phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒

          เข้าพรรษา ๙๐ วัน ออมเงินวันละ ๑ บาทได้ ๙๐ บาท ถ้าออม ๑ ล้านคนก็จะได้ ๙๐ ล้านบาท ถ้าออมวันละ ๑๐ บาท ๑ ล้านคนจะได้ ๙๐๐ ล้านบาท ถ้าออม ๒ ล้านคน จะได้ ๑,๘๐๐ ล้านบาท

          ไม่ใช่ความฝันที่เลื่อนลอย เพราะมีหลายประเทศทำเช่นนี้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ใช่ในเทศกาลเข้าพรรษา แต่เทศกาล “มหาพรต” หรือ “Lent” ๔๐ วันก่อนวันปาสกา หรือ Easter วันที่ชาวคริสต์เชื่อว่าพระเยซูทรงกลับคืนชีพ

            เมื่อก่อนนี้ ชาวคริสต์ โดยเฉพาะชาวคาทอลิกจะอดอาหารบางมื้อและบางวันในเทศกาลนี้เพื่อรำลึกถึงพระทรมานของพระเยซู เพื่อ “ทำบุญ” พลีความอยากอาหารเพื่อเป็นกุศลแก่ตนและคนอื่น

            มีบาทหลวงชาวเยอรมันท่านหนึ่งเสนอว่า ทำไมเราไม่ออมเงินที่ได้จากการอดต่างๆ แล้วนำมารวมกันเพื่อไปช่วยเหลือคนยากคนจน คนขาดโอกาสในประเทศของเราและประเทศอื่นๆ เช่น ถ้าออมทุกวันๆ ละ ๑๐ บาท จบเทศกาล ๔๐ วันก็จะได้ ๔๐๐ บาท ถ้าคาทอลิกทั้งประเทศ สมมุตว่าประมาณ ๑๐ ล้านคนที่ร่วมกันออม ก็จะได้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท

            ศาสนจักรคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ในเยอรมนีเห็นด้วย เริ่มจัดระบบ ตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยตรง ทำการรณรงค์อย่างจริงจัง เพื่อให้คนอดและออมเงินระหว่างเทศกาลมหาพรต ซึ่งจะได้บุญสำหรับตนเอง และได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย

            การออมไม่ใช่เพียงแต่หยอดเงินลงกระปุกวันละ ๑๐ บาท แต่ถ้าตั้งใจว่าจะงดดื่มเบียร์ ดื่มไวน์หรือเหล้าตลอดเทศกาลนี้ เงินที่ได้จากการอดเครื่องดื่มเหล่านี้ก็นำไปหยอดกระปุกด้วย บางคนไม่ทานอาหารเย็นวันศุกร์ ก็จะนำเงินที่ควรจ่ายเป็นค่าอาหารไปหยอดกระปุก บางคนเคยไปดูหนังสัปดาห์ละครั้ง ก็ไม่ไปดูตลอดเทศกาล ก็นำเงินค่าตั๋วหนังไปหยอดกระปุก

            ประเทศเยอรมนีเริ่มโครงการนี้ จากนั้นประเทศอื่นๆ ก็ทำด้วยจนกระทั่งเข้าใจวันทำกันทั่วโลกในประเทศที่มีชาวคริสต์อยู่ โดยเฉพาะศาสนจักรคาทอลิก รวมทั้งประเทศไทย แม้ว่าจะมีคาทอลิกอยู่เพียงประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน และโปรเตสแตนท์ก็มีมากกว่าเล็กน้อย

            การรณรงค์ระหว่างเทศกาลมหาพรตทุกปีจะมีการเลือกหัวข้อหนึ่งเพื่อเป็นการเรียนรู้ร่วมกันทั้งประเทศ เช่น เมื่อปี ๒๕๓๔ ประเทศเยอรมนีได้เลือกหัวข้อ “หญิงไทย” เพื่อการเรียนรู้และรณรงค์ระหว่างเทศกาลมหาพรต เพื่อปรับทัศนคติของคนเยอรมันต่อสตรีไทย ที่มีภาพพจน์ไม่ดี เพราะมีจำนวนมากที่ไปทำงานบริการทางเพศ

            องค์กรที่รับผิดชอบเรื่องนี่จะส่งข้อมูล เอกสาร กล่องหยอดเงินออม และสื่อต่างๆ ไปยังวัดโบสถ์ โรงเรียน ชุมชนคาทอลิกทั่วประเทศเพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ว่า ผู้หญิงไทยมีบทบาทอะไรจริงๆ ในสังคมไทย และได้ขอให้ผมจัดกลุ่มนักดนตรีและนักฟ้อนรำไปร่วมงานรณรงค์

            ทุกปี ศาสนจักรเยอรมันจะรวบรวมเงินออมเงินบริจาคระหว่างเทศกาลมหาพรตได้ประมาณสามสี่พันล้านบาท รัฐบาลเยอรมันจะสมทบให้อีกเท่าตัว องค์กรนี้ก็จะนำเงินไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ผ่านหน่วยงานเอกชนต่างๆ ร่วมทั้งในประเทศไทยตั้งแต่ ๕๐ ปีมาแล้ว และมาลดลงและเลิกไปเมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยกำลังกลายเป็น “เสือตัวใหม่” เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

            เมื่อประมาณปี ๒๕๒๓-๒๕๒๔ ผมได้ประสานผู้นำศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม เพื่อมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องบทบาทของศาสนากับการพัฒนา และได้นำเสนอประสบการณ์การรณรงค์และการออมระหว่างเทศกาลมหาพรต มีพระภิกษุหลฃายรูปที่ได้นำไปประยุกต์ใช้ในวัดของท่านระหว่างเข้าพรรษา

