกงให้ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ

เชื่อมหาตมะคานธีสักหน่อยก็ดี คนที่ชาวอินเดียยกย่องเป็นบิดาแห่งชาติ ท่านบอกว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ที่ชาวบ้านลำบากยากแค้นเ พราะรัฐรวบอำนาจ ผูดขาดนโยบาย การใช้งบประมาณ

หรือไม่ก็คิดถึงคุณยายยิ้มที่พิษณุโลก ที่เข้าไปอยู่ในป่าคนเดียวกว่า 20 ปี ทุกวันจะออกจากที่พักไปสร้างฝาย เพื่อเก็บน้ำไว้ในป่า ตอนนี้คงได้ 20 ฝายเพื่อถวายในหลวง

โครงการพระราชดำริ 4,741 โครงการ 3,248 เป็นเรื่องน้ำ ศาสตร์พระราชาในเรื่องนี้ยิ่งใหญ่มากไม่ได้เริ่มจากงบประมาณ แต่มาจากใจ “ระเบิดจากข้างใน” จึง “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา”

สยามรัฐรายวัน 20 มิถุนายน 2561

เขียนเรื่องวิสาหกิจุมชนมาหลายตอน ขอสรุปสรุปว่า “แก่น” ของวิสาหกิจชุมชน คือ “การเรียนรู้คือหัวใจ เป้าหมายคือการพึ่งตนเอง”

            พูดง่ายแต่ทำยาก เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคทุนนิยม สังคมบ้าบริโภค ที่ครอบงำและบิดเบือน ทำให้ผู้คนสับสนกับเป้าหมายของชีวิต ทำให้วิธีการก็พลอยเพี้ยนไปด้วย แทนที่เป้าหมายจะเป็น “ความสุข” คนก็ถูกยัดเยียดให้คิดว่าเป้าหมายคือ “รวย”

            เพื่อจะรวย คนจึงต้องหาเงินให้ได้มากที่สุด คิดว่า ถ้ามีเงินแล้วก็จะมีความสุข ซึ่งไม่ว่าจะดูที่ภาพของสังคม หรือของบุคคลก็พบว่าไม่จริง เศรษฐกิจเติบโตทุกปี แต่คนก็ไม่ได้มีความสุขเพิ่มขึ้นทุกปี

            หลายปีก่อน ประเทศฝรั่งเศสขอให้นายโยเซฟ สติกลิตซ์ และอมาตยา เซน สองนักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลไปช่วยทำยุทธศาสตร์ช่วยให้คนฝรั่งเศสมีความสุขมากขึ้น เพราะแม้เศรษฐกิจจะโต คนมีเงินมากขึ้น แต่ก็ยังทุกข์ เครียด บ้าและการฆ่าตัวตายไม่ได้ลดลง

            ถ้าการเรียนรู้คือหัวใจ ชุมชนจะพบว่า สิ่งที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่าเงิน คือ ความรู้ อย่างที่ปู่ย่าตายายเคยสอนไว้ว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน”

            ชุมชนน่าจะสรุปได้ว่า ถ้าไปขอความรู้ มีแต่คนอยากให้ แต่ขอเงินมีแต่คนอยากหนี เพราะไม่มีจะให้ ขอความรู้ ได้ความรู้ แปรความรู้เป็นเงิน จะได้เป็นร้อยเท่าพันทวี

            ถ้าเรียนรู้จริงๆ ก็จะพบว่า ทุนในชุมชนมีมากเพียงพอเพื่อจะอยู่อย่างพอเพียง ทุนทรัพยากร ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ชุมชนต้นแบบจำนวนมากยืนยันเรื่องนี้ ที่ไม่ได้พัฒนาเพราะมีงบอัดฉีด เหมือนไม้ในกระถาง เขารดก็สดชื่น เขาไม่รดก็เหี่ยวเฉา

            ทุนทางสังคมเป็น “ทรัสท์” (trust) ความวางใจที่เป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัย ช่วยเหลือเกื้อกูล ทำให้ชุมชนอยู่รอด เป็นทุนที่ต้องฟื้นฟูบูรณะและรักษาไว้ให้มั่น เพราะไม่มีทุนนี้ ต่างคนต่างอยู่ ชุมชนอ่อนแอ ไม่มีวิสาหกิจชุมชนไหนจะอยู่รอดได้

ลึกๆ แล้ว ทุนนิยมมีอำนาจในการแบ่งแยกและปกครองยิ่งกว่าอำนาจเผด็จการใด เพราะไปทำลายทุนทางสังคม ทำให้ผู้คนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่สามารถรวมตัวกันได้ ครอบงำทำให้ไม่รู้จักเรียนรู้ ทำให้พึ่งพาตนเองไม่ได้ คิดว่าต้องมี “เงิน” เท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้

หน่วยงานราชการก็ดี อปท.ก็ดี ต่างก็พาชาวบ้านไป “ดูงาน” อ้างว่าไปเรียนรู้ แม้จะรู้กันดีว่า ส่วนหนึ่งเพียงเพื่อไปใช้งบประมาณ (ที่เหลือตอนปลายปี) และหาเสียง ไม่ได้มีการเรียนรู้จริง ส่วนใหญ่พาไปดูแบบผิวเผิน เห็นแล้วก็ลืม ไม่ได้ประโยชน์อะไร

การเรียนรู้ดูงานที่ดี จะได้แรงบันดาลใจให้นำสิ่งที่พบเห็นไปสู่การปฏิบัติด้วยตนเองให้ได้ความรู้จริงและเกิดปัญญา เพราะได้ข้อสรุปอย่างน้อยใน 4 ประเด็น คือ ได้เห็นรูปแบบ (form) เนื้อหา (content) กระบวนการ (process) และคุณค่า (values)

ไม่เช่นนั้นจะเหมือนคนไปดูงานที่สวนวนเกษตรของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ที่แปดริ้ว แล้วสรุปว่า ไม่เห็นมีอะไรเลย เห็นแต่ป่า มีต้นไม้มากมาย ไม่รู้มีรายได้จากอะไร แต่คนฉลาด เรียนรู้เป็นได้ “เห็น” ความยิ่งใหญ่ของแนวคิดของ “การเรียนรู้สู่การพึ่งตเนอง” โดยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ของผู้ใหญ่วิบูลย์

คนทั่วไปคิดว่าการเรียนรู้คือการเลียนแบบ เพราะคุ้นเคยกับการท่องหนังสือ ท่องตำราที่คนเขียนไว้สรุปไว้แล้ว ไม่ได้เรียนรู้การแยกแยะ การวิเคราะห์ การเชื่อมโยง การสังเคราะห์ แยกไม่ออกระหว่าง “สิทธิ” กับ “อภิสิทธิ” ระหว่าง “วิธีการ” กับ “หลักการ” ระหว่าง “ระบบ” กับ “ระเบียบ”

เมื่อเรียนรู้คือการเลียนแบบ จึงเฮกันไปเฮกันมา เห็นเขาปลูกอะไรได้ราคาดีก็ปลูกตามเขา เห็นกล้วยราคาหวีละ 50 ก็เฮกันปลูกกล้วยจนเหลือหวีละ 10 บาทยังขายไม่ออก รัฐบาลส่งเสริมอะไรก็เฮตามรัฐบาล

วิสาหกิจชุมชนแตกต่างจากการทำธุรกิจ ชาวบ้านต้องรวมกลุ่มกันจัดการชีวิต จัดการทุนของตนเองเพื่อ “อยู่ให้รอด” ก่อนที่จะ “อยู่ให้รวย” เน้นที่ความร่วมมือ มากกว่าการแข่งขัน การแบ่งปันมากกว่ามุ่งการทำกำไรสูงสุด

