phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

ทางอีศาน ตุลาคม ๒๕๖๑

ทำไมชาวเชคจึงไม่พูดภาษาเยอรมัน บทความในเวปไซต์บีบีซีทำให้คิดถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ท้องถิ่นในบ้านเรา

            ขอท้าวความไปในประวัติศาสตร์ยุโรปเพื่อจะเข้าใจเรื่องนี้ เริ่มจากกรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรียในปัจจุบัน ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของ “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” (The Holy Roman Empire) มานานนับพันปี เป็นศูนย์กลางอำนาจและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์จนถึงศตวรรษที่แล้ว

            ราชวงศ์ฮับสบูร์กปกครอง “ออสเตรีย” มายาวนานโดยเป็น “จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” (Holy Roman Emperors) คนท้ายๆ ที่รู้จักกันดีเป็นจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา มารดาของมารี อังตัวแน็ต ที่ต่อมาคือพระราชินีของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ของฝรั่งเศส เธอถูกประหารด้วยกีโยตินหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส

            อาณาจักรออสเตรียในยุคกลางถึงยุคใหม่มีอำนาจและรุ่งเรืองมาก เป็นที่ที่คนเรียนประวัติศาสตร์คุ้นเคยเพราะสงครามสำคัญหลายครั้งเกิดที่นี่หรือเตรียมการที่นี่ เป็นที่ที่เกี่ยวข้องกับคนสำคัญมากมาย อย่างนโปเลียน ฮิตเลอร์ โมสาร์ท สเตราส์ ฟรอยด์ สตาลิน นอกจากสงคราม ๓๐ ปี สงครามโลกครั้งที่ ๑ เริ่มจากที่นี่ ครั้งที่ ๒ ก็มีการวางแผนที่นี่

สงคราม ๓๐ ปี (๑๖๑๘-๑๖๔๘) ถือว่าโหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีคนตายไป ๘ ล้านคน ทั้งจากการรบ ความหิวโหยและโรคระบาด เกิดจากที่ “ออสเตรีย” พยายามบบังคับให้ผู้คน (ในจักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์ศิทธิ์ ซึ่งรวมดินแดนเชคด้วย) นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก จึงได้รับการต่อต้านจากนิกายโปรเตสแตนท์ และลามไปเป็นสงครามยืดเยื้อระหว่างอาณาจักรและนครรัฐต่างๆ

ศตวรรษที่ ๑๗ นับเป็นยุครุ่งเรืองของยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม (Renaissance) ของยุโรป ความเป็นหนึ่งเดียวของจักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์สิทธิ์ได้เสื่อมถอยลงไปตามลำดับ มีการแข่งขันสำคัญระหว่าง “ฝรั่งเศส” กับ “ออสเตรีย” ที่แย่งกันเป็นศูนย์กลางอำนาจตลอดมา จึงไม่แปลกที่มีการแต่งงานระหว่างราชวงศ์จากสอง “ประเทศ” นี้ อย่างกรณีของพระนางมารีอังตัวแน็ตกับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖

ความหลังที่ว่านี้ทำให้ดินแดน “เช็ค” (ก่อนนี้เรารู้จักในนามประเทศเชคโกสโลวาเกีย แต่ได้แยกเป็นสองประเทศเมื่อไม่นานมานี้ เป็นประเทศเชค และประเทศสโลวาเกีย) อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ออสเตรีย” และถูกบังคับให้นับถือสาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกและให้พูดภาษาเยอรมัน

ทำไมวันนี้ชาวเชคไม่พูดภาษาเยอรมัน ผู้เขียนในบีบีซีเล่าเรื่องการไปเยี่ยมร้านที่ทำหุ่นสายหุ่นเชิดในกรุงปร้าก แล้วอธิบายว่า ตุ๊กตาหุ่นนี่เองที่เป็นเครื่องมือการสืบทอดภาษาและวัฒนธรรมเชคให้ไม่สูญหายไปจากการครอบงำของออสเตรีย เพราะเป็นการแสดงชนิดเดียวที่ผู้มีอำนาจอนุญาตให้ใช้ภาษาเชคได้ นอกนั้นต้องพูดภาษาเยอรมัน จนภาษาเชคแทบจะสูญหายไปจากสังคม

ในยุคนั้น (จนถึงทุกวันนี้) การแสดงหุ่นสายหุ่นเชิดมีอยู่ตามถนนหนทางและตามโรงละคร และคงเป็นโอกาสในการแสดงออกถึงการต่อต้านอำนาจในเวลาเดียวกัน

ก็ให้คิดถึงการแสดงศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านของบ้านเรา หนังตะลุง มโนราห์ เพลงบอก ในภาคใต้ ซอในภาคเหนือ หมอลำในภาคอีสาน ที่สืบทอดไม่เพียงแต่ภาษาท้องถิ่น แต่รวมถึงความรู้สึกนึกคิดและจิตวิญญาณของคนในท้องถิ่นนั้น

การต่อต้านอำนาจรัฐทุกวัฒนธรรม ทุกยุคสมัยล้วนแต่ใช้ศิลปะการแสดงท้องถิ่นเป็นเครื่องมือสื่อสาร ถ่ายทอดสืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น แม้แต่เพลงกล่อมเด็กก็ใช่ และดูจะเป็นอะไรที่ทำได้ทุกครัวเรือน ดังกรณีเพลงกล่อมเด็กที่นครศรีธรรมราชที่ถ่ายทอดความเกลียดชัง “ยามาดา นางามาซา” ออกญาเสนาภิมุข ที่ถูกส่งไปกินเมืองที่นั่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ชาวญี่ปุ่นผู้นี้คงกดขี่ข่มเหงชาวบ้านชาวเมือง ทำให้คนนครฯ ถ่ายทอดสืบทอดความเกลียดชังและการต่อต้านมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ทางญี่ปุ่นจะเสนอเงินก้อนโตเพื่อแลกกับการก่อสร้างอนุสาวรีย์ของอดีตพ่อเมืองชาวญี่ปุ่นผู้นี้ที่กลางเมือนครศรีธรรมราช คนนครก็ยังปฏิเสธ

หนังตะลุงน่าจะเป็นการแสดงที่ถ่ายทอดสืบทอดอารมณ์ความรู้สึกและจิตวิญญาณของอดีตของคนภาคใต้ได้ดีที่สุด ถ้านายเท่งพูดภาษาไทยคงเป็นเรื่องตลกแต่ไม่ขัน และไม่อาจประชดประชันเสียดสีผู้มีอำนาจได้เท่ากับการใช้ภาษาใต้

การลำในรูปแบบต่างๆ ในภาคอีสานเป็นการแสดงออกถึงความเจ็บปวด ความทุกข์ ความผิดหวัง รวมไปถึงความสุข สนุกสนาน ความหวัง ความใฝ่ฝัน ด้วยท่วงทำนองและลีลาต่างๆ จากลำกลอนมาจนถึงลำเพลินและลำซิ่ง ซึ่งก็เป็นพัฒนาการที่เป็นตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไม่อาจต่อต้านได้

แต่อีกด้านหนึ่งก็น่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้ ไม่ใช่ในลักษณะของการโหยหาอดีตแบบวันวานยังหวานอยู่ แต่เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาอันเป็นพลังทางสังคมที่สำคัญของท้องถิ่นให้สามารถปรับตัวในรูปแบบที่ยังคงความเป็นตัวของตัวเองและเอกลักษณ์ท้องถิ่น เพราะนั่นคือพลังแห่งการปลดปล่อย พลังแห่งความเป็นไท

ที่จริง ภาษาพูดกันคงเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ภาษาอีสานวันนี้ก็แตกต่างไปจากเมื่อห้าสิบปีก่อน ต้องไปหมู่บ้านในชนบทไกลๆ ในประเทศลาวจึงจะได้ยินภาษาที่พูดกันในภาคอีสานเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะในเมืองใหญ่ๆ ใกล้ชายแดนไทย คนลาวก็พูดภาษาลาวคล้ายกับคนอีสานไปเกือบหมดแล้ว ด้วยอิทธิพลของการไปมาหาสู่ สือมวลชน ละครทีวี ดนตรีมหรสพ รวมไปถึงแรงงาน

หรืออย่างคนที่สิบสองปันนาที่พูดไทลื้อลูกผสมภาษาจีนจนคนไทยไปที่นั่นพูดกันรู้เรื่องเฉพาะกับคนรุ่นเก่าแก่ คนรุ่นใหม่พูดไทลื้อแบบจีนไปหมดแล้ว หรือคนจีนในไทยไปเมืองจีนพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แม้แต่เป็นแต้จิ๋วด้วยกัน เพราะที่ซัวเถาเขาพูดภาษาจีนที่เปลี่ยนไปมากแล้ว คนจีนในเมืองไทยยังพูดแต้จิ๋วโบราณผสมไทย

เช่นเดียวกันคนเชื้อสายเวียดนาม คนเชื้อสายเขมรในไทยที่ต่างก็พูดภาษาของบรรพบุรุษที่เก่าแก่โบราณและผสมผสานกับภาษาไทยไปหมดแล้ว

อย่างไรก็ดี เราก็ยังเห็นประเพณีวัฒนธรรมของคนหลายชาติพันธุ์ที่ยังคงอยู่ และเชื่อมต่อกับอดีตและบรรพบุรุษได้เป็นอย่างดี ที่น่าสนใจในทุกวัฒนธรรม คือ วิญญาณขบถที่สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น ที่สะท้อนเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และความเป็นตัวตนขงคนในท้องถิ่นต่างๆ

วิญญาณขบถที่มาพร้อมกับภาษา ศิลปะวัฒนธรรม จำเป็นอย่างยิ่งในยุค “จักรวรรดินิยมยุคใหม่” (Modern Imperialism) ที่อำนาจการเมืองและอำนาจทุนสามานย์ครอบงำชีวิตผู้คน กำหนดค่านิยมการกินการอยู่ จนผู้คนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

การฟื้นฟูอนุรักษ์การใช้ภาษา วัฒนธรรมและการแสดงท้องถิ่นจึงน่าจะเป็นวิธีการสำคัญในการไม่ถูกครอบงำ ที่ประวัติศาสตร์ทั่วโลกได้แสดงให้เห็นว่า เป็นเครื่องมือที่มีพลังที่สุดในการต่อสู้อกับอำนาจ แม้แต่อำนาจยิ่งใหญ่อย่างจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่อาจทำลายภาษาและวัฒนธรรมเชคได้

