phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

คนรุ่นใหม่

Monday, 05 November 2018 16:04 Published in ปรับฐานคิด

ทางอีศาน พฤศจิกายน ๒๕๖๑

“การประท้วงครั้งใหญ่” ในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ ทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป นับเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์โลกที่สำคัญและน่าเรียนรู้ เพื่อจะได้เข้าใจโลกยุคใหม่วันนี้ที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

            ผมไปเรียนที่ยุโรปช่วงแรกระหว่างปี ๒๕๐๘-๒๕๑๕ เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองที่มาพร้อมกับการประท้วงมากมายที่กระจายไปทั่วทุกวงการ โดยเฉพาะในแวดวงนักศึกษา กรรมกร และขบวนการทางสังคมต่างๆ ที่ดูเหมือนกำลังก่อตัวเบ่งบานด้วยพลังคนรุ่นใหม่

            ที่ประเทศเชคโกสโลวาเกีย เรารู้จัก “ฤดูใบไม้ผลิแห่งปราก” (Prague Spring) ที่มีการลุกฮือของนักศึกษาประชาชนต่อต้านอำนาจครอบงำของรัสเซีย ที่จบลงด้วยขบวนรถถังของสหภาพโซเวียตที่ยาตราเข้ากรุงปราก แต่นั่นก็จุดประกายขบวนการต่อต้านอำนาจของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ที่ตามมาด้วยเหตุการณ์ที่โปแลนด์ ยูโกสลาเวีย และอีกหลายประเทศ

            เดือนพฤษภาคม ๒๕๑๑ ที่ประเทศฝรั่งเศส เกิดการเดินขบวนประท้วงของนักศึกษาที่กรุงปารีส หลังจากมีความขัดแย้งกับมหาวิทยาลัยในการปฏิรูปหลักสูตร การเรียนการสอน แลเระบบอำนาจในมหาวิทยาลัย พร้อมกันนั้น สหภาพแรงงานก็ร่วมขบวนนัดหยุดงานของกรรมกรกว่า ๑๑ ล้านคน

            ที่จริง ไม่ใช่แค่เรื่องในมหาวิทยาลัย นักวิเคราะห์สรุปว่าเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ต่อต้านทุนนิยม บริโภคนิยม จักรวรรดินิยมอเมริกัน และสงครามเวียดนาม ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจสังคมของฝรั่งเศสต่อเนื่องมาหลายปี

            การประท้วงเกิดขึ้นในหลายประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา และเครือข่ายที่กระจายไปทั่วโลกด้วยขบวนการทางสังคม เพราะประเด็นการประท้วงเป็นเรื่องการต่อต้านการใช้อำนาจทั้งทางการเมือง ทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

ขบวนการทางสังคมเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในด้านต่างๆ สิทธิสตรี สีผิว สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ถ้าจะบอกว่า การเกิดขึ้นและเติบโตของขบวนการพลเมืองได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โลกอย่างสำคัญก็คงไม่ผิด

ทางการเมืองค่อยๆ นำไปสู่การล่มสลายของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในสหภาพโวเซียตและยุโรปตะวันออก การพ่ายแพ้ของอำนาจเผด็จการทหารในละตินอเมริกา พร้อมกับการเติบโตของประชาธิปไตยในอาร์เจนตินา บราซิล ชิลี การสิ้นสุดการเหยียดผิวแบ่งแยกพลเมือง และการผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจการเมืองในแอฟริกาใต้

การยุติสงครามเวียดนามส่วนสำคัญน่าจะมาจากขบวนการประท้วงจากทั่วโลก ที่ทนไม่ได้กับการกระทำของสหรัฐ ความหฤโหดและไร้เหตุผลของสงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ง่ายๆ

            ประเทศไทยเองก็ได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ประท้วงทั่วโลกอย่างแน่นอน และน่าจะค่อยๆ นำไปสู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาฯ ๒๕๑๖

ที่น่าสนใจ คือ คนที่ประท้วงทั่วโลกในขบวนการต่างๆ เป็นใคร และทำไม คำตอบอาจหาได้หาที่งานศิลปะ ดนตรี ภาพยนต์ ที่เกิดขึ้นในยุคการประท้วงนี้ ดนตรีของเดอะบีเติ้ล ของเดอะรอลลิ้งสโตนส์ ของบ็อบ ดีลอน และดนตรีเพื่อชีวิตของคนอื่นๆ ที่สะท้อนอารมณ์และจิตวิญญาณของยุคนั้น

เป็นคนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ ที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เกิดมาพร้อมกับการฟื้นฟูบ้านเมือง เศรษฐกิจดี มีกินมีใช้ ไม่ได้อดอยากเหมือนพ่อแม่ของตนตอนสงคราม

เป็นยุคที่คนรุ่นใหม่ได้รับการศึกษาถ้วนหน้ามากขึ้น ยุคที่เกิดมาพร้อมกับทีวี จึงมีโลกทัศน์เดียวกัน มองโลกมองชีวิตคล้ายกัน มีแนวคิดและระบบคุณค่าเดียวกัน รับไม่ได้กับอำนาจ การกดขี่ การเอาเปรียบ และความอยุติธรรมต่างๆ

การสื่อสารที่เชื่อมโลกเข้าด้วยกันเริ่มเร็วขึ้นและทั่วถึงมากขึ้น การผนึกพลังของภาคประชาสังคมเริ่มเข้มแข็งมากขึ้น ดูแต่กีฬาโอลิมปิกในปี ๒๕๑๑ (๑๙๖๘) ที่แม็กซิโก ที่คณะกรรมการโอลิมปิกจะรับแอฟริกาใต้เข้าร่วมการแข่งขันด้วย กว่า ๔๐ ทีมประกาศจะบอยคอต เพราะแอฟริกาใต้มีขบวนการเหยียดผิวแบ่งแยกพลเมืองที่รุนแรง (Apartheid) จนที่สุดแอฟริกาใต้ก็ถูกแบน

หลายคนอาจจำได้ มีนักกีฬาผิวสีชาวอเมริกันที่ชูกำปั้น ขณะที่ยืนบนแป้นรับเหรียญและมีการเปิดเพลงชาติอเมริกัน เพื่อประท้วงเรื่องการเหยียดผิวและสงครามเวียดนาม

หรือภาพของฌอง ปอล ซาตร์ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ชาวฝรั่งเศส ที่เดินขบวนไปกับนักศึกษาบนถนนกรุงปารีส ประกาศว่าไม่ได้เป็นเพียงผู้อยู่เบื้องหลัง แต่ร่วมขบวนด้วย เหมือนที่เขาเขียนว่า คนถูกสาปให้มีเสรีภาพ และถูกผลักให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีโดยไม่มีบทให้ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ดูอยู่ข้างล่าง

และ ๒ ภาพสงครามเวียดนามที่คนทั่วโลกเห็นแล้วไม่อาจรับได้ ผลักให้ออกไปเดินบนถนนนับล้านคน คือ ภาพที่ทหารอเมริกันกำลังจ่อยิ่งขมับของเวียดกง และภาพของเด็กหญิงตัวเล็กที่ถูกระเบิดนาปาล์มและกำลังร้องไห้วิ่งหนีเอาชีวิตรอด

คนรุ่นนั้นคือภาพของคนที่ประท้วงสังคม ผมยาว กางเกงยีน เสื้อยืด รองเท้ายาง สะพายย่าม ยุคเบบี้บูม หรือ Gen X ต่อมาเป็น Gen Y ที่เกิดตั้งแต่ประมาณทศวรรษ ๒๕๒๐-๒๕๔๐ และเรียกรุ่นใหม่ล่าสุดว่า พวก Gen Z ที่เกิดมาในปลายคริสตศตวรรษที่ ๒๐ ถึงต้น ๒๑ (หลังค.ศ. ๒,๐๐๐ หรือ พ.ศ. ๒๕๔๓)

คนรุ่นใหม่ Y-Z มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ต เฟสบุค กูเกิ้ล ยูทูป เป็นยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเร็วเท่าแสงในโลกไร้พรมแดน และกำลังเข้าสู่ยุค G5 ที่ทุกอย่างจะเชื่อมต่อถึงกันหมด แม้แต่สิ่งของต่างๆ (Internet of things)

ที่น่าสนใจ คือ สื่อโซเชียลเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนโลก คนรุ่นใหม่ไม่ดูทีวี แต่ดูมือถือแทน สื่อสารและทำเกือบทุกอย่างผ่านมือถือ การเงินเข้าสู่ยุคฟินเทค ยุคบล็อคเชน ชื่อที่ทุกคนจะต้องคุ้นเคยในไม่ช้า ไม่เพียงแต่เรื่องการเงิน เศรษฐกิจ แต่รวมไปถึงการเมือง การเลือกตั้ง ดังที่เห็นเกิดขึ้นในอเมริกาและหลายประเทศ เทคโนโลยีอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้ง ดังที่กำลังเป็นเรื่องในสหรัฐอเมริกา

คนรุ่นใหม่กำลังเข้ามาแทนที่ทางการเมือง นายมาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสอายุ ๓๙ เมื่อชนะการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว นายเซบาสเตียน คูร์ซ อายุเพียง ๓๑ ปี เมื่อได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรีย หรือ มัตเธว เกียจชี ผู้นำสาธารณรัฐซานมาริโน อายุเพียง ๒๘ ปี นางจาชินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์อายุ ๓๗ ปี (เพิ่งคลอดลูกเมื่อไม่นาน) และที่เห็นคุ้นตากันมานานหลายปี คือ นายคิม จอง อุน ผู้นำเกาหลีเหนือที่ปีนี้อายุ ๓๔ ปี แต่อยู่ในอำนาจมาตั้งแต่อายุ ๒๗

ขบวนการทางการเมืองในฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ออสเตรีย เยอรมนี และหลายประเทศ ล้วนแต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์อีกแบบหนึ่ง มองโลกมองชีวิตที่แตกต่างไปจากคนรุ่นเก่า ที่ส่วนใหญ่ตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและแบบหักมุมนี้ไม่ทัน

นอกจากศิลปะ ดนตรี ที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งยุคสมัย ปรัชญาอันเป็น “ปัญญา” ที่อยู่เบื้องหลังและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนไปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ที่คนอย่างซาตร์, คามูส์, และอีกหลายคนได้สะท้อนเรื่องนี้ผ่านผลงานปรัชญาและวรรณกรรม

หรือที่อยู่ในตระกูลเดียวกับปรัชญาเอ็กซิสแทนเชียลิสท์ที่ถามความหมายและเสรีภาพ คือปรัชญาโพสท์โมเดิร์น ที่ปฏิเสธภาระอันหนักของจารีตประเพณีวิถีสังคมและประวัติศาสตร์ภายใต้ “เรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่” (The Grand Narratives) ที่สร้างตำนานให้ผู้คนหลงใหลและศรัทธามาหลายพันปี

