phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 19 กรกฎาคม 2560

คนส่วนใหญ่อาจคาดไม่ถึงว่า เศรษฐกิจนอกระบบมีสัดส่วนกว่าหนึ่งในสามของระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะพูดถึงเศรษฐกิจก็คิดถึงกิจการระดับชาติและข้ามชาติ ขายอาหารขายเครื่องดื่ม คิดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่การเงินการธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทก่อสร้างที่รับเหมาทีเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน

ใครจะไปคิดว่า คนขายของบนทางเท้า หาบแร่แผงลอย ตลาดนัด พวงมาลัยตามสี่แยก ของกินของใช้ ข้าวต้มขนมต่างๆ จากชุมชนแออัด ร้านอาหารตามสั่งหลังคามุงจาก ร้านเพิงหมาแหงนข้างถนน กลุ่มคนเล็กๆ ที่รับเหมาก่อสร้างงานช่วง ฯลฯ รวมกันแล้วจะมีปริมาณมากมายขนาดนั้น

อยากประเมินความสำคัญของเศรษฐกิจนอกระบบลองพิจารณาผลกระทบเรื่อง “แรงงานต่างด้าว” ที่เพิ่งเกิดขึ้นก็ได้ ส่วนใหญ่อยู่ในภาค “นอกระบบ” ที่ได้รับผลกระทบมาก ส่งผลกระเทือนไปถึงเศรษฐกิจโดยรวม ทุกวันนี้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศน่าจะมาจากเศรษฐกิจ “นอกระบบ” ที่อ่อนกำลัง

มีคนที่สะกิดให้ทั่วโลกสนใจเรื่อง “เศรษฐกิจนอกระบบ” ชื่อ แอร์นันโด เด โซโต ซึ่งหลายปีก่อนเขียนหนังสือโด่งดังชื่อ “ความเร้นลับของทุน” (The Mystery of Capital)  เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู ผู้อำนวยการสถาบันอิสรภาพและประชาธิปไตย รับงานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและรัฐบาลหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทยสมัยรัฐบาลทักษิณ

ยุคนั้นคนไทยได้รู้จักนโยบาย “แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน” เป็นครั้งแรก ซึ่งปรับทัศนคติของคนเกี่ยวกับ “ทุน”  คำหลักที่ เด โซโต ใช้อธิบายความแตกต่างของประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาว่าอยู่ที่แนวคิดเรื่อง “สิทธิในสินทรัพย์” ที่แปรเป็นทุนได้นี่เอง

ในยุครัฐบาลทักษิณ แนวคิดนี้ทำให้คนในเศรษฐกิจนอกระบบเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น สามารถเอา “บาทวิถี” ไปขอกู้เงินจากธนาคารได้ เอา “แผง” ขายผักขายปลาในตลาดไปกู้เงินในระบบได้ แม้ว่าทั้งบาทวิถีและแผงในตลาดก็ไม่ใช่ของตนเอง แต่มีคุณค่าและอยู่ในบริบทที่ทำให้เกิดมูลค่าได้

ประเด็นอยู่ที่ว่า จะส่งเสริมเศรษฐกิจนอกระบบอย่างไรให้เติบโตจนเข้าสู่ระบบได้ในที่สุด หาความลงตัว ความสมดุลระหว่างการจัดระเบียบทางเท้า สุขอนามัยของกทม. กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมร้านอาหารริมถนนที่ได้รับการยกย่องจาก CNN ว่ายอดเยี่ยมที่สุดในโลก

ส่งเสริมร้านอาหารที่ถนนข้าวสาร เยาวราชหรือที่อื่นๆ อีกหลายแห่งที่กำลังตามมา รวมทั้งในเมืองใหญ่ๆ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทำอย่างไรให้คนที่หาบแร่แผงลอยจริงๆ มีโอกาสได้ขายของได้ด้วย เพราะถึงเข้าแหล่งทุนได้ ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงสอนให้จับปลา แต่ให้โอกาสจับปลาด้วย