วิสาหกิจชุมาชนเป็นพลังสำคัญ เป็นเครื่องมือไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ ถ้าหากเข้าใจในความเป็นศาสตร์และศิลป์ของ “การประกอบการ” หรือ “วิสาหกิจ” นี้

เป็นศาสตร์ คือ เป็นความรู้ที่ต้องเรียนรู้และสร้างใหม่เอง และเป็นศิลป์ คือพลังทางจิตวิญญาณของชุมชน ความเป็นพี่เป็น้อง ความเอื้ออาทรต่อกัน อันเป็นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของชุมชน

วิสาหกิจชุมชนจะให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” มาก่อน “มูลค่า” ถ้ามูลค่าเป็นเป้าหมาย จะทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ จะแข่งขันแย่งชิงผลประโยชน์มากกว่าร่วมมือ

รัฐบาลหวังดีแต่ประสงค์ร้ายถ้าหากส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนแบบ “ธุรกิจชุมชน” เพราะเท่ากับไปตัดกำลัง ทอนจุดแข็งของชุมชน ซึ่งไม่มีทางเป็นธุรกิจแบบทุนนิยมได้ ถ้าเอาปลาเล็กๆ เข้าไปเลี้ยงกับปลาใหญ่ ในบ่อในกระชังไม่รอดแน่นอน ถูกปลาใหญ่กินหมด

รัฐควรส่งเสริมให้วิส่าหกิจชุมชนเติบโตตามศักยภาพที่แท้จริง ปกป้อง เพื่อให้เติบโตจนพึ่งตนเองได้ โดยรัฐบาลควรชัดเจนว่า ระบบเศรษฐกิจ “เทร็คเดียว” แบบทางด่วนที่บังคับให้ทุกคนขึ้นไปวิ่งแข่งกันนั้น วิสาหกิตจชุมชนวิ่งไปไม่ถึงจุดหมายอย่างแน่นอน เหมือนเอารถอีแต้กไปแข่งกับบีเอ็ม

เศรษฐกิจฐานรากจะอยู่ได้ไม่ใช่เป็นฐานการผลิตและการบริโภคให้เศรษฐกิจใหญ่เท่านั้น แต่ให้มีระบบของตัวเอง “ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นทึ่งตนเอง” ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันให้อยู่รอดและมั่นคงได้

สยามรัฐรายวัน 13 มิถุนายน 2561

“อำนาจอาจโกง อำนาจมากก็โกงมาก” ลอร์ดแอ็กตัน คนอังกฤษว่าไว้และอ้างอิงกันทั่วโลก

            อำนาจในรัฐบาล หน่วยงานของรัฐทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น ใครมีอำนาจมากเท่าใดก็แนวโน้มที่จะโกงมากเท่านั้น คงไม่ขึ้นกับระบอบการปกครอง เพราะภายใต้รัฐบาลไม่ว่าเผด็จการหรือประชาธิปไตย ประเทศไทยก็มีการโกง

            ภายใต้รัฐบาลทหารในปัจจุบัน ก็มีการโกงกินคอร์รัปชั่น ทั้งรายใหญ่รายย่อย ในกรณีรายเล็กรายน้อยที่เห็นเป็นข่าวทุกวันคงเป็นเพราะมีการร้องเรียน มีการตรวจสอบ แต่คงโกงกันเป็นประเพณีมานานมากแล้ว ตั้งแต่รัฐบาลไหนก็ไม่รู้

            ไปแตะที่ไหนเจอที่นั่น โกงตั้งแต่เงินช่วยเหลือคนจน คนพิการ คนยากไร้ คนไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีถิ่นที่อยู่อาศัย ไร้ญาติขาดมิตร คนเป็นเอดส์ ไม่เว้นแม้แต่เงินบำรุงวัดพระศาสนา ไปจนถึงค่าอาหารกลางวันเด็ก ไม่รู้ว่าหัวใจคนเหล่านี้ทำด้วยอะไร

            คงไม่มีแต่ในกระทรวงที่เป็นข่าว น่าจะมีการโกงทุกหน่วยงานของรัฐ ไม่มากก็น้อย ถ้าหากมีการตรวจสอบกันจริงๆ

            ก็ไม่ผิดที่จะชี้นิ้วประณามคนทำผิด และเร่งเร้าให้มีการพัฒนาบุคลากร ให้มีจิตสำนึก ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ แต่หากว่าระบบยังเป็นเช่นนี้ ทั้งระบบใหญ่ของสังคมและระบบย่อยในองค์กรต่างๆ การโกงก็ยังจะมีต่อไป เพราะมีช่องทางและโอกาส เพราะบรรยากาศ ค่านิยมของสังคมอำนวย

            ตรรกะคือ คนใช้อำนาจได้มาก โกงได้มาก เพราะมีการควบคุมน้อย ใช้อำนาจได้น้อยโกงน้อยเพราะมีระบบการควบคุมและตรวจสอบมาก ทำอย่างไรสังคมไทยจะมีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง ที่ป้องกันการโกงกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            เมื่อกรุงเทพฯ เริ่มติดตั้งกล้องบนถนนเพื่อแก้ปัญหาจราจร ข่าวว่าวันแรกๆ มีรถยนต์ที่ฝ่าฝืนกฎจราจร ปาดหน้าขึ้นสะพาน ลงอุโมงค์ ออกจากเส้นทึบ ฝ่าไฟแดง นับแสนคัน มีการส่งใบแจ้งปรับไปถึงบ้าน วันนี้พฤติกรรมดังกล่าวน้อยลงมาก ถ้ามีแต่ตำรวจไปดักตามมุมตามสี่แยก คนไม่กลัว เพราะรู้ว่า จะมีที่ไหนเวลาไหน แต่กล้องวงจรปิดมี 24 ชั่วโมง

            อำนาจผู้บริหารสถานศึกษามีช่องว่างให้โกงมากมายเพราะไม่มีกลไกตรวจสอบ มีแต่หน่วยกล้าตายไปร้องเรียน มีแต่เรื่อง “บังเอิญ” ว่ามีคนไปพบ หรือกรณีขัดแย้งที่โด่งดังขึ้นมา จึง “เกิดเรื่อง”

            สถานศึกษามีคณะกรรมการ มีผู้แทนชุมชนไปร่วม แต่คณะกรรมการเหล่านี้ไม่มีอำนาจ ไม่สามารถไปตรวจสอบงบประมาณ การใช้จ่าย บัญชีของโรงเรียน ไม่มีอำนาจ “อนุมัติ” โครงการ กิจกรรมของโรงเรียน ปากก็อยากให้ชุมชนมีส่วนร่วม แต่ครูใหญ่ครูน้อยยังรวบอำนาจ การโกงก็ย่อมเกิดง่าย

            ข้าราชการที่ยังทำตัวเป็น “เจ้านาย” ไม่เป็นข้ารับใช้ประชาชน ไม่สำนึกว่ากินเงินเดือนจากภาษีประชาชน มีแนวโน้มที่จะไม่ปล่อยให้มีกลไกหรือระบบอะไรมาตรวจสอบการใช้อำนาจของตนเอง

            ผู้นำชุมชนบางคนเป็นกรรมการในโรงเรียน เล่าให้ฟังว่า ในที่ประชุม เมื่อไปตั้งคำถามหรือโต้แย้ง ผู้อำนวยการโรงเรียนก็จะตอกกลับว่า คุณจบอะไรมา ท่าทีดูถูกชาวบ้านแบบนี้ มีโอกาสเมื่อใดก็โกงได้เมื่อนั้น เพราะเริ่มต้นที่ “โกงอำนาจ” ประชาชน ไม่ยอมให้ตรวจสอบ

