phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

๒ กันยายน ๒๕๖๑

ทำนา ๑ ไร่ได้เงินล้านไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ทุกวันนี้มีคนทำได้อยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ชาวนา เป็นคนที่นำข้าวไปแปรรูปเป็นแป้ง เป็นอาหาร เป็นขนม เป็นเวชสำอาง เป็นยา ซึ่งบางอย่างชาวบ้านก็ทำได้ อย่างลูกหลานที่พ่อแม่ขายนาขายควายส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญา ถ้าได้วิชาความรู้จริงและคิดเป็นก็จะช่วยพ่อแม่ทำเงินล้านได้

เพราะการทำนายุคใหม่ต้องอาศัยความรู้ และไม่ควรเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าถ้าทำนาได้สัก ๑ ล้านต่อไร่ต่อปี ใครๆ จะวิ่งมาหา มาขอวิชาขอความรู้ดูงาน หน่วยงานรัฐจะเอานั่นเอานี่มาให้ แล้วขอปักป้ายถ่ายรูปเพื่อไปทำผลงานเอาความดีความชอบ นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตทั้งอดีตและปัจจุบันหลายคนทำได้

อาจารย์ชนะ โพธิ์กุดศรี ศิษย์เก่าและอาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิตจากแพร่ ทำนาด้วยข้าว ๑๖ สายพันธุ์ แล้วส่งไปให้บริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) ทดสอบประเมินคุณค่าพบว่า มีค่าอาหารสูงมาก สูงกว่าข้าวชนิดอื่นๆ เพราะเป็นข้าวอินทรีย์ที่คัดเมล็ด ๑๖ สายพันธุ์ เพาะรวมกันในกระบะ แล้วทำนาโยน จากนั้นนำมาทำเป็นข้าวกล้องงอก ทีวีดาวเทียมหลายช่องนำไปขายในกรุงเทพฯ กิโละ ๒๐๐ บาท

อาจารย์ชนะเริ่มทดลองทำมากว่า ๑๐ ปี แล้วได้ผลดี เผยแพร่ไปตามเครือข่าย เขายินดีรับซื้อข้าวเปลือก ๑๖ สายพันธุ์นี้ตันละ ๒๐,๐๐๐ บาท ถ้าอยากแปรรูปเป็นข้าวกล้องงอกเขาก็แนะนำวิธีทำและตลาดให้ หรือส่งให้เขาขายก็ได้ ถ้าแปรรูปเอง ข้าวเปลือก ๑ ตันทำเป็นข้าวกล้องงอกจะขายได้ ๕๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ บาท

นี่เป็นขั้นประถม ตอนนี้กำลังทดลองขั้นมัธยมและอุดม เพื่อหาทางเลือกทางรอดให้พี่น้องชาวนา เป็นการทำนาแบบประณีตที่ต้องลงทุนมากขึ้น เป็นนาอินทรีย์ โดยจัดระบบดิน น้ำ ปุ๋ยให้ดี กางมุ้งให้ พร้อมระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ควบคุมการให้น้ำ ปุ๋ย แดด ความชื้น ซึ่งวันนี้ สวทช.(สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) พัฒนาระบบและโปรแกรมนี้แล้วและกำลังส่งเสริมไปทั่ว

ทำนาประณีต (นา 4.0 ถ้าอยากเรียกให้สมสมัย) ทำสัก ๑ ไร่เพิ่อนำร่องเพื่อเรียนรู้ และด้วยความใส่ใจจริงๆ วางเป้าหมายทำให้ได้ปีละ ๓ ครั้งๆ ละ ๒ ตัน (ดร.เกริกยืนยันว่าทำครั้งเดียว ๕ ตันต่อไร่ยังทำได้เลย)

ถ้าทำนา ๑ ไร่ ๑ ปี ได้ ๖ ตัน แปรรูปเป็นข้าวกล้องงอกได้ ๔,๒๐๐ กิโล ขายกิโลละ ๗๐ บาท ได้ ๒๙๔,๐๐๐ บาทได้แกลบและรำจากข้าวเปลือก ๑,๘๐๐ กิโล แปรเป็นน้ำมันรำข้าว ๕ กิโลได้ ๑ ลิตร ข้าว ๖ ตันจะได้น้ำมันรำข้าว ๓๖๐ ลิตร ขายลิตรละ ๒,๕๐๐ บาท ได้ ๙๐๐,๐๐๐ บาท

สรุปว่า ทำนาระดับมัธยม ๑ ไร่ จะมีรายได้ ๑,๑๙๔,๐๐๐ บาท หักค่าใช้จ่ายลงทุนปัจจัยการผลิตแล้วน่าจะเหลือปีแรกเกือบ ๑ ล้าน ปีต่อไปได้เกินล้าน และถ้าขยันแปรรูปไปเป็นอย่างอื่นอีกก็ควรจะได้มากกว่านี้

การลงทุนปีแรกต้องลงเรื่องมุ้ง เพื่อป้องกันแมลงและศํตรูพืช รวมทั้งนก โดยเฉพาะถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีนา หรือทำนานอกฤดู นอกนั้นก็ต้องลงทุนดินใหม่ เอาดินที่สมบูรณ์มาแทนดินเดิมที่ลอกออกแล้วอัดแน่นกันน้ำซึม มีน้ำและระบบน้ำ มีปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ อ.ชนะบอกว่า คนเดียวก็ทำได้ เพราะมีระบบหมด

ทำนา “ระดับอุดม” อันนี้ไม่กล้าคิดตัวเลข เพราะคงทำให้ตกใจกัน เนื่องจากมูลค่าที่ได้จากการแปรรูปนั้นมาก ตั้งแต่อย่างง่าย คือ ทำข้าวหลาม ข้ามเม่า ข้าวซีเรียล คุ้กกี้ ไอซครีม ข้าวผง ไปจนถึงเวชสำอาง อาหารเสริม

อย่างเวชสำอางวันนี้กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก การนำข้าวมาแปรรูปเป็นสบู่ แชมพู ครีมนวดผม นวดหน้าทาผิว บำรุงผม ทำกันแพร่หลายและส่งออก ใช้กันมากในสปา อย่างที่คุณณิชุนันทน์ ธงวิชัย นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิต อยู่ปทุมธานี แต่ไปเรียนที่ศูนย์สระบุรี มีร้านสปา มีผลิตภัณฑ์ครีมนวดหน้าและอื่นๆ เป็นของตนเอง

เธอบอกว่า เป็นครีมทำจากข้าวหอมมะลิ รับมาจากบริษัทแล้วมาแบ่งใส่กล่องติดแบรนด์ของตนเอง ขายดีเป็นที่นิยมของลูกค้า เธอให้ผมมาสองกล่อง เนื้อข้าวสีม่วงหม่นและสีขาว เป็นไรซ์เบอรี่และหอมมะลิ ผมใช้หลายเดือนจนจะหมด ดีมากครับ มีคนทักว่า หน้าตาผ่องใส (หวังว่าเขาไม่ได้แกล้งชม)

เธอบอกว่า มีอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเสนอช่วยแปรรูปให้ เพราะมีห้องแลปและมีเครื่องมือพร้อม เธอกำลังสนใจจะเอาข้าว ๑๖ สายพันธุ์ของอาจารย์ชนะไปให้เขาแปรรูปเป็นเวชสำอาง น่าจะได้อะไรที่วิเศษกว่าแบรนด์อื่น พันธุ์อื่น เพราะมีธาตุสารเพียบ มีวิตามินมากมาย มีคอลลาเจนทำให้ผิวเต่งตึงมีน้ำมีนวล

ก็ลองอ่านชื่อ ๑๖ สายพันธุ์ ของอาจารย์ชนะดูนะครับ (เขาเพิ่มอีก ๔ สายพันธุ์เป็น ๒๐) ข้าวหน่วยเขือ (นครศรีธรรมราช) ข้าวหอมมะลิดั้งเดิม (ทุ่งกุลาฯ) ข้าวหอมมะลิแดง (ยโสธร) ข้าวก่ำเปลือกดำ (ยโสธร) ข้าวเล้าแตก (กาฬสินธุ์) ข้าวช่อขิง (สงขลา) ข้าวหอมทุ่ง (อุบลฯ) ข้าวป้องแอ้ว (มหาสารคาม) ข้าวมันเป็ด (อุบลฯ) ข้าวปกาอำปึล (สุรินทร์) ข้าวบายศรี (เพชรบุรี) ข้าวสังข์หยด (พัทลุง) ข้าวเหลืองประทิว (ปทุมธานี) ข้าวไผ่งาม ข้าวหอมดอกมะลิ (ปทุมธานี) ข้าวหอมนิล ข้าวสุพรรณบุรี ๖๐ ข้าวชัยนาท ๑ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสินเหล็ก

ข้าวเหล่านี้คัดเลือกมาอย่างดีทุกเมล็ด แล้วเพาะในกระบะ (แบบขนมครก) ปนกันหมด เคยถามเขาว่า เมื่อออกดอกออกรวงไม่กลายพันธุ์หรือ เขาบอกว่าไม่ วันนี้มีคนเลียนแบบ ไม่ปลูกเอง แต่ไปเอาข้าวสารหลายสายพันธุ์มาผสมกันแล้วบอกว่าเป็นข้าว ๑๖ สายพันธุ์ ถ้าเป็นของอาจารย์ชนะจะมีเอกสารแนบในถุง มีรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งผลการวิจัยประเมินของบริษัทห้องปฏิบติการกลาง ซึ่งเป็นของรัฐ (กระทรวงการคลังและธนาคารเอสเอ็มอีถือหุ้นทั้งหมด)

อ.ชนะบอกว่ายินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมงานกับทุกท่านทุกกลุ่มในการพัฒนาสายพันธุ์และแปรรูปข้าว รวมไปถึงการตลาด เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวนา เขาให้เบอร์โทร.มาด้วย 093-839-8166

ข้าวไทยวันนี้เป็นยาดีมีสรรพคุณสูงยิ่ง ป้องกันและบำบัดโรคเหน็บชา โรคปากนกกระจอก โรคโลหิตจาง โรคนิ่ว โรคท้องผูก โรคระบบประสาทบางชนิดและปลายประสาทอักเสบเพราะขาดวิตามินบีรวม เป็นต้น

มหาวิทยาลัยไม่ควรรับใช้แต่นายทุน ควรช่วยเหลือชาวนาแปรรูปข้าว และสอนลูกหลานเขาให้ทำได้อย่างข้างต้น นาก็จะเป็นทุ่งรวงทอง แผนดินไทยจะเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เป็นสุวรรณภูมิสมชื่อ

เสรี พพ ๒ กันยายน ๒๕๖๑

ทางอีศาน กันยายน ๒๕๖๑

เหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ที่มีการช่วยเหลือ “หมู่ป่าอะคาเดมี” ออกมาจากถ้ำด้วยความร่วมแรงร่วมใจ ร่วมไม้ร่วมมือ จากคนไทยทั้งชาติและผู้คนทั้งโลกก็ว่าได้ ให้บทเรียนสำคัญว่า ในบางขณะ บางสภาวการณ์ มนุษย์สามารถก้าวข้ามพรมแดนความแตกต่างทั้งหลายได้

ไม่ว่าเชื้อชาติ สีผิว ความเชื่อ อุดมการณ์ ความรวยความจน ความรู้ความสามารถ เหมือน “คนตกน้ำหัวจะเพียงกันหมด” หรือตามนัยทางปรัชญาเรียกว่าเป็น “อุตรภาพ” (transcendence) ภาวะเหนือโลกธรรม ซึ่งไม่ใช่ความฝันหรือจินตนาการ

ความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญ นักดำน้ำ นักกู้ภัยจากทั่วโลก จิตอาสาจากสารทิศ ใครทำอะไรได้ มีอะไรช่วยก็ช่วยกันหมด นักปีนถ้ำจากภาคใต้ก็ตีรถสองพันกิโลเมตรขึ้นไปช่วย คนมีเครื่องสูบน้ำขนาดยักษ์จากนครปฐม เพชรบุรี โคราชก็ขนไปช่วย โดยไม่มีใครของร้อง