ใครไปตลาดน้ำอัมพวาสุดสัปดาห์จะเห็น “เศรษฐกิจนอกระบบ” ได้อย่างชัดเจน เป็นตลาดไทยๆ ที่มีของกินของใช้ราคาไม่แพง ที่ชาวบ้านเอามาขายเอง เช่นเดียวกับที่สามชุก ที่เชียงคาน และอีกหลายแห่งที่สืบทอดวัฒนธรรมและวิถีชุมชนดั้งเดิมได้อย่างมีพลัง

หลายปีก่อน คุณวิวัฒน์ เชาวนสมบูรณ์ นายกเทศมนตรีหนองบัวระเหว ชัยภูมิ มีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนแบบครบวงจร เริ่มจากการส่งเสริมการศึกษา ให้ผู้นำชุมชนเรียนใน “โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต” จนจบหลายร้อยคน เป็นผู้นำในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นให้พึ่งพาตนเอง

นายกฯ เองลงมือทำเกษตรผสมผสานด้วยตนเองในพื้นที่ 4 ไร่ ส่งเสริมให้ผู้คนนำผักผลไม้จากสวนจากนามาขายที่ตลาดเทศบาล แม้แต่ผักกำสองกำก็นำมาขายได้โดยไม่ต้องเสียค่าที่ค่าแผง เป็นแรงจูงใจให้คนเฒ่าคนแก่ปลูกผักและนำที่เหลือกินในสวนมาขาย เป็นการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ มีเงินไปซื้อข้าวของในตลาดติดไม้ติดมือกลับบ้านบ้าง

ที่บ้านสำโรง-ตะคร้อ ตำบลพรสำราญ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ มีการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง ชาวบ้านลงมือปลูกผักกินเองแทบทุกครัวเรือน เหลือกินก็นำมารวมกันให้คนเฒ่าคนแก่มาช่วยกันแบ่งเป็นมัดเล็กๆ มีรายได้คนละ 30-40 บาท วันหนึ่งทำได้ 2,000-3000 มัด นำไปขายที่ตลาดเทศบาลบุรีรัมย์ ที่ผู้ว่าฯช่วยจัดหาที่ให้ ก่อนนี้ขายมัดละ 1 บาท ตอนนี้ขาย 3 มัด 5 บาท ขายดี เพราะราคาถูกและปลอดสารเคมี

เศรษฐกิจชุมชนส่วนใหญ่เป็นเศรษฐกิจนอกระบบ มีศักยภาพที่จะพัฒนาได้สูงมาก ปัญหาชุมชนไม่ใช่เพราะจนทรัพยากร จนแรงงาน หรือจนเงิน แต่จนปัญญา ขาดการเรียนรู้ การส่งเสริมให้ทำทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ตั้งแต่ผลิตไปถึงขาย ไม่ใช่ได้แต่ผลิต แต่ขายไม่เป็น ความจริง ใช้สมาร์ทโฟนเป็นก็ขายทางไอทีได้ ลูกหลานเรียนมัธยมอุดมศึกษา ช่วยทำเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ก็ควรกลับไปไถนา

ปัญหาเหล่านี้จะลดน้อยและมีทางออกถ้าชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ร่วมกันหาทางออก คนที่คิดเป็นคงไม่มีแต่นักธุรกิจหรือเจ้าสัว และคนที่ทำเป็นไม่ได้มีแต่ “ประชารัฐ” เพราะศักยภาพและทุนของชาวบ้านและชุมชนวันนี้ ไม่มี “ความเร้นลับ” อะไรอีกแล้ว อยู่ที่ว่าฝ่ายนโยบายมองเห็นหรือไม่เท่านั้น

สยามรัฐรายวัน 12 กรกฎาคม 2560

แทนที่โรงเรียนจะสร้างคน ให้ความรู้ให้ปัญญา บางแห่งกลับเป็นที่บ่มเพาะความรุนแรง เป็นข้อพิสูจน์ว่า สถานที่ใด สังคมใดใช้อำนาจมาก ก็ย่อมเกิดความรุนแรงมาก ทั้งจากผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ เพราะแรงกดมาก ปฏิกิริยากลับมาก็มาก