            การมีอำนาจ มีโอกาส แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าที่เราคิดว่าเป็นผู้นำทางศีลธรรมก็ยังหลงผิดได้ ถ้ามีระบบกลไกที่คอยช่วยเหลือดูแลวัดวาอาราม เงินทองทรัพย์สินของวัดที่เป็นของชุมชนจริงๆ ปัญหาอย่างที่เป็นข่าวคงไม่เกิด ถ้าจะมีก็คงน้อย

            นี่ขนาดคณะกรรมการปฏิรูปศาสนาเสนอให้ทุกวัดทำบัญชีเงินทองของวัดก็ยังมีการต่อต้าน ที่ทำๆ กันก็เป็นวัดที่สมัครใจและถูกยกย่องให้เป็นต้นแบบ แต่ก็ไม่มีกฎระเบียบอะไรที่บังคับ เหมือนกรุงเทพฯ ถ้าไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งตามถนนหนทาง คนก็ยังทำผิด ยัง “โกงกัน” บนถนนเรื่อยไป

            ถ้าวัดมีมูลนิธิคอยดูแลการเงิน ถ้าทุกโรงเรียนมีคณะกรรมการที่มีอำนาจในการบริหารงบประมาณโรงเรียน เงินอุดหนุน รายได้ แผนงาน โครงการ กิจกรรมของโรงเรียน รายรับ รายจ่าย ถ้าชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการวัดและโรงเรียนจริง วัดและโรงเรียนจะโปรงใส พัฒนาอย่างแน่นอน

            ไม่รอให้มีแต่เรื่อง “บังเอิญ” ที่ดังขึ้นมาแล้วค่อยไปแก้ไขอย่างที่เกิดขึ้นทุกวัน เอาคนผิดมาลงโทษ แล้วก็รอให้เกิดเรื่องอีกโดยไม่มีการสร้างระบบกลไกอะไรขึ้นมา ก็แก้ปัญหากันไม่รู้จบอย่างที่เห็น

            ปัญหาการโกงกินในบ้านเมืองเราวันนี้คล้ายกับโรคเอดส์เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ระบาดไปทั่วทุกวงการ ถ้ารัฐบาลยังรวมศูนย์อำนาจ ไม่กระจายอำนาจ ใช้แต่ระบบสั่งการ ไม่ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ไม่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม คงแก้ปัญหาอาหารกลางวัน ปัญหาโรงเรียน ปัญหาวัดไม่ได้

            โรงเรียนที่มีอาหารกลางวันอุดมสมบูรณ์มีหลายแห่ง มีงบต่อหัววันละ 20 บาทเหมือนทุกแห่ง แต่เพราะมี “ปัญญา” ในการพัฒนา “ทุนโรงเรียน” ซึ่งมีมากกว่าเงิน คือ ทุนทางสังคมของชุมชน ที่มีส่วนร่วมในการจัดการเรื่องอาหารกลางวัน

            ชุมชนพร้อมที่จะให้พันธุ์ปลา พันธุ์ไก่ไข่ ไก่เนื้อ พันธุ์ผัก และอื่นๆ พร้อมที่ช่วยเหลือให้ทั้งความรู้และแรงงานในการเตรียมอาหาร ถ้าหากครูในโรงเรียนเปิดใจเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมแก้ปัญหา ร่วมพัฒนา นอกจากจะไม่มีการโกงกินแล้ว เด็กและครูก็มีอาหารกินอย่างสมบูรณ์

            สังคมอำนาจ สังคมอุปถัมภ์ กัดกินตัวเอง เพราะไร้ธรรมาภิบาล แม้แต่วัดและโรงเรียนที่น่าจะมี “คุณธรรม” ก็ยังทำหน้าที่ของตนไม่ได้

ลิเกหลงโรง

Thursday, 07 June 2018 05:11 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 6 มิถุนายน 2561

รายการข่าวทีวีที่เอาคนมาวิเคราะห์ และทะเลาะกัน บางวันก็มีสาระ บางวันก็เป็นจำอวดลิเก อย่างวันก่อนที่เอาคนสองกลุ่มที่เชื่อและไม่เชื่อในเรื่องลงองค์ทรงเจ้ามา “ปะทะ-ประชัน” กัน อาจจะมันสำหรับคนจัด แต่ลิเกหลงโรงแบบนี้เปิดไปดูมวยหรือดูนายหม่ำกับพวกยังสนุกกว่า

            มนุษย์อหังการ์มากถ้าหากประกาศว่า อะไรที่อธิบายไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เชื่อถือไม่ได้ ชีวิตคนเราไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะอธิบายได้ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยวิทยาศาสตร์ ว่ากันจริงๆ แล้ว คนเราอยู่กันด้วยความเชื่อมากกว่าความรู้ อยู่กันด้วยอารมณ์ความรู้สึกและอะไรลึกๆ ที่อธิบายไม่ได้ มากกว่าด้วยเหตุผล

            คนไม่รู้อะไรอีกมากมายนัก โดยเฉพาะเรื่องทางจิต และเพราะเป็น “สัตว์ที่มีเหตุผล” อย่างที่นักปราชญ์ให้คำนิยาม คนเราจึงพยายามหาเหตุผล หาคำตอบในทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต ไม่ว่าชาติก่อน ชาตินี้ หรือชาติหน้า สารพัดเรื่องที่อยากรู้

            ทุกยุคทุกสมัยจึงมีหมอดู มีโหร มีคนที่ทำมาหากินบนความอยากรู้ของผู้คน บนความทุกข์ที่ต้องการหาทางออก ความเครียด ความกดดัน ปรากฎการณ์ดังกล่าวน่าจะมีความจริง มีความหมายอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีใครเชื่อถือและเลิกกันไปหมดแล้ว

            เมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนที่ไปศึกษาเรื่อง “ผีปอบ” กับคุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญาในขณะนั้น ท่านบอกว่า รอบๆ โรงพยาบาลมี “สำนัก” อยู่ 7-8 แห่ง มีร่างทรงที่ญาติพา “คนที่มีปัญหา” ไปขอให้ช่วย ทั้งก่อนและหลังจากที่ไปพบแพทย์ที่ศรีธัญญา

            คนไทยใช้ศาสตร์อะไรก็ได้ที่ช่วยให้หาย ไม่ว่าวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ ซึ่งก็ไม่ได้ดีมีคุณธรรมมากกว่ากันนัก ไม่ใช่ว่ามีแต่คนลงองค์ทรงเจ้าบางคนที่ “หลอก” ชาวบ้าน แพทย์หลายคนและโรงพยาบาลหลายแห่ง บริษัทผลิตยา ผลิตเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องสำอางค์ ก็ “หลอก” ผู้คนด้วยวีธีการที่แนบเนียนไม่น้อยไปกว่ากัน ทุนนิยมสามานย์ไม่ปรานีใคร

            มีประโยชน์อะไรที่ทีวีจะเอาพระ เอามือปราบสัมภเวสี มาโต้เถียงกับบรรดาร่างทรง เพื่อจะกล่าวหากันเรื่องความจริง ความไม่จริง เรื่องหลอกหรือไม่หลอก ไม่มีผู้ชนะ แพ้ทุกคน รวมทั้งทีวีและพิธีกร

            ถ้าจะทำประโยชน์ให้สังคม ทำไมไม่ไปศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องการลงองค์ทรงเจ้า เรื่องพลังจิตเชิญนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาวิเคราะห์ น่าจะประเทืองปัญญามากกว่า จะได้แยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร เพราะได้มีการศึกษาปรากฎการณ์นี้มานานแล้ว เป็นวิทยานิพนธ์ทั้งปริญญาโทปริญญาเอก

