phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๒

ระยะนี้มีผู้พูดคำว่า “ความจริง” กันมาก “ความจริง คือ ความจริง” (หวย ๓๐ ล้าน) “นายกรัฐมนตรีแห่งความเป็นจริง” ที่ประกาศว่า “เราต้องเอาชนะความเกลียดด้วยความจริงและความรัก” (ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ) และ การอ้างหนังสือ “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” เรื่อง “บาป ๗ ประการ” หนึ่งในนั้นคือ “เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ” ของท่านมหาตมะ คานธี (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)

          “ความจริง ความดี ความงาม” คือ รากฐานของสังคมไม่ว่าในอารยธรรมตะวันตกหรือตะวันออก เป็นคุณธรรม ๓ ประการ มาตรฐานของคุณภาพชีวิตที่ดี ที่เราพูดกันว่า “ถูกต้อง-ดี-งาม”

          มหาตมะ คานธี เป็นหนึ่งใน “บุคคลแห่งศตวรรษที่ ๒๐” ที่ชาวอินเดียยกย่องเป็นบิดาแห่งชาติ ชื่อของท่านเป็นเครื่องหมายของคนดีมีคุณธรรม คนซื่อ คนจริงใจ คนเรียบง่าย ผู้นำที่ยึดหลักอหิงสา การต่อสู้ที่ไม่ใช้ความรุนแรง สู้ด้วยหัวใจ ความอดทน ยืนหยัดในความถูกต้อง ไม่ร่วมมือกับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม

ปกติคนตะวันออกไม่เขียนอัตชีวประวัติ ท่านเขียน แต่ไม่ได้ต้องการอวดอ้าง ด้วยมั่นใจในวิถีปฏิบัติของตน และต้องการให้ชีวิตของท่านเป็นบทเรียนให้พี่น้องชาวอินเดีย

อย่างที่ท่านสอนนักการเมืองอินเดีย โดยเล่าเรื่องจากมหาภารตะ เมื่ออรชุนจะออกรบก็เกิดความลังเล เพราะต้องออกไปรบกับพี่น้อง พระกฤษณะทรงแปลงเป็นสารถีรถม้าของอรชุน ได้พูดกับอรชุนเป็นเวลานาน สอนว่า อย่าได้คิดแต่ว่าจะชนะถึงรบ แต่ให้ไปรบเพราะเป็นหน้าที่ อรชุนตัดสินใจออกรบ คำพูด-คำสอนของพระกฤษณะนั้นคือ “ภควัตคีตา” มหาคัมภีร์ของฮินดู

มหาตมะ คานธีสอนนักการมืองอินเดียว่า อย่าได้คิดทำอะไรเพียงเพราะจะชนะ จะได้ แต่ให้ทำเพราะเป็นหน้าที่ที่ เพราะเป็นสิ่งที่ “ถูกต้อง-ดี-งาม”

ท่านสอนว่า การแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิตต้องกระทำโดยการเรียนไม่รู้จบ และต้องทำงานเพื่อรับใช้สังคม เพราะนั่นคือการพัฒนาตนไปสู่ความสมบูรณ์ คือการบรรลุธรรม การค้นพบตัวเอง (self-realization)

โลกยกย่องมหาตมะ คานธีไม่ใช่เพราะท่านได้มีส่วนสำคัญในการเรียกร้องเอกราชของอินเดียและชัยชนะเหนืออังกฤษเท่านั้น แต่เป็นเพราะชัยชนะเหนือ “ตัวเอง” ของท่าน นั่นคือที่มาของบารมีที่ยิ่งใหญ่ ที่รวมพลังแผ่นดินอินเดียเข้าด้วยกันจนสามารถได้เอกราชคืนมา

นั่นคือที่มาของ “อหิงสา” และ “สัตยาเคราะห์” หรือ “พลังแห่งสัจจะ” (truth force) อันเป็นการขัดขืนแบบนิ่งเฉย (passive resistance)

            การอดอาหารเป็นวิธีการหรือเครื่องมือสำคัญของอหิงสา ท่านสอนว่า “การอดอาหารจะช่วยกำจัดกิเลสราคะของสัตว์ที่มีในตัวเราได้ก็ต่อเมื่อเราอดอาหารพร้อมด้วยการตั้งปณิธานอันแนวแน่ว่า เราจะควบคุมตัวเราเองให้ได้” ผู้ที่อดอาหารแต่ยังเต็มไปด้วยความโกรธ เกลียด เคียดแค้นในใจ ย่อมไม่ได้อานิสงค์ของการอดนั้น

            “ผู้มีร่างกาย เมื่อเว้นอาหาร คือสิ่งที่รู้สึกด้วยอินทรีย์แล้ว อารมณ์ทั้งหลายย่อมจืดจางลง แต่ความหื่นกระหายนั้นยังมีอยู่ แต่เมื่อประสบปรมัตถธรรม ความหื่นกระหายจึงจะดับสนิท”

            มหาตมะ คานธี เห็นว่า “อารยธรรมตะวันตกผิดกับอารยธรรมตะวันออก เพราะอารยธรรมของชาวตะวันตกตั้งอยู่บนฐานของการใช้กำลัง”

            หลักอหิงสาเป็นปรัชญาที่มีความซับซ้อน เป็นอะไรที่มากไปกว่าการไม่ใช้ความรุนแรง เพราะการไม่ใช้ความรุนแรงบางครั้งอาจจะสร้างความรุนแรงมากกว่าการใช้ความรุนแรงโดยตรงเสียอีก ถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ควรไปอ่านหนังสือ “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” ให้จบอย่างตั้งใจ

            หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกโดย “คณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา” ซึ่งผมมีส่วนในการก่อตั้งร่วมกับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และผู้นำศาสนาพุทธ-คริสต์อีกจำนวนหนึ่ง ตีพิมพ์เมื่อปี ๒๕๒๕ โอกาส ๒๐๐ ปีรัตนโกสินทร์ เป็นหนังสือขนาด ๘ หน้ายก หนา ๗๑๓ หน้า ที่อาจารย์กรุณา และอาจารย์เรืองอุไร กุศลาศัย ได้แปลด้วยภาษาที่งดงาม (พิมพ์อีกเมื่อปี 2010 โดยมูลนิธิโกมลคีมทอง ซื้อได้ทางซีเอ็ด)

            อาจารย์กรุณาไปเรียนที่อินเดียจนแตกฉานทั้งภาษาบาลี สันสกฤต ฮินดี และอังกฤษ ได้ไปศึกษาที่ศานตินิเกตัน สถาบันอันลือชื่อของรพินทรนาท ฐากูร ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่-คุรุเทพ ที่ได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ซึ่งท่านก็ได้รู้จัก รวมทั้งได้พบท่านบัณฑิตยวาหะราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย

            ท่านติดคุกที่อินดีย ๔ ปี เพราะไทยประกาศสงครามกับพันธมิตร ถูกส่งกลับเมืองไทยทางเรือมาถึงสิงคโปร์ เดินเท้าจากสิงคโปร์กลับเมืองไทย ติดคุกในข้อคอมมิวนิสต์ในยุคเผด็จการครองเมือง ๑๐ ปี ท่านใช้เวลาในคุกแปล “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” “มหาภารตะ” และ “คีตาญชลี” ของรพินทรนาท ฐากูรและเล่มอื่นๆ

            อาจารย์กรุณาเป็นผู้ใหญ่ที่ผมโชคดีที่ได้รู้จักและเคารพนับถือมาก ท่านอ้างอิงคำสอนของมหาตมะ คานธีใน “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” เพื่อ “สอน” แบบเตือนและให้กำลังใจผมว่า

            “การที่จะให้คนส่วนใหญ่ลงมือทำอะไรสักอย่างนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่ต้องการจะปฏิรูปสังคมจะมีความกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษ แต่สังคมเองจะไม่รู้สึกมีความกระตือรือร้นเช่นนั้นเลย สิ่งที่ผู้ปฏิรูปสังคมจะได้รับตอบแทนจากสังคมก็คือ การขัดขวาง ความชิงชัง และแม้แต่การประหัตประหารอย่างเอาเป็นเอาตาย” (หน้า ๓๒๓)

            ท่านมหาตมะคานธีถูกยิงถึงแก่อสัญกรรมเมื่ออายุ ๗๘ ปี ปีนี้นับเป็นปีที่ ๑๕๐ แห่งชาตะกาลของท่าน ขอร่วมรำลึกถึง “มหาตมะ” ซึ่งแปลว่า “ผู้มีจิตใจที่ยิ่งใหญ่” ผู้นำอหิงสาของมนุษยชาติผู้นี้

สยามรัฐรายวัน 5 มิถุนายน 2562

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ท่าพระจันทร์มีพื้นที่ไม่ถึง ๕๐ ไร่ มีแผนขยายไปที่รังสิตตั้งแต่เมื่อประมาณปี ๒๕๐๐ แต่เพราะเป็น “ธรรมศาสตร์” จึงต้องเถียงกันนานเกือบ ๓๐ ปี ปล่อยให้เกษตรศาสตร์ไปที่กำแพงเสน ศิลปากรไปที่นครปฐมก่อนทั้งๆ ที่วางแผนทีหลังตั้งนาน

            เมื่อประมาณปี ๒๕๒๕ ผมอยู่ในคณะทำงานที่มีอาจารย์ประภาส อวยชัย อธิการบดีเป็นประธาน ได้รับมอบหมายจากสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ไปสำรวจพื้นที่ที่รังสิต ซึ่งเคยมี ๒,๐๐๐ ไร่ ให้เอไอทีเช่าไปส่วนหนึ่ง ให้ดูว่าจะวางแผนวางแปลนอย่างไร

            เมื่อมีการนำเสนอในสภามหาวิทยาลัยก็ได้รับการท้วงติงว่า มีแผนกายภาพชัดเจนดี แต่แผนวิชาการจะเอาอย่างไร เพราะมีสองแนวทางที่เถียงกันนานแล้ว ถ้าจะขยายไปรังสิตและเป็นมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ มีคณะวิทยาศาสตร์ต่างๆ ด้วย ควรมีแนวทางอย่างไร

            ทางหนึ่งอยากให้ธรรมศาสตร์คงเอกลักษณ์มหาวิทยาลัย “เพื่อประชาชน” ถ้าจะมีคณะแพทย์ฯ ก็ควรผลิต “หมอตีนเปล่า” ออกไปรักษาประชาชน คนชายขอบ ถ้ามีคณะสถาปัตย์ ฯ วิศวะฯ ก็ให้ตอบสนองคนยากคนจน คนชนบท คนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่ทำอะไรเหมือนมหาวิทยาลัยอื่นๆ