โพสท์โมดิร์นใช้แนวคิดแบบ “รื้อร้างเพื่อสร้างใหม่” (deconstruction) ปลดปล่อยสังคมจากพันธนาการทางความคิดและระบบคุณค่า โดยการวิเคราะห์ภาษาและปรัชญาของผู้คนในอดีตที่กำหนดความหมายของคำเหล่านั้น เพื่อสร้างคุณค่าและความหมายใหม่

ส่วนหนึ่งเป็นปรัชญาที่มาจากอิทธิพลของนิทเช่ นักปรัชญาเยอรมันที่ประกาศว่า “พระเจ้าตายแล้ว” โพสท์โมเดิร์นเป็นปรัชญาที่คนรุ่นใหม่รับได้ เพราะโลกก็เป็นโลกใหม่แล้ว แต่เมื่อโลกเก่ายังไม่หมดไป ความขัดแย้งก็เกิด เป็นวิภาษวิธีของสังคม ที่ความขัดแย้งนำไปสู่ข้อสรุปใหม่

เมืองไทยจะไปทางไหน อยู่ที่คนรุ่นใหม่ สิ่งทีเกิดขึ้นในปี ๒๕๑๑ ในยุโรป และ ๒๕๑๖ (๑๔ ตุลาฯ) ในประเทศไทย อาจไม่เกิดในรูปแบบเดียวกันวันนี้ แต่กำลังเกิดขึ้นรูปแบบอื่น น่าติดตามว่า การเมืองไทยสังคมไทยในปี ๒๕๖๒ จะเป็นเช่นไร เรามองเห็นเครื่องหมายแห่งกาลเวลา สัมผัสกับจิตวิญญาณของยุคสมัยนี้หรือไม่อย่างไร หรือคนรุ่นใหม่ ๔ ล้านคนที่จะมีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกอาจกำหนดการเมืองไทย

ขณะที่โลกหมุนกลับ กลับมาหาธรรมชาติ ท่องเที่ยวชุมชนบูม ผักพื้นบ้าน อาหารพื้นเมืองมีเสน่ห์ในยามที่คนเริ่มรักสุขภาพ คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งเบื่อหน่ายชีวิตในเมือง เริ่มหันกลับไปบ้านเกิดในชนบท หาทางพัฒนาการประกอบการยุคใหม่บนผืนดินเก่าและท้องนาเดิม แต่ด้วยแนวคิดใหม่ รูปแบบใหม่

จินตนาการบวกเทคโนโลยี ได้ชี้ทางเลือกและทางออกให้สงคมชนบทและคนรุ่นใหม่ พ่อแม่ปู่ย่าตายายคนรุ่นเก่ากำลังจะจากไป อนาคตของเมืองไทยฝากไว้กับคนรุ่นใหม่ กับลูกหลานบ้านเรา

สยามรัฐรายวัน 31 ตุลาคม 2561

ทีมฟุตบอลเด็กหมูป่าอะคาเดมียังเป็นข่าวที่คนสนใจติดตามแม้เวลาจะผ่านไปกว่าสามเดือน เริ่มเดินสายไปต่างประเทศตามคำเชิญของเจ้าภาพ อย่างกีฬาโอลิมปิกเยาวชนที่อาร์เจนตินา และไปอังกฤษ ตามคำเชิญของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

                คนไทยส่วนใหญ่คงชื่นชมกับข่าว แต่ก็มีบางคนที่เกิดอาการหมั่นไส้ ไม่เห็นด้วยที่ใครๆ ให้ความสำคัญกับเด็กเหล่านี้ บอกว่าทำให้บ้านเมืองเสียหาย เสียเวลาเสียงบประมาณไปมากมายเพื่อช่วยพวกเขาออกจากถ้ำ

                เป็นความเห็นต่างที่สามารถคิดได้ ถ้าดูแต่ด้านเดียวคือความเสียหายทางงบประมาณ เวลา รวมไปถึงระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมในถ้ำนอกถ้ำ ก็พอจะเข้าใจ

                แต่ถ้าใจกว้างสักนิดและมองภาพใหญ่ให้กว้างให้ลึกก็น่าจะเห็น “คุณูปการ” ของเหตุการณ์หมูป่าติดถ้ำ ที่ได้มีการอภิปรายในโซเชียลมีเดียมาพอสมควรมาตั้งแต่หลังเกิดเหตุใหม่ๆ แล้ว

                ลองทบทวนเรื่องนี้อีกที อาจมีบทเรียนสำคัญที่สอนอะไรได้มากมาย ขอให้มีหัวใจที่เปิดกว้างเท่านั้น ลองตั้งคำถามดูว่า ทำไมเหตุการณ์ปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคมที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงรายจึงมีการถ่ายทอดสดและรายงานข่าวไปทั่วโลก

                และไม่ใช่การรายงานธรรมดา เป็นการถ่ายทอดสดไม่ทราบว่าวันหนึ่งกี่ชั่วโมง โดยเฉพาะโดยสถานีข่าวใหญ่อย่าง CNN, BBC และอื่นๆ รวมถึงการรายงานข่าวทุกชั่วโมงในสถานีต่างๆ ทั่วโลก

                คำตอบน่าจะมาจากหนุ่มจิตอาสาชาวตรังนักปีนผาที่ไปช่วยงานนี้ ผู้สื่อข่าวสาวชาวอเมริกันถามว่าเขารู้สึกอย่างไร แทนคำตอบ เขาฮำประโยคแรกของเพลง Imagine ของจอห์น เลนนอน ซึ่งกลายเป็นคลิปที่แพร่ไปทั่วโลก เขาอยากบอกว่า เหตุการณ์นั้นได้ทลายพรมแดนต่างๆ ไม่มีประเทศ ผู้คนเป็นหนึ่งเดียว เขาได้รู้สึกถึง ความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ

                แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ไม่ถึงเดือน แต่ความรู้สึกของผู้คนทั่วโลกที่หลอมใจเป็นหนึ่ง เอาใจช่วยให้คณะกู้ภัยที่พร้อมใจกันมาแบบจิตอาสาจากทั่วโลกสามารถนำเด็กๆ ออกจากถ้ำได้เป็นความรู้สึกที่ก้าวข้ามทุกอย่าง เป็น “อุตรภาวะ” (transcendental) ที่อยู่เหนือโลกียภาวะ

ความรู้สึกที่เหนือโลกธรรมที่สัมผัสได้ ที่แบ่งแยกบนความแตกต่างภายใต้คำว่าชาติ ศาสนา เพศ สีผิว ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม และอีกสารพัดเหตุผลที่เป็นอคติ ที่มาจากกิเลสและความเห็นแก่ตัว ที่ทำให้เกิดความแบ่งแยกและแตกแยก

จึงไม่แปลกที่ผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกติดตามข่าวนี้ทุกวันตั่งแต่ต้นจนจบ ร่วมใจภาวนาขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของตน ไม่ใช่คนในชาติของตน

เด็กๆ ๑๒ คนกับโค้ชเอกไม่ใช่พระเอกหรือผู้ร้ายอะไรในเรื่องรที่เกิดขึ้น พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ไม่ได้มีเจตนาเข้าไปติดในถ้ำเพราะอยากดัง และพวกเขาคงคาดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก

พวกเขาเป็นตัวละครที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นบทเรียนให้มนุษยชาติว่า ถ้าหลอมรวมใจเป็นหนึ่ง ไม่ว่าปัญหาอุปสรรคจะใหญ่เพียงใด เราก็สามารถแก้ไขได้ ความทุกข์ ความเจ็บปวดจะมากเพียงใด ก็สลายลงได้และแม้แต่ความตายเราก็สามารถเอาชนะได้

ความตายของ “จ่าสมาน” เป็นการสูญเสีย แต่เป็นความตายที่ไม่สูญเปล่า เป็นชัยชนะของความเสียสละอันยิ่งใหญ่ เป็นความตายที่มีเกียรติและถูกจารึกไว้ในใจของคนไทยและคนทั่วโลก มีอนุสาวรีย์ที่จะทำให้ผู้คนรำลึกถึงเขาตลอดไป

เด็กๆ หมูป่าอะคาเดมีวันนี้ได้กลายเหมือน “ทูต” แห่งมิตรภาพ ความเป็นหนึ่งเดียว (solidarity) เป็นสัญลักษณ์ของภราดรภาพ ที่โจเซ มูริโญ โค้ชฟุตบอลคนดังพูดไว้ระหว่างที่ทำหน้าที่วิจารณ์ฟุตบอลโลกที่รัสเซียในช่วงเวลาเดียวกับที่มีเหตุการณ์ถ้ำหลวงว่า “ทีมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่รัสเซีย แต่อยู่ที่เชียงราย ที่ประเทศไทย”

ไม่กี่วันก่อน มูริโญและนักฟุตบอลของเขาได้ต้อนรับทีมหมูป่าที่สนามโอลเทรปฟอร์ด นับเป็นภาพแห่งความสุข ไม่เพียงแต่สำหรับเด็กไทย และนักฟุตบอลกับโค้ชของแมนยูฯ แต่ของคนไทยและผู้คนทั่วโลกที่ยังรู้สึกได้กับเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน สื่อใหญ่ทั่วโลกยังเสนอข่าว เพราะรู้ว่าคนยังสนใจ

อย่าอิจฉาเด็กๆ หมูป่าเลย เป็นโชคดีที่มากับโชคร้าย (Blessing in disguise) ไม่ใช่สำหรับพวกเขาเท่านั้น แต่สำหรับเคนไทยและเมืองไทยโดยรวม ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะใช้งบกี่หมื่นกี่แสนล้านประชาสัมพันธ์ประเทศไทยก็คงทำไม่ได้เท่ากับ “หมูป่า” ที่ทำให้ภาพเมืองไทยแพร่ไปทั่วโลก ติดตาตรึงใจผู้คนพลายพันล้านคน โดยลงทุนไปไม่กี่ล้านบาทเอง

และที่สำคัญ คุณเอาเงินเท่าไรมาลงทุนก็ไม่มีวันสร้างมิตรภาพและความเป็นหนึ่งเดียวของผู้คนทั้วโลกอย่างที่ได้เกิดขึ้นนั้นได้

สยามรัฐรายวัน 24 ตุลาคม 2561

สังคมวันนี้เป็น “สังคมความรู้” สังคมที่ต้องใช้ความรู้เป็นฐาน (knowledge-base society) ทุกภาคส่วนล้วนต้องใช้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ เป็นสังคมที่ควบคุมและบริหารจัดการด้วย “มหาข้อมูล” (Big Data) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยจนยากที่จะปิดบังข้อมูล ไม่ว่าจะส่วนตัว ส่วนรวม หรือเร้นลับปานใด

            กว่าจะมาถึงวันนี้ สังคมได้เรียนรู้ใหม่ (relearn) ก้าวข้ามความรู้เก่า (unlearn) ทำให้เกิดนวัตกรรม เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

            อัลวิน ทอฟเลอร์ นักอนาคตวิทยาผู้โด่งดังบอกว่า “คนไม่รู้หนังสือในอนาคตไม่ใช่คนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่คือคนที่ไม่รู้จักเรียนรู้ ไม่ลืมเรื่องเก่าและไม่เรียนรู้ใหม่” (The illiterate of the future are not those who can’t read or write but those who cannot learn, unlearn, and relearn.)