                เรื่องครูตีเด็กเป็นข่าวบ่อย โดยเฉพาะที่ตีแบบรุนแรงจนหลังลาย และไม่มีเหตุผลอะไรไปกว่าการหยิบปากกาจากโต๊ะครู เป็นข่าวใหญ่เพราะสังคมออนไลน์ไม่ปรานีใคร เรื่องแบบนี้แพร่กระจายเป็นไวรัส และก็ตามเคย พอเป็นข่าว ผู้บริหารการศึกษาก็รีบไปที่เกิดเหตุ ไปเยี่ยมครอบครัว เอาเงินไปให้ หน่วยงานราชการอื่นก็เฮกันไปด้วย เพราะได้ออกสื่อ เป็นข่าว ถามว่า “มีหน่วยงานเหล่านี้ไว้ทำไม”

                ปฏิรูปการศึกษาเกิดได้ถ้าทำที่ฐานราก ปรับเปลี่ยนสังคมอำนาจมาเป็นสังคมที่เน้นความสัมพันธ์ที่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคนอย่างเท่าเทียม เสมอภาค ไม่ใช่สังคมแบ่งฐานะ ที่ถอนรากเหง้าความสัมพันธ์ฉันพี่น้องในสังคมเกษตรไปสู่ความสัมพันธ์แบบอุตสาหกรรม ที่ทำให้โรงเรียนเป็นโรงงาน นักเรียนเป็นเพียงผลผลิตโหลๆ ไร้จิตวิญญาณ จึงถูกกระทำเหมือนเป็นวัตถุสิ่งของ

                ปฏิรูปการศึกษาเริ่มจากปฏิรูปความสัมพันธ์ครูนักเรียน ถ้าครูไม่รู้จักเด็กนักเรียนของตนเอง ไม่รู้ว่าที่บ้านเป็นอย่างไร พ่อแม่ยังอยู่ด้วยกันหรือแยกกัน อยู่กับตากับยายหรือเปล่า ยากจนข้นแค้นแค่ไหน ทำไมมาโรงเรียนสาย ทำไมไม่มีปากกาดินสอ ไม่รู้จักเด็กในฐานะที่เป็น “คน” ก็จะจัดการแบบ “วัตถุ”

สยามรัฐรายวัน 5 กรกฎาคม 2560

มีคำโหญ่หรือคำโต (jargon) ถูกนำมาใช้ในระยะหลังๆ นี้บ่อย เช่น “โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” ซึ่งก็ใช้มาหลายปีแล้วโดยเฉพาะจาก “สภาพัฒน์ฯ” แต่ไม่แพร่หลาย เป็นคำที่ดีถ้ามีการอธิบายให้เข้าใจง่ายพร้อมแนวทางการทำให้โครงสร้างนี้เกิดและแข็งแรง

          ถ้าจะบอกว่า ปัญหาหนี้สินของประชาชน ปัญหาความรุนแรง ปัญหาการโกงกินหรือคอร์รัปชั่นในแทบทุกวงการล้วนมาจากรากฐานที่อ่อนแอของสังคมก็คงไม่ผิด เพราะเป็นสังคมที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่ไม่แข็งแรง รับน้ำหนักแรงกระเทือนจากการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ เหมือนถนนที่ทำไม่ได้มาตรฐาน เป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นอุปสรรคต่อการสัญจรไปมา

          คุณหมอประเวศ วะสีบอกว่า “สังคมไทยอ่อนแอทางปัญญา มีความรู้น้อย ใช้ระบบอำนาจเป็นใหญ่เนื่องจากขาดความรู้ เช่น ระบบราชการ คือ ตัวแทนขององค์กรเชิงอำนาจ มีแต่เน้นกฎหมาย ระเบียบ การสั่งการและการควบคุม ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะสังคมไทยปัจจุบันมีปัญหาที่ซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขมากขึ้น”