            เรื่องจิต เรื่องพลังจิตเป็นอะไรที่ซับซ้อน เรื่องชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า มีการศึกษาการวิจัยทางวิชาการมากมายทั่วโลก ทั้งปรจิตวิทยา (parapsychology) มิติที่สี่ สัมผัสที่หก จึงไม่ควรสรุปเหมารวมอะไรง่ายๆ ถ้าศึกษาด้วยใจเปิดกว้างก็จะเกิดปัญญาแก่ตนเองและสาธารณะ

            แนะนำคนทำทีวีเปิดดูในยูทูป “เสวนา ตายแล้วเกิดใหม่” ซึ่งจัดโดยยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2543 โดยผู้ร่วมเสวนา คือ นายแพทย์เฉก ธนะสิริ รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี นายแพทย์ชินโอสถ หัสบำเรอ โดยมีนายแพทย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนามเป็นผู้ดำเนินรายการ

            ทุกท่านล้วนเป็นแพทย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาและปฏิบัติ ที่เล่าเรื่องจากประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละท่านอย่างน่าสนใจ อาจจะมีคนตั้งคำถามว่า แล้วที่ท่านเชื่อว่าชาติก่อนท่านเป็นอะไร พิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์หรือ

            คงต้องกลับไปถามบาทหลวงตาชาร์ด มิชชันนารีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่บันทึกไว้ว่า ให้เป็นที่ประหลาดใจยิ่งนักที่โหรชาวสยามทำนายสุริยุปราคาผิดไปเพียง 1 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่เชื่อว่าโลกแบน และมีสามโลก (ใต้พิภพ พิภพและสวรรค์) ท่านไม่ได้บันทึกไว้ว่า ท่านเองที่เป็นนักดาราศาสตร์เชื่อว่าโลกกลมทำนายผิดไปกี่ชั่วโมง แต่ละ “ศาสตร์” ล้วนมีตรรกะและวิธีวิทยาของตัวเอง ให้คำตอบและคำอธิบายได้

            คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ไปศึกษาปริญญาเอกทางมานุษยวิทยาการแพทย์ที่ฮาร์วาร์ด เล่าว่า ถนนทางเข้ามหาวิทยาลัยเต็มไปด้วย “สำนัก” ที่มีการรักษามากมายหลายแบบจากทั่วโลก เขาเอามาตั้งไว้เพื่อให้เป็นที่ศึกษาว่า เขาทำกันอย่างไร ได้ผลอย่างไร ทำไมคนจึงยังเชื่อ

            หลายปีก่อน เคยมีงานวิจัยอ้างว่า ที่กรุงเทพฯ มีร่างทรงลงองค์ลงจ้าอยู่ถึง 20,000 คน เป็นสำนักและไม่เป็น ตัวเลขอาจจะมากไป แต่อาจเป็นไปได้ ถ้าคิดว่า คนกรุงเทพฯ เครียด บ้า และมีปัญหาทางจิตใจมาก ต้องการคนช่วยเหลือไม่ว่ารูปแบบใดมากที่สุด

            คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักจิตแพทย์ และถึงรู้ก็คงไม่เชื่อด้วยว่าจะช่วยเหลือตนได้มากกว่าบรรดา “เทพเจ้า” ในร่างทรงทั้งหลาย ด้วยความเชื่อเป็นทุน ไปถึงสำนักอาจหายบ้าหายเครียดไปครึ่งหนึ่งแล้วก็ได้

            นี่เป็นวิถีแบบไทยๆ แบบบ้านๆ ก็แล้วแต่จะเรียก แต่เป็นวิธีการในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ไม่ได้แตกต่างไปจากที่ฝรั่งไปหาจิตแพทย์ คนละวิธีคิด คนละวิธีการ คนละ “กระบวนทัศน์” เท่านั้น

            นักจัดรายการทีวีคนหนึ่งออกมาวิเคราะห์ฟันธงเชิดชูฝรั่งดูถูกคนไทย ว่าเขาใช้จิตแพทย์ ไม่งมงายใช้ร่างทรง แต่คนไทยทั่วไปคิดไม่ต่างจากเติ้ง เสี่ยวผิงว่า แมวดำแมวขาวไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็พอ

            ส่วนเรื่องที่ร่างทรงจะเป็นของจริงหรือของปลอม เป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะตัดสิน ถ้าไม่จริง ต้นตุ๋นหลอกลวง สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ จะเป็นหมอดู เป็นลิเก ก็เรื่องของเขา อย่าเอามาออกทีวีดีกว่า

            การปฏิรูปศาสนา ความเชื่อ ในสังคมไทยไม่เกิด ถ้าไม่ปฏิรูประบบโครงสร้าง (อำนาจ) และไม่ปฏิรูปการศึกษา เราคงจะได้เห็นลิเกหลงโรงในจอทีวี และ “ลิเกโรงใหญ่” ใน “การเมือง” กันต่อไป

ภัยศาสนา

Thursday, 31 May 2018 08:46 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 31 พฤษภาคม 2561

“สุริยัน-จันทรา” ไม่ใช่หนังอินเดีย แต่เป็นหนังอิตาเลียนเมื่อ 50 ปีก่อนที่มีชื่อฝรั่งว่า Brother Sun Sister Moon ทำจากประวัติของนักบุญฟรันซิสแห่งเมืองอัสซีซี (สุริยัน) และนักบุญคลารา (จันทรา) ผู้ให้กำเนิดคณะนักบวชชายฟรันซิสกันและนักบวชหญิงคลาริสท์-กาปูชินที่มักเรียกกันว่า “ชีมืด”

            เป็นเรื่องราวในศตวรรษที่ 12 หรือประมาณ 800 กว่าปีมาแล้ว เมื่อหนุ่มฟรันซิส บุตรคหบดีแห่งเมืองอัสซีซี ที่กลับจากรบ เบื่อหน่ายชีวิตทางโลก สละทุกอย่างแม้กระทั่งเสื้อผ้าคืนให้พ่อเพื่อไปแสวงหาสันติที่แท้จริง ซึ่งเขาเชื่อว่าต้องมาจากภายใน ไม่ใช่จากทรัพย์สิ่งของภายนอก

            นักบุญฟรันซิสเป็นองค์อุปถัมภ์ของอิตาลี เป็นที่รู้จักในนามนักบุญแห่งสันติภาพ โดยเฉพาะบทสวดของท่าน “โปรดให้ข้าพระองค์เป็นเครื่องมือแห่งสันติ ที่ใดมีการเกลียดชัง ให้ข้าพระองค์หว่านความรัก ที่ใดมีการบาดหมาง ให้หว่านการยกโทษ ที่ใดมีการแตกร้าว ให้หว่านสามัคคีธรรม.....”