คนท้องถิ่นช่วยซักผ้ารีดผ้าปะผ้าให้จิตอาสา มีรถสองแถว รถมอเตอร์ไซค์ก็ขนส่งฟรี มีคนอาสาไปช่วยทำอาหาร ทำความสะอาดระหว่างการดำเนินการ และเสร็จภารกิจก็มีอีก 5,000 คนที่ไปช่วยเก็บกวาดและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม

น้ำที่สูบจากถ้ำมาท่วมนา ชาวนาก็ไม่ได้บ่นว่า ขอเพียงให้เด็กๆ รอดออกมาได้ หลายคนไม่ขอรับค่าชดเชยด้วยซ้ำ รวมไปถึงข้าวของมากมายที่คนจากทั่วประเทศส่งไปช่วยเหลือที่อบต.โป่งผา

ที่สำคัญ ได้รับพระราชทานความช่วยเหลือและกำลังใจจากพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ นับเป็นการรวมใจคนไทยทั้งชาติ ก้าวข้ามความแตกแยกความแตกต่างทั้งปวง คนที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ก็ต่างส่งกำลังใจและสวดมนต์ให้ เฝ้ารอหน้าจอทีวีตลอดเกือบสามสัปดาห์

ถ้ำหลวงให้บทเรียนสำคัญว่า ถ้าคนรวมใจกันเป็นหนึ่ง อะไรก็ทำได้ ปัญหาอะไรก็แก้ได้ อุปสรรคใดก็ผ่านพ้นได้ เพราะมนุษยธรรมนั้นอยู่ในส่วนลึกของหัวใจของทุกคน ปรากฎออกมาเมื่อไรก็จะเห็นพลังอันยิ่งใหญ่เสมอ ดังกรณีที่ถ้ำหลวงก็ดี ภัยพิบัติร้ายแรงอย่างสึนามิและอื่นๆ ก็ดี

แต่ถ้าเราเริ่มคิดถึงผลประโยชน์ เริ่มมองความแตกต่าง เริ่มเปรียบเทียบ เริ่มขีดเส้นแบ่ง ก็เหมือนการขีดพรมแดนประเทศ การออกกฎหมายระเบียบต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นการตีเส้นที่ห้ามก้าวข้าม ปัญหาความขัดแย้งก็ตามมา เป็นสัญชาติญาณดิบ ส่วนพื้นผิวของธรรมชาติมนุษย์

ดังกรณีควันหลงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ทีมชาติฝรั่งเศสได้ครองแชมป์ มีคนเขียนว่า ทีมแอฟริกาชนะเลิศ เพราะในจำนวนนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส 23 คน 14 คนเป็นคนสีผิวจากแอฟริกา จากครอบครัวผู้อพยพ จากประเทศเซเนกัล มาลี คองโก คาเมรูน โตโก ไนจีเรีย โมรอคโก อัลจีเรีย กีเนีย แองโกลา

นักฟุตบอลเหล่านี้สามารถไปเล่นให้ทีมชาติบ้านเกิดพ่อแม่ของตนเองได้ แต่เลือกเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสเนื่องจากเกิดในประเทศนี้ เติบโตและเล่นให้สโมสรใหญ่ๆ ในยุโรปทั้งนั้น อย่างพอล ป็อกบา คีเลียน เอ็มมัปเป เอ็นโกโล คองเต เป็นต้น

พอมีนักจัดรายการสื่อใหญ่อเมริกันเขียนว่า ทีมแอฟริกาชนะเลิศ ทูตฝรั่งเศสในอเมริกาก็เดือดร้อนประท้วงว่า นักฟุตบอลเหล่านั้นเป็นคนฝรั่งเศสจริงๆ พิธีกรอเมริกันก็บอกว่า เขาไม่เคยตั้งคำถามในสัญชาติของนักฟุตบอลเหล่านั้นเลย เขาชื่นชมว่า ฝรั่งเศสต้อนรับผู้อพยพดีกว่าอเมริกาในยุคนี้ต่างหาก

เรื่องนี้คุยกันยาวๆ ได้ เพราะฝรั่งเศสไปล่าอาณานิคมในแอฟริกา ไปขนเอาทรัพยสินทรัพยากรของประเทศเหล่านี้มาเท่าไร ไปดูดเอาคนดีๆ คนเก่งๆ ทำงานมารับใช้ในประเทศของตนเท่าไร เอาคนอพยพมาเป็นแรงงานถูกๆ ช่วยเศรษฐกิจประเทศอีกเท่าไร ทำงานที่คนฝรั่งเศสเองไม่มีทางไปทำ

ดีที่ทีมชาติฝรั่งเศสชนะเลิศ ถ้าหากเกิดแพ้แบบไม่เป็นท่าอย่างหลายประเทศที่ถูกคาดการณ์ว่าจะชนะ อาจจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ไปอีกแบบ อย่างที่เมซุต โอซิล นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมันบอกว่า “ผมเป็นเยอรมันเมื่อเราชนะ ผมเป็นผู้อพยพเมื่อเราแพ้”

โอซิลเกิดในเยอรมนีจากครอบครัวชาวตุรกีที่อพยพมาเป็นแรงงานในประเทศนี้กว่า 3 ล้านคน เขาเล่นให้ทีมชาติมา ๙๒ ครั้ง ได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมถึง ๕ ครั้งใน ๖ ปีที่ผ่านมา

ไม่นานก่อนฟุตบอลโลก มีภาพของโอซิล จากอาร์เซนอล กุนดวนจากแมนซิตี้ และโตซุนจากเอเวอร์ตัน ทั้งสามคนมีเชื้อสายตุรกี ยืนถ่ายรูปร่วมกับนายแอร์ดวน ประธานาธิบดีของตุรกีที่ไปเยือนอังกฤษ โอซิล บอกว่า เขาและเพื่อนพูดกันเรื่องฟุตบอลกับนายแอร์ดวน

ภาพนั้นทำให้โอซิลถูกวิจารณ์อย่างหนักในประเทศเยอรมนี ซึ่งไม่เห็นด้วยกับนายแอร์ดวน ที่ถูกเรียกว่าเป็นเผด็จการ ทั้งๆ ที่เขามาจากการเลือกตั้ง

โอซิลบอกว่า มันผิดด้วยหรือที่เขาจะพบกับประธานาธิบดีของประเทศของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ประเทศอันเป็นรากเหง้าของเขาเอง แล้วเขาก็ประกาศเลิกเล่นทีมชาติด้วยความน้อยใจที่ถูกโจมตี ถูกขู่ฆ่า โดยเฉพาะเมื่อทีมเยอรมันตกรอบแรก

สื่อเยอรมันบอกว่า เขาไม่ผิดหรอกที่จะรู้สึกในรากเหง้าของตนเอง แต่ไม่ควรไปถ่ายรูปกับเผด็จการอย่างนายแอร์ดวน เหมือนไปหาเสียงให้เขาก่อนการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นไม่นานหลังจากนั้นที่นายแอร์ดวนก็ชนะอีกครั้งหนึ่งอย่างถล่มทลาย

ผลประโยชน์ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ล้วนเป็นเหตุผลทีทำให้เกิดเส้นแบ่งและความขัดแย้ง การรับผู้อพยพของประเทศในยุโรปหรืออเมริกา ออสเตรเลีย ล้วนแต่ดูกันที่ผลประโยชน์มากกว่า “มนุษยธรรม” พวกเขาคัดเลือกเอาแต่คนเก่ง คนมีความรู้ความสามารถเท่านั้น

โดยลืมไปว่า ปัญหาในถิ่นที่มาของผู้อพยพนั้น ประเทศร่ำรวยเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การไปล่าอาณานิคมมาจนถึงการค้าที่ไม่เป็นธรรม การสูบเอาทรัพยากรและบุคลากรจากประเทศเหล่านั้น

แท้ที่จริง การเกิดเป็นประเทศก็มาจากการแก่งแย่งที่ดิน ทรัพย์สิน ทรัพยากรกันทั้งนั้น คนเผ่าพื้นเมืองเขาอยู่กันมาเป็นพันๆ ปี วันหนึ่งคนผิวขาวก็ไปแย่งชิงเอาที่ดินและทรัพย์สินของพวกเขาในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้และอีกหลายประเทศ คนพวกนี้พอตั้งหลักได้ก็กีดกันคนอื่น

โลกนี้จึงมี ๒ แบบ แบบไม่มีพรมแดนและแบบมีพรมแดน แบบแรกเป็นความฝันเหมือนเพลง Imagine ของจอห์น แลนนอน ซึ่งก็เป็นจริงได้อย่างที่ถ้ำหลวง เชียงราย

ความจริง เรื่องนี้ก็เกิดได้ในชีวิตประจำวัน ที่เราพบ “คนไทย” ด้วยกันที่มาจากหลายเชื้อชาติ (จนไม่รู้ว่าไทยแท้มีหรือไม่เป็นอย่างไร) ต่างกันเพียงใครมาก่อนมาหลังเท่านั้น เราก็อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติได้ ไม่ว่าจะมีเชื้อสายลาว เขมร พม่า มอญ เวียดนาม อินเดีย อาหรับ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง ต่างกันที่เชื้อชาติ ศาสนา ปรัชญาชีวิต แต่หลายคนยังแต่งงานกัน อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

เพราะความเป็นคนนั้นไม่ต้องมีบัตรแสดงว่าเป็นคน มนุษยชาตินั้นใหญ่กว่า สูงกว่าเชื้อชาติหรือสัญชาติที่เขียนไว้ในบัตรประชาชน

กรณีที่ถ้ำหลวง เป็นปรากฎการณ์สำคัญของมนุษยชาติ เพราะมนุษยธรรมก้าวข้ามพรมแดนของความแตกต่าง ก้าวข้ามจำนวนเงินที่ลงไป จำนวนเวลาและบุคลากรที่ใช้ กฎหมายต่างๆ ที่เป็นข้อห้ามในยามปกติ จนไม่ต้องถามว่า “คุ้มหรือไม่” “ผิดกฎหมายหรือไม่” อย่างที่มีคนถามแล้วถูกวิจารณ์อย่างหนัก

ชีวิตคน ๑๓ คนสำคัญกว่าสิ่งใด รวมใจกันเป็นหนึ่ง แม้จะแลกด้วย ๑ ชีวิต สิ่งที่ได้มาคือ ความรู้สึกที่ดีของคนทั่วโลก การสรรเสริญสดุดีวีรกรรมต่อความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของ “จ่าแซม” หรือ “นาวาตรีสมาน” รวมทั้งปฏิบัติการของบรรดาหน่วยกล้าตายที่ทำงานและดำน้ำในถ้ำเกือบสามสัปดาห์

จึงไม่แปลกที่คนที่ชมการถ่ายทอดสด รอการออกมาจากถ้ำของ ๑๓ คน จึงตื่นเต้นและซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ เป็นน้ำตาของมนุษยธรรมไร้พรมแดน ที่ทำให้เชื่อว่า ลึกๆ แล้วมนุษย์เรามีคุณธรรมความดีงาม ที่ร่วมพลังกันก้าวข้ามเรื่องที่ดูเหมือนเป็นไปไมได้ เอาชนะได้แม้กระทั่งความตาย

๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๑

ข้าวหลามบ้านเรามีหลากหลายชนิด แต่ละภาคแต่ละถิ่นมีวิธีการไม่ค่อยเหมือนกัน ทั้งวัตถุดิบที่ใช้และรสชาติที่ชอบ โดยทั่วไปใช้ไม้ไผ่สองชนิด กระบอกใหญ่เปลือกหนาอย่างที่หนองมน นครปฐมจะเป็นไผ่กระบอกแดง ที่มีอยู่ที่ปราจีนบุรี ตามชายแดนและในเขมร ที่กาญจนบุรี ตามชายแดนและในพม่า

ส่วนทางภาคเหนือและภาคอีสานมักใช้ไผ่ข้าวหลามหรือไผ่หม่น ปล้องเรียวยาว หรือไผ่สีสุกตามลำห้วย ไผ่ทางอีสานนำมาจากป่าจากเขาแถวอำเภอติดแม่น้ำโขงจังหวัดเลยและหนองคาย บรรทุกสิบล้อไปส่งตามจังหวัดต่างๆ ทั่วภาคอีสาน น้อยนักที่จะเห็นคนปลูกเอง ทางเหนือมีปลูกเองบ้าง เอามาจากป่าบ้าง