            ทางที่สองก็คือจัดการอุดมศึกษาแบบกระแสหลักเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป อย่างไรเสีย “วิญญาณ” ธรรมศาสตร์ก็ยังอยู่ ซึ่งที่สุดแนวทางนี้ก็ผ่านการรับรองของสภามหาวิทยาลัย ขยายไปรังสิตในลักษณะที่ไม่ได้แตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่น ส่วน “วิญญาณ” ธรรมศาสตร์ยังอยู่หรือไม่ หรือถูกกลืนหายไป ก็ดูได้เอง

            เมื่อประมาณกว่า ๒๕ ปีที่แล้ว ผมเป็นกรรมการสภาวิทยาลัยครูที่กำลังเปลี่ยนจาก “วิทยาลัยครู” เป็น “สถาบันราชภัฎ” โดยมีพรบ.เดียวสำหรับ ๔๐ แห่งทั่วประเทศ

            ในการประชุมซึ่งมีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน วันหนึ่งมีการพิจารณาร่างพรบ.สถาบันราชภัฎ ผมได้ยกมือทักท้วงว่า ข้อความในมาตราแรกๆ ที่บอกว่า “เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” นั้นหายไป ขอเสนอให้นำกลับมา เพราะผมถือว่าเป็นหัวใจและเป้าหมายหลักของสถาบันอุดมศึกษา ๔๐ แห่งนี้ ที่สุดก็ได้ “หัวใจ” ดังกล่าวกลับคืนมา

“มาตรา 7 ให้สถาบันราชภัฏเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู

นั่นคือพรบ.สถาบันราชภัฎ ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นฐานให้พรบ.มหาวิทยาลัยราชภัฎ ๒๕๔๗ ที่ได้ขยายความออกไปอีกว่า

            “มาตรา 7 ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นที่เสริมสร้างพลังปัญญาของแผ่นดิน ฟื้นฟูพลังการเรียนรู้เชิดชูภูมิปัญญาของท้องถิ่น สร้างสรรค์ศิลปวิทยาเพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนของปวงชน มีส่วนร่วมในการจัดการการบํารุงรักษาการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทําการสอน วิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบํารุงศิลปะและวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู”

            มาตราอื่นๆ ที่ตามมามีรายละเอียดของแนวปฏิบัติอย่างชัดเจน แต่ก็มีคำถามมาจนถึงเมื่อไม่กี่ปีมานี้ว่า ในทางปฏิบัติ ได้มีการดำเนินการตามพรบ.นี้มากน้อยเพียงใด

            ผมเล่าเรื่องมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีคำขวัญสวยงามว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” และเล่าเรื่อง “วิทยาลัยครู” ที่ขอเป็น “สถาบันราชภัฎ” และขอเป็น “มหาวิทยาลัย” แต่ประเด็นคือ ไม่ว่าจะมีคำขวัญอะไร มีชื่อใหม่ว่าอะไร ได้ทำตามพันธกิจนั้นหรือไม่ เพียงใด

            เพื่อตั้งคำถามให้กับกระทรวงอุดมศึกษาฯ ใหม่นี้ว่า มีหน่วยงานที่ว่าด้วยนโยบาย จะมีแนวทางที่เปิดกว้างให้มีการจัดการศึกษาที่หลากหลายได้จริงหรือ หรือยังคิดว่าตัดเสื้อโหลใส่ทั้งแผ่นดินง่ายดีต่อการควบคุม

            ยังคิดถึงการจัดอุดมศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำแบบเดิมๆ คือ ให้ทุน ไม่ใช่จัดด้วยแนวคิดใหม่ ที่ต้องไปหาประชาชน ไปเรียนรู้กับพวกเขา และพัฒนาร่วมกับพวกเขาด้วย โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ คนจน เกษตรกร ไม่ใช่ไปหาแต่บริษัท โรงงาน เพื่อพัฒนาแรงงาน หรือไม่ก็พอใจจัดการเรียนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเหมือนเดิม

            เพราะถ้าไม่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ หรือ mindset กระทรวงนี้ก็คงเป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่เท่านั้น ยังคิดว่าหน่วยงานราชการมีหน้าที่ควบคุม กำกับ อ้างมาตรฐานและเหตุผลร้อยแปด โดยไม่ดูว่า ประเทศที่พัฒนาเขาไม่มีกระทรวงอุดมศึกษาด้วยซ้ำ ถ้ามีเขาก็ทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน ไม่ใช่ควบคุม

            เพิ่มชื่อวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าไปในกระทรวงอุดมศึกษา ก็น่าตื่นเต้น เพราะเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลง เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม  แต่ก็น่าเป็นห่วงว่า จะถูกครอบงำจาก “สกอ.” ที่ยังมีแนวคิดโบราณที่เน้นการควบคุมหรือไม่ แม้ว่าองค์กรจะยุบไป แต่คนเก่าคนเดิมก็ยังอยู่และคงคิดเหมือนเดิม

สยามรัฐรายวัน 29 พฤษภาคม 2562

กัญชาเป็นได้ทั้งอาวุธคนยากและอาวุธคนรวย คนมีอำนาจ เป็นได้ทั้งเนื้อนาบุญและเนื้อนาเงิน เป็นผลประโยชน์มหาศาลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

จะอย่างไรเสีย กัญชาก็กำลังปฏิวัติวงการสาธารณสุข วงการสุขภาพที่อำนาจรัฐใดในโลกก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ ที่ผ่านมา กัญชาถูกถือว่า “ผิดกฎหมาย” เพราะอำนาจอิทธิพลและผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งที่ครอบงำเศรษฐกิจและการเมือง ออกกฎหมายให้กัญชาที่เป็นยามาเป็นพันๆ ปี ให้เป็นยาเสพติด

ที่ครอบงำสำคัญที่สุดไม่ใช่แต่เพียงกฎหมาย แต่ “วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์” ที่มีมาสามร้อยปี มองสุขภาพแบบแยกส่วน มองโรคเป็นอย่างๆ รักษาโรคเฉพาะทาง ต่างจากแนวคิดสุขภาพองค์รวม ที่มองคนเป็นองคาพยพที่ทุกส่วนสัมพันธ์กันหมด จึงรักษาคนไม่ใช่รักษาโรค

วิธีคิดเรื่องกัญชาวันนี้จึงมี ๒ แบบ แบบแยกส่วน และแบบองค์รวม แบบแรก “แบบรัฐ” อ้างความเป็นวิชาการ เป็นวิทยาศาสตร์แยกสาร THC สาร CBD ในกัญชาชนิดต่างๆ ควรผลิตเป็นยารักษาโรคอย่างไรให้ปลอดภัย อ้างสารตกค้างอันตรายร้อยแปดจนน่ากลัว และต้องปลูกอย่างพิสดาร ลงทุนแพง ราคายาก็ต้องแพง

แบบที่สอง เป็นแบบ “ลูกทุ่ง” แบบที่ทำกันมาเป็นร้อยปีพันปี แบบที่ทุกคนทำได้ ที่อาจารย์เดชา ศิริภัทร เป็นตัวแทน แบบกัญชาเพื่อประชาชน คนจน คนเจ็บคนป่วยด้วยโรคต่างๆ ที่แพทย์ก็รักษาไม่หาย รักษาจนหมดเนื้อหมดตัว หรือไม่มีเงินไปรักษา ซื้อยาหาหมอที่ไหน เพราะความจน

อาจารย์เดชา แจกยาฟรีที่วัดหลายแห่งวันนี้ คนมารับหลายเดือนที่ผ่านมาน่าจะเป็นหมื่น กัญชาได้ชื่อว่ารักษาได้ “ทุกโรค” ไม่ใช่เพราะเป็นยาวิเศษในตัวมันเอง ซึ่งก็คงรักษาโดยตรงได้ไม่กี่โรค แต่การที่กัญชาช่วยคนให้กินได้ นอนหลับ สงบสติอารมณ์ ลดความเครียดได้ ร่างกายคนก็ฟื้นฟูตัวเอง แข็งแรง จนโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่มารบกวน หรือถ้าเป็นก็รักษาตัวเองได้เร็วขึ้น

อาจารย์เดชาเริ่มทำงานตอนยังหนุ่มเรื่องเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับชุมชน จากนั้นทำงานเรื่องข้าว ก่อตั้งมูลนิธิข้าวขวัญ เป็นครูใหญ่เรื่องการทำนาอินทรีย์ การทำให้ข้าวแข็งแรงจนศัตรูพืช ไม่ว่าแมลง เชื้อโรคเชื้อราไม่มารบกวน เป็นสูตรเดียวกับที่ใช้อธิบายกัญชารักษาทุกโรค เพราะช่วยคนให้มีภูมิต้านทานสูง

อาจารย์เดชา เป็นตัวแทนของการแพทย์แผนไทย แผนโบราณ ที่มองคนแบบองค์รวม เรียนมาด้วยตัวเอง และอาศัยความเชื่อในพลังพิเศษ สัมผัสที่ ๖ ของหลวงพ่อที่บอกเขาว่า กัญชาเป็นยาวิเศษ และให้ใช้อย่างไรจึงจะได้ผล

เขาทดลองกับตัวเอง เคยเป็นพาร์กินสัน มือสั่น ตามัว เป็นต้อ สายตาสั้น ความจำเสื่อม รักษาตัวเองจนหายหมดทุกโรค และทดลองกับญาติมิตรอีกจำนวนหนึ่ง รวมอีกหลายโรค ก่อนที่จะขยายออกไปวงกว้าง อาศัยวัดเป็นที่แจกยา ทำอยู่พักหนึ่ง จนเมื่อเห็นว่ามีกฎหมายใหม่และมีนิรโทษกรรม จึงเปิดตัว แต่ก็ถูกจับ

เหมือนโชคดีที่มากับโชคร้าย ที่ฝรั่งเรียกว่า Blessing in disguise เกิดกระแสสังคมกัญชาขึ้นมา แม้ว่าจะสับสนพอสมควร เพราะทั้งพรรคการเมือง สถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ และองค์กรภาคประชาชนต่างๆ กระโดดเข้าร่วมวงไพบูลย์ จนฝุ่นคลุ้ง ไม่ชัดเรื่องการแจ้ง การปลูก การแจก อาจมีการจับกุมกันอีก เพราะคงไม่ใช่แค่ 15,000 คนที่จดแจ้ง อาจมีเป็นแสนหรือมากกว่าที่หาปลูกเองโดยไม่แจ้ง จะจับไหวไหมทั้งแผ่นดิน

ปรากฎการณ์กัญชาได้บารมีจากอาจารย์เดชาช่วยให้เรามองเห็นหนทางสำหรับคนจน คนทุกข์ยากที่เจ็บป่วย และไม่มีทางเข้าถึงยาราคาแพง รวมทั้งโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ ร่ำรวยจากความเจ็บป่วยของประชาชน