            ฟรันซิสได้ก่อตั้งคณะนักบวชขึ้นมาใหม่ ทั้งๆ ที่เดิมก็มีหลายคณะอยู่แล้ว แต่ท่านเห็นว่า คนที่บวชแล้วปฏิญาณตนที่จะอยู่อย่างสมถะ (poverty) กลับสะสมทรัพย์สมบัติไว้มากมาย ทั้งที่ดิน ข้าวของเงินทอง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากบรรดา “อัศวิน” ที่ไปรบสงครามครูเสดหรือสงครามอื่นๆ

นักรบเหล่านี้เกิดเบื่อหน่ายชีวิต ปัญหาความขัดแย้ง และอยากไปแสวงหาสันติภาพ พากันออกบวชโดยเข้าคณะนักพรตนักบวชเหล่านั้น พร้อมกับยกทรัพย์สมบัติให้คณะไปด้วย แม้ว่าเป็นสมับติส่วนรวมของคณะ แต่ก็ทำให้เกิด “กิเลส” การยึดติดและแสวงหาไม่รู้จบ

ฟรันซิสก่อตั้งคณะใหม่โดยนักบวชมีเพียงเสื้อผ้าและรองเท้าแตะ ปฏิญาณว่าจะไม่มีและไม่สะสมทรัพย์สินใดๆ จะไปทำงานแลกกับอาหารจากชาวบ้าน

เล่าเรื่องนักบุญฟรันซิส องค์อุปถัมภ์ของขบวนการสันติภาพ เพราะท่านเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่เรียบง่าย การไม่ยึดครอง ไม่ยึดติด ไม่สะสม ทรัพย์สินแห่งโลกนี้ เพราะจะเป็นอุปสรรคในการเข้าถึง “สันติ” ภายในที่แท้จริง เป็นบทเรียนที่ศาสนาทั้งหลายก็สรุปได้ไม่ต่างกัน

อุดมคติของทุกศาสนาล้วนต้องการให้คนพ้นทุกข์ ทุกข์สำคัญคือการ “ยึดมั่นถือมั่น” “ตัวกูของกู” อย่างที่ท่านพุทธทาสสอน และความจริงทุกศาสนา ทุกนิกาย ทุกคณะก็สอนและถือเป็นเงื่อนไขเพื่อไปสู่ความหลุดพ้น ที่ท่านพุทธทาสสอนว่า ต้องไปให้พ้นแม้บุญและบาป ไม่ใช่ยังอยากได้บุญก็ยังยึดติดอยู่กับบุญ ยัง “ลงทุน” เพื่อจะได้โชคลาภชาตินี้และขึ้นสวรรค์ชาติหน้า

เมื่อสามสี่สิบปีก่อน เคยเห็นสมาชิกสันติอโศกดูหนัง “สุริยัน-จันทรา” นี้ที่ธรรมสถาน จุฬาฯ สนทนากับบางท่านบอกว่า ดูหนังเรื่องนี้มาเป็นสิบๆ ครั้งไม่เบื่อ

ศาสนามีสองด้าน สองมิติ ที่เรามักไม่แยกจากกัน เป็นทั้งสถาบัน (institution) และเป็นขบวนการ (movement) ฐานะสถาบัน มีระบบโครงสร้างที่วิวัฒนาการมาตามยุคสมัย อ้างว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของศาสดา จึงเกิดมีกฎ มีระเบียบ มีพิธีกรรมและวิถีปฏิบีติมากมายที่ไม่เคยมีในยุคสมัยของศาสดา

ความแตกต่างในแนวคิด การตีความ การปฏิบัติ และวิถีทางการเมืองทำให้เกิดการแตกแยกออกไปเป็นศาสนา เป็นนิกาย เป็นลัทธิต่างๆ

อีกด้านหนึ่ง ศาสนาเป็นขบวนการ (movement) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังทางจิตวิญญาณ ที่มาจากการปฏิบัติของผู้นำศาสนาและของศาสนิกทุกยุคสมัย ส่งต่อ “จิตวิญญาณ” ที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบันและเป็นพลังสร้างสรรค์อนาคตของศาสนาและสังคม เพราะถ้าไม่มีการปฏิบัติ ไม่มีจิตวิญญาณ ( spirit) ศาสนาก็อยู่ไม่ได้ มีสถาบันก็เหมือนบ้านร้าง ปราสาทร้าง ปราสาทผีสิง

ในศาสนาคริสต์ นักพรต (monks) ซึ่งในอดีตมักเก็บตัวอยู่ในอาราม (monasteries) ทำสมาธิภาวนา ถือศีลเคร่งครัด เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นจริงของความเชื่ออันเป็นสัจธรรมที่มิอาจเปลี่ยนแปลง (อะกาลิโก) เป็นสัญญาณแห่งโลกุตระ อีกมิติหนึ่งที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยญาณทัศนะ คนละขั้วกับโลกียะ

ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่า ทุกคนต้องเข้าสู่ชีวิตนักพรตนักบวชจึงจะปฏิบัติธรรมและพบสันติได้ ท่านพุทธทาสสอนว่า “การทำงานคือการปฏบัติธรรม” คำสอนของพุทธศาสนาก็เน้นเรื่องการมีสติและสมาธิ ทางไปสู่ปัญญา การอยู่กับปัจจุบัน “ชีวิตของคุณมีเพียงขณะเดียว” ทำอย่างไรให้ “ดีที่สุด”

ภัยของศาสนาทุกศาสนามาจาก “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” เป็นภัยที่เกิดในสถาบันที่ผุและมีท่าจะพังลงมาถ้าไม่มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ผุพังจะด้วยสนิมหรือด้วยมดปลวกกัดกิน หนึ่งในนั้นคือความลุ่มหลงในโลกียะ ทรัพย์สินเงินทอง ที่ท่วมโลกุตระ เอาผลประโยชน์ทางโลกเป็นข้ออ้าง สร้างความชอบธรรม

ศาสนิกมีหลายประเภทหลายระดับ จำนวนมากยังต้องการพิธีกรรม ระเบียบปฏิบัติ และวัตถุธรรมสิ่งของ สิ่งก่อสร้าง “ภายนอก” เพื่อเป็น “พาหะ” ตัวช่วย ศาสนิกอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้แล้ว ก้าวพ้นไปแล้ว โดยเฉพาะนักบวช ผู้นำศาสนา มีหน้าที่ช่วยเหลือคนอื่นให้พ้นไปจากปัจจัยภายนอกเหล่านี้

ไม่ใช่ไปฉวยโอกาสทำให้ศาสนิกยึดติดมากกว่าเดิม กลายเป็นการ “มอมเมา” กลายเป็น “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” อย่างที่ท่านพุทธทาสสอน ถ้ายิดติดกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่เป็นรูปธรรม ก็ไม่มีวันเข้าถึงธรรมได้ อยากข้ามน้ำไปฝั่งโน้น แต่ยังยิดติดกับเรือ ก็จะอยู่ในเรือตลอดไป

ในท้ายที่สุด สำหรับคนที่ก้าวพ้นทุกอย่างไปได้ ท่านพุทธทาสสอนว่า “ไม่มีศาสนา” (อันเป็นปาฐกถาธรรมสำคัญของท่านที่มีการแปลไปหลายภาษา) ท่านหมายถึง “สถาบัน” ซึ่งความจริงเป็นเปลือกเพราะแก่นของศาสนาคือหลักธรรม ที่หากปฏิบัติจริง เป็นพลังทางจิตวิญญาณ นำสู่ความหลุดพ้น

สยามรัฐรายวัน 23 พฤษภาคม 2561

วิสาหกิจชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน ระบบที่เป็นภูมิคุ้มกันให้ชุมชน ทำให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน เพราะสามารถยืนอยู่บนขาของตนเองได้ จัดการการกินการอยู่ได้อย่างพอเพียง

            ไม่ใช่วนเวียนอยู่กับโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลหรือใครจัดให้ลงชุมชน เป็นจิ๊กซอที่ต่อกันไม่ติด ไปสร้างความฝันให้ชาวบ้าน “เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่” (อมาตยา เซน) เหมือนกับทุกเย็นวันที่ ๑ กับวันที่ ๑๖ หลังหวยออก

            สิ่งที่อามาตยา เซน บอกเรื่อง “ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” สัมพันธ์กับเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ ว่า

“ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไปทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แต่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ก็สามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อน แต่ถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็สามารถที่จะแก้ไขได้”

ชุมชนที่มีข้อมูลตนเองจากการทำแผนแม่บทชุมชนจะลุกขึ้นมาจัดการการกินการอยู่ใหม่ อะไรที่ทำได้เองก็จะลงมือทำเพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ซื้อจากตลาด เช่น การเลี้ยงปลา ปลูกผัก การทำโรงสี การทำปุ๋ยชีวภาพ การทำสบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน ฯลฯ