ไผ่ขนาดใหญ่อย่างข้าวหลามหนองมนและนครปฐมจะมีคนนำมาขายกระบอกละ 2 บาทขึ้นไป แล้วแต่เล็กใหญ่สั้นยาว ส่วนไผ่ข้าวหลามเรียวยาวที่เห็นแถวเชียงใหม่และสุรินทร์ขนาดกกลางๆ กระบอกละ 1.50 บาท

เรื่องไม้ไผ่เป็นปัญหาที่คนทำข้าวหลามไม่ได้คิดจะปลูกกัน วันหนึ่งคงหมดป่าและต้องไปตัดจากประเทศเพื่อนบ้าน และถ้าในประเทศเหล่านั้นหมดอีกจะทำไงก็ไม่รู้ถ้าไม่รู้จักปลูกเอง

คุณจิระเดช ใจก๋า นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตที่ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ คนปลูกไผ่เป็นอาชีพและแปรรูปไผ่เป็นเฟอร์นิเจอร์ขายในประเทศและส่งออกบอกว่า พี่สาวเขาทำข้าวหลามหน้าหนาววันละ 800-1,000 กระบอกโดยใช้ไม้ไผ่ที่ปลูกเองและที่ส่งเสริมชาวบ้านปลูก ถ้าใช้หน่อจากต้นไผ่ที่อายุปีสองปี ต้นจะโตเร็ว ปีเดียวก็ใช้ไผ่ทำข้าวหลามได้ ถ้าปลูกจากกิ่งตอนและปักชำต้องใช้เวลา 5 ปี

คุณจิระเดชบอกว่า คนทำข้าวหลามวันละ 100-200 กระบอก ปลูกไผ่เพียงไร่เดียวก็เพียงพอ ต้องการเพียงวันละ 10-20 ลำ ปลูกห่างเพียง 2-3 เมตร ไร่หนึ่ง 150 ต้นก็จะแตกกอ มีปริมาณเพียงพอ ตัดข้างบน ข้างล่างก็ขยาย ต้องใช้ไผ่เพียง 2 ชนิดนี้เท่านั้น เพราะมีเยื่อทีทำให้ข้าวหลามอร่อย

ข้าวหลามโบราณเขาแช่ข้าวเหนียวไว้ก่อน แล้วนำมาผสมกะทิ น้ำตาล แล้วกรอกลงกระบอกไม้ไผ่นำไปเผา วันนี้ส่วนใหญ่จะนึ่งก่อนให้พอสุกๆ ดิบๆ แล้วค่อยเอาออกผึ่งให้เย็น ลงกะทิ น้ำตาล แล้วกรอกกระบอกไม้ไผ่ เผาถ่านไม้ธรรมดาจะสุกเร็วขึ้น รสชาติก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก ลำบากน้อยลง

ข้าวหลามทางเหนือรสจะไม่หวานเหมือนทางภาคกลาง ซึ่งหลายแห่งมีการพัฒนาไปเป็นข้าวหลามประยุกต์ ข้าวหลามสังขยา ข้าวหลามบะจ่าง ข้าวหลามแกงเขียวหวาน และอื่นๆ ข้าวหลามโบราณอย่างมากก็มีถั่วดำกับงา ไม่ใส่อะไรพิสดารอย่างทุกวันนี้ ที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ราคาแพงขึ้น แต่ผู้บริโภคบางกลุ่มก็ชอบ

ที่เราเห็นหาบขายกันในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่มักจะมีทั้งยังเป็นกระบอกขาวๆ ที่แกะกินได้ง่าย กับที่แกะแล้ว ตัดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ห่อปลาสติก ราคา 10-20-30 แล้วแต่ขนาด ส่วนที่ใช้ไผ่ใหญ่เปลือกหนาๆ คนขายจะใช้ขวานสับให้แตกก่อนใส่ถุงให้ผู้ซื้อ

คนทำข้าวหลามบอกว่า ทำข้าวหลามไม่ยาก แต่เหนื่อยเพราะต้องดูตอนเผา ให้สุกพอดี ถ้าเราซื้อจากคนขายตามตลาดหรือข้างถนนกระบอกละ 20 บาท ถ้าไม่ทำเองคนขายรับมา 15 บาท ทำเองต้นทุนประมาณ 8 บาท คนเดียวทำข้าวหลามวันละ 100-200 กระบอกก็ทำได้ ถ้าทำสองคนได้มากกว่าและเหนื่อยน้อยกว่า เข้าหน้าหนาว ต้นแต่เดือนตุลาคม ทางเหนือจะเริ่มทำข้าวหลามกัน ถ้าเป็นหน้าอื่นก็ทำเฉพาะเวลามีงานบุญ

ใครคิดจะทำข้าวหลามเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักก็ควรวางแผนให้ดี โดยเฉพาะเรื่องไผ่ ควรปลูกทันที ระหว่างที่รอให้ไผ่โต ก็ต้องดูว่าจะสั่งซื้อไผ่ได้จากไหน ข้าว มะพร้าว น้ำตาล ถ่าน จะเอาจากไหน พี่สาวคุณจิระเดชที่ทำเยอะจะตุนข้าว มะพร้าวและถ่านไว้ให้พอ มะพร้าวซื้อจากภาคใต้ทีละรถสิบล้อ

ข้าวเหนียวที่นิยมนำมาทำข้าวหลาม คือ พันธุ์เงี้ยวงู เมล็ดเรียวเล็กคล้ายเขี้ยวงู หุงขึ้นหม้อ สีขาวมันวาว นุ่ม หอม เหนียว เป็นราชาข้าวเหนียวทางภาคเหนือ ปลูกกันมากทางเชียงราย ถ้าหาไม่ได้ก็มักใช้พันธุ์สันป่าตอง

ทุกวันนี้คนสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ข้าวเหนียวดำเริ่มขายดีมีราคา ข้าวหลามเหนียวดำก็มีให้เห็นมากขึ้น เสียดายว่าส่วนใหญ่ใส่น้อยเกินไป เพียงหยิบมือเดียวพอให้เห็นสีด่างๆ ซึ่งเหมือนกับหลอกคนกิน ถามคนขายว่าทำไมใส่น้อยจัง เขาบอกว่าข้าวเหนียวดำราคาแพง

ก็น่าเห็นใจ แต่น่าจะใส่สักหนึ่งในสามก็จะทำให้รสชาติดีขึ้น และคุณค่าก็จะมากขึ้น มีลูทีนที่ไปเพิ่มสารตัวนี้ในบริเวณดวงตา ช่วยป้องกันต้อกระจก บำรุงสายตาได้ดีแท้ ข้าวก่ำหรือเหนียวดำดอยสะเก็ด อาจารย์มช.วิจัยพบว่ามีสารลูกทีนมากกว่าข้าวขาวถึง 25 เท่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ใครอยากสายตาดี ไม่มีต้อกระจก ไม่เป็นมะเร็ง เชิญครับ

ส่วนเรื่องถ่าน ดร.เกริก มีมุ่งกิจ อาจารย์ใหญ่ของวนเกษตรทันสมัยสอนลูกศิษย์ ปลูกกระถินยักษ์สัก 1 ไร่ คุณจะเผาถ่านใช้ได้ตลอดชีวิต ปีเดียวก็โตพอที่จะทำถ่าน ตัดข้างบนข้างล่างก็โต ไม่มีวันหมด ไม่ต้องไปซื้อถ่านกระสอบละ 250 หรือไปตัดไม้ทำลายป่าที่ไหน

มะพร้าวก็เช่นกัน ปลูกเองได้จะดีกว่ามาก อาจจะรอหลายปีกว่าจะได้มะพร้าวกะทิ แต่ยังดีกว่าซื้อเขาแพงๆ ผมเคยแนะนำชาวบ้านที่ขายมะพร้าวน้ำหอมเต็มข้างทางที่อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยาเมื่อ 25 ปีก่อนให้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมเอง โดยไม่ต้องซื้อจากสิบล้อที่พ่อค้านำมาจากสามพราน นครปฐม เพราะเขาบวกค่าขนส่งไปด้วยตั้งเยอะ แต่จนถึงวันนี้ 25 ปีผ่านไป ยังไม่เห็นใครสักกี่คนปลูก

ถ้ากลัวว่ามะพร้าวน้ำหอมปลูกที่จังหวัดอื่นทางภาคเหนือภาคอีสานจะไม่หอม ผมแนะนำให้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมหรือพันธุ์อะไรก็ได้ แต่ให้ปลูกเตยหอมรอบโคนต้นมะพร้าวตั้งแต่เริ่มปลูก รับรองว่าได้มะพร้าวรสหอม ถ้าใส่ขี้แดดนาเกลือเป็นปุ๋ยจะได้หอมและหวาน (ขี้แดดนาเกลือที่เขาขูดทิ้งก่อนทำนาเกลือทุกปี ก่อนนี้จ้างคนขูดทิ้ง ตอนนี้รู้ว่าเป็นปุ๋ยชั้นดี ใส่ส้มโอแล้วหวานกรอบ ขี้แดดนาเกลือจึงขายกันกิโลละ 2 บาท)

ผมเคยดื่มน้ำมะพร้าวธรรมดาต้นสูงแต่หวานหอมใบเตยอร่อยมากที่หาดใหญ่หลายปีก่อน ตอนไปเยี่ยมลุงพริ้ม นันทรัตน์ ผู้นำชาวสวนยาง ที่บ้านท่าน ท่านแนะนำคนทั่วไปให้ทำ ได้ผลดี ไม่เชื่อลองทำดูนะครับ

เรื่องสำคัญในการทำข้าวหลามหรือการประกอบการใดๆ คือ การลดต้นทุนการผลิต อะไรที่พอทำได้เอง ปลูกเอง ก็ควรทำ เพราะ "ลดรายจ่ายเท่ากับเพิ่มรายได้" 

เราโชคดีที่อยู่ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์มาก ปลูกอะไรก็ขึ้น เลี้ยงอะไรก็โต จนคนจีนที่มาเมืองไทยด้วยเสื่อผืนหมอนใบกลายเป็นเศรษฐีเพราะรู้จักทำมาหากิน เขียนจดหมายไปบอกญาติที่เมืองจีนว่า ประเทศไทยนี่อุดมสมบูรณ์จริงๆ เอาตะเกียบเสียบลงดินยังงอกได้

เสรี พพ 29 ส.ค. 2561

https://mgronline.com/south/detail/9610000085148

กองทัพข้าวหลาม” กว่า 3 ทศวรรษที่สืบสานควานหาเม็ดเงินจากเมืองหลวงไปหล่อเลี้ยงชนบท”

ผมอ่านบทความนี้ในผู้จัดการออนไลน์ สารภาพว่าน้ำตาซึม คิดถึงคุณหมี ยุทธยง ลิ้มเลิศวาที คนเขียนบทความ คิดถึงชาวบ้านคนจนคนชนบทที่ดิ้นรนเข้ามาหาเงินในเมืองหลวง ขายข้าวหลามสามชั่วอายุคนแล้วในพื้นที่เดียวกัน เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และถนนพระอาทิตย์

ผมพอจะคุ้นเคยกับภาพคนขายข้าวหลามแถวนั้น ความที่ชอบกินข้าวหลาม น่าจะเคยซื้อข้าวหลามทานด้วย แต่ไม่ได้สนิทสนมกับคนขายเท่าคุณหมี ที่นอกจากจะเป็นนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นยังทำงานที่ “ผู้จัดการ” ที่ถนนพระอาทิตย์

คุณหมีเป็นลูกศิษย์ผม เรียนสาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์เมื่อปี 2528 ขณะที่ผมยังสอนอยู่ในสาขาวิชาปรัชญา นักศึกษาธรรมศาสตร์ทุกคนไม่ว่าคณะไหนสาขาไหนต้องเรียนวิชาพื้นฐานเหมือนกันรวมกันหมด มีทั้งวิชาบังคับและบังคับเลือก ผมสอนปรัชญาในวิชาอารยธรรมตะวันตกที่เป็นวิชาบังคับ ส่วนคุณหมีเรียนวิชาปรัชญาพื้นฐานที่เป็นวิชาบังคับเลือกด้วยหรือไม่ ผมจำไม่ได้ที่เขาบอกผมเมื่อปีที่แล้ว ก่อนที่เขาจะถูกจับในคดีพรบ.คอมฯ และหมิ่นประมาท จากการทำหน้าที่ในทีวีนิวส์ ซึ่งเขาเชิญผมไปออกรายการของเขาหลายครั้ง

