phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 27 กุมภาพันะ์ 2562

ภาษาเกลียดชัง (hate speech) สร้างความแตกแยก ความขัดแย้ง ความรุนแรง และอาชญากรรม ในหลายประเทศจึงมีการตรากฎหมายและโทษทางอาญา

ภาษาเกลียดชัง (hate speech) เป็นพี่น้องท้องเดียวกับการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้เกลียดชัง (hate propaganda) ซึ่งมีอุดมการณ์หนุนหลัง มีพลังล้างผลาญรุนแรง อย่างนาซีเยอรมันที่ฆ่ายิวไป 6 ล้านคน ฆ่ากันเองในรวันดาเมื่อปี 1994 เพียง 3 เดือนเกือบล้านคน เพราะการปลุกระดมโหมไฟแห่งความโกรธ เกลียด เคียดแค้นระหว่างคนสองเผ่า

            ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาษาและโฆษณาให้เกลียดชังกันระหว่างเผ่าพันธุ์ที่ยูโกสลาเวีย เกิดสงครามที่ทำให้คนตายไป 140,000 คน พลัดถิ่น 4 ล้านคน ยูโกสลาเวียแตกออกเป็น 7 ประเทศ

หรือโฆษณาชวนเชื่อของทั้งค่ายคอมมิวนิสท์และเสรีประชาธิปไตยในยุคสงครามเย็น ที่สาดโคลน ใส่ร้ายป้ายสี ทำให้เกลียดกลัวมนุษย์ดัวยกัน (xenophobia) เห็นเป็นผีห่าซาตาน ผู้สูงวัยวันนี้ถ้าอยู่บ้านนอก ตอนเป็นเด็กคงเคยดูหนังขายยากลางแปลง น่าจะจำหนังสารคดีที่เขาฉายก่อนหนังเรื่องได้ เป็นของยูซิสที่ทำให้เห็นว่า คอมมิวนิสท์ไม่ใช่คน แต่เป็นผีร้ายที่จะต้องกำจัด

การสื่อสารภาษาเกลียดชังใช้ทุกช่องทาง โดยเฉพาะทางสื่อที่ถึงมวลชนกว้างไกล ได้ยินได้ฟังกรอกหูทุกวัน ที่สุดก็เชื่อว่าจริง เหมือนคนที่ใช้วิทยุชุมชนหลายพันสถานีทั่วประเทศไทยไม่กี่ปีก่อน ชาวบ้านฟังจนติด ฟังจนเชื่อ แม้ว่าเรื่องราวที่พูดกันจะจริงบ้างเท็จบ้าง มีการไส่ร้ายป้ายสี

และคงไม่มีใครปฏิเสธว่า ภาษาเกลียดชังที่ใช้กันทางสื่อวิทยุที่ว่านั้นมีส่วนในการปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงช่วง 6 ปีก่อนรัฐประหาร 2557

ย้อนไปก่อน 6 ตุลาฯ 2519 ภาษาและการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อความเกลียดชังทวีขึ้น เหตุการณ์ 6 ตุลาคือความรุนแรงและความโหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ประเทศที่ชอบอ้างว่ารักสันติ

สถานีวิทยุโทรทัศน์ โดยเฉพาะในกำกับทหาร คือ เครื่องมือสื่อสารและโฆษณาภาษาเกลียดชัง ปลุกระดมผู้คนให้เกลียดชังนักศึกษา ให้ขวาพิฆาตซ้าย ได้ยินเพลง “หนักแผ่นผดิน” ทุกวัน โดยเฉพาะทาง “วิทยุยานเกราะ”

ความรุนแรงของการปลุกระดมทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าเชื่ออย่างการแขวนคอนักศึกษาที่ต้นมะขาม สนามหลวง การทุบตี การที่มด้วยไม้ การเผายาง และอื่นๆ ที่รอดตายหลายพันคนก็หนีเข้าป่า และออกมาด้วยนโยบาย 66/23 ที่พูดกันด้วยภาษาแห่งสันติและการคืนดี

สังคมไทยไม่ควรอับอายกับเรื่องที่เกิดขึ้น ควรมีพิพิธภัณฑ์ถาวร ไม่ใช่แค่นิทรรศการชั่วคราว เพื่อเป็นบทเรียนให้คนรุ่นหลัง เพราะคนไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ก็จะทำให้เกิดซ้ำอีก ถ้าได้เรียนรู้จริง เพลง “หนักแผ่นดิน” ไม่น่าจะถลับมาในปี 2562 น่าจะถูกแบนไปนานแล้ว

เครื่องหมายอักษะของนาซีถูกแบนไม่ใช่เพียงจากเยอรมันและอิสราแอล แต่จากประชาคมโลก ไม่เช่นนั้นเจ้าชายแฮรี่คงไม่ถูกประณาม ทางสำนักพระราชวังอังกฤษต้องออกมาขอโทษที่เจ้าชายน้อยเอาเครื่องหมายต้องห้ามนี้ไปทำเล่นแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เช่นเดียวกับนักเรียนหญิงที่เชียงใหม่ที่ไม่รู้กาละเทศะ รวมทั้งนักร้องที่ไม่นานมานี้ต้องเร่ไปขอโทษถึงสถานทูตอิสราแอล แล้วเอาเพลง “หนักแผ่นดิน” มาเปิดอีกทำไมก็ไม่รู้ สะใจบางคนและปลุกระดมได้ก็จริง แต่สะเทือนใจไม่แต่ญาติผู้ตายในเหตุการณ์ 6 ตุลา เท่านั้น แต่คนไทยที่รักสันติทุกคน

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหประชาชาติได้ตั้ง คณะกรรมการกำจัดการแบ่งแยกทางเผ่าพันธุ์ (CERD) ซึ่งรวมไปถึงการเหยียดและแบ่งแยกเพราะสีผิว เผ่าพันธุ์ ศาสนา ความเชื่อ เชื้อชาติ อุดมการณ์

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การพิจารณาอาชญากรรมสงครามผู้นำเยอรมันที่ “ศาลนูแรมเบอร์ก” หนึ่งในผู้ที่ถูกตัดสินว่าทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คือ นาย Julius Streicher บรรณาธิการนิตยสาร Der Stuermer ที่ปลุกระดมการฆ่าล้างชาวยิว

ภาษาเกลียดชัง เป็นอคติที่ก่อให้เกิดความรุนแรง ทนไม่ได้ต่อความคิดเห็น ความเชื่อที่แตกต่าง แสดงออกแบบก้าวร้าวด้วยการอ้างความรักชาติ ซึ่งน่าจะเป็นความคลั่งชาติมากกว่า ต้องการรักษาสถานภาพ ผลประโยชน์และอำนาจของตนเอง

ไม่แบนเพลง “หนักแผ่นดิน” แต่ไปแบนหนังสือดีๆ หลายเล่มที่ประเทืองปัญญาอย่าง “ฟ้าบ่กั้น” ที่ถูกเก็บเรียบในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อปี 2504 และอีกมากมายหลายเล่มหลัง ๖ ตุลา

ฟ้าบ่กั้น ของ “ลาวคำหอม” พิมพ์ถึง 22 ครั้ง แปลออกไป 9 ภาษาทั่วโลก แสดงให้เห็นว่า เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ผู้คนให้การยกย่องยอมรับขนาดไหน หนังสือเล่มนี้ไม่ได้หนักแผ่นดิน แต่ “หนักใจ” คนมีอำนาจ

การใช้ภาษาเกลียดชัง (hate speech) วันนี้น่ากลัวมาก ระบาดไปทั่ว โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยถ้อยคำ ที่สะท้อนความเกลียดชัง และปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกแห่งความรุนแรง โหมไฟแห่งความแตกแยกและหายนะของบ้านเมือง

การวิจารณ์นั้นใช้สติปัญญา การด่าว่าใช้อารมณ์ความรู้สึก ภาษาเกลียดชังใช้อย่างหลังนี้ เป็นการพูดที่ขาดสติ ใช้แต่สัญชาติญาณดิบ ที่ตัดสินความขัดแย้งด้วยกำลังและความรุนแรง

สยามรัฐรายวัน 20 กุมภาพันธ์ 2562

อีสานมีพื้นที่เกษตรอยู่ 58 ล้านไร่ มีระบบชลประทาน 7 ล้านไร่ เท่ากับร้อยละ 12 ฝนตกภาคอีสานปีหนึ่งประมาณ 1,200 มิลลิเมตร สูงกว่าภาคกลาง แต่อีสานแล้ง ไม่มีระบบเก็บน้ำ

ภาคกลางตอนล่าง 19 จังหวัดมีพื้นที่เกษตรอยู่ 21 ล้านไร่ อยู่ในเขตชลประทาน 7 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 30 ส่วนใหญ่ทำนาได้ 2 ปี 5 ครั้ง อีสานบางพื้นที่ 5 ปี 2 ครั้ง

พื้นที่เกษตรของไทยอยู่ในเขตชลประทานร้อยละ 22 ขณะที่ของเวียดนามชลประทานครอบคลุมถึงร้อยละ 90 เวียดนามปลูกข้าวได้เฉลี่ยประมาณ 850 กิโลต่อไร่ ไทยได้ประมาณ 450 กิโล ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องน้ำอย่างเดียว แต่เรื่องนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม ที่เอาจริงเอาจังของเวียดนามด้วย

เวียดนามมีพื้นที่ทำนา 46 ล้านไร่ ได้ข้าว 26 ล้านตัน ไทยมีพื้นที่ 66 ล้านไร่ ได้ข้าว 20 ล้านต้น ทั้งๆ ที่เวียดนามโดนพายุทั้งไต้ฝุ่นทั้งดีแปรสชั่นปีหนึ่งไม่รู้กี่ลูก เป็นกันชนให้ไทย

แต่น้ำสำคัญที่สุด เพราะถ้าไม่มีน้ำจะทำการเกษตรได้อย่างไร การที่คนอีสานจากถิ่นฐานบ้านเกิดอพยพไปอยู่ภาคอื่นมากมาย สาเหตุสำคัญก็เพราะ “น้ำ” ไปหาพื้นที่ที่มีน้ำเพื่อทำการเพาะปลูก น้ำกินน้ำใช้หาไม่ได้ที่ภาคกลางก็ไปภาคเหนือภาคใต้จนมีหมู่บ้านคนอีสานหลายจังหวัด

ตั้งแต่ 2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม เกือบ 60 ปี ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การแก้ปัญหาน้ำในภาคอีสานถือว่าล้มเหลว ด้านหนึ่งก็มีความพยายามของกระทรวงต่างๆ ที่ตั้งงบลงไปพัฒนาแหล่งน้ำให้ชุมชน

เคยไปประเมินเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ที่รัฐไปสร้างสระ บ่อ อ่างเก็บน้ำ ได้ผลไม่ถึงร้อยละ 15 เพราะนั่งเทียนเขียนแผนเอาที่กรุงเทพฯ หรือไม่ข้าราชการในจังหวัดก็ลงไปชี้เอาว่าจะทำตรงไหน วันดีคืนดีหลายชุมชนก็เห็นอ่างน้ำผุดขึ้นกลางทุ่งกลางป่า ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากให้วัวควายไปกินน้ำอาบน้ำ

แล้วก็มีฝันกลางวันของนักการเมืองที่คิดการใหญ่ อยากได้เมกะโปรเจคต์เมื่อ 25 ปีก่อน วางแผนทำโครงการโขง-ชี-มูล โดยไม่มี “ข้อมูล” ที่เป็นผลของการวิจัยที่สร้างปัญญา และสร้างคุณค่า ได้แต่สร้างมูลค่าให้นักการเมืองที่หวังหัวคิวและคะแนนเสียง

พอเริ่มต้นก็เห็นผลความล้มเหลว ไม่กี่สิบกิโลเมตรที่ผันน้ำโขงจากหนองคายมาอุดรฯ ที่ทำเมื่อปี 2545 และมาประเมินเอาเมื่อปี 2559 ว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า ฝันสลายหลายแสนล้านของนักการเมืองที่บางกลุ่มวันๆ ได้แต่คิดโครงการใหญ่ สุดท้ายกินหัวคิวไม่เลือกที่ ได้เป็นถึงรัฐมนตรีแต่ติดคุก

ที่ประเมินกันหลังจากทำมาได้ 14 ปี คือ การฟังความคิดเห็นของประชาชน ถึงได้ข้อมูลที่เป็นข้อจริงไม่ใช่ข้อเท็จว่า ได้ไม่คุ้มเสีย แทนที่ชาวไร่ชาวนาจะได้ประโยชน์ กลับต้องสียค่าน้ำแพง อ้างว่าเป็นค่าไฟ เพราะต้องสูบน้ำ ไม่ได้ใช้แรงโน้มถ่วงของโลกช่วย คิดว่าอีสานแบนราบเหมือนภาคกลาง เอาโมเดลภาคกลางไปใช้โดยไม่มีการศึกษารายละเอียด

ภูมินิเวศของอีสานมีหลากหลายมาก เป็นเทิอกเขาภูพาน เทือกเขาพนมดังรัก เทิอกเขาเพชรบูรณ์ ภูมินิเวศที่เป็นแอ่ง ที่ราบลุ่มต่ำอย่างแอ่งโคราช แอ่งสกลนคร ริมน้ำสาขาน้อยใหญ่ เป็นป่าบุ่งป่าทาม กุด หนอง ที่ราบลอนคลื่นสลับโคกเนิน ป่าโคกในสภาพต่างๆ

แต่ละพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชที่แตกต่างกัน บางแห่งก็ต้องการแหล่งน้ำเพื่อการประมง ต้องคำนึงถึงระบบนิเวศทั้งบนดินและใต้ดิน ซึ่งมีวงจรของมัน ทำไม่ดีเกลือใต้ดินโผล่ขึ้นมาจนเค็มไปทั้งแผ่นดินอย่างที่เห็นในหลายจังหวัดจนทำการเพาะปลูกอะไรไม่ได้

ปัญหาน้ำที่อีสานเป็นเรื่องใหญ่มาก 38 หน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้มีพรบ.น้ำ 2561 และกำลังมีกฎหมายลูกต่างๆ ตามมา มีหน่วยงานใหม่กำกับนโยบายประสาน 38 หน่วยให้ปฏิบัติการแบบบูรณาการ ฟังดูก็ดี แต่จะเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่หรือไม่ก็คอยดู

แก้ปัญหาได้ 2 ระดับ โดยชุมชนเองเหมือนกรณี “ลิ่มทองโมเดล” ตำบลหนองโบสถ์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดว่า ภูมินิเวศของหมู่บ้านเป็นอย่างไร ปรากฎการณ์แล้งและท่วมจะแก้ไขอย่างไร จนที่สุดก็ทำได้ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ที่ให้ “วิชาการ” ที่สร้าง “ปัญญา” ได้จริง

หรือแนวทางการจัดการน้ำโดยฝายมีชีวิต ไม่ใช่เพราะได้โมเดลก็ไปปูพรมแบบไร้คุณภาพ รัฐบาลก่อนๆ ก็มีแผนไปทำ “ฝายแม้ว” เป็นหมื่นๆ แห่ง การเอาโมเดลไปปูพรม ไม่มีกระบวนการเรียนรู้ ไปสั่งให้ชาวบ้านทำ บทเรียนที่รัฐบาลจากส่วนกลางไม่เคยเรียนรู้ เพราะใช้แต่เงินกับอำนาจ

แก้ปัญหาระดับนโยบายต้องเกิดผลที่การปฏิบัติ พรบ.น้ำดีแค่ไหนก็อาจไม่ช่วย ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิด หรือ mindset ไม่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริง

ถ้ารัฐบาลใหม่ ส.ส. ใหม่มีวิสัยทัศน์เรื่องน้ำที่อีสาน จะสร้างฐานความรู้เพื่อให้เกิดปัญญา ส่งเสริมให้ทุนมหาวิทยาลัยทุกจังหวัดทำการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ อาจารย์กำลังตกงาน ชาวบ้านก็ทำวิจัยไทบ้านได้ ประชาสังคมร่วมมือกันทุกฝ่ายจะเกิดพลังมหาศาล

นักการเมืองรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องฝนแล้ง น้ำท่วม จะสร้างการเมืองใหม่ สังคมใหม่ได้ เพราะจะให้ชีวิตใหม่แก่ผู้คนจำนวนมาก ปีนี้คนมีญาณบางท่านบอกว่า แล้งหนักแน่นอน ปีหน้าท่วมหนักกว่าปี 2554 หลายเท่า ถึงไม่เชื่อก็ควรหาทางป้องกันแก้ไขอยู่ดี

รัฐบาล "ในฝัน"

Wednesday, 13 February 2019 09:17 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 13 กุมภาพันธ์ 2562

การเมืองไทยมองได้หลายมิติ หลายแง่หลายมุม ชั่วข้ามคืนก็พลิกได้ อย่างไรก็ขอมองเพียงจากแง่มุมของ “ชาวบ้าน” ว่าได้เห็นสิ่งที่เป็นอยู่และจะเป็นไป ความในใจ ความฝันที่อยากให้เป็นจริง

            สิบกว่าปีของความขัดแย้งทางการเมือง ห้าปีของการอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร ที่ชาวบ้านอดทนได้เพราะเบื่อหน่ายกับความข้ดแย้งที่นำมาซึ่งความรุนแรง การรบราฆ่าฟันนองเลือด แม้ว่าจะอดอยากมากกว่าเดิมเพราะปัญหาเศรษฐกิจเหมือนไม่ได้รับการแก้ไข ผู้คนส่วนใหญ่จนลง คนส่วนน้อยรวยขึ้น ความขัดแย้งแบ่งขั้วใน 5 ปีนี้ก็ไม่ได้ลดลง เพียงแต่ถูกกดเอาไว้ และอาจระเบิดออกมาอีก

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าชาวบ้านจำนวนมากจะดีใจ เหมือนได้ปลดปล่อยจากความกดดัน ฝันว่าจะก้าวข้ามความขัดแย้งแบ่งขั้วแบ่งสีกันเสียที ด้วยบารมีของผู้ที่อาจจะมาเป็นผู้นำแบบ “นารีขี่ม้าขาว” ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

            แต่เมื่อจะไม่เป็นไปตามนั้น รัฐบาลต่อไปต้องสรุปบทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ประชาชนมีความใฝฝันอะไร อยากเห็นอะไร ทำอย่างไรจะก้าวข้ามขั้วและความขัดแย้งต่างๆ ไปได้ รัฐบาลจะมีนโยบายให้เกิดความปรองดองได้อย่างไร จะทำให้เกิดสันติภาพบนแผ่นดินไทยนี้ได้อย่างไร

            ถ้ารัฐบาลเข้าใจเครื่องหมายแห่งกาลเวลา และความปรารถนาอันสูงสุดของคนไทย จะรู้ว่า สิ่งที่ดีที่สุดนั้นมีอยู่แล้ว แต่รัฐบาลหลับหูหับตาไม่เอามาใช้ จนมีคนไปทำสิ่งที่ขัดต่อโบราณราชประเพณีและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเพื่อให้ความใฝ่ฝันนั้นเป็นจริง

            เพียงรัฐบาลเข้าใจ “จิตวิญญาณ” (spirit) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และนำมาสืบสานให้เป็นจริงเท่านั้น ความปรองดอง ความเป็นพี่เป็นน้องกันก็จะเกิด การพัฒนาประเทศ “ที่ใช่” ก็จะเกิดขึ้น อาจไม่มั่งคั่งยั่งยืนอย่างคำโฆษณา แต่จะพอเพียงและมั่นคง คนจนจะลดลง คนจะมีความสุขมากขึ้น

            ความปรองดองจะไม่เกิดถ้าหากยังมีความเหลื่อมล้ำรุนแรง คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ใช่ทำเพียงจัดโครงการสวัสดิการประชานิยมต่างๆ แต่ด้วยการปรับปรัชญาการพัฒนาประเทศ  ปรับระบบโครงสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากฐานราก

            เพราะการพร่ำบอกแต่คำว่าเศรษฐกิจฐานราก และรากหญ้าทุกวัน มีโครงการประชานิยมร้อยแปด ก็เหมือนให้ยาแก้ปวดบรรเทาอาการเท่านั้น ไม่ได้แก้ปัญหาใหญ่ปัญหาจริงที่ต้องการการผ่าตัด

            นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านๆ มาไม่เคยเอา “เศรษฐกิจพอเพียง” มานำทางอย่างที่ประกาศเลย ขอให้นำพระราชดำรัสนี้มาพิจารณาให้ถี่ถ้วนอีกทีเถิด

            “การพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพอสมควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป”

“หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการที่สัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวไปในที่สุด” (๑๘ ก.ค. ๒๕๑๗)

ศาสตราจารย์โรเบิร์ต มันเดล รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ พูดที่กรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๕๕๐ ว่า

“เศรษฐกิจพอเพียงจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก และยังไม่เข้มแข็งพอ เมื่อพิจารณาการใช้จ่ายรวมของประเทศ ประกอบด้วยการบริโภค ภาคเอกชน การลงทุนของธุรกิจ การใช้จ่ายภาครัฐบาล การนำเข้าและการส่งออกแล้วสามารถนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้ โดยเริ่มจาก การสร้างความเข้มแข็งของภาคครัวเรือนที่เป็นหน่วยย่อยที่สุดของระบบเศรษฐกิจ”

“หากการบริโภคภาคครัวเรือน คือ บริโภคอย่างพออยู่พอกิน อย่างมีเหตุมีผลตามอัตภาพของแต่ละครัวเรือน จะทำให้ครัวเรือนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันด้านเศรษฐกิจครอบครัว คือสร้างการออมภาคครัวเรือนให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นฐานรากที่สำคัญของระบบ”

            ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ บรรยายเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนว่า รัฐบาลพร่ำพูดถึง GDP การลงทุน การส่งออก โดยไม่บอกให้ชัดว่า GDP ที่มีสัดส่วนสูงสุดถึง 48% มาจากการบริโภค การใช้จ่ายในครัวเรือน ส่วนการลงทุน 22% การส่งออกหรือดุลการค้า 14% การใช้จ่ายภาครัฐบาล 16% รัฐบาลพร่ำพูดถึงแต่ภาครัฐและภาคเอกชน ลืมภาคประชาชนซึ่งเป็นส่วนใหญ่ไป

            รัฐบาลไม่ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ไม่ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นฐานรากที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยที่จะมั่นคง มีภูมิคุ้มกันซึ่งแปลว่าพึ่งพาตนเองได้จริง เพราะไม่สนใจ ได้แต่ปกป้องผลประโยชน์ของทุนใหญ่ที่ครอบงำเศรษฐกิจไทย ปล่อยปลาใหญ่กินปลาเล็กจนแทบไม่เหลือแล้ว

            ทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และนักเศรษฐศาสตร์ 2 ท่านบอกเรื่องเดียวกัน คือทำอย่างไรให้การบริโภคในครัวเรือนมีความมั่นคง ประเทศที่คิดเป็นอย่างจีน เขาเจาะเข้าไปในครัวเรือน เพื่อเป็นเป้าหมายการพัฒนาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ดีไซน์ในห้องแอร์ ตัดเสื้อไซซ์เดียวใส่กันทั่งประเทศอย่างบ้านเรา

            เสียงของผู้คนในประเทศเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ดังมาก คนไทยอยากได้ “รัฐบาลในฝันที่พอเพียง” จะได้อยู่เย็นเป็นสุข เพราะ “การเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้...”

พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2540 ปีฟองสบู่แตก คำเตือนของพระองค์ในปี 2517 ที่เป็นจริง

9 กุมภาพันธ์ 2562

ข้อเขียนนี้มาจากประสบการณ์ จากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง พีสาวเป็นอัมพาตนับสิบปี น้องชายก็เป็นอัมพฤกษ์มาหลายปี กำลังฟื้นฟู แต่ไม่น่าจะเกี่ยวกับกรรมพันธุ์ น่าจะเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของแต่ละคนมากกว่า เพราะพ่อเสียอายุ 88 แม่อายุ 84 โดยไม่มีปัญหาเส้นเลือดในสมองหรือหัวใจ

ผมก็เคยเป็นความดัน ไขมันสูง เบาหวาน ไทรอยด์ แต่ก็ดูแลตัวเองจนหายหมดทุกโรค โดยไม่กินยา และไม่เคยป่วยเป็นอะไรมาจะ 20 ปีแล้ว สิ่งที่อยากเล่าให้ฟัง “โปรดใช้วิจารณญาณ” อาจจะลางเนื้อชอบลางยา แต่ก็ไม่คิดว่าว่าตนเองเก่งกล้า หรือเป็นความสามารถเฉพาะตัวอะไร ก็เรียนรู้มาจากคนอื่นทั้งนั้น

ผมได้เขียนหนังสือ 2 เล่มโตชื่อ “กินอยู่พอดีมีความสุข” พูดถึงรายละเอียดต่างๆ ไว้มากแล้ว หลังๆ นี้มีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาบ้าง จึงสรุปดังนี้

เส้นเลือดตีบตัน การแพทย์ให้ความเห็นที่มาสาเหตุไปหลายอย่าง มาจากไขมันหรือ “ตะกรัน” อุดตันเส้นเลือดเหมือนท่อประปาที่ค่อยๆ ตีบตัน น้ำไหลไม่สะดวก ปั้มน้ำทำงานหนัก เหมือนหัวใจต้องปั้มเลือดแรงมาก กลายเป็นความดันโลหิตสูง และเส้นเลือดเองก็เปราะมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวาน ปั้มแรงไปก็ทำให้เส้นเลือดแตก

คนเรามีเซลล์สมองอยู่พันล้านเซลล์ ทุกวันมีจำนวนหนึ่งที่เสื่อมสลายและตายไป ต้องมีการสร้างใหม่ขึ้นมา ถ้าเลือดไปเลี้ยงไม่พอ อาหารไปเลี้ยงไม่พอ เซลล์สมองก็ไม่แข็งแรง ทำงานไม่ดี

การกินอาหาร นอนหลับพักผ่อน คือเวลาแห่งการสร้างเซลล์ใหม่ดีที่สุด นอนไม่พอ กินอาหารไม่เหมาะสมจึงไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเส้นเลือดตีบตัน หรือเป็นแล้วก็ฟื้นฟูยาก

แพทย์แนะนำให้ทานผักผลไม้มาก ลดหวาน มัน เค็ม โปรตีนเสื้อสัตว์และแป้ง ผมทำตามคำแนะนำของหมออู๋ นายแพทย์อเมริกันเชื้อสายจีน ที่เคยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายตอนอายุ 30 กว่า หายได้ด้วยการกินผักผลไม้ มีหนังสือ “ธรรมชาติคืนชีวิต” (แปลเป็นไทย สั่งซื้อได้จากซีเอ็ด) เขาให้ข้อมูลและสูตรต่างๆ ไว้มากมาย แล้วแต่โรคอะไร ควรกินอะไร หมออู่เคยมาเมืองไทยหลายปีก่อน ผมไม่ได้ไปฟัง

สูตร ๑ สูตรดิบ ผมมักใช้ 4 ตัวหลัก คือ แคร็อท มะเชือเทศ บีทรูท แอปเปิลเขียว ถ้าไม่มีก็คีวี หรือผลไม้อื่นไม่หวาน แล้วก็ใบหญ้านาง 10 ใบ ขิง 4 เงี่ยง ผักเขียวอะไรก็ได้ตามใจชอบ ผักบุ้ง คึ่นช่าย วอเตอร์เกรส ผักจีน ผักไทย อะไรที่หาได้ง่ายๆ เติมงา เม็ดแฟลกส์ เก๋ากี้ เกสรผึ้ง อัลมอนด์หรือถั่วชนิดอื่น เติมน้ำพอประมาณแล้วแต่ต้องการเข้มข้นขนาดไหน

ดูๆ อาจจะอลังการงานสร้างหน่อยและมีราคา แต่ผมว่าคุ้มกว่าค่าโรงพยาบาลวันละหมื่นนะครับ

จากนั้นเอาไปปั่นในเครื่องปั่น 3.5 แรงม้า ตอนนี้ราคาถูกลงแล้ว ประมาณหมื่นบาท ใช้มา 10 ปียังใช้ได้ ปั่น 2 นาที ทำให้สารอาหาร 450 ชนิด (phyto chemicals) ในผักผลไม้ออกมาเกือบ 100% ถ้าเครื่องปั่นแรงน้อยกว่านี้จะได้เพียง 60-70% เท่านั้น

ผมดื่มเช้าแก้วใหญ่ เอาไว้ในตู้เย็นดื่มเที่ยงและเย็นครั้งละแก้ว

สูตรที่ ๒ เป็นสูตรสุก เพื่อสับเปลี่ยนบ้าง เรียกว่า “สูตรป้าเจตน์” แคร็อท มะเขือเทศ เห็ด 3 อย่าง บางทีไม่มีเห็ดก็เอาหอมหัวใหญ่ บางทีก็ฟักทอง ข้าวโพด แล้วแต่อยากทานอะไร ไม่ต้องมีแคร็อท มะเขือเทศก็ได้ ใส่น้ำ ต้มให้พอสุก เติมผักเขียวลงไป ผักอะไรก็ได้ที่ชอบ ผักบุ้ง คะน้า บร็อคโคลี่ หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน โดยไม่ต้องใส่ทุกอย่างก็ได้ เติมเกลือเล็กน้อย ต้มไม่ต้องสุกมาก

จากนั้นเอาลงหม้อปั่นกี่แรงม้าก็ได้ โดยเติมงา เก๋ากี้ เม็ดแฟลกส์ ก่อนปั่น ไม่ต้องละเอียดมาก แล้วเอากลับไปลงหม้อเดิม ตั้งไฟอีกสัก 1-2 นาที คนตลอดเดี๋ยวไหม้ อาจเติมไข่ เต้าหู้ มิโสะ ถ้าไม่มีมิโสะก็ซ้อสพอให้รสเค็มบ้าง ไม่ต้องผงชูรส เดี๋ยวได้อีกโรค ถ้าอยากให้ข้นก็เติมข้าวโอ้ต หรือผงข้าวกล้อง ถ้าอยากให้มีรสไทยก็ซอยต้นหอมและผักชีโรย น้ำมันงา พร้อมกับโรยพริกไทยนิดหน่อย อร่อย (จังฮู้)

แค่ 2 สูตรก็น่าจะพอกระมัง แต่ผมก็เติมอะไรอีกบางอย่างหลังๆ นี้ ซึ่งลดไขมันได้ดีที่สุด ล้างไขมันในเส้นเลือดในสมอง ที่หัวใจได้ดีมากๆ บำรุงร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ ลดน้ำตาล คือ

มะระขี้นก ๑ กิโล ต้มในหม้อใหญ่ๆ ใส่น้ำ ๓ ส่วนให้ลดลงเหลือ ๒ ส่วน (ใส่น้ำขวดใหญ่ ๑.๕ ลิตร ๓ ขวด ให้ลดลงเหลือ ๒ ขวด) ทิ้งไว้ให้เย็น ใส่ขวดไว้ในตู้เย็นไว้ดื่มได้แทนน้ำได้หลายวัน (ถ้าไม่มีคนแย่ง) ขมนิดหน่อย แต่ขมเป็นยา อันนี้สุดยอดมาก ศิลปินคนดังอายุ 60 กว่า ดื่มมาหลายสิบปี หน้าตายังหนุ่มและสุขภาพดีมาก ผมเองก็ดื่มเป็นประจำ (ทำให้ยังหนุ่มอยู่ Ha !)

มะระจีน สีเขียวอ่อนใหญ่ๆ เท่าแขน ผ่าครึ่งเอาเมล็ดดออก ลับมีดให้คม ซอยให้เล็กๆ บางๆ แช่น้ำเกลือ 2 น้ำ ล้างน้ำจืด 2 น้ำ เอาเข้ากล่องเก็บในตู้เย็นทานกับซุบตอนเช้า กับอาหารได้ทุกมื้อ ทุกชนิด อร่อยมาก และมีประโยชน์ที่สุด ต้านโรคและเชื้อหวัดได้ดีนัก

ของแถม ปลูกอัญชันไว้สักต้นสองต้น ม่วงกับขาว มีเอ็นโทซายานิน ดีที่สุดบำรุงตา ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงเส้นผม แค่ต้นเดียวก็เก็บได้วันเป็นร้อยดอก ทานสดๆ กับอาหารดีกว่าไปต้มดื่ม

สุขภาพดีได้ด้วยการปล่อยวางอย่างมีปัญญา เรียกว่า อุเบกขา คนไม่เครียดมีชัยไปกว่าครึ่ง

อย่าไปเครียดกับการเมืองไทย อะไรจะเกิดก็ให้เกิด ทำอะไรดีๆ แม้เล็กน้อย (ด้วยหัวใจยิ่งใหญ่) จะดีกว่า แบบ “จุดเทียนขึ้นมาสักเล่ม ดีกว่านั่งด่าความมืด” แล้วจะสบายใจเราเองด้วย

แบกโลกไว้คนเดียวเดี๋ยวหลังหักนะครับ ไม่สมัครเองก็อย่าไปลุ้นใครมากเกินไป

ขอให้ทุกท่านสุขภาพดี แข็งแรง ใส่ใจดูแลสุขภาพ สร้างดีกว่าซ่อม เหนื่อยหน่อย แต่คุ้มแน่นอน ขอให้ใจมา ปัญญาจะเกิด สุขภาพจะดี

 

สยามรัฐรายวัน 6 กุมภาพันธ์ 2562

ได้ทำโพลเล่นๆ แบบถามนำได้ผลน่าสนใจว่า การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ จะเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจนเรื่องการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นและมลพิษ โดยไม่สนใจว่าเป็นพรรคเก่าพรรคใหม่พรรคใหญ่พรรคเล็ก

แต่หลายคนสงสัยว่า ถ้ามีนโยบายแล้วไม่ได้ทำหรือทำไม่ได้จะทำไง คราวหน้าก็กาหัวไว้ว่าจะไม่เลือกอีก จะได้ไม่โดนหลอกอีก แม้ว่าจะอ้างเหตุผลศรีธนญชัยร้อยแปด

วิธีการเช็คตอนที่พรรคการเมืองหาเสียงต้องดูรายละเอียดว่า นโยบายการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นและแก้มลพิษของพรรคนี้มีรายะเอียดอะไร เพราะวิสัยทัศน์ดี แต่ไม่มีแผนปฏิบัติ เขาเรียกว่าเป็นฝันกลางวัน มีแผนปฏิบัติดี มีกิจกรรมมากมาย แต่ไม่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน อันนี้เป็นฝันร้าย ไม่รู้ของไทยวันนี้จะเข้าข่ายอันหลังนี้หรือไม่ เพราะมีนโยบายปราบคอร์รัปชั่นตั้งแต่ต้น แต่ไปๆ มาๆ นาฬิกาหรูและอื่นๆ มันแย้ง

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันในภาครัฐทั่วโลกประจำปี 2561 พบไทยได้เพียง 36 คะแนนใน 100 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนที่ 43 คะแนน และอันดับความโปร่งใสลดลงจากอันดับที่ 96 มาอยู่อันดับที่ 99 จะเรียกว่าสอบตกก็คงไม่ผิด

ห้าปีที่ไม่มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลทหาร เผด็จการไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ภาคธุรกิจไทยให้คะแนนผู้นำในเรื่องคอร์รัปชั่นเต็มร้อย แต่รัฐบาลนี้ไม่ได้มีผู้นำคนเดียว มีรัฐบาล มีคณะรัฐมนตรี มีคนใกล้ชิด คนร่วมงาน บริวารมากมาย หน่วยงานภาครัฐ วัดได้ไหมว่าปลอดคอร์รัปชั่นกี่เปอร์เซนต์

ก็ยังมีรายงานว่า การหักหัวคิวยังมีสูง บางแห่งไม่ได้น้อยลงไปจากรัฐบาล “ประชาธิปไตย” ก่อนหน้านั้น บางแห่งต่ำลงเล็กน้อย แล้วหัวหน้ารัฐบาลปลอดคอร์รัปชั่นคนเดียวไปทำไม ถ้าดีจริง คงไม่สอบตกได้ 36 คะแนนเป็นแน่ เพราะเขาประเมินกันรอบด้าน ไม่ใช่หัวหน้ารัฐบาลคนเดียว

ถ้าไม่มีนักศึกษาฝึกงานอย่าง “น้องแบม” ไปพบและร้องเรียน จะรู้ไหมว่ามีการโกงเงินคนจนมโหฬารจากหน่วยงานของรัฐ แล้วก็ตามมาด้วยการโกงเงินคนพิการ อาหารกลางวันเด็ก โครงการไทยนิยมและอื่นๆ จนแทบไม่มีกระทรวงไหนหน่วยงานใดที่ปลอดคอร์รัปชั่น

พรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นต้องมีอย่างน้อย 2 อย่าง ๑) ระบบโครงสร้างที่มีธรรมาภิบาลที่ประเมินได้ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีคณะกรรมการจากภาคประชาชน ภาคชุมชน มีอำนาจในการตรวจสอบอย่างแท้จริง ไม่ใช่เสือกระดาษหรือพรรคพวกกันเอง ที่ต่างตอบแทน

๒) ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากร งบประมาณเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ให้มีแผนแม่บทพัฒนาชุมชนของตนเองอย่างรอบด้าน ไม่ใช่ให้แต่เขียนโครงการของบประชานิยมเฉพาะหน้าหาเสียง หรือมีแต่โครงการแต่ไร้วิสัยทัศน์ (พวกที่จะเป็นฝันร้ายในอนาคต) แล้วมีหัวคิวให้ผู้เกี่ยวข้อง กลับไปส่งเสริมการโกงกินในระดับท้องถิ่นอีกต่างหาก

การโกงกินในหน่วยงานราชการมีทุกระดับ ตั้งแต่บนลงล่าง ทำอย่างไรให้มีนโยบายแก้ไขทุกระดับอย่างชัดเจน ไม่รอให้มีการโกงกินมโหฬารแล้วค่อยจับคนติดคุก ซึ่งสายเกินไป และไม่ได้ทำกันง่ายๆ

ในระดับล่าง ข้าราชการที่ทำงานใกล้ชิดชุมชนกินหัวคิวเท่าไร แม้แต่งบประมาณหรือข้าวของช่วยภัยพิบัติยังฟาดกันได้โดยไม่อายฟ้าอายดินหรืออายคนจน กินได้อย่างแยบบลอย่างไร ถ้าชุมชนไม่เข้มแข็ง รัฐบาลไม่ปกป้อง ชุมชนก็ไม่กล้าร้องเรียนหรือลุกขึ้นมาจัดการคอร์รัปชั่นในบ้านตนเอง

มีรายละเอียดอื่นๆ ที่พรรคการเมืองควรนำเสนอทั้งวิสัยทัศน์ ภาพนิมิต ภาพฝันสังคมปลอดการโกงกินในทุกระดับพร้อมด้วยวิธีการปฏิบัติให้เป็นจริง

การจัดการมลพิษ ไม่ใช่เพียงฝุ่นพิษควันพิษที่มาแบบหนักหนาสาหัสอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในเดือนมกราคมหรือหน้าหนาว ที่ฝุ่นถูกกดลงมา ลอยหายไปในอวกาศไม่ได้ เมื่อเข้าหน้าร้อนหน้าฝนเรื่องนี้ก็จะลดลงเพราะฟ้าเปิด แต่ปีหน้าก็มาใหม่ แล้วก็เร่งทำเป็นไฟลนก้นเหมือนเดิม มีไหมวิสัยทัศน์และแผนงาน

ปัญหาหน้าหนาวเกิดขึ้นได้เพราะปัญหาที่สะสมมาทั้งปี ระบบโครงสร้าง การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ การใช้รถยนต์ จักรยานยนต์ การก่อสร้าง โรงงาน การเผาทุ่งนาป่าเขา ถ้ามาเอาจริงเอาจังกันแค่หน้าหนาวเมื่อระดับฝุ่นพิษสูงก็ไม่ทันการแล้ว มาตรการร้อยแปดที่ออกมาแบบไร้วิสัยทัศน์ก็แก้ไม่ได้

ประเทศอื่นก็มีปัญหา เขาแก้ไขกันอย่างเป็นระบบ อย่างที่เห็นว่อนกันในโซเชียลมีเดีย อันเป็นที่มาของการวิพากษณ์วิจารณ์รัฐบาลว่าทำอะไรอยู่ แล้วผู้นำจะไปโกรธแล้วประชดประชันชาวบ้านเขาทำไม ในเมื่อเป็นหน้าที่ของท่าน มาตรการระยะสั้นระยะยาวก็เสนอมา อยู่ตั้ง 5 ปีไม่เห็นมีนโยบายอะไรจริงจังในเรื่องมลพิษ ก่อนการเลือกตั้งเรื่องมันถึงฟ้อง แล้วจะมาร้องเรียกหาคะแนนสืบทอดอำนาจอีก

มลพิษไม่ใช่แค่เรื่องอากาศ แต่พิษในดิน ในน้ำ ในอาหาร ที่หนักหนาสาหัสกว่า การต่อสู้เพื่อปกป้องสุขภาพของตนเอง ปกป้องทรัพยากรจากสารพิษที่มากับยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ที่เป็นผลประโยชน์มหาศาลของพ่อค้านายทุน

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่เห็นทำอะไรที่แสดงว่าเข้าใจผลเสียหายต่อสุขภาพของคนไทย ค่าใช้จ่ายใหญ่กว่าภาษีที่นายทุนพวกนี้จ่ายให้รัฐมากมายนัก หรือว่าคนที่เกี่ยวข้องจะขาดรายได้พิเศษจากธุรกิจสารพิษพวกนี้ เรื่องนี้จึงโยงไปถึงเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่นด้วย คอร์รัปชั่นนโยบายที่ร้ายแรงและแก้ไขได้ยาก ถ้าหากรัฐบาลไม่มีเจตจำนงทางการเมือที่บริสุทธิ์ใจและมุ่งมั่นจริงๆ

พรรคการเมืองที่จริงใจในเรื่องการแก้ปัญหามลพิษในอากาศ ในดิน ในน้ำ ในอาหาร ในพืช ในสัตว์ ในสิ่งแวดล้อม จะได้ใจประชาชนอย่างแน่นอน วันนี้โลกหมุนกลับแล้ว คนโหยหาธรรมชาติ อาหารปลอดพิษ ชีวิตปลอดภัย ต้องการสังคมปลอดคอร์รัปชั่น

การคอร์รัปชั่นคือมลพิษที่ร้ายแรงที่สุดในสังคมไทย พรรคการเมืองแก้ไขสองอย่างนี้ได้ คุณได้ใจคนไทยอย่างแน่นอน เพราะคุณคือผู้แทนประชาชนจริงๆ นี่ต่างหากคือประชาธิปไตย

ทางอีศาน กุมภาพันธ์ 2562

ส้มตำปูปลาร้าน่าจะเป็นอาหารยอดฮิตของคนไทยไม่ว่าภาคไหนไปแล้ว แม่ค้าส้มตำที่ขายดีมักมีครกสองครกแยกกันระหว่างตำไทยกับตำลาว ครกตำไทยดูสะอาดดี เพราะไม่ค่อยมีคนสั่งเหมือนตำปูปลาร้า ยิ่งเป็นตำถาด ตำซั่ว ตำมั่ว กลิ่นเตะจมูก วางโต๊ะไหนผ่านไปน้ำลายไหลเลย

            เมื่อก่อนนี้ ปลาร้าเป็นอาหารคนจน ของคนอีสาน ไม่มีอะไรกินก็ “กินเข่าจ้ำปาแดก” (กินข้าวจิ้มปลาร้า) วันนี้ไม่ใช่ อาหารที่มีปลาร้า อย่างสัมตำ แจ่วบอง แกงพื้นบ้านอีสาน อาหารไทยใส่ปลาร้า ขึ้นเหลาเข้าโรงแรมหลายดาวได้สบายแล้ว

            ความจริง ปลาร้าไม่ได้มีแต่ทางภาคอีสาน ภาคกลางอย่างแถวอยุธยา สุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียงริมแม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก ก็กินปลาร้ากันมาแต่ไหนแต่ไร แต่มักเป็นปลาร้าตัวใหญ่อย่างปลาช่อน ปลาดุก เป็นต้น นำมาหลน มาทอด กินกับข้าวสวยร้อนๆ คลุกพริกขี้หนู ซอยหอมเล็ก อร่อยมาก

            แต่ถึงอย่างไร ปลาร้าก็อยู่คู่กับอีสาน อยู่ในวิถีชีวิตของคนอีสานมาแต่โบราณ และวันนี้แทนที่จะเรียกปลาร้า คนอีสานและคนทั่วไปก็ใช้คำว่า ปลาแดก โดยไม่ต้องเขินอายอะไรอีก ซึ่งแสดงให้เห็นอะไรบางอย่างที่เกี่ยวไปถึงความเชื่อมั่นในตัวเองของผู้คน ความภูมิใจในรากเหง้าและวัฒนธรรมท้องถิ่น

ปลาแดก ไม่เกี่ยวกับปลากิน แต่อาจมาจากคำว่า “แดก” ที่แปลว่า “ยัด” ยัดปลาหมักเกลือ แกลบ รำ ลงไหก็เป็นได้ หรือมาจากคำอื่นเหมือนคำว่า “ปลาร้า” ที่ว่ากันว่ามาจากคำภาษามอญ-เขมร

            เคยอ่านงานวิจัย “วัฒนธรรมปลาแดก” ของอาจารย์ศรีศักดิ วัลลิโภดมและคณะที่ศึกษาในพื้นที่อีสานเหนือ ที่สกลนคร นครพนม และงานวิจัยของอีกหลายคนในระดับปริญญาโทปริญญาเอก ชี้ให้เห็นความสำคัญของปลาร้าในวิถีชีวิตของคนอีสาน

            มีการศึกษาทางโภชนาการ ทางวิทยาศาสตร์อาหาร แยกให้เห็นกรรมวิธีและชนิดของปลาร้า ซึ่งมีอยู่มากมายหลายแบบหลายวิธี คนสนใจก็ลองไปศึกษาหาอ่านดู ผมเขียนวันนี้เพียงบอกเล่าประสบการณ์การกินปลาแดกมาตั้งแต่เล็กจนโต เห็นคุณค่าอะไรในวันนี้

            ผมเห็นแม่เห็นพี่สาวทำปลาแดกตั้งแต่เด็ก เพราะปลาหนองหารมีมาก พ่อไปจับปลาบ้าง แม่ไปซื้อปลาชาวบ้านบ้าง ราคาถูกมากในหน้าฝน แต่ก็แปลกที่ที่บ้านมักไม่ทานปลาแดกหนองหาร พ่อจะไปหาปลาแดกจากบ้านข่า ริมน้ำสงคราม ส่วนใหญ่เป็นปลาเนื้ออ่อนตัวใหญ่ เนื้อแน่น ไม่เหม็นไม่คาว อร่อยมาก

            ผมเคยสัมภาษณ์และเขียนประวัติของพ่อ เมื่อก่อนพ่อเคยเอาปลาร้าใส่เกวียนไปขายหลายจังหวัดในภาคอีสาน ทั้งปลาร้าจากหนองหารและจากน้ำสงคราม ราคาจะต่างกัน ปลาร้าน้ำสงครามแพงกว่า

พ่อจะไปซื้อปลาร้าจากแถวน้ำสงครามทุกปี เอามาทานที่บ้านและเผื่อลูกหลาน จนเมื่อพ่ออายุ 88 ยังให้หลานคนโตพาไปหาซื้อปลาร้า แล้วยังบอกหลานเหมือนรู้ล่วงหน้าว่า ปีนี้อาจเป็นปีสุดท้ายที่จะได้มาเอาปลาร้า และก็จริง เพราะพ่อถึงแก่กรรมไม่กี่เดือนหลังจากนั้น

ผู้รู้บอกว่า ปลาอร่อยที่สุดในภาคอีสานอยู่ที่แม่น้ำชีและแม่น้ำสงคราม ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นน้ำไหล ปลาได้ออกกำลัง ไม่มีมันมาก เนื้อแน่น เสียดายว่าแม่น้ำชีเน่าหลายปีก่อน ทำให้ปลาดีๆ หายไปมาก แต่ความที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง ทั้งสองแม่น้ำจึงยังมีปลาเค้า ปลาเนื้ออ่อน ปลาอร่อยๆ ให้ผู้คนได้ทานกัน

วันนี้ปลาแดก ปลาร้า ได้กลายเป็นธุรกิจส่งออกไปแล้ว บรรจุขวดบรรจุกระป๋องส่งไปขายทั่วโลก ไม่เพียงแต่ขายคนไทยที่ไปอยู่ทั่วไปในต่างแดน แต่ไปขายร้านอาหารไทยที่มีอยู่มากมายหลายประเทศ อาหารไทยได้กลายเป็นอาหารฮิตติดอันดับต้นๆ ของโลกไปนานแล้ว

นอกจากรสชาติอร่อยและหลากหลาย อาหารไทยได้ชื่อว่าเป็นอาหารสุขภาพ เต็มไปด้วยเครื่องเทศที่เข้ากันได้กลมกล่อม มีรสเปรี้ยวหวานมันเค็มผสมผสานอย่างลงตัว จัดจ้านขนาดไหนก็สั่งได้ แล้วยังเกิดมีอาหารประเภทฟิวชั่น ที่ประยุกต์ตกแต่งดัดแปลงให้ถูกปากเป็นนวัตกรรม

ปราร้าเองก็โกอินเตอร์แบบเท่ๆ รสชาติที่ตอนแรกฝรั่งบอกว่าเหม็น แต่ความที่เหม็นได้พอๆ กับเนยแข็งบางชนิดของฝรั่ง ที่สุด ปลาแดกที่ว่าเหม็นก็ชนะใจฝรั่งที่ได้เมียไทย หรือไม่ได้แต่ชื่นชอบอาหารไทย ก็ไทยมีนักท่องเที่ยวปีละ 30 กว่าล้านคน ต้องมีคนที่ชอบปลาร้ากันเกินล้านอยู่หรอกนา

ปลาร้าไม่ได้มีแต่ที่เหม็น ปลาร้าหอมก็มี ผมชอบปลาร้าจากแม่น้ำสงคราม แถวนาทม บ้านแพง นครพนม หรืออากาศอำนวย สกลนคร ที่มีปลาแดกหอมหร่อยมาก เปิดถังเปิดไหไม่มีกลิ่นเหม็นเลย เข้าใจว่าคงมาจากกรรมวิธีการหมักที่ลงตัว เหมือนการทำน้ำหมักชีวภาพ ถ้าลงตัวก็จะหอม ถ้าเหม็นเมื่อไรแสดงว่าไม่ได้ที่ มีอากาศเข้าหรือสาเหตุอื่น

สาเหตุสำคัญที่ปลาแดกโกอินเตอร์ และคนรักสุขภาพหันมารับประทานกันมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะกระแสสุขภาพ และมีการวิจัยพบว่า ปลาร้ามีโปรไบโอติกไม่แพ้กิมจิของเกาหลี มิโสะของญี่ปุ่น กะหล่ำปลีเปรี้ยวดองของเยอรมัน โยเกิร์ตและนมเปรี้ยวของฝรั่ง รวมทั้งถั่วเน่าและข้าวหมากของไทย

โปรไบโอติก เป็นบักทีเรียดีที่มีชีวิต ที่ช่วยให้ลำไส้แข็งแรง สะอาด แบคทีเรียดีที่เรากินเข้าไปในอาหารจะกินแบคทีเรียไม่ดี ไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย มีอยู่สองประเภท คือ เลคโตบาซิลลัส และบิฟิโดบัคทีเรีย ซึ่งแยกย่อยไปอีกหลายชื่อ แต่จำไว้แค่สองประเภทนี้ก็พอเวลาไปซื้อโยเกิร์ตก็ดูไว้ เพราะไม่ใช่ทุกยี่ห้อจะมีโปรไบโอติก

การแพทย์สมัยใหม่เรียก โปรไอโอติกว่า ยาแห่งศตวรรษที่ 21 เพราะเป็นจุลินทรีย์ เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่เข้าไปสร้างความสมดุลในร่างกาย คล้ายกับเกษตรอินทรีย์ ที่สิ่งมีชีวิตในสวนในนาสร้างความสมดุลให้กันและกัน ทำให้พืชสัตว์เจริญเติบโตและแข็งแรง

เกษตรอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมี สารพิษกำจัดศัตรูพืช การแพทย์สมัยใหม่ก็หลีกเลี่ยงการใช้ยา ซึ่งเป็นเคมีที่เข้าไปทำลายเชื้อโรคก็จริง แต่ไปทำลายส่วนดีๆ ต่างๆ ของร่างกายและทำลายความสมดุลไปด้วย

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ยืนยันว่า โปรไบโอติกป้องกันและบำบัดโรคต่างๆ ได้ดี เช่น การทำงานของสมอง โรคภูมิแพ้ ป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ลดความดันโลหิต เป็นต้น

ปลาแดกวันนี้แซบและดีก็จริง แต่ทุนนิยาและบริโภคนิยมก็ไม่ปรานีใคร ต้องการกำไรมาก อยากได้เงินเร็ว กรรมวิธีการทำปลาร้าปลาแดกอาจจะรวบรัดเร่งเร็วจนมีปัญหาต่อสุขภาพได้ ใส่อะไรที่บรรพบุรุษของเราไม่เคยใส่ ทำอะไรที่ปู่ย่าตาทวดไม่เคยสอน

ดีที่สุด คือ ทำกินเอง ปรับสูตรให้ดีให้แซบให้นัว แบ่งปันญาติมิตร ลูกหลานไปทำงานกรุงเทพฯ ต่างที่ต่างถิ่นได้กินปลาแดกพ่อแม่ทำให้ก็ดีใจและมีความสุขแล้ว

มลพิษชีวิต

Wednesday, 30 January 2019 19:55 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 30 มกราคม 2562

มลพิษวันนี้ไม่ได้มีแต่ที่กรุงเทพ แต่มีทั่วประเทศ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ บางเมืองสูงกว่ากรุงเทพฯ จนใครๆ คิดว่าเครื่องวัดเพี้ยน ที่จริงคนเพี้ยนต่างหาก

เพี้ยนที่หลอกตัวเองมานาน ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมวัด จนเมื่อเกิดปัญหาที่กรุเงทพฯ จึงเริ่มตื่นตัว ที่จริง เชียงใหม่เคยวัดเกือบทุกปี สูงกว่ากรุงเทพฯ ทุกปี จนหลังๆ นี้ขี้เกียจวัดหรืออย่างไรไม่ทราบ จึงดูเหมือนเงียบหายไป แต่เชื่อว่ามลพิษยังสูง

เพราะที่เชียงใหม่และเมืองเหนือทั้งหลายไม่ได้มีแต่รถราที่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่การเผาต่างๆ ที่คิดว่าเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็ยังมีให้เห็น เกิดเองบ้าง เผาเองบ้าง ตามไร่นา ตามป่าตามเขา ด้วยความเคยชินหรือโดยตั้งใจ อ้างว่าเป็นวิธีทำให้ได้ผักหวานได้อาหารป่า เผานาตอนนี้ลดน้อยลง

การแก้ปัญหาวันนี้ก็ดูมีหลากหลายทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว ไม่รู้ว่าจะเพิ่มมลพิษหรือเปล่า เพราะอาจเป็นมาตรการไฟไหม้ฟาง (ที่สร้างควันเพิ่ม)

ถ้ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลหน้ายกเรื่องการลดมลพิษให้เป็นวาระแห่งชาติ หรือกล้าหาญออกกฎหมายอย่างจริงจังอย่างจีน สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ เขาทำกัน ก็น่าจะดีเพราะได้ผล เรื่องแบบนี้แค่ไปสั่งผู้ว่าให้ไปห้ามเผาหญ้า เผานา เผาป่า ก็ดูจะง่ายเกินไป

ถ้าหากมีกลไกที่ตั้งใจทำเรื่องนี้ มีการวางแผนวางยุทธศาสตร์บนฐานข้อมูลจากการวิจัยอย่างจริงจัง ก็จะรู้ว่าสาเหตุทั้งหมดของมลพิษมาจากอะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่อให้ได้มาตรการสัมพันธ์กับสาเหตุ

บางอย่างอาจไม่ใช่เรื่องของเมืองไทย ควันพิษฝุ่นพิษมาจากประเทศเพื่อนบ้าน บางอย่างเป็นเรื่องของโลก ของอุณภูมิที่สูงขึ้น ของฝุ่นควันที่ลอยอยู่ในอากาศที่ปกคลุมโลกทั้งใบ ย่อมแก้ปัญหาคนเดียวไม่ได้ ยกเว้นว่าจะบ้าใบ้ได้แบบประธานาธิบดีอเมริกันที่บอกว่า เรื่องโลกร้อนเขาหลอกกันเฉยๆ

นอกจากมาตรการต่างๆ นโยบายพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง อยากเสนอให้พรรคการเมืองที่สนใจสิ่งแวดล้อมและคิดแบบบูรณาการเป็น ได้ลองพิจารณาเรื่อง “คนกล้าคืนถิ่น” สักนิด

โครงการนี้เริ่มมาพักหนึ่ง ร่วมมือกันหลายฝ่าย ที่เชิญชวนให้คนที่ทำงานในเมืองสักล้านคน ให้กลับไปอยู่ชนบท ไปทำการเกษตร หรือทำมาค้าขายที่บ้านเกิด โดยส่งเสริมให้เรียนรู้การทำการเกษตรยั่งยืน เกษตรผสมผสาน วนเกษตร โดยเฉพาะแบบที่ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ที่สระแก้วทำเป็นแบบอย่าง และเป็นศูนยย์เรียนรู้ที่ “บ่มเพาะคนกล้าคืนถิ่น” ไปแล้วจำนวนมาก บางส่วนได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน

คิดแบบบูรณาการเรื่องคนกล้าคืนถิ่น คืออย่างนี้

๑.      ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะบรรดา AI หรือสมองประดิษฐกำลังทำให้คนตกงาน

มากขึ้นเรื่อยๆ โรงงานอุตสาหกรรม งานบริการ สถานประกอบการต่างๆ เริ่มลดพนักงานลง ทางเลือกหนึ่งคือการกลับไปสร้างงานใหม่ที่บ้าน โครงการคนกล้าคืนถิ่นรองรับสถานการณ์ได้ดี เพราะเปิดโอกาสให้คนมีทางเลือกที่เป็นจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ว่างงานและให้ไปตายเอาดาบหน้า ซี่งอาจตายจริงๆ

๒.    โลกกำลังต้องการการเกษตรปลอดพิษปลอดภัย ต้องการอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารพิษ

ตกค้าง ซึ่งคนเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ การประกอบการเล็กๆ ทำได้ดีที่สุด เพราะใส่ใจและทำด้วยมือ ที่สมองประดิษฐทำไม่ได้ ไม่ใช่แต่สำหรับคนไทย แต่อาหารและผลิตภัณฑ์ปลอดพิษเป็นที่ต้องการของโลก

๓.     การที่คนมีทางเลือกคืนถิ่น ทำการเกษตร ทำให้ลดมลพิษในเมือง ลดปริมาณรถยนต์ ลดคน

เมือง เพิ่มพื้นที่สีเขียวในประเทศไทยโดยรวม เพราะมีการปลูกพืชผัก ปลูกต้นไม้มากขึ้น การปลูกไม้ใหญ่ในระยะยาว คือ อนาคตของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะไม้คือทองคำยุคใหม่ที่ราคาแพงกว่าวัสดุก่อสร้างใดๆ

            วันนี้นักการเมืองอาจจะภาวนาให้ฝนมาเร็วๆ จะได้ชะล้างมลพิษ ภาวนาให้รถยนต์ไฟฟ้าเกิดเร็วๆ  รถไฟฟ้าใต้ดินบนดินเสร็จเร็วๆ เพื่อจะได้ลดการใช้รถใช้น้ำมัน แต่กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ คนอาจตายก่อนจำนวนมาก สุขภาพประชาชนย้ำแย่ รัฐต้องเพิ่มงบประมาณประกันสุขภาพ

            ถ้าอยากเด็ดขาดก็ต้องมีมาตรการ “เผด็จการ” แบบจีน ถ้าอยากประชาธิปไตย ไม่อยากเห็นคนเดินถนนล้านคนเพื่อประท้วงก็ต้องออกกฎหมายที่กล้าหาญแบบอเมริกาและประเทศพัฒนาต่างๆ ถ้ามัวรีรออยู่แบบไม่รู้จะไปทางไหน เมืองไทยก็คงเดินถอยหลังลงคลองน้ำเน่าประชาธิปไตยแบบขาดๆ เกินๆ แล้วทหารก็ออกมาอีก ปัญหาใหญ่ๆ ก็แก้ไม่ได้

            การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะมีมลพิษมากขึ้น ทั้งมลพิษในอากาศ มลพิษทางหูทางตา มลพิษทางใจ ที่ต้องทนฟังนโยบายที่หลายอย่างพูดไปเพียงให้ได้คะแนน ไม่ได้คิดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนอะไร ไม่ได้สนใจเสนอการปฏิรูป แก้ไขระบบโครงสร้าง

            ระบบโครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้ต่างหากที่ทำให้เกิดมลพิษชีวิต ความไม่เท่าเทียม ความไม่เป็นธรรม ที่มาสาเหตุมลพิษในอากาศ ในดิน ในน้ำ ในอาหาร ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ตามมา “หน้ากาก” หนาเท่าไรก็ป้องกันไม่ได้

สยามรัฐรายวัน 23 มกราคม 2562

“เรื่องน่าเศร้าที่สุดในชีวิตวันนี้ คือ วิทยาศาสตร์ได้ความรู้มาเร็วกว่าที่สังคมได้ปัญญา” ไอแซค อาซิมอฟ นักเขียน นักวิทยาศาสตร์คนดังว่าไว้

อาซิมอฟเป็นอเมริกันเชื้อสายรัสเซีย มีชื่อเสียงด้วยการเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ เขาถึงแก่กรรมเมื่อปี 1992 ก่อนที่บรรดา “สมองประดิษฐ” (artificial intelligence) จะพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วใน ระยะ 20 ปีมานี้ แม้หลายอย่างเขาก็ได้เขียนไว้ในนวนิยายของเขาก่อนแล้ว

คำว่า artificial intelligence แปลกันเป็นไทยและติดตลาดไปแล้วว่า “ปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งผมไม่เห็นด้วย อยากใช้คำว่า “สมองประดิษฐ” มากกว่า และอยากสงวนคำว่า “ปัญญา” เอาไว้แปลคำว่า wisdom อย่างที่อาซิมอฟว่าไว้ “The saddest aspect of life right now is that science gathers knowledge faster than society gathers wisdom”

โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข้อมูล (data) ข่าวสาร (information) ความรู้ (knowledge) แต่ขาด “ปัญญา” (wisdom) เพราะปัญญาไม่ได้มากจากข้อมูลข่าวสารความรู้ แต่มาจากการปฏิบัติ โดยอาจนำข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ไปสู่การปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริง ประมวลออกมาเป็นหลักคิด ทฤษฎี เป็นปรัชญาหรือปัญญา คำในความหมายเดียวกัน เป็นคำที่บ่งบอกว่า คนและความรู้นั้นหลอมรวมเป็นหนึ่ง

ปัญญาเกิดจากภายใน ความรู้มาจากภายนอกและเข้าสู่การทำงานของสมอง ที่เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารเข้าด้วยกันจนกลายเป็นความรู้

ผมไม่เชื่อว่าหุ่นยนต์ทั้งหลาย และสิ่งประดิษฐ์ทั่งมวลจะมี “ปัญญา” เพราะปัญญามาจากองค์รวมของชีวิตที่มี ”จิตใจ” ไม่ใช่เพียงการประมวลข้อมูลและสร้างชุดความรู้ต่างๆ อย่างแยบยล พิศดาร เก่งกล้าสามารถจนเอาชนะความรู้ ทักษะและ “สมอง” ของมนุษย์ได้ในหลายๆ เรื่อง

เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันตลอดประวัติศาสตร์ของโลก ที่มาของปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ที่มีฐานคิดที่แตกต่างกัน ทำให้มีนักปรัชญา 300 ปีก่อนบอกว่า เหตุผลสำคัญที่สุด แนวคิดนี้จับคู่กับนักวิทยาศาสตร์อย่างนิวตัน ก่อให้เกิดการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคคโนโลยี แต่ยังผลให้ลดทอนทุกอย่างลงมาเหลือแค่ “เหตุผล” และ “วัตถุ”

ทำให้คนคิดแบบกลไก แยกส่วน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เห็นได้ในการพัฒนาอุตสาหกรรม การบริหารจัดการบ้านเมือง การศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งไม่ได้อยู่บนฐานคิดอีกแบบที่บอกว่า “หัวใจมีเหตุผล ที่เหตุผล (สมอง) ไม่รู้จัก” อย่างที่ปาสกัล นักปราชญ์สายองค์รวม ยุคเดียวกับเดการ์ต นักปราชญ์บิดาของเหตุผลนิยม รากฐานการคิดของโลกปัจจุบัน

การบริหารจัดการต่างๆ จึงมักเน้นที่ “แรงจูงใจ” มากกว่าสร้าง “แรงบันดาลใจ” เพราะทำง่ายกว่าที่จะให้รางวัลและการลงโทษ ซึ่งใช้เหตุผลธรรมดาก็อธิบายได้ แต่แรงจูงใจต้องใช้ตัวอย่างที่ทำแล้วเห็นจริง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน เป็นพลังขับเคลื่อนที่แรงกว่าและยั่งยืนกว่า “แรงจูงใจ”

การใช้ “กฎหมาย-กฎระเบียบ” จึงทำได้ง่ายกว่าและทำกันมากกว่าการพัฒนา “จิตสำนึก” ที่ยากกว่า แต่ยั่งยืนกว่า เพราะมาจากกภายใน และสัมพันธ์กับชีวิตทั้งหมดแบบองค์รวม ไปบอกไปสอนคนอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การบังคับใช้กฎหมายก็ใช้ได้ แต่เมื่อมีโอกาสคนก็ทำผิดกฎหมาย หมวกกันน็อค จึงกลายเป็นหมวกกันตำรวจ ใส่เมื่อรู้ว่าข้างหน้ามีตำรวจ

กฎหมายใช้กับ “สถาบัน” (institution) ต่างๆ ตั้งแต่เล็กไปจนถึงสถาบันทางบ้านเมือง ขณะที่ “ขบวนการ” (movement) จะใช้พลังของจิตวิญญาณ (spirit) สถาบันอยู่ได้เพราะจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพราะกฎระเบียบ ถ้าสถาบันอยู๋ด้วยกฎระเบียบอย่างเดียว สถาบันจะแข็งทื่อ ปรับตัวยาก เปลี่ยนแปลงยาก ขบวนการจึงยืดหยุ่นปรับตัวเคลื่อนไหวได้ง่าย เปลี่ยนแปลงง่าย

คำเหล่านี้สัมพันธ์กับ “ภายนอก-ภายใน” “กาย-ใจ” “เปลือก-แก่น” ซึ่งหากไม่แยกแยะหรือมองข้ามก็ทำให้เกิคความสับสน เหมือนที่ใครๆ ชอบใช้คำว่า “บูรณาการ” “วิสัยทัศน์” “ยุทธศาสตร์” “ศักยภาพ” และคำอื่นๆ อย่างพร่ำเพรื่อและไม่เข้าใจจริง จึงขาดพลัง เพราะมีแต่ตัวหนังสือและคำ แต่ไม่มีความหมายที่ต้องมาจาก “ภายใน” ของคนพูดเอง มาจาก “ใจ” ไม่ใช่มาจากปากหรือจากสมองเท่านั้น

ในหนังสือ “เจ้าชายน้อย” (The Little Prince) มีบอกไว้ตอนหนึ่งว่า “ ใจเราเท่านั้นที่จะเห็นอะไรได้ถูกต้อง สิ่งที่เป็นแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ เราไม่สามารถเห็นด้วยตา” (It is only in the heart that one can see rightly, what is essential is invisible to the eye.)

โลกวันนี้พัฒนาไปเร็วอย่างน่ากลัว มนุษย์เข้าถึงข้อมูลข่าวสารความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกเรื่อง มีมือถืออัจฉริยะก็เพียงพอ แต่ก็สัมผัสสิ่งเหล่านี้ด้วยตาและด้วยสมองมากกว่าด้วยหัวใจ และถูกท่วมท้นทับถมด้วยข้อมูลข่าวสารที่จริงบ้างเท็จบ้างจนแยกยาก และไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาทางปัญญา

แม้ว่า “สมองประดิษฐ” ที่ทำอะไรได้ดีกว่า เก่งกว่าคนในบางเรื่อง แต่เพราะคนมีหัวใจ มีปัญญา และก้าวข้ามมิติธรรมดาไปอีกมิติหนึ่งแห่งอุตรภาวะ คงไม่มีสิ่งประดิษฐใดทำแทนได้

สยามรัฐรายวัน 16 มกราคม 2562

บ้านเราชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก สื่อมวลชน กระทรวง ศึกษาธิการ สนใจเรื่องการแต่งกายนักเรียน แต่ไม่สนใจเรื่องปฏิรูปการศึกษา หรือว่าสนใจเรื่องเล็กเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องใหญ่ที่ไม่ต้องการแตะ               

“ชอบทำ” มากกว่า “ชอบธรรม” ชอบรักษาอำนาจของตนเองไว้ อำนาจในการควบคุม การสั่งการ อำนาจเผด็จการชอบระเบียบภายนอกมากกว่าระเบียบภายใน ชอบเปลือกมากกว่าแก่น กระพี้มากกว่าเนื้อใน จึงมักได้แต่ของปลอมมากกว่าของจริง ได้โง่มากกว่าฉลาด ซึ่งปกครองง่าย ครอบงำง่าย

การพัฒนาจึงไม่เกิด มีแต่การปะผุ ไม่มีการรื้อถอนปรับโครงสร้างใหม่ สร้างรากฐานใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดการพัฒนาทั้งระบบ ทำให้มีพลังจากข้างในมาข้างนอก ได้วิธีคิดใหม่ วิธีทำใหม่

การศึกษาบ้านเราจึงวนอยู่ในอ่าง อ้างแต่แชมป์โน่นแชมป์นี่ ฉลาด 1 โง่ 99 แล้วยังภูมิใจในความ

เหลื่อมล้ำแบบนี้กันต่อไป ชอบแต่ตัดเสื้อโหลให้คนใส่ โรงเรียนเป็นโรงงานผลิตสินค้าออกไปแบบเดียวกัน แนวคิดที่ล้าหลังของการศึกษาแบบอุตสาหกรรม ที่เอาแต่สร้างคนไปรับจ้าง ไม่ได้สร้างคนให้คิดเป็น แต่ก็ชอบอ้างไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องการคนคิดเป็น คิดนวัตกรรม สวนทางกันจริงๆ

การเอาเรื่องเล็กมากลบเรื่องใหญ่ เอาเปลือกมากลบแก่น คล้ายกับการทำเพลงขายเมื่อหลายปีก่อน ที่ไปเอานักมวยชื่อดัง ดาราดัง มาออกเทป ทั้งๆ ที่พูดยังเหน่อ ร้องเพลงก็เพี้ยน แต่อาศัยดนตรีดังๆ กลบเกลือน จนแทบไม่ได้ยินเสียงร้อง แล้วก็ไปจ้างเขาเปิดเพลงทุกสถานีทั่วประเทศ คนซื้อไปฟังทีเดียวก็เลิก

แม้แต่นักศึกษาปริญญาโทปริญญาเอกก็ชอบวนเวียนอยู่กับงานวิจัยวิทยานิพนธ์เรื่อง “รูปบบ” ลองไปนับดูก็ได้ว่า มีการศึกษาเรื่อง ”รูปแบบ” กันมากเหลือเกิน ซึ่งในหลักวิชาการจริงๆ มีคำ 3 คำที่เป็นแฝดสาม คือ รูปแบบ-เนื้อหา-กระบวนการ

การเรียนการสอนถึงระดับอุดมศึกษาปริญญาเอกก็ยังเน้นแต่เรื่อง “รูปแบบ” มหาวิทยาลัยก็ยังเน้นการแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยตามระเบียบของสถาบัน บางมหาวิทยาลัยมีรูปชาย รูปหญิง แต่งกายให้เห็นเป็นตัวอย่างบนคัทเอ้าท์ใหญ่ทางเข้ามหาวิทยาลัย ยังกับโรงเรียนอนุบาล

เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ที่กำแพงหน้าตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เช้าวันหนึ่งมีคนเอาไวนิลไปขึงไว้ให้คนผ่านไปมาเห็น มีรูปเด็กหญิงระดับอนุบาล บนหน้าอกเสื้อเขียนว่า “เด็กหญิงนงเยาว์ ไชเสรีภาพ” ประท้วงอธิการบดีคุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี ที่กำลังมีนโยบายให้นักศึกษากลับไปแต่งตัวให้ “เรียบร้อย”

เรียบร้อยแปลว่าให้เหมือนมหาวิทยาลัยอื่นๆ เหมือนแต่โบราณก่อนที่จะมีผู้นำขบถอย่าง “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” นำประท้วงและให้ยกเลิกระเบียบที่ “กดขี่เสรีภาพ” ทั้งประเพณีรับน้องและการแต่งกาย ทำให้นักศึกษาธรรมศาสตร์เป็นพวก “5 ย.” เสื้อยืด กางเกงยีน ผมยาว รองเท้ายาง สะพายย่าม

แต่ก็แปลก นักศึกษาธรรมศาสตร์จำนวนไม่น้อยก็ยังอยากแต่งกายนักศึกษา คงชอบ “เครื่องแบบ” เพราะดูเท่ดี หรืออยากไปไหนมาไหนให้คนรู้ว่าเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ เป็นพวก “สายลมแสงแดด”ที่ไม่สนใจการเมืองเหมือนก่อนและหลัง 14 ตุลา ถูกสังคมกระแสหลักกลืนไม่ได้ต่างจากเยาวชนทั้งประเทศ

เด็กเหล่านี้เป็นเหมือนช้างอินเดียที่เขาผูกไว้กับเสาตั้งแต่เล็กจนโต เมื่อโตแล้วก็แก้เชือกที่ผูกออก จากเสาไปผูกกับท่อนไม้เล็กๆ ไปไหนก็ได้ แต่ช้างเชื่องแล้ว คุ้นกับเชือกก็ไม่หนีไปไหน หรือว่าคนไทยทั้งผู้หญ่ทั้งเด็กก็เป็นแบบนั้น

ที่วิจารณ์เรื่องการแต่งกายก็รู้ดีว่า ประเทศต่างๆ ในโลกมีระเบียบที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุผลต่างกันเพียงแต่ประเทศพัฒนาแล้วเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เหมือนบ้านเรา ไม่ว่าจะแต่งหรือไม่แต่งก็เป็นเรื่องรองจากระบบโครงสร้างและคุณภาพการศึกษา

บ้านเราน่าจะคิดอะไรให้สร้างสรรค์กว่าการบังคับแบบทื่อๆ ให้มีรูปแบบเดียว แต่ให้คุณค่าและความหมายในสิ่งที่ทำมากกว่าเพียงแค่ต้องการระเบียบ หรือศรีธนญชัยไปอ้างเรื่องไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะยังไงก็ไม่มีทางแก้ได้เพียงให้แต่งเครื่องแบบนักเรียน เพราะเงินที่ติดกระเป๋า รองเท้า เครื่องใช้ รวมไปถึงรถพ่อแม่ที่ไปส่งถึงหน้าโรงเรียน ให้เขาขับรถยี่ห้อเดียวได้หรือ

มีงานวิจัยของนักการศึกษาบอกว่า โรงเรียนมีอิทธิพลต่อชีวิตและพฤติกรรมของเด็กเพียง 15% ครอบครัว สังคม สื่อ ต่างหากที่มีอิทธิพลมากที่สุด ความเหลื่อมล้ำอยู่ตามถนน ตามห้าง เอาชุดนักเรียน มาปิดความเหลื่อมล้ำไม่มิดแน่นอน แต่ก็ยังหลับหูหลับตาอ้างไปเรื่อย

โรงเรียนในชนขบท ชาวเขาชาวดอยหลายแห่งทั้งรัฐและเอกชน เขาให้นักเรียนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าท้องถิ่น หรือของชนเผ่ามาโรงเรียนได้ในวันศุกร์ เหมือนที่ราชการนิยมแต่งชุดไทย ชุดท้องถิ่นกัน

มีไหมโรงเรียนที่ให้นักเรียนแต่งชุดนักเรียน 1 วัน ชุดชนเผ่าหรือเผ่าพันธุ์ ท้องถิ่น 1 วัน ชุดลูกเสือ เนตนารี 1 วัน ชุดทำงาน 1 วัน ชุดอิสระ 1 วัน หรือปรับอย่างไรก็ให้มีความหลากหลาย ไม่น่าเบื่อเหมือนในชีวิตจริง ที่ไม่มีใครอยากใส่เสื้อผ้าชุดเดียวทุกวัน คุณเองยังชอบหลากหลาย ทำไมไม่ให้เด็กหลากหลายบ้าง

ตั้งแต่ 30 ปีก่อน โรงเรียนบ้านน้ำลาด อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ครูใหญ่ให้เด็กๆ ชาวบน หรือเนียะกุร แต่งตัวชุดชนเผ่ามาโรงเรียนในวันศุกร์ เด็กๆ และพ่อแม่ดีใจมาก มีการเรียนร้องเพลง ฟ้อนรำ การแสดงละเล่นของชนเผ่า ทุกคนมีความสุขกับการไปโรงเรียนวันศุกร์ ไม่เห็นมีใครประท้วง

สยามรัฐรายวัน 9 มกราคม 2562

ถ้าเมืองไทยไม่มีมอเตอร์ไซค์ การตายด้วยอุบัติเหตุบนนถนนน่าจะลดลงไปกว่าร้อยละ 80 เพราะตัวเลขทุกวันนี้ โดยเฉพาะในเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ ส่วนใหญ่ตายเพราะจักรยานยนต์

            อุบัติเหตุเกิดเพราะคนขี่มอเตอร์ไซค์ทั้งเมาและไม่เมามักไม่เคารพกฎจราจร ขับย้อนศร ย้อนจราจร ขับเร็ว ประมาท ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตนและผู้อื่น “ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เอง ไปอ้อมไกล 2-3 ก.ม.ไม่ไหว สู้ย้อนศรไปเพียง 200 เมตรไม่ได้ เร็วกว่า” คือต่อมใต้สำนึกของผู้คนจำนวนมาก

            แต่มอเตอร์ไซค์ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยไม่ใช่แค่ขี่เอาเท่แบบบิ๊กไบค์ในประเทศพัฒนาแล้ว หรือเพียงขี่ไปส่งของส่งพิซซ่า แต่เป็นพาหนะหลักและจำเป็นเพื่อการเดินทางของคนที่มีรายได้ไม่เพียงพอเพื่อซื้อรถยนต์ ประเทศไทยจึงมีรถจักรยานยนต์ถึง 20 กว่าล้านคัน (ตัวเลขกรมการขนส่ง)

ปัจจัยภายนอกสำคัญประการหนึ่งของปัญหาจราจรและการตายบนท้องถนนจึงขึ้นอยู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ถ้ารายได้ยังต่ำเตี้ย คนจนยังมากกว่าครึ่งของประเทศ และระบบโครงสร้างยังเอื้อความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ต่อไป ก็คงต้องทำใจว่า อุบัติเหตุจะไม่มีทางลด

ดูจากตัวเลข 7 วันอันตรายปีใหม่ 2562 นี้ตาย 463 คน เพิ่มจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 423 คน ปีนี้บาดเจ็บ 3,892 ราย ความเสียหายต่างๆ เท่าไรก็คำนวณยาก แต่มากมายอย่างแน่นอน โดยเฉพาะถ้าคิดถึงเยาวชนคนหนุ่มคนสาว คนที่เป็น “ทรัพยากรบุคคล” ของประเทศทั้งปัจจุบันและอนาคตที่ตายแบบไม่น่าตาย ยังไม่นับทรัพย์สินส่วนตัวส่วนรวมอีกเท่าไร

การรณรงค์ การบังคับใช้กฎหมายน่าจะไม่ได้ผล แม้ว่าอัตราการจับกุม การลงโทษคนกระทำผิดกฎจราจรจะสูงกว่าปีก่อน มีมาตรการลงโทษที่หนักกว่า แล้วทำไมยังไม่ได้ผลตามเป้าหมาย

ทุกอย่างล้วนสัมพันธ์กัน สภาพเศรษฐกิจ รายได้ต่อหัว ที่โยงไปถึงระบบโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม สังคมที่หลายมาตรฐานก็ย่อมสะท้อนไม่เพียงแต่ในระดับสูง อย่างคนรวย คนมีเส้นมีสาย มีอำนาจเป็นมาตรฐานหนึ่ง “คุกมีไว้สำหรับคนจน”

แต่คนจนก็สร้างมาตรฐานได้เหมือนกัน มาตรฐานที่คนระดับล่างมองขึ้นไปข้างบนแล้วบ่นดังๆ ว่า “มึงทำได้ กูก็ทำได้” คนขี่มอเตอร์ไซค์ จึงสวนรถเก๋ง สวนจราจร ย้อนศร ขี่ไปบนบาทวิถี แท้กซี่ก็ปฏิเสธผู้โดยสาร ไม่กดมิเตอร์ คนจนก็มีวีธีของตนในการไม่ทำตามกฎเกณฑ์ของสังคม เพราะในเมื่อคุณเป็นศรีธนญชัยได้ ผมก็เป็นได้ คุณยืมนาฬิกาเพื่อนได้ ผมก็ยืมได้

บ้านเมืองนี้มีมาตรฐานที่แต่ละชนชั้นสร้างกันขึ้นมา มาตรฐานที่อยู่เหนือกฎหมาย นอกกฎหมาย คนรวยกลบเกลื่อนความไม่เป็นธรรม “แบบถูกกฎหมาย” คนจนชดเชยความเหลื่อมล้ำด้วยวิธีการของตนเอง แม้ว่าผิดกฎหมาย ด้วยความโกรธแค้นและสะใจในสังคมที่ไม่เป็นธรรม

ประเทศสิงคโปร์บ้านเมืองสะอาด ผู้คนเคารพกฎหมาย กฎจราจร มีอุบัติเหตุบนนถนในระดับต่ำมาก เศรษฐกิจของประเทศ รายได้ต่อหัวของเขาสูงกว่าไทยเป็น 10 เท่า มีมอเตอร์ไซค์น้อยมาก และการบังคับใช้กฎหมายก็ทำได้จริง ไม่ต่างจากประเทศในยุโรปที่พัฒนาแล้ว

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะคนสิงคโปร์ดีกว่าคนไทย แต่เพราะระบบโครงสร้างสังคมที่พัฒนาไปพร้อมกับวินัยของคนในชาติ การเคารพกฎหมาย เคารพสิทธิของผู้อื่น สิงคโปร์จึงกล้าออกกฎหมายที่ดูประหลาดแบบห้ามขายหมากฝรั่ง ห้ามเคี้ยวหมากฝรั่ง

ประเทศเกาหลีใต้เคยอยู่ในสภาพเศรษฐกิจสังคมไม่ต่างจากไทยเมื่อ 35 ปีก่อน วันนี้เขาไปถึงไหมไม่รู้ เมื่อปี 2531 (1988) มีกีฬาโอลิมปิกที่เกาหลี ก่อนหน้านั้นหลายปีมีการณรงค์ให้เลิกบีบแตรรถบนถนน เพราะเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงโซลหนวกหูด้วยเสียงแตรรถตลอดทั้งวัน เขาทำสำเร็จ บ้านเมืองเงียบ

และเมื่อมีการปรับโครงสร้างสังคม มีการกระจายอำนาจ บ้านเมืองก็สงบ ไม่มีการประท้วงรายวันอย่างเมื่อก่อนที่ทุกอย่างรวมไว้ที่กรุงโซล กรุงโซลจึงต้องรับกับผู้ประท้วง ที่ตีกับตำรวจทุกวัน

ประเทศสวีเดนเคยมีอุบัติเหตุบนท้องถนนสูง โดยเฉพาะการเมาแล้วขับ รณรงค์อย่างไรก็ไม่ค่อยได้ผล จึงเปลี่ยนมารณรงค์ให้กินเหล้าอย่างถูกวิธี กินเหล้าอย่างมีวัฒนธรรม กินเหล้าอย่างปลอดภัย หรือจะเรียกอย่างไรก็ได้ (แต่ไม่ต้องไปแช่งชาวบ้านอย่างบ้านเรา) ปรากฎว่าได้ผลดี อุบัติเหตุลดลงกว่าครึ่ง

การพัฒนาจิตสำนึกของคนไม่ใช่เรื่องง่าย การใช้กฎหมายบังคับก็เป็นวิธีหนึ่ง วิธีเบื้องต้นสำหรับคนที่ไม่สามารถคิดเองทำเองได้ หรือไม่รู้สึกรู้สาต่อปัญหาต่างๆ เหมือนเด็กเล็กๆ ทียังพึ่งตนเองไม่ได้

ถ้าการใช้กฎหมายและการลงโทษเป็นไม้แข็ง การใช้กฎระเบียบพร้อมกับรางวัลก็เป็นไม้นวม รัฐบาลอยากให้คนหันไปใช้น้ำมันไร้สารตะกั่วก็ลดราคาน้ำมันนี้ลงให้ถูกกว่าน้ำมันทั่วไป รัฐบาลใช้มาตรการภาษีเพื่อให้คนดูแลสิ่งแวดล้อม ก็ได้ผลพอสมควร

อยู่ที่เจตจำนงทางการเมือง (political will) ของรัฐ ความสม่ำเสมอ การเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะการรณรงค์ ไม่ใช่ทำเหมือนไฟไหม้ฟาง อย่างที่ไม่ว่ารัฐหรือเอกชนส่งเสริมการเลิกใช้ถุงพลาสติกอยู่ไม่กี่วันก็จางหายไป ไปซื้อของตามห้างยังใช้กันอยู่เหมือนเคย ไม่มีใครสนใจเรื่องแต้มเรื่องคะแนนสะสมอะไรนั่น

ถ้าใช้ไม้แข็ง รัฐบาลอาจหักดิบห้ามใช้ถุงพลาสติกไปเลย ห้ามใช้หลอดพลาสติกไปเลย ส่งเสริมชาวบ้านให้มีรายได้ด้วยการผลิตถุงผ้ามาแทน ไม่ใช่เตะหมูเข้าปากหมา ให้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ชอบผูกขาดทำถุงผ้าถุงกระดาษขาย ทั้งๆ ที่เป็นโอกาสกระจายรายได้ให้ชาวบ้าน คนยากคนจน ทำทีเดียวได้หลายเรื่อง

กรุงโรมไม่ได้สร้างกันวันเดียว การรณงค์เรื่องการสูบบุหรี่ก็ใช้เวลาหลายปี แต่เมื่อมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ทำกันต่อเนื่อง ทั้งไม้แข็งไม้นวม ที่สุดก็ไม่ต้องใช้ไม้อะไรเลย เพราะได้กลายเป็นจิตสำนึกไปแล้ว ไม่ใช่เพียงจิตสำนึกส่วนตัวของประชาชน แต่จิตสำนึกส่วนรวมของสังคม