            ปัญหา คือ สังคมวันนี้เป็นสังคมความรู้จริงหรือ สังคมความรู้ไม่ใช่สังคมที่มีข้อมูล ข่าวสารมากมายมหาศาล แต่เป็นสังคมที่เรียนรู้เป็นต่างหาก

            เพราะถ้ามีเพียงข้อมูลและข่าวสารอย่างเดียว (data & information) โดยไม่รู้จักเชื่อมโยง ก็อาจเป็นเพียงชิ้นส่วนที่นำไปสู่การสรุปที่ผิดๆ เหมือนที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียล ที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวลือ ข่าวเท็จ ข่าวปลอม ข่าวปล่อยเพื่อผลอะไรบางอย่าง ทำให้เกิดความปั่นป่วน การทุจริต

            ความรู้เกิดขึ้นเมื่อมีการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร เหมือนการนำจิ๊กซอมาต่อกันจนเห็นภาพใหญ่ หรือตรงกันข้าม การนำภาพใหญ่มาแยกออกเป็นชิ้นส่วนเพื่อให้เห็นองค์ประกอบและกลไก ทั้งสองเรียกว่า การสังเคราะห์และการวิเคราะห์

            แต่มีความรู้มากอาจเป็น “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” ก็ได้ อาจเป็นความรู้เก่า ความรู้เดิมที่ถ่ายทอดสืบทอดกันมา สรุปเป็นหลักคิดทฤษฎีมากมาย ที่ครอบงำกำหนดวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน

                การเรียนรู้เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงมาจากการลงมือปฏิบัติและประมวลผลสรุปจากการปฏิบัตินั้น เป็นความรู้ของตนเองอย่างแท้จริง คือกระบวนการตกผลึกเป็นปัญญา

            คล้ายกับภูมิปัญญา ๒,๕๐๐ ปีของจีน ที่ท่านเล่าจื้อสอนว่า “เพื่อถึงซึ่งความรู้ จงเติมสิ่งต่างๆ ทุกวัน เพื่อบรรลุปัญญาญาณ จงเอาสิ่งต่างๆ ออกไปทุกวัน” (To attain knowledge, add things every day. To attain wisdom, remove things every day.)

                หรือที่อ้างอิงกันมานานที่ว่า “สอนฉัน แล้วฉันจะลืม แสดงให้ฉันดู แล้วฉันจะจำได้ ให้ฉันทำด้วย ฉันจะเรียนรู้” (Tell me and I’ll forget, show me and I’ll remember, involve me and I’ll learn)

            การเรียนรู้เป็นเรื่องยากเพราะเรามักจะยึดติดอยู่กับของเดิม กับเรื่องราวเก่าๆ เราคือผลผลิตของอดีต ผู้สืบทอดสิ่งต่างๆ ที่บรรพบุรุษ และประเพณีได้ถ่ายทอดมา วิถีชีวิต วิธีคิด วีธีปฏิบัติ การให้คุณค่าสิ่งต่างๆ การมองโลกมองชีวิต ล้วนถูกกำหนดจากอดีต

            นักปรัชญายุคใหม่ร้อยปีที่ผ่านมาจึงพยายามให้คนลืมเรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่ (The Grand Narratives) อันเป็นตำนานที่กำหนดความคิด วิถีชีวิต วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คน คนรุ่นเก่าที่ยึดติดกับประเพณีเดิมไม่สามารถรับแนวคิดปรัชญาที่เรียกว่าโพสท์โมเดิร์นนี้ได้

            ตอนยังหนุ่ม อังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีที่ผิดแผกไปจากประเพณีเดิม ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักภาษาและวรรณกรรม ท่านตอบว่า “ภาษาไทยไม่ใช่เป็นของบรรพบุรุษเท่านั้น แต่เป็นของผมด้วย”

            ใครจะปฏิเสธอย่างไร ต่อต้านอย่างไร แต่โลกก็เปลี่ยนไปทุกวันอย่างรวดเร็ว และมีพร้อมให้เราได้เรียนรู้และปรับตัวให้ทันโลกได้ เพราะ “เราอยู่ในยุคสมัยที่มีปัจจัยพร้อม” อย่างที่ไอน์สไตน์บอก (We live in a time of perfect means.) เครื่องมือเพื่อเรียนรู้ให้อยู่ได้ในโลกวันนี้

            สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้จึงไม่ใช่ความรู้ แต่ “ความสามารถในการเรียนรู้” มากกว่า เราจะอยู่อย่างไรในวันนี้ อยู่ที่ว่าเราเรียนรู้เป็นมากน้อยเพียงใด คุณภาพชีวิตไม่ได้อยู่กับสิ่งที่เรามี ไม่ว่าความรู้หรือทรัพย์สินเงินทอง (to have) แต่กับสิ่งที่เราเป็น (to be) มากกว่า และเรียนรู้เป็น ใช้ชีวิตเป็น

            การเรียนรู้เป็นและใช้ชีวิตเป็น หมายถึงความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ นำมาแก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง ปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสังคม

            ปรัชญาการศึกษาของแคนาดาเขียนไว้ง่ายๆ ว่า “เรียนเพื่อรู้ เรียนเพื่อทำ เรียนเพื่อเป็น เรียนเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น” (Learn to know, Learn to do, Learn to be, Learn to live together) และแล้วลงรายละเอียดว่า เรียนอย่างไรจึงบรรลุเป้าหมายทั้ง ๔ อย่างที่ว่านั้น

            บ้านเราเคยมีหลักการศึกษาว่า เรียนอย่างไรให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น แต่ก็ประเมินกันได้ว่าไม่ได้ผล เพราะเรียนรู้ไม่เป็น เมื่อเรียนรู้ไม่เป็นก็คิดไม่เป็น ก็จะเลียนแบบ นักเรียนนักศึกษาบ้านเราจึงเป็นนักลอกนักเลียนแบบตั้งแต่เล็กจนโต เป็นวัฒนธรรม copy & paste

การศึกษาบ้านเราไม่ได้สอนให้ถามเป็น สอนให้ท่องจำคำตอบสำเร็จรูปมากกว่า เรียนแบบนกแก้วนกขุนทอง เรียนรู้เป็นต้องถามเป็น คนไทยไม่ชอบถาม อาย กลัวใครจะว่าโง่ หรืออวดเก่ง

ถ้าครูเข้าใจเรื่องการศึกษาว่า คือการเรียนรู้เป็น ก็จะปรับบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้เป็น ตั้งคำถามเป็น มากกว่าท่องจำคำตอบ การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานก็จะเกิด

สยามรัฐรายวัน 17 ตุลาคม 2561

เทศกาลกินเจมีระยะเวลาประมาณ ๑๐ วัน น่าจะมีความหมายคล้ายกับเทศกาลถือศีลอด (Lent) ในศาสนาคริสต์ (๔๐ วันก่อนวันปาสกา) เดือนเราะมาฎอนในศาสนาอิสลาม เข้าพรรษาในพุทธศาสนา

            คุณค่าและความหมายของเทศกาลเหล่านี้ที่คล้ายกัน คือ การชำระตนให้บริสุทธิ์ทั้งทางกาย ใจ และวิญญาณ ฟื้นฟูพลังทางจิตวิญญาณ

            ลึกๆ หมายถึงช่วงเวลาของการถือศีล การปฏิบัติธรรม การแผ่เมตตาต่อผู้อื่น ต่อสรรพสัตว์ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่เสียหาย การให้อภัย การคืนดี

            การอดอาหารมีหลายแบบ ที่เคร่งครัดที่สุดคือการดื่มแต่น้ำอย่างเดียว มีอดอาหารแบบงดเนื้อสัตว์ กินผักเป็นหลัก มีการอดอาหารเฉพาะวันและเวลา อย่างการงดเนื้อวันศุกร์ของชาวคริสต์ อดอาหารวันพุธต้นเทศกาลถือศีลอด หรือวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ วันสิ้นพระชนม์ของพระเยซู

            การอดอาหารทำให้มีเวลาปฏิบัติธรรม สวดภาวนา หยุดพักจากภารกิจ หยุดคิดในชีวิตประจำวันที่บางครั้งแสนจะจำเจและน่าเบื่อ

            การอดอาหารถ้าทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์และถูกวิธีทำให้เกิดความสงบ ขับพิษทั้งทางร่างกายและจิตใจ ให้ผลดีต่อสุขภาพ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ อย่างเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ลดน้ำหนัก มีการวิจัยทางการแพทย์พบว่า คนที่อดอาหารตามความเชื่อในศาสนาหรือประเพณีอายุยืน มีคำอธิบายว่า การอดอาหารก่อให้เกิดกระบวนการกำจัดเซลล์ไม่ดี (autophagy) และสร้างเซลล์ดีขึ้นมาใหม่

            เทศกาลกินเจ เทศกาลถือศีลอด ทำให้คิดถึงตัวเอง ทบทวนการดำเนินชีวิต การกินการอยู่ในความพอดีมีเหตุผล สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายและจิตใจ ซึ่งมีรายละเอียดว่าควรทำอะไรอย่างไร

            อย่างบางคนต้องการใช้เวลาเทศกาลนี้เพื่อดูแลสุขภาพ ลดน้ำหนัก ก็ควรวางแผนว่าจะกินอะไรอย่างไร ไม่ใช่งดเนื้อสัตว์ แต่กินผัดผักน้ำมันท่วมทุกวัน ไม่เว้นน้ำอัดลม ขนมกรุปกรอบเต็มโต๊ะทำงาน เพราะกินผักอย่างเดียวหิวแน่ถ้าไม่รู้จักกินอาหารที่อิ่มท้องแต่ให้พลังงานน้อย ซี่งมีมากมาย

            การอดอาหาร หรือการเลือกอาหารที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่ทางการแพทย์ก็ปฏิบัติอยู่แล้ว อย่างคนป่วยด้วยโรคต่างๆ ก็ให้อาหารตามสภาพ หรือให้อดในบางกรณี เช่นหลังการผ่าตัด ก่อนตรวจเลือด

            อย่างโรคมะเร็งที่มีคำแนะนำให้กินอาหารที่ไม่ไปช่วยเซลล์มะเร็งให้ขยายตัว การอดบางระยะทำให้เซลล์มะเร็งบางส่วนตายได้ แต่อดนานๆ คนไข้ก็อาจตายก่อนเพราะขาดอาหาร ไม่มีภูมิต้านทาน