ผมไม่ได้พบเขาตั้งแต่ที่เขาถูกดำเนินคดี อยากบอกผ่านข้อเขียนนี้ว่า ผมคิดถึงและให้กำลังใจเขา ชื่นชมในบทความที่เขาเขียนเรื่องข้าวหลามและการทำหน้าที่นักข่าวที่กล้าหาญเปิดโปงการทุจริต ขอให้กุศลกรรม ที่เขาได้ทำเพื่อคนยากคนจน คนที่ขาดโอกาส ทำให้เขาหลุดพ้นจากคดีความ ข้อกล่าวหาและทุกข์ทั้งปวง จะได้กลับมาทำหน้าที่เพื่อผู้ยากไร้ต่อไป

คุณยุทธิยงเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่เต็มไปด้วยวิญญาณของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ที่ทำให้นักศึกษากล้าประกาศว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”

อีกด้านหนึ่งก็คิดถึงคนอีสานนับล้านที่อพยพไปทำงานหาเงินในเมืองหลวง มีทั้งไปอยู่อย่างถาวรและไปๆ มาๆ คนอีสานเต็มกรุงเทพฯ จนไปไหนก็มีอาหารอีสาน ได้ยินเสียงคนพูดสำเนียงอีสาน วิทยุ FM บางสถานีพูดอีสานทั้งวัน เปิดเพลงลูกทุ่งอีสาน หมอลำ สนุกสนาน แต่ลึกๆ แล้วส่วนใหญ่คงเป็นทุกข์ที่หาเงินได้ไม่พอกินไม่พอใช้ บางคนไม่เหลือเงินส่งกลับบ้าน หนี้สินอีกต่างหาก

อีสานกลายเป็นฐานเสียงของการเมืองที่นำเข้าสู่วงจรอุบาทว์ของปัญหาความขัดแย้งไม่รู้จบ คนอีสาน ชาวไร่ชาวนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นเหยื่ออธรรม เพราะความไม่รู้ ความด้อยโอกาสการศึกษาและการพัฒนาที่สมควรจะได้รับในฐานะพลเมือง แต่ในความเป็นจริงพวกเขาถูกกระทำเหมือนไม่ใช่ “พลเมือง” หากแต่เป็นประชากรชั้น ๒ (พลเมือง = citizen, civis, civil, civilization เมือง ผู้เจริญ ผู้มีอารยธรรม) พวกเขาไม่ใช่ subject แต่เป็น object เหมือนลูกบอลที่ถูกเตะไปมา

คิดถึงแค่เรื่องข้าว อีสานเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดอร่อยที่สุด แต่ชาวนาอีสานยากจนที่สุด แปรรูปก็ทำได้ไม่มากอย่าง เพราะทำแล้วไม่รู้จะขายที่ไหนอย่างไร กล้าหาญอย่างพี่น้องชาวชุมแพ ขอนแก่นที่ไปขายข้าวหลามถึงท่าพระจันทร์ ท่าพระอาทิตย์ สะพานพระปิ่นเกล้า มีไม่มากนัก

ผมทำ “มหาวิทยาลัยชีวิต” เพราะอยากให้คนได้เรียนรู้ เพราะ “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” ทำให้หลายคนได้เรียนรู้และบุกเบิกทางใหม่ๆ ให้ตนเอง ครอบครัวและชุมชน อย่างคุณภาสกรคนสกลนครแต่ไปได้เมียที่ขอนแก่น เรียน “มหาวิทยาลัยชีวิต” แล้วค้นพบมรดกทางปัญญาของบรรพบุรุษ เอาข้าวจี่มาปรับประยุกต์ขายที่ถนนคนเดินขอนแก่นทุกเย็นวันเสาร์ได้คืนละหมื่นบาท และยังขายตอนเช้าและตอนเย็นที่อื่นๆ อีก อาจารย์ตั้งชื่อให้ว่า “ข้าวจี่พันล้าน” ก้อนละเพียง 5 บาท สองก้อนก็อิ่มแล้ว

ความจริง ข้าวหลามเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งของชาวนา ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มาบ้าง ทุกครั้งที่ไปชนบทจะแวะชิมข้าวหลามข้างทางหรือในตลาดเสมอ ไม่น่าเชื่อว่า หลายแห่งไม่อร่อย แต่ขายได้ถึงวันละ 200-300 กระบอกๆ ละ 20-30 บาท ถ้าได้กำไรสักครึ่งหนึ่ง วันหนึ่งก็ได้หลายพัน เดือนหลายหมื่น ไม่ต้องพูดถึงหนองมนหรือนครปฐมที่ขึ้นชื่อในเรื่องข้าวหลาม ถ้ามีที่ขายเหมาะๆ ทำอร่อยๆ ขายได้อย่างแน่นอน

แต่ก็มีปัญหามากมาย ไม่ว่าเรื่องไม้ไผ่ กะทิ ถ่าน เอาเข้าจริงก็ไม่ง่ายนักที่จะทำให้ได้ทุกวัน มีนักศึกษาของผมคนหนึ่งที่ปากช่องทำโครงงานข้าวหลาม กว่าจะสำเร็จขายได้เธอลองทำผิดทำถูกถึง 19 ครั้ง แต่ก็มีปัญหาเรื่องวัตถุดิบที่ว่า แม้เธอจะวางแผนปลูกไม้ไผ่เองในสวนก็ต้องรอหลายปี

ที่นักศึกษาคนนี้ทำโครงงานข้าวหลาม ๓ ปีที่เธอเรียนม.ชีวิต เพราะได้ฟังผมพูดเรื่องข้าวหลามในระหว่างปฐมนิเทศก์ ผมเล่าการเดินทางไปจังหวัดต่างๆ ชิมช้าวหลามแล้ว หลายแห่ง “โคตรไม่อร่อย” แต่ทำไมขายได้ดีก็ไม่รู้ หรือว่าผู้บริโภคไม่มีทางเลือกดีกว่านั้น ผมยุให้นักศึกษาพัฒนาข้าวหลามให้อร่อยที่สุดสักแห่งหนึ่งได้ไหม จะได้เป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านเห็นอีกทางเลือกในการแปรรูปข้าวเหนียว

ที่จริง ข้าวหลามส่วนใหญ่ที่ขายกันตามข้างถนนในจังหวัดต่างๆ มักมาจาก “อุตสาหกรรมครัวเรือน” ที่มีเจ้าใหญ่นายทุนท้องถิ่นทำเป็นพันๆ กระบอกต่อวัน แล้วจัดส่งกระจายไปตามที่ต่างๆ ซึ่งมีชาวบ้านไปนั่งขายยืนขาย ที่จะให้ทำเองทุกขั้นตอนอย่างสองตายายที่ชานเมืองเชียงใหม่ที่ผมไปพบคงหายากสักหน่อย สองตายายที่สันกำแพงทำข้าวหลามที่ผมให้คะแนนความอร่อยเพียง 5-6 แต่กลับขายได้วันละ 200-300 กระบอก

เขียนเรื่องคุณหมีและข้าวหลามขอนแก่นมายาวด้วยความรู้สึกลึกๆ ว่า วันหนึ่งคงมีโอกาสได้ช่วยพี่น้องชาวบ้านในการทำนาให้ได้ข้าวมากกว่านี้ หาวิธีเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้คุ้มค่าเหนื่อยยากของพวกเขา นอกจาก “มหาวิทยาลัยชีวิต” คงมีอีกทางอื่นที่อาจเกิดขึ้นในอีกไม่นานก็เป็นได้

เสรี พพ ๒๕ ส.ค. ๒๕๖๑

สยามรัฐรายวัน 22 สิงหาคม 2561

คนไทยและคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่อาจไม่ทราบและไม่เชื่อว่าเหล้าสาเกของญี่ปุ่นมาจากเหล้าสาโทของไทย และเหล้าอะวาโมริมาจากเหล้าขาว อาจารย์พิเชษฐ เวชวิฐาน มหาวิทยาลัยราชมงคลสกลนคร กลับจากญี่ปุ่นหลายปีก่อนยืนยันว่า ศาสตราจารย์ญี่ปุ่นคนหนึ่งได้นำเสนองานวิจัยที่ยืนยันเรื่องนี้

            นักวิจัยญี่ปุ่นบอกอีกว่า ข้าวที่ทำเหล้าสาเกและอะวาโมริเป็นข้าวไทยจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ที่ญี่ปุ่นสามารถผลิตข้าวที่ให้รสชาติเหมือนข้าวไทยเอามาทำเหล้าที่ว่า ขณะที่ข้อมูลเหล้า Awamori ใน Wikipedia บอกชัดเจนว่ามาจากเหล้าขาว (Lao-khao) ของไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในศตวรรษที่ 15 และยังใช้ข้าวไทยในการผลิตจนถึงทุกวันนี้ เป็นเอกลักษณ์ของโอกินาวา เป็นเหล้ากลั่นแตกต่างจากเหล้าหมักสาเก

            ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตบอกว่า ญี่ปุ่นมีโรงงานผลิตเหล้าสาเกอยู่ 1,716 แห่ง ผลิตเหล้าสาเก 40,000-50,000 แบรนด์ เมื่อ 20 กว่าปีก่อนมีอยู่ 2,500 โรง ปิดไปประมาณ 800

            คงไม่ต้องอ้างอิงเบียร์ 5,000 แบรนด์ในเยอรมนี เหล้าไวน์อีกนับหมื่นที่ฝรั่งเศส อิตาลี และอีกหลายประเทศ ซึ่งมีทั้งของบริษัทที่ผลิตคุณภาพพิเศษกับที่เป็นเครื่องดื่มทั่วไปที่ผลิตโดยสหกรณ์ในท้องถิ่นต่างๆ

            ถ้าประเทศไทยต้องการสร้างเศรษฐกิจฐานราก ไม่ควรมองข้ามเรื่องภูมิปัญญาที่ว่าด้วยเหล้า โดยไม่ต้องมือถือสากปากถือศีล (hypocrite) ควรพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความจริงใจสักที (หลังจากมีกรณีข้าวหมากของคุณยายที่บุรีรัมย์)

            ข้อมูลไทยบอกว่า มีการผลิตเหล้าพื้นบ้านอยู่ประมาณ 6,000 รายที่ขออนุญาตจากสรรพสามิต ตอนที่รัฐบาลทักษิณส่งเสริมและปรับแก้กฎหมายสรรพสามิต เกิดกลุ่มผลิตเหล้าพื้นบ้านทั่วประเทศนับได้หลายหมื่น แข่งกันเป็นโอทอป ไม่นานก็แข่งกันเจ๊งทั้งประเทศ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลยมี 34 หมู่บ้าน ผลิตไวน์กระชายดำทุกหมู่บ้าน ปีเดียวเจ๊งหมดเหลือเพียง 1 กลุ่ม

            ที่ทั่วประเทศยังดำเนินการอยู่ 5-6 พันทุกวันนี้มีปัญหามากมาย ส่วนใหญ่เป็นวิสาหกิจชุมชน ซึ่งยังดำเนินการอยู่ด้วยความยากลำบาก มีทั้งปัญหากฎหมายและการกีดกันจากทุนใหญ่

            ถ้าประเทศพัฒนาแล้วจะมีเหล้าเบียร์เป็นพันเป็นหมื่นยี่ห้อ นอกจากจะมีกฎหมายไม่ผูกขาดแต่เอื้อโอกาสให้ทุกคน คงเป็นเพราะเขามี “ภูมิปัญญา” ที่ได้มีการสืบทอดและพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นร้อยเป็นพันปี ขณะที่เหล้าพื้นบ้านไทยไม่ได้มีการพัฒนาต่อเนื่อง เพราะถูกบังคับให้เลิกให้ลืมภูมิปัญญาที่ว่านี้เสีย