ปรากฎการณ์ “ยาวิเศษ” รักษามะเร็งและอื่นๆ หลายเจ้าหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนความล้มเหลวของระบบสาธารณสุขที่ไม่สามารถตอบสนองคนป่วยไข้ได้ทุกอย่าง แต่ทำเหมือนว่าเป็นทางเดียว

หมอก็มักทำตัวเป็นเทวดา ยาก็เป็นของวิเศษ แม้จะมีอีวาน อิลลิช ที่บอกว่า “แพทย์คือเทพเจ้ากาลี” และคนที่แปล คือ นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์ แพทย์ที่มีชื่อเสียง แต่ก็ไม่ได้มีผลทำให้คนเปลี่ยนวิธีคิดได้

อาจารย์เดชาฝันว่า จะมี ๑ วัด ๑ ตำบล เพื่อแจกยากัญชาให้ชาวบ้าน คงต้องวางเป้าหมายไว้ที่ ๑,๐๐๐ วัด ทั่วประเทศ จะเป็นการปฏิวัติสังคมไทยถ้าทำได้จริง เพราะผู้คนจะมีทางเลือกในการรักษา คนพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพได้มากขึ้น โรงพยาบาลจะไม่แออัดยัดเยียดอย่างปัจจุบัน ผู้คนสุขภาพดี เศรษฐกิจจะดี สังคมจะดี

ฟังดูเหมือนกำลังจะเป็นสังคมพระศรีอาริย์ อาจารย์เดชากำลังจะเป็นผีบุญคนใหม่ แต่คนกุมอำนาจในสังคมเศรษฐกิจคงไม่ยอมง่ายๆ เพราะกำลังจะไปทำลายผลประโยชน์มหาศาลของพวกเขา ซึ่งเมื่อต้านกระแสไม่ได้ก็จะหาทางตอบโต้ด้วยกฎหมาย ทำให้มีการผูกขาด ประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถปลูกใช้เอง เหมือนปลดล็อคการทำเหล้า แต่ออกกฎหมายเอื้อนายทุน ทำเอาชาวบ้านทำเหล้าเจ๊งกันทั้งประเทศ

หรือระดมคำเตือนคำขู่และตัวอย่างของผลเสียร้อยแปดของกัญชา ขณะที่คนป่วยคนตายเพราะสารเคมีการเกษตร เพราะบุหรี่เพราะเหล้าที่ถูกกฎหมายเท่าไร หรือตายเพราะยาหมออีกเท่าไรไม่พูดถึง

กัญชาเป็นกระแสโลกไปแล้ว เมืองไทยอาจยังไม่ปล่อยกัญชาเสรีเหมือนที่แคนาดาหรือบางประเทศ แต่แค่ยอมเรียนรู้จากเพื่อนบ้านอย่างลาวเรื่องเหล้าและกัญชา ไทยจะพัฒนาตนเองได้ไกลกว่านี้มาก

ถ้าปฏิวัติกัญชาไม่สำเร็จก็เป็นกบฎผีบุญเหมือนในอดีต เครือข่ายภาคประชาชนจะต้องเข้มแข็ง และลุกขึ้นมาปกป้องตนเอง ปกป้องอาจารย์เดชา ที่เดินหน้านำ “กัญชาเปลี่ยนโลก” วันนี้ ที่จะต้อง “ปลดล็อคกฎหมายยาเสพติด” ให้กัญชาเป็นยาสมุนไพร เป็นทางออกที่สำคัญของคนส่วนใหญ่ ที่ยังลำบาก ยากจนและเจ็บป่วย

เจริญ ดีนุ

Monday, 27 May 2019 15:44 Published in ปรับฐานคิด

“ระบบการศึกษาทำให้เด็กกะเหรี่ยงสูญเสียเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ภูมิใจ
ในตนเอง ครูเองก็ดูถูกภูมิปัญญาของกะเหรี่ยง เด็กจึงไม่ภูมิใจในตนเอง
พยายามจะหาทางออก ไปจากหมู่บ้าน ไปเรียนต่อสูง ๆ ไปหางานทำไม่ให้
ใครดูถูก แทนที่จะหาวิธีอยู่กับบ้าน และทำให้วิถีชีวิตของผู้คนดีขึ้นด้วยกัน

(พ่อหลวงจอโน โอโดเชา บ้านหนองเต่า ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่)

เจริญ ดีนุ คนบ้านหนองเต่า บ้านเดียวกับพ่อหลวงจอนิ เทอมแรกที่เจริญไปเรียนในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต เขาไปแบบเงียบๆ เหมือนกับจะซุกซ่อนตัวอยู่ใต้เสื้อทีเชิ้ตสีขาว กางเกงยีน รองเท้าผ้าใบ เขาไม่พูดไม่จากับใคร กลัวคนจะรู้ว่าเขาเป็น “กะเหรี่ยง” จนหนึ่งเทอมผ่านไป เจริญเรียนเรื่องกระบวนทัศน์พัฒนา ไปค้นหาประวัติศาสตร์ชุมชน รากเหง้าของตนเอง เรียนเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน เศรษฐกิจพอเพียง เรียนวิชาและทำโครงงานวางเป้าหมายและแผนชีวิต เขาเริ่มค้นพบตัวเอง ค่อยๆ เรียกความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมา เป็นตัวของเขาเอง

เจริญกลับไปเรียนเทอมสองด้วยท่าทีที่เชื่อมั่น แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าปะกาเกอญอ มือถือเตหน่า เครื่องสายคู่ชีพในบางครั้งที่ต้องแสดงให้เพื่อนฟัง ตอนนั้นทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลที่โรงพยาบาลชุมชนแม่วาง แต่เมื่อเรียนจบปริญญาตรี เขาตัดสินใจลาออก กลับไปบ้านเกิด และทำมาหากินในวิถีชุมชน และช่วยเหลือชุมชนในการแก้ปัญหาพัฒนาตนเอง

สถาบันให้ทุนเขามาเรียนต่อปริญญาโท เขาเรียนจบด้วยวิทยานิพนธ์ดีเยี่ยมคนแรกของสถาบัน เรื่องการใช้ดนตรีชนเผ่าเพื่อปลุกสำนึกเด็กเยาวชนให้รักถิ่น วันนี้เขาเป็น “สะหล่าเตหน่า” เป็นครูเครื่องสายปะกาเกอญอ เป็นวิทยากรไปทั่วประเทศและต่างประเทศ เพื่อบอกว่า เขาเรียนจบปริญญาตรีและโท แล้วกลับถิ่นฐานบ้านเกิดทำไม และอย่างไร เขาทำงานกับเด็กเยาวชนให้ภูมิใจในรากเหง้าเผ่าพันธุ์ อย่างที่พ่อหลวงจอนิ พูดถึง วันนี้โครงการรักสิ่งแวดล้อมที่หนองเต่า ที่เจริญ เป็นผู้ริเริ่มกับเยาวชน ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมที่เชียงใหม่

เจริญพบว่า คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน อย่างที่ท่านมหาตมะ คานธีได้พูดไว้เมื่อร้อยปีที่แล้ว

 

เสรี พพ fb Seri Phongphit 27 พฤษภาคม 2562

สยามรัฐรายวัน 22 พฤษภาคม 2562

การประชุมสุดยอดเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์เมื่อต้นปี 2018 มีข้อสรุปเรื่องทักษะ7 ประการ ที่เด็กแห่งศตวรรษที่ 21 “ต้องมี” เพื่อให้สามารถทำงานและอยู่ได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วนี้ โดยเขาเน้นที่โรงเรียน ขอขยายความดังนี้

               1. ความคิดวิพากษ์และแก้ปัญหาเป็น โรงเรียนควรสอนเด็กให้ตั้งคำถามและคิดเองได้ ไม่ใช่สอนแต่คำตอบสำเร็จรูป หรือท่องจำคำตอบหรือความคิดของครู ผู้ซึ่งต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของเด็ก ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ การมีเหตุผลในความคิดต่าง

               2. ความร่วมมือและการการเป็นผู้นำด้วยการชักจูง คือ ให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น เรียนรู้การนำด้วยบารมี มิใช่ด้วยอำนาจสั่งการ หรือด้วยกฎระเบียบ เป็นทักษะทางสังคม คือ EQ คืออยู่ร่วมกับคนอื่นเป็น ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ เห็นอกเห็นใจ

               3. ความคล่องตัวตัวและปรับตัวเป็น เด็กรู้จักเรียนรู้ใหม่ (relearn) เพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว มีความยืดหยุ่น รู้จักประนีประนอม รับฟัง ปรับปรุงแก้ไข

               4. การริเริ่มและความคิดแบบนักประกอบการ เด็กควรได้รับแรงบันดาลใจให้ “ทำเป็น” ไม่ใช่ “ดีแต่พูด” สร้างสรรค์สิ่งใหม่ เรียนด้วยการลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่ท่องหนังสือไปสอบ ท่องแต่ทฤษฎีไม่มีรูปธรรม

               5. สื่อสารด้วยการพูดและการเขียนได้ดี การสื่อสารชัดเจนคือกุญแจสำคัญของเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ที่ใช้ความรู้เป็นฐาน สำคัญ เพราะโลกยุคใหม่เป็นโลกแห่งปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน องค์กร เป็นโลกที่ต้องมีทักษะดีในการสื่อสารสัมพันธ์กับผู้อื่น กับสังคม

               6. การเข้าถึงและการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร เด็กต้องแยกแยะระหว่างข้อเท็จกับข้อจริงเป็น ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารความรู้ ที่เทคโนโลยีทันสมัยทำให้ไหลเวียนท่วมท้นจนต้องเลือกให้เป็น แยกให้ได้ เพราะมีข้อมูลที่เป็นเท็จ

               7. การอยากรู้อยากเห็นและจินตนาการ เด็กต้องเป็นนักสืบค้น ครูส่งเสริมการสร้างสรรค์ นวัตกรรม ให้ปลดปล่อยศักยภาพของพวกเขาเต็มที่ ไม่กดดัน กดทับศักยภาพไม่ให้เจริญเติบโต

               นี่คือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่องานแห่งอนาคต ความปรารถนาของบรรดานักเศรษฐศาสตร์และนายจ้าง ที่อยากได้ลูกจ้างที่เหมาะสมกับงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความท้าทายสูง

นักจิตวิทยาก็มีกรอบเกณฑ์คล้ายกัน ที่เพิ่มเติมอย่างสำคัญ คือ ๑) การรู้ตัวเอง (self-awareness) การมีสติ มีสมาธิ ๒) มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ มีเป้าหมาย และแรงจูงใจที่ไม่ได้มาจากการถูกบังคับ หรือเพราะรางวัลหรือการลงโทษ แต่มาจาก “ใจ”