            การอดอาหารมีความหมายสำคัญทางศาสนาและทางสังคม มหาตมะ คานธี สัญลักษณ์ของอหิงสา บิดาแห่งชาติของอินเดีย ที่อดอาหารถึง ๑๗ ครั้งในชีวิตของท่านเพื่อการต่อสู้กับความอยุติธรรมและนำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ ของบ้านเมือง

            ท่านทำได้และสำเร็จเพราะเจตจำนงอันแกร่งกล้าและจิตใจที่บริสุทธิ์ ท่านอดอาหารเพราะเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความดีงามในจิตใจ ทุกคนสามารถแสดงออกถึงความสงสาร ความเป็นพี่น้อง ความอดทนและการยอมรับผู้อื่น ความเมตตาและความรัก ท่านเชื่อว่า ไม่ว่าคนจะดูโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมเพียงใด ลึกๆ แล้วทุกคนก็มีหัวใจ

            มหาตมะ คานธี ใช้การอดอาหารเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงเมตตาธรรม และปลุกเร้าคุณธรรมนี้ในจิตใจของผู้คน การอดอาหารของท่านจึงทำให้ความขัดแย้งต่างๆ ยุติลง

            มหาตมะ คานธีมีชีวิตที่เรียบง่าย ท่านกินข้าว กินผัก กินผลไม้ กินถั่วเป็นหลัก ท่านบอกว่า อาหารไม่ใช่เพื่อดับความหิวเท่านั้น แต่เป็นอะไรที่สร้างจิตสำนึกของคน ท่านคือผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะขบวนการสิทธิพลเมืองในประเทศต่างๆ ที่ใช้หลักอหิงสา

            การอดอาหารที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ทำเพื่อคนอื่นด้วย มีตัวอย่างของเริ่องนี้จากประเทศเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อบาทหลวงท่านหนึ่งเสนอว่า เวลาอดอาหารและของที่ชอบในระหว่างเทศกาลถือศีลอด ๔๐ วันก่อนปาสกา แทนที่จะเก็บเงินที่ได้จากการอดนั้นไว้เพื่อตัวเอง ควรจะบริจาคให้คนอื่นที่ลำบาก จะได้บุญกับตัวเองและได้ช่วยเหลือผู้อื่น

            เพียง ๔๐ วัน คนเยอรมันที่เป็นคาทอลิก จะออมทุกวันด้วยเงินที่ได้จากการอดอาหารเย็นวันศุกร์ การลดหรือเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารเครื่องดื่มที่ไม่จำเป็น หรือความสุขที่สามารถลดละได้

ทุกปี พวกเขานำเงินเหล่านั้นมารวมกันในวันปาสกาปีละหลายพันล้านบาท รัฐบาลเยอรมันสมทบให้อีกเท่าตัว นำเงินทั้งหมดไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา โครงการนี้ได้แพร่ไปทั่วโลก โบสถ์คาทอลิกทุกแห่งรวมทั้งในประเทศไทยก็ทำโครงการนี้ระหว่าง ๔๐ วันก่อนปาสกา

ถ้ามีการทำโครงการนี้ระหว่างเข้าพรรษา ๙๐ วัน คงจะดีไม่น้อย และเคยมีวัดพุทธทำหลายปีก่อน ตอนนี้ไม่ทราบว่ามีที่ไหนทำอยู่หรือไม่ ถ้าคนไทย ๕๐ ล้านคนรวมใจออมวันละบาท ๙๐ วัน อาจจะได้เงินถึงปีละ ๕ พันล้านบาท และถ้ารัฐบาลไทยสมทบเท่าตัวก็จะได้ ๑ หมื่นล้านบาท ช่วยสังคมได้มาก

ถ้าคนไทย “ถือศีลกินเจ” ๑๐ วัน ประหยัดได้วันละ ๑๐๐ บาท ก็จะได้ ๑.๐๐๐ บาท ถ้าชมรมสมาคมหนึ่งวางเป้าหมายร่วมกันว่า จะรณรงค์ให้คน ๑ ล้านคนถือศีลกินเจ ๑๐ วันนี้ ก็อาจจะได้ทุน ๑.๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นทุนการศึกษา หรือช่วยโรงพยาบาล จะได้บุญมหาศาลทุกปี

หรือแค่วันละ ๑๐ บาท ๑๐ วันได้ ๑๐๐ บาท ถ้าคน ๑๐ ล้านคนร่วมกันถือศีลกินเจ ก็จะได้ ๑ พันล้านเช่นเดียวกัน นี่คือการทำบุญเพื่อตนเองและเพื่อสังคม บ้านเรามีมูลนิธิสมาคมหลายหมื่น ถ้าร่วมมือกันทำโครงการนี้ รณรงค์อย่างจริงจัง จะเป็นการชำระจิตใจคนไทยและสังคมไทยได้ไม่น้อยอย่างแน่นอน

ทางอีศาน ตุลาคม ๒๕๖๑

ทำไมชาวเชคจึงไม่พูดภาษาเยอรมัน บทความในเวปไซต์บีบีซีทำให้คิดถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ท้องถิ่นในบ้านเรา

            ขอท้าวความไปในประวัติศาสตร์ยุโรปเพื่อจะเข้าใจเรื่องนี้ เริ่มจากกรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรียในปัจจุบัน ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของ “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” (The Holy Roman Empire) มานานนับพันปี เป็นศูนย์กลางอำนาจและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์จนถึงศตวรรษที่แล้ว

            ราชวงศ์ฮับสบูร์กปกครอง “ออสเตรีย” มายาวนานโดยเป็น “จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” (Holy Roman Emperors) คนท้ายๆ ที่รู้จักกันดีเป็นจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา มารดาของมารี อังตัวแน็ต ที่ต่อมาคือพระราชินีของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ของฝรั่งเศส เธอถูกประหารด้วยกีโยตินหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส

            อาณาจักรออสเตรียในยุคกลางถึงยุคใหม่มีอำนาจและรุ่งเรืองมาก เป็นที่ที่คนเรียนประวัติศาสตร์คุ้นเคยเพราะสงครามสำคัญหลายครั้งเกิดที่นี่หรือเตรียมการที่นี่ เป็นที่ที่เกี่ยวข้องกับคนสำคัญมากมาย อย่างนโปเลียน ฮิตเลอร์ โมสาร์ท สเตราส์ ฟรอยด์ สตาลิน นอกจากสงคราม ๓๐ ปี สงครามโลกครั้งที่ ๑ เริ่มจากที่นี่ ครั้งที่ ๒ ก็มีการวางแผนที่นี่

สงคราม ๓๐ ปี (๑๖๑๘-๑๖๔๘) ถือว่าโหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีคนตายไป ๘ ล้านคน ทั้งจากการรบ ความหิวโหยและโรคระบาด เกิดจากที่ “ออสเตรีย” พยายามบบังคับให้ผู้คน (ในจักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์ศิทธิ์ ซึ่งรวมดินแดนเชคด้วย) นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก จึงได้รับการต่อต้านจากนิกายโปรเตสแตนท์ และลามไปเป็นสงครามยืดเยื้อระหว่างอาณาจักรและนครรัฐต่างๆ

ศตวรรษที่ ๑๗ นับเป็นยุครุ่งเรืองของยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม (Renaissance) ของยุโรป ความเป็นหนึ่งเดียวของจักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์สิทธิ์ได้เสื่อมถอยลงไปตามลำดับ มีการแข่งขันสำคัญระหว่าง “ฝรั่งเศส” กับ “ออสเตรีย” ที่แย่งกันเป็นศูนย์กลางอำนาจตลอดมา จึงไม่แปลกที่มีการแต่งงานระหว่างราชวงศ์จากสอง “ประเทศ” นี้ อย่างกรณีของพระนางมารีอังตัวแน็ตกับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖

ความหลังที่ว่านี้ทำให้ดินแดน “เช็ค” (ก่อนนี้เรารู้จักในนามประเทศเชคโกสโลวาเกีย แต่ได้แยกเป็นสองประเทศเมื่อไม่นานมานี้ เป็นประเทศเชค และประเทศสโลวาเกีย) อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ออสเตรีย” และถูกบังคับให้นับถือสาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกและให้พูดภาษาเยอรมัน

ทำไมวันนี้ชาวเชคไม่พูดภาษาเยอรมัน ผู้เขียนในบีบีซีเล่าเรื่องการไปเยี่ยมร้านที่ทำหุ่นสายหุ่นเชิดในกรุงปร้าก แล้วอธิบายว่า ตุ๊กตาหุ่นนี่เองที่เป็นเครื่องมือการสืบทอดภาษาและวัฒนธรรมเชคให้ไม่สูญหายไปจากการครอบงำของออสเตรีย เพราะเป็นการแสดงชนิดเดียวที่ผู้มีอำนาจอนุญาตให้ใช้ภาษาเชคได้ นอกนั้นต้องพูดภาษาเยอรมัน จนภาษาเชคแทบจะสูญหายไปจากสังคม

ในยุคนั้น (จนถึงทุกวันนี้) การแสดงหุ่นสายหุ่นเชิดมีอยู่ตามถนนหนทางและตามโรงละคร และคงเป็นโอกาสในการแสดงออกถึงการต่อต้านอำนาจในเวลาเดียวกัน

ก็ให้คิดถึงการแสดงศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านของบ้านเรา หนังตะลุง มโนราห์ เพลงบอก ในภาคใต้ ซอในภาคเหนือ หมอลำในภาคอีสาน ที่สืบทอดไม่เพียงแต่ภาษาท้องถิ่น แต่รวมถึงความรู้สึกนึกคิดและจิตวิญญาณของคนในท้องถิ่นนั้น

การต่อต้านอำนาจรัฐทุกวัฒนธรรม ทุกยุคสมัยล้วนแต่ใช้ศิลปะการแสดงท้องถิ่นเป็นเครื่องมือสื่อสาร ถ่ายทอดสืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น แม้แต่เพลงกล่อมเด็กก็ใช่ และดูจะเป็นอะไรที่ทำได้ทุกครัวเรือน ดังกรณีเพลงกล่อมเด็กที่นครศรีธรรมราชที่ถ่ายทอดความเกลียดชัง “ยามาดา นางามาซา” ออกญาเสนาภิมุข ที่ถูกส่งไปกินเมืองที่นั่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ชาวญี่ปุ่นผู้นี้คงกดขี่ข่มเหงชาวบ้านชาวเมือง ทำให้คนนครฯ ถ่ายทอดสืบทอดความเกลียดชังและการต่อต้านมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ทางญี่ปุ่นจะเสนอเงินก้อนโตเพื่อแลกกับการก่อสร้างอนุสาวรีย์ของอดีตพ่อเมืองชาวญี่ปุ่นผู้นี้ที่กลางเมือนครศรีธรรมราช คนนครก็ยังปฏิเสธ