รัฐสร้างความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางเศรษฐกิจ ตัดโอกาสการพัฒนาที่หลากหลาย ปล่อยให้มีการผูกขาดโดยนายทุน ที่ร่ำรวยบนความทุกข์และสุขภาพของชาวบ้านกว่า 60 ปี ทำลายภูมิปัญญาท้องถิ่นไปจนเกือบหมด วันนี้มีแต่กฎหมายแม่ แต่กฎหมายลูกที่เอื้อต่อการสืบทอด พัฒนาภูมิปัญญายังไม่ออก และไม่รู้ว่าจะออกมาเพื่อชาวบ้านที่อ้างว่าเป็นฐานรากเศรษฐกิจหรือเพื่อนายทุน ลองพิจารณา “แม่บท” กฎหมายไทย

            “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา ๕๗ รัฐต้อง

(๑) อนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และจัดให้มีพื้นที่สาธารณะสําหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ใช้สิทธิและมีส่วนร่วม ในการดําเนินการด้วย

(๒) อนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุล และยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดําเนินการและได้รับประโยชน์ จากการดําเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ”

น่าไปเรียนรู้จากสปป.ลาว เพื่อนบ้านวัฒนธรรมใกล้เคียง เขาสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องเหล้าได้ดีและต่อเนื่อง ใครอยากทำเหล้าสาโทเหล้าขาวเหล้าเด็ดกินเองที่บ้านที่งานก็ทำได้ ถ้าจะขายก็ไปขออนุญาต จดทะเบียนให้เรียบร้อย ก็ไม่เห็นเขาเมากันทั้งบ้านทั้งเมือง น่าจะน้อยกว่าบ้านเราที่ผูกขาดขายเหล้าเสียอีก

ลาวสืบทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษได้ดีกว่าไทย ที่ตามล่าตามล้างคนต้มเหล้า แม้แต่ต้มกินเองก็ยังไปจับ ข้าวก็ข้าวเขา หม้อก็ของเขา เตาก็ของเขา ฟืนก็ฟืนเขา ข้าราชการพนักงานรัฐกลายเป็นผู้รับใช้นายทุนไปด้วย ได้รางวัลนำจับอีกต่างหาก อ้างกฎหมาย อ้างหวังดีต่อสุขภาพประชาชน

ไม่ว่าจะอ้างอย่างไร กฎหมายไทยก็ไม่เอื้อคนจน ลองวิเคราะห์ในรายละเอียดพรบ.สรรพสามิตที่มีอยู่วันนี้ หรือที่กำลังจะออกมาเป็นกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า กฎหมายไทยเป็นสาเหตุสำคัญของความเหลื่อมล้ำอย่างที่ผ่านๆ มาหรือไม่ หรือจะสะท้อนเงาทะมึนของนายทุนที่อยู่เบื้องหลังตามเคย

เหล้าพื้นบ้าน นอกจากกฎหมายที่ไม่เอื้อแล้ว นายทุนก็ทำทุกอย่างเพื่อสะกัดไม่ให้เติบโตโงหัวได้ เมื่อสิบกว่าปีก่อนชาวบ้านเล่าว่าเลิกทำเหล้าเพราะถูกกีดกันทุกวิถีทาง ตั้งแต่หาซื้อขวดไม่ได้ หารถขนไม่ได้ หาร้านวางขายไม่ได้ เพราะใครทำกับชาวบ้านก็จะไม่ได้ขนไม่ได้ขายเหล้าเบียร์ยี่ห้อใหญ่

ความจริง ชาวบ้านมีศักยภาพที่จะผลิตเหล้าด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ดี ทำเล็กๆ เพื่อตลาดท้องถิ่น บูรณาการกับการท่องเที่ยวชุมชน ไม่ต้องไปแข่งกับเหล้าใหญ่นายทุน หาจุดแข็งที่นายทุนสู้ไม่ได้ดีกว่า ประเทศที่เขามีเหล้าเป็นพันเป็นหมื่นแบรนด์ก็ล้วนแต่ขายในท้องถิ่นเป็นหลัก

แต่ในระบบโครงสร้างทางกฏหมายอย่างปัจจุบัน ชุมชนดิ้นรนคนเดียวก็คงยากที่จะอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สำเร็จอย่างที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ ยกเว้นว่ารัฐบาลจะมีวิสัยทัศน์มองทะลุเห็นพลังอันยิ่งใหญ่ของภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้การส่งเสริมสนับสนุนอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ “ระเบิดจากข้างใน” เป็น “ไทยนิยม” ที่แท้จริง ไม่ใช่อัดฉีดเงินลงไปแล้วเรียกไทยนิยม

สยามรัฐรายวัน 15 สิงหาคม 2561

เมื่อต้นเดือนสิงหาคม รถสิบล้อบรรทุกข้าวสารเต็มคันจอดเสียอยู่ริมถนนมิตรภาพ ตำบลทับกวาง จังหวัดสระบุรี คนขับเป็นคุณตาอายุ 70 มากับคุณยายจากกาฬสินธุ์จะไปส่งข้าวสารที่กรุงเทพฯ ช่างมาเอาเครื่องยนต์ไปซ่อม 5 วัน ระหว่างที่รอนั้นมีชาวบ้านนำอาหารนำน้ำมาให้ สำนักงานเทศบาลและสำนักงานประปาให้เข้าไปใช้ห้องน้ำ

            เป็นข่าวเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางข่าวอาชญากรรม ภัยพิบัติธรรมชาติ ปัญหาเศรษฐกิจและความวุ่นวายทางการเมือง อ่านแล้วได้ความรู้สึกที่ดีคล้ายกับเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผู้คนจากทั่วประเทศและทั่วโลกผนึกพลังอาสาเสี่ยงชีวิตไปช่วย 13 คนออกจากถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน

            เรื่องข้างต้นอ่านจากสื่อออนไลน์ ซึ่งนานๆ จะมีเรื่องเล่าเร้าพลังแบบนี้ ความจริง เรื่องดีๆ มีให้เล่ามากมาย ที่ยังไม่ได้บันทึก เผยแพร่ ส่งต่อทางสื่อที่ทุกคนมีอยู่ในมือ (ถือ) ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเล่านักเขียนก็เล่าได้แชร์ได้ ซึ่งก็มีอยู่บ้างแต่ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นของต่างประเทศ

            บนถนนมิตรภาพเช่นเดียวกัน ผมเดินทางขาขึ้น แวะกินข้าวเที่ยงที่ร้านข้าวแกงริมถนนแถวกลางดง สังเกตเห็นลุงสูงอายุคนหนึ่งนั่งโต๊ะข้างๆ แต่งตัวแบบชาวบ้านๆ มีบาดแผลถลอกปอกเปิกที่หน้าและที่แขน คงประสบอุบัติเหตุมา

            ครู่หนึ่งลุงบอกคนที่นำอาหารมาเสิร์ฟว่า ขอน้ำที่ไม่เสียเงินได้ไหม น้องคนนั้นคงงงๆ ผมจึงหยิบขวดน้ำเปล่าที่วางบนโต๊ะผม เปิดให้แล้วบอกว่า เอานี่ก็ได้ลุง และบอกน้องคนนั้นว่า ผมจ่ายเอง

            ทันใดนั้นมีเสียงมาจากอีกโต๊ะหนึ่งด้านหลังของผมว่า “อยากทานอะไรก็ทานได้เลยลุง ผมจ่ายให้” ผมไม่กล้ามองยังเจ้าของเสียง กลัวเขาเข้าใจผิด ได้แต่ยิ้มด้วยความประทับใจ

            หลายปีก่อน ผมนั่งรถแท็กซี่จากดอนเมืองกลับบ้าน คนขับอายุมากกว่า 60 ท่าทางใจดี คุยสนุก เล่าด้วยความภูมิใจว่ามีลูก 3 คน ส่งลูกเรียนจบปริญญาตรีสองคน ปริญญาโทหนึ่งคนด้วยการขับแท็กซี่

            ลุงมาจากต่างจังหวัด ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ทำให้นึกถึงคำพูดของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ปราชญ์ชาวบ้านผู้ล่วงลับไปแล้วว่า ปัญหาชาวบ้านที่สำคัญที่สุดไม่ใช่มีที่ดินหรือไม่มี แต่เป็นปัญหาการจัดการชีวิต เพราะหลายคนมีที่ดินมากมาย แต่สุดท้ายก็สูญเสียที่ดินไปหมด เอาตัวไม่รอด ขณะที่บางคนไม่มีที่ดิน แต่ก็อยู่รอดได้ เลี้ยงลูกให้เติบโตมีการศึกษาดีได้

            คุยกันสนุก ลุงเล่าไปเรื่อยๆ รถแท็กซี่แล่นมาบนถนนสุทธิสาร ทันใดนั้น แท็กซี่ก็หยุด ผมมองไปข้างหน้าเห็นผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังเข็นซาเล้งข้ามถนนที่มีรถไปมามาก เธอคงรอนาน ลุงหยุดรถเพื่อให้เธอข้าม พอเธอเข็นมาถึงกลางถนนก็หยุด วางมือจากซาเล้งหันมาที่แท็กซี่แล้วไหว้อย่างสวยงาม

            เป็นภาพที่ติดตาและประทับใจมากที่สุดจนถึงวันนี้ นับเป็นโชคดีที่ได้เห็นภาพที่ชายสูงวัยใจดีและสตรีที่ขอบคุณน้ำใจของคนที่ช่วยให้เธอข้ามถนน ผมจำหน้าตามอมแมม เต็มไปด้วยเหงื่อของเธอกลางวันแดดร้อนนั้นได้ โดยเฉพาะภาพที่เธอไหว้ขอบคุณ

            ใครที่ได้ประสบพบเห็นเหตุการณ์เล็กๆ นี้คงรู้สึกไม่แตกต่างกัน เพราะลึกๆ แล้ว ความมีน้ำใจของคนนั้นอยู่เหนือเส้นแบ่งหรือความแตกต่าง กรณีถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอนเป็นเรื่องราวที่เล่าขานอย่างกินใจกันไปทั่วโลก สะท้อนถึงจิตวิญญาณมนุษย์เหนือภาวะหรืออุตรภาพ (transcendence) เหนือโลกที่เต็มไปด้วยปัญหาและความขัดแย้ง เหนือขีดจำกัดที่คนเราสัมผัสได้

            เหตุการณ์บนถนนมิตรภาพที่ผู้คนนำอาหารและน้ำไปให้สองตายาย เรื่องที่ร้านข้าวแกงที่กลางดง หรือบนถนนสุทธิสาร มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ความสุขที่แท้จริง คือ การให้มากกว่าการรับ

            และความกตัญญูรู้คุณเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ทำให้คนมีความสุข การไหว้เป็นมรดกทางวัฒฯธรรมที่งดงามของคนไทย การไหว้ของหมูป่า และจดหมายขอบคุณคนทั้งโลกของพวกเขาได้รับคำชื่นชม

เรื่องดีๆ มีอีกมาก แทนที่สื่อจะเสนอเรื่องราวเร้าพลัง กลับมีแต่เรื่องราวเร้าอารมณ์ ให้สงสารดราม่าเรียกน้ำตาแบบ “วงเวียนชีวิต” หรือซาดิสท์รุนแรง ซึ่งมักบิดเบือน (manipulate) เกินจริง

อย่างข่าววันแม่ที่ผู้จัดการออนไลน์นำมาลงเรื่องยายทองพูน วัย 90 ปี อาศัยอยู่ในเพิงข้างถนนเพชรเกษม ตำบลห้วยจระเข้ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม มาหลายสิบปี ไม่มีลูกหลานมาดูแล ให้รายละเอียดทั้งข่าวและภาพที่น่าสมเพทเวทนา เรื่องที่ไม่น่าจะมีในบ้านนี้เมืองนี้

            เรื่องคนแก่ คนพิการ คนถูกทอดทิ้ง เจ็บป่วยไร้ญาติ เสนอทีข้าราชการก็เฮกันไปช่วยที ได้ออกสื่อ แทนที่จะหน้าบางหาทางแก้ไขด้วยการสร้างระบบที่ดี มีข้อมูลทุกครัวเรือน มีมาตรการช่วยเหลือแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างที่รัฐบาลประกาศ จนไม่เหลือกรณีไหนให้ใครเอามาออกสื่อให้ขายหน้าอีก