               ๓) มีพลังใจเข้มแข็ง ไม่ท้อ ล้มแล้วรู้จักลุก คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่ไม่เคยผิดพลาด แต่คือคนที่ล้มแล้วลุกเป็น เดินหน้าไม่ยอมแพ้ ๔) สอนให้แสวงหาและมองโลกที่แตกต่างได้ ไม่ใช่บังคับให้คิดและมองเห็นโลกเดียว วีธีคิดเดียว

               ในฐานะคนทำงานพัฒนาสังคม พัฒนาชุมชนคนรากหญ้า ขอให้ข้อสังเกตเชิงวิพากษ์ว่า ทั้งนักเศรษฐศาสตร์ ที่ประชุมที่ดาวอส นักจิตวิทยา นักการศึกษา ล้วนแต่เป็นคนจากประเทศพัฒนาแล้ว เป็นเจ้าของทุน เจ้าของการประกอบการข้ามชาติที่ไปร่วมงานนี้ เป็น “นายจ้าง” ที่อยากได้ลูกจ้างดี

แม้ว่าจะมีตัวแทนจากประเทศกำลังพัฒนา แต่ที่สุด ถ้าใช้ภาษาวิเคราะห์แบบซ้ายเก่า เหล่านี้ คือแนวคิดของนายทุนและจักรวรรดิ์นิยมใหม่ ลัทธิอาณานิคมใหม่

               สังเกตให้ดี แม้จะมีการพูดเรื่องทักษะความร่วมมือ การปรับตัว แต่ไม่มีการพูดถึงทักษะที่ทำให้เคารพ “สิทธิ” ของผู้อื่น เคารพความเป็นธรรม ความเสมอภาค จิตใจที่เป็นประชาธิปไตย ไม่พูดเรื่องการเรียนรู้วินัยชีวิต การเคารพกฎหมาย ไม่พูดเรื่องหลักนิติธรรม (rule of law) ในระดับสากล รากฐานของการค้าที่เป็นธรรม (fair trade) ไม่ใช่พูดแต่การค้าเสรี (free trade) ที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ

               พวกเขามองข้าม (take it for granted) เรื่องสิทธิ ความเป็นธรรม ไม่ต่างจากการนำสารเคมีฆ่าหญ้าฆ่าแมลงมาขาย แล้วบอกว่า ไม่เป็นอันตราย แต่ในประเทศตนเองกลับห้ามใช้ อ้างหลักนิติธรรมในบ้านตนเอง แต่ไม่เคารพนิติธรรมในบ้านเมืองอื่น

               สิทธิเป็นเรื่องการเคารพคนอื่น สร้างรากฐานการมีวินัยกับตัวเองและกับคนอื่น การอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมประชาธิปไตยที่ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีสิทธิเสรี เสมอภาค และด้วยความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง

               เพราะแม้ทักษะที่พึงปรารถนาข้อแรกจะว่าด้วยความร่วมมือ ให้ทำงานร่วมกับคนอื่นเป็น แต่ไม่ได้บอกว่าจะต้องไม่เอาเปรียบ ไม่เอาชนะ ซึ่งโรงเรียนจะต้องสอนเรื่องนี้ แต่ระบบโรงเรียนทำให้เด็กแข่งขัน เอาชนะ เป็นระบบที่แพ้คัดออก เด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังยังมีอีกมาก ระบบเองที่สร้างความเหลื่อมล้ำ

               การสอนไม่ให้เอาเปรียบ ไม่ให้ผูกขาด แต่แบ่งปันโอกาส แบ่งปันทรัพยากรแก่ผู้อื่น ดาวอสไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ และไม่ได้เน้นว่าเป็นทักษะที่ต้องมี หรือที่พึงปรารถนาเพื่อให้เกิดการพัฒนายั่งยืน ร่วมมือกันทำให้ทรัพยากรยังอยู่เผื่อลูกหลานในอนาคต

               ไม่ได้เน้นเรื่องการพัฒนาจิตสำนึกให้เคารพสิ่งแวดล้อม เคารพตนเอง เคารพคนอื่น ซึ่งต้องเป็นรากฐานของการพัฒนาศักยภาพและทักษะของเด็ก ไม่เช่นนั้นก็จะสร้างคนที่มีทักษะในการคิดสร้างสรรค์เพื่อเอาเปรียบคนอื่น ผูกขาด ไม่ได้แตกต่างอะไรจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

               เป็นแนวคิดที่มองชีวิตแยกส่วน แยก “คุณธรรม” ออกไป ทำให้คนเป็นเพียงแรงงาน วางรากฐานการแข่งขัน การผูกขาด การเอาเปรียบกันตั้งแต่เด็กเล็ก สังคมไทยก็รับปรัชญานี้มาทั้งดุ้น เน้นการสร้างแรงงาน แปรเป็นการศึกษาไทย แต่ไม่เป็นไท

เรื่องเจ้าปิงปอง หมาแสนรู้ที่โคราช ที่ช่วยทารกที่ถูกฝังไว้ในดินให้รอดเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เจ้าปิงปองคงเป็นหมา “พันธุ์โรด” หรือพันธุ์ทาง เช่นเดียวกับหมาไทยทั่วไป แต่เป็นหมาที่ใครๆ ก็รัก เพราะมันซื่อสัตย์ สอนง่าย ช่วยงานเจ้าของทำงานในไร่ ไล่ต้อนวัวได้

ข่าวบอกว่า เจ้าปิงปองขาพิการหนึ่งข้าง ใช้งานไม่ได้ เพราะถูกรถชน แปลว่ามันเดินวิ่ง ๓ ขา แต่ก็ยังสามารถทำอะไรได้ดีไม่น้อยกว่าหมา ๔ ขา ทำให้ผมคิดถึงเรื่อง “เจ้าสามขา” ของผม

เจ้าสามขาเป็นหมาในจินตนาการ ในนิทานที่ผมเล่าให้ลูกฟังตอนลูกยังเล็ก ว่าเป็นหมาแสนรู้ฉลาด ซน จนวันหนึ่งโดนรถทับขาข้างหนึ่ง จึงเดินวิ่งสามขา เจ้าของและใครๆ รักมัน ทำให้หมาจตัวอื่นอิจฉาและหาทางกลั่นแกล้งต่างๆ นานา แต่เจ้าสามขาก็ผ่านมาได้ทุกที เพราะความฉลาดรู้จักเอาตัวรอดได้ในยามยากลำบาก

ที่สุด วันหนึ่งบรรดาเจ้าตูบขี้อิจฉาสุมหัวกันคิดว่าต้องทำอะไรที่สาหัสกว่าที่เคยทำ จึงพากันขุดหลุมวางกับดักเจ้าสามขา ซึ่งก็ถูกหลอกให้ตกลงไปในหลุมจริงๆ หลุมลึก ขึ้นไม่ได้ แต่สวรรค์มีตา ฟ้าโปรด มีรถคันหนึ่งวิ่งเข้าหมู่บ้าน ไปเที่ยวจับหมาตามถนน บรรดาเจ้าตูบนักแกล้งโดนจับไปแล่เนื้อเถือหนังกันหมด เมื่อรถจากไป เจ้าสามขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนให้ขึ้นมาจากหลุม

วันหนึ่ง ผมนั่งที่หน้าบ้าน เสี่ยวหงษ์ ลูกสาวคนเล็กอายุประมาณ 4-5 ขวบของดร.สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ มาที่บ้าน มานั่งรอ “พี่ขวัญ” ลูกสาวของผม คุยกันไปมา ผมถามเสี่ยวหงษ์ว่า มีนิทานอะไรสนุกเล่าให้ลุงฟังบ้างสิ เสี่ยวหงษ์ก็เล่าเรื่องเจ้าสามขา

แต่ตอนจบเธอเล่าว่า เมื่อพวกหมาขี้อิจฉาแกล้งจนเจ้าสามขาตกลงไปในหลุมขึ้นไม่ได้ พวกมันก็รู้สึกเสียใจ จึงพากันช่วยเจ้าสามขาขึ้นมา และกลายเป็นเพื่อนดีต่อกัน จบ

ผมบอกเสี่ยวหงษ์ว่า หนูได้ยินเรื่องนี้จากไหน เสี่ยวหงษ์ตอบว่า จากพี่ขวัญ พอดีลูกสาวผมเดินมา ผมถามลูกว่า หนูเปลี่ยนนิทานของพ่อตอนจบหรือ ลูกสาวตอบว่า ใช่ เพราะเรื่องของพ่อจบแบบโหดเกินไป

ผมยอมรับว่า ตนเองไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ว่ามีความละเอียดอ่อนเพียงใดสำหรับเด็ก เราผู้ใหญ่ใช้ความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว หรือว่าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงจนไม่รู้ว่ามันรุนแรง เรื่องราวในบ้านเมือง ที่เป็นข่าว หรือที่ทำเป็นหนังเป็นละครในสื่อต่างๆ ก็เต็มไปด้วยฉากและเรื่องราวที่รุนแรง เลือดท่วมจอ ตบตีกัน นั่นคือสภาพแวดล้อมที่เราและลูกเราเติบโตขึ้นมา

ผมเล่าเรื่องเจ้าสามขาเมื่อกว่า ๒๕ ปีก่อน พอดีพ้องกับเรื่องเจ้าปิงปองโดยบังเอิญวันนี้ ที่ทั้ง “พี่ขวัญ” กับ “เสี่ยวหงษ์” ต่างก็เติบโต พี่ขวัญเป็นแพทย์หญิง เสี่ยวหงษ์เป็นสัตวแพทย์หญิง ทั้งสองคงช่วยเหลือรักษาคนรักษาสัตว์ด้วยความเมตตา

ยังมีอีก ตอนที่ลูกชาย “โดม” พี่ชายขวัญ อายุได้ขวบเศษ ผมเล่านิทานเรื่องแรกให้ลูกฟัง เขานอนอยู่บนตัก ฟังพ่อด้วยความตั้งใจ

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีวัวตัวหนึ่งกินหญ้าอยู่กลางทุ่ง กินไปๆ อย่างมีความสุข ทันใดนั้น มีสิงโตตัวหนึ่งค่อยๆ คลานมาช้าๆ เงียบๆ ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา แล้วกระโจนงับขาวัว” ผมจำภาพตอนนั้นได้ติดตา ลูกสะดุ้งอย่างแรง ตกใจ ตั้งแต่นั้นมา แกเห็นรูปสิงโตที่ไหนก็จะเอานิ้วจิ้มลงไปที่ภาพ บอกว่า “เกลียดๆๆ” เกลียดที่สิงโตไปทำร้ายวัว

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อกว่า 35 ปีก่อน วันนี้โดมเรียนจบปริญญาโทการแสดงและการสอนไวโอลินที่มหาวิทยาลัยศิลปะเบอร์ลิน เล่นและเป็นครูสอนไวโอลินที่เบอร์ลิน เยอรมนี อาชีพละเอียดอ่อน ที่ทำให้คนมีความสุข