หลายชุมชนคำนวณแล้วมากกว่า “หนึ่งในสี่” เสียอีก ถ้าหากคำนวณตามหลักเศรษฐศาสตร์ การผลิตเอง ซื้อขายกันเอง บริโภคเอง ถือว่าเป็นหมุนเวียนหลายครั้ง อาจจะ 2-3-4 เอาไปคูณร้อยละ 25 (หนึ่งในสี่) ก็จะได้ 100 คือ พึ่งตนเองได้ นับเป็นพระปรีชาญาณของพระองค์ท่านโดยแท้

            คิดแบบวิสาหกิจชุมชนจึงเป็นการคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่คิดเพื่อความมั่งคั่ง เอาเงินเป็นตัวตั้ง เป็นเป้าหมาย จนกลายเป็นเอาเงินนำหน้าปัญญาตามหลัง ซึ่งอาจไม่บรรลุเป้าหมายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่สอนว่า ทำอย่างไรจึงจะ “พึ่งตนเองได้และมีความสุข”

            วิสาหกิจชุมชนเช่นเดียวกับเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ปฏิเสธตลาด ไม่ได้ปฏิเสธการขาย การส่งออกหรือการทำกำไร เพียงแต่ทำอย่างไรให้ “พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน” มีความถูกต้อง ดีและงาม เป็นธรรม ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ

ที่สำคัญ ชุมชนต้องแยะแยะให้ออกว่า ผลิตอะไรเพื่อใคร เพื่ออะไร ถ้าผลิตเพื่อการบริโภคในชุมชนได้อย่างน้อยร้อยละ 25 หรือ หนึ่งในสี่ก็ถือว่า “สุดยอด” แล้ว แต่บางอย่างเหลือกินเหลือใช้ในชุมชนก็หาตลาดภายนอก

ตลาดในชุมชนเรียกว่า “ตลาดพอเพียง” ส่วนตลาดนอกชุมชนที่รองรับผลผลิตทั่วไปที่เหลือจากชุมชนอย่าง ข้าว ปลา อาหาร ก็ควรหา “ตลาดผูกพัน” ไว้ หาเครือข่ายพันธมิตรอย่างโรงพยาบาลเพื่อซื้อข้าวกล้องจากวิสาหกิจชุมชนที่ผลิตข้าว ผักปลอดสาร อาหารปลอดภัยจากกลุ่มแม่บ้าน หรือบริษัทที่ทำ CSR ส่งเสริมสนับสนุนผลผลิตของชุมชน อย่างผ้าย้อมครามที่ไปถึงสโมสรฟุตบอลอังกฤษ

หรือมีตลาดขาประจำในโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ที่ทำงานรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ เอกชน ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีข้อผูกพันไปขายอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง หมุนเวียนกันไปอย่างกรณีเครือข่ายตลาด “อิ่มบุญ” ที่กลุ่มผู้ผลิตอาหารปลอดภัยเวียนกันไปขายในเมืองเชียงใหม่ทุกวัน

            วิสาหกิจชุมชนอาจพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ได้การประเมิน 4-5 ดาว ก็เอาออกไปสู่ “ตลาดใหญ่” แข่งขันกับใครๆ ได้

ชุมชนต้องแยกแยะให้ถูกว่าอะไรควรผลิตเพื่อตลาดไหน เท่าไร อย่างไร ถ้ายึดมั่นในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการเศรษฐกิจชุมชนก็จะมั่นคง ไม่เสี่ยงเกินไปกับการผันแปรของเศรษฐกิจใหญ่ รวมทั้งทนทานต่อการแข่งขันและการครอบงำของธุรกิจขนาดใหญ่

ชุมชนมีโอกาสสูงมากที่จะอยู่รอดได้ในยุคโลภาภิวัตน์ ถ้ารู้ว่า มีมากมายหลายอย่างที่ชุมชนทำได้ดีกว่าบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งเป็น “ยักษ์” ที่น่ากลัวและครอบงำตลาดและชีวิตของผู้คน

เอาแค่เรื่องปัจจัย 4 อันเป็นเพื้นฐานของการดำรงชีวิต ที่ทุกคนต้องกินต้องใช้ ชุมชนก็ทำหลายอย่างได้ดีกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่ว่การผลิตอาหารปลอดภัย อาหารอินทรีย์ ซึ่งต้องทำด้วยมือ ทำขนาดเล็กด้วยความเอาใจใส่ หรือ “ทำด้วยใจ” ทำในครัวเรือนหรือโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน

ผู้คนต้องการอาหารจากธรรมชาติ ของมีคุณค่า ที่ผลิตได้ใน ปริมาณน้อยๆ ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ผักพื้นบ้าน อาหารท้องถิ่น ต้องการบริโภคของโบราณ ทำร้านอาหารก็ตั้งชื่อครัวย่า ครัวยาย

โลกกำลังต้องการไปสัมผัสกับชุมชน วิถีวัฒนธรรม การท่องเที่ยวชุมชน ท่องเที่ยวเกษตร นิเวศ ซึ่งชุมชนสามารถจัดการได้ดีและมีเสน่ห์เพราะอยู่กับธรรมชาติ เป็นต้นทุนของตนเองอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เพียงจัดการให้ดีเท่านั้น

บริษัทเสื้อผ้าทั่วโลกกำลังเลิกการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต เพราะผู้คนอยากได้เสื้อผ้าที่ไม่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เป็นมิตรกับธรรมชาติ อยากได้ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ยิ่งทอด้วยมือยิ่งดี เป็นอะไรที่โรงงานใหญ่ทำไม่ได้ แต่กลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชนทำได้

ถ้าวิสาหกิจชุมชนมีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถมากก็ทำ ”วิสาหกิจชุมชนแบบก้าวหน้า” ได้ ตั้งโรงงานก็ทำได้ อย่างกรณีโรงงานแป้งขนมจีนที่นครศรีธรรมชาติ ที่เป็นต้นแบบและที่มาของคำว่า “วิสาหกิจชุมชน” ผลิตแป้งขนมจีนส่งไปจำน่ายทั่วภาคใต้และมาถึงกรุงเทพฯ

อยู่ที่รัฐบาลและการเมืองว่า มีวิสัยทัศน์ เห็นภาพนิมิต (vision) และวิธีการทำให้เป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด ไม่ให้เป็นเพียงการสร้างภาพหรือฝันกลางวันของรัฐบาล และฝันร้ายของชาวบ้าน

สยามรัฐรายวัน 16 พฤษภาคม 2561

วิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) คือ ฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจของชาติ แต่เท่านี้คงไม่พอ สังคมไทยต้องการวิสาหกิจชุมชนขนาดเล็กขนาดจิ๋ว (SMCEs Small and Micro Community Enterprises) ที่เข้มแข็งเพื่อทำให้ฐานรากนี้แข็งแกร่งและมั่นคง

            ก็มีวิสาหกิจชุมชนตั้ง 80,000 กลุ่ม เกือบในทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ซึ่งมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ถ้าหากมีวิธีการที่เหมาะสมในการส่งเสริมสนับสนุน ซึ่งต้องมาจากความเข้าใจในศักยภาพของชุมชน พลังภายในที่ยังไม่พัฒนา หรือยังไม่พัฒนาเต็มที่

            ในความหมายดั้งเดิม วิสาหกิจชุมชนมีเป้าหมายเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยการรวมกลุ่มกันจัดการ “ทุน” ของชุมชน เพื่อชุมชน โดยชุมชนให้มากที่สุด

            เพื่อจะทำเช่นนี้ให้ได้ผลจริง จึงควรท่องคาถาของอามาตยา เซน ที่ว่า “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” วิสาหกิจชุมชุมชนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชน

คำหลักในที่นี้ คือ “ระบบ” วันนี้ยังไม่มีระบบเศรษฐกิจชุมชน ชุมชนเป็นเพียงผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นแรงงานให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่ และเป็นผู้บริโภคสิ่งที่เขาส่งมาขาย เรื่องกินเรื่องใช้ต้องไปตลาด

วันนี้ในชุมชน มีแต่ “โครงการ” ต่างๆ ที่หน่วยงานของรัฐและเอกชนนำไปให้ เป็นโครงการของกระทรวงต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีการบูรณาการกัน ต่างคนต่างวางแผน ต่างคนต่างส่งเสริม ต่างคนต่างทำ

แม่บ้านคนเดียวใส่เสื้อหลายสี ทำหน้าที่ตัวแทนของหลายกระทรวง บางวันเปลี่ยนเสื้อแทบไม่ทันเพราะ “เจ้านาย” เข้าหมู่บ้านคนละครั้งคนละที เป็นเรื่องตลกที่ยังไม่ได้หมดไปในวันที่รัฐบาลประกาศว่าอยากให้ประเทศไทย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

ทำโครงการนั้นง่าย มีเงินก็ทำได้ เงินหมดก็เลิก หาเงินใหม่ ทำโครงการเก่าหรือใหม่ตามที่ผู้ให้ทุนต้องการ ไม่ได้จากอบต.ก็ไปขอ อบจ. ไปขอ ส.ส. ไปขอหน่วยงานราชการ หรือถ้าเป็นนักล่าโครงการเก่งๆ ก็ไปขอสมาคม มูลนิธิ หรือบริษัทที่อยากทำ CSR

ทำโครงการนั่นง่าย แต่สร้างระบบนั้นยาก เพราะต้องใช้ปัญญา ความกล้าหาญและความเพียรทน ที่คนวันนี้ หน่วยงานที่ให้ทุนพัฒนามักไม่มี อยากได้ผลงานเร็ว มีเวลาน้อย รอไม่ได้

การสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนต้องเริ่มจาก ๑) ฐานข้อมูลชุมชนที่ละเอียดและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้รู้ว่าชุมชนใช้จ่ายอะไรเท่าไร เพียงได้เห็นตัวเลขการซื้ออยู่ซื้อกินตลอดปี ก็จะรู้ว่า ควรจัดการอย่างไรเพื่อลดรายจ่าย ลดการพึ่งพาตลาดอย่างเดียว ข้อมูลเหล่านี้ชาวบ้านทำเองได้ ได้เรียนรู้ ได้สำนึกจากกระบวนการทำข้อมูลนั้น

๒) การทำประชาพิจัย คือ การวิจัยชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน ทำให้เกิดแผนแม่บทชุมชน ซึ่งประกอบด้วยยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการ กิจกรรม ที่ชุมชนเป็นผู้พัฒนาขึ้นมาเองโดยอาศัยข้อมูลและตัวเลขต่างๆ ไม่ใช่แผน “สำเร็จรูป” ที่อบต.ทำไว้เพื่อรองรับงบประมาณ หรือผู้ใหญ่บ้านกำนันทำเพื่อไปรองรับทุน “ประชารัฐ” แบบ “เฉพาะกิจ”

กระบวนการทำแผนแม่บทชุมชน ทำให้ชุมชน “อ่านขาด” ว่า ตนอยู่ในสภาพใด ทำไมถึงจน ทำไมถึงเป็นหนี้มาก ทั้งๆ ตนเองสำรวจวิจัยแล้วพบว่ามี “ทุนชุมชน” มากมาย นำไปสู่การวางแผนว่า ควรจัดการตนเอง “อย่างเป็นระบบและมียุทธวิธี” ที่ดีกว่าได้อย่างไร

วิทยานิพนธ์ปริญญาโทของคุณสมชาย ศรีเพิ่ม เรื่อง “กระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชนบ้านยางในลุ่ม ตำบลส่วนขัน อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช” ตามหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาการถัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (มหาวิทยาลัยชีวิต) ได้คะแนนยอดเยี่ยม

งานนี้นำไปสู่การพัฒนา 5 ยุทธศาสตร์โดยชุมชน คือ การพึ่งตนเอง, การจัดทุนและสวัสดิการ, การพัฒนาทรัพยากรและการจัดการผลผลิต, สุขภาพยั่งยืน, และการเรียนรู้

ภายใต้ยุทธศาสตร์การพึ่งตนเอง เกิดแผนและโครงการตามมา คือ ๑) การผลิตอาหารเพื่อความมั่นคง ทำให้เกิดโครงการเลี้ยงผึ้ง เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่พื้นบ้าน ไก่ไข่ เลี้ยงกบ เลี้ยงหมู ปลูกผักปลอดสาร ปลูกพริกขี้หนู ปลูกข้าวไร่ ๒) การผลิตของใช้ ปุ๋ยชีวภาพ ของใช้ในครัวเรือน (แชมพู สบู่ น้ำยาล้างจาน ฯลฯ)

ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรและการจัดการผลผลิตทำให้เกิด ๓ แผนพัฒนา คือ ๑) แผนการพัฒนาผลผลิต โครงการโรงเพาะชำต้นไม้, การอนุรักษ์พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์, การท่องเที่ยวเชิงเกษตร, โฮมสเตย์, ปลูกพืชสมุนไพร, แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร, โรงงานน้ำดื่ม

๒) แผนการแปรรูปผลผลิต เกิดโครงการแปรรูปทุเรียน, จำปาดะ, มังคุด (กาแฟมังคุด), สมุนไพร

๓) แผนการจัดการส่งแวดล้อม เกิดโครงการจัดเก็บและคัดแยกขยะ, ธนาคารขยะ, การผลิตปุ๋ยจากขยะ, การพัฒนาภูมิทัศน์ของหมู่บ้าน

ภายใต้ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ เกิดโครงการฐานข้อมูลหมู่บ้าน, การพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน, การพัฒนาศักยภาพเยาวชน, การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง, การฝึกอบรมพัฒนาคุณภาพผลผลิต

ไม่ใช่ว่าทุกอย่างต้องทำโดยวิสาหกิจชุมชน มีการพิจารณาว่า อะไรควรทำเองในครัวเรือน อะไรทำเป็นกลุ่ม อะไรทำโดยชุมชน อะไรเสนออบต. หรือหน่วยงานรัฐ ตามบทบาทหน้าที่

สยามรัฐรายวัน 9 พฤษภาคม 2561

วิสาหกิจชุมชนบ้านเราเน้นเรื่องรายได้มากกว่าอย่างอื่น จนเหมาเอาว่า วิสาหกิจชุมชน คือธุรกิจชุมชน ความจริงเป็นอะไรมากกว่านั้น แต่เพราะการพัฒนาประเทศชาติเน้นแต่เรื่องเศรษฐกิจ ชาวบ้านก็คิดอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเรื่องปากท้อง

            อย่างเรื่องโอทอปก็ส่งเสริมเน้นแต่เรื่องการผลิต การขาย รายได้ ตอนที่นายทะคะชิ อันโดะ ผู้อำนวยการโอทอปเมืองโออิตะ ต้นตำรับของโอทอปมาเมืองไทย นักข่าวถามว่า โอทอปของไทยต่างจากของญี่ปุ่นอย่างไร เขาตอบว่า

“ญี่ปุ่นจะเน้นในเรื่องการพัฒนาคนมากกว่า เราสร้างคนซึ่งใช้เวลากว่า 20 ปี แต่ของไทยจะเน้น             เรื่องสินค้า ซึ่งใช้เวลา 3 ปีคนไทยต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่เพื่อพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น คือ ต้องพัฒนาบุคลากร การบริการและสินค้า ควบคู่กันไป”