            บ้านเมืองเรามีปัญหาที่ซับซ้อนด้วยระบบโครงสร้างที่ไม่สมดุล ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ถ้าระบบโครงสร้างเป็นธรรมกว่านี้ คุณลุงวัย 70 คงไม่ต้องขับรถสิบล้อระยะทางไปกลับ 1,200 ก.ม. เช่นเดียวกับผู้สูงอายุมากมายไม่ถูกทอดทิ้ง ไม่ต้องดิ้นรนทำงานหรือขอทานหาเลี้ยงชีพ เด็กไม่กี่ขวบไม่ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงตายายพิการ จะได้ไม่มีอะไรให้สื่อนำมาลงเป็นดราม่าหาคนช่วยเหลือบริจาค

            นายกรัฐมนตรีควรสั่งในที่ประชุมครม.ว่า ถ้ามีกรณีแบบนี้ออกสื่อ รัฐมนตรีกระทรวงนั้น ผู้ว่าฯจังหวัดนั้นต้องรับผิดชอบ รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีเรื่องเล่าเร้าพลังมากกว่าเรื่องร้ายเร้าอารมณ์

สยามรัฐรายวัน 8 สิงหาคม 2561

เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ตอนที่ทำงานกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ภาคเหนือ ได้เล่าให้ “กลุ่มเพื่อนชีวิตใหม่” เรื่องหนังที่ดูแล้วประทับใจ คือ เรื่อง My Life ชีวิตของข้าพเจ้า นำแสดงโดยไมเกิล คีตันกับนิโคล คิดมัน

          พระเอกป่วยเป็นมะเร็ง หมอบอกว่าอยู่ได้ไม่เกินปี พอดีภรรยากำลังตั้งครรภ์ แกเลยอยากบันทึกวิดิโอเรื่องชีวิตตัวเองเล่าให้ลูกฟังเมื่อโต ก็เลยไปสืบค้นประวัติของตนเองตั้งแต่เกิด อยู่ที่ไหน ทำอะไร

          เขาได้พบว่า ตนเองโกรธพ่อแม่ตั้งแต่วัยเด็กมาจนถึงวันนี้เพราะพ่อแม่ไม่ได้เอาละครสัตว์มาที่บ้านตามสัญญา ทำให้เขาขายหน้าเพื่อนๆ ที่เขาชวนมาดูละครสัตว์ฉลองวันเกิด

เขาเคยไปหาหมอจีนที่บอกว่า มะเร็งต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือความโกรธเกลียดที่ฝังใจ เลยพาลโกรธหมอจีนไปด้วย บอกมาว่ามาหาหมอ ไม่ได้มาหาพระ

เขากลับไปค้นหาตัวเอง “จนพบ” โทร.ไปขอโทษพ่อแม่และขอให้ท่านมาเยี่ยมเขา ก่อนหน้านั้นเขาขอร้องว่าไม่ต้องมา เป็นฉากที่เรียกน้ำตาคนดูได้ไม่น้อยเมื่อพ่อแม่มาเยี่ยมลูกที่ป่วยหนักแล้ว สวมกอดลูก แล้วพานั่งรถเข็นไปที่หลังบ้าน ที่นั่นมีละครสัตว์ ที่พ่อแม่ได้จัดไว้ให้ลูกตามสัญญา มาสายดีกว่าไม่มาเลย

ผมถามผู้ติดเชื้อสมาชิกเพื่อนชีวิตใหม่ว่ามีใครบันทึกชีวิตตัวเองบ้าง มี “อานนท์” คนเดียว ผมพูดทีเล่นทีจริงว่า ขออ่านได้ไหม เขาบอกว่าได้ครับ เอาบันทึกที่เขียนไว้ปึกใหญ่มาให้ทันที ผมอ่านด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกและประทับใจ เสนอเขาว่า จะเขียนให้ใหม่เอาไหม เขาบอกยินดี

ผมเขียนใหม่ได้ 6 หน้าจากที่เขาเขียนมากว่า 30 หน้า เขาอ่านแล้วร้องไห้ พร้อมกับเวียนให้เพื่อนอ่านด้วย แล้วเกือบทุกคนก็บอกว่า อยากเขียน

นั่นคือที่มา “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” ที่ผมได้ปรับปรุงมากบ้างน้อยบ้าง แล้วส่งไปลงมติชนสุดสัปดาห์เมื่อปี 2537 แล้วได้รวมเล่มเป็นหนังสือชื่อเดียวกัน โดยหน่วยงานที่ผมทำงานอยู่ได้จัดพิมพ์ให้ทั้งหมด แล้วจำหน่ายเพื่อระดมทุนเป็นกองทุนยาให้ผู้ติดเชื้อ ได้เงินกว่า 500,000 บาท

นอกจากเรื่องราวของผู้ติดเชื้อ ผมได้เขียนบทความสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ที่ทำงานกับผู้ติดเชื้ออีกหลายบทตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ต่อจากเรื่องราวชีวิตของพวกเขา ที่บรรณาธิการมติชนบอกว่า มีลักษณะคล้ายกับเรื่อง “หลายชีวิต” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

หนังสือเล่มนี้ได้รับการยอมรับจากวงการสาธารณสุขว่า มีส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อที่ได้รับตราบาปมาตลอด ทำให้ผู้คนได้รับรู้ความรู้สึกในส่วนลึกของจิตวิญญาณ และความทุกข์ทรมานของคนที่ถูกรังเกียจและถูกทอดทิ้งให้อยู่ในมุมมืดของชีวิต

กระทรวงศึกษาธิการได้ขอให้ผมปรับปรุงเล็กน้อย (ตัดที่วิจารณ์รัฐบาลออก) แล้วจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้แจกห้องสมุดทุกโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ

แกนนำสำคัญของกลุ่มเพื่อนชีวิตใหม่หลายคนยังมีชีวิตอยู่ แม้จะติดเชื้อเอชไอวีมาจะ 30 ปีแล้ว ยังแข็งแรง ทำงานได้เป็นปกติ หลายคนเคยป่วยหนัก ประมาณว่าผ่านความตายมาแล้ว อาจเป็นเพราะยาใหม่ๆ ที่ออกมาต่อเนื่อง ที่พวกเขาอาสาเป็นหนูทดลองและจิตอาสาทำงานช่วยเหลือให้กำลังใจและคำปรึกษาผู้ติดเชื้ออื่นๆ ประกอบกับการใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง ทำให้พวกเขาอยู่ได้เหมือนคนทั่วไปวันนี้

ได้ทราบในเวลาต่อมาว่า ผู้ติดเชื้อที่วัดพระบาทน้ำพุหลายคนก็ได้เขียนบันทึกชีวิตของตนเอง เห็นสารคดีเล่าเรื่องสามีและภรรยามาคู่หนึ่งที่ศูนย์แห่งนี้ว่า ภรรยาเพิ่งจะเข้าใจสามีจากที่ไปอ่านบันทึกของเขา ซึ่งเขาได้เขียนความในใจที่ไม่เคยเอ่ยให้ภรรยาหรือใครฟัง

เขียนเรื่องผู้ติดเชื้อมายาวเพื่อจะบอกว่า อยากให้ผู้สูงวัยได้เขียนบันทึกชีวิตของตนเอง เพราะแต่ละคนมีบทเรียนสำคัญสำหรับตนเองและผู้อื่น ถ้าเขียนเองไม่ได้ก็ให้ลูกหลานสัมภาษณ์และเขียนให้ หลายอย่างอาจคาดไม่ถึง ถ้าไม่เขียนไม่เล่าก็จะไม่มีใครทราบ ไม่มีใครได้บทเรียน ไม่มีใครได้สืบทอด

ตอนที่พ่อของผมอายุ 84 ผมได้นำเรื่องราวชีวิตของท่านที่ผมได้สัมภาษณ์พิมพ์เป็นหนังสือพร้อมรูป 4 สี กระดาษอาร์ทอย่างดี ในวันปีใหม่ที่เราถือเป็นวันเกิดท่าน พ่อแจกหนังสือให้ลูกหลานทุกคนด้วยมือของท่านเองด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุข

ลูกหลานหลายคนอ่านแล้วร้องไห้ ไม่เคยทราบและนึกไม่ถึงว่า พ่อ ปู่ ตา ทวดคนนี้จะมีชีวิตที่ทุกข์ยากลำบากมากมายขนาดนั้นเพื่อลูกเพื่อหลาน และยังทำงานช่วยเหลือคนทุกข์คนยากอีก

การบันทึกชีวิตของตนเอง นอกจากจะได้ถ่ายทอดบทเรียนให้ลูกหลานแล้ว ยังอาจเป็นจุดเปลี่ยนบางอย่างสำหรับตนเองก็ได้ ดังกรณีของพระเอกในเรื่อง “ชีวิตของข้าพเจ้า” (My Life) หรือผู้ติดเชื้อใน “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่”

สำคัญคือ อโหสิกรรมสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต อโหสิกรรมคนอื่น อโหสิกรรมสรรพสัตว์ อโหสกรรมตนเอง ปล่อยวางจากโลภ โกรธ หลง ปลดปล่อยจากความเกลียดเคียดแค้นชิงชังทั้งหลาย เพื่อบั้นปลายชีวิตที่สงบสุข ไม่ต้องทุกข์กับความผิดพลาดในอดีต ที่ได้สรุปบทเรียนและอโหสิกรรมแล้ว

ชีวิตที่ดีมีคุณภาพในบั้นปลายเป็นบุญ เป็นชีวิตที่พร้อมจะอยู่ พร้อมจะไป ไปสู่สภาวะใหม่ ภพชาติใหม่ หรือกลับมาเกิดใหม่ ตามความเชื่อของแต่ละคน แต่ไม่ว่าอย่างไร ถ้าได้สรุปบทเรียน ประหนึ่งได้ชำระตนเอง ก็จะไปสู่สภาวะที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

สยามรัฐรายวัน 1 สิงหาคม 2561

ยุคนี้มือถือเป็นใหญ่ ให้ข้อมูลข่าวสารความรู้ทุกอย่างที่ต้องการได้ จนมีคนบอกว่าได้เกิดโรคใหม่ในยุคไซเบอร์ คือ โนโมโฟเบีย (Nomophobia) แปลว่า โรคขาดมือถือไม่ได้ (No mobile phobia)

            ปรัชญาจีนบอกว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี มือถือทำให้สื่อสารกับใครๆ ได้ทั่วโลกอย่างง่ายดาย ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ความบันเทิง ดูหนังฟังเพลงได้ไม่ว่าอยู่ที่ใด แต่คนจำนวนมากก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา เครียด บ้าจนฆ่าตัวตายแม้มีมือถือตั้งหลายเครื่อง

            หรือเป็นเพราะข้อมูลข่าวสารท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ทะลักท่วมท้นจนหลายครั้งแยกไม่ออกว่า อะไรจริงอะไรเท็จ ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายไม่เพียงแต่ระดับบุคคล แต่ระดับรัฐบาลและระหว่างประเทศ จนกำลังมีการเสนอกฎหมายเพื่อควบคุมโซเชียลมีเดีย ที่ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของประชาชนไปแล้ว

            แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะวันนี้ไม่มีใครหลอกใครได้ง่ายๆ ปิดบังข้อมูลได้เหมือนเมื่อก่อน จึงมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารความรู้มากมายจนไม่รู้จะเชื่ออะไรหรือใครดี

            อย่างเรื่องคลอเรสเทรอล ไขมันที่อ้างว่าทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด วันนี้กลับมีนักวิจัยที่อ้างข้อมูลว่า คนอายุมาก ถ้าคลอเรสเทอรอลต่ำจะเสี่ยงตายมากกว่าคนมีคลองเรสเทรอลสูง เมื่อก่อนกินไข่จะมีไขมันในเลือดสูง อันตราย ต่อมาก็มีการวิจัยว่า กินวันละฟองสองฟองแหละดี วันนี้มาบอกอีกว่า ไม่ดี เพราะเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้เท่ากับสูบบุหรี่ ๕ มวน ตกลงจะเชื่อใครดี

            หรือเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพที่เปิดเผยผลการวิจัยมากมายที่ข้ดแย้งกันเอง โดยเฉพาะเรื่องสาเหตุของโรคไม่ติดต่ออย่างมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ที่ไปๆ มาๆ ก็มีประกาศจากองค์การอนามัยโลกเตือนให้ระวังเรื่องอาหารเนื้อสัตว์แปรรูปว่าเป็นสาเหตุก่อมะเร็งและโรคร้ายต่างๆ