ผมเล่าเรื่องความรุนแรงที่ตนเองใส่ลงไปในนิทานโดยไม่รู้ตัว หรือว่าความรุนแรงอยู่ใน DNA ของผม ของเรา ของสังคม เบ้าหลอมที่ร้อนและเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้ลูกหลานเรา เสียใจครับ เล่ามาเผื่อว่าจะเป็นบทเรียนให้คนอื่นได้ด้วย จะได้ “เพลามือ” ลงบ้าง ตั้งสติก่อนพูดก่อนทำ ก่อนเล่า แล้วเราจะไม่เสียใจภายหลัง

 

เสรี พงศ์พิศ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒

สยามรัฐรายวัน 15 พฤษภาคม 2562

โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก มีเทคโนโลยี มีนวัตกรรมเกิดขึ้นทุกวันนับพันอย่าง มาจากหลักคิดหลักวิชาใหม่ที่คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้บริหารนโยบาย หน่วยงานของภาครัฐถ้าไม่สนใจ ก็จะหลงยุคตกสมัย ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง จึงมักตั้งกรอบกรงขังตัวเองในแนวคิดที่ล้าสมัย

            รถยนต์ไฟฟ้าออกสู่ตลาดใหญ่ก็ไม่เท่าไร แต่รถยนต์ไร้คนขับมาเร็วกว่าที่คิด และอีกหลายอย่างก็กำลังตามมาอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เรื่องของประเทศร่ำรวย เรื่องคนรวย การเปลี่ยนแปลงต่างๆ มีผลกระทบต่อชีวิตของทุกคน ไม่ว่ายากดีมีจน

            ใครจะคิดว่า ในเวลาไม่กี่ปี ผู้คนจะมีมือถือสมาร์ทโฟนเกือบทุกคน และกำลังจะเข้าสู่ยุค 5G ที่อะไรๆ ก็สัมพันธ์กันอย่างคาดไม่ถึง ข้าวของเครื่องใช้เชื่อมต่อและสั่งการได้หมดไม่ว่าอยู่ที่ไหน

            ข่าวดี โจรขโมยคงจะเข้าบ้านยากขึ้น อาชญากรรมก็น่าจะลดลง รถยนต์ไร้คนขับคงจะช่วยให้อุบัติเหตุบนถนนลดลงจนเกือบเป็นศูนย์

            คาดการณ์ว่า ในอีก 2-3 ปีนี้ความต้องการใช้น้ำมันจะลดลงไปเรื่อยๆ เพราะรถยนต์ไฟฟ้าออกมาสู่ตลาดใหญ่ รถยนต์ใหม่ทุกคันจะเป็นรถไฟฟ้าในอีก 5 ปี และอีก 10 ปีข้างหน้า รถไฟฟ้าจะครองเมือง

            ทุกวันนี้ ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้มีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าตลาดเดิม แต่เป็นบริษัทที่ทำมือถือ ทำสื่อ อย่างแอบเปิล กูเกิ้ล หรือไดสัน ที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่ไปตั้งฐานผลิตรถไฟฟ้าที่สิงคโปร์ วันนี้มีผู้ผลิตรถไฟฟ้าเป็นร้อยราย รวมไปถึงรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งเป็นเหมือน “คอมพิวเตอร์ติดล้อวิ่งได้” เท่านั้น

            รถยนต์ไฟฟ้าใครๆ ก็ซื้อได้ เพราะค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าการใช้รถยนต์น้ำมันถึง 10 เท่า รถราคาก็ถูกลงเพราะแบตเตอรี่ราคาลดลงปีละ 20% และกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำลายล้าง (disrupt) ระบบไฟฟ้าสายแบบเดิม อย่างที่รถยนต์ไฟฟ้าทำลายอุตสาหกรรมน้ำมัน

            แบตเตอรี่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและผลิตกันใหญ่โตในหลายประเทศ รวมทั้งไทยก็กำลังชวนใครต่อใครมาลงทุน จะรวมถึงแบตที่เก็บไฟฟ้าจากแสงแดดใช้ในบ้าน อาคาร สำนักงาน และทั่วไป จนการผลิตไฟฟ้าแบบเดิมที่แพงกว่าจะหมดไป ไม่ว่าถ่านหิน น้ำมัน หรือนิวเคลียร์

            ใครที่คิดว่าเรื่องเหล่านี้ไกลตัว ก็ขอให้ดิดถึงสมาร์ทโฟนในมือชาวบ้านในหมู่บ้านชนบท ที่ ไม่ได้เพียงรับเข้าโทร.ออก แต่ดูหนังฟังเพลง ดูละคร ส่งไลน์ก็ทำได้อีกต่างหาก

            เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ผู้นำประเทศ คนที่เกี่ยวกับนโยบาย มักตามไม่ทัน ทำให้บ้านเมืองหล้าหลัง เพราะเชื่อเทคโนเครตและนักวิชาการหัวโบราณที่คิดคำนวณทุกอย่างเป็น “เส้นตรง” (linear) ที่ไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงจะมาเร็ว จึงมีแต่กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนา

            หรือไม่ก็เพราะถูกทุนใหญ่ครอบงำ มีผลประโยชน์ร่วม ต้องการขาย “ของเก่าตกค้าง” ไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะยื้อไม่อยู่จึงยอมให้กระแสโลกไหลเข้ามา อย่างเรื่องพลังงานถ่านหิน เรื่องสารเคมีอันตรายในการเกษตร หรือรถยนต์ใช้น้ำมัน ที่มีโรงงานผลิตอะหลั่ยและชิ้นส่วนใหญ่ในไทย

            การเปลี่ยนแปลงมาแบบ “ตัว S” เริ่มช้าแต่แล้วก็พุ่งขึ้นไปเร็วมาก เรียกการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ที่คนมักตามไม่ทันว่า “เปลี่ยนแบบทำลายล้าง” (disruptive) แบบที่ทำให้บริษัทโกดักเจ๊งไปเพราะเขาเลิกใช้ฟิล์มไปถ่ายรูปแบบดิจิตัลทางมือถือและกล้องสมัยใหม่กันหมด

            ประเทศไทยยังวุ่นวายเรื่องการเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาล การแบ่งเก้าอี้ ก็ยังดีที่มีพรรคที่ประกาศว่า จะนำนโยบายที่ประกาศไว้มาทำให้ได้ อย่างเรื่องกัญชา เรื่องการเกษตร เพิ่งจะรู้ว่าถ้าไม่ทำอะไรจะเสียประโยชน์

            วันนี้วิทยาศาสตร์เขาพูดกันเป็น 11 มิติ ที่เชื่อมอดีต ปัจจุบัน อนาคตเป็นหนึ่ง เชื่อมจักรวาลทั้งหมดเข้าด้วยกันด้วยทฤษฎีทางฟิสิกส์ใหม่อย่าง String Theory ที่มีผลต่อทัศนะว่าด้วยความเป็นจริง โลกและชีวิต

            บ้านเรายังพูดกันแค่ 3 มิติ ที่จริงก็มีมิติที่ 4 สัมผัสที่ 6 หรือมากกว่านั้น แต่ต้องไปที่สำนักเจ้าเข้าทรง หรือเข้าวัด โดยไม่เข้าใจว่า เหล่านี้วิทยาศาสตร์ยุคใหม่เขากำลังค้นหาค้นพบ หลายอย่างก็มีอยู่ในหลักพุทธศาสนา เรื่องจิต เรื่องสมาธิ เรื่องพลังที่มาจากจิตของคน ที่เป็นตัวขับเคลื่อนชีวิต ไม่น้อยไปกว่าพันธุกรรม

            เรื่องของโลกแห่งวิญญาณ การเวียนว่ายตายเกิด และอื่นๆ ก็อยู่ในวิถีวัฒนธรรมของไทย แต่เราไม่ได้สนใจ นึกว่าเป็นเรื่องงมงายไสยศาสตร์ ขณะที่โลกเขากำลังสนใจศึกษาเป็นวิทยาศาสตร์ อย่างสิ่งที่ปรัชญาและศาสนาเรียกว่า “อุตรภาวะ” (transcendence) คือภาวะในมิติที่สูงขึ้นของจิตสำนึก ที่ผู้ปฏิบัติธรรมสัมผัสได้

            ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เมืองไทยก็ยังมีดิน มีน้ำ มีแดด ปัจจัยสำคัญเพื่อผลิตอาหารและพลังงานที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถ้ารัฐบาล คนทำนโยบายเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและตามโลกทัน ก็จะจัดจุดยืนของประเทศไทยให้เหมาะสมได้ แม้อาจจะไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด

ก็ไม่ได้แปลว่าจะให้คนไทยไปเป็นเพียงแรงงานถูกๆ เพื่อผลิตแบตเตอรี่ ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์รถไฟฟ้า แต่จะพัฒนาจุดแข็งของไทยให้พึ่งพาตนเองได้ด้วยปัจจัย 4 และผลิตยา อาหารและพลังงานให้โลกได้ด้วย

ทางอีศาน พฤษภาคม ๒๕๖๒

การวิจัย ได้กลายเป็น “ตาบู” (taboo) คือ อะไรที่คนไม่อยากพูดถึง เพราะดูเป็นความลึกลับซับซ้อน น่ากลัว เป็นเขตแดนของผู้รู้ นักวิชาการ ไม่ใช่เรื่องราวที่ชาวบ้านคนธรรมดาทำได้ทำเป็น

            งานวิจัย โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนามักเป็นการไปเสริมอำนาจทุนหรืออำนาจรัฐ หรือไม่ก็ไปขึ้นหิ้งเพราะเป็นแค่ “การสำเร็จความไคร่ทางปัญญา” (intellectual masturbation) ของนักวิชาการ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตของผู้คน

            นักศึกษาปริญญาโทกลัวการวิจัย ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกสาขาวิชาที่เรียนโดยไม่ต้องวิจัย แค่ทำงานวิชาการสักชิ้นที่เรียกว่าสรรพ์นิพนธ์ หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ “การวิจัย” เต็มตัว

            อาจารย์บางคนก็ “ซาดิสท์” ชอบทำให้นักศึกษากลัว ขู่ด้วยการพูดถึงแนวคิดทฤษฎีว่าด้วยงานวิจัยอย่างพิสดารพันลึก จนนักศึกษาหลายคนท้อตั้งแต่เรียนชั่วโมงแรก

            คงเพราะอาจารย์บางคนกลัวนักศึกษาจะไม่รู้ว่าตนเองรู้มาก ความจริง คนฉลาด คนเก่ง ไม่ใช่คนที่พูดแล้วฟังไม่รู้เรื่อง แต่เป็นคนที่ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เรื่องที่ดูเหมือนทำไม่ได้ ให้สามารถทำได้ ส่วนนักวิชาการที่ไม่รู้จริง คือ คนที่ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากโดยไม่จำเป็น