(คิดถึงหนังสือ "อาวุธนคนยาก" Weapons of the Weak ของเจมส์ ซี สก็อต เพื่อนศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยล ที่ส่งหนังสือวิจัยที่รัฐเคดะห์ มาเลเซีย เล่มนี้มาให้ พร้อมกับเขียนบนปกในก่อนเซ็นชื่อกำกับคำอุทิศว่า คุณรู้ไหม อาวุธอันเดียวที่เหลืออยู่ของคนจน คือ วัฒนธรรม) 

# ในประเทศที่ใช้อำนาจเป็นใหญ่จนหลงอำนาจ จะเกิดการเสนอกฎหมายแบบนี้ โดยไม่เคยศึกษาให้ถ่องแท้ถึงสถานการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม รวมทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ว่าควรทำหรือไม่ ปัญหาคืออะไร พรบ.นี้จะแก้ปัญหาถูกจุดหรือไม่ วิธีนี้ดีที่สุดแล้วหรือ

# รัฐราชการทำงานกันแบบนี้ กระทรวงเกษตรฯ เสนอกฎหมาย คงเป็นกรมปสุสัตว์ที่ชงเรื่องนี้ไปให้ปลัด ไปให้รัฐมนตรี แล้วส่งไปที่ครม. กระทรวงนี้เคยทำให้วงการ “ผึ้ง” ปั่นป่วน คนเลี้ยงผึ้งกำลังจะตาย เพราะมีระเบียบกฎหมายที่ออกมาโดยคนที่ไม่รู้เรื่องผึ้ง เนื่องจากผึ้งที่เคยอยู่ที่กรมส่งเสริมการเกษตรมาแต่โบราณ ถูกเสนอย้ายไปอยู่กรมปสุสัตว์ ด้วยเหตุผลว่าเป็น “สัตว์” เคยถามผู้เกี่ยวข้องว่า แล้ว “ปลา” อยู่ที่กรมไหน เขาบอกว่า “กรมประมง” เลยถามต่อไปว่า “ทำไมปลาไม่ไปอยู่กรมปสุสัตว์ เพราะปลาเป็นสัตว์ด้วยไม่ใช่หรือ” ไม่มีคำตอบ

# ชาวบ้านมีหมา ๒ ตัว แมว ๒ ตัว ต้องไปลงทะเบียน ๑,๘๐๐ บาท คนหาเช้ากินค่ำ หนี้สินเต็มบ้าน ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ต้องมาจ่ายค่าลงทะเบียนหมาแมว เจ้าหน้าที่ไปขึ้นทะเบียนถึงบ้านไปฝังชิปด้วยหรือเปล่า คงวุ่นวายหาคำบรรยายไม่ถูกจริงๆ เพราะประเทศไทยมี ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ๘๐๐ อำเภอ ๗๗ จังหวัด มี ๒๐ ล้านหลังคาเรือน มีหมาแมวไม่รู้กี่สิบล้านตัว แค่แก้ปัญหาหมาบ้ายังทำไม่ได้ ....หมาแมวคงเต็มวัด เต็มถนน เพราะคนเอาไปทิ้ง คราวนี้คงเห็นคนตายเพราะโรคพิษสุนัขบ้าเพิ่มขึ้นอีก ใครจะรับผิดชอบ

# ยังไม่รู้ว่าจะรวมสัตว์อะไรบ้าง ถ้าไปถึงเป็ดไก่คงดูไม่จืด ก็คงเหมือนกับกฎหมาย “รถกระบะ” กฎหมาย “รปภ.ต้องจบม.๖” ที่ตกม้าตายในท้ายที่สุด คนเสนอกฎหมายสัตว์อาจโดนข้อหา “สมรู้ร่วมคิด” เล่นงานรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ ทำลายฐานเสียง ถ้าพรบ.นี้เดินหน้าและออกมาจริง พรรคการเมืองอื่นๆ คงดีใจที่อยู่เฉยๆ ก็มีคนหาเสียงให้

# โห ปัญหาบ้านเมืองที่เร่งด่วนรอการปฏิรูปมีมากมาย ทำไมไม่ทำกัน ที่ร้ายแรงอย่างสารพิษ ๓ ชนิดที่ ๕๓ ประเทศทั่วโลกเขาห้ามใช้ ประเทศไทยยังยอมให้ใคนไทยตายผ่อนส่ง เรื่องร้ายแรงและเร่งด่วนแบบนี้ไม่ทำ ไปทำเรื่องหมาเรื่องแมว กฎหมายเป็นหมื่น ระเบียบเป็นแสนที่รอการปฎิรูป รอยกเลิกแก้ไข ไม่ทำ มาเสนอกฎหมายใหม่แบบนี้.... ประเทศเผด็จการมีคนคิดว่าเป็นเจ้าของอธิปไตย คิดอะไรตัดสินอะไรได้เองหมด โดยไม่สนใจประชาชน ... ระวัง เวรกรรมไม่เคยทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

เสรี พพ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๑

สยามรัฐรายวัน 10 ตุลาคม 2561

รัฐบาลก่อนๆ นี้ “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” รัฐบาลนี้ก็กำลัง “แปลงต้นไม้ให้เป็นทุน” ปลูกไม้ยืนต้นไว้เพื่อเป็นสินทรัพย์ที่นำไปกู้เงินธนาคารได้ และมีอีกหลายโครงการพัฒนาที่ส่งทุนตรงไปยังหมู่บ้านในชื่อและรูปแบบต่างๆ

            แต่ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ หรือเป็นเพราะการเรียนรู้จะทำให้ชาวบ้านฉลาดขึ้น เป็นเหตุให้ “ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (วิลเลียม เบลค) หรือว่าไม่เชื่อ ไม่รู้ ไม่เข้าใจความสำคัญของการเรียนรู้จริงๆ

            โลกวันนี้เป็นโลกที่ “คนไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้ ถึงอยู่ได้ก็ถูกเขาโกง ถูกเขาหลอก ถูกเขาเอาเปรียบได้ง่าย” และที่สำคัญ สังคมที่คนไม่มีความรู้จะไม่พัฒนา เพราะเงินไม่อาจเนรมิตการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เงินอาจ “ทำให้ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” (modernization without development) เงินทำได้แต่ “โครงการ” ความรู้และปัญญาต่างหากที่จะพัฒนา “ระบบ” ที่ประกันความมั่นคงยั่งยืน

            “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” (อมาตยา เซน) ไม่ใช่ปล่อยให้รากเหญ้าเป็นแค่แรงงาน ชุมชนเป็นแค่ที่ผลิตวัตถุดิบไปป้อนอุตสาหกรรม พ่อค้านักธุรกิจเพื่อการส่งออกที่เติบโตขึ้นทุกวัน แต่รากหญ้ายังยากจนอย่างยั่งยืน

            เห็นรัฐบาลนี้มีโครงการมากมายหลายอย่าง ถ้าหากทำได้จริงก็จะช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากได้ไม่น้อย แต่ที่ไม่ได้เห็นชัดเจน คือ การเรียนรู้ ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนในแผนที่ดูดีเหล่านั้น ถ้าเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นหัวใจที่นำไปสู่การพัฒนายั่งยืน ควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่านี้ เพราะ “เป้าหมายดี วิธีการต้องดีด้วย” (Means justify the end) ไม่เช่นนั้นเป้าหมายก็กลายเป็นเพียงแค่ความฝันที่วาดไว้ให้ดูดี

            ถึงเวลาที่ต้องทำการปฏิรูปการศึกษาเพื่อการปฏิรูปประเทศ ตามสโลแกนของสภาการศึกษา โดยการเปิดกว้างให้มีการจัดการเรียนรู้เพื่อตอบสนองชีวิตและสังคมวันนี้ ไม่ใช่ยังยืนหยัดแบบโบราณที่ต้องไปเรียนถึงมหาวิทยาลัยและได้ปริญญา ที่ส่วนใหญ่ล้าหลัง วันนี้ใครๆ ก็เรียนได้ เรียนได้ทุกที่และตลอดชีวิต

            คนในวัยแรงงานอย่างน้อย 30 ล้านคนใน ๗๘,๐๐๐ หมู่บ้าน ๗๗ จังหวัด มีศักยภาพที่จะเรียนรู้ถ้าหากมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของพวกเขาและของสังคม

            ทำอย่างไร รัฐและเอกชนจะสร้างเงื่อนไขให้การเรียนรู้เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ (conditio sine qua non) เพื่อรับบุคคลเข้าทำงานหรือรับทุนไปทำโครงการ นำไปลงทุนประกอบอาชีพส่วนตัว หรือให้ชุมชนรับทุนส่งเสริมสนับสนุนโครงการพัฒนาต่างๆ โดยใช้ใบ “ประกาศนิยบัตร”

            เช่น ถ้าหากไม่ได้ผ่าน “หลักสูตร ๔ แผน” และได้ประกาศนิยบัตร “โครงการแก้หนี้แก้จนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” (ที่เรียนเพียง ๓ เดือน เรียนสัปดาห์ละครั้ง เพียง ๑๒ ครั้ง) ก็จะไม่ได้ลดหนี้ลดดอกจากสถาบันการเงินของรัฐ ครูที่เป็นหนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรดังกล่าวก็ไม่สามารถลดหนี้ลดดอกได้

            ชุมชนที่ไม่มีการเรียนรู้ ไม่ผ่านหลักสูตรการทำแผนแม่บทชุมชนไม่ว่าแบบใหญ่แบบย่อย แบบรวมหรือเฉพาะประเด็น ก็ไม่ควรได้รับการสนับสนุน เพราะนั่งเทียนเขียนโครงการขอทุนนั้นง่าย แต่ทำแผนจากฐานข้อมูลจริงของชุมชนนั้นยากกว่า แต่ได้ผลยั่งยืนกว่า

            การจัดการเรียนรู้ให้ชุมชนต้องมีการวางแผนสร้างผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ไม่ใช่ไปปูพรมเพื่อให้ได้ปริมาณมากโดยเร็ว รวบรัดจัดการเรียนรู้เพื่อโปรยงบประมาณลงไป อ้างว่าให้ทันเวลา

            ต่อไป ใครจะได้งบประมาณไปขุดบ่อ ทำเกษตรผสมผสาน ไปเลี้ยงสัตว์ ไปทำวิสาหกิจชุมชน ไปทำการประกอบการโดยส่วนตัวหรือโดยกลุ่ม ไปจัดการสิ่งแวดล้อม ป่า พลังงาน และการประกอบอาชีพต่างๆ ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรที่ยืนยันว่ามีการเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับทุน

            เขียนเรื่องนี้จากประสบการณ์ทำโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” เมื่อปี ๒๕๕๒ ในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งให้เวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน แต่สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่ผมเป็นผู้อำนวยการได้ทำถึง ๑,๐๐๐ กลุ่มๆ ละ ๕๐ คน รวม ๕๐,๐๐๐ คน ซึ่งได้รับการประเมินว่าเป็นโครงการที่ดีและได้ผล เพราะมีการเรียนรู้ ชาวบ้านบอกว่า “ได้ความรู้ ได้ปัญญา ได้เครือข่าย ได้เงินไปลงทุน”

            สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนกำลังวิกฤติ ปล่อยให้เฉาตายก็เสียดายงบประมาณที่ลงทุนไปเป็นแสนๆ ล้าน ทั้งคนทั้งสินทรัพย์ ปรับสถาบันการศึกษาเหล่านี้ให้มีบทบาทในการสร้างการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงให้นักศึกษา ๓ ล้านคน แต่ให้ช่วยคนอีก ๓๐ ล้านคนให้ได้เรียนรู้ทั้งแผ่นดินจะไม่ดีกว่าหรือ

            รัฐบาลควรตั้งงบประมาณส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและการจัดการเรียนรู้ให้ผู้คนด้วยหลักสูตรระยะสั้นระยะยาว และหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่คอยแต่ให้เงินกยศ. และตามไล่เรียกเงินกู้ยืมคืน แทนที่จะเอาเวลา คน งบประมาณไปให้คนอีก ๓๐ ล้านคนได้เรียนรู้

            ถ้าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐที่กำลังจะตกงาน ลงไปคลุกคลีกับชุมชน เห็นปัญหาและความต้องการของชุมชน พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อชุมชนจริงๆ สังคมเรียนรู้จึงจะเกิด งานก็จะเกิด

            เครื่องมือการเรียนรู้มีมาก อย่างการทำแผน ๔ แผนและแผนแม่บทชุมชนก็มีอยู่แล้ว และได้พิสูจน์ว่าได้ผล ใช้วางรากฐานการเรียนรู้ไปก่อน แล้วค่อยพัฒนาการเรียนรู้อื่นๆ ต่อยอดต่อไป

            รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นล้านล้านได้ แต่ไม่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา จากอดีตที่ผ่านมา ไม่เชื่อหรือว่า “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” (เบนจามิน แฟรงคลิน)

สยามรัฐรายวัน 10 ตุลาคม 2561

รัฐบาลก่อนๆ นี้ “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” รัฐบาลนี้ก็กำลัง “แปลงต้นไม้ให้เป็นทุน” ปลูกไม้ยืนต้นไว้เพื่อเป็นสินทรัพย์ที่นำไปกู้เงินธนาคารได้ และมีอีกหลายโครงการพัฒนาที่ส่งทุนตรงไปยังหมู่บ้านในชื่อและรูปแบบต่างๆ

            แต่ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ หรือเป็นเพราะการเรียนรู้จะทำให้ชาวบ้านฉลาดขึ้น เป็นเหตุให้ “ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (วิลเลียม เบลค) หรือว่าไม่เชื่อ ไม่รู้ ไม่เข้าใจความสำคัญของการเรียนรู้จริงๆ

            โลกวันนี้เป็นโลกที่ “คนไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้ ถึงอยู่ได้ก็ถูกเขาโกง ถูกเขาหลอก ถูกเขาเอาเปรียบได้ง่าย” และที่สำคัญ สังคมที่คนไม่มีความรู้จะไม่พัฒนา เพราะเงินไม่อาจเนรมิตการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เงินอาจ “ทำให้ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” (modernization without development) เงินทำได้แต่ “โครงการ” ความรู้และปัญญาต่างหากที่จะพัฒนา “ระบบ” ที่ประกันความมั่นคงยั่งยืน

            “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” (อมาตยา เซน) ไม่ใช่ปล่อยให้รากเหญ้าเป็นแค่แรงงาน ชุมชนเป็นแค่ที่ผลิตวัตถุดิบไปป้อนอุตสาหกรรม พ่อค้านักธุรกิจเพื่อการส่งออกที่เติบโตขึ้นทุกวัน แต่รากหญ้ายังยากจนอย่างยั่งยืน

            เห็นรัฐบาลนี้มีโครงการมากมายหลายอย่าง ถ้าหากทำได้จริงก็จะช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากได้ไม่น้อย แต่ที่ไม่ได้เห็นชัดเจน คือ การเรียนรู้ ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนในแผนที่ดูดีเหล่านั้น ถ้าเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นหัวใจที่นำไปสู่การพัฒนายั่งยืน ควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่านี้ เพราะ “เป้าหมายดี วิธีการต้องดีด้วย” (Means justify the end) ไม่เช่นนั้นเป้าหมายก็กลายเป็นเพียงแค่ความฝันที่วาดไว้ให้ดูดี

            ถึงเวลาที่ต้องทำการปฏิรูปการศึกษาเพื่อการปฏิรูปประเทศ ตามสโลแกนของสภาการศึกษา โดยการเปิดกว้างให้มีการจัดการเรียนรู้เพื่อตอบสนองชีวิตและสังคมวันนี้ ไม่ใช่ยังยืนหยัดแบบโบราณที่ต้องไปเรียนถึงมหาวิทยาลัยและได้ปริญญา ที่ส่วนใหญ่ล้าหลัง วันนี้ใครๆ ก็เรียนได้ เรียนได้ทุกที่และตลอดชีวิต

            คนในวัยแรงงานอย่างน้อย 30 ล้านคนใน ๗๘,๐๐๐ หมู่บ้าน ๗๗ จังหวัด มีศักยภาพที่จะเรียนรู้ถ้าหากมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของพวกเขาและของสังคม

            ทำอย่างไร รัฐและเอกชนจะสร้างเงื่อนไขให้การเรียนรู้เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ (conditio sine qua non) เพื่อรับบุคคลเข้าทำงานหรือรับทุนไปทำโครงการ นำไปลงทุนประกอบอาชีพส่วนตัว หรือให้ชุมชนรับทุนส่งเสริมสนับสนุนโครงการพัฒนาต่างๆ โดยใช้ใบ “ประกาศนิยบัตร”

            เช่น ถ้าหากไม่ได้ผ่าน “หลักสูตร ๔ แผน” และได้ประกาศนิยบัตร “โครงการแก้หนี้แก้จนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” (ที่เรียนเพียง ๓ เดือน เรียนสัปดาห์ละครั้ง เพียง ๑๒ ครั้ง) ก็จะไม่ได้ลดหนี้ลดดอกจากสถาบันการเงินของรัฐ ครูที่เป็นหนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรดังกล่าวก็ไม่สามารถลดหนี้ลดดอกได้

            ชุมชนที่ไม่มีการเรียนรู้ ไม่ผ่านหลักสูตรการทำแผนแม่บทชุมชนไม่ว่าแบบใหญ่แบบย่อย แบบรวมหรือเฉพาะประเด็น ก็ไม่ควรได้รับการสนับสนุน เพราะนั่งเทียนเขียนโครงการขอทุนนั้นง่าย แต่ทำแผนจากฐานข้อมูลจริงของชุมชนนั้นยากกว่า แต่ได้ผลยั่งยืนกว่า

            การจัดการเรียนรู้ให้ชุมชนต้องมีการวางแผนสร้างผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ไม่ใช่ไปปูพรมเพื่อให้ได้ปริมาณมากโดยเร็ว รวบรัดจัดการเรียนรู้เพื่อโปรยงบประมาณลงไป อ้างว่าให้ทันเวลา

            ต่อไป ใครจะได้งบประมาณไปขุดบ่อ ทำเกษตรผสมผสาน ไปเลี้ยงสัตว์ ไปทำวิสาหกิจชุมชน ไปทำการประกอบการโดยส่วนตัวหรือโดยกลุ่ม ไปจัดการสิ่งแวดล้อม ป่า พลังงาน และการประกอบอาชีพต่างๆ ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรที่ยืนยันว่ามีการเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับทุน

            เขียนเรื่องนี้จากประสบการณ์ทำโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” เมื่อปี ๒๕๕๒ ในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งให้เวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน แต่สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่ผมเป็นผู้อำนวยการได้ทำถึง ๑,๐๐๐ กลุ่มๆ ละ ๕๐ คน รวม ๕๐,๐๐๐ คน ซึ่งได้รับการประเมินว่าเป็นโครงการที่ดีและได้ผล เพราะมีการเรียนรู้ ชาวบ้านบอกว่า “ได้ความรู้ ได้ปัญญา ได้เครือข่าย ได้เงินไปลงทุน”

            สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนกำลังวิกฤติ ปล่อยให้เฉาตายก็เสียดายงบประมาณที่ลงทุนไปเป็นแสนๆ ล้าน ทั้งคนทั้งสินทรัพย์ ปรับสถาบันการศึกษาเหล่านี้ให้มีบทบาทในการสร้างการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงให้นักศึกษา ๓ ล้านคน แต่ให้ช่วยคนอีก ๓๐ ล้านคนให้ได้เรียนรู้ทั้งแผ่นดินจะไม่ดีกว่าหรือ

            รัฐบาลควรตั้งงบประมาณส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและการจัดการเรียนรู้ให้ผู้คนด้วยหลักสูตรระยะสั้นระยะยาว และหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่คอยแต่ให้เงินกยศ. และตามไล่เรียกเงินกู้ยืมคืน แทนที่จะเอาเวลา คน งบประมาณไปให้คนอีก ๓๐ ล้านคนได้เรียนรู้

            ถ้าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐที่กำลังจะตกงาน ลงไปคลุกคลีกับชุมชน เห็นปัญหาและความต้องการของชุมชน พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อชุมชนจริงๆ สังคมเรียนรู้จึงจะเกิด งานก็จะเกิด

            เครื่องมือการเรียนรู้มีมาก อย่างการทำแผน ๔ แผนและแผนแม่บทชุมชนก็มีอยู่แล้ว และได้พิสูจน์ว่าได้ผล ใช้วางรากฐานการเรียนรู้ไปก่อน แล้วค่อยพัฒนาการเรียนรู้อื่นๆ ต่อยอดต่อไป

            รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นล้านล้านได้ แต่ไม่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา จากอดีตที่ผ่านมา ไม่เชื่อหรือว่า “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” (เบนจามิน แฟรงคลิน)

สยามรัฐรายวัน 3 ตุลาคม 2561

ถ้าปัญหาการศึกษาไทย คือ “การปลูกไม้ในกระถาง” สิ่งที่ท้าทายการปฏิรูป คือจะทุบกระถางนี้เพื่อให้ไม้ลงดิน เติบโตจนไม่ต้องรดน้ำดูแลได้อย่างไร หรือไม่พ่อแม่ก็เอาไม้ออกจากกระถางไปปลูกที่อื่น