            วันนี้โอทอปของไทยกำลังกลายพันธุ์ จากการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน กลายเป็นการรวมกลุ่มเพื่อผลิตให้นายทุนหรือ “เจ้าของ” เป็นคนดำเนินการในการขาย เปลี่ยนจากการผลิตในโรงงานเป็นผลิตที่บ้านเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นเพียงแรงงานให้ “นายทุน” ผลิตให้แล้วยังไปขายให้ เป็นเพียงลูกจ้าง

            ไม่ใช่ผู้ร่วมทุนแบบวิสาหกิจชุมชน ที่เป็น “สหกรณ์เล็ก” ตามเจตนารมณ์ที่ก่อเกิด ที่มูลนิธิหมู่บ้านได้สรุปบทเรียนจากการวิจัยและทำงานในพื้นที่และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรในยุโรป

            การเน้นการผลิตเพื่อขาย โดยไม่แยกแยะ “ตลาด” เพราะไม่มีการเรียนรู้ ไม่มีการวิจัยอย่างจริงจัง ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวนมากลงทุนลงแรงไปมากแล้วล้มเหลว หมดกำลังใจ เจ๊ง เป็นหนี้เป็นสิน

            วิสาหกิจชุมชนเกิดจากฐานข้อมูลชุมชน ที่เรียกกันว่า “ประชาพิจัย” ที่ชุมชนรวมตัวกันวิจัยหรือสำรวจข้อมูลเรื่องตนเอง ทำให้รู้ว่า ตนเองกินอะไร ใช้อะไร ทำอย่างไรจึงจะผลิต แปรรูป เพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนตนเองหรือเครือข่ายใกล้เคียง เพื่อลดการพึ่งตลาดภายนอกแต่เพียงอย่างเดียว

วิสาหกิจชุมชนไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อให้ชุมชนแข่งขันกันไปขายของที่เมืองทองธานี แต่ให้เริ่มต้นจัดการชีวิตของตนเองให้ดีก่อนที่จะคิดออกไปสู่ตลาดใหญ่

            จะผลิตอะไร แปรรูปอะไร แยกแยะให้ได้ว่า อะไรเป็นของดีวิเศษห้าดาวที่จะไปแข่งกับคนอื่นจึงเข็นออกไปสู้ ไม่ใช่ทำแชมพู สบู่ น้ำยาล้างาน แล้วก็วิ่งหาตลาด ทั้งๆ ที่ชาวบ้านในชุมชนเองก็ยังไม่ใช้

ตลาดชุมชน ตลาดท้องถิ่นใหญ่มาก แต่ถูกมองข้าม ชาวบ้านจึงก้มหน้าก้มตาหาเงินเพื่อไปซื้อจากร้านค้าอย่างเดียว ทั้งๆ ที่กว่าร้อยละ ๘๐ ที่ตนกินและใช้เป็นอะไรที่ทำเองได้ ผลิตได้ในชุมชน

            การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจึงไม่ควรเริ่มต้นจากการไปส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตเพื่อไปขาย แต่เป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านเรียนรู้ วิจัยทุนท้องถิ่นให้รอบด้าน วิจัยการบริโภคของตนเอง แล้วดูว่าจะรวมกลุ่มกันทำอะไรเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองก่อนที่จะทำไปขายข้างนอก โดยหลักที่ว่า ลดรายจ่ายเท่ากับเพิ่มรายได้

            ชาวบ้านที่ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทำแผนแม่บทชุมชน ทำข้อมูลแล้วพบว่า น่าจะทำอะไรได้มากมายเพื่อตนเอง แทนที่คิดแต่จะไปซื้อจากตลาด เช่น เครื่องแกง ที่เลิกทำกินกันเองนานแล้ว ซื้อจากตลาดสะดวกสบายกว่า ตำบลท่าข้ามซื้อเครื่องแกงปีหนึ่งหลายแสนบาท

            แม่บ้านกลุ่มหนึ่งจึงรวมกลุ่มกันทำเครื่องแกง อบต.สนับสนุนทุนก้อนหนึ่งเพื่อซื้อเครื่องมือ ชาวบ้านลงหุ้น ทำเครื่องแกงขายให้ชาวบ้านในชุมชนทุกวัน ไม่มีสารกันบูด วัตถุดิบก็ปลูกเอง ทำเอง ปลอดสารเคมี ปลอดภัย ได้เงินใช้ ไม่ต้องไปขายหาดใหญ่ให้เหนื่อย แค่ทำขายกันเองก็เหนื่อยพอแล้ว

            เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจท้องถิ่นป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เป็นเศรษฐกิจนอกระบบ (informal economy) ที่มีขนาดไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ของเศรษฐกิจทั้งหมด แต่ถูกมองข้าม ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นเพียงผู้ผลิตให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่ เป็นแรงงานให้โรงงาน และเป็นเพียงผู้หาเงินไปซื้อของจากโรงงาน เป็นผู้ผลิต ผู้ใช้แรงงานและผู้บริโภคเท่านั้น

            โจทย์สำหรับการส่งเสริมาวิสาหกิจชุมชน คือ ทำอย่างไรจึงจะให้เกิดวิสาหกิจชุมชนบนฐานความรู้ ฐานข้อมูล ไม่ใช่มองด้วยตาเปล่าแล้วลงมือทำ ลงทุนเร็วก็เจ๊งเร็วอย่างที่เห็นๆ กัน

            จีนกำลังส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง ส่งเสริมการผลิตเพื่อการบริโภคในท้องถิ่นให้มากที่สุด ส่งเสริมการรวมกลุ่ม และการสร้างคลัสเตอร์เครือข่ายการผลิต ที่เข้าใจว่า ส่วนหนึ่งจีนได้ไปเรียนรู้มาจากอิตาลี ที่มีต้นแบบของคลัสเตอร์วิสาหกิจขนาดกลาง เล็กไปถึงจิ๋ว

            เมืองไทยก็มีอะไรคล้ายกัน แต่เป็น “ชุมชนโรงงาน” อย่างการผลิตหมอนขิดสามเหลี่ยมที่อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ที่หมู่บ้านหนึ่งเย็บ หมู่บ้านสองยัด หมู่บ้านสามตรวจสอบและจัดการเตรียมส่งขึ้นรถสิบล้อที่ไปรับหมอนไปจำหน่ายทั่วประเทศ ทั้งหมดเป็นกระบวนการที่จัดการโดยนายทุน

นั่นเป็นหนึ่งในงานวิจัยของมูลนิธิหมู่บ้านเมื่อ ๓๐ ปีก่อน เช่นเดียวกับการผลิตผ้าพื้นเมืองที่นายทุนหลายจังหวัดรวบรวมคนเฒ่าคนแก่ในท้องถิ่น เอาความรู้ภูมิปัญญาเก่าแก่มาถ่ายทอด และใช้แรงงานท้องถิ่นมาผลิตเพื่อตนเองจะได้รวบรวมไปขาย

นั่นเป็นเรื่องเก่า เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว แต่วันนี้ก็ดูเหมือนยังไม่ได้เปลี่ยนอะไรนัก เพราะไม่มีการพัฒนาคน พัฒนาความรู้ พัฒนาระบบ ไม่มี “คลัสเตอร์วิสาหกิจชุมชน” ไม่มีระบบการจัดการแบบก้าวหน้า

วันนี้เรายังมีแต่กิจกรรมเดี่ยวๆ เหมือนจิ๊กซอที่ต่อกันไม่ติด จึงยังวนเวียนอยู่ในนิยายของการพัฒนา “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตนเอง” (อมาตยา เซน)