สยามรัฐรายวัน 21 มิถุนายน 2560

ลำไย ไหทองคำ โชคดีที่ได้คนระดับนายกรัฐมนตรีช่วยโปรโมต ดังอยู่แล้วเลยดังขึ้นไปอีก ทั้งๆ ที่เรื่องราวของเธอก็ไม่ได้แตกต่างไปจากนักร้องอีกหลายคนเท่าใดนัก ที่แต่งตัว ร้องเต้นบนเวทีวงดนตรีลูกทุ่ง หมอลำซิ่งในงานต่างๆ ซึ่งก็นุ่งห่มพอๆ กัน พูดจาตลกโปกฮาสองง่ามสามแง่เช่นเดียวกัน

                คำหลักของเรื่องทั้งหมดนี้อยู่ที่คำว่า “เพศ” ซึ่งเป็นเรื่อง “ต้องห้าม” ภาษาอีสานเรียกว่า “คะลำ”  ภาษามานุษยวิทยาที่ยืมมาจากฟิจิและตองก้าในหมู่เกาะทะเลใต้เรียกว่า “ตาบู” (taboo)

                เมื่อเป็นเรื่องต้องห้ามตามประเพณีก็ทำให้เกิดความเครียด เป็นความกดดันทางวัฒนธรรมที่ต้องหาทางออก ทางระบายออกมาทาง “ศิลปะ” พื้นบ้านที่สร้างความสุขสนุกสนานต่างๆ อย่างลิเก หมอลำ เพลงฉ่อย เพลงอีแซว หนังตะลุง จิตรกรรม สถาปัตยกรรม

คำที่ควรเลิก

Wednesday, 14 June 2017 15:35 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 14 มิถุนายน 2560

สังคมไทยชอบใช้คำว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ถ้าไปดูประเทศพัฒนาอื่นๆ จะพบคำนี้น้อยมากหรือแทบจะไม่ใช้กันเลย เขารู้ว่าสิทธิและหน้าที่ของประชาชนคืออะไร ขณะที่ประเทศไทยคนมีอำนาจ “มีสิทธิ” และประชาชนคนทั่วไป “มีหน้าที่”

                คนมีสิทธิก็ออกฏหมาย กฎระเบียบต่างๆ ทำแผนงาน โครงการ และให้ “ประชาชนมีส่วนร่วม” ให้มีส่วนร่วมด้วย “การทำประชาคม” โดยระดมคนมาประชุมกันสักชั่วโมงแล้วยกมือเห็นด้วยไม่เห็นด้วย หรือทำประชาพิจารณ์แบบจัดตั้ง แบบหลอกๆ ในหลายกรณี (แล้วอธิบายด้วยทฤษฎีมีส่วนร่วมน่าเชื่อถือว่า ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ ร่วมรับผลประโยชน์ บลา บลา บลา )

                เป็นเวลานานมากแล้วที่เราใช้คำว่า “คืนอำนาจให้ประชาชน” จนเบื่อที่จะพูด เพราะถูกบิดเบือนให้กลายเป็นคำอธิบายประชาธิปไตยที่หมายถึงแต่เพียงการไปเลือกตั้ง แต่ 30 กว่าปีก่อนเริ่มมีการขยายความว่า “คืนการศึกษาให้ประชาชน” “คืนสุขภาพให้ประชาชน” “คืนการพัฒนาให้ประชาชน”

ทางอีศาน มิถุนายน 2560

ปี 2559 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวประมาณ 32 ล้านคน ว่ากันว่าไม่กี่ปีข้างหน้าน่าจะถึง 60 ล้านคน ขึ้นไปอยู่แถวๆ หน้าของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก

โลกเปลี่ยนไป ทำให้ “ใครๆ ก็บินได้” ข้อมูลข่าวสารมากมาย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการเข้าถึงโดยมือถือ ทำให้ใครๆ ก็อยากเดินทางท่องเที่ยว คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศเมื่อปี 2559 ประมาณ 6-7 ล้านคน ใช้เงินไปเกือบ 200,000 ล้านบาท และท่องเที่ยวในประเทศเองอีกกว่า 10 ล้านคน

