phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

ทางอีศาน มกราคม 2562

“คันสิไปเมือหน้าให้เหลียวหลังคืนเบิ่ง มันมะลึดทึดเท่าเซาก่อนซุฟ่าวไป เดินทางไก๋ให้เหลียวหลังแลหน่า ฟ้าฮั่มฮ้องน้องผัดยังคาแอ๋ว”

            คำสอนคนโบราณยังใช้ได้วันนี้แม้วิถีชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนไป ปัญหาคือโลกเปลี่ยนไปเร็วกว่าเมื่อก่อนและซับซ้อนกว่าเดิมมาก จนยากจะเข้าใจและตามทัน ผู้คนจำนวนมากจึงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

            ปีใหม่นี้มีคนจำนวนหนึ่งที่ได้โอกาสทางการเมือง ลุกขึ้นประกาศนโยบายสวยงาม บ้างจะทำให้บ้านเมืองพ้นทุกข์พ้นโศก อยู่ดีกินดี ไม่มีหนี้สิน ความยากจน บ้างจะแก้ปัญหายาเสพติดและมลพิษทั้งมวล

            วิสัยทัศน์แปลจากภาษาอังกฤษว่า vision ซึ่งยืมมาจากศัพท์ในแวดวงศาสนา ที่ศาสดาประกาศกได้เห็น vision คือ ภาพนิมิต เหมือนผู้ปฏิบัติธรรมเข้าฌาน เห็นด้วยญาณ ด้วยอภิญญา ที่คนธรรมดามองไม่เห็น เป็นภาพปัจจุบัน อดีตและอนาคต

            “วิสัยทัศน์ปราศจากการปฏิบัติเป็นฝันกลางวัน การปฏิบัติปราศจากวิสัยทัศน์เป็นฝันร้าย” (Vision without action is daydream, action without vision is nightmare) หลายอย่างที่หลายคนพูดจึงเป็นเพียงการตีฝีปาก การหาเสียง พอไปเป็นรัฐบาลทำไม่ได้ก็แก้ตัวว่ารัฐบาลผสม เขาไม่เอาแนวคิดของตน

            การเสนอวิสัยทัศน์หรือภาพฝัน (vision) เป็นการปลุกความหวังของผู้คนได้ดี เหมือนกบฎเมืองเลยร้อยปีก่อนที่ประกาศว่า “ต่อไปจะไม่มีเจ้ามีนาย ใบไม้จะเป็นเงินเป็นคำ” เนื่องเพราะชาวบ้านเดือดร้อนจากอำนาจรัฐที่เก็บส่วยเก็บภาษี เกณฑ์แรงงานเกณฑ์ทหาร ยิ่งปีไหนฝนแล้งน้ำท่วม ข้าวยากหมากแพง และเกิดโรคระบาดซ้ำเติมอีก ชาวบ้านก็ทนไม่ไหว

            ในยามทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส ได้ “ผีบุญ” มาสร้างฝันและให้ความหวังก็ย่อมพร้อมที่จะร่วมมือให้การสนับสนุน กบฎจึงได้คนร่วมขบวนไปสู้กับอำนาจรัฐ แม้จะแพ้กลายเป็นกบฎ แต่ทุกยุคทุกสมัย และไม่ว่าบ้านไหนเมืองไหนก็ไม่เคยขาดกบฎ

            กบฎ คือ ทำการไม่สำเร็จ ภาพฝันหรือภาพนิมิตที่มองเห็นหรือที่สัญญาไว้นั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้  ปลุกเร้าแรงใจและสร้างความฮึกเหิมได้ แต่ปัจจัยไปสู่เป้าหมายไม่ดีพอ

วันนี้เรามักมีชื่อสวยงามเรียกแผนงานใหญ่ไปสู่เป้าหมายนี้ว่า “ยุทธศาสตร์” ซึ่งรวมเอาวิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ พันธกิจ แล้วแต่จะเรียบเรียงอย่างไร ส่วนวิธีการรายละเอียดปลีกย่อยลงไปเรียกว่า “ยุทธวิธี” หรือ “กลยุทธ” ซึ่งประกอบด้วยแผนงาน โครงการ กิจกรรม

ใครที่อ่านซุนหวู่ ดูสามก๊กจะซาบซึ้งในเรื่องยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของบรรดาจอมยุทธในประวัติศาสตร์จีน ซึ่งหลายอย่างยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สติปัญญา ฝีมือในการวางแผนและการรบ การแก้ปัญหา การใช้กำลังภายนอกภายใน พลังตามธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ

ฟังคนหาเสียงอยากเป็นผู้แทนที่ประกาศ “ยุทธศาสตร์” ฟังภาพฝันและภาพนิมิต แผนงาน โครงการมากมายที่บอกว่าจะทำ โดยเฉพาะให้คนยากคนจน ก็ยังไม่เคยได้ยินว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างที่จะทำให้มีการแก้ปัญหาจากรากฐาน เพื่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน

ที่ได้ยินได้ฟังมาก็เหมือนพูดให้ดูดี “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” แต่หลายปีที่มีการทำรัฐประหารก็ยังไม่เห็นการปฏิรูปที่ชัดเจนอะไร มีแต่การรวมศูนย์อำนาจในรัฐราชการที่แน่นหนายิ่งขึ้น ไม่มีการพยายามให้เห็นการกระจายอำนาจ หรือการคืนอำนาจให้ประชาชนจริงๆ

นักวิชาการบางคนวิเคราะห์ว่า สังคมไทยเป็นสังคม reactive มากกว่า pro-active หมายความว่า เป็นสังคมที่เกิดปัญหาแล้วจึงมองเห็น และมีปฏิกิริยาหาทางแก้ไข ไม่ใช่สังคมที่มองไปข้างหน้าเห็นปัญหาก่อนเกิดแล้วหาวิธีป้องกัน

เราจึงเห็นตึกใหญ่ๆ หลายสิบชั้นโผล่ขึ้นมาแบบไม่มีแผนไม่มีผังทั่วกรุงเทพฯ เห็นร้านอาหาร พับบาร์คาราโอเกะ เปิดระเกะระกะไปทั่วแม้อยู่ติดชิดกับบ้านอยู่อาศัย เราเห็นรถติดจนแทบจะขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้จึงมีการตัดถนน สร้างทางด่วน สร้างรถไฟฟ้า น้ำท่วมฝนแล้งทุกปีก็มีงบแก้น้ำท่วมฝนแล้งทุกปี

กฎหมายและมาตรการจะตามมาทีหลังและหลายอย่างก็แก้ไม่ได้แล้ว อยากช่วยร้านโชห่วยของชาวบ้าน จะออกกฎหมายห้ามห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ไม่ให้อยู่ในเมือง ไม่ให้อยู่ใกล้กันจนไปเบียดบังการทำมาหากินของชาวบ้านคนจนก็ทำไม่ได้ เพราะเขา “ผูกขาด” และสร้างกันเต็มไปหมดแล้ว

มีฝรั่งคนหนึ่งอยู่เมืองไทยนานมาก อ่านหนังสือพิมพ์ไทย ฟังวิทยุ ดูทีวี ติดตามข่าวสารบ้านเมืองทุกวัน สามารถทำนายการปฏิวัติรัฐประหารได้อย่างแม่นยำทุกครั้ง เขาบอกว่า คนไทยไม่ค่อยเก่งในการ “มองไปข้างหน้า” ถนัดมองไปข้างหลังมากกว่า ประเภท “กูว่าแล้ว” แบบว่าหวยออกแล้วทายถูกทุกที

เพื่อนฝรั่งอีกคนหนึ่ง เป็นนักภูมิศาสตร์สังคม มาเมืองไทยไม่กี่สัปดาห์ ขอข้อมูลทุกภาคมาเปรียบกันแล้วบอกได้ว่า ภาคไหนการพัฒนาวันนี้เป็นอย่างไร และจะเป็นอย่างไรในอนาคต เขาอ่านตัวเลขคนเรียนระดับประถม มัธยม อุดมศึกษา และดูตัวเลขแรงงานในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และภาคบริการ

โลกวันนี้เป็นโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารความรู้ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “ความรู้” แต่เป็น “การเรียนรู้” ทำอย่างไรให้เรียนรู้เป็น เข้าถึงข้อมูลเป็น มีเครื่องมือในการแยกแยะ (วิเคราะห์) และสรุปรวม (สังเคราะห์) เป็น มองหลังแลหน้าได้อย่างมีหลักวิชา ไม่ใช่คาดเดาเหมือนแทงหวย

มหาวิทยาลัย (แบบเดิม) ตายแล้ว วันนี้ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ทุกแห่งทุกเวลาถ้าเรียนรู้เป็น โลกคือห้องเรียน เข้าใจโลกเข้าใจชีวิต อยู่ในโลกอย่างมีความสุข คือ เป้าหมายของการเรียนรู้ที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เรียนเพื่อรู้ ที่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด แต่เรียนเพื่อมีชีวิตที่ดี มีความสุข

ปีใหม่ ๒๕๖๒ นี้ ขอส่งความปรารถนาดีมายังกองบ.ก. และผู้อ่านทางอีศานทุกท่าน โลกเปลี่ยนเร็วมาก ด้านหนึ่งก็เห็นการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง อีกด้านก็เห็นภาพนิมิตของบรรพชนว่าที่ “อัศจรรย์ใจกุ้ง กุมกินปลาบึกใหญ่ ปลาซิวไล่สวบแข่ หนีไปลี้อยู่หลืบหิน”

สยามรัฐรายวัน 26 ธันวาคม 2561

เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๐๘ องค์การสหประชาชาติได้เชิญพระสันตะปาปาปอลที่ ๖ ไปแสดงปาฐกถาในที่ประชุมใหญ่ที่นิวยอร์ค นับเป็นครั้งแรกที่มีการเชิญประมุขของศาสนจักรส่งสารไปถึงมนุษยชาติ

            พระสันตะปาปาทรงพูดถึงการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การสร้างสันติภาพแทนการทำสงคราม ซึ่งขณะนั้นกำลังคุกรุ่น โดยเฉพาะระหว่างอาหรับกับยิว สงครามเวียดนาม และทรงพูดถึงความเหลื่อมล้ำ การเอารัดเอาเปรียบระหว่างประเทศรวยกับประเทศยากจน คนรวยกับคนจน

            สองปีให้หลัง พระสันตะปาปาปอลที่ ๖ ได้ออกสมณสาร (Encyclical) จดหมายทางการของพระองค์ถึงชาวคาทอลิกทั่วโลกชื่อว่า “การพัฒนาประชาชาติ” (Populorum Progressio) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่สุดฉบับหนึ่งในยุคใหม่ ตามแนวยทางของสังคายนาวาติกันครั้งที่ ๒ (1963-1965) ที่เป็นการปฏิรูปศาสนจักรคาทอลิก

            สมณสารฉบับนี้พูดถึงการพัฒนาในโลกที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ประเทศรวยยิ่งรวยขึ้น และประเทศจนยิ่งจนลง ช่องว่างถ่างออกไปเรื่อยๆ เพราะโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม ชาติร่ำรวยยังเอาเปรียบชาติยากจน ดูดซับทรัพยากรธรรมชาติและบุคคลออกไปจากประเทศด้อยพัฒนา ไปซ้ำเติมให้เกิดปัญหาแสนสาหัส ความหิวโหย ความยากจน โรคภัยไข้เจ็บ ความไม่รู้ (ignorance) โอกาสการศึกษาและการพัฒนา

            พระสันตะปาปาปอลที่ ๖ (1897-1978) ได้รับการประกาศเป็นนักบุญเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ที่ผ่านมานี้ วันเดียวกับการประกาศเป็นนักบุญของพระสังฆราชออสการ์ โรเมโร (1917-1980) ของประเทศแอล ซัลวาดอร์ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตขณะที่ทำพิธีมิสซา เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๒๓ โดยสมุนนักการเมืองขวาจัด ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกป้องคนจน คนยากไร้ จึงได้รับการประกาศจากศาสนจักรคาทอลิกให้เป็นองค์อุปถัมภ์ละตินอเมริกา

            การแสดงปาฐกถาทในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติของพระสันตะปาปาปอลที่ ๖ ในปี ๒๕๐๘ นั้น ผู้ที่ทูลเชิญท่าน คือ นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติซึ่งเป็นชาวพม่า

            นายอูถั่น (1909-1974) เป็นเลขาธิการสหประชาชาติที่ยาวนาน ๒ สมัย ๑๐ ปี (1961-1971) จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกันกับนายอูนุ ซึ่งต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า ส่วนอูถั่น มีอาชีพเป็นครู แล้วได้รับตำแหน่งในรัฐบาล เป็นรัฐมนตรีกระทรวงประชาสัมพันธ์ เป็นเลขานุการนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้แทนถาวรของพม่าในสหประชาชาติ

            อูถั่นมีประวัติทีน่าสนใจมาก ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสหประชาชาติด้วยฝีมือที่แสดงให้ประชาชาติได้เห็นระหว่างที่เขาเป็นผู้แทนพม่าในยูเอ็น และเมื่อเป็นเลขาธิการก็ได้ประสานคลี่คลายความขัดแย้งที่เกือบกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสภาพโซเวียต ประสานระหว่างประธานาธิบดีเคนเนดีกับนายกรัฐมนตรีครุสเชฟ ในกรณีพิพาทคิวบา

            วาระที่สองของอูถั่นในยูเอ็น เห็นเขาประสานการแก้ปัญหาอาหรับอิสราแอล และสงครามเวียดนาม ซึ่งเขาได้วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของอเมริกันแบบไม่เกรงใจ

            อูถั่น เป็นชาวพุทธที่เชื่อในศาสนาและสันติวิธี เช่นเดียวกับ อูนุ (1907-1995) นายกรัฐมนตรีที่ได้เสนอแนวทางพัฒนาประเทศด้วยวิถีพุทธ ผลักดันกฎหมายให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และให้เป็นปรัชญาแนวคิดหลักในการพัฒนาประเทศ

            เมื่อ อี เอฟ ชูมาเคอร์ (E.F.Schumacher) ได้รับเชิญไปเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้รัฐบาลพม่าและให้นายกรัฐมนตรีอูนุในปี 1955 เขาประทับใจในพุทธศาสนามาก และได้เขียน “เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ” (Buddhist Economy) ในหนังสือ “เล็กนั้นงาม-การศึกษาเศรษฐศาสตร์ที่เห็นความสำคัญของประชาชน” (Small is Beautiful-A Study of Economics As If People Mattered)

            เป็นที่เข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงอ่านหนังสือเล่มนี้ (ที่หนังสือพิมพ์ไทม์ได้ยกย่องให้เป็น ๑ ใน ๑๐๐ เล่มที่มีอิทธิพลต่อผู้คนมากที่สุด) และคงมีส่วนสำคัญให้พระองค์ท่านทรงพัฒนาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาการพัฒนาที่องค์การสหประชาชาติให้การยอมรับ และนำแนวคิดนี้ไปเผยแพร่ทั่วโลก

            พระองค์ท่านทรงเน้นการเรียนรู้ไปสู่การพัฒนายั่งยืน “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ทำให้ “ระเบิดจากข้างใน” อันเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวิถีพุทธที่เน้นาการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ทรงสอนให้เริ่มจากเล็กๆ ทีละขั้น ใช้ความรู้วิชาการในการทำงาน และทำให้ยั่งยืนด้วยภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง โดยทรงทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในสวนจิตรลดา ที่ศูนย์เรียนรู้ใหญ่น้อยทั่วประเทศ รวมทั้งโครงการพระราชดำริสี่พันกว่าโครงการ สรุปเป็นสิ่งที่เราเรียกขานวันนี้ว่า “ศาสตร์พระราชา”

            เศรษฐกิจพอเพียงมุ่ง “สร้างคน-สร้างความรู้-สร้างระบบ” เพื่อให้เกิด “ความพอประมาณ-มีเหตุมีผล-มีภูมิคุ้มกัน” เรื่องง่ายที่เข้าใจได้และทำได้ ถ้าใจปรารถนา

            เสียดายว่า เมืองไทยไม่ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างจริงจัง อ้างไว้ตลอดเวลาในเอกสารและการพูด แต่ไม่เห็นเป็นรูปธรรม ถ้านำมาทำให้ได้จริง ความเหลื่อมล้ำไม่มากมายขนาดนี้

สยามรัฐรายวัน 19 ธันวาคม 2561

ดูเหมือนไม่มีพรรคการเมืองไหนโต้แย้งนโยบาย “แจกเงิน” ชาวบ้าน มีแต่อ้างว่า คสช.ลอกการบ้านตนเองบ้าง หรือจะปรับปรุงให้ดีกว่าเดิมบ้าง เพราะเรื่องแบบนี้รู้ดีว่า ถ้าไปโต้แย้งคงเสียคะแนนมากกว่าได้

            ถ้าคิดกันง่ายๆ ก็คงสรุปกันว่าโครงการนี้ดีเพราะคนชอบโครงการประชานิยม (populism) ที่จะเรียกชื่ออะไรก็ได้ ซึ่งเรื่องก็ง่ายจริงด้วย เพราะถ้าหากทำได้จริง สังคมจะเปลี่ยน ปัญหาความยากจนจะหมดไป ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะไม่ลึกกว้างอย่างวันนี้ ความยุติธรรมจะกลับคืนสู่สังคม

            ที่เขียนนี้ไม่ใช่ความฝันอะไร แต่เป็น “ภาพนิมิต” (vision) เป็นปรากฎการณ์ที่ทั่วโลกกำลังพิจารณาเรื่อง “การแจกเงิน” นี้อย่างจริงจัง มีการศึกษาวิจัยไม่น้อยกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส สก็อตแลนด์ นามีเบีย ยูกันดา เคนยา บราซิล อินเดีย เป็นต้น เรียกกันว่า “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” (Universal Basic Income - UBI) หรือ “รายได้พื้นฐาน” (Basic Income)

            เมื่อปี 2017 นายเบอนัวร์ ฮามง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศสได้เสนอนโยบาย รายได้พื้นฐาน ว่าจะแจกเงินให้คนฝรั่งเศส โดยเริ่มจากการให้สวัสดิการคนจนเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 23,000 บาท จากนั้นจะขยายไปแจกเงินคนฝรั่งเศสอายุ 18-25 ปี และในปี 2022 จะให้เงินทุกคนแบบไม่มีเงื่อนไขคนละ 750 ยูโร หรือประมาณ 29,000 บาท ต่อเดือน

            แม้ว่านายฮามงจะไม่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ด้วยเหตุผลที่พรรคสังคมนิยมของเขากำลังตกต่ำสุดขีดเพราะผลงานอันย่ำแย่ของอดีตประธานาธิบดีฟรงซัวส์ ออลลองด์ แต่แนวคิดของเขาก็ทำให้คนทั่วไปสนใจเรื่อง “การให้เงินฟรีแบบไม่มีเงื่อนไข” เพียงแต่มีคำถามว่า จะเอาเงินมากมายมาจากไหน

            เรื่องเงินสำหรับฝรั่งเศสน่าจะมีคำตอบง่ายกว่าที่อินเดีย ซึ่งสนใจที่จะขยายนโยบายการแจกเงินคนจนไปทั่วประเทศอย่างจริงจัง หลังจากที่ได้มีการศีกษาและวิจัยเรื่องนี้มานานหลายปี และพบว่า คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะโครงการสวัสดิการร้อยแปดของรัฐใช้เงินสูงมาก และมีปัญหาคอร์รัปชั่นเต็มไปหมด ไม่มีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำไม่ได้ เหมือนหมอเลี้ยงไข้แบบถาวร

            มีการประมาณการที่อินเดียว่า ถ้ายกเลิกกระทรวงทบวงกรม หน่วยงานของรัฐที่ทำเรื่องสวัสดิการ และนำงบประมาณทั้งหมดมาแจกคนจนทั่วประเทศก็จะได้มากกว่าครึ่งแล้ว และหากจัดสรรงบประมาณเพิ่มลงไปอีกจะคุ้มมากเพราะแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้จริง อินเดียจะเป็นประเทศต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาในการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำเลยทีเดียว

            โครงการที่อินเดียได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกและองค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะ UNICEF ที่ให้ทุนสมาคมสตรีอินเดียทำการวิจัยทดลองปฏิบัติการในหลายรัฐ และได้ผลน่าพอใจ

            ประเทศไทยไม่ได้ต่างจากอินเดียเท่าใดนัก ลองคำนวณงบประมาณจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐในการจัดสวัสดิการต่างๆ ค่าจ้างบุคลากร และงบประมาณ และการคอร์รัปชั่นที่เป็นข่าวอยู่เนืองๆ ไม่ได้แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ กลับเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ

            ที่กลัวกันว่า เมื่อแจกเงินแล้วคนจะขี้เกียจ และใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายงานวิจัยต่างๆ พบว่าไม่จริง เป็นอคติของคนมีอำนาจที่ทำตัวเป็น “คุณพ่อรู้ดี” (paternalistic) เพื่อรักษาไว้ซึ่งสังคมอุปถัมภ์ ครอบงำชาวบ้านต่อไป คิดแทนชาวบ้าน ตัดสินใจแทนชาวบ้าน และตั้งเงื่อนไขมากมายให้ชาวบ้านทำเพื่อแลกกับสวัสดิการ

            ทั้งๆ ที่เงินที่ให้ไปเป็นสิทธิอันชอบธรรมของชาวบ้านที่ควรได้รับ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งจากทรัพยากร รายได้ ผลผลิต ผลงานของชาติที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ระบบปัจจุบันทำให้คนรวยได้รางวัล คนจนถูกลงโทษ ให้ตกนรกทั้งเป็น นรกที่สังคมสร้างขึ้นมาเอง

แนวคิดเรื่องการแบ่งปันทรัพยากรไม่ใช่เรื่องแปลก ที่รัฐอะลาสกา ของสหรัฐอเมริกา มีการแบ่งเงินรายได้จากภาษีน้ำมันที่อุดมสมบูรณ์ให้ชาวอะลาสกาทุกคนอย่างเท่าเทียมกันทุกปี

โครงการรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าจะคืนศักดิ์ศรี คืนความเท่าเทียม สิทธิเสรีภาพให้ทุกคน อย่าคิดเอาเอง ด้วยอคติ แต่ลองทำการวิจัยทำโครงการนำร่องในประเทศไทยดู แล้วค่อยพูดหลังจากมีผลการวิจัยจริงๆ

วันนี้โลกเชื่อว่า ปัญญาประดิษฐ์จะทำให้คนว่างงานกว่าหนึ่งในสามอีกไม่นาน โครงการนี้เท่านั้นจะเป็นทางออก ทำให้คนคิดนวัตกรรมและงานใหม่ๆ ให้ตนเองได้ เพราะยังมีงานอีกมากที่ AI ทำไม่ได้

พรรคการเมืองไทยไหนกล้าประกาศว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะมีนโยบาย “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” แจกเงินประชาชนคนไทยแบบไม่มีเงื่อนไข เริ่มจากคนจน 14 ล้านคนก่อน คนละ 3,000 บาทต่อเดือน ปีหนึ่งใช้งบ ประมาณเดือนละ 100,000 ล้าน ปีละ 1.2 ล้านล้านบาท จะให้มากน้อยเท่าไรและขั้นตอนต่างๆ ก็ไปคิดกันเอง

ถ้าขณะนี้ “เงินกำลังไหลมา” จริง น่าจะเป็นโอกาสทองที่เมืองไทยจะใช้โครงการรายได้พื้นฐานนี้ ที่เป็น “อภิมหาประชานิยม/ประชารัฐ” เพื่อแก้ปัญหาความยากจนความเหลื่อมล้ำ ให้เกิดความมั่งคั่งและยั่งยืนจริง

(อ่านรายละเอียดเรื่อง “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” ได้ใน google ที่ผมเขียนในสยามรัฐรายวัน5 ตอนเมื่อไม่นานมานี้)

สยามรัฐรายวัน ธันวาคม ๒๕๖๑

ภาษาอีสานกำลัง “ฮิต” ทั้งในละครทีวี ในเพลงลูกทุ่ง สื่อวิทยุและสื่อสังคม นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ดาราน้อยใหญ่ที่ไม่ใช่ลูกอีสานต้องหัดออกเสียงสำเนียงอีสานให้ได้ นักร้องลูกทุ่งก็ต้องหาพี่เลี้ยงฝึกฝนจนร้องได้เนียนๆ เหมือนคนอีสาน

            เพลงที่มีเนื้อร้องเป็นภาษาอีสานดั้งเดิมอย่างคำแพง, คู่คอง, ผู้สาวขาเลาะ ติดอันดับยอดฮิตในยูทูป มีการวิวสี่ห้าร้อยล้าน นอกนั้นก็มีเพลงที่มีเนื้อร้องแบบอีสานแท้ๆ อย่าง “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน” และอื่นๆ ที่ฮิตติดหูติดอันดับ ขึ้นเวทีประกวด เป็นที่ชื่นชอบไม่เพียงแต่สำหรับคนอีสาน แต่คนไทยภาคอื่นๆ ด้วย

            เพลงลูกทุ่งสไตล์อีสานกลายเป็นกระแสที่วงการเพลงต้องไหลตาม เพราะเพลงดังๆ ทั้งหลายไม่จำเป็นต้องไปสังกัดค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อีกต่อไป แค่แต่งเพลงร้องเองส่งขึ้นยูทูป ถ้าดังติดตลาดก็เหมือนว่าวที่ติดลมบน ผู้บริโภคคือผู้ตัดสิน ไม่ใช่ยัดเยียดโหมโฆษณาจ้างเปิดทั้งวันทางสถานีวิทยุอย่างที่ทำๆ กันมา

            วันนี้เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลกแบบหักมุม ความต้องการ ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนเป็นที่รับรู้ได้ผ่านสื่อสังคม ใช้สมาร์ทโฟนที่ “สั่งได้” ทำให้ผู้ผลิตต้อง “ตามใจ” ผู้บริโภค ทำให้ยักษ์ใหญ่ที่ผลิตเพลงต้องจ้างคนทำเพลงสไตล์อีสานจากเมืองหมอแคนไปเป็นที่ปรึกษาและทำเพลงให้

            ทำให้คนทำละครต้องจ้างพี่เลี้ยงอีสานฝึกฝนการออกเสียงสำเนียงอีสานให้ตัวละครใน “นาคี” และละครอื่นๆ ที่ผู้แสดงต้องพูดภาษาอีสานทั้งเรื่อง เป็นอะไรที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็มีบ้างอย่าง “นายฮ้อยทมิฬ” และละครบางเรื่องในอดีต แต่ก็ไม่ได้ทำกันจริงจังอย่างวันนี้ พูด “อีสานทองแดง” ก็ไม่ว่ากัน แต่วันนี้ไม่ใช่

            ความจริง ปรากฎการณ์ภาษาอีสานในสื่อไม่ได้เพิ่งเกิด ค่อยๆ มีมานานแล้ว ในวงการเพลง โด่งดังติดตลาดมาตั้งแต่เพลง “อีสานลำเพลิน” กว่าสี่สิบปีก่อน ลำเพลิน ลำซิ่งต่างๆ เป็นอะไรที่ผู้คนทั่วไปชอบฟัง ไม่ว่าคนภาคไหน เพลงลูกทุ่งอีสานที่สอดแทรกภาษาถิ่นก็มีมานาน

นักแต่งเพลงคนอีสานอย่างครูสุรินทร์ ภาคศิริ ครูสลา คุณวุฒิและอีกหลายท่าน แต่งเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอีสานมานาน สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกและจิตวิญญาณของคนอีสานที่สื่อโซเชียลวันนี้ได้แพร่กระจายแบ่งปันกันไปทั่ว ทั้งในเมืองไทยและคนอีสานทั่วโลก เร้าความรู้สึกรักบ้านเกิด ปลุกสำนึกในรากเหง้าของตน

วันนี้จึงมีสถานี “อีสาน” ในกรุงเทพฯ ที่พูดอีสานทั้งวัน เปิดเพลงอีสาน โดยเฉพาะการลำการร้องสไตล์อีสานต่างๆ อีกหลายสถานีมีรายการ “อีสาน” บางช่วงบางเวลา

คนอีสานมาทำงานกรุงเทพฯ นานแล้ว ตั้งแต่ถีบสามล้อมาจนถึงขับตุ๊กตุ๊กและแท็กซี่ จับกัง ขนของแบกอิฐแบกปูน งานก่อสร้าง เป็นเด็กปั้ม เด็กอู่ซ่อมรถ เป็นคนรับใช้ทำงานบ้าน กรรมกรโรงงาน วันนี้มีหลายล้านคน จำนวนมากได้พัฒนาตัวเองจากงานที่ว่ามาเป็นผู้ประกอบการ ที่เมืองหลวงหรือกลับไปบ้านเกิด

แม้จะมีจำนวนมากกว่าทุกภาคในกทม.และปริมณฑล คนอีสานในอดีตก็มักไม่ค่อยพูดภาษาอีสานในที่สาธารณะ เนื่องเพราะกลัวคนดูถูก ความรู้สึกนี้เริ่มเปลี่ยนไป และดูเหมือนวันนี้จะมาถึงจุดที่พูดภาษาอีสานเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ไปแล้ว เช่นเดียวกับที่คนเหนือคนใต้พูดจาภาษาถิ่นของตนเองด้วยความมั่นใจมานาน

สังคมเปลี่ยนไป ผู้คนได้ความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมา คนเริ่มภูมิใจในรากเหง้าเผ่าพันธุ์ของตัวเอง เริ่มแสดงออกทางเครื่องแต่งกายท้องถิ่น อาหารการกินพื้นบ้านที่รสชาติจัดจ้าน อาหารอีสานได้รับความนิยม มีขายกันทั่วประเทศ ขึ้นเหลาเข้าโรงแรมใหญ่ได้สบาย

การฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมโอทอป และอื่นๆ มีส่วนสำคัญในกระบวนการฟื้นฟูวัฒนธรรม ทรัพยากรท้องถิ่นในนามของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว

ปรากฎการณ์อีสานจึงเกิดขึ้นในบริบทเช่นนี้ ตามวิวัฒนาการและวิภาษวิธีของสังคม ทำให้เกิดความรู้จากเพลง ดนตรี อาหาร เครื่องแต่งกาย และภาษาไปสู่การมองโลกมองชีวิตของคนอีสาน เข้าใจปัญหา ความต้องการ ความทุกข์ ความสุข ความใฝ่ฝันของคนอีสาน พรรคการเมืองใดที่จับประเด็นนี้ได้ก็ได้ใจคนอีสาน

อีสานในอดีตแห้งแล้ง แต่คนอีสานก็ดิ้นรนทำมาหากินพอเลี้ยงชีพได้ มีพออยู่พอกิน แต่เมื่อมีโครงการพัฒนาเกิดขึ้นมามากมาย ตั้งแต่ ๒๕๐๔ ที่ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม คนอีสานกลับมีที่ไม่พออยู่ มีข้าวปลาอาหารไม่พอกิน ต้องอพยพย้ายถิ่นไปเมืองกรุง ไปต่างถิ่นต่างภาคเพื่อหาที่ทำกินใหม่

ทั้งๆ ที่อีสานฝนตกปีละ ๑,๕๐๐ มิลลิเมตร มากกว่าทุกภาคยกเว้นภาคตะวันออก แต่อีสานกลับมีแต่น้ำท่วมกับภัยแล้ง ไม่มีระบบชลประทานที่จะทำการเกษตรได้ทั้งปี ต้องพึ่งพาอาศัยเทวดาเท่านั้น อีสานจึงอยู่ได้ด้วยความเชื่อและศรัทธามากกว่าเหตุผล ด้วยตำนานมากกว่าความจริง

อีสานมีตำนานมากมายที่หลายครั้งไม่ได้แยกจาก “ประวัติศาสตร์” เพราะ “ตำนานสำคัญกว่าความจริง” จึงมีเรื่องพญานาคมากกว่าภาคอื่นๆ เพราะสัมพันธ์กับน้ำ กับแหล่งน้ำ ที่ให้ชีวิตกับผู้คนตลอดมา

อีสานมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีหลายเผ่าพันธุ์ มีลาวกาว, มอญเขมร, ผู้ไท, ญ้อ เป็นต้น ซึ่งก็เป็นวัฒนธรรมเดียวกับชาวลาวในประเทศลาว คนอีสานในอดีตจึงมักเรียกตนเองว่า “ลาวอีสาน” ที่ต่อมาไม่ค่อยพูดกันอีก เพราะคำว่า “ลาว” ในบางกรณีถูกใช้เป็นการดูถูกดูหมิ่น

วันนี้อิทธิพลของละครและเพลงทำให้ภาษาอีสานได้รับความสนใจ จนมีคนถามไถ่ถึงความแตกต่างระหว่างสำเนียงอีสาน นับเป็นเรื่องดี เพราะแต่ละเผ่าพันธุ์ก็มีภาษาและวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง

คนอีสานส่วนใหญ่พูดสำเนียง “ลาวกาว” ตั้งแต่อุบลฯ ไปจนถึงอุดรฯ ขอนแก่น ซึ่งอาจแตกต่างกันบ้าง แต่ไม่มากเหมือนสำเนียงภูไท หรือผู้ไท ที่กระจายอยู่หลายจังหวัดอย่างมุกดาหาร นครพนม สกลนคร ที่มีเอกลักษณ์ค่อนข้างชัดเจน แม้แต่คนอีสานด้วยกัน ถ้าไม่คุ้นอาจต้องแปล เพราะสำเนียงและศัพท์เฉพาะที่ไม่เหมือนภาษา “ลาว” ทั่วไป

สำเนียงญ้อ แถวสกลนครและนครพนม ก็แปลกแตกต่างไปจากสำเนียงลาวกาวและผู้ไท คนอีสานทั่วไปบอกว่าเป็นสำเนียงที่เพราะดี (คุยกับแท็กซี่คนร้อยเอ็ด ส่งภาษาบ้านเกิด แท็กซี่บอกว่า มาจากสกลนครใช่ไหม ผมบอกเขารู้ได้ยังไง แกเล่าว่า มีเพื่อนคนหนึ่งคนร้อยเอ็ดมีเมียคนสกลนคร เมียแกด่าทีไรแกจะหัวเราะชอบใจ บอกว่า “ม่วนหลาย” คงอยู่กันยืดเพราะชอบให้เมียด่า)

สำเนียงที่แปลกเป็นเอกลักษณ์ คือ สำเนียงที่เลยและทางเหนือของเพชรบูรณ์ ที่เป็นสำเนียงเดียวกับที่หลวงพระบาง บรรพบรุษคงอพยพมาจากทางโน้น และได้อิทธิพลทางวัฒนธรรมจากเมืองหลวงเก่าของลาว ฟังเผินๆ คล้ายสำเนียงคนใต้แถวสุราษฎร์ธานี

มีสำเนียงโคราช หรือไทยโคราชที่กึ่งๆ ระหว่าง “ไทยกลาง” กับ “ไทยอีสาน” อย่างเป็นเอกลักษณ์ นอกนั้นก็เป็นภาษาเขมรที่พูดกันทางอีสานใต้ชายแดนกัมพูชา ที่สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ

ภาษิตไทยบอกว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล การเรียนรู้ภาษาหนึ่งเท่ากับรู้จักเผ่าพันธุ์หนึ่ง ชนชาติหนึ่ง ความสนใจในภาษาท้องถิ่นต่างๆ จึงไม่เป็นเพียงเพื่อการสื่อสารหรือความสนุกสนาน แต่เป็นกำไรชีวิต เพราะเท่ากับเป็นการเปิดโลกทัศน์ชีวทัศน์ของเราเอง

รู้ภาษาเดียวก็มองโลกมองชีวิตแบบเดียว รู้ภาษาอื่นก็ได้กำไรชีวิต เข้าใจโลก เข้าใจชีวิตของคนอื่นมากยิ่งขึ้น ยิ่งรู้หลายภาษา ยิ่งเปิดโลกทัศน์ชีวทัศน์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

การเรียนรู้สำเนียงภาษาของภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ ซึ่งแต่ละภาคก็ยังมีความแตกต่างกันอีก เป็นเรื่องที่ควรทำด้วยความเคารพในเอกลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น ยิ่งเข้าถึงความละเมียดละไมของภาษาที่สะท้อนความละเอียดอ่อนของชีวิต ก็ยิ่งเข้าใจและได้สัมผัสวัฒนธรรมเจ้าของภาษานั้นได้ลุ่มลึก เพราะภาษาคือรูปแบบชีวิต (form of life) คือ “วิญญาณ” (soul) ของผู้คนที่พูดภาษานั้น

การส่งเสริมให้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าท้องถิ่น การทำอาหารท้องถิ่น การฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมดีงาม จะทำให้เราเห็นคุณค่าของวิถีชีวิตของกันและกัน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ คือเอกภาพในความหลากหลาย

          ไม่ใช้ความแตกต่างสร้างความแตกแยก อ้างความชอบธรรมทางอำนาจและการเมือง ด้วยอคติทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ภาษาและวัฒนธรรม ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง นำไปสู่สงครามและการรบราฆ่าฟันเพื่อมุ่งทำลายล้างให้สูญพันธุ์ อย่างการฆ่าชาวยิวโดยนาซี และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อีกหลายครั้งหลายพื้นที่ทั่วโลก

          ภาษาหนึ่งจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่คือ โลกของผู้คนเผ่าพันธุ์หนึ่ง ชนชาติหนึ่ง เชื้อชาติหนึ่ง รู้ภาษาหนึ่งจึงเหมือนเดินผ่านประตูสู่อาณาจักรหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวดีๆ ที่เราจะได้ค้นพบ

สยามรัฐรายวัน 12 ธันวาคม 2561

รัฐบาลนี้มีข้อมูล “ความเหลื่อมล้ำ” ทั้งตัวเลขสถิติและข้อเท็จจริงจากการลงไปคลุกคลีกับ “รากหญ้า” ทั้งอาชีพ รายได้ การถือครองที่ดิน คนจนในชนบท คนจนเมือง อาจมีข้อโต้แย้งกับการประกาศให้เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก แต่ถึงอย่างไรก็ปฏิเสธความเป็นจริงที่ไม่เป็นธรรมอันล้ำลึกนี้ได้

คุณกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพูดในที่ประชุมสัมมนาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า “เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 72 ไม่มีความมั่นคงทางด้านที่ดินทำกิน 52 % เช่าที่ดินทำกิน อีก 20 % ที่ดินติดจำนองเสี่ยงที่จะหลุดมือ มีเกษตรกรเพียง 28 % ที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ที่ดินหลุดมือส่งผลให้พื้นที่เกษตรลดลงอย่างต่อเนื่อง”

รัฐมนตรียังให้รายละเอียดของปัญหาการทำมาหากิน หนี้สิน ความยากจน การสูญเสียที่ดิน ขายที่ดิน ไปบุกรุกป่าเพื่อหาที่ทำกินใหม่ อพยพไปอยู่ในเมือง คือร้อยละ ๓๐ ของประชากรเมืองที่ไม่มีที่ดินของตนเอง บุกรุกที่ดินรัฐ คลอง รถไฟ ที่สาธารณะ เป็นปัญหาคนจนเมือง

         แต่ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้ให้ข้อมูลว่า ใครถือครองที่ดินมากที่สุดและด้วยสาเหตุใดถึงทำได้ ไม่เพียงแต่ที่ดินบนบก แต่พื้นที่ในทะเลริมชายฝั่งหลายพันกิโลเมตรของไทยว่ามีใครไปยึดเป็นเจ้าของโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายบ้าง ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แต่เป็น “นายทุน” ไม่ว่าท้องถิ่นหรือระดับชาติ ไม่ว่าพ่อค้าหรือข้าราชการ

         อย่างชายฝั่งจังหวัดเพชรบุรี ไล่ตั้งแต่อำเภอบ้านแหลมลงไป คงเหลือแต่ชายทะเลที่ตำบลบางขุนไทรยาว ๙ กิโลเมตรตามชายฝั่งและกว้าง ๓ กิโลเมตรออกไปในทะเล หรือ ๒๗ ตารางกิโลเมตรเท่านั้นที่เหลือให้ชาวบ้านเอากระดานไถไปบนโคลน เอามืองมเก็บหอย เอามาขายมีรายได้วันละสองสามร้อยบาท ขณะที่พื้นที่ชายฝั่งอื่นๆ ถูกจับจองปักเสาปักหลักกั้นเขตเป็นของ “ส่วนบุคคล” ไปหมดแล้ว

         พื้นที่ ๒๗ ตร.ก.ม.ที่บางขุนไทรมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ยาวนานของชุมชนที่รวมตัวกันปกป้องสิทธิทำกิน บางครั้งต้องเอาเรือออกไปไล่ยิงกับเรือใหญ่ของนายทุนก็ต้องทำ เพราะพวกนั้นลักลอบเอาเรือใหญ่มาคราดหอยด้วยเครื่องมือที่ทำไม่กี่ครั้งชายฝั่งก็ไม่เหลืออะไรให้ชาวบ้านไปหากินได้

         กรณีแบบนี้ชาวบ้านต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว เพราะกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายล้วนอยู่ในมือของนายทุนและข้าราชขการที่รวมหัวกันเบียดบังเอาประโยชน์จากทรัพยากร ลิดรอนสิทธิทำกินของชาวบ้าน

         แนวทางการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลเสนอก็ดูเหมือนจะดี แต่ “โรคเหลื่อมล้ำ” แก้ไม่ได้ด้วยยา ไม่ว่ายาแก้ปวดธรรมดา ยาแรงหรือมอร์ฟีน ถ้าจะแก้อย่างยั่งยืนและเด็ดขาดคงต้อง “ผ่าตัดเท่านั้น” ปัญหาอยู่ที่ว่าคณะหมอเหมือนไม่อยากให้คนไข้หาย เพราะหายเมื่อไรอาจลุกขึ้นมาลดทอนอำนาจของตนและภาคีทุน

         ปัญหาความเหลื่อมล้ำอาจมองได้เป็น ๓ ประเด็น คือ โอกาส การศึกษา และนโยบาย

๑.  โอกาสที่ไม่เท่าเทียมของประชาชนทำให้เกิดชนชั้น คนรวยมีโอกาสมากกว่าคนจน คนมือยาวจึงสาวได้สาวเอา สะสมทุน เทคโนโลยีและช่องทางกฎหมายรองรับ รัฐบาลเคยปรารถว่าจะแก้กฎหมายหลายพันฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ที่ไม่เปิดโอกาสให้คนจนได้พัฒนาตนเอง เพราะรู้ดีว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำมาจากโครงสร้างระบบสังคมที่บิดเบี้ยวไม่เป็นธรรม เอื้อคนรวยมากกว่าคนจน

          รัฐให้เบ็ดตกปลา สอนให้ตกปลา แต่รัฐและนายทุนเอาลวดหนามไปล้อมที่ตกปลา ชาวบ้านจะไปจับปลาที่ไหน ต้องรับจ้างหาเงินไปซื้อข้าวปลาอาหารที่นายทุนผลิต รอรับเงินสวัสดิการคนจนจากรัฐบาลที่ชอบอ้างบุญคุณ ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิของประชาชนที่จะได้รับโอกาสมากกว่าการนั่งรอให้รัฐเอาเงินมาแจก

๒. การศึกษา คือความเหลื่อมล้ำสำคัญ คนจนมีโอกาสน้อยในทุกระดับการศึกษา เมื่อก่อนพ่อแม่ต้อง ขายวัวขายควายส่งลูกเรียน วันนี้ก็ยังต้องลงทุนสูงแม้มีทุนกู้ยืม จึงมีคนจนไม่กี่เปอร์เซนต์ที่มีโอกาสไปเรียนถึงระดับอุดมศึกษา คนส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยแต่เพียงแรงกายในการทำมาหากิน ดิ้นรนปากกัดตีนถีบ แม้คนที่ไปเรียนแล้วยังเป็นหนี้ต่อเพราะหางานทำไม่ได้ ลูกคนจนไปเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฎ ราชมงคล ธุรกิจบางแห่งยังประกาศไม่รับด้วยซ้ำ คนจนจึงเป็นประชาชนชั้นสองอย่างถาวร

๓.  นโยบายของรัฐ จนถึงวันนี้กฎหมายหลายพันฉบับที่รัฐบาลบอกเองว่าเป็นอุปสรรคต่อ        กการพัฒนา ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำก็ไม่ได้แก้ ได้แต่ออกกฎหมายใหม่มารองรับอำนาจรัฐมากกว่าคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่แตะระบบโครงสร้างอันเป็นรากเหง้าที่แท้จริงของความเหลื่อมล้ำ

          ความเหลื่อมล้ำคือหลุมดำของสังคมไทย ที่เป็นสาเหตุสำคัญของความแตกแยก ความรุนแรง การนองเลือดอย่างที่ผ่านมา เพราะการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมที่คนจนคนรากหญ้าไม่อาจทนได้ ท้ายที่สุดก็จะลุกขึ้นมาทวงสิทธิด้วยวิธีการที่ไม่ธรรมดา วันนี้ดูตัวอย่าง “เสื้อกั๊กเหลือง” ที่ฝรั่งเศสไว้บ้างก็ดี

เมื่อไม่มีเจตจำนงทางการเมือง (political will) จึงยากที่จะแก้ปัญหา เพราะที่จริงแล้วนโยบายรัฐบาลอยู่บนฐานคิด “ทฤษฎีการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม” (unequal development theory) ให้คนรวยรวยก่อน คนจนก็จะรวยตามไปด้วย

         คงเพราะคิดแบบนี้ตั้งแต่ ๒๕๐๔ ความเหลื่อมล้ำจึงถ่างออก จนได้เป็นแชมป์โลกแบบน่าเสียใจ

สยามรัฐรายวัน 5 ธันวาคม 2561

การที่รัฐบาล คสช.อยู่มาได้ ๔ ปีกว่า โดยไม่มีปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง (หรือมีก็ควบคุมได้) ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคนไทย “รับได้” หรือ “ทนได้” กับการทำรัฐประหาร เพราะเห็นว่าบ้านเมืองไม่มีทางออก เกิดความแตกแยก ความรุนแรง ฆ่าแกงกันกลางบ้านกลางเมืองไม่รู้จบ ผู้คนยังเข็ดขยาดกับความวุ่นวายนั้น

            ทหารเข้ามายึดอำนาจได้พักหนึ่งก็ “คืนอำนาจอธิปไตย” ให้ประชาชน ให้มีการเลือกตั้ง โดยครั้งนี้นานหน่อย และไม่รับปากว่าจะไม่ปฏิวัติ เพราะรับปากกันมากี่ครั้งๆ ก็ยังทำรัฐประหารมาทุกครั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญมาไม่รู้กี่ครั้ง ก็ดีที่ “ตรงไปตรงมา” ไม่ปากว่าตาขยิบ

            เป็น “วิภาษวิธี” ในวิถีไทย เป็นวงจร (อุบาทว์) ที่วนเวียนอยู่ระหว่าง ๒ ขั้วอำนาจ ประชาธิปไตยกับเผด็จการ ถ้ามองด้วยแนวคิดตะวันตกก็จะถือว่าเป็น “เรื่องตรงกันข้าม” หรือ “คนละเรื่อง” ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ในแนวคิดแบบตะวันออกและแบบไทย เป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” คือเป็นสองขั้วในความเป็นจริงเดียวซึ่งไม่ได้แยกจากกัน คือ “สังคมไทย” แล้วแต่ว่าเมื่อไรจะสวิงไปขั้วไหน

            คนตะวันตกจึงแปลกใจและรับไม่ได้กับความเป็นจริงแบบตะวันออกที่สองขั้วอยู่ในความเป็นจริงเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำรัฐประหารแบบไทยๆ สังคมนิยมคอมมิวนิสต์แบบจีนแบบเวียตนามหรือเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (Socialist Market Economy)

            การที่สังคมไทยมีลักษณะ “ทวิลักษณ์” คือทั้งเผด็จการและประชาธิปไตย (“แบบไทยๆ”) คงเป็นเพราะสังคมไทยเป็นสังคมอำนาจ สังคมอุปถัมภ์ สังคมชนชั้น มีความแตกต่างสูงทั้งทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง มีความเหลื่อมล้ำ มีคนรวยคนจนที่เห็นได้ชัดเจน มีเจ้านายมีลูกน้อง จึงอยู่กันด้วยเส้นสายเครือข่ายอำนาจ ไม่ใช่สังคมนิติรัฐ นิติธรรม ที่ใช้กฎหมาย สังคมไทยใช้ “ความสัมพันธ์”

            สังคมเผ็ดจการกับประชาธิปไตยจึงเป็นเพียงสังคมที่มีการเลือกตั้งกับไม่มีการเลือกตั้ง อย่างอื่นก็เหมือนกัน คือ นักการเมืองก็ใช้อำนาจเหมือนทหาร แตกต่างกันที่รูปแบบเท่านั้น ถึงได้มีการแตกแยกรุนแรง แก่งแย่งอำนาจและตีกันฆ่ากันอย่างที่ผ่านมา

            สังคมอำนาจชอบใช้คำว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ประหนึ่งว่าตนเองมีอำนาจ วางตัวเองเป็นศูนย์กลางอำนาจ เป็นคนคิด ตัดสินใจ กำหนด แล้วให้ประชาชนมามีส่วนร่วม ขณะที่สังคมประชาธิปไตย ประชาชนเป็นศูนย์กลาง อธิปไตยเป็น “ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน”

            คนที่ได้รับเลือกเข้าไปในสภาเป็นเพียง “ผู้แทน” ประชาชน ที่ต้องตอบสนองความต้องการและช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชน คนที่ยึดอำนาจ “ด้วยปืน” ก็ไม่มีสิทธิถือว่าอำนาจเป็นของตน แต่เป็นของประชาชนที่ตนอาสาเข้ามาฟื้นฟูบูรณะบ้านเมือง

            ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งหรือจากการทำรัฐประหารก็ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้แทนของประชาชนในการบริหารบ้านเมือง ตามนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่เช่นนั้นก็จะหลงตัวเอง (narcissistic) หลงอำนาจ (despotic) คิดว่าตนเองเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

            ประชาธิปไตย คือ กระบวนการ “คืนอำนาจให้ประชาชน” ซึ่งขยายความไปได้ในทุกภาคส่วนของชีวิตและการบริหารจัดการทางสังคม คือ “คืนสุขภาพให้ประชาชน” “คืนการศึกษาให้ประชาชน” “คืนการพัฒนาให้ประชาชน “คืนป่าให้ประชาชน” และที่เป็นหัวใจของทุกอย่าง คือ “คืนสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน”

            เหล่านี้ คือ วรรคทองที่เป็น “วาทกรรม” (discourse) ที่ทำให้เกิดปัญญา หากใช้แบบไม่รู้ความหมายก็กลายเป็นวาทศิลป์หรือการตีฝีปาก (rhetoric) ที่บิดเบือนแบบศรีธนญชัย อ้างเหตุผลหากินกับความไม่รู้ ความยากจนของชาวบ้าน ครอบงำความคิดและการตัดสินใจของประชาชน

            ตราบใดที่สังคมไทยยังรวมศูนย์อำนาจไว้ในส่วนกลาง ไม่กระจายอำนาจ ไม่กระจายงบประมาณ ประชาธิปไตยก็จะไม่เกิด เหมือนปลูกไม้ในกระถางที่ไม่มีวันโต พรรคการเมือง นักการเมืองที่อ้างประชาธิปไตย พอได้อำนาจก็ไม่เคยคิดเรื่องกระจายอำนาจ ไม่เคยคิดจะ “ทุบกระถาง”

            หน่วยงานของรัฐ ในระบบราชการ ของประเทศอำนาจนิยมจึงคิดว่าตนเองมีอำนาจ ไม่ใช่ตนมีหน้าที่เข้ามารับใช้ประชาชน ข้าราชการจึงทำตัวเป็นเจ้าเป็นนาย หน่วยงานราชการจึงทำหน้าที่ “ควบคุม” และ “กำกับ” มากกว่าส่งเสริมสนับสนุน

            “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ในสังคมประชาธิปไตยหมายถึง “ประชาธิปไตยทางตรง” อย่างการทำประชามติ การตัดสินใจในประเด็นสำคัญๆ ที่ประชาชนไปลงคะแนนเสียงตัดสินใจเองโดยตรง

            สังคมโลกกำลังเปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือ (disruptive) สังคมไทยก็เช่นกัน ไม่ใช่แต่ทางด้านเทคโนโลยี แต่ในทุกๆ ด้าน การเมืองไทยอาจเป็นเหมือนโกดักที่คิดกล้องดิจิตอล แต่กลับล้มละลายเพราะปรับตัวไม่ทัน วันหนึ่ง ทั้ง “ประชานิยม” และ “ประชารัฐ” ก็ต้องไปเมื่อ “ประชาธิปไตย” ที่แท้จริงเติบโตและเข้มแข็ง

มวยไทย มวยเด็ก

Wednesday, 28 November 2018 15:08 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 28 พฤศจิกายน 2561

ผมไม่เคยชกมวย แต่เคยสอนนักศึกษาปริญญาเอกหลักสูตรมวยไทยที่มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงในหัวข้อ “ภูมิปัญญามวยไทย” จึงมีลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นครูมวย นักมวย ผู้จัดการ โปรโมเตอร์ คนที่เกี่ยวข้องกับวงการมวยหลายคน

            เมื่อประมาณ ๑๕ ปีก่อน ก่อนที่สถาบันราชภัฎจะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎ ผมเป็นกรรมการสภาสถาบันราชภัฎ และสภาวิชาการของสถาบันราชภัฎทั้งหมดซึ่งรวมกันมี ๑ สภาสถาบันฯ และ ๑ สภาวิชาการ ได้มีการนำเสนอขอเปิดหลักสูตรประกาศนิยบัตรบัณฑิตมวยไทยของสถาบันราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง

            คนที่นำเสนอ คือ ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ อาจารย์วิชิต ชี้เชิญ และรศ.ดร.สุจิตรา สุคนธทรัพย์ ปริญญาเอกด้านพลศึกษา อาจารย์จากจุฬาฯ ผมประทับใจแนวคิดหรือปรัชญามวยไทยที่อาจารย์ทั้ง ๓ ท่านช่วยกันนำเสนอมาก และได้บอกในที่ประชุมว่า เสียดายที่สิ่งที่ได้พูดนั้นไม่อยู่ในเอกสาร มีเพียงแค่สั้นๆ เท่านั้น ซึ่งผมถือว่านั่นคือหัวใจของมวยไทย จึงขอให้นำเนื้อหาทั้งหมดที่พูดนั้นใส่ลงไปในเอกสาร ยาวเท่าไรก็ไม่เป็นปัญหา

            และยังได้เสนอด้วยว่า ไม่น่าจะเปิดเป็นประกาศนิยบัตรบัณฑิต (ที่อยู่ระหว่างปริญญาตรีกับปริญญาโท) น่าจะเสนอเปิดปริญญาโท รวมทั้งปริญญาตรีและปริญญาเอกในขั้นต่อไป

            จากนั้น ผมได้เขียนบทความเรื่องมวยไทยในหนังสือพิมพ์หลายครั้ง โดยพยายามชี้ให้เห็นถึงคุณค่าและความหมายของมรดกทางวัฒนธรรมอันสำคัญนี้ ซึ่งคนในวงการมวยหลายคนได้ขอบคุณผมที่ได้ช่วยส่งเสริมสนับสนุนมวยไทยด้วยข้อเขียนเหล่านั้น

เมื่อได้รับเชิญไปสอนนักศึกษาปริญญาเอกที่มรภ.หมู่บ้านจอมบึง ผมได้พยายาม “ถอดรหัส” ภูมิปัญญามวยไทยให้เห็นว่า ความหมายลึกๆ ของศาสตร์และศิลป์แขนงนี้คืออะไร

ผมได้นำสารคดีการฝึกมวยเด็กที่วัดเส้าหลินของจีนมาให้นักศึกษาชม และวิเคราะห์วิจารณ์ เพื่อกลับมาดูมวยไทยของเรา จำได้ว่า ลูกศิษย์ของผมหลายคนบอกว่า ไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้มาก่อน เพราะอยู่ในวงการนี้ก็เน้นการฝึกฝน การแข่งขัน รวมไปถึงการพนันขันต่อ ซึ่งด้วยพัฒนาการสื่อและโลกาภิวัตน์ มวยไทยแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

ผศ.ดร.โพธิสวัสดิ์ แสงสว่าง หรือ “ครูโพธิ์” ปรมาจารย์มวยไทย ลูกศิษย์ของผมคนหนึ่งเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลกเพื่อ “รับรอง” มาตรฐานมวยไทย เล่าเรื่องราวดีๆ ให้ฟังว่า ในหลายประเทศ คนระดับผู้นำทั้งนั้นที่เรียนมวยไทย ใครนุ่งกางเกงกีฬาปักคำว่ามวยไทยไปตลาด คนจะชื่นชมมาก

ผมได้พยายามชี้ให้เห็นว่า ถ้าคนทั่วโลกชื่นชมมวยไทยและต่างก็สนใจเรียนศิลปะป้องกันตัวนี้ แสดงให้เห็นไม่เพียงแต่พิษสงของศิลปะแม่ไม้มวยไทย แต่ต้องมีอะไรลึกๆ กว่าที่ปรากฎภายนอก ที่เรียกว่าจิตวิญญาณ อันนั้นต่างหากที่นักศึกษาระดับปริญญาเอกต้องค้นให้พบ และพัฒนาต่อยอดให้เป็นนวัตกรรม

อาจารย์ที่วัดเส้าหลินบอกในสารคดีชุดนั้นว่า มวยวัดเส้าหลินเป็นเครื่องมือพัฒนาคนให้เข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ พัฒนาทั้งสติ สมาธิและปัญญา พระจึง “เป็นมวย” สอนทั้งมวยและคุณธรรมให้เด็กๆ เพราะเห็นว่า การเรียนวิชามวยนั้นเป็นดาบสองคม อาจถูกนำไปใช้ในทางไม่ดีได้ถ้าหากไม่มีคุณธรรมกำกับ

ผมสอนนักศึกษาปริญญาเอกว่า ทำอย่างไรให้คนไทยเข้าถึงคุณค่าและความหมายของศิลปะมวยไทย ไม่เป็นเพียงความสนุกสนานหรือการพนัน ชดเชยความกดดันและสัญชาติญาณดิบของความรุนแรง แต่เป็นเครื่องมือสร้างคน สร้างเด็กเยาวชน สร้างชาติ

ผมชื่นชมอาจารย์ชาญชัย ยมดิษฐ์ อาจารย์วิชิต ชี้เชิญ และทุกท่านที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมสนับสนุนมวยไทย อาจารย์วิชิตเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมโรงเรียนต่างๆ ให้นักเรียนได้ฝึกฝนศิลปะป้องกันตัว นำมาประยุกต์เพื่อการออกกำลังกาย การแสดง นาฎมวยไทย ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเด็กให้มีวินัย มีน้ำใจนักกีฬา จิตอาสา ช่วยเหลือปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ใช่ไปรังแกคนอื่น

เรื่อง “มวยเด็ก” ที่ถกเถียงกันวันนี้กำลังกลบเรื่องคุณค่าศิลปะป้องกันตัวมวยไทยที่คนทุกเพศทุกวัยควรเข้าถึง ได้เรียนรู้ นำไปใช้ออกกำลังกายและป้องกันตัวได้ และกำลังไปได้ดีทั้งในบ้านเราและทั่วโลก

พรบ.มวย 2542 ที่จะแก้ไขนี้คงอยากให้กีฬามวยไทยเป็นอะไรที่ “ปลอดภัย” “มีพลังสร้างสรรค์” เพื่อส่งเสริมและปกป้องเด็ก เยาวชน ลูกหลานเรา ซึ่งยังไม่โตพอที่จะคิดและตัดสินใจได้เอง

ด้านหนึ่ง คนไทยทั่วไปและคนทั่วโลกคงรับยาก ที่เด็กอายุต่ำว่า ๑๕ ขึ้นเวทีต่อมวยเหมือนผู้ใหญ่ ขัดต่อหลักสากลว่าด้วยสิทธิเด็ก การใช้แรงงานเด็ก โดยเฉพาะผลกระทบทางร่างกายทางสมองของเด็กที่มีผลการวิจัยที่ชัดเจน แต่อีกด้านหนึ่ง มวยเด็กโยงก็ไปถึงปัญหาสังคม ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ

แต่จนอย่างไรก็ไม่ควร “ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ” ในการแก้ปัญหาความยากจน เหมือนใช้เด็กไปขายบริการทางเพศ ไปขอทานและอื่นๆ ขนาดสัตว์ยังมีกฎหมายคุ้มครอง แล้วลูกหลานเราเองไม่คุ้มครองได้อย่างไร

            ถ้าเด็กต่ำกว่า ๑๒ ชกมวยไม่ได้ มวยไทยคงไม่สูญพันธุ์ ไปเรียนรู้ดูที่วัดเส้าหลินบ้างเถิดว่า วิทยายุทธของสำนักวัดแห่งนี้ตกทอดมาถึงปัจจุบันและแพร่หลายไปทั่วโลกเพราะอะไร วันนี้มวยไทยขึ้นแท่นเป็นศิลปะป้องกันตัวแนวหน้าของโลกไปแล้ว ประชาชนคนทั่วไปทั่วโลกเข้าถึงและนำไปใช้เพื่อสุขภาพ เพื่อการป้องกันตัว เพื่อฝึกสมาธิ พัฒนาความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ

            แทนที่จะให้เด็กอายุต่ำว่า ๑๒ ขึ้นเวที รัฐควรส่งเสริมให้เด็กไทยทุกคนเรียนรู้ ฝึกฝนศิลปะมวยไทย จน “เป็นมวย” เป็นคนดี มีวินัย มีน้ำใจนักกีฬา จะแก้ปัญหานักเรียนนักเลงและปัญหาสารพัดของเด็กไทยวันนี้

สยามรัฐรายวัน 21 พฤศจิกายน 2561

เป็นเรื่องดีที่ภาคการเมืองเสนอเรื่อง “ประชาธิปไตยที่หมู่บ้าน” เพื่อเป็นรากฐานประชาธิปไตยทีมั่นคง ป้องกันวงจรอุบาทว์ของการทำ “รัฐประหาร” (ของทหาร และการ “การผูกขาดอำนาจ” ของรัฐบาลพลเรือน – ผู้เขียนเติมเอง) ที่มหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อบ่ายวันที่ ๑๗ พฤศจิกายนที่ผ่านมา

            เป็นเรื่องดีถ้าเป็น “วาทกรรม” (discourse) ที่จุดประกายการถกเถียง เป็นวิภาษวิธีที่นำไปสู่ข้อสรุปใหม่และเกิดปัญญา แต่ถ้าพูดเพียงให้ดูดี ไม่มีความตั้งใจให้เกิดขึ้นจริง ก็อาจเป็นเพียงวาทศิลป์ (rhetoric) การตีฝีปากที่บิดเบือนเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะหน้า

            เพราะท่านมหาตมะ คานธี บิดาแห่งชาติของอินเดีย เคยพูดไว้นานแล้วว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ท่านให้ความหมายที่เป็นองค์รวม ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยทำให้ดูเป็นตัวอย่างอีกด้วย นักการเมืองอินเดียบอกว่าเห็นด้วยกับท่าน แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ทำอะไรจริงจัง ทำอะไรที่ได้คะแนนเท่านั้น

            ท่านจึงเล่าเรื่องจากมหาภารตะ ตอนที่อรชุนจะออกรบแล้วลังเล พระนารายณ์ในร่างพระกฤษณะสารถีรถม้าของอรชุน กล่าวกับอรชุนเป็นเวลายาวนาน เนื้อหานั้นก็คือ ภวควคีตา หนึ่งในคัมภีร์อันสูงสุดของฮินดู อรชุนจึงได้ออกรบ

            มหาตมะคานธีสอนนักการเมืองอินเดียว่า อย่าได้คิดเพียงว่าทำอะไรแล้วจะชนะหรือไม่ ได้ประโยชน์ได้กำไรหรือไม่ จึงค่อยลงมือทำ แต่ให้ทำเพราะเป็นหน้าที่ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม

            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๙ ก็ทรงสอนเรื่องคล้ายกันใน “พระมหาชนก” เมื่อเรือสำเภาที่จะไปสุวรรณภูมิแตก คน ๗๐๐ คนได้แต่อ้อนวอนเทวดา ตายหมด ขณะที่พระมหาชนกเตรียมตัวแล้วลงมือว่ายในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ นางมณีเมขลาเทวดามาเห็นจึงถามว่า ไม่เห็นฝั่งทำไมยังว่ายอยู่ได้

            บทเรียนสำคัญของพระมหาชนก คือ “ความเพียรอันบริสุทธิ์ทำให้เกิดสิ่งอัศจรรย์” เทวดาได้อุ้มพระมหาชนกขึ้นฝั่งในที่สุด

            ความปรารถนาดีของฝ่ายการเมืองที่อยากเห็น “ประชาธิปไตย” จากฐานราก คือ จากหมู่บ้าน ชุมชน ไม่ว่าชนบทหรือเมือง เป็นหลักคิดที่ทุกคนเห็นด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่วิธีการจะทำอย่างไรให้เกิดได้จริง

            ที่ผ่านมา นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ รัฐบาล คนมีอำนาจ มักคิดแทนชาวบ้าน แบบปรารถนาดีประสงค์ร้าย เพราะไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าชาวบ้านมีปัญหาอะไร มีศักยภาพอะไร ต้องการอะไร มักจะอ้างว่าได้ไปคลุกคลีเข้าถึงประชาชน แต่ผลที่ออกมาทำไมไม่มีอะไรที่ไปช่วยให้ “ชาวบ้าน” หรือ “ชุมชน” เข้มแข็งจริง กลับถูกครอบงำ และทำตามที่คนมีอำนาจบอกให้ทำ สั่งให้ทำ เพราะมีทั้งพระเดชและพระคุณ

            ดูแต่การเสวนาที่มหิดลวันก่อนก็ไม่มี “ชาวบ้าน” จาก “หมู่บ้าน” มาร่วมนั่งให้ความคิดเห็นแม้แต่คนเดียว เต็มไปด้วยคนจาก “หมู่บ้านจัดสรร” ที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่อ้างว่าพูด “แทนชาวบ้าน”

            การทำความเข้าใจกับ “ประชาธิปไตยชุมชน” ไม่ควรเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ “ทฤษฎี” หรือหลักปรัชญาด้วยวิธีการ “นิรนัย” (deductive) แต่ควรเรี่มต้นจาก “ชุมชน” ด้วยวิธีการ “อุปนัย” ( inductive)

            แนวคิดก็คงมีอย่างเดียวอันเป็นหลักสากล คือ ประชาธิปไตยหมายถึงประชาชนปกครองตนเอง จากนั้นควรไปค้นหาข้อมูลตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันว่า ชาวบ้านในอดีตปกครองตนเองอย่างไร ก็จะพบหลักว่าด้วย “อนาธิปัตย์” (anarchism) หรือการปฏิเสธอำนาจรัฐ การหนีอำนาจรัฐ มาจนถึงการลอดรัฐและข้ามรัฐ

            ชาวคีรีวงที่มูลนิธิหมู่บ้านได้ไปร่วมกับชาวบ้านวิจัยตนเองเมื่อปี ๒๕๓๑ ค้นหารากเหง้าและวิวัฒนาการของชุมชนพบว่า พวกเขาเป็นไพร่หนีนายเข้าไปอยู่ในหุบเขาหลวง ไม่ไปรบที่ไทรบุรีตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ และเพิ่งออกมาสู่โลกภายนอกเมื่อปี ๒๕๐๕ เมื่อเกิดวาตภัยแหลมตะลุมพุก

            คีรีวงเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และรอดพ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติและการครอบงำของอำนาจทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองได้ดีกว่าชุมชนอื่นๆ มาจนถึงทุกวันนี้

            เจมส์ ซี สก็อต ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยล ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ชื่อว่า ศิลปะการไม่ถูกปกครอง (The Art of Non-being Governed) พูดถึง “ชาวเขา” กว่า 100 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ทางใต้ของจีนและทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียว่า เป็น “คนไร้รัฐ” (non-state people) ที่อาศํยอยู่ใน “เขตเงา” (shadow zone) ด้วยความสมัครใจเพื่อหนีการปกครองและครอบงำของรัฐ

            นักการเมืองที่อยากส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับฐานราก ควรศึกษาจิตวิญญาณของการต่อสู้ของชุมชนในอดีต ศึกษาภูมิปัญญาและศักยภาพของชุมชนในการปกครองตนเอง

แล้วดูตัวอย่างของคนอย่างคุณหมอสงวน นิตยรัมพงษ์และแพทย์ชนบททั้งหลายที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้านที่เจ็บป่วย จนพัฒนานโยบาย “๓๐ บาทรักษาทุกโรค” ให้รัฐบาลนำไปใช้ รวมทั้งผลการวิจัย การทำงานกับชุมชนขององค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน รวมทั้งองค์กรรัฐอย่างสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ ที่ส่งเสริมเครือข่ายประชาชนและธรรมนูญสุขภาพ ธรรมนูญจังหวัด ตำบล ทั่วประเทศ

เหล่านี้ล้วนเป็นความพยายามของทุกฝ่ายในการส่งเสริมการดูแลตนเอง การปกครองตนเองของชุมชน ซึ่งมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำเช่นนั้น เพียงแต่รัฐและผู้มีอำนาจไม่ “บอนไซ” ทำให้ชุมชนเป็นไม้ในกระถาง แต่ต้องปฏิรูป คือ ทุบกระถางให้ไม้ลงดิน เติบโตพึ่งพาตนเอง “คืนอำนาจ” ให้ชุมชน

            แทนที่จะไปคิดแทนชาวบ้านว่า ประชาธิปไตยในชุมชนควรมีระบบโครงสร้างอย่างไร นักการเมืองควรแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ที่สร้างความเหลื่อมล้ำ จำกัดโอกาสคนจนและชุมชนให้เติบโต ส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชน การเรียนรู้ในแบบที่สร้างความเข้มแข็งได้จริง

กฎหมายที่ดีและการเรียนรู้ที่มีพลังสร้างความเข้มแข็งให้ฐานราก คือ เงื่อนไขไปสู่ประชาธิปไตย ทำเช่นนี้ก่อนเถิด แล้วชุมชนจะคิดระบบโครงสร้างประชาธิปไตยในชุมชนของพวกเขาเอง

 

สยามรัฐรายวัน 14 พฤศจิกายน 2561

ประเทศไทยกำหนดให้วันเสาร์ที่ ๒ ของเดือนพฤศจิกายน เป็นวันคนพิการแห่งชาติ และได้จัดงานเมื่อวันเสาร์ ๑๐ ที่ผ่านมา ขณะที่สหประชาชาติกำหนดให้วันที่ ๓ ธันวาคมเป็นวันคนพิการสากล

เป็นวันที่ให้หยุดคิดว่า เราได้ให้ความสำคัญแก่คนพิการซึ่งมีนับพันล้านคนทั่วโลกอย่างไร ไม่ว่าการจ้างงาน สวัสดิการและความช่วยเหลือยามเจ็บป่วย โอกาสทางการศึกษาและพัฒนาตนของคนพิการทุกเพศและวัย

            เราได้รับรู้เรื่องคนพิการที่มีโอกาสและพัฒนาตนเองจนแสดงออกถึงความสามารถมากมาย หลายกรณียิ่งกว่าคนที่ไม่พิการเสียอีก อย่างนักดนตรี นักกีฬา และคนที่ช่วยเหลือตนเองได้โดยแทบไม่เป็นภาระให้คนอื่น ทั้งๆ ที่ไม่มีแขน ไม่มีขา หรือพิการทางสายตาและการได้ยิน

            คนเหล่านี้ได้สร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก ให้ผู้คนไม่ว่ายากดีมีจน พิการหรือไม่ ให้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพราะทุกคนมีศักยภาพ ขอเพียงสังคมให้โอกาสพวกเขาอย่างเหมาะสมเท่านั้น

            มีคนอย่างเฮเลน เคลเลอร์ สตรีชาวอเมริกันซึ่งไม่ได้เกิดมาพิการเมื่อปี ค.ศ.๑๘๘๐ แต่อายุได้ ๑๙ เดือนได้ป่วยด้วยโรคบางอย่างที่ทำให้เธอมองไม่เห็นและไม่ได้ยินมาตั้งแต่บัดนั้น รวมทั้งพูดไม่ได้ แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่า เธอได้โอกาสที่ดีจากครูที่สอน “ภาษา” ให้เธอสื่อสารกับผู้คนและ “สรรพสิ่ง” ได้ด้วยการสัมผัส

            ภาษาที่เฮเลน เคลเลอร์ได้เรียนรู้จากครูทำให้เธอไม่ใช้สัญชาติญาณดิบๆ อีกต่อไป ที่อยากได้อะไรก็แสดงออกด้วยอารมณ์ นอนเกลือกกลิ้งไปกับพื้น ภาษาทำให้เธอพัฒนาการใช้ “เหตุผล” มากยิ่งขึ้น ครูซัลลิแวนบอกพ่อแม่ของเธอว่า “ภาษาสำคัญสำหรับสมองยิ่งกว่าแสงสว่างสำหรับดวงตาเสียอีก”

            ภาษาที่ครูได้ประยุกต์กับเฮเลนใช้การสัมผัสบนฝ่ามือเป็นหลัก ไม่นานเธอก็สื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ รวมทั้งการที่เธอเอามือไปสัมผัสกับปากของคู่สนทนาเพื่อเข้าใจภาษาของคนที่พูด เธอได้พัฒนาไปถึงการฟังดนตรีจากการสั่นของเสียงและจังหวะ รับรู้การเคลื่อนไหวของคนรอบข้างจากการสั่นของการก้าวเดิน

            เมื่อก้าวข้ามกำแพงการสื่อสารได้แล้ว เฮเลน เคลเลอร์ได้พัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ จนกระทั่งไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นับเป็นสตรีที่พิการทางสายตา หูและการพูดคนแรกที่เรียนจบระดับปริญญา

            เฮเลน เคลเลอร์เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม เธอเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยม รณรงค์ให้นายจ้างให้ความเป็นธรรมแก่แรงงานที่เธอเห็นว่าถูกเอาเปรียบ และบอกว่า ความพิการของผู้คนจำนวนมากมาจากความไม่เป็นธรรมทางสังคมและการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม สตรีจำนวนมากถูกสถานการณ์บังคับให้ค้าประเวณี ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมและติดโรคจากเพศสัมพันธ์ทำให้พวกเธอตาบอด

            เฮเลน เคลเลอร์ เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตของเธอและความคิดทางสังคมการเมืองไว้ ๑๒ เล่ม และบทความอีกจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางไปกว่า ๔๐ ประเทศทั่วโลก เพื่อพูดกับผู้คนในแวดวงต่างๆ โดยเฉพาะนักการเมือง เพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงสิทธิและศักดิ์ศรีของคนพิการ จนถึงแก่กรรมเมื่อปี ๑๙๖๘ อายุได้ ๘๗ ปี ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกและอิสริยาภรณ์ขั้นสูงสุดจากรัฐบาลอเมริกัน

            เฮเลน เคลเลอร์ วิจารณ์นักการเมืองและนักธุรกิจนายทุนว่า เป็นพวกที่ “หูหนวกตาบอดทางสังคม” (socially blind and deaf) คือมองไม่เห็นและไม่ได้ยินปัญหาความไม่เป็นธรรม ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การละเมิดสิทธิของกรรมกร คนยากคนจน คนพิการ

พวกที่ตาบอดและหูหนวกทางสังคมเหล่านี้เป็นใบ้ด้วย ไม่พูดไม่จาเรื่องราวที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาบ้านเมืองอย่างที่ควรจะทำ แสวงหาแต่ผลประโยชน์ของตนเอง “พวกเขาปกป้องระบบที่เลว อันเป็นสาเหตุของการพิการทางสายตาและการได้ยิน”

เรื่องราวของเฮเลน เคลเลอร์ และคนพิการอีกมากมายที่สร้างแรงบันดาลให้ผู้คนและสังคม ทำให้คิดถึงนักจิตวิทยาอย่างดร.ไบรอัน ไวส์ ดร.ไมเกิล นิวตัน และคนอื่นๆ ในกลุ่มที่เชื่อว่า คนเราตายไปแล้วเกิดใหม่อย่างมีเป้าหมายบางอย่าง เราทุกคนต่างก็เลือกเกิดมามีชีวิตอย่างที่เราเป็นอยู่วันนี้

ตามแนวคิดนี้แปลว่า ก่อนที่จะกลับชาติมาเกิด เฮเลน เคลเลอร์ ได้เลือกเกิดมาตาบอด หูหนวกและเป็นไบ้ และเมื่อเธอแนวแน่มุ่งมั่นตามแผน เธอก็ได้เรียนรู้ พัฒนาตนเอง และได้ช่วยเหลือมนุษยชาติ เช่นเดียวกับนิก วูยีชิช คนไม่มีแขนขาชาวอสเตรเลีย และคนพิการอีกมากมาย

นักจิตวิทยา นักสะกดจิตเพื่อให้ระลึกชาติได้เหล่านี้เรียกโลกนี้ว่า “โรงเรียนโลก “ (Earth School) เป็นที่เรียนรู้ ที่ “ใช้กรรม” คือ การกลับมา “แก้ไข” สิ่งที่ได้ทำไม่ดีไว้ในชาติก่อน ได้โอกาส “แก้ตัว” ให้ดีกว่าเดิม

คนที่คิดและเชื่อเช่นนี้ย่อมไม่ท้อแท้หรือต่อว่า “โชคชะตา” ที่ทำให้เกิดมาแบบพิการ หรือมาพบกับเหตุการณ์ที่เจ็บปวด จะไม่บ่นว่า “ทำไมถึงต้องเป็นเรา” ไม่คิดว่าเป็นการลงโทษ เป็นทุกข์ที่ต้องแบก

วันนี้คนทั่วโลกจำนวนมากเชื่อเรื่องกรรม เรื่องการกลับชาติมาเกิด เชื่อว่าชีวิตมี ๒ ด้าน ด้านหนึ่ง คือ   ”ชะตากรรม” (destiny) ที่สวรรค์กำหนด อีกด้านหนึ่ง คือ เจตจำนงเสรี (free will) หรือการตัดสินใจของเราเอง ซึ่งแสดงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเรามีส่วนรับผิดชอบอย่างสำคัญด้วย

คนพิการจำนวนมากก้าวข้ามขีดจำกัดต่างๆ ได้ดีกว่าคนไม่พิการ ชีวิตของพวกเขาเป็นเหมือน “โชคดีที่มากับโชคร้าย” (Blessing in disguise) เป็นชีวิตที่ได้เลือกเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับตนและสำหรับโลก สิ่งที่พวกเขาควรได้รับไม่ใช่ความสมเพชเวทนา แต่เป็นโอกาสเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเองที่เหมาะสม

คืนทุนให้สังคม

Wednesday, 07 November 2018 19:49 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑

ความตายของคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ทำให้ได้รู้ว่าเขาได้ทำอะไรดีๆ ให้แก่สังคมไว้มากมาย วันนี้ไม่ได้รู้จากข้อมูลอย่างเดียว แต่ได้รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา อย่างสโมสรเลสเตอร์ซีตี้ คนอังกฤษและคนไทยจำนวนมาก สะท้อนคุณงามความดีที่เขาได้ทำไว้

            การสื่อการวันนี้มีประสิทธิภาพสูงมาก ทำให้สังคมได้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างรวดเร็วแ ขณะที่คนในประวัติศาสตร์จำนวนมากมีชื่อสียงเมื่อตายไปนานแล้ว โยฮัน เซบาสเตียน บ้าค ได้รับการยอมรับว่าเป็นคีตกวีที่ยิ่งใหญ่เมื่อเขาตายไปแล้วกว่า ๑๕๐ ปี

            บางคนมีชื่อเสียงไม่ดีนักขณะมีชีวิตอยู่ และใช้เวลานานมากกว่าจะได้รับการยอมรับ และกลับมามีชื่อเสียงในทางที่ดีนับร้อยปีให้หลัง ดังกรณีของ “ร็อคกี้ เฟลเลอร์”

            ตระกูลนี้ตั้งบริษัทน้ำมันสแตนดาร์ด ออยล์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๗๐ สืบทอดกิจการไปยังบริษัทอื่นๆ ต่อมา อย่างเอ็กซอน และเชฟรอน ได้ก่อตั้งมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ในปี ๑๙๑๓ โดยนายร็อกกี้ เฟลเลอร์ คุณทวดซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นคนรวยที่สุดในโลกขณะนั้น เขาต้องการ “คืนทุนให้สังคม”

            อย่างไรก็ดี แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอยู่ดีกินดีของมนุษยชาติ ชื่อร็อกกี้เฟลเลอร์ก็เป็นชื่อที่ไม่ได้รับการยอมรับเท่าใดนัก เพราะถือว่าร่ำรวยด้วยความไม่เป็นธรรม บนความทุกข์ยากของผู้คน เอาเปรียบสังคม กดขี่แรงงาน

            มีเรื่องเล่าว่า ตอนแรกๆ ที่มีการต่อตั้ง มูลนิธินี้มอบเงินให้มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ได้รับการปฏิเสธว่า “เอาเงินเปื้อนเลือดของคุณกลับไป” ต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะได้รับการยอมรับ

            มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์มีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยและการก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่ร้อยปีที่ผ่านมา และยังมีความสัมพันธ์อันดีและให้การส่งเสริมสนับสนุนจนถึงทุกวันนี้ โดยมีทุนหลักอยู่ประมาณแสนล้านบาท ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาด้านชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลก

            นอกจากสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ค มีศูนย์ที่เมือง Bellagio ริมทะเลสาบโคโม ทางเหนือของอิตาลี โดยมูลนิธิเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนผู้ที่ได้รับเชิญให้ไปที่นั่น เป็นที่นัดพบนักคิด นักเขียน ศิลปิน นักวิชาการ นักธุรกิจ นักการเมือง ไปสัมมนา ไปพัฒนางานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพของโลก

            นอกจากมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ ยังมีมูลนิธิฟอร์ด ที่มีลักษณะคล้ายกัน มีทุนหลักอยู่กว่าสี่แสนล้านบาท และส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาในลักษณะคล้ายกันไปทั่วโลก ประเทศอื่นๆ ก็มีมูลนิธิใหญ่ๆ เช่นนี้จำนวนมาก อย่างมูลนิธิโฟล์คสวาเก็นของเยอรมัน มูลนิธิโตโยต้าของญี่ปุ่น และอื่นๆ ซึ่งมีทุนหลักเป็นแสนล้าน

            วันนี้ มีคนอย่างบิล เกต ที่ประกาศก่อตั้งมูลนิธิเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนา และไปชวนใครต่อใครมาร่วมด้วย รวมทั้งคนอย่างนายวอร์เรน บัฟเฟตที่ประกาศยกทรัพย์สินเงินทองเกือบทั้งหมดของเขาเพื่อสาธารณกุศล คืนเงินกว่าสองล้านล้านบาทให้สังคม

            นายบัฟเฟตเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น ไม่ได้มีธุรกิจเหมือนคนทั่วไป เขาทำรายได้มหาศาลด้วยความสามารถในการลงทุน มีชีวิตที่เรียบง่าย บ้านหลังเดียวเก่าๆ ที่เคยอยู่มาสี่ห้าสิบปี มีรถคันเดียว เขาพูดที่ไหนก็บอกว่า การลงทุนสำคัญที่สุด ดีที่สุด คือ การศึกษาให้ตนเอง เป็นหุ้นที่ไม่มีวันตก

            วันนี้คนรวยจำนวนมากประกาศ “คืนทุนให้สังคม” เพราะสิ่งที่ได้มา ไม่ใช่เพราะความเก่งกล้าสามารถส่วนตัวเท่านั้น แต่เพราะระบบโครงสร้างและโอกาสที่ได้รับจากสังคม สิ่งที่เขาควรจะมีจะใช้นั้นไม่ได้ต้องการเงินทองมากมาย ตายไปก็เอาไปด้วยไม่ได้ คืนให้สังคมเพื่อช่วยเหลือคนที่มีโอกาสน้อยจะดีกว่า

            คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ได้คืนทุนให้สังคมมากมายขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาให้โอกาสผู้คนจำนวนมากทุกรุ่นทุกวัย แม้ว่าธุรกิจหลักอย่างคิงเพาเวอร์จะมีคำถามไม่น้อย ซึ่งก็ต้องตอบสังคมและทำให้ถูกต้อง

            สิ่งที่ลูกหลานของคุณวิชัยน่าจะทำ คือ การก่อตั้งมูลนิธิวิชัย ศรีวัฒนประภาหรือไม่ก็มูลนิธิคิงเพาเวอร์ ให้ยิ่งใหญ่สมเจตนารมณ์ของเขา ทำให้ชื่อของเขาอยู่คู่กับสังคมไทย สังคมโลกตลอดไป

            ประเทศไทยยังไม่มีคนรวยคนไหนที่ทำอะไรแบบนี้ คุณวิชัยจะเป็นคนแรก ตระกูลศรีวัฒนประภาจะเป็นเป็นตระกูลแรกที่ทำให้เป็นแบบอย่างแก่บ้านเมืองนี้ที่มีคนรวยล้นฟ้า แต่ไม่ค่อยเห็นการคืนทุนให้สังคมอย่างที่ประเทศอื่นๆ เขาทำกัน

            การมีทุนตั้งต้น (endowment fund) นำไปลงทุน และเพิ่มเติมทุกปีจากผลกำไรของบริษัท ไม่นานก็จะมีจำนวนมากมายเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างมียุทธศาสตร์ เป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่มีแต่แจกของแจกผ้าห่มทุกปี ทำ CSR แบบประชาสัมพันธ์ ที่ไม่ได้แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในความหมายที่แท้จริง

            ประเทศไทยมีมูลนิธิเกือบสองหมื่น ล้วนแต่เล็กๆ ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทุนการศึกษา หรือเป็นอนุสรณ์แก่พ่อแม่ เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล ไม่ค่อยเห็นทำอะไรที่ให้ผลทั้งลึกและกว้าง มีแต่มูลนิธิชัยพัฒนาเท่านั้นที่มีบทบาทสำคัญ ทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ และเป็นแรงบันดาลใจให้องค์กรทั้งในและต่างประเทศ

            คนเราตายไป ถ้ารู้จักให้ ก็จะทิ้งภาพที่ดีไว้ให้ผู้คนจดจำ คนที่ร่ำรวยบนความทุกข์ยากของคนอื่น เอาเปรียบสังคม คดโกง คนก็จะจำแต่ภาพที่ติดลบ และคงต้องใช้เวลาและความพยายามของลูกหลานนานมากกว่าจะลบล้างภาพสีเทาหรือสีดำนั้นได้