หนังตะลุงน่าจะเป็นการแสดงที่ถ่ายทอดสืบทอดอารมณ์ความรู้สึกและจิตวิญญาณของอดีตของคนภาคใต้ได้ดีที่สุด ถ้านายเท่งพูดภาษาไทยคงเป็นเรื่องตลกแต่ไม่ขัน และไม่อาจประชดประชันเสียดสีผู้มีอำนาจได้เท่ากับการใช้ภาษาใต้

การลำในรูปแบบต่างๆ ในภาคอีสานเป็นการแสดงออกถึงความเจ็บปวด ความทุกข์ ความผิดหวัง รวมไปถึงความสุข สนุกสนาน ความหวัง ความใฝ่ฝัน ด้วยท่วงทำนองและลีลาต่างๆ จากลำกลอนมาจนถึงลำเพลินและลำซิ่ง ซึ่งก็เป็นพัฒนาการที่เป็นตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไม่อาจต่อต้านได้

แต่อีกด้านหนึ่งก็น่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้ ไม่ใช่ในลักษณะของการโหยหาอดีตแบบวันวานยังหวานอยู่ แต่เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาอันเป็นพลังทางสังคมที่สำคัญของท้องถิ่นให้สามารถปรับตัวในรูปแบบที่ยังคงความเป็นตัวของตัวเองและเอกลักษณ์ท้องถิ่น เพราะนั่นคือพลังแห่งการปลดปล่อย พลังแห่งความเป็นไท

ที่จริง ภาษาพูดกันคงเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ภาษาอีสานวันนี้ก็แตกต่างไปจากเมื่อห้าสิบปีก่อน ต้องไปหมู่บ้านในชนบทไกลๆ ในประเทศลาวจึงจะได้ยินภาษาที่พูดกันในภาคอีสานเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะในเมืองใหญ่ๆ ใกล้ชายแดนไทย คนลาวก็พูดภาษาลาวคล้ายกับคนอีสานไปเกือบหมดแล้ว ด้วยอิทธิพลของการไปมาหาสู่ สือมวลชน ละครทีวี ดนตรีมหรสพ รวมไปถึงแรงงาน

หรืออย่างคนที่สิบสองปันนาที่พูดไทลื้อลูกผสมภาษาจีนจนคนไทยไปที่นั่นพูดกันรู้เรื่องเฉพาะกับคนรุ่นเก่าแก่ คนรุ่นใหม่พูดไทลื้อแบบจีนไปหมดแล้ว หรือคนจีนในไทยไปเมืองจีนพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แม้แต่เป็นแต้จิ๋วด้วยกัน เพราะที่ซัวเถาเขาพูดภาษาจีนที่เปลี่ยนไปมากแล้ว คนจีนในเมืองไทยยังพูดแต้จิ๋วโบราณผสมไทย

เช่นเดียวกันคนเชื้อสายเวียดนาม คนเชื้อสายเขมรในไทยที่ต่างก็พูดภาษาของบรรพบุรุษที่เก่าแก่โบราณและผสมผสานกับภาษาไทยไปหมดแล้ว

อย่างไรก็ดี เราก็ยังเห็นประเพณีวัฒนธรรมของคนหลายชาติพันธุ์ที่ยังคงอยู่ และเชื่อมต่อกับอดีตและบรรพบุรุษได้เป็นอย่างดี ที่น่าสนใจในทุกวัฒนธรรม คือ วิญญาณขบถที่สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น ที่สะท้อนเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และความเป็นตัวตนขงคนในท้องถิ่นต่างๆ

วิญญาณขบถที่มาพร้อมกับภาษา ศิลปะวัฒนธรรม จำเป็นอย่างยิ่งในยุค “จักรวรรดินิยมยุคใหม่” (Modern Imperialism) ที่อำนาจการเมืองและอำนาจทุนสามานย์ครอบงำชีวิตผู้คน กำหนดค่านิยมการกินการอยู่ จนผู้คนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

การฟื้นฟูอนุรักษ์การใช้ภาษา วัฒนธรรมและการแสดงท้องถิ่นจึงน่าจะเป็นวิธีการสำคัญในการไม่ถูกครอบงำ ที่ประวัติศาสตร์ทั่วโลกได้แสดงให้เห็นว่า เป็นเครื่องมือที่มีพลังที่สุดในการต่อสู้อกับอำนาจ แม้แต่อำนาจยิ่งใหญ่อย่างจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่อาจทำลายภาษาและวัฒนธรรมเชคได้

(คิดถึงหนังสือ "อาวุธนคนยาก" Weapons of the Weak ของเจมส์ ซี สก็อต เพื่อนศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยล ที่ส่งหนังสือวิจัยที่รัฐเคดะห์ มาเลเซีย เล่มนี้มาให้ พร้อมกับเขียนบนปกในก่อนเซ็นชื่อกำกับคำอุทิศว่า คุณรู้ไหม อาวุธอันเดียวที่เหลืออยู่ของคนจน คือ วัฒนธรรม) 

# ในประเทศที่ใช้อำนาจเป็นใหญ่จนหลงอำนาจ จะเกิดการเสนอกฎหมายแบบนี้ โดยไม่เคยศึกษาให้ถ่องแท้ถึงสถานการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม รวมทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ว่าควรทำหรือไม่ ปัญหาคืออะไร พรบ.นี้จะแก้ปัญหาถูกจุดหรือไม่ วิธีนี้ดีที่สุดแล้วหรือ

# รัฐราชการทำงานกันแบบนี้ กระทรวงเกษตรฯ เสนอกฎหมาย คงเป็นกรมปสุสัตว์ที่ชงเรื่องนี้ไปให้ปลัด ไปให้รัฐมนตรี แล้วส่งไปที่ครม. กระทรวงนี้เคยทำให้วงการ “ผึ้ง” ปั่นป่วน คนเลี้ยงผึ้งกำลังจะตาย เพราะมีระเบียบกฎหมายที่ออกมาโดยคนที่ไม่รู้เรื่องผึ้ง เนื่องจากผึ้งที่เคยอยู่ที่กรมส่งเสริมการเกษตรมาแต่โบราณ ถูกเสนอย้ายไปอยู่กรมปสุสัตว์ ด้วยเหตุผลว่าเป็น “สัตว์” เคยถามผู้เกี่ยวข้องว่า แล้ว “ปลา” อยู่ที่กรมไหน เขาบอกว่า “กรมประมง” เลยถามต่อไปว่า “ทำไมปลาไม่ไปอยู่กรมปสุสัตว์ เพราะปลาเป็นสัตว์ด้วยไม่ใช่หรือ” ไม่มีคำตอบ

# ชาวบ้านมีหมา ๒ ตัว แมว ๒ ตัว ต้องไปลงทะเบียน ๑,๘๐๐ บาท คนหาเช้ากินค่ำ หนี้สินเต็มบ้าน ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ต้องมาจ่ายค่าลงทะเบียนหมาแมว เจ้าหน้าที่ไปขึ้นทะเบียนถึงบ้านไปฝังชิปด้วยหรือเปล่า คงวุ่นวายหาคำบรรยายไม่ถูกจริงๆ เพราะประเทศไทยมี ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ๘๐๐ อำเภอ ๗๗ จังหวัด มี ๒๐ ล้านหลังคาเรือน มีหมาแมวไม่รู้กี่สิบล้านตัว แค่แก้ปัญหาหมาบ้ายังทำไม่ได้ ....หมาแมวคงเต็มวัด เต็มถนน เพราะคนเอาไปทิ้ง คราวนี้คงเห็นคนตายเพราะโรคพิษสุนัขบ้าเพิ่มขึ้นอีก ใครจะรับผิดชอบ

# ยังไม่รู้ว่าจะรวมสัตว์อะไรบ้าง ถ้าไปถึงเป็ดไก่คงดูไม่จืด ก็คงเหมือนกับกฎหมาย “รถกระบะ” กฎหมาย “รปภ.ต้องจบม.๖” ที่ตกม้าตายในท้ายที่สุด คนเสนอกฎหมายสัตว์อาจโดนข้อหา “สมรู้ร่วมคิด” เล่นงานรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ ทำลายฐานเสียง ถ้าพรบ.นี้เดินหน้าและออกมาจริง พรรคการเมืองอื่นๆ คงดีใจที่อยู่เฉยๆ ก็มีคนหาเสียงให้

# โห ปัญหาบ้านเมืองที่เร่งด่วนรอการปฏิรูปมีมากมาย ทำไมไม่ทำกัน ที่ร้ายแรงอย่างสารพิษ ๓ ชนิดที่ ๕๓ ประเทศทั่วโลกเขาห้ามใช้ ประเทศไทยยังยอมให้ใคนไทยตายผ่อนส่ง เรื่องร้ายแรงและเร่งด่วนแบบนี้ไม่ทำ ไปทำเรื่องหมาเรื่องแมว กฎหมายเป็นหมื่น ระเบียบเป็นแสนที่รอการปฎิรูป รอยกเลิกแก้ไข ไม่ทำ มาเสนอกฎหมายใหม่แบบนี้.... ประเทศเผด็จการมีคนคิดว่าเป็นเจ้าของอธิปไตย คิดอะไรตัดสินอะไรได้เองหมด โดยไม่สนใจประชาชน ... ระวัง เวรกรรมไม่เคยทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

เสรี พพ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๑

สยามรัฐรายวัน 10 ตุลาคม 2561

รัฐบาลก่อนๆ นี้ “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” รัฐบาลนี้ก็กำลัง “แปลงต้นไม้ให้เป็นทุน” ปลูกไม้ยืนต้นไว้เพื่อเป็นสินทรัพย์ที่นำไปกู้เงินธนาคารได้ และมีอีกหลายโครงการพัฒนาที่ส่งทุนตรงไปยังหมู่บ้านในชื่อและรูปแบบต่างๆ

            แต่ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ หรือเป็นเพราะการเรียนรู้จะทำให้ชาวบ้านฉลาดขึ้น เป็นเหตุให้ “ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (วิลเลียม เบลค) หรือว่าไม่เชื่อ ไม่รู้ ไม่เข้าใจความสำคัญของการเรียนรู้จริงๆ

            โลกวันนี้เป็นโลกที่ “คนไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้ ถึงอยู่ได้ก็ถูกเขาโกง ถูกเขาหลอก ถูกเขาเอาเปรียบได้ง่าย” และที่สำคัญ สังคมที่คนไม่มีความรู้จะไม่พัฒนา เพราะเงินไม่อาจเนรมิตการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เงินอาจ “ทำให้ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” (modernization without development) เงินทำได้แต่ “โครงการ” ความรู้และปัญญาต่างหากที่จะพัฒนา “ระบบ” ที่ประกันความมั่นคงยั่งยืน

            “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” (อมาตยา เซน) ไม่ใช่ปล่อยให้รากเหญ้าเป็นแค่แรงงาน ชุมชนเป็นแค่ที่ผลิตวัตถุดิบไปป้อนอุตสาหกรรม พ่อค้านักธุรกิจเพื่อการส่งออกที่เติบโตขึ้นทุกวัน แต่รากหญ้ายังยากจนอย่างยั่งยืน