            ความจริง การวิจัย คือ กระบวนการค้นหาความจริงบางอย่างที่ยังไม่รู้ หรือไม่รู้ชัดแจ้ง โดยใช้เครื่องมือและวิธีการทางวิชาการบางอย่าง ทำให้ได้ผลลัพท์ที่น่าเชื่อถือ

            ถ้าไม่ติด “กรอบวิชาการ” จนเกินไป แต่ให้ความสำคัญกับ “กระบวนการ” และ “ผลลัพท์” ก็จะพบว่า ความรู้ต่างๆ ในท้องถิ่น ในสังคมก็ล้วนแต่ผ่าน “กระบวนการวิจัย” มาทั้งสิ้น ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ “วิจัย” โดยใช้เวลานานหลายปี หลายสิบ หลายร้อยปี จนได้ผลลัพท์อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

ดูปัจจัย ๔ ในวิถีชีวิตประจำวันก็จะพบความล้ำลึกของภูมิปัญญา ซึ่งเป็นผลงาน “วิจัย” ของบรรพชนเป็นร้อยเป็นพันปี ล้วนวิจิตรพิสดารและต้อง “ถอดรหัส” จึงจะเข้าใจคุณค่าและความหมายอันลุ่มลึกได้

วันนี้สังคมมีกรอบเกณฑ์ในการวัดความรู้ งานวิจัยไปอีกแบบ คิดว่าคนจบมหาวิทยาลัยรู้มากกว่าชาวบ้านที่จบประถมมัธยม ปริญญาตรีดีกว่าปริญญาโท ปริญญาเอกรู้ดีเหมือนเทวดา ทั้งๆ ที่ด็อกเตอร์โง่ๆ ก็มีมากมาย

เพราะการเรียนรู้ที่ดีไม่ได้วัดกันที่ข้อมูลหรือความรู้ แต่วัดกันที่ “ปัญญา” คนทำงานวิจัย คนทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ปริญญาเอก มักเต็มไปด้วยข้อมูล และเชื่อมข้อมูลให้เป็นความรู้ แต่ไม่มี“ปัญญา”

จะเกิดปัญญาได้ต้องตกผลึก ต้องสรุปเป็นหลักคิด หลักการ เป็นปรัชญา ที่ต้องผ่านกระบวนการหล่อหลอม การวิเคราะห์วิจารณ์ถึงแก่น จนทำให้มั่นใจในสิ่งที่สังเคราะห์จากความรู้ทั้งหลายให้เป็นหลักคิดใหม่ ปัญญาอย่างใหม่

ส่วนงานวิจัยตามมาตรฐานวิชาการกระแสหลัก มักต้องมีแบบแผนที่เคร่งครัดชัดเจน มีแนวคิดทฤษฎีนำ งานวิจัยจึงเต็มไปด้วยแนวคิดทฤษฎีของนายเดวิด โรเบิร์ต เพื่อให้ดูขลัง

งานวิจัย งานวิทยานิพนธ์ต่างๆ จึงมักจะไปลอกๆ กันมา (copy & paste) แนบเนียนบ้าง โจ่งแจ้งแบบไม่อายเจ้าของความคิดเดิมบ้าง พอไปสอบถูกกรรมการถามว่า ทำไมไปลอกเขามามากมายอย่างงั้น ผู้วิจัยบางคนตอบว่า เพราะเขาเขียนดีมากครับ

ประเทศไทยมีงานวิจัยน้อย งบประมาณส่งเสริมงานวิจัยก็น้อย เทียบกับประเทศพัฒนาไปไกลอย่างญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ไม่ได้เลย แม้แต่ประเทศในระดับเดียวกันอย่างมาเลเซีย

แต่ถ้าหากไม่เอา “มาตรฐาน” การวิจัยแบบเคร่งครัดเกินไป เน้นที่กระบวนการที่เรียบง่ายและผลลัพท์ที่สัมผัสได้จริง งานวิจัยไทยก็จะมากกว่าที่รายงาน ลองพิจารณาวิธีวิจัยที่ “เป็นมิตรกับชาวบ้าน” และให้ประโยชน์มากมายได้ผลจริง ผลลัพท์ที่ปรากฎชัดเจนจนวิชาการไม่อาจปฏิเสธคุณค่าได้ ลองพิจารณา “โมเดล” ต่อไปนี้ดู

๑.     งานวิจัยไทบ้าน งานวิจัยที่อุบลราชานี โดยชาวบ้านเขื่อนปากมูลเมื่อหลายปีก่อน มีเอ็นจีโอ

และนักวิชาการให้คำแนะนำวิธีการ เครื่องมือบางอย่างที่ชาวบ้านนำไปใช้ได้ ทำให้ได้ข้อมูลความรู้ที่นักวิจัยอาชีพของรัฐและของสถาบันการศึกษาทำไม่ได้

            ชาวบ้านอยู่กับแม่น้ำมูลมาตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย รู้จักน้ำ ปลา สิ่งมีชีวิต ธรรมชาติของแม่น้ำสายนี้มาตั้งแต่เกิด พวกเขาเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อยืนยันว่า ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอันมีชีวิตของแม่น้ำสายนี้ที่รัฐไปทำเขื่อนมีรายละเอียดและความสัมพันธ์เป็นองคาพยพเดียวกันอย่างไร ไม่ได้มองอย่างแยกส่วน หรือลดทอนให้เป็นแค่น้ำเพื่อการเกษตร หรือผลิตกระแสไฟฟ้า มองอย่างเป็นองค์รวม อย่างรู้คุณที่เอื้ออาทรให้คนอยู่ร่วมกับน้ำได้

            พวกเขาได้สะท้อนให้เห็น “ชีวิต” ของลำน้ำมูล แสดง “จิตวิญญาณ” ของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและชุมชนที่สัมพันธ์กับแม่น้ำสายนี้มาเป็นร้อยเป็นพันปี ที่อำนาจรัฐและอำนาจทุนไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึง

            เป็นงานวิจัยที่ได้รับรางวัลจากองค์การอนามัยโลก แต่รัฐบาลไทย สถาบันการศึกษาไทยไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ได้ยกย่องให้เกียรติ เพราะเป็นงานวิจัยของ “ไทบ้าน”

๒.     งานวิจัยอินแปง มีหลากหลาย เริ่มจากมูลนิธิหมู่บ้านให้ธวัชชัย กุณวงศ์ ที่จบปริญญาตรี

พัฒนาชุมชนจากวิทยาลัยครูสกลนคร ไปอยู่ที่บ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร เพื่อเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านว่า พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน มีทุนทรัพยากร ทุนทางสังคม ทุนทางปัญญาอะไรบ้าง

            การวิจัยทำให้ชาวบ้านเกิดสำนึกในรากเหง้าและอัตลักษณ์ของตน ได้เข้าใจทุนเดิมของตน ได้เข้าใจปัญหาและหาทางออกได้ ยืนยันว่า “คนไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีอนาคต คนไม่รู้ที่มาก็ไม่รู้ที่ไป คนไม่รู้จักรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย”

ได้ความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมา เมื่อตั้งหลักได้ก็เดินหน้าได้ “ไปถึงทางตันก็กลับทางเก่า” เคยถางสวนป่าหลังบ้านเพื่อปลูกปอปลูกมันแล้วเป็นหนี้ ก็กลับไปฟื้นฟูสวนป่า เฮ็ดอยู่เฮ้ดกิน “ยกป่ามาไว้บ้าน ยกภูพานมาไว้สวน” กลับไปหาธรรมชาติและอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ชาวอินแปงเป็นเครือข่ายชุมชนรอบตีนภูพาน มีพลังในการรวมกลุ่ม ทำวิจัยต่อเนื่องโดยทุนสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ อย่างกรมป่าไม้และสปก. เพื่อวิจัยและพัฒนาการฟื้นฟูป่าและสิ่งแวดล้อม

งานวิจัยสำคัญชิ้นหนึ่งของชุมชนที่ได้รับทุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ มียงยุทธ ตรีนุชกร เป็นแกนนำ วิจัยว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านไปหาอยู่หากินในรัศมี ๑๕-๒๐ ก.ม. จากหมู่บ้านของตนเองที่ไหนบ้าง ได้อะไรมาบ้าง เอามาใช้ เอามาทำกินอะไร เกี่ยวข้องกับวิถีวัฒนธรรมและโรคภัยไข้เจ็บอะไร

            การวิจัยโดยชาวบ้านเป็นผู้วิจัยหลักทำให้ได้ข้อมูลว่า หลายสิบปีก่อนนั้นชาวบ้านปลูกข้าวกันกี่สายพันธุ์ มีพืชอะไร ผักอะไร ผลไม้อะไร สัตว์เล็กใหญ่อะไรในทุ่ง ในนา ในป่า ในหนอง อะไรที่หายไป อะไรที่ยังอยู่ แล้วร่วมมือกันอนุรักษ์และส่งเสริมสิ่งที่ยังเหลืออยู่ ฟื้นฟูสิ่งที่หายไปหรือหมดไปให้กลับมา
            ชาวบ้านถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาให้ลูกหลาน ในโครงการ “เด็กฮักถิ่น” พาไปเรียนรู้ดูใบ้ไม้ ต้นไม้ ในป่า นำมาเพาะมากล้า ขายได้เงินให้เด็กออมเป็นทุนการศึกษาและช่วยครอบครัว

เรียนรู้การอยู่ร่วมกับป่ากับธรรมชาติแบบพึ่งพาอาศัยกัน ไม่หาประโยชน์จากธรรมชาติแบบขูดรีดล้างผลาญ เอาทุกอย่างไปขายจนไม่มีแม้แต่จะกิน เหล่านี้ล้วนเป็น “งานวิจัย” จากการลงมือปฏิบัติทั้งสิ้น

            ชาวบ้านวิจัยเชิงปฏิบัติการจนสามารถเพาะกล้าหวายได้ภายในไม่กี่วัน ก่อนนั้นเจ้าหน้าที่เกษตรบอกว่าต้องใช้เวลา ๘ เดือน คนอินแปงเอาเมล็ดหวายมาเพาะกล้า ปลูกเอง ขายด้วย ทั้งพันธุ์หวายและยอดหวาย ตอนฉลอง ๒๕ ปีอินแปงเมื่อปี ๒๕๕๕ ชาวอินแปงสรุปว่า ได้เพาะกล้าหวาย ๕๐ ล้านต้น

๓.     วิจัย ๒ วัย เป็นงานเล็กๆ ที่ผมเคยเสนอให้ครูกำหนดให้นักเรียนไปสัมภาษณ์ปู่ย่าตายาย เพื่อ