            ทำเอาผู้คนโดยเฉพาะฝรั่งตกใจและเคือง สงสัยว่าจะจริงได้ยังไงที่คนกินไส้กรอก หมูแฮม ซาลามี จะเสี่ยงเป็นมะเร็งได้พอๆ กับการสูบบุหรี่ ก็กินกันมาหลายพันปี หรือเพราะกระบวนการเลี้ยงสัตว์ การผลิตการแปรรูปที่เต็มไปด้วยสารเคมีที่สมัยโบราณไม่ทำกัน

            และที่ดูจะสับสนหนักเข้าไปอีกเห็นจะเป็นเรื่องเนื้อสัตว์ เนื้อสดเนื้อแดงอย่างวัว หมู ไก่ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด รวมไปถึงปลา เพราะมีสารตกค้างจากธรรมชาติ แม่น้ำ ทะเล อย่างสารตะกั่ว หรือสารเคมีจากการเลี้ยง

            นักวิจัยกลุ่มนี้ยังยืนยันว่า ที่เป็นเบาหวานกันมากขึ้นทุกปีก็เพราะการบริโภคดังกล่าว ไม่ใช่น้ำตาล เพราะมีงานวิจัยที่ยืนยันว่า กินน้ำตาลน้อยก็ยังเป็นเบาหวาน และอีกไม่นาน หนึ่งในสามของคนอเมริกันจะเป็นเบาหวาน และสองในสามจะเป็นโรคอ้วน สาเหตุเพราะการกินเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงแบบอุตสาหกรรมและแปรรูปด้วยกระบวนการเคมี

            เรื่องราวเหล่านี้นับเป็นความทันสมัยที่ไม่พัฒนา (modernization without development) เพราะถ้าพัฒนาจริงก็น่าจะดีขึ้น ทำให้ต้องถอยหลังไปตั้งหลักสัก ๔ อย่าง คือ

๑.  คืนสู่ต้นกำเนิด (back to the source) กลับไปสู่หลักธรรม ไปหาทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา ค้นหาความจริง ความถูกต้องดีงาม หาข้อมูลเท่านั้นไม่พอ ต้องเชื่อมโยงให้เกิดเป็นความรู้และนำไปสู่การปฏิบัติจนเกิดปัญญา มีโยนิโสมนสิการ ใช้ปัญญาแยกแยะวิเคราะห์วิจารณ์

๒.  คืนสู่สามัญ (back to basics) กลับไปสู่ความเรียบง่าย ความเป็นธรรมดาของชีวิต ข้าวปลาอาหารไม่ต้องเริดหรูราคาแพง ไม่ต้องขึ้นเหลาเข้าโรงแรมก็กินอาหารดีได้ กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เลือกให้เป็น ทั้งอาหารสดอาหารแห้งที่ไปซื้อมาปรุง ถ้าทำได้ก็ปลูกเองเลี้ยงเองยิ่งดี

๓.  คืนสู่ธรรมชาติ (back to the nature) กลับไปเรียนรู้จากธรรมชาติ เลิกใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืช หันมาทำเกษตรเลียนแบบธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ ทำกินเองใช้เองให้มาก ทำเล็กๆ ดูแลได้ง่าย สบายใจกว่า ถ้าจำเป็นต้องซื้อก็ต้องเลือกและล้างให้ถูกวิธีเพื่อลดอันตรายให้มากที่สุด

๔.  คืนสูjรากเหง้า (back to the roots) กลับไปเรียนรู้จากพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่สั่งสมประสบการณ์ความรู้ภูมิปัญญาเรื่องอาหารการกินซึ่งงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่า เป็นอาหารดีมีคุณค่าต่อสุขภาพ ป้องกันโรค บำบัดโรคได้ อย่างอาหารพื้นบ้านแต่โบราณซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องเทศสมุนไพร

            คนสมัยก่อนไม่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ ยกเว้นเวลามีการมีงาน ลองไปศึกษาวิถีชุมชนในอดีตจะพบการกินข้าวพื้นบ้านไม่ขัดสีที่เต็มไปด้วยสารอาหาร กินกุ้ง หอย ปู ปลาเล็กๆ ตามแม่น้ำ ห้วยหนองคลองบึง สัตว์ตัวเล็กๆ อย่างกบเขียด กินแมลงต่างๆ ซึ่งล้วนแต่มีสารอาหารเพียงพอ กินผักตามธรรมชาติ ที่ปลูกเองก็เป็นเครื่องเทศ อาหารหลักๆ ก็เป็นน้ำพริกกับผักสดผักลวก

            แม้ข้อมูลจะสับสน แต่ก็สรุปได้ว่า “ยาดีที่สุดคืออาหาร โรงพยาบาลดีที่สุดคือครัว หมอดีที่สุดคือตัวเราเอง” เพราะนักวิจัยเริ่มเชื่อแล้วว่า สาเหตุของโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย (NCDs) คือ อาหาร โดยเฉพาะเนื้อสัตวทั้งสดและแปรรูป รวมไปถึงอาหารสำเร็จรูป และอาหารตามร้านตามสั่งทั้งหลายที่ต้องระมัดระวัง

            นับเป็นความขัดแย้งที่แปลก (paradox) ของโลกวันนี้ที่คนอายุยืนยาวขึ้น หยูกยาอาหารดีมีมากขึ้น แต่โรคภัยไข้เจ็บก็ดูจะมากขึ้นและร้ายแรงมากขึ้นด้วย

ชีวิตเป็นหยินหยาง ที่สุดของปรัชญาตะวันออก คือ ความสมดุล ไม่ใช่การไม่มีโรคเลย แต่จะอยู่กับความไม่สมบูรณ์อย่างสมดุลได้อย่างไร มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้คุณภาพชีวิตดี มีอายุยืน ใช้สติและปัญญา ปล่อยวางบ้างก็จะไม่ทุกข์เกินไป เลือกได้เลือกดีก็จะอยู่รอดปลอดภัย

สยามรัฐรายวัน 25 กรกฎาคม 2561

นักเคมีชาวฝรั่งเศสชื่อ พอล ซาบาเทียร์ ได้รางวัลโนเบิลเมื่อปี 1912 เพราะได้คิดค้นไขมันทรานส์ซึ่งกลายเป็นพระเอกที่ผู้ผลิตผู้ทำอาหารขาดไม่ได้ใน 50 ปีต่อมา แต่กลายเป็นผู้ร้ายที่ตกม้าตายในท้ายที่สุด

            งานวิจัยต่างๆ ตั้งแต่ปี 1990 ยืนยันว่า ไขมันทรานส์เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดจนปีนี้องค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้ทุกประเทศหาทางกำจัดไขมันทรานส์ในอาหาร โดยให้ข้อมูลว่า ทุกปีมีคนตายไม่น้อยกว่า 500,000 คน เพราะไขมันทรานส์

            ขณะที่ WHO รณรงค์ให้ยกเลิกไขมันทรานส์ทั้งหมดใน 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยได้ออกกฎหมายเรื่องไขมันทรานส์ไปแล้ว มีผลเดือนมกราคมปี 2562 ให้เวลา 6 เดือนให้ผู้ผลิตอาหารปรับตัว

            สร้างความประหลาดใจไม่น้อยให้ผู้คนทั่วไป แต่ก็เป็น “แฮปปี้ เซอร์ไพรส์” ที่ให้ความสุขแก่ผู้คนที่รักสุขภาพ ที่เห็นรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนมากกว่าความร่ำรวยของธุรกิจอาหารที่คงค้านต่อไปไม่ไหว

            แต่ไม่น่าแปลกใจเท่าไรถ้าทราบว่า องค์การอนามัยโลกยกย่องให้ไทยเป็นประเทศอันดับหนึ่งในเอเชีย เป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรกของโลกที่รณรงค์ป้องกันเรื่องโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย (NCDs) อย่างโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และอื่นๆ กฎหมายหมายไขมันทรานส์ที่ออกมาน่าจะยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

            ขณะที่สหรัฐอเมริกาให้เวลาผู้ผลิตอาหารถึง 3 ปี โดย อ.ย.อเมริกาประกาศกฎหมายตั้งแต่ปี 2015 และให้มีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2018 แม้ว่า หลายเมือง หลายมลรัฐได้เดินหน้าห้ามเรื่องนี้ไปก่อนนานแล้ว แต่ อ.ย. ใหญ่ก็ยังไม่ลงมือ จนถูกร้อง ถูกฟ้อง ถูกกดดันอย่างหนักจากประชาสังคมอเมริกัน

            ขณะที่ประเทศในยุโรปได้เดินหน้าเรื่องนี้ไปก่อนหลายประเทศ โดยมีเดนมาร์กนำร่องเมื่อปี 2003 ตามด้วยประเทศอื่นๆ และได้กลายเป็นนโยบายที่ประเทศสมาชิกอียูต้องมีแผนการยกเลิกไขมันทรานส์อย่างชัดเจน เพราะตัวเลขค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของคนเป็นโรคที่มาจากไขมันทรานส์นั้นสูงกว่ารายได้จากอาหารที่มีไขมันทรานส์มากนัก

            แม้วันนี้จะยังมีความสับสนว่า ไขมันทรานส์คืออะไรจริงๆ อยู่ในอาหารอะไรบ้าง ก็เป็นเรื่องดีที่ผู้คนจะได้เรียนรู้และใส่ใจในสิ่งที่ตนเองกิน เพราะ “คุณกินอะไรก็จะได้อันนั้น” (You are what you eat)

            ความจริง วงการอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยรู้เรื่องการออกกฎหมายบับนี้มาก่อนแล้ว และได้เตรียมปรับตัวมาพอสมควร วันนี้จึงทะยอยประกาศออกสื่อว่า ผลิตภัณฑ์อาหารของตนไม่มีไขมันทรานส์ แล้ว อันนี้ก็ต้องเรียนรู้กันต่อไปว่าแปลว่าอะไร

            วันนี้สังคมกำลังเรียนรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีทั้งจริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่วันหนึ่งก็คงค่อยๆ กระจ่างแจ้งว่า ไขมันทรานส์อยู่ในอาหารประเภทไหน ที่มีหีบห่อและเขียนไว้ในสลากนั้นอาจจะดูง่ายหน่อย แต่ที่เขาไม่มีเขียนไว้อย่างบรรดาขนมจากเบเกอรี่นั้นจะระวังอย่างไร

            ประเทศที่เขาเดินหน้าไปก่อนเตือนว่า ที่บอกว่าไม่มีไขมันทรานส์ หรือมีเป็น 0 นั้นควรระวัง เพราะแม้จะมีต่ำกว่า 0.5 แล้วปัดไปเรียก 0 นั้น ถ้ากินมากๆ หรือกินหลายอย่างรวมแล้วก็อาจจะมีไขมันทรานส์เกิน

            วันนี้น่าจะมีข้อมูลเรื่องไขมันทรานส์ที่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะทุกสถานศึกษาควรรู้ เหมือนกับหลายประเทศที่ทำกันมานานแล้ว เริ่มที่การออกระเบียบบังคับให้อาหารที่ทำให้เด็กกินหรือขายในโรงเรียนต้องปราศจากไขมันทรานส์ เพราะเป็นอาหารที่เด็กชอบมากที่สุด

            อย่างขนมปังขนมหวานชนิดต่างๆ โดนัท คุกกี้ มัฟฟิน พาย เค้ก ช็อคโคเล็ต ไอส์กรีม ขนมกรุบกรอบบรรจุถุงสวยงามทั้งหลาย หรือบรรดาอาหารพร้อมเข้าเตาไมโครเวฟตามร้านสะดวกซื้อ เหล่านี้น่าจะมีไขมันทรานส์ที่ทำให้อาหารอายุยืน แต่คนกินอายุสั้น

            ไขมันทรานส์ คือ ไขมันกลายรูปเนื่องจากอัดไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืชให้แข็งตัว แต่น้ำมันพืชต่างๆ ไม่ว่าประเภทอิ่มตัวหรือไม่อิ่มตัวไม่มีไขมันทรานส์

อย่างน้ำมันพืชที่บรรดาอาหารขยะนำมาทอดไฟแรง เติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันเพื่อให้มันฝรั่ง ไก่ ปลา เนื้อบดมีรสชาติดีและกรอบ อันนี้ต่างหากที่เป็นอันตราย ซึ่งวันนี้หลายบริษัทออกประกาศว่า “ไม่มีแล้วจ้า” แต่เขาปรับตัวอย่างไรก็คอยติดตามกันต่อไป ว่าจะมีศรีธนญชัยกันบ้างไหม