            เห็นรัฐบาลนี้มีโครงการมากมายหลายอย่าง ถ้าหากทำได้จริงก็จะช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากได้ไม่น้อย แต่ที่ไม่ได้เห็นชัดเจน คือ การเรียนรู้ ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนในแผนที่ดูดีเหล่านั้น ถ้าเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นหัวใจที่นำไปสู่การพัฒนายั่งยืน ควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่านี้ เพราะ “เป้าหมายดี วิธีการต้องดีด้วย” (Means justify the end) ไม่เช่นนั้นเป้าหมายก็กลายเป็นเพียงแค่ความฝันที่วาดไว้ให้ดูดี

            ถึงเวลาที่ต้องทำการปฏิรูปการศึกษาเพื่อการปฏิรูปประเทศ ตามสโลแกนของสภาการศึกษา โดยการเปิดกว้างให้มีการจัดการเรียนรู้เพื่อตอบสนองชีวิตและสังคมวันนี้ ไม่ใช่ยังยืนหยัดแบบโบราณที่ต้องไปเรียนถึงมหาวิทยาลัยและได้ปริญญา ที่ส่วนใหญ่ล้าหลัง วันนี้ใครๆ ก็เรียนได้ เรียนได้ทุกที่และตลอดชีวิต

            คนในวัยแรงงานอย่างน้อย 30 ล้านคนใน ๗๘,๐๐๐ หมู่บ้าน ๗๗ จังหวัด มีศักยภาพที่จะเรียนรู้ถ้าหากมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของพวกเขาและของสังคม

            ทำอย่างไร รัฐและเอกชนจะสร้างเงื่อนไขให้การเรียนรู้เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ (conditio sine qua non) เพื่อรับบุคคลเข้าทำงานหรือรับทุนไปทำโครงการ นำไปลงทุนประกอบอาชีพส่วนตัว หรือให้ชุมชนรับทุนส่งเสริมสนับสนุนโครงการพัฒนาต่างๆ โดยใช้ใบ “ประกาศนิยบัตร”

            เช่น ถ้าหากไม่ได้ผ่าน “หลักสูตร ๔ แผน” และได้ประกาศนิยบัตร “โครงการแก้หนี้แก้จนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” (ที่เรียนเพียง ๓ เดือน เรียนสัปดาห์ละครั้ง เพียง ๑๒ ครั้ง) ก็จะไม่ได้ลดหนี้ลดดอกจากสถาบันการเงินของรัฐ ครูที่เป็นหนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรดังกล่าวก็ไม่สามารถลดหนี้ลดดอกได้

            ชุมชนที่ไม่มีการเรียนรู้ ไม่ผ่านหลักสูตรการทำแผนแม่บทชุมชนไม่ว่าแบบใหญ่แบบย่อย แบบรวมหรือเฉพาะประเด็น ก็ไม่ควรได้รับการสนับสนุน เพราะนั่งเทียนเขียนโครงการขอทุนนั้นง่าย แต่ทำแผนจากฐานข้อมูลจริงของชุมชนนั้นยากกว่า แต่ได้ผลยั่งยืนกว่า

            การจัดการเรียนรู้ให้ชุมชนต้องมีการวางแผนสร้างผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ไม่ใช่ไปปูพรมเพื่อให้ได้ปริมาณมากโดยเร็ว รวบรัดจัดการเรียนรู้เพื่อโปรยงบประมาณลงไป อ้างว่าให้ทันเวลา

            ต่อไป ใครจะได้งบประมาณไปขุดบ่อ ทำเกษตรผสมผสาน ไปเลี้ยงสัตว์ ไปทำวิสาหกิจชุมชน ไปทำการประกอบการโดยส่วนตัวหรือโดยกลุ่ม ไปจัดการสิ่งแวดล้อม ป่า พลังงาน และการประกอบอาชีพต่างๆ ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรที่ยืนยันว่ามีการเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับทุน

            เขียนเรื่องนี้จากประสบการณ์ทำโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” เมื่อปี ๒๕๕๒ ในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งให้เวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน แต่สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่ผมเป็นผู้อำนวยการได้ทำถึง ๑,๐๐๐ กลุ่มๆ ละ ๕๐ คน รวม ๕๐,๐๐๐ คน ซึ่งได้รับการประเมินว่าเป็นโครงการที่ดีและได้ผล เพราะมีการเรียนรู้ ชาวบ้านบอกว่า “ได้ความรู้ ได้ปัญญา ได้เครือข่าย ได้เงินไปลงทุน”

            สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนกำลังวิกฤติ ปล่อยให้เฉาตายก็เสียดายงบประมาณที่ลงทุนไปเป็นแสนๆ ล้าน ทั้งคนทั้งสินทรัพย์ ปรับสถาบันการศึกษาเหล่านี้ให้มีบทบาทในการสร้างการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงให้นักศึกษา ๓ ล้านคน แต่ให้ช่วยคนอีก ๓๐ ล้านคนให้ได้เรียนรู้ทั้งแผ่นดินจะไม่ดีกว่าหรือ

            รัฐบาลควรตั้งงบประมาณส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและการจัดการเรียนรู้ให้ผู้คนด้วยหลักสูตรระยะสั้นระยะยาว และหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่คอยแต่ให้เงินกยศ. และตามไล่เรียกเงินกู้ยืมคืน แทนที่จะเอาเวลา คน งบประมาณไปให้คนอีก ๓๐ ล้านคนได้เรียนรู้

            ถ้าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐที่กำลังจะตกงาน ลงไปคลุกคลีกับชุมชน เห็นปัญหาและความต้องการของชุมชน พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อชุมชนจริงๆ สังคมเรียนรู้จึงจะเกิด งานก็จะเกิด

            เครื่องมือการเรียนรู้มีมาก อย่างการทำแผน ๔ แผนและแผนแม่บทชุมชนก็มีอยู่แล้ว และได้พิสูจน์ว่าได้ผล ใช้วางรากฐานการเรียนรู้ไปก่อน แล้วค่อยพัฒนาการเรียนรู้อื่นๆ ต่อยอดต่อไป

            รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นล้านล้านได้ แต่ไม่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา จากอดีตที่ผ่านมา ไม่เชื่อหรือว่า “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” (เบนจามิน แฟรงคลิน)

สยามรัฐรายวัน 10 ตุลาคม 2561

รัฐบาลก่อนๆ นี้ “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” รัฐบาลนี้ก็กำลัง “แปลงต้นไม้ให้เป็นทุน” ปลูกไม้ยืนต้นไว้เพื่อเป็นสินทรัพย์ที่นำไปกู้เงินธนาคารได้ และมีอีกหลายโครงการพัฒนาที่ส่งทุนตรงไปยังหมู่บ้านในชื่อและรูปแบบต่างๆ

            แต่ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ หรือเป็นเพราะการเรียนรู้จะทำให้ชาวบ้านฉลาดขึ้น เป็นเหตุให้ “ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (วิลเลียม เบลค) หรือว่าไม่เชื่อ ไม่รู้ ไม่เข้าใจความสำคัญของการเรียนรู้จริงๆ

            โลกวันนี้เป็นโลกที่ “คนไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้ ถึงอยู่ได้ก็ถูกเขาโกง ถูกเขาหลอก ถูกเขาเอาเปรียบได้ง่าย” และที่สำคัญ สังคมที่คนไม่มีความรู้จะไม่พัฒนา เพราะเงินไม่อาจเนรมิตการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เงินอาจ “ทำให้ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” (modernization without development) เงินทำได้แต่ “โครงการ” ความรู้และปัญญาต่างหากที่จะพัฒนา “ระบบ” ที่ประกันความมั่นคงยั่งยืน

            “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” (อมาตยา เซน) ไม่ใช่ปล่อยให้รากเหญ้าเป็นแค่แรงงาน ชุมชนเป็นแค่ที่ผลิตวัตถุดิบไปป้อนอุตสาหกรรม พ่อค้านักธุรกิจเพื่อการส่งออกที่เติบโตขึ้นทุกวัน แต่รากหญ้ายังยากจนอย่างยั่งยืน

            เห็นรัฐบาลนี้มีโครงการมากมายหลายอย่าง ถ้าหากทำได้จริงก็จะช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากได้ไม่น้อย แต่ที่ไม่ได้เห็นชัดเจน คือ การเรียนรู้ ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนในแผนที่ดูดีเหล่านั้น ถ้าเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นหัวใจที่นำไปสู่การพัฒนายั่งยืน ควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่านี้ เพราะ “เป้าหมายดี วิธีการต้องดีด้วย” (Means justify the end) ไม่เช่นนั้นเป้าหมายก็กลายเป็นเพียงแค่ความฝันที่วาดไว้ให้ดูดี

            ถึงเวลาที่ต้องทำการปฏิรูปการศึกษาเพื่อการปฏิรูปประเทศ ตามสโลแกนของสภาการศึกษา โดยการเปิดกว้างให้มีการจัดการเรียนรู้เพื่อตอบสนองชีวิตและสังคมวันนี้ ไม่ใช่ยังยืนหยัดแบบโบราณที่ต้องไปเรียนถึงมหาวิทยาลัยและได้ปริญญา ที่ส่วนใหญ่ล้าหลัง วันนี้ใครๆ ก็เรียนได้ เรียนได้ทุกที่และตลอดชีวิต

            คนในวัยแรงงานอย่างน้อย 30 ล้านคนใน ๗๘,๐๐๐ หมู่บ้าน ๗๗ จังหวัด มีศักยภาพที่จะเรียนรู้ถ้าหากมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของพวกเขาและของสังคม

            ทำอย่างไร รัฐและเอกชนจะสร้างเงื่อนไขให้การเรียนรู้เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ (conditio sine qua non) เพื่อรับบุคคลเข้าทำงานหรือรับทุนไปทำโครงการ นำไปลงทุนประกอบอาชีพส่วนตัว หรือให้ชุมชนรับทุนส่งเสริมสนับสนุนโครงการพัฒนาต่างๆ โดยใช้ใบ “ประกาศนิยบัตร”

            เช่น ถ้าหากไม่ได้ผ่าน “หลักสูตร ๔ แผน” และได้ประกาศนิยบัตร “โครงการแก้หนี้แก้จนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” (ที่เรียนเพียง ๓ เดือน เรียนสัปดาห์ละครั้ง เพียง ๑๒ ครั้ง) ก็จะไม่ได้ลดหนี้ลดดอกจากสถาบันการเงินของรัฐ ครูที่เป็นหนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรดังกล่าวก็ไม่สามารถลดหนี้ลดดอกได้