จะได้ข้อมูลว่า ครอบครัวของตนเอง พ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นใคร มาจากไหน มีความเป็นมาอย่างไร ถ้าเด็กทุกคนทำ เอาข้อมูลมารวมกัน จะเป็นจิ๊กซอต่อให้เห็นภาพใหญ่ ก็จะได้ข้อมูลว่า ชุมชนนั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีกี่ครอบครัว กี่ตระกูล มีพัฒนาการอย่างไร

            ที่สำคัญ จะเชื่อมคน ๒ วัย ผู้สูงอายุกับหลานๆ ทำให้คนแก่คนเฒ่ารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้รับการยอมรับจากลูกหลานและชุมชน

            พูดไปก็เท่านั้น ผมได้ลงมือทำเอง สัมภาษณ์พ่อตอนอายุเลย ๘๐ แล้ว ทำเป็นหนังสือเล่มสวยงามในวันเกิด ๘๔ ปีของท่าน พ่อแจกให้ลูกหลานอย่างมีความสุข ลูกหลานหลายคนอ่านแล้วร้องไห้ ไม่รู้มาก่อนว่า ปู่ ตา ทวดคนนี้เคยมีชีวิตที่ยากลำบากและต่อสู้เพื่อลูกหลานมากมายขนาดนั้น

๔.     ประชาพิจัย เป็นการสังเคราะห์ประสบการณ์การทำงานกับชุมชนของมูลนิธิหมู่บ้าน ออกมา

เป็นเครื่องมือให้ชุมชนวิจัยตนเอง ให้รู้ประวัติ รากเหง้าของตน รู้ทุนท้องถิ่น ศักยภาพชุมชน รู้รายรับรายจ่าย หนี้สิน การกินการอยู่ ปัญหา และความต้องการ ความฝันของชุมชน จนถึงการไปเรียนรู้ดูงานจากที่อื่น แล้วมาร่างแผนแม่บทการพัฒนาชุมชนของตนเอง (ในระดับตำบล)

            เป็นงานวิจัยที่ได้รับทุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เพราะสำนักงานกองทุนสนับสนุงานวิจัย (สกว.) ปฏิเสธที่จะให้ทุน (เพราะไม่คิดว่าชาวบ้านทำวิจัยเป็น) UNDP ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยนี้ไปทั่วโลก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขอยืมไปใช้ในหลายประเทศในแอฟริกาและคาริบเบียน

            หลายปีก่อน สภาพัฒน์ฯ เป็นผู้ประสานให้กระทรวงต่างๆ นำ “ประชาพิจัย” ไปใช้ แต่รวบรัดตัดหัวตัดหาง เหลือเป็นเพียงเครื่องมือของบประมาณเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่วัตถุประสงค์ของ “ประชาพิจัย” คือ ให้ชุมชนหลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพา จากการครอบงำ เป็นอิสระในการจัดการชีวิตของตนเอง เพื่อให้พึ่งตนเองได้ เพราะประชาพิจัย คือ การวิจัยของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน

            การวิจัยให้พลังและปลดปล่อยได้ โดยไม่ต้องเคร่งครัดระเบียบวิธีวิจัย ซึ่งหลายครั้งกลบเนื้อหาสำคัญของานวิจัยไปจนไม่รู้ว่าทำอะไร เหมือนเพลงที่ได้ยินแต่เสียงดนตรี กลบเสียงร้องของนักร้องที่คนอยากฟัง

            วันนี้ สังคมยังคงไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของงานวิจัยไทบ้าน ประชาพิจัย และอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะยังบ้าจี้ไปกับระเบียบวิธีวิจัยแบบฝรั่งจนดูถูกภูมิปัญญาของชาวบ้าน อย่างมากก็ให้ชาวบ้านมาเป็นผู้ช่วย มาเป็นทีมวิจัย แต่ยังไม่เชื่อว่า ชาวบ้านวิจัยเองเป็น

            เมื่อโลกเปลี่ยน คุณค่าของใบปริญญา สัญลักษณ์ของ “มาตรฐานการศึกษา” ลดลง สังคมให้ความสำคัญกับการศึกษาการวิจัยที่ให้ผลจริงในทางปฏบัติมากกว่า สังคมวิชาการยังงมอยู่กับความเชื่อโบราณในวิชาการที่ล้าสมัยและในสถานภาพของตนเอง ขณะที่ภาคธุรกิจเขาเปลี่ยนโลกด้วยงานวิจัยที่ลงทุนมากมายมหาศาล

            บริษัทซัมซุงของเกาหลีใต้มีงบประมาณวิจัยปีหนึ่งประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณการวิจัยของรัฐบาลไทยให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยต่างๆ ปีหนึ่งไม่กี่หมื่นล้านบาท ได้ผลลัพท์ที่มีพลังแตกต่างกันมากนัก ประเทศพัฒนาแล้วเขามีงบวิจัยมากกว่าไทยเป็นร้อยเท่า

            นักวิจัยไทยมีไม่กี่หมื่นคน แต่ถ้าใจกว้าง เห็นความสำคัญของการวิจัยแบบไทบ้าน แบบประชาพิจัย แบบอินแปง เมืองไทยจะมีนักวิจัยอีกเป็นล้านคน จะได้ผลงานวิจัยมากมายมหาศาล ที่มีคุณค่าในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างคาดไม่ถึง

            นักวิจัยไทบ้านล้านคน มีผลงานวิจัยที่ให้คุณค่ามากกว่างบประมาณที่ลงไปสนับสนุนอย่างแน่นอน เพราะ “ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง”

ปัญหาอยู่ที่ว่า แล้วใครจะยอมให้ชุมชนเข้มแข็ง เพราะ “คนมีความรู้ปกครองง่าย แต่ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (วิลเลียม เบลค)

สยามรัฐรายวัน 8 พฤษภาคม 2562

โรงเรียนเปิด พ่อแม่หวังสูงมากว่า โรงเรียนจะอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนเก่งคนดี ส่วนใหญ่ให้ความคาดหวังที่สูงเกินไป เพราะในความเป็นจริง งานวิจัยได้คำตอบว่า โรงเรียนมีอิทธิพลต่อพัฒนาการชีวิตของเด็กเพียงร้อยละ ๑๕ เท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นที่บ้านและในสังคมใหญ่

               ปัญหาเด็กเยาวชนบ้านเราเรื่องใหญ่มาก เด็กติดเกมเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย อันดับต้นๆ ของโลก ติดยา ติดเหล้า ติดเอดส์ และเกิดความรุนแรง ตีกันฆ่ากันตามถนนบนรถเมล์ แม้ขณะที่สวมชุดนักเรียน

               บ้านและสังคมใหญ่ คือที่ “บ่มเพาะ” ปัญหาและความรุนแรง ถ้าหาก “เบ้าหลอม” เองมีปัญหา ผลผลิตออกมาก็บิดเบี้ยว สะท้อนปัญหาครอบครัวและสังคมใหญ่ได้เป็นอย่างดี

               ปัญหาทุกอย่างพัวพันกันหมด ไม่ว่าปัญหาเศรษฐกิจ หนี้สิน ครอบครัวดิ้นรนปากกัดตีนถีบ มีเวลาให้ลูกน้อย ปล่อยให้จอใหญ่จอเล็กเลี้ยงลูกแทน ซึ่งไม่ใช่การเรียนรู้ แต่คือการเสพความสนุกจนติด

ปัญหาการศึกษาของพ่อแม่ คุณภาพการศึกษาไทย และโอกาสในการเรียนรู้ต่อเนื่องเพื่อปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงสังคม เหล่านี้ต้องชี้ไปที่ระบบโครงสร้างสังคมที่มีปัญหา ไม่ให้โอกาสคนจน คนส่วนใหญ่ของประเทศ ความเหลื่อมล้ำที่ไม่มีทีท่าว่าจะแก้ได้

ปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน เรื่องหลักการที่น่าจะทำได้ในครอบครัว ไม่ว่ายากดีมีจน คือ เรื่องวินัยชีวิต ที่มีรากฐานจาก “การเคารพตนเองและเคารพผู้อื่น”

มีงานวิจัยทั่วโลกยืนยันว่า ถ้าเด็กเรียนรู้วินัยชีวิตและรู้จักเคารพ เริ่มที่บ้านจากตัวอย่างของพ่อแม่ และจากการอบรมสั่งสอน พวกเขาจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมกับคุณค่าดีงามนี้เมื่อจะต้องออกไปเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง จะประสบความสำเร็จและมีความสุข

เพราะหัวใจของเรื่อง คือ พวกเขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ซึ่งงานวิจัย ๗๕ ปีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยืนยันว่า คนที่อายุยืนอย่างมีความสุข คือ คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น

งานวิจัยต่างๆ ทางจิตวิทยาพบว่า ถ้าเด็กเคารพพ่อแม่ เด็กก็จะเคารพตนเองด้วย การเคารพ “ทางบวก” ที่มาจาก “ข้างใน” ตัวเด็ก ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ หรือกลัวการลงโทษ

เด็กที่ไม่เคารพตนเองมีแนวโน้มที่จะติดเหล้า ติดยา ติดแซกซ์ ทำร้ายคนอื่น จะไม่สนใจใครทั้งสิ้น เพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เคารพ เพราะหากเคารพตนเอง เด็กจะไม่ทำสิ่งที่เลวร้าย จะตัดสินใจได้ดี เลือกและทำในสิ่งที่ดี ที่มีประโยชน์ต่อตนเองและต่อผู้อื่น วินัยชีวิตเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน การจัดการเวลา การกินการอยู่ ที่พ่อแม่ไม่ปล่อยให้ลูกทำอะไรตามใจชอบ เวลาเล่น เวลาเรียน เวลาช่วยงานบ้านแม้เล็กน้อยก็มีความหมาย ไปนอนกี่โมง ไม่ใช่ให้ดูทีวีเล่นเกมดึกดื่นเที่ยงคืน

วินัยมาจากการฝึกฝนตั้งแต่เล็กๆ ถ้าฝึกให้ลูกทานข้าวเองเมื่อมีความพร้อมทางร่างกาย ให้นั่งอยู่กับที่ที่โต๊ะ ไม่ใช่จับใส่รถเข็นออกไปเดินเล่น ไปวิ่งเล่น ไปไล่ป้อนกลางถนนหรือที่สาธารณะ

เรียนรู้การมีจิตอาสา การช่วยเหลือคนอื่น การวางแผนระยะยาว การใช้เงิน การออม แม้วันละเล็กน้อยก็เป็นการฝึกฝนการมีวินัยในการใช้จ่าย ให้เห็นคุณค่าของเงิน

พ่อแม่ที่มีความรู้ความเข้าใจขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับเด็ก จะพูดคุยอธิบายเหตุผลต่างๆ กับลูกได้ดี ใช้วิธีบวกมากกว่าลบ ไม่ดุด่า ลงโทษ หรือเอาใจจนเสียเด็ก หรือปล่อยให้ร้องไห้จนเหนื่อยและหยุดเอง ปล่อยให้นอนเกลือกกลิ้งในห้างเพราะอยากใด้ของเล่น หรือวิ่งไล่กันในห้าง ในวัด หวีดร้อง ส่งเสียงดังหนวกหูชาวบ้านในที่สาธารณะ พ่อแม่จำนวนมากไม่ว่าอะไรเลย

พ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกทำสิ่งเหล่านี้ สะท้อนความไม่เคารพคนอื่น ไม่อธิบายให้ลูกฟังว่า สิ่งที่ทำนั้นรบกวนชาวบ้านอย่างไร ละเมิดสิทธิคนอื่นอย่างไร มีหน้าที่ต่อคนอื่น ต่อส่วนรวมอย่างไร ยังมีพ่อแม่อีกหลายคนที่ไม่สอนลูกให้เข้าคิว ไม่แย่งคนอื่นเข้าลิฟท์ ซื้อตั๋ว ซื้อของ เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิ”

ถ้าไม่มีวินัยที่บ้าน ก็จะไม่มีวินัยในที่สาธารณะหรือที่ไหน จะไม่เคารพกฎจราจร ไม่เคารพกฎหมาย กลายเป็นปัญหาสังคมโลกแตกเพราะขาดวินัย ไม่เคารพคนอื่น ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

ในสังคมใหญ่ ประชาธิปไตยไทยล้มลุกคลุกคลานมา ๘๐ กว่าปี สะท้อนให้เห็นถึงระดับ “วินัย” ของคนและ “ความไม่เป็นธรรม” ของระบบโครงสร้างได้เป็นอย่างดี ทำให้เกิดการเอาเปรียบ การผูกขาด ไม่เคารพสิทธิของคนอื่นที่ควรได้โอกาสและส่วนแบ่งที่เป็นธรรมในสังคม

กฎหมายต่างๆ ที่ออกมาก็ล้วนแต่เพื่อการรักษาอำนาจรัฐมากกว่าการรับรองสิทธิของประชาชนแบบในสังคมประชาธิปไตย ที่เมืองไทยยังเป็นเหมือนบอนไซ ไม้ในกระถาง

ลูกหลานเกิดมาในครอบครัวที่ไม่สอนให้เคารพตนเองเคารพคนอื่น ในสังคมที่รัฐเรียกร้องให้คนเคารพกฎหมาย เคารพอำนาจรัฐ แต่รัฐไม่เคารพประชาชน ไม่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชน ปล่อยให้มีระบบโครงสร้างที่สร้างความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม บ้านเมืองถึงได้สับสนวุ่นวายและไม่เป็นประชาธิปไตย (จริงๆ)

สยามรัฐรายวัน 1 พฤษภาคม 2562

ไม่ทราบว่า “ไม้ต่อแห่งการแบ่งปัน” เป็นสำนวนของนักเขียนหรือนักปราชญ์คนใด แต่ผมได้ยินวลีที่งดงามและไพเราะนี้จากปากของคุณกองศักดิ์ จันทะศรี คนขาย “ขนมปังเทวดา” ในรายการสามัญชนคนไทย – น้ำใจสามัญชน ของคุณมาโนช พุฒตาล ทางไทยพีบีเอส

            เรื่องราวของคุณสมชาย หรือกองศักดิ์ จันทะศรี เป็นที่รู้จักแพร่หลายในสื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากที่เขาแจกขนมปังเด็ก คนชรา คนพิการ หญิงมีครรภ์ คนยากไร้ คนเจ็บป่วย ให้คนละ ๓ ก้อน ซึ่งปกติเขาขายก้อนละ ๗ บาท ๓ ก้อน ๒๐ บาท

            ชีวิตจริงของเขายิ่งกว่าหนังละคร สื่อถามว่า อะไรที่ทำให้เขาทำเช่นนั้น เขาบอกว่า เพราะเขาเคยหิวมาก่อน เคยอดอยาก ขนาดเคยแย่งเป็ดกินลูกตาลแก่ที่คนอื่นเขาทิ้งเพราะแข็งเกินไป

            ที่สำคัญ เขาเคยทำมาหากินมาหลายอย่าง มีปัญหาอุปสรรคมากมาย ล้มเหลว จึงไปหาความสงบที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งที่สระบุรี “ทำให้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ของเรา เจออะไรพิจารณาธรรมไปหมด”

            สิ่งที่ผมทำ ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ แต่อยากแบ่งปันความสุข ขนมปังสามสี่ชิ้น ไม่ได้อิ่มอะไรมากมาย แต่เป็นกำลังใจให้กันได้ เขาบอกว่า คนให้กับคนรับยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุข แค่นี้ก็พียงพอแล้ว

            นักธุรกิจคงบอกว่า นี่เป็นสุดยอดกลยุทธการตลาดอันหนึ่ง ซึ่งคงไม่มีใครกล้าหาญทำได้ขนาดนี้ อย่างมากก็แจกให้ลองเท่านั้น แต่นี่คุณพี่สมชายแกทำมาน่าจะเกือบ ๑๐ ปีแล้ว ยังทำต่อเนื่องทุกวัน มีคนมารอรับแจกก็มี ที่ไม่กล้าเข้ามาแกก็เรียก ถ้าเห็นหน้าตาซีดเซียวเพราะหิวข้าวหรือเจ็บป่วย หรืออายุมาก

            นอกนั้น คุณสมชายยังซื้อกล้วยเป็นหวีหรือเป็นเครือมาแขวนไว้แจกอีกด้วย เป็นภาพที่งดงามของการส่งเสริมสุขภาพ เพราะกล้วยคือสุดยอดผลไม้ที่ให้คุณค่าที่หาได้ง่าย แต่คนมองข้าม เขายังยินดีสอนการทำขนมปังสังขยาให้ฟรีอีกด้วย

            คุณสมชายออกทีวี ออกสื่อ มีคนชื่นชมและสมทบทุนสนับสนุนเขา ทั้งโอนเงินให้ ทั้งเอาไปให้ถึงรถเข็น แต่คงไม่ถึงกับให้เขาร่ำรวยอะไร แต่ก็เป็นการร่วมทำบุญ ที่เขาเรียกว่า “ส่งไม้ต่อแห่งการแบ่งปัน”

            คุณมาโนชถามว่าทำไมทำมานานแล้วยังทำอยู่ เขาบอกว่า “ผมศรัทธาในสิ่งที่ทำ เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ อยากให้โลกมีการแบ่งปันกัน”

            ทำให้คิดถึงคุณแม่เทเรซา แห่งกัลกัตตา ที่ศาสนจักรคาทอลิกได้ยกย่องประกาศให้เป็นนักบุญเมื่อไม่นานนี้ ท่านตั้งคณะนักบวชหญิง ไปทำงานช่วยเหลือคนจน คนยากไร้ ที่เจ็บไข้ได้ป่วยและตายข้างถนนในเมืองใหญ่ๆ ในอินเดีย

            มีคนวิจารณ์ว่า ท่านน่าจะไปเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียแก้ปัญหาระบบโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรมมากกว่า จะได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจนที่ต้นเหตุ ท่านตอบว่า ที่ท่านทำนั้น “เพียงต้องการให้คนที่กำลลังจะตายรู้ว่า ยังมีคนที่รักเขาอยู่” แล้วท่านก็สอนสมาชิกในคณะของท่านว่า “เราไม่ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่เราทำเรื่องเล็กๆ ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ต่างหาก”

            นี่คือความงามของ “จิตอาสา” ที่เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ เพราะมาจาก “หัวใจ” ที่ต้องการให้คนอื่นมีความสุข เป็นจิตอาสาที่ออกมาได้ทุกรูปแบบ ไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะสิ่งที่มาจากหัวใจนั้น ยิ่งใหญ่เสมอ อยู่อีกมิติหนึ่งที่วัดด้วยมาตรมนุษย์ธรรมดาไม่ได้ อย่าง “ขนมปังเทวดา” มาจากใจ จึงสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน

            เช่นเดียวกับจิตอาสาอีก ๒ กรณีที่คุณมาโนชนำมาเสนอในรายการ “น้ำใจสามัญชน” คือ “แท็กซี่อุ้มบุญ” สุวรรณฉัตร พรหมชาติ ที่ผู้คนคุ้นเคยพอสมควร เขาให้บริการพระ เณร คนพิการ คนป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ไปหาหมอ ไปโรงพยาบาลฟรี กับนักดนตรีเปิดหมวกที่ไปเล่นดนตรีให้คนพิการฟังทุกอาทิตย์

            คำว่า “น้ำใจ” ในภาษาไทย เป็นคำที่สวยงาม สะท้อนจิตใจหรือเบื้องลึกของหัวใจของคนไทยได้เป็นอย่างดี ใช้คำนี้เมื่อไร ไม่ต้องมีคำอธิบายอื่นประกอบก็รู้สึกได้

            คงเป็น “น้ำใจ” นี้ที่เชื่อมโยงผู้คนให้อยู่ร่วมกันมานับร้อยนับพันปี เป็นครอบครัว ชุมชน เป็นสังคมใหญ่ เป็นประเทศชาติ ไม่ให้แตกสลาย ล่มสลาย เพราะน้ำใจทำให้คนแบ่งปัน เห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ผูกขาดคนเดียว ไม่เอาเปรียบคนอื่น ไม่เอาเปรียบธรรมชาติ แบ่งปันแม้แต้กับพืช สัตว์ สรรพสิ่ง

            สื่อมวลชนมักเสนอแต่เรื่องร้ายๆ นานทีจะเรื่องดีๆ เพียง “กระสายยา” ทั้งๆ ที่เรื่องราวของสามัญชนอย่างที่คุณมาดนชนำเสนอ ซึ่งมีอะไรดีๆ ที่น่าเรียนรู้ มีมากมาย แต่ไม่เป็นข่าว เหมือน “ไม้ล้มต้นเดียว ดังกว่าป่าทั้งป่าเติบโต” ตามภาษิตอินเดีย

            หรือไม่ก็มีแต่ข่าวคนดัง ดารา นักร้อง ทั้งๆ ที่ “โลกนี้มิได้อยู่ด้วย มณี เดียวนา ทรายและสิ่งอื่นมี ส่วนสร้าง” อย่างที่ท่านอังคารว่า

            ในโลกยุคดิจิทอล สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ของคนเล็กๆ อาจจะกลายเป็น “ลูกโซ่นิวเคลียร์” ที่ระเบิดไปทั่วโลกด้วยโซเชียลมีเดีย และมีส่วนสำคัญที่ทำให้โลกน่าอยู่และเย็นลง ช่วยกันนำเสนอเรื่องราวดีๆ เพื่อ “ส่งไม้ต่อแห่งการแบ่งปัน” ความสุขนี้เถิด