แต่ที่อันตรายไม่แพ้กันก็น้ำมันทอดที่ใช้หลายครั้งจนหนืดและควันขึ้น ไม่ว่าปาท่องโก๋ กล้วย เผือกมัน หมู ไก่ ปลา ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง รวมทั้งน้ำตาล ตัวร้ายในอาหาร โดยเฉพาะคู่ไปกับไขมันทรานส์ในเบเกอรี่ ที่คนมักมองข้าม กินเข้าไปมากๆ ก็แปรเป็นไขมันอันตรายส่วนเกิน ก่อให้เกิดโรคมากมาย

น้ำมันพืชส่วนใหญ่เป็นน้ำมันไม่อิ่มตัว คือไม่เป็นไข ที่ใช้กันทั่วไปในครัวก็เป็นของดีมีประโยชน์ถ้าใช้ “พอประมาณ” มีข้อมูล จะสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ได้ดี เพราะร่างกายต้องการไขมันด้วย

แต่ที่เป็นปัญหา คือ การนำน้ำมันพืชไม่อิ่มตัวเหล่านี้มาอัดไฮโดรเจนเพื่อการผลิตอาหาร ขนม ทั้งในโรงงานและที่บ้าน อย่างเนยขาว ครีมเทียม เนยเทียมหรือมาการีน (ตัวนี้เห็นว่ามีการปรับกันมากแล้ว)

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำให้หลีกเลี่ยง “อาหารขยะ” (junk food) ขนมแป้งทั้งหลายที่เป็นอาหารอุตสาหกรรม อาหารทอด ขนมกรุปกรอบ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คนถามว่า แล้วจะให้กินอะไร ?

พ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่ได้โตมาด้วยอาหารเหล่านี้ ปิดหู ปิดตากับโฆษณาบ้าเลือดบ้างก็จะช่วยได้มาก แล้วเปิดหู เปิดตา เปิดใจให้อาหารดีๆ ที่มีมากมายในบ้านเรา เพียงพอเพื่อจะกินดี อยู่ดี มีความสุข

สยามรัฐรายวัน 18 กรกฎาคม 2561

ถ้ำหลวงคือเวทีที่แสดงออกถึงพลังทาง “จิตวิญญาณ” (spirit) ที่อยู่เหนือพรมแดนแห่งเชื้อชาติ ศาสนา เพศ วัย ความเชื่อ อุดมการณ์ ความรวยความจน “ไม่ใช่เรื่องของการเมือง ไม่ต้องมีระเบียบวาระใดๆ ทุกคนเท่าเทียมกันหมด และทุกคนมาเพื่อเข้าช่วยเหลือจริงๆ” ฝรั่งคนหนึ่งให้ความเห็น

  ถ้ำหลวง คือ มหรสพทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของมนุษยชาติ เมื่อสื่อใหญ่น้อยต่างก็ถ่ายทอดภาพและข่าวของอุบัติการณ์ภารกิจเสี่ยงตายครั้งนี้ โดยผู้สื่อข่าวจากทั่วโลก และโซเชียลมีเดียที่แชร์และลุ้นกันทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลากว่าสองสัปดาห์

            เราได้เห็นทีมนักกู้ภัยและนักดำน้ำระดับโลกจากหลายประเทศ รวมทั้งทหารและผู้เชี่ยวชาญพิเศษของไทยจากหน่วยงานของรัฐ เอกชน ชุมชน จิตอาสา ผนึกพลังทำงานทุกรูปแบบอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยนับหลายพันคน เป็นบุคลากร อุปกรณ์ และอื่นๆ อีกมากมายจากทั่วโลก

            ที่ถ้ำหลวง เขานางนอนจึงมีแต่การ “สนธิกำลัง” (synergy) ด้วยเป้าหมายเดียวกัน คือ ช่วย ๑๓ คน ซึ่งทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นงานยากที่สุด หินที่สุด ซับซ้อนและเสี่ยงอันตรายมากที่สุด

            คนไทยทั้งประเทศ และผู้คนทั่วโลกต่างก็เอาใจช่วย ส่งใจและสวดมนต์ จดจ่ออยู่หน้าจอเพื่อจะได้เห็นนาทีที่ค้นพบ และดีใจจนน้ำตาไหลเมื่อได้เจอและทะยอยออกมา

            มีคนตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าคุ้มทุน โทษโค้ชเอกที่พาเด็กเข้าถ้ำ ทำให้เสียเงินเสียเวลาในการไปช่วยเหลือ แต่เพียงตั้งคำถามก็ถูกโซเชียลมีเดียรุมกระหน่ำจนไม่มีใครกล้าถามอีก

            มีตำรวจชั้นผู้ใหญ่ไปเตือนคนทำงานหน้าถ้ำเรื่องกฎหมาย ก็โดนถล่มจนมีการระดมชื่อให้นายกฯถอดถอน คำถาม “มาทำไม มาจับใคร” จึงได้ใจผู้คน

            ชีวิตของคนมีค่ามากกว่าเงินทอง มนุษยธรรมสำคัญกว่ากฎหมายที่ถูกตราขึ้นมาเพื่อรับใช้คน ไม่ใช่มีคนมีไว้รับใช้กฎหมาย เมื่อชีวิตคนมาก่อน เงินทองก็ดี กฎหมายก็ดีเป็นเรื่องรองและต้องรับใช้คน

            จิตวิญญาณของคนก้าวข้ามเหตุผลที่นำมาโต้แย้งทุกอย่าง เหมือนที่ปาสกัล นักปรัชญาฝรั่งเศสกล่าวไว้ว่า “หัวใจมีเหตุผล ที่เหตุผล (สมอง) ไม่รู้จัก” ใครได้เห็นน้ำตาของคุณจิราพร คำภาพันธ์ ของไทยพีบีเอสที่ยืนรายงานข่าวริมถนนหน้าโรงพยาบาลเชียงรายก็จะเข้าใจความรู้สึกลึกๆ ของความรักและห่วงใย ที่ไม่อาจบอกได้เป็นคำพูด แทนคนไทยทั้งประเทศที่เห็นว่าเด็กๆ เหล่านั้นคือลูกหลาน ชาวบ้านใกล้ถ้ำหลวงน้ำท่วมนา ๒ หนยังไม่บ่นไม่ว่า หลายคนไม่ขอรับเงินชดเชย ขอเพียงให้เด็กรอดออกมา

            บทเรียนที่ ๑ ของ “ถ้ำหลวง” คือ “จิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่” ที่แสดงถึงมนุษยธรรม ความมีน้ำใจของคนไทยและคนทั่วโลก ที่เข้าใจสภาพของเด็กที่อยู่ในภัยอันตราย ระหว่างความเป็นกับความตาย ต้องการมีส่วนช่วยให้รอด แม้เพียงด้วยคำถาวนา แม้แต่เด็กเล็กๆ ในโรงเรียนที่อินเดียยังร่วมกันสวดมนต์

            บทเรียนที่ ๒ ของถ้ำหลวง คือ “การผนึกพลังหรือสนธิกำลัง” (synergy) และการ “บูรณาการ” การทำงานของทุกภาคส่วน แบ่งงานและประสานกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน โดยมีผู้นำที่เข้มแข็งอย่างผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ที่มีความสามารถในการประสานงานและการเป็นผู้นำในยามวิกฤติ

            บทเรียนที่ ๓ อันตรายของการเข้าถ้ำที่ทุกฝ่ายต้องตระหนัก แม้จะคุ้นเคย แต่ก็ต้องไม่ประมาท เพราะอาจเกิดอะไรที่คาดไม่ถึง และจะต้องมีมาตรการที่ดีในการป้องกันและแก้ปัญหา

            บทเรียนที่ถ่ายทอดทางสื่อกว่า ๒ สัปดาห์ ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้เรียนรู้เรื่องถ้ำ บทเรียนที่จะป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย เหมือนกรณีสึนามิ ที่หลังปี ๒๕๔๗ คนทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ไปทะเลย่อมรู้แล้วว่า สึนามิคืออะไร และถ้าเกิดแผ่นดินไหวที่ก่อให้เกิดสึนามิควรทำอย่างไร

            บทเรียนที่ ๔ การเอาตัวรอดในภาวะวิกฤติ ของ “หมูป่า” ๑๓ คน เป็นบทเรียนสำคัญ ทำอย่างไรจึงจะอยู่ให้รอดนานที่สุดเพื่อรอความช่วยเหลือ ใช้พลังงานในร่างกายอย่างประหยัดโดยไม่เคลื่อนไหว ทำสมาธิ ใช้ไฟฉายทีละอัน ดื่มน้ำที่หยดลงมาจากข้างบน เพราะน้ำบนพื้นถ้ำอาจมีเชื้อโรคร้ายแรง

            ทั้ง ๑๓ คนติดอยู่ในถ้ำ ๑๐ วันมีกำลังใจดีจนผู้เข้าไปช่วยประหลาดใจ ฟื้นฟูสุขภาพอีก ๕-๖ วันจึงเสี่ยงชีวิตถูกนำออกมากับนักดำน้ำมืออาชีพ เด็กๆ มุ่งมั่นและมีเจตจำนงแกร่งกล้าเพื่อการอยู่รอด จึงเสี่ยงตายออกมา อันตรายแค่ไหนก็เห็นได้จากการเสียชีวิตของ “จ่าสมาน กุนัน” ซึ่งเป็น “มืออาชีพ”

            ความตายของ “นาวาตรีสมาน กุนัน” และเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ทำให้โลกได้รู้จักประเทศไทย ได้รู้จักคนไทยมากยิ่งขึ้น แบบที่ไม่มีวีธีการประชาสัมพันธ์ใดไม่ว่าจะด้วยเงินทุนเท่าใดที่ได้ผลเท่านี้ ที่สื่อใหญ่สื่อน้อยเสนอข่าวเป็นรายชั่วโมง คนกว่าพันล้านคนทั่วโลกติดตามเรื่องนี้เป็นเวลาเกือบสามสัปดาห์

            บทเรียนจากถ้ำหลวงมีราคาแพง แต่ก็ได้เป็นปรากฎการณ์อันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ได้เห็นชัยชนะของมนุษยธรรมไร้พรมแดน ที่ผู้คนจากทั่วโลกระดมความช่วยเหลือทุกรูปแบบ ยืนยันว่า “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” บทเรียนที่วิเศษและผลลัพธ์ที่ประเมินค่ามิได้

            ถ้าโลกคือที่เรียนรู้ มนุษยชาติต้องเรียนรู้เพื่อความอยู่รอด เหตุการณ์เช่นนี้มีคุณค่าให้บทเรียนและเตื่อนสติเรา ให้ลดความอหังการ์ นึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ให้อยู่ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน และด้วยสติมากขึ้น

  อุบัติการณ์ที่ถ้ำหลวง ชี้ให้เห็นว่า คนเราสามารถก้าวข้ามปัญหา ความขัดแย้ง ความแตกต่างได้ในภาวะที่มีภัยร้ายแรง โดยรวมใจผู้คนให้เป็นหนึ่ง ยกระดับจิตใจให้สูงกว่าพรมแดนและเส้นแบ่งทั้งหลาย ที่ธรรมชาติดิบอีกด้านของคนขีดเส้นสมมุติขึ้นมา

            มิน่า คลิปสื่อต่างชาติที่สัมภาษณ์หนุ่มสุธี สมมาตย์ นักปีนผาจากกระบี่ที่อาสาไปช่วยที่ถ้ำหลวง จึงโดนใจผู้คน เพราะตอนท้ายที่ถูกถามว่าคนไทยและคุณรู้สึกอย่างไร เขาตอบเป็นเพลงของจอห์น เลนนอน ว่า “Imagine there’s no countries…the world will be as one” “ฝันว่าไม่มีประเทศ..โลกเป็นหนึ่งเดียว”

            ที่ถ้ำหลวง จินตนาการและฝันของโลกไร้พรมแดนได้เป็นจริง โลกที่เป็นเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ที่ผู้คนเชื่อมถึงกันหมด รับรู้ทุกอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ด้วยอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย