phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

ทางอีศาน กรกฎาคม ๒๕๖๒

ปี ๒๕๖๒ นี้ เมืองไทยหายใจเป็นเรื่องกัญชา พรรคการเมืองก็ใช้หาเสียงและดูเหมือนจะได้ผลด้วย ศูนย์กลางความสนใจในนโยบายกัญชาอยู่ที่อีสาน ที่บุรีรัมย์ ที่สกลนคร

            ผมเห็นด้วยกับการรณรงค์ให้กัญชาเป็นยารักษาโรค เป็นสมุนไพร และปลดปล่อยกฎหมายให้ชาวบ้านทั่วไปเข้าถึง ใช้ประโยชน์ ไม่ให้มีการผูกขาดโดยทุน โดยรัฐ ที่มักอ้างเหตุผลร้อยแปดเหมือนดูถูกสติปัญญาและสามัญสำนึกของประชาชน แต่แท้ที่จริงคือเรื่องอำนาจและผลประโยชน์

            ประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างลาว เขามีกฎหมายให้ต้มเหล้ากินได้เสรี ถ้าจะขายก็ขออนุญาต ก็ไม่เห็นเขาเมากันทั้งบ้านทั้งเมือง หรือตายเพราะเหล้าเป็นพิษ ไทยมีกฎหมายเหล้าผูกขาด คนเมาเช้าเมาเย็น เมาแล้วยังขับขี่ มีอุบัติเหตุตายอันดับต้นๆ ของโลก คนลาวปลูกกัญชาใช้เองก็ไม่เห็นคนเมากัญชา เดินยิ้มหัวกันตามถนนหนทางอย่างที่ชอบคาดการณ์ว่าจะเกิดถ้าหากไทยมีกัญชาเสรี

            แต่ก็ไม่เห็นด้วยว่า จะให้มี “กัญชาเสรี” ในเมืองไทยวันนี้ อย่างที่แคนาดาและหลายรัฐในอเมริกาเดินหน้าไปแล้ว เพราะคงต้องเตรียมการอะไรกันอีกมากนัก แต่ก็ขอให้เป็นสมุนไพรพร้อมกับการส่งเสริมดูแลที่เหมาะสมเท่านั้น

            ผมไม่ได้ตั้งใจเขียนเรื่องกัญชา ไม่เชื่อว่าปลูกกัญชาคนละ ๕-๖ ต้นจะรวยกันเป็นแสน ชาวบ้านเราถูกหลอกมานานมากแล้ว ชักชวนให้ปลูกพืชเดี่ยวทั้งหลาย อย่างมะม่วงหิมพานต์ โครงการวัวพลาสติก มันสำปะหลัง ยางพารา ต่อมามีสบู่ดำ มะเขือเทศ พริก มะละกอ และอีกหลายๆ ตัวที่พ่อค้านายทุนหมุนเวียนกันไปหลอกชาวบ้าน โดยมีข้าราชการและนักการเมืองบางคนร่วมขบวนด้วย

            ทางเลือกเพื่อการเกษตรมีหลายทาง อีสานมีปราชญ์ชาวบ้านมากมายที่ทำการเกษตรเพื่อการพึ่งตนเองไว้เป็นแบบอย่าง ตั้งแต่พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย พ่อเชียง ไทยดี ที่สุรินทร์ คุณสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ คุณคำเดื่อง ภาษี และอีกหลายคนที่บุรีรัมย์ และในทุกจังหวัดในภาคอีสาน

            ยังไม่นับเครือข่ายลูกศิษย์ลุงเชียง ไทยดี อีกหลายร้อย สมาชิกเครือข่ายอินแปงอีกหลายพัน เครือข่ายพัฒนาชาวบุรีรัมย์ เครือข่ายอุ้มชูไทอีสานที่ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น นครราชสีมา และเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านทั่วอีสานที่คุณหมออภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุบลรัตน์ ขอนแก่น ได้ประสานงานตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน

            เรื่องการเกษตรผสมผสาน เกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรทางเลือก จึงไม่ใช่เรื่องโรแมนติกของคนโลกสวย แต่เป็นเรื่องจริง ที่แม้ว่ายังเป็นทางเลือก เป็นกระแสรอง ยังไม่ได้ขยายไปกว้างไกลนัก วันนี้อาจมีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น

            คนรุ่นใหม่ คนกล้าคืนถิ่นกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น กำลังกลับบ้านสานต่องานการเกษตรของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไม่ใช่แบบเดิมๆ ที่ทำไปก็ใช้หนี้ไม่พอ แต่ทำด้วยวิธีคิดแบบนักประกอบการยุคใหม่ ที่อาจไม่ร่ำไม่รวย แต่ก็อยู่ได้อย่างมีความสุข และหลายคนก็รวยได้

            เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเราก็เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศพัฒนาแล้วมีการส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวกลับไปทำการเกษตร เพราะอย่างไรเสียคนก็ยังต้องกินต้องดื่ม ต้องการอาหาร การเกษตรต้องการการจัดการที่ดี ที่ตอบสนองความต้องการของสังคมยุคใหม่

            ขอยกตัวอย่างแคว้นเอมิเลีย โรมาญา (Emilia Romagna) ตอนเหนือของอิตาลี มีเมืองโบโลญา เป็นศูนย์กลาง นับเป็นแคว้นที่น่าศึกษามากที่สุด ไม่ว่าเรื่องการเกษตร เรื่องสหกรณ์ หรือการประกอบการขนาดกลางขนาดเล็ก เป็นโมเดลที่ทั่วโลกสนใจไปศึกษา

            แคว้นนี้มีประชากรอยู่เพียง ๔ ล้านคน หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นแคว้นที่จนที่สุดและได้รับความสียหายจากสงครามมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่วันนี้ คือแคว้นที่ร่ำรวยที่สุดและพัฒนามากที่สุด เพราะมีรากฐานบนเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงนั่นเอง

ลบล้างคำปรามาสของทุนนิยมและสังคมนิยมที่ว่า เศรษฐกิจชุมชนเป็นเศรษฐกิจที่รอวันตาย

ด้วยประชากรเพียง ๔ ล้านคน แควันเอมีเลียมีวิสาหกิจการผลิตอยู่ ๙๐,๐๐๐ แห่ง กว่าร้อยละ ๙๐ เป็นขนาดเล็กขนาดจิ๋ว มีคนทำงานอยู่น้อยกว่า ๕๐ คน มีสหกรณ์อยู่กว่า ๑๕,๐๐๐ หรือหนึ่งในสามของสหกรณ์ของอิตาลีทั้งประเทศ สหกรณ์ของเขา เพียง ๙ คนก็เป็นสหกรณ์ได้

เอมีเลียเป็นแคว้นที่มีสหกรณ์มากที่สุดในโลก มีส่วนถึงร้อยละ ๔๐ ของจีดีพีของแคว้นนี้ ประชากร ๒ ใน ๓ เป็นสมาชิกสหกรณ์ บางคนเป็นสมาชิกหลายสหกรณ์ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและการบริการ สหกรณ์เกี่ยวกับเนื้อ นม ไวน์ ผลไม้ ข้าวของเครื่องใช้ ผลผลิตกว่าครึ่งส่งออกไปต่างประเทศ

ศึกษาให้ดีจะพบว่า นอกจากประเพณีดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่ยุคกลางหลายร้อยปี ที่มีภูมิปัญญาด้านศิลปะ งานหัตถกรรม การแปรรูปอาหาร การเกษตร หลังสงครามโลกก็มีการส่งเสริมกันอย่างจริงจัง ทำให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยสนใจเรื่องการเกษตร หันกลับไปทำการเกษตร สืบสานต่อจากพ่อแม่ เป็นการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้เป็นอย่างดี

ในเวลาเดียวกัน รัฐเองก็ส่งเสริมสนับสนุนในด้านกฎหมาย วิชาการ และด้านทุน ทำให้เกิดการประกอบการขึ้นมามากมาย และเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย (ที่เรียกว่า network หรือ cluster) ป้องกันการผูกขาดจากทุนใหญ่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย มีพลังสามารถแข่งขันในระดับสากลได้

แควันเอมีเลียส่งเสริมการศึกษาและประชาสังคม (civil society) มีฐานคิดมาจากทั้งสังคมนิยมคอมมิวนิสท์ สังคมนิยมประชาธิปไตย และศาสนาคริสต์คาทอลิกนับร้อยปีก่อนหน้านั้น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกเกิดขึ้นที่เมืองโบโลญา เมืองหลวงของแคว้นเอมีเลียเมื่อเกือบ ๙๐๐ ปีก่อน

แคว้นเอมีเลียโด่งดังเรื่องการเกษตรและการสหกรณ์ มีผลผลิตอาหารที่ส่งออกไปทั่วโลก แต่คนในแวดวงยานยนต์ก็รู้ดีว่า บรรดารถสปอร์ต รถแข่ง ยี่ห้อดังอย่าง Ferrari, Lamborghini, Maserati, Ducati ก็มีฐานผลิตอยู่ในแคว้นนี้ ที่เมืองพาร์มา, โมเดนา, โบโลญา

เขียนเรื่องอิตาลีเพราะมีบทเรียนที่เมืองไทยสามารถเรียนรู้ได้จากประเทศนี้ ที่มีหลายอย่างคล้ายกับบ้านเรา สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ โดยเฉพาะการเกษตร ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากชุมชนเท่านั้น แต่มาจากการส่งเสริมที่เหมาะสมและจริงจังของรัฐด้วย

เมืองไทยอยากเป็น “ครัวไทยสู่ครัวโลก” แต่ดูเหมือนจะถูกผูกขาดจากทุนใหญ่ไม่กี่เจ้า ชาวบ้านเป็นเพียงแรงงานเท่านั้น ทั้งๆ ที่มีศักยภาพที่จะทำได้เองมากมาย ถ้าหากได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้ ให้มีกฎหมายเอื้ออำนวย และมีทุนสนับสนุนอย่างเหมาะสม

ประมาณสิบกว่าปีก่อน ผมได้รับเชิญไปพูดในการประชุมร่วมระหว่างอาเซียนกับประชาคมยุโรป หรือ EU เป็นโครงการเพื่อพัฒนานโยบายสำหรับนักการเมือง การประชุมนั้นมีขึ้นที่เมืองเวนิซ ไทยส่งส.ส.หนุ่มจากพรรคต่างๆ ไปร่วมด้วย ๕-๖ คน ที่ผมจำชื่อคนหนึ่งได้ดี คือ คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ผมได้รับเชิญไปพูดเรื่อง “วิสาหกิจชุมชน” ประสบการณ์ของประเทศไทย ซึ่งขณะนั้นได้มีพรบ.วิสาหกิจชุมชนออกมาแล้ว (ต้นปี ๒๕๔๘) ผู้พูดอีกคนหนึ่งเป็นชาวอิตาเลียน พูดเรื่อง SMEs ของอิตาลี

เมื่อกลับมาเมืองไทย ผมไม่ได้ติดต่อกับนักการเมืองที่ไปด้วยกันอีกเลย ที่เขียนถึงวันนี้เพราะอยากฝากถึงคุณศักดิ์สยามและนักการเมืองที่ไปงานนั้นว่า ถ้ายังจำเนื้อหาการสัมมนากันในปีนั้นได้ก็ขอให้คิดหาทางส่งเสริมเรื่องวิสาหกิจชุมชนต่อไปด้วย

ผมได้ไปให้ข้อมูลและคำอธิบายร่างพรบ.นี้ที่สำนักงานกฤษฎีกา เลขาธิการขณะนั้นถามผมว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายวิสาหกิจชุมบนแบบนี้ไหม ผมตอบว่า ไม่มีครับ เลขาธิการก็พูดเสียงดังว่า แล้วเสนอมาทำไม น่าแปลกใจว่า ตรรกะหรือวิธีคิดแบบไหนที่ทำให้คนระดับนั้นตั้งคำถามแบบนี้

ผมพยายามอธิบายว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายสหกรณ์ที่มีมากว่าร้อยปี และมีพัฒนาการที่ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ของเขาได้หมด จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายวิสาหกิจชุมชน กฎหมายสหกรณ์ของเราไม่ตอบสนองปัญหาของบ้านเรา เหมือนรถบัส รถทัวร์ที่วิ่งไปตามถนนใหญ่ ระหว่างเมือใหญ่ ไม่สามารถไปถึงตำบลหมู่บ้าน ถึงได้เกิดมีรถตู้ นั่งได้ ๑๐-๑๒ คน รับผู้โดยสารจากบ้านในกรุงเทพฯ ไปส่งถึงบ้านที่หมู่บ้านในชนบท โดยไม่ต้องเสียเวลาเสียค่าแท็กซี่ เดินทางหลายต่อ

แต่วิสาหกิจชุมชนที่เป็นพรบ. นั้น ได้ตัดข้อเสนอเบื้องต้น ๓ ข้อที่สำคัญที่สุดออกไป คือ การเป็นนิติบุคคล การมีกองทุนสนับสนุน และการมีสถาบันส่งเสริมด้านวิชาการ

อ่านบทความนี้คงสรุปได้ว่า แนวคิดสำคัญส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ที่แคว้นเอมีเลีย โรมาญาของอิตาลีนี่เอง ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มานานแล้ว ที่นี่ ๙ คนก็เป็นสหกรณ์ได้ มีสถานภาพทางกฎหมาย มีการส่งเสริมสนับสนุนอย่างดีทุกด้าน สหกรณ์ของเขาจึงมีพลัง สร้างสรรค์เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมืองไทยวันนี้มีวิสาหกิจชุมชน ๘๐,๐๐๐ กลุ่ม ไปลงทะเบียนกับเกษตรอำเภอจังหวัด ส่วนหญ่ก็หวังวให้รัฐช่วย โดยไม่ได้เข้าใจปรัชญาแนวคิดเรื่องวิสาหกิจชุมชน ซึ่ง “การเรียนรู้เป็นหัวใจ เป้าหมายคือการพึ่งตนเอง” จนกระทั่งไม่นานมานี้ สำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล ๕ ปีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง สนใจที่จะเอาร่างพรบ.เดิมกลับมา คืน ๓ อย่างในร่างเดิมให้วิสาหกิจชุมชน แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็นว่ามีการปรับปรุงพรบ.นี้ รัฐมนตรีที่ดูแลอ้างว่า รัฐบาลเห็นด้วย แต่สนช.มีคนค้านมาก

พรรคการเมืองจะทำเรื่องกัญชาก็ทำไป แต่ก็อยากให้สนใจกระบวนการที่ทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากกัญชาจริงๆ ทั้งการเข้าถึง ทางสุขภาพและทางเศรษฐกิจ ถึงไมได้เงินเป็นแสนเป็นล้าน แต่ก็ให้ได้ประโยชน์จากผลผลิตของตนเองอย่างยั่งยืน

ยั่งยืน แปลว่าพึ่งตนเองได้ ไม่ใช่อยู่ใต้การอุปถัมภ์ของรัฐ ของนักการเมือง ของนายทุน ชาวบ้านจึงต้องรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เป็นสหกรณ์เข้มแข็ง ที่เกิดได้ถ้านักการเมืองที่กำกับนโยบายเข้าใจและให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ทั้งที่อีสานและทั่วประเทศ มีวิสาหกิจชุมชนหลายแห่งที่มีการประกอบการที่ดี มีผลงาน มีผลผลิตทางการเกษตร และมีผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตร ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมระดับโอทอปหลายดาว ได้รับการยอมรับระดับโลก มีศักยภาพที่จะพัฒนาไม่แพ้ที่เอมีเลีย ถ้าหากได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม

สหกรณ์ของเอมีเลียสรุปไว้ว่า เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่ “กำไร” แต่เป็น “คน” คือ สมาชิก การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การแบ่งปัน การรักษาความเชื่อมั่นไว้ใจกัน ซึ่งเป็นทุนทางสังคม ทุนที่สำคัญที่สุดของการรวมกลุ่มกันทำการประกอบการให้มั่นคงยั่งยืน โดยไม่ได้เอา “มั่งคั่ง” มาเป็นเป้าหมายอันดับต้น แต่เป็นผลพลอยได้มากกว่า (ไม่เช่นนั้นคงต้องทำกำไรแบบเอาเป็นเอาตายทุกวิถีทางอย่างทุนนิยมสามานย์)

เอมีเลียโมเดล มีลักษณะคล้ายกับจีนโมเดล คือ เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (Socialist Market Economy) เพียงแต่เอมีเลียเป็นลูกผสมระหว่างทุนนิยมกับคุณค่าหลายประการของสังคมนิยม ซึ่งน่าจะเป็นบทเรียนที่น่าสนใจในการส่งเสริมการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของอีสาน ซึ่งมีฐานคุณค่าและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง

ถ้า ส.ส. กรรมาธิการเกษตรจะไปดูงานก็แนะนำให้ไปที่แคว้นเอมีเลีย โรมาญา นำความรู้ แนวคิดแนวทางของเขามาประยุกต์ใช้ การเกษตรของอีสานน่าจะเข้มแข็ง ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้ คล้ายกับที่คนแคว้นเอมีเลียทำได้ หลังจากที่อดอยากยากจนมาหลายสิบปีหลังสงคราม

สยามรัฐรายวัน 3 กรกฎาคม 2562

นักพูดนักแสดงโวหารย้ายจากเวทีหาเสียงตามชุมชนเข้าไปในสภา ประชันกันด้วยฝีปากวาทะศิลป์หลากหลายรูปแบบและสีสัน ตั้งแต่ชวนขบขันไปถึงหมั่นไส้ น่าฟังบ้างน่าเบื่อบ้าง พูดเก่งไม่ได้หมายถึงพูดดีเสมอไป จึงมี “ศรีธนญชัย” เป็นยี่ห้อคนที่เก่งกาจด้านโวหาร ที่พูดแบบฉลาดแต่หลอกและโกง

อยากเสนอกรอบเกณฑ์ให้นำมาพิจารณาการพูดที่ดี ไม่ว่าจะที่ไหน ในสภาหรือนอกสภา บนเวทีทางการหรือพูดจาประสาชาวบ้าน ก็คงมีหลักการคล้ายกันว่า อะไรที่คนเห็นว่าพูดดีที่อยากฟัง และอะไรที่ไม่ดีที่ไม่อยากได้ยิน

เริ่มจากการพูดอย่างไรที่คนไม่อยากฟัง (แต่ก็เอากับเขาด้วยเหมือนกันในบางครั้ง) ที่เรียกกันว่า “บาป 7 ประการของการพูดที่ไม่ดี” รวมทั้งการเขียนไม่ดี การแชร์เรื่องไม่ดีในโซเชียลมีเดีย

 

1.นินทา (gossip) การพูดถึงคนอื่นในด้านที่ไม่ดี เรื่องดีๆ ไม่เล่า กลับไปเอาแต่เรื่องร้าย ข้อบกพร่อง ของคนอื่นมาเล่าให้เพื่อนฟัง คนที่นินทาคนอื่น ก็มักจะถูกนินทาลับหลังเช่นเดียวกัน

2.ตัดสิน (judge) ชอบว่าคนอื่น ตัดสินคนอื่น ทำตัวเป็นผู้พิพากษา ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาประเภท “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” บางคนเห็นฝุ่นในตาเพื่อน แต่ไม่เห็นก้อนหินในตาตน

3.มองลบ (negativity) เห็นอะไรเป็นปัญหาไปหมดแม้แต่โอกาส น้ำเกือบเต็มแก้วก็บอกว่า ไม่เห็นเต็มเลย ยังพร่องอยู่ มองไม่เห็นด้านดีๆ ด้านบวกของคน สถานการณ์และทุกสิ่งรอบตัว

4.ขี้บ่น (complain) บ่นได้ทุกเรื่อง ใกล้ตัว ไกลตัว การบ้าน การเมือง เรื่องคน ดินฟ้าอากาศ คนขี้บ่นมักไม่รู้ว่าตนเป็นคนน่าเบื่อ น่าจะบันทึกเสียงไว้แล้วเอามาฟังเพื่อนับว่า วันหนึ่งบ่นได้กี่เรื่อง

5.แก้ตัว (excuses) มีข้ออ้าง ข้อแก้ตัวเสมอ หรือโทษคนอื่น เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น เลี่ยงบาลี เอาสีข้างเข้าถู มีลักษณะการพูดจาคล้ายศรีธนญชัยมากที่สุด แบบรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

6.ขี้โม้ โอ้อวด โกหก (lying) การพูดความจริงครึ่งเดียวเป็นการโกหก การพูดจาเกินเลยก็เป็นการโกหก โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ใส่สีตีไข่ บางคนโกหกจนเชื่อว่าสิ่งที่ตนโกหกนั้นเป็นความจริง แบบนี้ก็ศรีธนญชัยเช่นเดียวกัน ฉลาดแต่โกง แนบเนียนจบจับไม่ได้ และผู้คนก็มักหลงเชื่อเสียด้วย

7.เชื่อมั่นยืนยันหัวชนฝา (dogmatism) ไม่ยอมฟังเหตุผลคนอื่น สับสนระหว่างข้อเท็จจริงกับความเห็น (facts and opinions) ชอบเอาความคิด ความเห็น ความปรารถนามาเป็นเหตุผลและหลักฐานความจริงแบบหัวชนฝา ใจแคบ ปิดกั้นไม่รับฟังเหตุผลของคนอื่น

คนที่พูดจาแบบข้างต้นไม่น่าจะเป็นคนที่มีความสุขนัก น่าจะเป็นคนเครียด ยิ้มหัวไม่เป็น บูดทั้งวัน ความดันน่าจะสูง เบาหวานอาจตามมา พร้อมกับโรคภัยไข้เจ็บที่มาจากความคิดร้ายๆ ภายในตน

การพูดจาที่ดี ย่อมมาจากจิตใจที่ดี ลองพิจารณา “บุญ 4 ประการ” ของการพูดดีที่คนอยากฟัง การพูดที่แสดงออกถึงความดีที่มาจากข้างในตัวผู้พูด

1.ความจริงใจ ตรงไปตรงมา (honesty) ไม่อ้อมค้อม ไม่หลอกล่อ หรือมีข้ออ้างต่างๆ นานาแบบศรีธนญชัย เป็นการพูดที่คนฟังมักจะรู้สึกได้ เพราะเหตุผลที่ไม่ข้ดแย้งกัน แต่ก็ควรรรู้กาละเทศะด้วย

2.เป็นตัวของตัวเอง (authenticity) แสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริง ไม่เสแสร้ง ซื่อสัตย์ต่อหลักคิดหลักการของตนเอง ไม่ถูกกำหนดจากภายนอก หรือไปลอกเลียนคนอื่น เอาขี้ปากคนอื่นมาพูด

3.ความสัตย์ซื่อถือคุณธรรม (integrity) ปากกับใจตรงกัน ทำสิ่งที่ตนพูด พูดสิ่งที่ตนทำ ไม่หลอกตัวเอง ไม่หลอกคนอื่น ไม่โกหก ไม่พูดความจริงครึ่งเดียวหรือเกินจริง

4.รักและปรารถนาดี (love) พูดจาด้วย “พรหมวิหารสี่” คือการพูดดีที่พึงปรารถนา มาจากจิตใจที่เมตตาและปรารถนาดีต่อผู้อื่น ไม่ว่าดีกว่าหรือด้อยกว่าตน

เหล่านี้ปรับจากที่ได้ฟังคุณ Julian Treasure พูดใน Ted Talk ซึ่งมีคนคลิกฟังกว่า 21 ล้านครั้ง นับเป็นการพูด Ted Talk ที่มีคนสนใจเข้าไปฟังมากที่สุดคลิปหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บาป 7 ประการและบุญ 4 ประการ เป็นข้อคิดที่สะท้อนชีวิตจริงของคนเรา คนคลิกไปดูคงอยากรู้ว่าตนอยู่ในประเภทไหน

ในวัฒนธรรมไทย คำว่า “ศรีธนญชัย” กลายเป็นคำที่แสดงออกถึงการพูดจาที่ไม่ตรงไปตรงมา หาทางหลบเลี่ยง แก้ตัวด้วยเหตุผลที่ชวนเชื่อ ดูเหมือนจริง แต่ที่แท้ลวง คล้ายกับพวก “โซฟิสท์” ในสังคมกรีกโบราณ เป็นความฉลาดแบบขี้โกง เอาเปรียบผู้อื่น

ศรีธนญชัยใน “สยาม” หรือ เซียงเมี่ยงใน “ล้านนา-ล้านช้าง” เป็นนิทานพื้นบ้านที่เล่าสืบต่อกันมานาน ด้านหนึ่งก็เป็นความสนุกสนานที่สะท้อนให้เห็นว่า คนฉลาดมากทำให้คนโง่หรือฉลาดน้อยกว่าน่าขบขัน คนฉลาดหลอกคนโง่แบบศรีธนญชัย เล่นคำ เล่นสำนวนโวหาร เล่นมุกตลก แต่ตลบแตลง

อีกด้านหนึ่งก็น่าคิดว่า นิทานนี้มีผลต่อทัศนคติ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทยในอดีตถึงปัจจุบันหรือไม่ ทำให้คนนิยมชมชอบคนฉลาดแบบ “โกงกินบ้านเมืองก็ได้ ขอให้พัฒนาประเทศก็พอ”

เรื่องศรีธนญชัยแพร่หลาย เป็นหนังสืออ่าน หนังสือการ์ตูน เป็นหนังเป็นละคร สะท้อนให้เห็น “ความนิยม” และการรับได้ของคนไทย ที่ชอบคนหัวไว ใจกล้า วาจาแหลมคม แม้จะขี้โกง

ความจริง เรื่องราวของศรีธนญชัยที่ดีๆ ก็มี แต่ถูกกลบด้วยเรื่องที่อดีตเณรน้อยเจ้าปัญญาคนนี้ไปหลอกสมภารบ้าง หลอกเจ้านายบ้าง หลอกพ่อค้าวาณิชบ้าง สะใจคนยากคนจน คนไม่มีอำนาจในสังคม เป็นความฝันของคนทุกข์คนยาก คนขาดโอกาส ที่ได้โอกาส “แก้แค้น” ด้วยนิทานและจินตนาการ

คนไทยคุ้นเคยกับอิกคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญาญี่ปุ่น ที่ฉลาดหลักแหลม แต่มีคุณธรรม แต่ก็ชอบศรีธนญชัยเพราะเป็นตัวแทนของคนที่อ่อนแอกว่า ที่สู้กับคนที่มีอำนาจมากกว่าตรงๆ ไม่ได้ ต้องสู้ด้วยเล่ห์ด้วยกลอุบาย แม้ว่าจะไม่ถูกต้องก็ตาม

ติดตามการเมืองไทยจะเห็นศรีธนญชัยทั้งในและนอกสภา ที่สะท้อนความสับสนของสังคมไทยในเรื่องคุณค่า ความถูกต้องดีงาม ได้ไม่น้อย

สยามรัฐรายวัน 26 มิถุนายน 2562

นิทานอีสปที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แนะนำให้คนไทยอ่านนั้น มีอายุกว่า 2,500 ปี มีมากกว่า 700 เรื่อง มีการปรับเปลี่ยน แต่งเติมเนื้อหาสาระตามยุคสมัยและวัฒนธรรม เป็นนิทานที่ทั่วโลกรู้จักดี และนำไปใช้เพื่อการอบรมสั่งสอนเรื่องคุณธรรม

            อีสปเป็นชาวกรีก เกิดก่อนคริสตกาลประมาณ 600 ปี คนไทยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทุกยุคสมัย คุ้นเคยกับนิทานอีสป รู้จักเด็กเลี้ยงแกะ หมาป่ากับลูกแกะ กบเลือกนาย ชาวนากับงูเห่า องุ่นเปรี้ยว และอื่นๆ

            เรื่องหมาป่ากับลูกแกะเป็นนิทานเล่ากันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพื่อจะบอกว่า คนมีอำนาจทางสังคมการเมืองเศรษฐกิจ จะหาทุกวิถีทางเพื่อ “กินแกะ” ข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น อ้างว่าลูกแกะกวนน้ำให้ขุ่น ทั้งๆ ที่ลูกแกะอยู่ด้านล่างของลำธาร หมาป่ากินน้ำอยู่ด้านบน

            ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล บอกว่า เจ้าไม่ได้กวน พี่ชายเจ้าทำ ลูกแกะบอกว่า ฉันไม่มีพี่ เป็นลูกคนเดียว หมาป่าก็พาลต่อไป เหมือนที่ทำกันในชีวิตจริงในบ้านเมืองเราและทั่วโลกทุกยุคทุกสมัย

            มีนิทานอีสปคล้ายกัน คือ แมวกับไก่ แมวอยากกินไก่ กล่าวหาว่า ไก่ทำลายความสุขในการนอน ของคน หนวกหูชาวบ้าน ไก่บอกว่า ฉันช่วยปลุกชาวบ้านให้ตื่นขึ้นมาทำงานต่างหาก ไก่จะอธิบายอย่างไร แมวไม่ฟัง บอกว่า “เสวนาเสียเวลาเปล่า” “พูดไปก็ไม่ทำให้หายหิว” “ท้องว่างไม่มีหูฟัง” “ได้เวลาอาหารเช้า” ว่าแล้วแมวก็จับไก่กิน นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนมีอำนาจไม่อยากเสียเวลาพูด สั่งและจัดการทันที

            ในหนังสือการ์ตูนเด็กไทย มีการปรับเรื่องให้รุนแรงน้อยลง โดยในตอนสุดท้ายแทนที่หมาป่าจะได้กินลูกแกะ แกะตัวน้อยวิ่งหนีสุดชีวิตร้องเรียกแม่ลั่นป่า สิงโตได้ยินก็วิ่งมาสะกัดหมาป่า ประกาศก้องว่า ถ้าไม่อยากเป็นอาหารของสิงโต ก็ให่รีบไปให้พ้น

            การเมืองไทยสามารถนำนิทานอีสปมาประกอบอธิบายและสรุปบทเรียนได้หมด ไม่ว่าเด็กเลี้ยงแกะ องุ่นเปรี้ยว หรือเรื่องหมาที่ไปขโมยเนื้อชาวบ้าน วิ่งมาบนสะพาน มองลงไปเห็นเงาตัวเองในน้ำ เนื้อในปากดูใหญ่กว่า จึงคายเนื้อเพื่อไปเอาเนื้อก้อนใหญ่จากอีกตัวหนึ่งในน้ำ อีสปสอนว่า โลภมาก ลาภหาย

            หรือเรื่องหมาป่ากับลูกแกะที่ไทยนำมาปรับให้สิงโตเป็นพระเอกมาช่วยลูกแกะ ก็สะท้อนบ้านเมืองนี้ที่มักเรียกหาอัศวินขี่ม้าขาว หรือมีคนประกาศเข้ามากอบกู้สถานการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวาย

นอกจากนิทานอีสป มีนิทานพื้นบ้านต่างๆ ส่วนใหญ่เกิดจากคนยากคนจน ชาวไร่ชาวนา ที่มีปัญหา มีความทุกข์ ถูกกดขี่จากคนมีอำนาจ นิทานเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองที่ถูกครอบงำ ก้าวข้ามด้วยความฝันและจินตนาการ ไปสู่อีกโลกหนึ่งที่ปราศจากการเบียดเบียน และความทุกข์ยากลำบากทั้งปวง

อีกด้านหนึ่งเป็น “การแก้แค้น” ทางจินตนาการ คนถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกดขี่กลับมาชนะด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเสมอ ความดีชนะความชั่ว ธรรมะชนะอธรรม

อย่างนิทานของพี่น้องกริมม์ ชาวเยอรมัน และฮันส์ คริสเตียน อันเดอร์เสน ชาวเดนมาร์ก ที่คนไทยคุ้นเคยดี ที่แม่มดใจร้ายไม่เคยรอด คนที่ถูกสาปก็จะกลับสู่สภาพเดิม คนยากไร้ก็จะได้สถานภาพที่ควรจะได้อย่างซินเดอร์แรลลา หรือหนูหน้อยหมวกแดง รวมทั้งเด็กน้อยกับไม้ขีดไฟของอันเดอร์เสน ที่จุดไม้ขีดไฟทีละก้านเพื่อให้อบอุ่นข้างถนน จนหนาวตาย แต่ที่สุดยายก็มารับหลานไปอยู่ด้วยในสวรรค์

คนโลภมากไม่รู้พอในอำนาจทรัพย์สินก็จะถูกทำให้เป็นตัวตลกขบขันในสายตาของคนทั่วไป รวมทั้งเด็กๆ ที่เป็นตัวแทนของคนซื่อและฉลาด ดังเรื่องฉลองพระองค์ใหม่ของพระราชา หรือแม่และลูกสาวสองคนในเรื่องซินเดอร์แรลลา

สังคมยุโรปก่อนพี่น้องกริมม์และอันเดอร์เสน เป็นยุคที่เคร่งกฎระเบียบของรัฐและศาสนา มีการล่าแม่มดหมอผีเอาไปเผาไปย่างทั้งเป็น นิทานจำนวนมากสะท้อนสภาพสังคมนั้น

นิทานอีสปสั้นและเป็นคติสอนใจ เหมาะกับเด็กเล็ก ถ้าเป็นเรื่องยาว ต้องอ่านนิทานของพี่น้องกริมม์และฮันส์ คริสเตียน อันเดอร์เสน ที่เขียนด้วยภาษาศิลป์ที่งดงาม ที่พ่อแม่ควรอ่านให้ลูกฟังหรือให้ลูกอ่านเอง จะพัฒนาความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการของเด็กได้เป็นอย่างดี

นิทานสร้างความฝันและจินตนาการ นำไปสู่การเรียนรู้ เกิดปัญญา เพราะนิทานก้าวข้ามพรมแดนแห่งชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด โบยบินไปสู่เสรี ไปยังอีกโลกหนึ่งซึ่งไร้พรมแดน ไร้ข้อจำกัด ที่นี่ไม่มีความทุกข์ทรมาน ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความหิวโหยและน้ำตา ไม่มีความเจ็บป่วยและความตาย

เป็นโลกแห่งความถูกต้องเป็นธรรม ความดีและความงาม โลกที่ความดีไม่มีวันแพ้ความเลว ความบริสุทธิ์และความถูกต้องไม่มีวันถูกป้ายสีเป็นความมัวหมองและความผิด ที่สุด ความดีได้รับการตอบแทน ความซื่อสัตย์สุจริต ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความขยันขันแข็ง ควาเมมตตาเอื้ออารีต่อผู้อื่น ต่อสัตว์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ย่อมได้รับการตอบแทนเป็นร้อยเท่าพันทวี

ขณะที่คนไม่ดี คนขี้โกง คนขี้เกียจ คนใจร้าย คนเอาเปรียบผู้อื่น ย่อมได้รับผลกรรมของตัวเองในท้ายทีสุด นิทานทั้งหลายในแทบทุกวัฒนธรรม ล้วนยืนยันว่า “กฎแห่งกรรม” มีจริง

นิทานต่างๆ สร้างความหวังให้ผู้คนว่าชีวิตจะไม่เลวร้ายเช่นนี้ตลอดไป ชีวิตบัดซบเหมือนถูกสาบจะกลับไปได้ดีเหมือนเจ้าชายกบ ชีวิตที่อาภัพอับจนอาจจะโชคดีเหมือนซินเดอร์แรลลา ปัญหาอุปสรรควันนี้จะหมดไป ทางตันวันนี้จะมีทางออกในวันหน้า

นิทานนำคนออกจากโลกที่น่าบื่อจำเจ ไปสู่โลกแห่งการผจญภัยในความฝันและจินตนาการ โลกที่คนสามารถหลบไปพักพิง ทิ้งความร้อนรุ่มในจิตใจ ไปพบความสงบ ความสุข ความร่มเย็น หลบความหนาวเหน็บแห่งความโดดเดี่ยว ความเหงา ไปพบความเข้าใจ ความอบอุ่น และความเห็นอกเห็นใจ

            “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เพราะมีพลังอย่างที่ไอน์สไตน์ได้บอกด้วยการคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพอันลือลั่น หรืออย่าง เจ เค โรว์ลิง นักเขียนตกยาก แต่เพราะจินตนาการอันยิ่งใหญ่อย่างในแฮรี่ พอตเตอร์ ทำให้เธอเป็นกลายนักเขียนที่รวยที่สุดในโลก (แต่วันนี้เสียแชมป์เพราะยกสมบัติจำนวนมากให้การกุศล)

สงคราม ประวัติศาสตร์มีไว้ให้คนลืม

ข่าวสะเทือนขวัญชาวโลกไม่กี่วันก่อน อเมริกันเงื้อง่าจะระเบิดสงครามกับอิหร่าน แต่ก็ยั้งมือในนาทีสุดท้าย ปีสองปีมานี้ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ก็มีข่าวการข่มขู่ท้าทายจะรบกับเกาหลีเหนือบ้าง อิหร่านบ้าง แบบไม่เคยสรุปบทเรียนจากอดีตเอาเสียเลย หรือสรุปเอาแต่ด้านที่ตนเองไปรบไปรุกเขาและเอาชนะ ได้แสดงอำนาจบาตรใหญ่ ข่มขู่ใครๆ เขาไปทั่ว ด้วยเอาผลประโยชน์ตนเองเป็นหลัก “อเมริกามาก่อน” ใครจะตายก่อนไม่เป็นไร