          เมื่อต้นปี ซีเอ็นเอ็นยกให้ภาคอีสานเป็น 1 ใน 17 สถานที่จากทั่วโลกที่น่าเที่ยวที่สุดในปี 2560 นี้ ยกให้ข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างเป็นอาหารที่น่าลองชิม

ไม่แปลกใจเท่าไรที่ต่างประเทศสนใจไปเที่ยวอีสานมากขึ้น เพราะแนวโน้มการท่องเที่ยวโลกวันนี้เป็นการไปสัมผัสกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดถ่ายทอดกันมายาวนานทางโบราณวัตถุ สถาปัตยกรรมและจารีตประเพณีวิถีชุมชน ซึ่งอีสานมีทุกอย่างเหล่านี้

สยามรัฐ  7 มิถุนายน 2560

คิดแบบชาวบ้านธรรมดา  อเมริกาถอนตัวจากข้อตกลงปารีสเกี่ยวกับ “โลกร้อน” คนที่จะได้รับผลกระทบทางลบโดยตรงก่อนใครคงเป็นคนอเมริกันกระมัง เพราะก่อนที่ฝุ่นละอองหมอกควันและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลอยขึ้นไปสู่อวกาศ คนอเมริกันก็สูดดมเข้าไปแล้วเท่าไร เพราะร้อยละ 15 ของมลพิษทั้งหมดของโลกถูกปล่อยจากอเมริกา

                ก่อนที่อเมริกาจะ “ส่งออกความตาย” ไปยังประเทศอื่นอย่างอาหารขยะ บุหรี่ เหล้า คนอเมริกันก็บริโภคสิ่งเหล่านี้เข้าไปจนกลายเป็นประเทศที่มีปัญหาสารพัดโรค คนกว่าสองในสามน้ำหนักเกิน หนึ่งในสามเป็นโรคอ้วน พร้อมกับโรคหัวใจ เบาหวาน เส้นเลือดตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต

                อาหารขยะเต็มไปด้วยไขมัน เกลือ น้ำตาล รวมทั้งไขมันทรานส์ (transfat) หรือไขมันกลายรูปที่ผู้บริโภคอเมริกันรวมตัวกันต่อต้านจนสามารถออกกฎหมายห้ามในหลายมลรัฐ แต่อเมริกาก็กลับส่งอาหารในรูปขนมกรุปกรอบ ช็อคโกเลตที่มีไขมันทรานส์เกินขีดอันตรายไปขายทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศด้อยพัฒนา กำลังพัฒนาที่ไม่มีกฎหมายห้ามเรื่องนี้

                มีการฟ้องร้องบริษัทบุหรี่ในสหรัฐ แต่นักการเมืองอเมริกันเองที่ไปล็อบบี้ประเทศต่างๆ บังคับแกมขอร้องให้นำเข้าบุหรี่อเมริกัน อ้างนิติรัฐนิติธรรมในประเทศ แต่ไม่ใช้มาตรฐานเดียวกับประเทศอื่น

สยามรัฐ 31 พฤษภาคม 2560

หลายปีก่อน คงจำกันได้ว่า การแก้ปัญหาหนูระบาด ทำลายข้าวชาวนา ทางราชการใช้วิธีประกาศซื้อหนูจากชาวบ้าน หางละเท่าไรจำไม่ได้ แต่ได้ผล เพราะหนูหมดไปจากนา

                หลายปีก่อน รัฐบาลอยากให้คนหันมาใช้น้ำมันไรสารตะกั่ว ก็ทำให้ราคาน้ำมันไร้สารตะกั่วถูกกว่าน้ำมันเบนซินธรรมดาอื่นๆ จนคนหันมาใช้น้ำมันไร้สารกันในที่สุด

                มีคนเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาผักตบชวาที่เต็มแม่น้ำลำคลองหลายล้านตันด้วยวีธีการคล้ายกัน คือซื้อผักตบชวาจากชาวบ้าน เพราะที่มอบหมายให้หน่วยงานราชการต่างๆ ไปกำจัดผักตบชวาปรากฎว่าไม่สำเร็จและได้ผลน้อย เห็นแต่จะจัดสรรงบประมาณมากขึ้นๆ แต่คงไล่ตามผักตบไม่ทัน

                ตัวเลขผักตบจริงๆ เหลืออยู่เท่าไรไม่แน่ใจ สมมุติว่าซื้อจากชาวบ้านกิโลกรัมละ 50 สตางค์ ใครนำผักตบมาขายให้หลวง 1 ตันก็จะได้เงิน 500 บาท ก็น่าจะมีคนสนใจหารายได้พิเศษ อาจจะใช้งบประมาณมากกว่าที่ให้หน่วยงานราชการวันนี้ แต่แม้แต่ “แจกฟรี” ให้คนจนยังทำได้ นี่ก็เป็นวิธีหนึ่งเพื่อช่วยคนจน

สยามรัฐรายวัน 24 พฤษภาคม 2560

คงไม่ใช่เพียงเพราะมีภรรยาเป็นอดีตครูวรรณคดีฝรั่งเศสและเคยสอนตนเองที่ทำให้ภาษาของนายมาครง ประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศสมีสีสันอย่างพิเศษกว่าคนอื่น แต่น่าจะเป็นเพราะวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่นและเจตจำนงของนายมาครงเองมากกว่า

                ตั่งแต่การรณรงค์หาเสียงแล้วที่นายมาครงใช้ภาษาที่สะท้อนแนวคิดที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงไม่เพียงแต่บางเรื่องบางประเด็น แต่เปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศเลยทีเดียว นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่า อาจเป็นเพราะความเป็นคนหนุ่มอายุเพียง 39 ปีที่เปี่ยมไปด้วยพลังก็เป็นได้ ขณะที่ฝ่ายตรงกันข้าม โดยเฉพาะกลุ่มขวาจัดมองว่าเป็นแค่การตีฝีปาก เอาเข้าจริงก็จะทำอะไรไม่ได้พอๆ กับรัฐบาลก่อนนี้

                ในวันปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายมาครงใช้ภาษาที่เต็มไปด้วยคำว่า “re” ในภาษาฝรั่งสายละตินคำที่ขึ้นต้นแบบนี้ (prefix) มักเป็นการทำใหม่ การเปลี่ยนแปลง เขาใช้คำว่า “re-formulate” “re-invent” “re-mould” “re-juvenate” “re-launch” และ “re-naissance.”

สยามรัฐรายวัน 17 พฤษภาคม 2560

ชัยชนะของนายมาครง ประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศส เป็นปรากฎการณ์ทางการเมืองที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ไม่ใช่แต่ที่ยุโรป แต่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

                คนฝรั่งเศส เช่นเดียวกับคนทั่วโลกเบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิมๆ พรรคการเมืองเดิมๆ สัญญาเดิมๆ แต่ทำไม่ได้ เวียนว่ายในวังวนน้ำเน่าของแนวทางแก้ปัญหาที่ล้มเหลว  การฉ้อฉลกลโกงอำนาจและงบประมาณแบบไม่เห็นหัวประชาชนคนเสียภาษี

                นายมาครงเคยเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจจนถึงปีที่แล้ว ลาออก และก่อตั้งขบวนการทางการเมืองชื่อว่า En Marche และเตรียมตัวสมัครเป็นประธานาธิบดีขณะที่อายุเพียง 39 ปี โดยแทบจะไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองแบบเดิมๆ เลยก็ว่าได้ เพราะไม่เคยสมัครรับเลือกตั้งใดๆ มาก่อน

                แต่นายมาครง “ฟังเสียงประชาชน” ว่าพวกเขาต้องการอะไรจริงๆ และไม่ได้คิดเอาเอง แต่ส่งคนไปเคาะประตูบ้าน 300,000 ที่ๆ เป็นตัวแทนของกลุ่มผู้คนต่างๆ ทั่วประเทศ และไม่ได้ไปแจกใบปลิว แต่ไปสัมภาษณ์เชิงลึก 25,000 คนๆ ละ 15 นาที แล้วเอาความคิดเห็นทั้งหมดมาประมวล