            ผมมีรูปลูกชายตอนไปโรงเรียนอนุบาล ยืนไหล่เอียงเพราะถือกระเป๋าหนังสือเรียนหนัก สังเกตว่า ตอนอายุก่อน 5 ขวบ เป็นเด็กที่มีชีวิตชีวา พอไปโรงเรียนความเป็นธรรมชาติลดลง เหมือนเก็บกด สูญเสียความเชื่อมั่นและความเป็นตัวของตัวเอง

            อายุ 9 ขวบ ผมพาครอบครัวไปยุโรป ที่ประเทศเยอรมนีไปเยี่ยมโรงเรียนแห่งหนึ่ง ลูกขอให้พ่อถามครูใหญ่ว่า ที่นั่นเขาตีเด็กไหม ครูตอบว่า ไม่ตี ถ้าตีจะมีคนเรียกตำรวจมาจับ ลูกตาโต บอกว่าอยากมาเรียนทีนี่ ผมนึกว่าพูดเล่น แต่เขาพูดจริงและยืนยันว่าอยากไปเรียนที่เยอรมัน

            ลูกถูกตีที่โรงเรียนที่กรุงเทพฯ บ่อย สาเหตุเพราะเขามักถามคำถามที่เด็กคนอื่นไม่ถาม ครูคงเห็นว่าทะลึ่งหรือตั้งใจแกล้งครู โดยเฉพาะครูคณิตศาสตร์ เขาเกลียดวิชานี้และได้คะแนนไม่ดีเลย ถ้าไม่ทุกข์จริง เด็ก ๙ ขวบคงไม่เรียกร้องไปเรียนไกลพ่อแม่ถึงขนาดนั้น

            ผมตัดสินใจส่งลูกไปเรียนเยอรมันไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ไปเรียน ป.4 ของที่นั่น ที่โรงเรียนที่เน้นดนตรี เห็นว่าเขาชอบไวโอลิน ครูที่นั่นทำให้ผมแปลกใจเมื่อบอกว่า ลูกเรียนคณิตศาสตร์เก่งที่สุดในชั้น ผมไปดูการบ้านลูกแล้วก็เข้าใจ เพราะเป็นการบ้านที่ทำสนุก ได้เรียนรู้ บวกลบคูณหารแล้วออกมาเป็นรูปสัตว์ รูปต้นไม้ เขาเรียนอย่างมีความสุข ไม่เคยถูกทำโทษ ไม่ถูกตี

            ผมพยายามสอนลูกให้คิดเป็นด้วยวีธีการต่างๆ เล่านิทาน ให้เขาอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลงดีๆ ผมเขียนจดหมายถึงครูที่โรงเรียนของลูกสาววันหนึ่งว่า ลูกไม่ได้ทำการบ้านเพราะครูให้มากเกินไป ให้พร้อมกันหลายคนวันเดียว ลูกต้องทำงานบ้านบ้าง ซ้อมดนตรีบ้าง พักผ่อนบ้าง และต้องเข้านอนแต่หัวค่ำ

            โชคดีที่โรงเรียนของลูกสาวเข้าใจ ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้ทำโทษลูก ที่สุดผมส่งลูกสาวไปเรียนที่อังกฤษตอนอายุ 12 ปี

            มีเพื่อนทักว่า ไหนเห็นทำงานพัฒนา ทำเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ผมตอบไปว่า เพราะผมไม่เชื่อว่าการศึกษาไทยจะช่วยให้ลูกผมพร้อมที่จะเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ แบบพึ่งพาตนเองได้และมีความสุข ไม่ใช่ “ดินไทย” ไม่ดี แต่เอาดินดีลงกระถาง ปลูกไม้ในกระถาง ยังไงก็ไม่โต

            วันเวลาผ่านไป ลูกทั้งสองไม่ได้ลืมรากเหง้า ยังเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทย พร้อมนำไปเผยแพร่ให้คนต่างชาติได้เรียนรู้และชื่นชมด้วยซ้ำ ผมเองไปเรียนต่างประเทศสิบกว่าปีกลับมาส่งเสริมภูมิปัญญาไทย

            เล่าเรื่องส่วนตัว เพราะเป็นประสบการณ์ร่วมของพ่อแม่ ที่ผมวิพากษ์การศึกษาไทยไม่ใช่จากตำรา แต่จากประสบการณ์โดยตรง กับลูก กับชาวบ้าน กับชุมชน กับเด็กและผู้ใหญ่ ได้เห็นศักยภาพของคนเหล่านี้ว่าถูกปิดกั้น กดดัน รวมทั้งถูกทำลายไปอย่างไรด้วยการศึกษาไทย

            ปัญหาใหญ่ของการศึกษาไทยเป็นเรื่องระบบโครงสร้าง ที่สะท้อนและเอื้อความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อำนาจของกระทรวงศึกษาธิการส่วนกลาง อำนาจของการบริหารในภูมิภาคและท้องถิ่น อำนาจของครูใหญ่ครูน้อยในโรงเรียน ดังที่เห็นผ่านสื่ออยู่เนืองๆ แต่ละเรื่องล้วนสัมพันธ์กับโครงสร้างที่บิดเบี้ยว

            โครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงอำนาจก่อให้เกิดความรุนแรง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเมื่อถูกกดถูกบีบไว้ไม่ให้เติบโตตามธรรมชาติ เพราะการศึกษาที่ดีเป็นการปลดปล่อย (emancipation) ให้เป็นไทจากทุกอย่างที่เป็นปัญหาและอุปสรรคในการเติบโตพัฒนา การศึกษาที่ดีทำให้เข้มแข็ง มีพลัง (empowerment)

            ครูดีๆ ก็มีไม่น้อย แต่มักไม่มีอำนาจ ไม่ได้เป็นผู้อำนวยการ เพราะประจบผู้มีอำนาจไม่เป็น ครูหลายคนหันไปหาชุมชน ร่วมมือกับพ่อแม่ให้ดูแลลูกหลานตนเอง ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แบบพลเมือง (civic learning) ซึ่งแปลว่าการเรียนรู้ทำให้เกิดสำนึก ไม่ใช่เรียนหนังสือไปแข่งขัน ไปสอบ

            เครือข่ายการเรียนรู้แบบพลเมืองเกิดขึ้นแล้วจากชุมชนถึงระดับชาติ นี่ต่างหากที่พอจะหวังว่าจะเป็นพลังท้าทายอำนาจนิยมในระบบการศึกษาไทยได้บ้าง

            ความคาดหวังจากรัฐบาลที่ผ่านๆ มาเป็นเรื่องยาก ยังไม่เห็น “เจตจำนงทางการเมือง” (political will) ที่จะปฏิรูปการศึกษา เพราะกระทรวงศึกษาสำหรับนักการเมือง ไม่ใช่ “ฐานเศรษฐกิจ” แต่เป็นฐานการเมือง ครูเป็นเครื่องมือ เป็นฐานเสียง จึงไม่มีใครกล้าแตะต้องเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง มีแต่ช่วย “ลดดอกเบี้ย เพิ่มเงินต้น” เอาใจครูที่เป็นหนี้ทั้งแผ่นดินเท่านั้น

            ถ้ารัฐบาลมีความกล้าหาญปฏิรูปจริง ก็จะต้องปรับโครงสร้าง กระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ บ้านเมืองมีคนดีคนเก่ง ครูดี ครูเก่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ มากกว่าที่นั่งในกระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ เป็นร้อยเท่า ให้โอกาสพวกเขาได้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย อะไรๆ จะดีกว่านี้

            หนี้สินครู ถ้าทำ “โครงการปรับโครงสร้างหนี้อย่างมีเงื่อนไข” ให้ครูเรียนรู้ทำแผน ๔ แผน แผนชีวิต แผนอาชีพ แผนการเงิน แผนสุขภาพ ถ้าทำได้จริง จึงลดต้นลดดอกให้ ชาวบ้านธรรมดาที่เป็นหนี้ทำโครงการนี้แล้วได้ผลดี ครูก็ทำได้ถ้ามีแรงจูงใจแบบนี้ เกิดการเรียนรู้ เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะ “เปลี่ยนวีธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน” ใช้ปัญญาแก้ปัญหาจะยั่งยืนกว่าการใช้อำนาจกับเงิน

            สี่ห้าปีที่ปฏิวัติมา ปฏิรูปการศึกษาก็ยังไม่เห็นหน้าเห็นหลังอย่างที่ใครๆ คาดหวัง พอไปเป็นรัฐบาลใหม่ สวมหัวโขนประชาธิปไตย จะทำได้ดีกว่าหรือว่าต้องรออีก ๒๐ ปีตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ก็ไม่รู้

 

สยามรัฐรายวัน 26 กันยายน 2561

คุณหมออุดม คชินธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ปาฐกถาเรื่องการปฏิรูปการศึกษาไว้อย่างน่าสนใจ ภายใต้หัวข้อ “ปฏิรูปการศึกษาสู่การพัฒนาประเทศ” ท่านอ้างธนาคารโลกที่บอกว่า ภายใน ๑๒ ปี เด็กไทยที่จบมหาวิทยาลัยจะตกงาน ๗๒%

            ความจริงท่านได้พูดไว้หลายที่หลายครั้งเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา เรื่องกระทรวงอุดมศึกษาที่กำลังจะเกิด โดยหวังว่าจะทำให้คำทำนายของธนาคารโลกผิด ท่านให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับครูอาจารย์ ย้ำว่าการจัดการศึกษา “ต้องไม่ตัดเสื้อโหลให้ทุกคนใส่เหมือนที่ผ่านมา”

            ผมเห็นด้วยกับคุณหมออุดมทั้งหมดที่ท่านพูด และเข้าใจดีว่า ทำไมท่านจึงไม่พูดถึงเรื่องกระบวนทัศน์และเรื่องระบบโครงสร้าง ซึ่งท่านคงทราบดีว่าสำคัญเพียงใด แต่พูดไปอาจเหมือนกับที่รัฐมนตรีธีระเกียรติพูดเรื่องนาฬิกาที่ยืมเพื่อนมา

            เรื่อง “ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ” มหกรรมที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจัด เป็นหัวข้อที่ถูกต้องแล้ว เพราะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ปัญหาใหญ่สุดของการปฏิรูป คือ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ การปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การ “ปะผุ”

            การปฏิรูปการศึกษาต้องเริ่มจากกระทรวงศึกษาธิการ คือการกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ เพราะ “ที่ใดมีอำนาจมากก็จะคอร์รัปมาก” (absolute power corrupts absolutely – Lord Acton) ก็จะหลงอำนาจ (despotic) และหลงตัวเอง (narcissistic) แตะต้องไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ ไม่รับฟังข้อเสนอใดๆ ที่ไปกระทบระบบโครงสร้างอำนาจ (อย่างบทความนี้ที่ไปแทงใจดำหลายคน ที่ไม่สามารถรับได้)

            เห็นด้วยกับคุณหมออุดมว่า ครู อาจารย์ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ต้องไม่ใช่ผู้สอนหนังสืออีกต่อไป แต่ต้องเป็นโค้ช ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้เป็น ปรับตัวได้ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในโลกยุคใหม่ ต้องเอาชีวิตจริง เอาปัญหาจริงเป็นตัวตั้ง เรียนรู้จากการปฏิบัติ ไม่ใช่ท่องหนังสือไปสอบ เพราะหนังสือตำราเขียนออกมาก็ล้าหลังไปอย่างน้อย ๑๐ ปีแล้ว

            แต่กระทรวงศึกษาธิการที่เต็มไปด้วยข้าราชการ พนักงานที่นั่งทำงานอยู่กรุงเทพฯ ควบคุมการศึกษาทั่วประเทศ เพิ่มคนเพิ่มงบอีกเท่าไรก็คงไม่พอ เพราะอำนาจไม่เคยลดลง มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น โดยไม่พยายามปรับบทบาทของตนเองให้ลดลง ไม่ใช่ไป “ควบคุม” แต่ไป “ส่งเสริมสนับสนุน”

ประเทศพัฒนาเขาไม่มีองค์กรใหญ่โตในส่วนกลางเพื่อควบคุมการศึกษา เพราะเขากระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นให้บริหารจัดการเอง มีหน่วยงานที่อย่างมากก็กำกับดูแล แต่ที่ทำมากที่สุด คือให้การส่งเสริมสนับสนุนในด้านต่างๆ ทั้งงบประมาณและวิชาการ

การตัดเสื้อโหลใส่กันเป็นอาการบ่งชี้แนวคิดอำนาจนิยม เพื่อควบคุมได้ง่าย ให้ทุกคนอยู่ในอาณัติ แต่คุณหมออุดมก็ทนไม่ได้ที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) “ดอง” หลักสูตรมหาวิทยาลัยต่างๆ ไว้เพื่อให้การ “รับทราบ” (แต่ศรีธนญชัยทำให้เป็นการ “รับรอง” หรือ “อนุมัติ” ) เพราะสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการอนุมัติอยู่แล้ว

นั่นเป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยของความพยายามรวบอำนาจของหน่วยงานของรัฐ และท่านยังจะให้มี “กระบวนทัศน์” แบบนี้ และระบบโครงสร้างแบบนี้ในกระทรวงอุดมศึกษาที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือ

ท่านไม่อยากให้มีเสื้อโหล แต่กระทรวงศึกษาธิการที่กรุงเทพฯ ก็ยังคงพยายามตัดเสื้อโหลต่อไป ยังมีวิธีคิดและเข้าใจเรื่องการศึกษาแบบเดียว คือ แบบที่ทำเพื่อรับใช้สังคมอุตสาหกรรมที่ทำกันมาเป็นร้อยปี แบบที่มีห้องเรียนสี่เหลี่ยม มีหลักสูตรสำเร็จรูป มีการเรียนการสอนโดยอาจารย์ที่เรียนจบมาในด้านนั้นๆ

นี่คือปัญหาที่นักศึกษาจบออกมาแล้วจะหางานทำไม่ได้ ธนาคารโลกวิเคราะห์จากตรงนี้ เพราะสิ่งที่มหาวิทยาลัยสอนไม่ตอบสนองโลกที่เปลี่ยนไป สังคมอุตสาหกรรม สังคมบริการ อันเป็นเป้าหมายของการทำมหาวิทยาลัยหรือการศึกษาไทยโดยรวมกำลังเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ (disruptive)

แต่สกอ.ยังทำหน้าที่ “ควบคุม” สถาบันอุดมศึกษา ยังคิดว่ามหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่แบบเดิม และต้องมีมาตรฐานเดิม ต้องมีการเรียนแบบเดิม อาจารย์แบบเดิม กี่คนต่อหลักสูตร คุณวุฒิอะไร ต้องเรียนในที่ตั้ง ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม ไม่ใช่นอกที่ตั้ง ทั้งๆ ที่การเรียนวันนี้เรียนที่ไหนก็ได้ ไม่มีพรมแดนแล้ว การงานก็ไม่มีโรงงาน ไม่มีออฟฟิศแล้ว แม้แต่ธนาคารที่นึกว่ามั่นคงก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว AI มาแล้วในทุกวงการ

แทนที่จะช่วย “ส่งเสริมสนับสนุน” กลับบอนไซ ทำให้มหาวิทยาลัยเป็นไม้ในกระถาง การปฏิรูปคือการทุบกระถางเอาไม้ลงดิน ให้โตเป็นไม้ใหญ่ พึ่งตนเองได้ ไม่ต้องรดน้ำ เพราะพึ่งตนเองได้ เป็นที่พึ่งให้สังคมได้ กระทรวงอุดมศึกษาใหม่อาจเป็นกระถางเหล็กใบใหม่ก็ได้ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิด (mind-set)

ท่านลองพิจารณาดูว่า สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน – “มหาวิทยาลัยชีวิต” คือสถาบันอุดมศึกษาที่เรียนโดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เรียนจากการปฏิบัติ นักศึกษาเป็นผู้ใหญ่ มีงานทำเกือบทุกคน เรียนแล้วอยู่อย่างมีศักศรีและมีกินในท้องถิ่นตน เรียนแล้วช่วยตนเองได้ ช่วยคนอื่นได้ เรียนโดยการสร้างความรู้มือหนึ่ง ความรู้ใหม่ที่ได้จากการปฏิบัติ ทำโครงงาน ๓ ปี เพื่อพัฒนาตนและชุมชน

แทนที่จะทำให้ “มหาวิทยาลัยชีวิต” ชูธงนำการปฏิรูปการศึกษา สถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้กลับถูกควบคุม ประเมิน ตรวจสอบด้วยเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันกับมหาวิทยาลัยทั้งหลายที่ผลิตคนไปรับใช้สังคมอุตสาหกรรม (แบบที่ธนาคารโลกวิจารณ์) ถูกสั่งปิดไปหลายศูนย์เพราะไปทำ “นอกที่ตั้ง” ทั้งๆ ที่สถาบันแห่งนี้เอาชุมชนเป็นห้องเรียน เอาเรื่องชุมชนมาเรียน ชวนชุมชนมาร่วมเรียนรู้ ต้องตั้งอยู่ในชุมชน

หรือว่ากระทรวงศึกษาและอุดมศึกษาไทยยังพอใจที่จะเป็นเหมือนกล้องใช้ฟิล์มอยู่ต่อไป โดยไม่กลัวล้มละลายเหมือนโกดัก ที่ลืมไปว่าโลกได้เปลี่ยนเป็นดิจิทัลไปแล้ว

คุณหมออุดมครับ “มหาวิทยาลัยชีวิต” แห่งนี้ใส่เสื้อโหลไม่ได้ครับ มันคับเกินไป

สยามรัฐรายวัน 19 กันยายน 2561

อันวาร์ อิบราฮิม ที่ได้เห็นได้ยินในคืนวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๑ ในไทยพีบีเอสที่สัมภาษณ์โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น เป็นนักการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

                ชีวิตของเขาเกี่ยวข้องกับการเมืองตั้งแต่ยังหนุ่ม เคยเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังในรัฐบาลของนายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด ถูกจำคุก ๑๑ ปี ด้วยข้อหาที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง หลังจากที่พรรคร่วมของเขาชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาได้รับพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์ของมาเลเซีย

                เขาเล่าว่า การอภัยโทษได้ลบล้างความผิดทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่า “เขาบริสุทธิ์” ซึ่งเขาเองก็ยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองมาเลเซียเป็นอะไรที่ประหลาด การที่ ดร.มหาเธร์ที่กำจัดเขาทางการเมือง ทำให้เขาติดคุก กลับมาเป็นพันธมิตรและล้มรัฐบาลของนายนาจิบ ราซัค “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูทางวรในการเมือง” เป็นจริงไม่ว่าที่ไหน

                ฟังอันวาร์ อิบราฮิมคืนนั้นด้วยความรู้สึกหลายอย่าง อย่างหนึ่งเหมือนว่าเขาไม่ใช่นักการเมือง รู้สึกได้ว่าเขาเปิดเผย จริงใจ เล่าอะไรตรงไปตรงมาเหมือนกำลังสนทนากับเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเขารู้ดีว่า สิ่งที่เขาพูดทั้งหมดแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างแน่นอน ทั้งมิตรและศัตรูจะรู้ความในใจของเขา

                อีกความรู้สึกหนึ่ง คือ ยินดีกับประเทศมาเลเซียที่มีนักการเมืองเช่นนี้ และกำลังอยู่ในยุคที่พูดกันในการสัมภาษณ์ว่า “รุ่งอรุณของมาเลเซีย” ที่มีการเตรียมการปฏิรูปในลักษณะ “ฟื้นฟูบูรณะ” ประเทศครั้งใหญ่ เพราะบอบช้ำจากปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาต่างๆ มานาน ตามสัญญาสุภาพบุรุษ มหาเธร์จะเป็นนายกรัฐมนตรีเพียง ๒ ปี จากนั้นก็จะเป็นอันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งเป็นผู้นำพรรคร่วมที่ชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้

               ถ้าจะให้บอกว่า อันวาร์ อิบราฮิม เป็นคนอย่างไร ขอใช้คำภาษาอังกฤษก่อนว่า เป็นคนที่มี integrity และขอแปลง่ายๆ ว่า “เป็นคนดี” จริงอยู่ เขายังต้องพิสูจน์ตัวเองอีก โดยเฉพาะเมื่อจะได้ทำหน้าที่ผู้นำสูงสุดของประเทศในอีกปีเศษ ว่าเขาจะดีสม่ำเสมอ มีความกล้าหาญทางจริยธรรม เหมือนที่เขาได้แสดงให้เห็นมาตลอดหรือไม่ หรือเขาจะเป็นเหมือนนางอองซาน ซูจี ที่เคยได้รับการยกย่อง แต่กลับเป็นคนที่น่าผิดหวังทางการเมือง

                ในอาเซียน มีนักการเมืองที่เป็น “คนดี” ที่ผู้คนเคารพนับถือทั้งในอดีตปละปัจจุบัน อย่างโฮ จิ มินท์ อดีตประธานาธิบดีของเวียดนาม รามอน แมกไซไซ อดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ รวมทั้งนักต่อสู้เพื่อปลดปล่อยฟิลิปปินส์อย่างเบนิโญ อากิโน และนางกอราซอน อากิโน ภรรยาของท่านที่ได้เป็นประธานาธิบดี หลัง “การปฏวัติพลังประชาชน” ที่ขับไล่เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ออกไป

                คนอย่างลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ที่เป็นคนเก่ง ก็อาจนับได้ว่าเป็นคนดี เป็นบิดาของประเทศเล็กๆ ที่ได้กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาในอันดับต้นๆ ของโลกที่ไม่มีการคอร์รัปชั่น คนที่ทำให้เห็นว่า “หัวไม่กระดิกหางต้องไม่ส่าย” ด้วย ประเทศชาติจึงจะปลอดการโกงกิน

                สิ่งที่เห็นได้จากชีวิตของอันวาร์ อิบราฮิม คือ การต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมด้วยความกล้าหาญ แม้จะต้องติดคุกเพราะถูกกลั่นแกล้ง เขาน่าจะอยู่ในสายเดียวกับคนอย่างมหาตมะ คานธี คิม แดจุง หรือเนลสัน แมนเดลา แม้ว่าเขายังต้องพิสูจน์ตัวเองจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

                นักการเมืองดีที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำ ต้องเป็น “คนดี” (มีพร้อม : integrity) อย่างน้อย ๔ ใช่ ๔ ไม่ ที่สรุปจากคุณสมบัติที่พึงปรารถนาของนักการเมือง ผู้นำในอุดมคติดังกรณีตัวอย่างข้างต้น

      ๑. เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน ของสื่อ เป็นนักประชาธิปไตยโดยไม่มีอะไรแอบแฝงที่ชอบทำการเมืองแบบศรีธนญชัย ไถไปเรื่อย ไม่บ้าอำนาจ (despotic) ไม่หลงตัวเอง (narcissistic) ไม่หวงอำนาจแต่กระจายอำนาจ

      ๒. เป็นนักยุทธศาสตร์ มีวิสัยทัศน์ ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาและการพัฒนาบ้านเมือง มีเป้าหมายให้ประชาชนเป็นสุข ไม่ใช่เอาแต่จีดีพี ไม่เอาเงินนำหน้าแบบ “ประชานิยม” เพื่อความมั่งคั่งยั่งยืน แต่รากหญ้ายากจนถาวร

      ๓. ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความรับผิดชอบทั้งตนเองและหมู่คณะ ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ไม่คอร์รัปชั่นทั้งทางนโยบายและทางปฏิบัติ ทั้งตัวเอง คนรอบข้าง หมู่คณะ องค์กรหน่วยงาน “ทั้งหัวถึงหางไม่กระดิก”

      ๔. อยู่ข้างประชาชน คนจน คนชายขอบ ผู้ยากไร้ ฟังเสียงของประชาชน เสียสละเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เห็นใจนายทุน แต่ไม่เห็นหัวชาวบ้าน ไม่เป็น demagogue หลอกชาวบ้านเชิงนโยบายเพื่อสร้างความชอบธรรมและความนิยม ปลุกระดมและใช้กลยุทธไม่ซื่อสัตย์ทางการเมือง

                กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะต้องมี “พระเอกขี่ม้าขาว” หรือผู้นำในอุดมคติเท่านั้นบ้านเมืองจึงจะไปรอด ผู้นำที่ดีและเก่ง คือ คนที่มองเห็นศักยภาพของคนดีคนเก่งทั่วแผ่นดิน และเชิญชวนคนเหล่านั้นมาร่วมมือ ผนึกพลังช่วยกันสร้างสรรค์สังคมให้เจริญพัฒนา หรือสร้างเงื่อนไขให้โอกาสพวกเขาได้แสดงศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือแวดวงใด

                สังคมพัฒนาเป็นสังคมที่มี “พลเมือง” มากกว่า “มวลชน” พลเมืองเป็นประชากรที่เป็นอิสระตื่นรู้สังคมประชาธิปไตยเกิดจากฐานพลเมือง ไม่ใช่ฐานมวชนที่มักบอดและเป็นเครื่องมือทางการเมือง นักการเมืองและผู้นำที่ดีดูได้จากนโยบายว่าส่งเสริมสังคมพลเมือง หรือสังคมมวลชน

นบรรดาสุดยอดนักเรียนรู้และนักสู้ชีวิตที่ผมรู้จัก หนึ่งในนั้น คือ คุณคณิสร ครูใหญ่โรงเรียนแก้หนี้แก้จนแห่งวังน้ำเขียว ทุกครั้งที่พบกันเป็นอันได้ข้อมูลความรู้มากมาย

เรียกว่าซอยสามัคคี ที่จริงเป็นถนนสายหลักสายหนึ่งของวังน้ำเขียว ที่นำไปสู่ผาเก็บตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นถนนสายท่องเที่ยวสำคัญผ่านหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ที่ถูกตั้งให้เป็นหมู่บ้านโอทอปการท่องเที่ยว โรงเรียนแก้หนี้แก้จน เครือข่ายมหาวิทยาลัยชีวิตแห่งแรกตั้งอยู่ที่นี่หลายปีแล้ว

ครูคณิสรบอกว่า นอกจากอากาศเย็นสบายตลอดปี มีภูมิประเทศสวยงาม ที่ผู้คนชอบไปพักเป็นโฮมสเตย์ บ้านสุขสมบูรณ์ยังมีผลผลิตจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ป็นนวัตกรรมอีกหลายตัว ซึ่งครูคณิสรเองเป็นผู้นำในกระบวนการพัฒนา

อย่างชาหม่อนที่ขายกันกิโลละ ๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท ส่งออกไปต่างประเทศด้วย ทำจากหม่อนเลี้ยงไหมพันธุ์โคราช 60 ซึ่งมีรสหวาน ผสมกับใบหม่อนกินลูกซึ่งมีรสมัน ก็จะได้ชารสหวานมัน ที่เกิดจากกระบวนการหมักบ่มและใช้จุลินทรีย์น้ำมะพร้าวช่วย เห็นคุยว่า หอมตั้งแต่ยังไม่อบ รสชาติดีว่าชาอูหลง เวลาชงใบจะดำ น้ำจะเขียว ถ้าได้ยอดหม่อนยิ่งดี แต่ยอดจะมีน้อย ผลิตออกมาราคาก็แพงกว่า

ยังมีชาหยินหยางที่รสเผ็ด ทำจากผักสมุนไพรหลายตัวอย่างตะไคร้ ข่า กระเพราแดง ผสมใบหม่อน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุเพราะช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ช่วยชะลอวัยและอายุยืน มีคนแก่เป็นพาร์กินสันกินแล้วหายมือสั่น ถ้าผสมใบดาวอินคาเข้าไปด้วยจะช่วยลดเบาหวาน

ครูคณิสรเป็นผู้เชี่ยวชาญการเกษตร ทำมาหลายสิบปีโดยเน้นอินทรีย์ เขาใช้ผักสมุนไพรป้องกันศํตรูพืชได้ผลวันนี้มีเคล็ดลับใหม่ คือการนำเอาอะไรที่รสจัด เผ็ด เหม็น ร้อน และที่แมลงไม่กิน ราไม่เกิด เพลี้ยยังกลัว นำผักสมุนไพรเหล่านั้นมาตากแห้ง บดเป็นผง เวลาจะใช้ก็ผสมน้ำ ทำให้ขนส่งได้สะดวกเพราะไม่เป็นของเหลวที่พร้อมฉีดพ่นเหมือนเมื่อก่อน นำไปใส่ชมพู่ ฝรั่ง ไม่ต้องห่อ

ลองหาผักสมุนไพรที่แมลงไม่กิน เพลี้ยไม่มา ราไม่เกิดแถวๆ บ้าน นำมาทำเองก็ได้ อย่างผกากรองที่กลิ่นฉุน เครือตดหมา รวมไปถึงบอระเพ็ดและอื่นๆ ผสมรวมกันได้หมด เขาทดสอบมาหมดแล้ว ที่ว่าแน่ๆ อย่างสาบเสือก็ไม่แน่จริง เพราะตัวมันเองยังโดนเชื้อรา เอาตัวไม่รอด จะมาเป็นพระเอกช่วยชาวบ้านได้อย่างไร

ยังมีการแปรรูปผลผลิตจากสวนอย่างเลม่อน มะนาวลูกโต ที่ปลูกแล้วขายไม่ค่อยออก ครูคณิสรได้โอกาสนำไปสาธิตที่เซ็นทรัล ประกาศว่านี่คือมะนาวอินทรีย์ของแท้ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ สี่เหลี่ยมลูกเต๋า ให้ชาวเมืองชิมจิ้มเกลือน้ำตาล รสชาติเปรี้ยวหวานมันเค็ม ติดอกติดใจขายไม่เหลือ กิโลละ ๕๐ บาท ถามหาต้นเอาไปปลูกจนขยายพันธุ์ไม่ทัน คนเราถ้าไม่โปรโมตบ้างก็คงไม่ถึงผู้บริโภค โฆษณาดีๆ มีเท่าไรก็ขายได้

วังน้ำเขียวมีหน่อไม้ป่าและปลูกเองมาก หน้าฝนราคาถูกจนไม่อยากเก็บไปขาย หน้าแล้งแพงมาก จึงมักปลูกไผ่กิมซุงกัน รดน้ำหลอกให้คิดว่าเป็นหน้าฝน มันก็จะออกหน่อให้ทั้งปี แต่กระนั้นก็สู้เอามาแปรรูปเป็นซุบหน่อไม้กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้ แพ็คขายได้ทั้งปี ส่งออกได้อีกต่างหาก เพราะคนไทยไปทั่วโลก โดยเฉพาะคนอีสานที่อยากกินซุปหน่อไม้ มีเครื่องปรุงให้พร้อมสรรพ แกะห่อแช่น้ำอุ่นหน่อยก็ปรุงรสกินได้เลย

ครูคณิสรบอกว่า ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่วังน้ำเขียวดีที่สุดอร่อยที่สุดในประเทศไทย เพราะดินฟ้าอากาศที่เย็นและเหมาะมาก เขาพูดถึงการแปรรูปที่พิสดารกว่าอาจารย์ชนะแห่งมหาวิทยาลัยชีวิตแพร่เสียอีก ต้องหุงให้สุก นำไปตากให้แห้งแล้วอบ ไม่มีเชื้อราเหลือ แล้วสกัดเอาผิวข้าวกล้องออกมาเป็นผง

วิธีแบบคณิสรนี่เอาผงข้าวกล้องงอกไปใส่แคปซุล ขายแคปซุลละ ๕ บาท คนที่กินข้าวกล้องไม่เป็นก็กินข้าวกล้อง ๒ แคปซุลสักก็ได้สารอาหารที่จำเป็น ข้าว ๑ กิโลจะได้ผงข้าวกล้องที่เป็นสารอาหารชั้นดีที่สุดของข้าวประมาณ ๔ ขีด ทำได้ ๑,๕๐๐ แคปซุล คูณด้วย ๕ บาท จะได้ ๗,๕๐๐ บาท

ทำนาได้ข้าว ๑ ตัน สีแล้วจะได้ข้าวกล้อง ๗๐๐ กิโล ขูดเอาส่วนผิวที่ดีที่สุดออกได้ ๓๐๐ กิโล คูณด้วย ๗,๕๐๐ บาท จะได้ ๒,๒๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าทำนาระดับอุดมแบบอาจารย์ชนะ ทำนาในมุ้ง ๑ ปี ๑ ไร่ ได้ข้าว ๖ ตัน เอา ๖ ไปคูณ ๒,๒๕๐,๐๐๐ ได้ ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท (ทำให้ได้สักครึ่งเดียวหรือหนึ่งในสี่ก็พอมั้ง !!)

แต่ที่ผมประทับใจมากที่สุดที่วังน้ำเขียว คือ หมูดำที่เป็นนวัตกรรมการผสมพันธุ์ของครูคณิศรและคณะ ยืนพื้นด้วยหมูป่า แต่ผสมอะไรกับอะไรก็ไปถามเอาหลังไมค์จะดีกว่า สรุปว่า ผมได้ไปทานมาแล้ว อร่อยมากๆ อร่อยกว่าหมูคูโรบูตะ (ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า หมูดำ) ที่เขาโฆษณากัน เนื้อแน่น แม้ติดมันติดหนังไปย่างนี่สุดยอดจริงๆ ทำสเต็คก็ได้ อาหารไทยก็ดี ไม่ว่าจะผัดเผ็ด หรือเมนูใดๆ

แผนพัฒนาท่องเที่ยวเกษตรสร้างสุขกำลังจะมีรูปแบบชัดเจนที่บ้านสุขสมบูรณ์ รถบัส รถยนต์ทุกคันที่ไปผาเก็บตะวัน ไปเที่ยวฟาร์มเห็ดวังน้ำเขียวต้องผ่านหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ แวะชิมอาหารและซื้อผลิตภัณฑ์ชาวบ้านได้ เริ่มจากเดือนตุลา ปลายฝนต้นหนาวนนี้

เสรี พพ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๑

สยามรัฐรายวัน 5 กันยายน 2561

คำว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” มีมานานแล้ว เมื่อประมาณ 35 ปีก่อน ผมได้ใช้คำว่า “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” และไม่นานหลังจากนั้นได้ใช้คำว่า “ถอดรหัสภูมิปัญญา” ในข้อเขียนเวียนกันอ่านระหว่างคนทำงานพัฒนาชนบท และบางชิ้นตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ และจุลสารไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

            ต่อมาไม่นานคุณอาทร เตะธาดา สำนักพิมพ์เทียนวรรณได้รวมเล่มพิมพ์เป็นหนังสือที่ผมได้ตั้งชื่อว่า “คืนสู่รากเหง้า – ทางเลือกและทัศนะวิจารณ์ว่าด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน” (2529) โดยได้เพิ่มบทสัมภาษณ์ที่คุณคมสัน หุตะแพทย์ ได้สัมภาษณ์ผมในภาคผนวกชื่อว่า “เชิงอรรถว่าด้วยภูมิปัญญา”

            ขณะที่สอนที่ธรรมศาสตร์ ได้ออกไปทำงานพัฒนาชนบทด้วย ได้เรียนรู้วิถีชุมชน ทำอยู่ไม่กี่ปีก็ได้สรุปบทเรียนร่วมกับผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชนในขณะนั้นว่า การที่เราทำงานช่วยชาวบ้านด้วยโครงการต่างๆ ล้มเหลวเป็นเพราะจริงๆ แล้ว เราไม่ได้เข้าใจชาวบ้าน ไม่ได้เข้าใจชุมชน จึงคิดแทนเขา ตัดสินใจแทนเขา ไปบอกให้เขาทำโน่นทำนี่ ซึ่งชาวบ้านก็ทำ เพราะมีงบประมาณให้

            จากนั้นจึงปรับวิธีคิดวิธีทำงานกับชาวบ้าน โดยหันไปศึกษาวัฒนธรรมชุมชน เพื่อจะได้เรียนรู้ว่า ทำไมชาวบ้านในอดีตจึงอยู่รอดมาได้ นั่นคือที่มาของการค้นพบ “ภูมิปัญญาชาวบ้าน”

            ผมได้รู้จักกับผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เมื่อประมาณปี 2524 ตอนที่เขากำลังพบวิกฤติ เป็นหนี้และกำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเอง หลายปีต่อมาเขาอธิบายให้ผู้คนฟังว่า “เมื่อเดินไปถึงทางตัน ผมก็หันหลังกลับ” ซึ่งก็คือ “การคืนสู่รากเหง้า” ซึ่งไม่ได้หมายถึงคืนสู่อดีต แต่ไปค้นหาคุณค่าของวิถีแห่งอดีตและนำมาฟื้นฟูให้อยู่รอดได้ในปัจจุบัน นั่นคือวิถีแห่งวนเกษตรที่เขาได้พัฒนาขึ้นมา

            เมื่อประมาณปี 2526 ได้ยินว่ามีหมอหนุ่มคนหนึ่งเอาหมอลำผีฟ้าไปรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งที่โคราช ผมไปสัมภาษณ์คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และชวนหมอที่คิดอะไรไม่เหมือนใครคนนี้มาร่วมขบวนการทำงานพัฒนา “บนฐานภูมิปัญญาชาวบ้าน” ร่วมกันไปศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ถอดรหัสและพัฒนา

            ที่ผมสนใจหมอลำผีฟ้าเพราะก่อนหน้านั้นได้ไปขอวิชาจากคุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ผู้วิจัยเรื่องผีปอบอย่างน่าสนใจ ทำให้ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า ชาวบ้านไม่ได้สนใจเอาหลักวิทยาศาสตร์มาอธิบายว่าผีมีจริงหรือไม่ พิสูจน์ได้หรือเปล่า เพราะวิธีวิทยาทางวิทยาศาสตร์กับวิถีชุมชนนั้นแตกต่างกัน คนละ “กระบวนทัศน์”

ชาวบ้านเชื่อเรื่องผี “เพราะผีมีความหมาย” สำหรับพวกเขา เมื่อมีความหมายก็มีจริง เช่นเดียวกับสิ่งที่เราเรียกว่า “ตำนาน” กับ “ประวัติศาสตร์” ซึ่งสำหรับชาวบ้าน ตำนานคือประวัติศาสตร์ โดยไม่ต้องไปหาหลักฐานวิชาการอะไรเลย (ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์เคยบอกว่า ประวัติศาสตร์คือสิ่งที่คนเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง)

บทความเริ่อง “หมอน้อย : สัญลักษณ์การต่อต้านการครอบงำ” ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อปี 2528 ทำให้ผมได้รับเชิญไปร่วมอภิปรายที่หอประชุมโรงพยาบาลรามาร่วมกับคุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ คุณหมอสันต์ หัตถีรัตน์ โดยทั้งสามคนมองปรากฎการณ์หมอน้อยในเชิงบวกและวิพากษ์ระบบสาธารณสุขไทย ขณะที่ผู้ได้รับเชิญที่เห็นต่างไม่ได้ไปร่วมอภิปราย

คุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และผู้หญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ทำให้ผมพบว่า เพื่อจะเข้าใจ “ชาวบ้าน” จำเป็นต้อง “ถอดรหัส” โดยไปยืนอยู่จุดเดียวกับพวกเขาเพื่อจะได้มองเห็นความหมายของโลกและชีวิต ไม่ใช่เอาวีธีคิดของเราไปวัด ไปตัดสิน ไปยัดเยียดให้พวกเขา

หลายปีต่อมา ผมได้รู้จักกับ ดร.สุนทร บุญญาธิการ ศาสตราจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชื่นชมในงานของท่านที่ไปศึกษาปริญญาโทและเอกที่อเมริกาและสอนที่นั่นเกือบ 20 ปี ก่อนจะกลับเมืองไทย ท่าน “ถอดรหัส” บ้านเรือนไทยให้ฝรั่งเข้าใจว่า ทำไมคนไทยจึงสร้างบ้านแบบนั้น โดยให้รายละเอียดถึงบริททางภูมิสังคม รวมไปถึงโลกทัศน์ชีวทัศน์ของคนไทย

ภูมิปัญญา คือ มรดกทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของสังคม แต่เราจะไม่เข้าใจคุณค่าที่แท้จริงถ้าหากไม่มีการถอดรหัส ซึ่งก็คือกระบวนการ “ตีความ” เพื่อเข้าถึงความหมายเชิงลึก ไม่หยุดอยู่แค่พื้นผิว สิ่งที่ปรากฎภายนอก ตีความแบบแยกส่วน ไม่เชื่อมโยงให้รอบด้านทุกมิติ

การถอดรหัสที่ถูกต้อง จะทำให้ความหมายและคุณค่าของภูมิปัญญาปรากฎ ไม่เช่นนั้นก็จะมีการสรุปแบบผิวเผิน รวบรัด และบิดเบื่อนคุณค่าและความหมาย นำไปสู่การใช้ประโยชน์ที่อาจทำให้สูญเสียคุณค่าและความหมายดั้งเดิมไป

อย่างการนำเอาภูมิปัญญามา “เด็ดยอด” แทนที่จะ “ต่อยอด” อาจทำให้ได้ผลทางเศรษฐกิจ ได้โอทอปหลายดาว แต่บางอย่างก็ปล่อยให้นายทุนไทยและต่างชาตินำไปผูกขาด ดังกรณีเหล้าพื้นบ้านไทย ที่นายทุนไทยและญี่ปุ่นนำไปใช้ประโยชน์โดยเรียนรู้จากภูมิปัญญาไทย หรือสูตรเด็ดเคล็ดลับอาหารไทยที่นายทุนใหญ่จัดประกวดแข่งขันให้รางวัล แล้วเอาไปผลิตแบบอุตสาหกรรมขายในร้านสะดวกซื้อ

การถอดรหัส เกิดจากการตั้งคำถามว่า “ทำไม” จึงเกิดปรากฎการณ์นั้น ทำไมคนจึงทำสิ่งนั้น ดังที่เห็นได้ในปัจจัย 4 ที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีที่มาที่ไปอย่างลึกซึ้ง สะท้อนโลกทัศน์ชีวทัศน์ที่มีตรรกะที่แตกต่างอย่างซับซ้อนจากคนวันนี้

แก่นของภูมิปัญญาอยู่ที่วิถีชุมชนคนรากหญ้า ภูมิปัญญามีค่ามากกว่ารายได้และเศรษฐกิจ แต่ต้องถอดรหัส จึงจะเข้าถึงและสืบทอดพลังอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายใน ส่งเสริมฐานรากนี้ให้แข็งแรงเท่านั้น ประเทศชาติจึงจะพัฒนาและมั่นคง

๔ กันยายน ๒๕๖๑

แต่โบราณมา ชาวบ้านจะทำข้าวเม่าจากข้าวที่ออกรวงยังไม่สุกดี จึงได้กินข้าวเม่ากันเฉพาะปลายฝนต้นหนาว จะเป็นข้าวเม่าที่หอมและอร่อยมาก ใส่น้ำตาล งา มะพร้าวขูด เป็นของหวานของว่างชั้นยอด

วันนี้เราเห็นข้าวเม่าขายกันทั้งปี ตามตลาด ในห้างและข้างถนน เพราะชาวบ้านก็มีพัฒนาการ มีการปรับประยุกต์ อย่างข้าวเม่าที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยมากและโด่งดังจากบ้านพุปลาไหล ตำบลสุขเกษม อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ร้อยตรีศรีวุธ ครองสุข ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยชีวิตไปทำรายงานในวิชาภูมิปัญญา

ชาวบ้านที่นี่ทำกันเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน บางครอบครัวทำวันละกว่า ๒๐๐ กิโล ขายเองที่ตลาดเพียง ๕๐-๖๐ กิโล ที่เหลือมีพ่อค้าแม่ค้ามาซื้อไปคนละ ๔๐-๕๐ กิโล มีการจัดส่งไปตามอำเภอต่างๆ ฝากรถตู้ส่งไปให้ลูกหลานขายถึงในกรุงเทพฯ ข้าวเม่าแห้งกิโลละ ๑๒๐ ข้าวเม่าคลุก ๘๐ บาท

สาเหตุที่ข้าวเม่าพุปลาไหลอร่อยน่าจะมีหลายปัจจัย รวมไปถึงสูตรเด็ดเคล็ดลับที่ค้นพบพัฒนาขึ้นมาเอง นี่คือเอกลักษณ์ของภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น บางอย่างอาจบอกกันได้ บางอย่างบอกไม่ได้

แต่เดิมชาวบ้านพุปลาไหลทำข้าวเม่าจากข้าวในนาที่สุกปลายรวงเหลือง นำมานวดให้ได้แต่เม็ดข้าวเหลืองๆ นึ่งให้เกือบสุก นำมาคั่วในกะทะประมาณ ๕-๑๐ นาที นำไปตำในครกกระเดื่อง แล้วฝัดเอาแกลบเอารำออก จะเหลือเมล็ดข้าวเหนียวนุ่มแบนๆ นำไปทำข้าวเม่าคลุกต่อไป

ที่จริงการทำแบบโบราณก็มีเสน่ห์ เพียงแต่หาครกกระเดื่องยากมากแล้ว และผู้คนก็มักจะรู้สึกว่าโบราณและเหนื่อย ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการท่องเที่ยวชุมชน ลองไปพิจารณาดูนะครับ

วันนี้ชาวบ้านพุปลาไหลทำข้าวเม่าทั้งปีด้วยข้าวเหนียวที่ซื้อจากจากอำเภอบ้านเข้ากับหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เพราะเป็นข้าวที่หอม ไม่แข็ง เก็บไว้ได้นาน นำมาล้างน้ำสะอาด แช่ไว้จนข้าวอิ่มน้ำ เอามาผึ่งตากลมให้แห้ง แล้วนำไปคั่วในกะทะประมาณ ๕-๑๐ นาที นำมาใส่กระสอบปุ๋ยอบไว้ ๒๐ นาที เพื่อให้ข้าวระอุสุกทั่วกัน นำไปสีในเครื่องสีข้าวเม่า แล้วเข้าเครื่องรีดทำให้เมล็ดข้าวแบน แล้วนำไปทำข้าวเม่าคลุกต่อไป

ถ้าส่งไปขายไกลๆ ชาวบ้านมักจะส่งเป็นข้าวเม่าแห้งเพราะจะเก็บไว้ได้นาน หรืออย่างมากก็ใส่น้ำเตยหอมพอให้นุ่มๆ และมีกลิ่นหอม ผสมน้ำตาลกับงา แล้วแพ็คส่งไปไกลๆ ก็ได้ ถ้าจะขายในตลาดหรือหน้าบ้านก็คลุกน้ำมะพร้าวจะยิ่งหวานมันพร้อมมะพร้าวขูดที่ไม่แก่เกินไป พอดีกรุบๆ จะอร่อยมาก (ผมเคยเอาไปฝากเพื่อน ปรากฎว่าเมียเพื่อนกินคนเดียวหมดทั้งกิโล น่าจะเรียกว่าข้าวเม่าลืมผัว)

อุปกรณ์ทำข้าวเม่ามีเครื่องสีข้าวเม่า เครื่องรีดข้าวเม่า (บางแห่งใช้เครื่องทุบข้าว) เครื่องขูดมะพร้าว เครื่องคั้นน้ำกะทิ กะทะและเตา ถ้ามีทุนน้อยก็รวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน รวมกันซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบ แยกกันทำ แยกกันขาย หรือถ้ามีคนสั่งจำนวนมากก็รวมกันขายได้

รายละเอียดเป็นอย่างไรควรไปขอความรู้จากชาวบ้านที่เขาทำมาก่อน เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชนน่าจะส่งเสริมและช่วยได้ เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่อยากให้ชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชน

เดี๋ยวนี้มีข้าวเม่าขายกันทางเน็ต ส่งถึงบ้านราคากิโลละ ๘๐-๙๐ บาท พร้อมรับประทาน ค่าส่งขึ้นอยู่กับระยะทาง ถ้าข้าวเม่าแห้งก็แพงกว่า ก็เป็นอีกทางหนึ่งให้ลูกหลานที่ไปทำงานกรุงเทพฯ มีรายได้เสริม หรือถ้าทำได้ดี ติดตลาด อาจกลายเป็นอาชีพหลักไปเลยก็ได้

อันนี้ต้องขยายการขายไปอีกหน่อย เอาข้าวเม่ากึ่งสำเร็จรูปมาขายก็ได้ มีหลายเจ้า หาได้ง่ายในอินเทอร์เน็ต รับมาขายต่อได้ เป็นของกินที่อยู่ได้หลายเดือน คุณค่าอาหารมีมากเหมือนข้าวเม่าดั้งเดิม อย่างเบต้าแคโรทีน วิตามินอี คลอโรฟีล อะมิโนกาบา สารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงสมอง บำรุงประสาท (แบบว่า กินแล้วไม่แก่ง่ายตายยาก – อยากแนะนำว่าอย่ากินข้าวเม่าทอดบ่อยนะครับเพราะน้ำมันที่ใช้ซ้ำมีสารก่อมะเร็ง)

ส่วนข้าวเม่าสำเร็จรูปเป็นของว่างและอาหารเช้าก็มีมากมายหลายรูปแบบ อย่างกลุ่มแม่บ้านที่ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิต มีศิษย์เก่าและปัจจุบันทำวิสาหกิจชุมชน สืบสานภูมิปัญญาการทำข้าวเม่าแต่โบราณ จนประยุกต์มาเป็นอีกหลายอย่าง

เช่น กระยาสารทข้าวเม่า ข้าวเม่าหมี่ ข้าวเม่าตุ ข้าวเม่าบ้าบิ่น คุกกี้ข้าวหอมมะลิ ข้าวเม่าอาหารเช้า ข้าวเม่าอาหารเช้าผสมธัญพืช ข้าวเม่าอาหารเช้าผสมผลไม้ และข้าวเม่าอาหารเข้าผสมธัญพืชและผสมผลไม้ ส่งไปขายทั่วประเทศ เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่และคนต่างชาติ ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนี้มีสมาชิก ๑๐๐ กว่าคน ผลิตภัณฑ์ได้รับรองคุณภาพจากหลายหน่วยงาน รวมทั้งได้เป็นโอทอป ๕ ดาว

ผมได้ของฝากจากกลุ่มนี้มาบ่อยครั้ง อร่อยมากครับ จึงกล้าประชาสัมพันธ์ให้ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านน้ำอ้อม ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. ๐๘๙-๘๙๘-๑๘๗๗

มีอีกหลายเจ้า อย่าง แบรนด์ “สุพิชชา” ที่ทำซีเรียลอาหารเช้าจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ วิสาหกิจชุมชนบ้านท่าทอง จังหวัดพิษณุโลก ที่อ้างว่าเพิ่มมูลค่าให้ข้าวถึง ๕๐-๖๐ เท่า ลองคูณดูว่า ข้าวกิโลละ ๖๐-๗๐ บาทได้เท่าไร

ทำข้าวเม่าให้ดี มีรายได้มั่นคงแน่ ที่บ้านพุปลาไหล หลายครอบครัวที่ช่วยกันทำงาน มีรายได้ต่อเดือนหักรายจ่ายแล้วกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้ครอบครัวก็อยู่รวมกันได้ ไม่ต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง เพื่อไปหาเงินมาใช้หนี้อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ตามหมู่บ้าน

ผมชวนฝันหลายอย่างเกี่ยวกับข้าว เพราะข้าวคือชีวิต วันนี้โลกเปลี่ยน ถ้าพี่น้องชาวนาจะอยู่รอด คงทำนาให้ได้ข้าวไร่ละ ๓๐๐-๔๐๐ กิโลกแบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว มรดกจากบรรพบุรุษไม่ได้มีแต่ “นา” เท่านั้น แต่มีภูมิปัญญาในการแปรรูปรูปข้าวที่เราต้องเอามา ”ต่อยอด” ด้วยความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้ตอบสนองความต้องการของคนยุคใหม่

วันนี้ผู้คนโหยหาธรรมชาติ อยากไปสัมผัสกับทุ่งนา ป่า เขา กินข้าวเม่า เหล้าพื้นบ้าน อาหารจากท้องนา สูตรคุณย่า แก่งป่าคุณยาย ปัจจัย ๔ ของดีๆ กำลังกลับมา คนที่ทำได้ดีที่สุด คือ พี่น้องชาวบ้านเราเอง อย่านิ่งดูดายให้นายทุนมา “ทำนาบนหลังเรา” นะครับ

เสรี พพ ๑ กันยายน ๒๕๖๑