            ชุมชนที่ไม่มีการเรียนรู้ ไม่ผ่านหลักสูตรการทำแผนแม่บทชุมชนไม่ว่าแบบใหญ่แบบย่อย แบบรวมหรือเฉพาะประเด็น ก็ไม่ควรได้รับการสนับสนุน เพราะนั่งเทียนเขียนโครงการขอทุนนั้นง่าย แต่ทำแผนจากฐานข้อมูลจริงของชุมชนนั้นยากกว่า แต่ได้ผลยั่งยืนกว่า

            การจัดการเรียนรู้ให้ชุมชนต้องมีการวางแผนสร้างผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ไม่ใช่ไปปูพรมเพื่อให้ได้ปริมาณมากโดยเร็ว รวบรัดจัดการเรียนรู้เพื่อโปรยงบประมาณลงไป อ้างว่าให้ทันเวลา

            ต่อไป ใครจะได้งบประมาณไปขุดบ่อ ทำเกษตรผสมผสาน ไปเลี้ยงสัตว์ ไปทำวิสาหกิจชุมชน ไปทำการประกอบการโดยส่วนตัวหรือโดยกลุ่ม ไปจัดการสิ่งแวดล้อม ป่า พลังงาน และการประกอบอาชีพต่างๆ ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรที่ยืนยันว่ามีการเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับทุน

            เขียนเรื่องนี้จากประสบการณ์ทำโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” เมื่อปี ๒๕๕๒ ในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งให้เวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน แต่สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่ผมเป็นผู้อำนวยการได้ทำถึง ๑,๐๐๐ กลุ่มๆ ละ ๕๐ คน รวม ๕๐,๐๐๐ คน ซึ่งได้รับการประเมินว่าเป็นโครงการที่ดีและได้ผล เพราะมีการเรียนรู้ ชาวบ้านบอกว่า “ได้ความรู้ ได้ปัญญา ได้เครือข่าย ได้เงินไปลงทุน”

            สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนกำลังวิกฤติ ปล่อยให้เฉาตายก็เสียดายงบประมาณที่ลงทุนไปเป็นแสนๆ ล้าน ทั้งคนทั้งสินทรัพย์ ปรับสถาบันการศึกษาเหล่านี้ให้มีบทบาทในการสร้างการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงให้นักศึกษา ๓ ล้านคน แต่ให้ช่วยคนอีก ๓๐ ล้านคนให้ได้เรียนรู้ทั้งแผ่นดินจะไม่ดีกว่าหรือ

            รัฐบาลควรตั้งงบประมาณส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและการจัดการเรียนรู้ให้ผู้คนด้วยหลักสูตรระยะสั้นระยะยาว และหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่คอยแต่ให้เงินกยศ. และตามไล่เรียกเงินกู้ยืมคืน แทนที่จะเอาเวลา คน งบประมาณไปให้คนอีก ๓๐ ล้านคนได้เรียนรู้

            ถ้าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐที่กำลังจะตกงาน ลงไปคลุกคลีกับชุมชน เห็นปัญหาและความต้องการของชุมชน พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อชุมชนจริงๆ สังคมเรียนรู้จึงจะเกิด งานก็จะเกิด

            เครื่องมือการเรียนรู้มีมาก อย่างการทำแผน ๔ แผนและแผนแม่บทชุมชนก็มีอยู่แล้ว และได้พิสูจน์ว่าได้ผล ใช้วางรากฐานการเรียนรู้ไปก่อน แล้วค่อยพัฒนาการเรียนรู้อื่นๆ ต่อยอดต่อไป

            รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นล้านล้านได้ แต่ไม่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา จากอดีตที่ผ่านมา ไม่เชื่อหรือว่า “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” (เบนจามิน แฟรงคลิน)

สยามรัฐรายวัน 3 ตุลาคม 2561

ถ้าปัญหาการศึกษาไทย คือ “การปลูกไม้ในกระถาง” สิ่งที่ท้าทายการปฏิรูป คือจะทุบกระถางนี้เพื่อให้ไม้ลงดิน เติบโตจนไม่ต้องรดน้ำดูแลได้อย่างไร หรือไม่พ่อแม่ก็เอาไม้ออกจากกระถางไปปลูกที่อื่น

            ผมมีรูปลูกชายตอนไปโรงเรียนอนุบาล ยืนไหล่เอียงเพราะถือกระเป๋าหนังสือเรียนหนัก สังเกตว่า ตอนอายุก่อน 5 ขวบ เป็นเด็กที่มีชีวิตชีวา พอไปโรงเรียนความเป็นธรรมชาติลดลง เหมือนเก็บกด สูญเสียความเชื่อมั่นและความเป็นตัวของตัวเอง

            อายุ 9 ขวบ ผมพาครอบครัวไปยุโรป ที่ประเทศเยอรมนีไปเยี่ยมโรงเรียนแห่งหนึ่ง ลูกขอให้พ่อถามครูใหญ่ว่า ที่นั่นเขาตีเด็กไหม ครูตอบว่า ไม่ตี ถ้าตีจะมีคนเรียกตำรวจมาจับ ลูกตาโต บอกว่าอยากมาเรียนทีนี่ ผมนึกว่าพูดเล่น แต่เขาพูดจริงและยืนยันว่าอยากไปเรียนที่เยอรมัน

            ลูกถูกตีที่โรงเรียนที่กรุงเทพฯ บ่อย สาเหตุเพราะเขามักถามคำถามที่เด็กคนอื่นไม่ถาม ครูคงเห็นว่าทะลึ่งหรือตั้งใจแกล้งครู โดยเฉพาะครูคณิตศาสตร์ เขาเกลียดวิชานี้และได้คะแนนไม่ดีเลย ถ้าไม่ทุกข์จริง เด็ก ๙ ขวบคงไม่เรียกร้องไปเรียนไกลพ่อแม่ถึงขนาดนั้น

            ผมตัดสินใจส่งลูกไปเรียนเยอรมันไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ไปเรียน ป.4 ของที่นั่น ที่โรงเรียนที่เน้นดนตรี เห็นว่าเขาชอบไวโอลิน ครูที่นั่นทำให้ผมแปลกใจเมื่อบอกว่า ลูกเรียนคณิตศาสตร์เก่งที่สุดในชั้น ผมไปดูการบ้านลูกแล้วก็เข้าใจ เพราะเป็นการบ้านที่ทำสนุก ได้เรียนรู้ บวกลบคูณหารแล้วออกมาเป็นรูปสัตว์ รูปต้นไม้ เขาเรียนอย่างมีความสุข ไม่เคยถูกทำโทษ ไม่ถูกตี

            ผมพยายามสอนลูกให้คิดเป็นด้วยวีธีการต่างๆ เล่านิทาน ให้เขาอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลงดีๆ ผมเขียนจดหมายถึงครูที่โรงเรียนของลูกสาววันหนึ่งว่า ลูกไม่ได้ทำการบ้านเพราะครูให้มากเกินไป ให้พร้อมกันหลายคนวันเดียว ลูกต้องทำงานบ้านบ้าง ซ้อมดนตรีบ้าง พักผ่อนบ้าง และต้องเข้านอนแต่หัวค่ำ

            โชคดีที่โรงเรียนของลูกสาวเข้าใจ ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้ทำโทษลูก ที่สุดผมส่งลูกสาวไปเรียนที่อังกฤษตอนอายุ 12 ปี

            มีเพื่อนทักว่า ไหนเห็นทำงานพัฒนา ทำเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ผมตอบไปว่า เพราะผมไม่เชื่อว่าการศึกษาไทยจะช่วยให้ลูกผมพร้อมที่จะเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ แบบพึ่งพาตนเองได้และมีความสุข ไม่ใช่ “ดินไทย” ไม่ดี แต่เอาดินดีลงกระถาง ปลูกไม้ในกระถาง ยังไงก็ไม่โต

            วันเวลาผ่านไป ลูกทั้งสองไม่ได้ลืมรากเหง้า ยังเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทย พร้อมนำไปเผยแพร่ให้คนต่างชาติได้เรียนรู้และชื่นชมด้วยซ้ำ ผมเองไปเรียนต่างประเทศสิบกว่าปีกลับมาส่งเสริมภูมิปัญญาไทย

            เล่าเรื่องส่วนตัว เพราะเป็นประสบการณ์ร่วมของพ่อแม่ ที่ผมวิพากษ์การศึกษาไทยไม่ใช่จากตำรา แต่จากประสบการณ์โดยตรง กับลูก กับชาวบ้าน กับชุมชน กับเด็กและผู้ใหญ่ ได้เห็นศักยภาพของคนเหล่านี้ว่าถูกปิดกั้น กดดัน รวมทั้งถูกทำลายไปอย่างไรด้วยการศึกษาไทย

            ปัญหาใหญ่ของการศึกษาไทยเป็นเรื่องระบบโครงสร้าง ที่สะท้อนและเอื้อความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อำนาจของกระทรวงศึกษาธิการส่วนกลาง อำนาจของการบริหารในภูมิภาคและท้องถิ่น อำนาจของครูใหญ่ครูน้อยในโรงเรียน ดังที่เห็นผ่านสื่ออยู่เนืองๆ แต่ละเรื่องล้วนสัมพันธ์กับโครงสร้างที่บิดเบี้ยว

            โครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงอำนาจก่อให้เกิดความรุนแรง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเมื่อถูกกดถูกบีบไว้ไม่ให้เติบโตตามธรรมชาติ เพราะการศึกษาที่ดีเป็นการปลดปล่อย (emancipation) ให้เป็นไทจากทุกอย่างที่เป็นปัญหาและอุปสรรคในการเติบโตพัฒนา การศึกษาที่ดีทำให้เข้มแข็ง มีพลัง (empowerment)

            ครูดีๆ ก็มีไม่น้อย แต่มักไม่มีอำนาจ ไม่ได้เป็นผู้อำนวยการ เพราะประจบผู้มีอำนาจไม่เป็น ครูหลายคนหันไปหาชุมชน ร่วมมือกับพ่อแม่ให้ดูแลลูกหลานตนเอง ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แบบพลเมือง (civic learning) ซึ่งแปลว่าการเรียนรู้ทำให้เกิดสำนึก ไม่ใช่เรียนหนังสือไปแข่งขัน ไปสอบ

            เครือข่ายการเรียนรู้แบบพลเมืองเกิดขึ้นแล้วจากชุมชนถึงระดับชาติ นี่ต่างหากที่พอจะหวังว่าจะเป็นพลังท้าทายอำนาจนิยมในระบบการศึกษาไทยได้บ้าง

            ความคาดหวังจากรัฐบาลที่ผ่านๆ มาเป็นเรื่องยาก ยังไม่เห็น “เจตจำนงทางการเมือง” (political will) ที่จะปฏิรูปการศึกษา เพราะกระทรวงศึกษาสำหรับนักการเมือง ไม่ใช่ “ฐานเศรษฐกิจ” แต่เป็นฐานการเมือง ครูเป็นเครื่องมือ เป็นฐานเสียง จึงไม่มีใครกล้าแตะต้องเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง มีแต่ช่วย “ลดดอกเบี้ย เพิ่มเงินต้น” เอาใจครูที่เป็นหนี้ทั้งแผ่นดินเท่านั้น

            ถ้ารัฐบาลมีความกล้าหาญปฏิรูปจริง ก็จะต้องปรับโครงสร้าง กระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ บ้านเมืองมีคนดีคนเก่ง ครูดี ครูเก่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ มากกว่าที่นั่งในกระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ เป็นร้อยเท่า ให้โอกาสพวกเขาได้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย อะไรๆ จะดีกว่านี้

            หนี้สินครู ถ้าทำ “โครงการปรับโครงสร้างหนี้อย่างมีเงื่อนไข” ให้ครูเรียนรู้ทำแผน ๔ แผน แผนชีวิต แผนอาชีพ แผนการเงิน แผนสุขภาพ ถ้าทำได้จริง จึงลดต้นลดดอกให้ ชาวบ้านธรรมดาที่เป็นหนี้ทำโครงการนี้แล้วได้ผลดี ครูก็ทำได้ถ้ามีแรงจูงใจแบบนี้ เกิดการเรียนรู้ เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะ “เปลี่ยนวีธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน” ใช้ปัญญาแก้ปัญหาจะยั่งยืนกว่าการใช้อำนาจกับเงิน

            สี่ห้าปีที่ปฏิวัติมา ปฏิรูปการศึกษาก็ยังไม่เห็นหน้าเห็นหลังอย่างที่ใครๆ คาดหวัง พอไปเป็นรัฐบาลใหม่ สวมหัวโขนประชาธิปไตย จะทำได้ดีกว่าหรือว่าต้องรออีก ๒๐ ปีตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ก็ไม่รู้

 

สยามรัฐรายวัน 26 กันยายน 2561

คุณหมออุดม คชินธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ปาฐกถาเรื่องการปฏิรูปการศึกษาไว้อย่างน่าสนใจ ภายใต้หัวข้อ “ปฏิรูปการศึกษาสู่การพัฒนาประเทศ” ท่านอ้างธนาคารโลกที่บอกว่า ภายใน ๑๒ ปี เด็กไทยที่จบมหาวิทยาลัยจะตกงาน ๗๒%

            ความจริงท่านได้พูดไว้หลายที่หลายครั้งเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา เรื่องกระทรวงอุดมศึกษาที่กำลังจะเกิด โดยหวังว่าจะทำให้คำทำนายของธนาคารโลกผิด ท่านให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับครูอาจารย์ ย้ำว่าการจัดการศึกษา “ต้องไม่ตัดเสื้อโหลให้ทุกคนใส่เหมือนที่ผ่านมา”

            ผมเห็นด้วยกับคุณหมออุดมทั้งหมดที่ท่านพูด และเข้าใจดีว่า ทำไมท่านจึงไม่พูดถึงเรื่องกระบวนทัศน์และเรื่องระบบโครงสร้าง ซึ่งท่านคงทราบดีว่าสำคัญเพียงใด แต่พูดไปอาจเหมือนกับที่รัฐมนตรีธีระเกียรติพูดเรื่องนาฬิกาที่ยืมเพื่อนมา

            เรื่อง “ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ” มหกรรมที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจัด เป็นหัวข้อที่ถูกต้องแล้ว เพราะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ปัญหาใหญ่สุดของการปฏิรูป คือ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ การปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การ “ปะผุ”

            การปฏิรูปการศึกษาต้องเริ่มจากกระทรวงศึกษาธิการ คือการกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ เพราะ “ที่ใดมีอำนาจมากก็จะคอร์รัปมาก” (absolute power corrupts absolutely – Lord Acton) ก็จะหลงอำนาจ (despotic) และหลงตัวเอง (narcissistic) แตะต้องไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ ไม่รับฟังข้อเสนอใดๆ ที่ไปกระทบระบบโครงสร้างอำนาจ (อย่างบทความนี้ที่ไปแทงใจดำหลายคน ที่ไม่สามารถรับได้)

            เห็นด้วยกับคุณหมออุดมว่า ครู อาจารย์ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ต้องไม่ใช่ผู้สอนหนังสืออีกต่อไป แต่ต้องเป็นโค้ช ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้เป็น ปรับตัวได้ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในโลกยุคใหม่ ต้องเอาชีวิตจริง เอาปัญหาจริงเป็นตัวตั้ง เรียนรู้จากการปฏิบัติ ไม่ใช่ท่องหนังสือไปสอบ เพราะหนังสือตำราเขียนออกมาก็ล้าหลังไปอย่างน้อย ๑๐ ปีแล้ว

            แต่กระทรวงศึกษาธิการที่เต็มไปด้วยข้าราชการ พนักงานที่นั่งทำงานอยู่กรุงเทพฯ ควบคุมการศึกษาทั่วประเทศ เพิ่มคนเพิ่มงบอีกเท่าไรก็คงไม่พอ เพราะอำนาจไม่เคยลดลง มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น โดยไม่พยายามปรับบทบาทของตนเองให้ลดลง ไม่ใช่ไป “ควบคุม” แต่ไป “ส่งเสริมสนับสนุน”

ประเทศพัฒนาเขาไม่มีองค์กรใหญ่โตในส่วนกลางเพื่อควบคุมการศึกษา เพราะเขากระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นให้บริหารจัดการเอง มีหน่วยงานที่อย่างมากก็กำกับดูแล แต่ที่ทำมากที่สุด คือให้การส่งเสริมสนับสนุนในด้านต่างๆ ทั้งงบประมาณและวิชาการ

การตัดเสื้อโหลใส่กันเป็นอาการบ่งชี้แนวคิดอำนาจนิยม เพื่อควบคุมได้ง่าย ให้ทุกคนอยู่ในอาณัติ แต่คุณหมออุดมก็ทนไม่ได้ที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) “ดอง” หลักสูตรมหาวิทยาลัยต่างๆ ไว้เพื่อให้การ “รับทราบ” (แต่ศรีธนญชัยทำให้เป็นการ “รับรอง” หรือ “อนุมัติ” ) เพราะสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการอนุมัติอยู่แล้ว

นั่นเป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยของความพยายามรวบอำนาจของหน่วยงานของรัฐ และท่านยังจะให้มี “กระบวนทัศน์” แบบนี้ และระบบโครงสร้างแบบนี้ในกระทรวงอุดมศึกษาที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือ

ท่านไม่อยากให้มีเสื้อโหล แต่กระทรวงศึกษาธิการที่กรุงเทพฯ ก็ยังคงพยายามตัดเสื้อโหลต่อไป ยังมีวิธีคิดและเข้าใจเรื่องการศึกษาแบบเดียว คือ แบบที่ทำเพื่อรับใช้สังคมอุตสาหกรรมที่ทำกันมาเป็นร้อยปี แบบที่มีห้องเรียนสี่เหลี่ยม มีหลักสูตรสำเร็จรูป มีการเรียนการสอนโดยอาจารย์ที่เรียนจบมาในด้านนั้นๆ

นี่คือปัญหาที่นักศึกษาจบออกมาแล้วจะหางานทำไม่ได้ ธนาคารโลกวิเคราะห์จากตรงนี้ เพราะสิ่งที่มหาวิทยาลัยสอนไม่ตอบสนองโลกที่เปลี่ยนไป สังคมอุตสาหกรรม สังคมบริการ อันเป็นเป้าหมายของการทำมหาวิทยาลัยหรือการศึกษาไทยโดยรวมกำลังเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ (disruptive)

แต่สกอ.ยังทำหน้าที่ “ควบคุม” สถาบันอุดมศึกษา ยังคิดว่ามหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่แบบเดิม และต้องมีมาตรฐานเดิม ต้องมีการเรียนแบบเดิม อาจารย์แบบเดิม กี่คนต่อหลักสูตร คุณวุฒิอะไร ต้องเรียนในที่ตั้ง ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม ไม่ใช่นอกที่ตั้ง ทั้งๆ ที่การเรียนวันนี้เรียนที่ไหนก็ได้ ไม่มีพรมแดนแล้ว การงานก็ไม่มีโรงงาน ไม่มีออฟฟิศแล้ว แม้แต่ธนาคารที่นึกว่ามั่นคงก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว AI มาแล้วในทุกวงการ

แทนที่จะช่วย “ส่งเสริมสนับสนุน” กลับบอนไซ ทำให้มหาวิทยาลัยเป็นไม้ในกระถาง การปฏิรูปคือการทุบกระถางเอาไม้ลงดิน ให้โตเป็นไม้ใหญ่ พึ่งตนเองได้ ไม่ต้องรดน้ำ เพราะพึ่งตนเองได้ เป็นที่พึ่งให้สังคมได้ กระทรวงอุดมศึกษาใหม่อาจเป็นกระถางเหล็กใบใหม่ก็ได้ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิด (mind-set)

ท่านลองพิจารณาดูว่า สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน – “มหาวิทยาลัยชีวิต” คือสถาบันอุดมศึกษาที่เรียนโดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เรียนจากการปฏิบัติ นักศึกษาเป็นผู้ใหญ่ มีงานทำเกือบทุกคน เรียนแล้วอยู่อย่างมีศักศรีและมีกินในท้องถิ่นตน เรียนแล้วช่วยตนเองได้ ช่วยคนอื่นได้ เรียนโดยการสร้างความรู้มือหนึ่ง ความรู้ใหม่ที่ได้จากการปฏิบัติ ทำโครงงาน ๓ ปี เพื่อพัฒนาตนและชุมชน

แทนที่จะทำให้ “มหาวิทยาลัยชีวิต” ชูธงนำการปฏิรูปการศึกษา สถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้กลับถูกควบคุม ประเมิน ตรวจสอบด้วยเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันกับมหาวิทยาลัยทั้งหลายที่ผลิตคนไปรับใช้สังคมอุตสาหกรรม (แบบที่ธนาคารโลกวิจารณ์) ถูกสั่งปิดไปหลายศูนย์เพราะไปทำ “นอกที่ตั้ง” ทั้งๆ ที่สถาบันแห่งนี้เอาชุมชนเป็นห้องเรียน เอาเรื่องชุมชนมาเรียน ชวนชุมชนมาร่วมเรียนรู้ ต้องตั้งอยู่ในชุมชน

หรือว่ากระทรวงศึกษาและอุดมศึกษาไทยยังพอใจที่จะเป็นเหมือนกล้องใช้ฟิล์มอยู่ต่อไป โดยไม่กลัวล้มละลายเหมือนโกดัก ที่ลืมไปว่าโลกได้เปลี่ยนเป็นดิจิทัลไปแล้ว

คุณหมออุดมครับ “มหาวิทยาลัยชีวิต” แห่งนี้ใส่เสื้อโหลไม่ได้ครับ มันคับเกินไป