อเมริกาทำสงครามในระยะ 300 ปีที่ผ่านมากว่า 50 ครั้ง ทั้งในและนอกประเทศ ทหารและพลเรือนเสียชีวิตไปว่า 1,350,000 คน บาดเจ็บอีก 2,800,000 คน ไม่นับบาดแผลทางจิตวิญญาณผลกระทบทางจิตใจ ที่ทำให้เป็นบ้า สูญเสียความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เคยมีกับผู้คนรอบข้าง ไม่ตายก็เหมือนตายทั้งเป็น

นอกจากสงครามกับคนพื้นเมืองเผ่าต่างๆ ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ในอเมริกากว่า 20 ครั้ง จน “อินเดียนแดง” ล้มตายไปบางเผ่าเกือบสูญพันธุ์ อเมริกายังออกไปทำสงครามในต่างประเทศ ตั้งแต่ “เล็กๆ” ที่ไป “รุก” อ้างว่าเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง อย่างที่ไปยึดฟิลิปปินส์ นิการากัว ไปยุ่งกับโดมินิกัน แอลซัลวาดอร์ ไปรุกเกรนาดา ลิเบีย ปานามา โซมาเลีย เฮติ โคลอมเบีย

ที่ไปทำสงคราม “ใหญ่ๆ” ไม่นับสงครามโลกสองครั้ง นับหลังจากนั้นก็มีสงครามเกาหลี เวียดนาม อัฟกานิสถาน อีรัก ซึ่งทหารอเมริกันเสียชีวิตไปรวมทั้งสิ้นนับแสนคน

หนังสงครามเวียดนามเป็นหนังประเภทสงครามที่ดีที่สุด ที่สร้างจาก “ความเจ็บปวด” ของคนอเมริกัน ที่รับไม่ได้กับการเข้าสู่สงครามแบบนั้น และทำให้ประชาชน ลูกหลานของพวกเขาไปจบชีวิตในสนามรบที่อเมริกามีส่วนก่อให้เกิดอย่างสำคัญ

ที่อยากแนะนำให้ดูมี 3 เรื่อง คือ The Deer Hunter (1978), Apocalypse Now (1979), Platoon (1986) เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ได้รับรางวัลอะคาเดมี อะวอ์ด และเป็นประเภทต่อต้านสงครามทั้งหมด มีอีกหลายเรื่องคล้ายกันนี้ หรือที่เป็นแนวบู๊ล้างผลาญอเมริกันฮีโร่ ที่ไม่ควรไปดูให้เสียเวลา ดูไปดูมานึกว่าอเมริกาชนะสงคราม แท้ที่จริงแพ้อย่างเจ็บปวดที่สุด

ผมนำเรื่องที่เขียนเกี่ยวกับ The Deer Hunter ให้ผู้จัดการออนไลน์หลายปีก่อน และอยู่ในรวมเล็ม “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” มาแชร์อีกครั้ง เพราะบรรยากาศกลิ่นไอสงครามโชยมา อยากชวนกลับไปดู จะได้รู้ว่า สงครามทำอะไรกับชีวิตของผู้คนบ้าง แม้รอดตายมาได้ก็มีชีวิตที่เลวร้ายและทนทุกข์ทรมาน สำหรับหลายคน ตายไปในสนามรบยังจะดีกว่ารอดมามีชีวิตแบบนี้

หนัง The Deer Hunter สร้างเมื่อปี 1977 ฉากสงครามเวียดนาม สนามบรบต่างๆ ถ่ายทำที่เมืองไทย ที่ไทรโยค กาญจนบุรี แม่น้ำแคว และที่พัฒน์พงษ์ กรุงเทพฯ

The Deer Hunter เกมเดิมพันชีวิต

สงครามทำให้ความตายเป็นเกมแห่งโชคชะตา เอาชีวิตมนุษย์เป็นเดิมพันที่บ้าบิ่น บัดซบ (absurd) ไร้เหตุผล วิกลจริต (insane) สงครามกระชากชีวิตของผู้คนจากอ้อมอกของพ่อแม่ อ้อมกอดของภรรยาและลูก เพื่อนสนิทมิตรสหายโยนเข้าไปในนรกบนดิน แม้บางคนกลับออกมาได้ก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

นี่คือสิ่งท่าคนดูได้จากหนัง The Deer Hunter หนังที่ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 5 ตัวในปี 1979 รวมทั้งภาพยนต์และผู้กำกับยอดเยี่ยม

แต่ก็น่าแปลกใจไม่น้อยที่หนังเรื่องนี้ที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นหนังสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยสร้างมากลับถูกลืม ไม่ได้เป็นหนึ่งใน 100 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 20 ด้วยซ้ำ

อาจเป็นเพราะหนังเรื่องนี้กระทบความรู้สึกของคนอเมริกันอย่างรุนแรง ไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ ไปกระหน่ำซ้ำเติมบาดแผลทางจิตวิญญาณที่ยากจะเยียวยา ในยุคปลายศตวรรษที่อเมริกาได้กลายเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในโลก การพ่ายแพ้สงครามเวียดนามเป็นสิ่งที่ไม่ควรพูดถึงอีกต่อไป เพราะมันเป็นเรื่องอัปยศอดสู่ที่อับอายขายหน้าที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของพวกเขา

The Deer Hunter เป็นหนังสงครามที่ไม่ได้เน้นเรื่องสงคราม และไม่สนใจว่าสงครามถูกหรือผิดในทางการเมือง ไม่ได้สนใจกระบวนการทางสังคมที่เป็นปรากฎการณ์สำคัญในยุคนั้น หนังเรื่องนี้นำเสนอผลกระทบของสงครามที่มีต่อชีวิตจริงของ “ชาวบ้าน” ธรรมดาๆ ที่เป็นกรรมกรโรงงาน มีชีวิตแบบคนชั้นกลางทั่วไปในสหรัฐฯ โดยเลือกเอาคน 3 คนมาเป็นตัวแทน

ไมเกิล (Robert De Niro) นิก (Christopher Walken) สตีพ (John Savage) และเพื่อนๆ อีกสองสามคนอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ในรัฐเพนซิลเวเนีย เป็นชุมชนเชื้อสายรัสเซียที่ผสานชีวิตเข้ากับสังคมอเมริกัน แต่ยังคงรักษารากเหง้ารัสเซียไว้อย่างเหนียวแน่น

หนังเรื่องนี้นยาวถึงสามชั่วโมง ยาวเหยียดจนยืดยาวเกินไปสำหรับคนดูสมัยนี้ที่ชอบการตัดต่อที่ฉับไว จะว่าอะไรก็ว่ากันไปไม่ต้องพิธีรีตอง The Deer Hunter มีพิธีรีตองมากไม่ว่าจะเป็น “พิธีแต่งงาน” ไม่ว่าจะเป็นการล่ากวางก็ล้วนแต่มีความหมายเป็น “พิธีกรรม” ทั้งสิ้น เพราะ “ชีวิตเป็นพิธีกรรม”

ไมเกิล ชิมิโน (Michael Cimino) ผู้กำกับ ปล่อยให้ภาคแรกดำเนินไปอย่างช้าๆ ทำให้คนดูคุ้นเคยกับตัวละคร คุ้นเคยกับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนแห่งนี้ว่า “ธรรมดา” เพียงใด ออกจากโรงงานก็ไปกินเหล้าที่บาร์ เล่นพูลแล้วก็ถึงงานแต่งงานของสตีพกับเจ้าสาวที่ท้องก่อนแต่ง

สตีพอยากให้เจ้าสาวมีสามีและลูกมีพ่อก่อนที่เขาจะไปรบในสงครามเวียดนามในวันรุ่งขึ้น แม้เขาจะรู้ว่าไม่ใช่ลูกเขา เพราะเขาบอกกับนิกว่า เขาไม่เคยนอนกับผู้หญิงคนนี้เลย สตีพเป็น “ลูกผู้ชายตัวจริง” ตั้งแต่ต้นจนจบ

การล่ากวางเป็น “เกมกีฬา” ในชุมชนที่มีไมเกิล ผู้นำธรรมชาติของกลุ่มบอกว่า การล่ากวางต้องยิงแบบ “โป้งเดียวจอด” ถ้าไม่งั้นก็ไม่ต้องยิง เรื่องนี้ถูกนำไปเปรียบกับ “รัสเซียนรูเล็ตต์” เกมพนันชีวิตที่บ้าบิ่นสติแตก เป็นเกม “โป้งเดียวจอด” (one shot – one kill game) เกมที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ที่ติดตาสะเทือนขวัญผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

คืนสุดท้ายที่ชุมชนเป็นฉากในบาร์ เพื่อนทุกคนอยู่พร้อมหน้ากัน บรรยากาศเงียบงัน เสียงเปียโนของใครคนหนึ่งดังขึ้น เป็น Nocturne ของโชแปงที่ช้าและเศร้า เคล้ากับอากาศที่หนาวเย็นข้างนอก ก่อนที่หนังจะตัดฉากเข้าสู่ความร้อนรุ่มของสงครามเวียดนาม กระชากชีวิตของสามคนเข้าสู่นรกบนดิน

ฉากสงครามยาวแค่คึ่งชั่วโมงเศษ แต่เป็นเวลาสั้นๆ ที่ระทึกและสะเทือนขวัญผู้ดูเป็นที่สุด แม้วันนี้หนังสงครามและหนังแอ็กชั่นต่างๆ จะมีฉากที่โหดกว่า แต่เทียบไม่ได้กับความรุนแรงที่บีบรัดอารมณ์ผู้ดูแบบต้องกลั้นหายใจอย่างใน The Deer Hunter

สามสหายถูกจับ และถูกทรมานจากเวียดกง ถูกบังคับให้เล่นเกมรัสเซียนรูเล็ตต์ที่เหลือลูกปืนไว้เพียงลูกเดียว แล้วให้ผลัดกันยิ่งขมับตัวเอง เวียดกงพนันกันว่าใครจะ “โป้งเดียวจอด” ใครจะรอด

สองปีให้หลัง สามสหายกลายเป็นคนละคน ที่เคยเชื่อมั่นในตัวเองสูงและเป็นผู้นำที่กล้าหาญอย่างไมเกิล ที่แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บหรือพิการ แต่เขาก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง เขาไม่กล้ากลับไปพบหน้าเพื่อนที่รอฉลองการกลับมาของเขาอย่างฮีโร่ ความสัมพันธ์ของเขากับผู้คนเปลี่ยนไป

สตีพสูญเสียขาทั้งสองข้าง ไปอยู่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกและไม่ยอมกลับไปอยู่กับลูกเมีย เขาไม่กล้าเผชิญหน้าผู้คนและความเป็นจริงใดๆ ในชีวิตอีกต่อไป

นิกยังอยู่ไซง่อน รับจ้างเล่นเกม “โป่งเดียวจอด” แบบคนสติแตก เขาแทบจำความอะไรไม่ได้ ไมเกิลกับไปไซ่ง่อนพยายามพานิกกลับบ้าน ขอร้องก่อนจะเล่นเกมมัจจุราชนี้เป็นครั้งสุดท้ายกับเขาว่า “พอแล้ว อย่าเล่นอีก” และเกมมรณะนี้ก็สิ้นสุดด้วยโศกนาฎกรรม

หนังเรื่องนี้เริ่มด้วยงานแต่งงาน จบลงด้วยงานศพ (คล้ายกับ The Godfather) เหมือนจะบอกว่า ความสุขกับความทุกข์ ความรื่นเริงและความโศกเศร้า ความรักและการพลัดพราก ชีวิตและความตายเป็นของคู่กัน เป็นสองหน้าของเหรียญเดียว

ชีวิตกับความตายอยู่ใกล้กันแค่ “โป้งเดียว” เท่านั้น หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้มนุษย์จะเชื่อมั่นในตัวเองขนาดไหน ยิ่งใหญ่ปานใด แม้จะสามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างมนุษย์ได้เป็นล้าน แต่ที่สุดก็พ่ายแพ้ ไม่ได้แพ้เวียดนามเท่านั้น แต่แพ้มติประชาคมโลก แพ้สัจธรรมแห่งชีวิต แพ้ภัยตัวเอง

หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นด้วยว่า มนุษย์ที่ยโสโอหังว่าเข้มแข็งแกร่งกล้า ที่แท้ก็เปราะบาง อ่อนไหว และอ่อนแอ ที่อหังการว่าหาญกล้า ที่แท้ก็ขลาดกลัว เก่งกาจขนาดไหนก็ไม่ชนะ “กฎแห่งกรรม”

ชุมชนเล็กๆ ในหนังเรื่องนี้คือตัวแทนของผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด บรรยากาศของความเจ็บปวดอันเนื่องมาจากบาดแผลทางจิตวิญญาณเห็นได้จากภาพในตอนท้ายที่พวกเขานั่งล้อมวงร้องเพลง “God Bless America” (ขอพระเจ้าอวยพรอเมริกา) แบบผู้แพ้อย่างแท้จริง นี่คือคำตอบที่เพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้ไปเวียดนามถามไมเกิลตอนเขากลับมาใหม่ๆ ว่า “เราชนะไหม”

รัสเซียนรูเล็ตต์ หรือ “เกมโป้งเดียวจอด” ไม่ได้มีจริงในสงครามเวียดนาม ไม่ว่าจะในที่คุมขังของเวียดกงหรือในบาร์ใต้ดินที่ไซง่อน ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ใช้เป็นสัญลักษณ์ของความไร้เหตุผล ความบ้าเลือด บัดซบ วิกลจริต (คำอะไรก็ได้ที่บรรยายความหฤโหด) ของสงคราม

โป้งเดียวจอดอาจใช้ในการล่ากว้าง ถือเป็นเกมกีฬา แต่ในท้ายที่สุด หนังเรื่องนี้อยากบอกว่า การยิงใครหรืออะไรมันไม่ใช่เกม แต่เป็นความเจ็บปวดและความตาย

สงครามทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป คนสามคนที่เคยเป็นเพื่อนกัน มีความสุขสนุกสนานตามประสาชาวบ้าน วันหนึ่งไปสงครามกลับมากลายเป็นคนละคน คนหนึ่งมีบาดแผลทางกาย คนหนึ่งทางจิต คนหนึ่งทางอารมณ์ ทั้งสามคนได่รับผลกระทบทางชีวิตจิตใจที่ยากจะเยียวยา

ทุกอย่างเปลี่ยนไป กินเหล้าไม่สนุก พูดคุยไม่เหมือนเดิม ไมเกิลบอกตอนหนึ่งที่เขากลับมาใหม่ๆ ว่า เขารู้สึก “อ้างว้าง ห่างไกล”

นี่ต่างหากที่น่ากลัวที่สุด น่ากลัวมากกว่าความตายเสียอีก เพราะถ้าตายไปก็จบ แต่ถ้ายังอยู่ก็คือ “นรกบนดิน” เหมือนนิก สตีพและไมเกิล ในสภาพที่แตกต่างกัน

ไม่เพียงแต่ผลกระทบต่อเพื่อนซี้สามคนนี้เท่านั้น แต่กับเพื่อนๆและครอบครัวของพวกเขา เมียของสติพไม่พูดไม่จากับใครอีกเลย เธอช็อคกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น สตีพไม่กล้ากลับมาอยู่กับเธอ สงครามได้ทำลายความสัมพันธ์ของผู้คนจนหมดสิ้น ทำลายแม้ความรักระหว่างสามีกับภรรยา ระหว่างคู่รักที่หวังครองรักครองเรือนหลังการรบอย่างนิกและแฟนสาว (Meryl Streep)

ทหารผ่านศึกเหล่านี้ และผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีความรู้สึกบางอย่างคล้ายกัน “ผมว่าคนเราไม่กลัวตายเท่าไร่ ไม่งั้นคงไม่เสี่ยงตายทุกรูปแบบเหมือนทุกวันนี้ ผมว่าคนกลัวความเหงา ความเปล่าเปลี่ยว การถูกทอดทิ้งและถูกรังเกียจมากกว่า” (บัทึกเพื่อนชีวิตใหม่)

สงครามไม่ว่าเวียดนามหรือโครเอเชีย อัฟกานิสถานหรืออีรัก ต่างกันแต่เพียงรูปแบบเท่านั้น เนื้อหาและผลกระทบไม่ต่างกัน มันทำร้ายและทำลายคุณค่าความเป็นคน ทำลายความสัมพันธ์อันดีของผู้คน โดยเฉพาะคนเล็กๆ ครอบครัวเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ แบบเรียกกลับคืนมาไม่ได้อีก

ชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเล็กขนาดไหน มีคุณค่าเกินกว่าจะเอาไปเดิมพันเล่น แต่ก็น่าเสียดายที่เหมือนประวัติศาตร์ไม่เคยสอนเรื่องเหล่านี้ให้ผู้มีอำนาจทั้งหลาย

ยังทำให้สงครามเป็นเกมล่ากวาง และรัสเซียนรูเล็ตต์กันต่อไป และยังปล่อยให้คนเล็กๆ ได้รับผลกรรมปีเล้วปีเล่า ทำให้คนดีๆ ลูกหลานชาวบ้านกลับจากอีรักเป็นบ้าและฆ่าตัวตายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทุกวันในสหรัฐอเมริกา

สยามรัฐรายวัน 19 มิถุนายน 2562

การประดิษฐ์ประดอยพานไหว้ครูให้ดูทันสมัยก็คงไม่มีปัญหา ถ้าสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของเด็กนักเรียน คำถามคือ ทำไมต้องเอาเรื่องการเมืองมายุ่งกับการไหว้ครู ไม่มีโอกาสอื่นๆ อีกหรือที่จะแสดงออกทางการเมือง เพื่อแสดงว่ารักประชาธิปไตย

            ถ้าไม่เห็นด้วยกับการไหว้ครู เพราะเป็นการครอบงำของประเพณีที่แบ่งชนชั้น สังคมอุปถัมภ์ ประเทศอื่นเขาไม่เห็นไหว้กันแบบนี้ ในโรงเรียนที่ครูนักเรียนมีแนวคิดทางการเมืองแบบนี้ก็เลิกไปเลยไม่ดีกว่าหรือ การยอมจัดประเพณีก็เหมือนกับยังยอมก้มหัวให้สังคมศักดินาชนชั้น อย่างที่นักการเมืองบางคนยุยง

            การไหว้ครูเป็นประเพณีไทยที่สืบทอดกันมานาน ไม่ทราบว่าไปขัดแย้งกับ “ประชาธิปไตย” ตรงไหน ขนาดสังคมอเมริกันที่ว่าเป็นประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังยกย่องให้ “ความกตัญญูรู้คุณ” หรือ “การสำนึกบุญคุณคน” เป็นคุณสมบัติที่พึงปรารถนาข้อแรกของคนที่จะอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข

            คำว่า “ขอบคุณ” เป็นคำง่ายๆ และมีคุณค่าความหมายมากในชีวิตของผู้คน ที่ไม่ได้เกิดมาเอง เติบโตเอง แต่เป็นมาด้วยความเมตตาของผู้อื่น ที่ตนเป็นอยู่และจะเป็นไปก็ยังต้องอาศัยคนอื่น

            ครูบาอาจารย์ตามประเพณีไม่ได้หมายถึงแต่เพียงบุคคล แต่หมายถึง “จิตวิญญาณครู” (spirit) หรือว่า “วิญญาณ” (soul) ของครูที่ถ่ายทอดสืบทอดส่งต่อกันมาแต่โบราณกาล จากรุ่นสู่รุ่น ครูบาอาจารย์ในอดีตไม่ได้ถ่ายทอดแต่วิชาความรู้ในความหมายวันนี้ที่แยกส่วน แต่ถ่ายทอด “วิชชา” อันเป็นที่มาของทั้งศาสตร์และศิลป์ พร้อมจิตวิญญาณของตัวครูเอง

            ในวัฒนธรรมจีน บางสำนัก เจ้าสำนักถ่ายทอดทุกอย่างให้ศิษย์แล้วก็ตาย เพราะให้ “หมด” ทุกอย่างทั้ง “พลังชีวิต” ของตนเอง ศิษย์จึงไม่ได้รับเพียงแต่ “ความรู้” แต่รับพลังชีวิต รับจิตวิญญาณของครู

            สังคมเปลี่ยนไป สังคมไทยรับเอาระบบการศึกษาแบบตะวันตกเต็มตัว มาพร้อมกับวิธีคิดวิธีปฏิบัติทั้งหมด ระบบคุณค่าเปลี่ยน ความสัมพันธ์ครูนักเรียนก็เปลี่ยนไป ในนามเสรีนิยมประชาธิปไตยภายใต้ระบบ“ทุนนิยม” ที่อะไรๆ กลายเป็นเรื่องธุรกิจ เป็นผลประโยชน์ เป็นการลงทุนเพื่ออำนาจทางเศรษฐกิจการเมือง

            การเคารพนับถือครูวันนี้ไม่เหมือนในอดีตแล้ว จึงไม่แปลกที่ประเพณีการไหว้ครูจะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อะไร ส่วนใหญ่ทำไปเพียงเพราะ “เป็นประเพณี” เท่านั้น แล้วจะแปลกอะไรที่พานไหว้ครูจะเพี้ยนไปด้วย เพราะไม่ได้สะท้อนความรู้สึกนึกคิด ความกตัญญูรู้คุณ ความสัมพันธ์แบบ “ครู-ศิษย์” ในอดีต ที่เชื่อมโยงกันด้วยความรักและผูกพันกันทั้งชีวิตและจิตวิญญาณจริงๆ

            การสืบทอดประเพณีการไหว้ครู ถ้าไม่เข้าใจ ไม่ซาบซึ้งจริงๆ ทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ทำให้สนุกสนาน ใช้เป็นโอกาสล้อเล่นล่อเลียน หรือแสดงออกแบบเสียดสีทางการเมืองเท่านั้น

            ครูมวยใหญ่บางท่านวิจารณ์การไหว้ครูของนักมวยบางคนบางค่ายที่เปลี่ยนท่าไหว้ครูจากพระรามแผลงศรมาเป็นท่ายิงปืนกลกับปาระเบิดใส่คู่ต่อสู้ เป็นการทำลายคุณค่าความหมายของการไหว้ครู ซึ่งผูกไว้กับความเชื่อและตำนาน สนุกสนานอย่างไรก็ไม่ควรทำลายหรือก้าวล่วงคุณค่าความหมายเดิม

            จากพานข้าวตอก ดอกมะเขือ ดอกเข็ม และหญ้าแพรก ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งไปเป็นพานสัญลักษณ์เสียดสีการเมือง รูปโลโก้พรรคและนักการเมืองอย่างชัดเจน ไม่รู้ว่าเป็นการไหว้ครูหรือไหว้นักการเมืองกันแน่

            คงไม่มีใครไปว่านิสิตนักศึกษาจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ที่ล้อเลียนการเมืองในงานฟุตบอลประเพณี ทำกันมานานจนเป็น “ประเพณี” ถ้าหากนักเรียนอยากมีประเพณีที่ล้อการเมืองก็มีมากมายหลายวิธีหลายโอกาส ครูเองถ้ามีวิญญาณครูจริง (ไม่ใช่หัวคะแนน) ก็แนะนำเด็กให้พัฒนาตนเองเป็นเด็กแห่งสังคมประชาธิปไตยได้หลายวิธี

            แนะนำครูและนักการเมืองที่อยากเห็นเด็กนักเรียนคนรุ่นใหม่เป็น “ประชาธิปไตย” ให้ไปศึกษาชีวิตและผลงานของ “ครูชบ ยอดแก้ว” ที่ถึงแก่กรรมไปหลายปีก่อน ท่านเป็นครูในอุดมคติที่เคารพศักดิ์ศรีของเด็ก เห็นศักยภาพและพลังสร้างสรรค์ภายในของเด็ก ได้ริเริ่มทำกลุ่มออมทรัพย์นักเรียน

                ครูชบเคารพกติกาของโรงเรียนที่ร่วมกันร่างขึ้นทั้งครูและนักเรียน ไม่ใช่ครูที่ใช้อำนาจแบบผู้อุปถัมภ์ เป็นครูที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ทำให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง โดยทำ “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์” ไม่ใช่เพื่อเงิน แต่ “เพื่อพัฒนาครบวงจรชีวิต” โดยมีจุดมุ่งหมายพื่อปลูกฝังคนให้มีนิสัย 7 ประการ

            ๑. เพื่อให้เกิดนิสัยพึ่งตนเอง มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัว ๒. เพื่อให้เกิดวินัยในตนเอง มุ่งมั่นการทำงานให้สำเร็จ ๓. เพื่อให้เกิดนิสัยขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน ๔. เพื่อให้เกิดนิสัยรู้จักคิด วิจารณ์และตัดสินใจอย่างมีหตุผล ๕. เพื่อให้เกิดขันติธรรมต่อการวิจารณ์ รู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือหมู่เหล่า ๖. เพื่อให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้จักยกย่องผู้อื่น ๗. เพื่อให้เกิดนิสัยทำงานกับผู้อื่นได้ โดยรู้จักเป็นผู้ให้ ผู้รับ ผู้นำ และเป็นผู้ตามที่ดี

            ครูชบตายไปแล้ว ใครๆ ก็จดจำคุณงามความดีและสิ่งที่ท่านได้ทำเพื่อสังคมไทย เพื่อเด็กไทย ลูกศิษย์ยังกราบไหว้รูปของท่านด้วยความกตัญญูรู้คุณอย่างสนิทใจ ไม่มีใครเรียกท่านและครูดีๆ เป็น “อี” เป็น “ไอ้” เหมือนที่เรียกนักการเมืองบางคน นักเรียนอยากบูชานักการเมืองหรือบูชาครูก็ดูเอาเอง

เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

ระยะนี้มีข่าวหญิงชาวจีนท้องสามเดือนตกหน้าผาที่โขงเขียม อุบลราชธานี และมีการจับกุมสามีชาวจีนด้วยข้อหาว่าผลักภรรยาตกหน้าผาจนบาดเจ็บสาหัส แต่ไม่ตาย เพราะมีต้นไม้กั้นอยู่ ทำให้กระดูหักไปหลายส่วน ภรรยาให้การว่า สามีตั้งใจจะฆ่าเธอ เพราะอยากได้สมบัติเธอ สามีไม่ปัญหาการเงิน มีหนี้สิน เข้าใจว่าทั้งสองเป็นนักท่องเที่ยว ถ้าข่าวว่าสามีต้องการฆ่าภรรยาจริง ก็น่าจะวางแผนไว้อย่างแนบเนียนก่อนมาเที่ยวเมืองไทย ถึงได้จงใจไปผาแต้ม

เห็นข่าวแล้วผมก็คิดถึงหนังเรื่อง “ค่ำคืนของคาบีเรีย” (Nights of Cabiria) ของปรมาจารย์หนังอย่างเฟเดริโก แฟลลีนี ที่ได้รางวัลออสการ์ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมถึง 4 ตัว จากหนัง 4 เรื่อง รวมทั้งหนังเรื่องนี้ ซึ่งผมได้ดูตอนที่เป็นนักศึกษาอยู่ที่กรุงโรมเมื่อประมาณปี 1967 (2510) สิบปีหลังจากที่หนังออกฉายและได้รางวัล เป็นหนังที่ผมประทับใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นหนังที่อาจารย์ได้ใช้เพื่อให้เราเรียนเรื่องการดูหนังประเภทต่างๆ ภาษาหนัง ไวยากรณ์หนัง เทคนิกการทำหนัง

ผมเขียนเกี่ยว Nights of Cabiria ให้ “ผู้จัดการออนไลน์” เช่นเดียวกับ Gandhi และได้เป็นหนึ่งใน 35 เรื่องที่รวมเล่มในหนังสือ “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” จึงลอกมาแชร์ให้อ่าน เพราะเชื่อว่าส่วนใหญ่คงยังไม่ได้อ่าน หรือถึงอ่านก็คงลืมไปแล้ว

ค่ำคืนของคาบีเรีย (Le Notti di Cabiria - Nights of Cabiria)

Federico Fellini, 1957, รางวัลออสการ์ภาพยนต์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

ชีวิตของหลายคนคือการดิ้นรนเพื่อไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีกว่า ชีวิตที่ดีกว่า บางคนผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นความผิดหวังที่เจ็บปวดเพราะถูกหลอก ถูกปอกลอกและเอาเปรียบ แต่ไม่ยอมท้อ ลุกขึ้นมาหาทางออกใหม่ต่อไป ด้วยความเชื่อมั่นเสมอว่า ทางออกที่ดีกว่านั้นมีจริง

นี่คือชีวิตของ Cabiria ผู้ถูกสถานการณ์ความอดอยากยากแค้นหลังสงครามบังคับให้ขายบริการทางเพศเพื่อความอยู่รอด

ค่ำคืนของคาบีเรีย Le Notti di Cabiria/ Nights of Cabiria เป็นผลงานชั้นครูของ Federico Fellini (1920-1993) แม้เป็นผลงานยอดเยี่ยมแต่คนไม่ค่อยรู้จัก เพราะถูกบดบังด้วยหนังดังๆ ของแฟลลีนี่ที่ได้รับรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ต่างประเทศถึง 4 รางวัล (La Strada, Le Notti di Cabiria, 8 ½, Amarcod) รวมทั้งออสการ์เกียรติยศสูงสุดในฐานะผู้ทรงคุณค่าแห่งโลกภาพยนตร์ในปี 1992

อย่างไรก็ดี นับแต่ปี 1998 มีการนำ Le Notti di Cabiria ออกมาปัดฝุ่นแปลงเป็นดีวีดี ทำให้ทั่วโลกเริ่มรู้จักและชื่นชมงานสำคัญนี้

ดารานำใน “ค่ำคืนของคาบีเรีย” คือ Giulietta Masina ภรรยาของแฟลลีนีนั่นเอง ซึ่งประสบความสำเร็จมาจาก La Strada หนึ่งปีก่อนนั้น (แสดงคู่กับแอนโทนี ควินน์) ใน “ค่ำคืนของคาบีเรีย” เธอแสดงได้ดีจนได้รับรางวัลผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์

ชีวิตของคาบีเรียดูเหมือนจะไม่ลำบากเท่าไรถ้าหากเทียบกับคนอีกจำนวนมาก เธอมีบ้านอยู่ แม้ดูจะไม่เป็นบ้านนัก เป็นเหมือนกล่องอิฐแถวชานกรุงโรม เธอก็มีซุกหัวนอนอย่างเป็นสัดเป็นส่วน มีเงินใช้ไม่อดอยาก เธอหวังเสมอว่า วันหนึ่งจะพบคู่ชีวิต คนที่รักเธอและคนที่เธอรัก จะได้เลิกอาชีพนี้และมีครอบครัวเหมือนคนทั่วไป เธอมองโลกในแง่ดี มองคนในแง่ดีเสมอ เพื่อนๆ เตือนว่า เธอมองอะไรใสบริสุทธิ์เกินไป ไม่มีอะไรและไม่มีใครใสสะอาดปานนั้น

และก็จริงอย่างที่ใครๆ เป็นห่วง เริ่มต้นหนังเธอก็ถูกเพื่อนชายผลักตกน้ำเกือบจมน้ำตาย ขโมยเงินไป เธอไม่เข้าใจว่า แฟนของเธอที่ดูเป็นคนดีน่ารักจะหักหลังทำกับเธอเพียงเพื่อเงินสี่หมื่นลีร์ (พันกว่าบาท) ได้ แต่วันดา เพื่อนสนิทของเธอบอกว่า ไม่ต้องพันกว่าหรอก ร้อยกว่ามันยังจะฆ่าเธอเลย

คาบีเรียไม่เข้าใจว่า ไอ้หนุ่มคนนั้นมันมาอยู่กับเธอเกือบเดือน อยากได้อะไรเธอก็ซื้อให้ แม้เสื้อผ้าไหมราคาแพงเธอก็หาให้ใส่ แล้ววันหนึ่งมันก็จะฆ่าเธอเพียงเพื่อเงินแค่นั้นได้อย่างไร

แต่ชีวิตของเธอก็จะได้บทเรียนที่คล้ายกันนี้อีกหลายบท เธอซื่อบริสุทธิ์เกินไป ไว้ใจผู้ชายมากเกินไป มองโลกในแง่ดีมากเกินไป ทำให้ใครๆ หลอกเอาได้ง่ายๆ เอารัดเอาเปรียบ หรือทำกับเธอประดุจวัตถุสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นดาราที่ทะเลาะกับแฟนแล้วพาเธอไปเที่ยวและพาไปอพาร์ตเมนต์ของเขา หรือการสะกดจิตล้วงความลับของเธอบนเวทีที่มีคนดูเป็นผู้ชายเต็มห้อง รวมทั้งฉากสุดท้ายที่สะท้อนความเจ็บปวดสุดบรรยายอันเกิดจากความเลวร้ายของมนุษย์

คาบีเรียเชื่อในความจริงใจของคน เธอมักเชื่อว่าได้พบรักแท้เมื่อมีผู้ชายมาจีบ คนแล้วคนเล่าก็ไม่เคยเรียนรู้หรือลดความเชื่อในผู้คน คงเป็นเพราะธอต้องการมีชีวิตที่ดีกว่า ต้องการออกจากชีวิตแบบนี้ ต้องการมีชีวิตเหมือนคนธรรมดามากเสียจนลืมความเป็นจริงที่เป็นด้านเลวของมนุษย์ เธอทำตัวเหมือนคนซื้อหวย หวยออกกี่ครั้งไม่เคยถูก แต่ก็ไม่เคยเข็ด ไม่เคยลดละ เลิก หรือหมดหวัง

เธอร่วมเดินทางกับเพื่อนไปจาริกแสวงบุญ ไปสวดขอแม่พระช่วยให้ชีวิตของเธอเปลี่ยน ให้พวกเธอพ้นทุกข์ ทุกข์ทางกายสำหรับคนพิการ ทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะยากจนขัดสน แต่ลึกๆ เธอไม่เชื่อว่าจะมีปาฏิหาริย์ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องมาจากภายในมากกว่า เธอบอกเสมอว่า เธอไม่ได้ขาดอะไรเลย ที่ต้องการจริงๆ คือคนรักเธอจริง ที่ต้องการร่วมชีวิตกับเธอ สร้างครอบครัว มีลูกมีหลานเหมือนคนทั่วไป

มีอยู่สองฉากที่เธอเปิดเผยชีวิตที่แท้จริงของเธอ ฉากที่นั่งรถกลับจากนอกเมืองกับชายใจบุญที่นำข้าวของไปให้คนยากไร้ที่อาศัยอยู่ตามถ้ำตามรู เธอประทับใจการกระทำของชายผู้นั้นมาก จนบอกชื่อจริงและที่อยู่ของเธอให้เขาทราบ นั่นคือความรู้สึกลึกๆ ของเธอที่ชื่นชมคุณธรรมความดี และพร้อมที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเธอ

อีกฉากหนึ่งเปิดเผยเมื่อโดนสะกดจิตบนเวที เหมือนกับทั้งชีวิตที่เธอถูกผู้ชาย “สะกดจิต” วันนั้นใครๆ รู้หมดว่าเธอเป็นใครมาจากไหน มีบ้าน มีบัญชีธนาคาร และนั่นคือที่มาของการพบกับหนุ่มรูปหล่อที่เธอเชื่อสนิทใจแบบไม่เคยเชื่อใครมาก่อนว่า เขาคือเทพบุตรลูกผู้ชายตัวจริง หลังจากนัดพบกันหลายครั้งเขาขอเธอแต่งงาน เธอขายทุกอย่าง ถอนเงินจากธนาคาร หอบข้าวของจะไปตั้งต้นชีวิตใหม่กับเขา

แล้วเหตุการณ์ซ้ำซากก็เกิดขึ้นอีกจนได้ แม้เธอไม่ได้ถูกผลักตกหน้าผา แต่ก็ถูกฆ่าทางใจอย่างทารุณโหดร้าย จากผู้ชายซึ่งไม่ได้รักเธอจริงๆ เพียงอยากได้สมบัติของเธอเท่านั้น เธอขอร้องให้เขาฆ่าเธอให้ตายไปดีกว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป “พอแล้ว ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว ผลักฉันลงไปสิ เอาสิ” เธอร้องไห้กับความโหดร้ายทารุณของชีวิต

เธอยกเงินทั้งหมดให้เขาโดยที่เขายังไม่ได้แย่ง บอกให้เอาไปเลย เธอต้องการประชดความอยุติธรรมที่ผู้คนทำกับเธอได้ลงคอ เธอนอนเกลือกกลิ้งด้วยหัวใจที่ปวดร้าวและแตกสลาย จนกระทั่งได้ยินเสียงเพลงมาแต่ไกล เพลงที่เด็กหนุ่มหญิงสาวกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นดนตรีและร้องรำมาตามถนน เธอลุกขึ้น และค่อยๆ เดินสวนทางหนุ่มสาวเหล่านั้น

หนังจบด้วยภาพใบหน้าที่ยิ้มเปื้อนน้ำตา เธอได้พบปาฏิหาริย์ครั้งสำคัญ เธอยังมีชีวิตอยู่ รอดมาได้ไม่ถูกฆ่า ที่สำคัญ เธอได้ค้นพบความกล้าหาญภายในตัวเธอ กล้าที่จะลุกขึ้นเดินเพื่อเผชิญชีวิตที่ดูโหดร้ายนี้ต่อไป จะมีอะไรยิ่งใหญ่กว่านี้ในชีวิตคนเรา

บทเพลงที่ได้ยินในตอนสุดท้ายก็เป็นบทเพลงเดียวกับที่เราได้ยินตลอดหนังเรื่องนี้ที่เล่นโดยนักดนตรีข้างถนนจนถึงนักดนตรีในไนท์คลับ ออกไปถึงคนเล่นแอ็กคอร์เดียนในทุ่งหญ้า ไปยังนักเปียโนในห้องแสดงคอนเสิร์ต และสุดท้ายเล่นด้วยเครื่องดนตรีหลายชนิดโดยคนหนุ่มสาวประหนึ่งอยากจะบอกว่า ชีวิตของคาบีเรียก็เหมือนบทเพลงนี้ที่ถูก “เล่น” โดยโชคชะตา ส่งต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง

ดูหนังแล้วคิดถึงหญิงไทยเป็นหมื่นเป็นแสนที่สถานการณ์บังคับให้ขายบริการทางเพศเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ แม้จะถูกดูหมิ่นดูแคลนและเป็นงานที่ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี แต่มีใครช่วยพวกเขาให้พ้นจากสภาพเช่นนั้น สภาพที่พวกเขาใช่ว่าต้องการจะอยู่ไปจนตาย

พวกเขาไม่ใช่คนล้มละลายทางศีลธรรม หลายคนมีชีวิตคล้ายคาบีเรีย ถูกเอาเปรียบแล้วถีบทิ้ง เป็นเหยื่อของสถานการณ์ ไม่ใช่คนรนหาชีวิตแบบนี้และอยากอยู่เช่นนี้ตลอดไป พวกเขาต้องการพ้นจากสภาพที่อยู่อย่างขืนใจนี้

หญิงไทยหลายหมื่นหลายแสนเหล่านี้ดิ้นรนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าไม่ว่าในหรือต่างประเทศ เป็นคนที่ควรได้รับการมองและปฏิบัติต่ออย่างคนมีศักดิ์ศรี พวกเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเช่นนั้น แต่เกิดมาและมีความต้องการเหมือนกับเราทุกคน คือต้องการมีชีวิตที่ดีมีความสุข แต่สังคมไม่ได้ให้ความเป็นธรรม ไม่มีที่ยืนให้พวกเขา

ถ้าทำอะไรให้พวกเขาไมได้ แค่มองพวกเขาอย่างเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมโลกด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ ไม่เอาเปรียบและไม่ข่มเหงซ้ำเติมด้วยการพิพากษาให้ตราบาป ก็ถือว่าได้ช่วยพวกเขามากแล้ว

 

 

 

จากฮาร์วาร์ดถึงประชาธิปไตยและการไหว้ครู (17 มิถุนายน 2562) Fb Seri Phongphit

 เจ เค โรว์ลิง ผู้ประพันธ์แฮรี่ พอตเตอร์ ได้รับเชิญไปแสดงสุนทรพจน์ในวันประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่เธอได้รับดุษฎีบัณิตกิตติมศักดิ์ด้วยเมื่อปี 2009 บอกว่า หัวข้อที่เธออยากพูด คือ “อานิสงค์ของความล้มเหลว”

เธอเล่าเรื่องชีวิตของตนเองว่าล้มเหลวจากการเรียนที่มหาวิทยาลัยอย่างไร การแต่งงานที่ล้มเหลว ตกงาน เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่อาศัยเงินสวัสดิการของรัฐไปวันๆ ไปนั่งเขียนนวนิยายในร้านกาแฟเวลาพาลูกออกไปเดินเล่น

แม้ว่าเธอจะเคยเป็นโรคซึมเศร้าเพราะความล้มเหลวในชีวิตติดต่อกัน แต่เธอก็บอกว่า อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เธอมุ่งมั่นไปกับการเขียนนวนิยาย ที่จะกลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่น้อยกว่า 500 ล้านเล่มทั่วโลก

เจ เค โรว์ลิง เคยทำงานที่องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ในฐานะคนแปลสองภาษา เธอเล่าในสุทรพจน์ถึงความทุกข์ทรมานของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ที่ร้องขอความช่วยเหลือจากองค์กรนี้ ความรู้สึกต่อความอยุติธรรมทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง มีอิทธิพลต่อการเขียนนวนิยายของเธอด้วยไม่น้อย

เธอพูดเรื่อง “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เพื่อยืนยันความจริงที่ไอน์ไตน์ได้พูดไว้ เพราะแฮรี่ พอตเตอร์ มาจากจินตนาการอันไม่มีสิ้นสุดของเธอ ก้าวข้ามพรมแดนแห่งความทุกข์ยาก ความล้มเหลว ความเจ็บปวดและความตาย

เธอสอนนักศึกษาโดยอ้างคำกล่าวของนักปราชญ์หลายคน คนหนึ่งเป็นชาวกรีก ชื่อ พลูตาร์ค (Plutarch) ที่มีชีวิตเมื่อ 2,100 ปีก่อน เขาบอกว่า “สิ่งที่เราบรรลุภายใน จะเปลี่ยนแปลงความเป็นจริง” (“What we achieve inwardly will change our reality”) คำที่เธอยืนยันเช่นเดียวกับมหาตมะ คานธี ที่ได้แสดงให้เห็นจากชีวิตของท่าน บารมีที่เกิดจากการเอาชนะตัวเอง สิ่งที่ท่านพูดท่านทำจึงมีพลังให้คนเชื่อและอยากเดินตาม

ในตอนท้ายของสุนทรพจน์ เธอส่งความปรารถนาดีให้ทุกคนประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดี โดยอ้างคำกล่าวของเซเนกา (Seneca) ปราชญ์โรมันเมื่อสองพันปีก่อนว่า “”ที่สำคัญไม่ใช่ว่าคุณจะอายุยืนยาวเท่าไร แต่คุณมีชีวิตที่ดีเพียงใด” (Not how long you live, but how well you live)

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอกว่า “การสำนึกในบุญคุณคน” (หรือความกตัญญูรู้คุณ) เป็นปัจจัยที่ 1 ใน 20 อย่างที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนอยูดีมีสุข

การไหว้ครูเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณครู ไม่ใช่รู้คุณนักการเมือง หรือพรรคการเมือง ที่กำลังเป็นประเด็นที่เมืองไทย พานข้าวตอก ดอกมะเขือ ดอกเข็ม และหญ้าแพรก มีความหมายลึกซึ้งมาก สืบทอดคุณค่าดีงามของประเพณีที่สืบทอดกันมานาน เป็นอะไรที่ไม่ควรเปลี่ยนไปเป็นพานรูปนักการเมือง สัญลักษณ์พรรคการเมือง และอื่นๆ เพื่อเสียดสีประชดประชัน

ในบรรยากาศที่มักอ้าง “ประชาธิปไตย” ในการแสดงออกในประเพณีการไหว้ครู อยากแนะนำให้ครูไปฟังสุทรพจน์ของเจ เค โรว์ลิง และแนะนำให้นักเรียนไปอ่านแฮรี่ พอตเตอร์ จะได้ไม่เพียงแต่ความสนุกสนาน เพราะจินตนาการที่พาก้าวข้ามเขตแดนที่จำกัดของโลกและชีวิต แต่มีบทเรียนดีๆ อีกมากมาย

การอ่านหนังสือ อ่านนวนิยายดีๆ ประเทืองปัญญาเด็กนักเรียน เป็นอีกทางหนึ่งที่สอนเด็กให้คิดเป็น คิดนอกกรอบ แต่อยู่ในกติกาที่เหมาะสม เส้นแบ่งของกาละเทศะ สิ่งที่ควรไม่ควรอยู่ที่ไหน

ให้เด็กได้เรียนรู้ว่า “รูปแบบ เนื้อหา กระบวนการ” นั้นสำคัญทั้ง 3 อย่าง ประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องแปลงพานไหว้ครูเป็นพานไหว้นักการเมือง หรือพรรคการเมือง ครูที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นหัวคะแนนให้พรรคการเมือง แต่จะสอนเด็กให้มีวิจารณาณด้วยการทำกิจกรรมที่หลากหลาย มีโอกาสและวิธีการอื่นๆ อีกมากมายที่ให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย เพียงแต่อย่าได้เอาแต่ “รูปแบบ” ที่กลวงๆ ที่มาจากการยุยง ปลุกปั่น หรือการเลียนแบบกันทางโซเชียลมีเดีย จะได้แต่เปลือก กระพี้ประชาธิปไตย

เอาแต่รูปแบบ ไม่สนใจเนื้อหาและกระบวนการประชาธิปไตย ทำให้ได้แต่สมองกลวง นำไปสู่ประชาธิปไตยกลวง

 

ข้อเขียนเรื่อง Gandhi คานธี ลอกมาจากหนังสือ “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” ที่สำนักพิมพ์พระอาทิตย์จัดพิมพ์เมื่อปี 2547 โดยรวมบทความของผมจำนวน 35 บทที่เขียนลงผู้จัดการออนไลน์ก่อนหน้านั้น ผมได้เขียนเกี่ยวกับหนังดีๆ 35 เรื่อง ไม่ใช่แบบนักวิจารณ์หนัง แต่เขียนเพื่อบอกว่า ผมดูหนังแล้วเห็นอะไร หรือได้บทเรียนชีวิตอะไร

Gandhi เป็นหนังดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมได้ดูและประทับใจ ไม่ใช่เพราะหนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลอะคาเดมี อะวอร์ด หรืออสการ์ 8 ตัว แต่เพราะเนื้อหาสาระที่ดีมาก

ที่มาของการเขียนเรื่องหนังดังหนังดีนั้น มาจากที่ทางผู้จัดการได้อ่านหนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” ของผม ที่เป็นจดหมายถึงลูก แนะนำให้ลูกอ่านหนังสือ 10 เล่ม ดูหนัง 10 เรื่อง เลยขอให้ผมเขียนเรื่องหนังลงในผู้จัดการออนไลน์สัปดาห์ละครั้ง หรือรายสะดวก

ในหนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” ผมได้แนะนำให้ลูกอ่านหนังสือ “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” ของท่านมหาตมะ คานธี แต่ไม่ได้แนะนำให้ลูกดูหนังเรื่อง Gandhi จึงได้นำหนังเรื่องนี้มาเขียนในผู้จัดการออนไลน์

หนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” เป็นวิธีหนึ่งของพ่อสอนลูกผ่านจดหมายถึงลูก โดยแต่ละฉบับจะแนะนำให้ลูกอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง หรือดูหนังเรื่องหนึ่ง พร้อมกับวิเคราะห์ว่า หนังสือเล่มนั้น หนังเรื่องนั้นเป็นอย่างไร ทำไมพ่อถึงแนะนำให้ลูกอ่านหรือดู

ผมได้เสนอสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับแม่-ลูก ที่เป็นที่รู้จักดีแห่งหนึ่ง ทางสำนักพิมพ์คงเกรงใจที่จะปฏิเสธทันที บอกว่า ผมไม่ใช่นักเขียนเรื่องครอบครัว เป็นคนเขียนเรื่องการพัฒนา เรื่องสังคมมากกว่า จึงเสนอว่า จะลองนำลงนิตยสารทีละเรื่อง ถ้าคนตอบรับ เมื่อลงแต่ละเรื่องหมดแล้วก็จะรวมเล่ม

ผมได้ตัดสินใจพิมพ์เอง และให้ศูนย์หนังสือจุฬาฯ จัดจำหน่าย ปรากฎว่า คนเขียนเรื่องการพัฒนาก็เขียนหนังสือเรื่องสอนลูกได้ พิมพ์ถึง 8 ครั้ง ละ 3,000 เล่มครับ

ส่วนหนังสือ “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” พิมพ์เพียงครั้งเดียว ผมตั้งใจว่า จะนำมาตีพิมพ์อีก และ/หรือทำเป็น E-Book ให้คนอ่านฟรี คงอีกไม่นาน เช่นเดียวยกับ “สอนลูกให้คิดเป็น” ที่ยังพอมีเหลืออยู่บ้าง เอาไว้แจกโอกาสสำคัญครับ

 

Gandhi คานธี

 

“ผู้ชายคนเดียวเดินอยู่บนถนนฝุ่นฟุ้ง มีอาวุธแค่ไม้เท้ากับความซื่อสัตย์ ต่อกรกับสหราชอาณาจักร” เป็นคำพูดของชาวอังกฤษที่ปกครองอินเดียพูดถึงคานธี ซึ่งคนอินเดียพร้อมใจกันเรียกว่า “บิดาแห่งชาติ” และเคารพนับถือเป็น “มหาตมะ” (วิญญาณที่ยิ่งใหญ่)

เขาใช้หลักอหิงสานำชาวอินเดียลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจอาณานิคมอย่างอังกฤษ ซึ่งคานธีบอกว่า “คุณทำตัวเป็นนายในบ้านคนอื่น คุณกดขี่เราเพื่อควบคุมเรา ที่สุดพวกคุณต้องไป คุณมีแค่หนึ่งแสน ควบคุมคนอินเดีย 350 ล้านคนไม่ได้หรอกถ้าพวกเขาไม่ร่วมมือด้วย นั่นคือสิ่งที่พวกเราจะทำด้วยความสงบ อหิงสา ไม่ร่วมมือจนกว่าพวกคุณจะจากไป”

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและที่อังกฤษกลัวมากกว่าการใช้กำลังติดอาวุธเสียอีก เพราะนั่นหมายถึงศัตรูที่สู้กันชัดเจน ด้วยยุทธศาสตร์และยุทธวิธีเดียวกัน กฎกติกาเดียวกัน แต่คานธีใช้วิธีอื่น วิธีของเขา ซึ่งดูจะสู้ยาก เขาใช้อหิงสาตอบโต้ความรุนแรง

เขาสอนเรื่องนี้ให้หมอสอนศาสนาชาวอักฤษที่ไปหาและอยากช่วยเขาที่แอฟริกาใต้ว่า “พระเยซูทรงสอนว่า ใครตบแก้มซ้ายให้หันแก้มขวาให้ คงหมายถึงความกล้า เต็มใจยอมรับการทำร้าย ถูกตีหลายครั้งเพื่อให้เห็นว่า เราจะไม่ตอบโต้หรือหลบหลีก แต่เมื่อทำเช่นนั้น บางอย่างในธรรมชาติมนุษย์จะทำให้ความเกลียดของเขาลดลงและความนับถือเพิ่มขึ้น”

มหาตมะคานธีบอกกับนักการเมืองทั้หลายว่า อย่ามัวแต่ตีฝีปากกันอยู่เลย การได้มาซึ่งเอกราชจะต้องทำอะไรมากกว่าการแสดงสุนทรพจน์งดงามแข่งกัน เขาเรียกร้องให้ลงไปยืนอยู่ข้างคนยากคนจน ชาวไร่ชาวนา รับรู้ปัญหาที่แท้จริงของพวกเขา แก้มาจากข้างล่าง ไม่ใช่จากบนเวที

ตอนต้นๆ หลายคนมองว่า อหิงสาเป็นความพ่ายแพ้ ไม่ยอมสู้ คานธีประกาศว่า “ข้าพเจ้าเชื่อในการต่อสู้เสมอ ที่ใดมีความอยุติธรรมเราจะต้องต่อสู้เพื่อเปลี่ยนมัน คำถามมีอยู่ว่า เราต่อสู้เพื่อเปลี่ยนมันหรือเพื่อลงโทษ เราทุกคนเป็นคนบาป ควรให้พระเจ้าเป็นผู้ลงโทษเอง ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงจริงๆ มีวิธีอื่นที่ดีกว่าการระเบิดรางรถไฟ หรือใช้มีดดาบฆ่าคน”

ความจริง การต่อสู้แบบอหิงสามองอีกด้านหนึ่งก็ใช่ว่าจะไม่รุนแรง เพียงแต่ความรุนแรงไม่ได้เป็นเป้าหมายหรือวิธีการ เป็นผลตามมาที่บางครั้งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป้าหมายของอหิงสาไม่ใช่บีบบังคับใครเปลี่ยนโดยใช้กำลังและความรุนแรง หากแต่หาทาง “เปลี่ยนใจ” เขา ไม่ใช่ฆ่าเขา

คานธีเป็นนักกฎหมาย จบจากอังกฤษ เขารู้ว่า “ถ้าเราตอบโต้อย่างรุนแรงเรากลายเป็นคนเถื่อน เขาเป็นกฎหมาย เขากลายเป็นคนถูกต้องและเราเป็นคนผิดทันที” เขามีวิธีอื่นที่ดีกว่า เช่นแค่ประกาศว่า จะทำให้คนอินเดียทั่วประเทศหยุดงานทุกอย่างหนึ่งวัน และร่วมกันสวดมนต์ในวันนั้น อังกฤษก็ตัวสั่นแล้ว เพราะถ้าคนอื่นพูดอาจจะไม่น่ากลัวอะไร แต่นี่คานธีเป็นคนประกาศเอง เขาทำได้เพราะมีบารมีที่ชาวอินเดียทั้งประเทศเคารพและติดตาม

เหล่านี้เป็นบางส่วนของ Gandhi (1982) หนังใหญ่ที่ได้รางวัลออสการ์ถึง 8 ตัว หนังอย่างนี้ควรสร้างให้มาก โดยเฉพาะในยุคที่โลกร้อนระอุด้วยไฟแค้นและสงคราม ผู้คนสนใจแต่ว่าจะจัดการกับปัญหาต่างๆ ให้เสร็จไปโดยเร็วได้อย่างไร ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ และที่คว้าได้ไวที่สุดก็ไม่พ้นความรุนแรงแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

มหาตมะคานธีเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ยิ่งใหญ่เพราะมีความเชื่อมั่นในหลักอหิงสา หรือการไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหา ท่านไม่ใช่ศาสดาที่เทศน์สอนและมีสำนักส่วนตัว แต่เป็น “ประกาศก” (Prophet) ผู้ประกาศการต่อสู้ด้วยชีวิตของตนเอง ลงไปขลุกกับคนจน ทอผ้าเอง ทำงานทุกอย่างเองในอาศรมหรือชุมชนเล็กๆ ที่ก่อตั้งเพื่อเป็นต้นแบบและเพื่อการเรียนรู้ จนถึงไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เป็นสมาชิกพรรคการเมือง แม้จะไม่เคยดำรงตำแหน่งใดๆ แต่มีอิทธิพลอย่างสูงในการก่อตั้งรัฐบาลของอินเดียและปากีสถานหลังจากได้รับเอกราชในปี 1947

ชีวิตของมหาตะมคานธีมีรายละเอียดและความยิ่งใหญ่กว่าในหนังมากนัก ต้องไปอ่านหนังสือ “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” อัตชีวประวัติของท่าน และเล่มอื่นๆ เพื่อจะได้เรียนรู้และซึมซับบทเรียนชีวิตของ “วิญญาณที่ยิ่งใหญ่” หรือ ”มหาตมะ” ผู้นี้

เท่าที่ปรากฎสามชั่วโมงเศษของหนังเรื่อง Gandhi ก็พอทำให้ได้สัมผัสกับมหาบุรุษผู้นี้ตั้งแต่เขาไปทำงานเป็นทนายความที่แอฟริกาใต้ ซึ่งมีคนอินเดียอยู่เป็นจำนวนมาก ฉากแรก็ถูกถีบลงรถไฟเพราะไปนั่งชั้นหนึ่ง ซึ่งคนผิวสีไม่มีสิทธิ์ แต่นักกฎหมายหนุ่มจากอังกฤษคิดว่าเขามีเงินซื้อตั๋วได้ก็ต้องนั่งได้ ทำให้ได้บทเรียนอันเจ็บปวดครั้งแรกถึงความไม่เป็ธรรม การกดขี่ทางเชื้อชาติสีผิวในประเทศที่เป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้คานธีหนุ่มเริ่มการต่อสู้กับกฎหมายไม่เป็นธรรม เช่นเมื่อมีการออกกฎหมายให้คนอินเดียพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งคานธีเห็นว่าไม่มีความจำเป็นและเลือกปฏิบัติ เขาบอกว่า “เราจะไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ และจะไม่ฆ่าใคร” เขาเรียกร้องให้ชาวอินเดียต่อสู้กับความโกรธแต่ไม่ไปกระตุ้นความโกรธ ต่อสู้กับความรุนแรงแต่ไม่ไปกระตุ้นความรุนแรง เอาหนังสือเดินทางไปเผาทิ้ง แม้จะถูกตีอย่างทารุณก็ยอม

ถ้าอำนาจรัฐจัดการด้วยความรุนแรง “เราจะไม่ตอบโต้ เราจะรับมัน ความเจ็บปวดของเราจะทำให้เขาเห็นความไม่เป็นธรรม เรายอมไม่ได้ เขาอาจจะทารุณกรรมร่างกายผม หักกระดูกผม หรืออาจจะฆ่าผม แต่เขาจะได้ร่างไร้วิญญาณของผมเท่านั้น ไม่ได้วิญญาณผม ไม่มีทางทำให้ผมเชื่อฟังเขาได้”

คานธีกลับไปอินเดียเมื่อปี 1915 อย่างวีรบุรุษ ข่าวคราวการต่อสู้ของเขาที่แอฟริกาใต้เป็นที่รับรู้ทั่วอินเดีย เขาเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อสัมผัสกับสภาพและปัญหาชีวิตจริงของชาวบ้าน ได้เห็นความไม่เป็นธรรม การกดขี่ของอำนาจรัฐ อำนาจอาณานิคม

คานธีได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นที่ส่งผลให้คนไม่มีงานทำยากจนลงไปอีก ที่เคยทอผ้านุ่เองขายเองก็เลิก ไปหาซื้อผ้าจากแมนเชสเตอร์ที่อังกฤษส่งเข้าไปขาย โรงงานต่างๆ ตั้งขึ้นมาทำให้อาชีพชาวบ้านต้องเลิกล้มไป อย่างเคยทำเกลือขายแบบพื้นบ้านก็ต้องเลิกเพราะมีโรงงานเกลือขนาดใหญ่โดยนายทุนอังกฤษ

เขาเห็นความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาวฮินดู มุสลิม ซิกข์ การรบราฆ่าฟันกันตั้งแต่ในหมู่บ้านไปจนถึงพรรคการเมือง และกลุ่มผู้นำชบวนการกอบกู้เอกราช ปัญหาซึ่งยืดเยื้อและไม่หยุดแม้เมื่อได้รับเอกราช และนี่คือประเด็นที่นักล่าอาณานิคมชอบหยิบยกมาอ้างความชอบธรรมในการเข้าครอบครองว่า ต้องการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ถ้าเราไม่มาพวกคุณฆ่ากันตาย เรามาช่วยดูแลจัดระเบียบบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุข ข้ออ้างแบบ “อาณานิคม” ที่ไม่เคยเก่า

มหาตมะคานธีตอบว่า “ทุกประเทศมีปัญหาคนกลุ่มน้อย มีปัญหาระหว่างเผ่าพันธุ์ แต่มันเป็นปัญหาของเรา ไม่ใช่ปัญหาของคุณ” คนอังกฤษได้ยินแต่ไม่ฟัง เหมือนมหาอำนาจในปี 2004 ที่บางประเทศอ้างตัวเป็นผู้คอยดูแลระเบียบโลก ต้องการจัดระเบียบโลกใหม่ ก้าวก่ายไปทั่ว

แล้ววันหนึ่งก็เกิดความรุนแรงนองเลือดจนได้ เมื่อนายพลอังกฤษขนกองกำลังไปสังหารหมู่ชาวอินเดียที่รัฐอมริตสาตายไป 1,516 คน บาดเจ็บอีกหลายพันคน โชคดีที่เอารถถังเข้าไปไม่ได้เพราะถนนแคบ ไม่งั้นคงตายมากกว่านี้

แต่อหิงสาก็ไม่ได้ตอบโต้ อย่างที่เห็นในอีกฉากหนึ่งที่ยืนยันหลักปรัชญาของมหาตมะคานธีได้ดีที่สุด คือฉากที่คนอินเดียเดินหน้าเรียงสี่เข้าไปให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายอังกฤษตีจนบาดเจ็บหัวร้างข้างแตกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน จนทำให้หลายคนแคลงใจว่า หลักอหิงสาแก้ปัญหาได้จริงหรือ คำถามที่คนจำนวนมากยังค้างคาใจและถามกันจนถึงทุกวันนี้

คำตอบของมหาตมะคานที่พูดในท้ายหนังเรื่องนี้คือ “เมื่อฉันท้อแท้ ฉันจะคิดถึงประวัติศาสตร์ ที่ความจริงและความรักจะเป็นผู้ชนะเสมอ สังคมไม่เคยขาดทรราชและฆาตรกร และระยะหนึ่งดูเหมือนพวกเขาจะอยู่ยงคงกะพันและเป็นผู้ชนะ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่รอดสักราย”

ความรุนแรงแบบตาต่อตาฟันต่อฟันทำให้โลกตาบอด มองไม่เห็นทางรอดที่มาจากอหิงสา หลักการที่ต้องเชื่ออย่างหนักแน่นมั่นคง และปฏิบัติด้วยจิตวิญญาณแบบคานธี (Gandhian Sprit) แม้จะไม่มี “วิญญาณยิ่งใหญ่” (Great Soul) เท่าท่านก็ตาม

(Gandhi ภาพยนต์ความยาว 183 นาที โดยผู้กำกับ Richard Attenborough แสดงโดย Ben Kingsley, Candice Bergen, Edward Fox และอื่นๆ ได้รับรางวัลออสการ์ 8 ตัว ภาพยนต์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับ ดารานำชาย บทภาพยนต์ และอื่นๆ )