            ที่จำได้ดี คือ พระครูสาครสังวรกิจ เจ้าอาวาสวัดยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ท่านแจกกระบอกไม้ไผ่วันเข้าพรรษา ญาติโยมนำไปหยอดกระบอกวันละกี่บาทก็ได้ วันอออพรรษาก็นำกระบอกมาร่วมทอดกระฐินสามัคคีที่วัด มีการผ่ากระบอก นับเงินได้เป็นแสน สมัยนั้นนับว่าไม่น้อย

                ท่านบอกว่าไม่ได้ทำเป็นระบบแบบฝรั่ง เพียงแต่แจกกระบอกไม้ไผ่แล้วแนะนำให้ญาติโยมออมเท่าที่อยากออม เพื่อนำเงินมาร่วมทำบุญ ท่านบอกว่าอยากแนะนำให้ชาวบ้านงดเหล้า งดซื้อหวย งดอาหารเครื่องดื่มที่ไม่จำเป็น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

            แต่ก็มีพระภิกษุอีกหลายรูปที่เข้าร่วมโครงการเสวนาระหว่างศาสนาเพื่อการพัฒนาที่ได้นำโครงการนี้ไปประยุกต์ในวัดของท่านที่เชียงใหม่ ที่นครราชสีมา ที่บุรีรัมย์ ที่สุรินทร์ เป็นต้น

            อาจารย์เคลื่อน นาลาด ที่บุรีรัมย์ได้ช่วยเจ้าอาวาสบ้านบัว ซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดด้วยทำดครงการนี้ ตอนแรกๆ ชาวบ้านก็แย้งว่า คงทำไม่ได้เพราะชาวบ้านไม่มีเงิน อาจารย์เคลื่อนจึงไปหาข้อมูลและนำมาเสนอต่อที่ประชุมอีกทีว่า ร้านเหล้าเขาบอกว่า ขายได้เดือนหนึ่งกว่า ๕๐.๐๐๐ บาท คนขายหวยบอกว่าเดือนหนึ่งขายหวยได้กว่า ๓-๔ หมื่นบาท

อาจารย์เคลื่อนบอกว่า ไม่ต้องเลิกเหล้าเลิกหวยก็ได้ ให้เจียดสัก ๑๐ เปอร์เซนต์มาออมระหว่างเข้าพรรษาจะได้ไหม บ้านเราจะได้มีกฐินมาร่วมกันทำบุญเมื่อออกพรรษา โครงการสำเร็จ ได้เงินกฐินเป็นแสนเหมือนกัน

เข้าพรรษาเวลาเพื่อการคิดคำนึงถึงชีวิตของเราและของผู้อื่น ทำเพื่อตนเองและผู้อื่นได้ในเวลาเดียวกันก็เป็นบุญเป็นกุศล

Fb Seri Phongphit

ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ทำได้ ๓ วิธี คือ ๑) กินยาหาหมอ ๒) เข้าคอร์สเข้ายิม ๓) คิดเองทำเอง

วิธีที่ ๑ มีรายละเอียดว่า กินยา กินอาหารเสริม กินน้ำชากาแฟที่เขาโฆษณาขายกันออนไลน์หรือขายตรงและเสี่ยงตายเอาเอง เพราะส่วนใหญ่โฆษณาเกินจริงและไม่มี อย. หรือว่าจะหาหมอ หมอก็อาจให้ยา หรือผ่าตัดไส้ที่ยาวๆ ออก ผ่าตัดเอาไขมันหน้าท้องออก แล้วบอกว่าให้ลดอาหาร ออกกำลังกาย (ถ้าคุณทำเองได้ คุณคงไม่ไปหาหมอเนาะ)

วิธีที่ ๒ ถ้ามีเงินก็ไปหาเทรนเนอร์กล้ามใหญ่ใจดีเป็นพี่เลี้ยงในยิม ในคอร์สราคาแพงกว่ารายได้หลายคนทั้งปี เขาจะสอนให้คุณออกกำลังกายที่ถูกวิธี แล้วบอกว่าให้กินอะไรได้บ้าง ถ้าคุณเชื่อเขา (แบบไม่ลืมหูลืมตา) คุณก็ทำตามเขา เพราะได้แรงบันดาลใจจาก “ครู” แต่ถามว่า คุณลดได้แล้ว มันจะโยโย้ไหม และคุณต้องไปพึ่ง “ครู” อีกนานเท่าไร

วิธีที่ ๓ วิธีนี้เริ่มที่ “ใจ” เมื่อมีความตั้งใจ ก็วางเป้าหมายว่า จะลดให้ได้กี่กิโล แล้วหาข้อมูล หาความรู้ว่าจะมีวิธีการอย่างไรจึงจะลดได้ตามเป้าหมายนั้น (ด้วยตนเอง) สรุปว่า ใช้ ใจ-สมอง-สองมือ (heart-head-hand) มีวิธีสำคัญอยู่เพียง ๒ อย่าง (ที่ทุกคนรู้แต่ไม่ทำ) คือ อาหารและการออกกำลังกาย

ผมไม่เคยทำสองวิธีแรก (กินหายาหมอ เข้าคอร์ส) ได้เลือกทำวิธีที่สาม ลดได้ ๑๐ กิโลใน ๑๐ สัปดาห์ โดยเริ่มต้นจากการใช้วิธีการของหมอแอดกิ้นส์ ที่ให้ลดแป้ง น้ำตาล คือ ไม่กินข้าว ไม่กินแป้งและน้ำตาล ของหวานทุกชนิดในระยะแรกๆ สักประมาณ ๑ สัปดาห์ แล้วเริ่มทานข้าว (กล้อง) ได้บ้าง โดยการเลือกกินอาหารทั่วไปได้หมด วิธีของหมอคนนี้ไม่กลัวไขมัน ไม่กลัวปริมาณอาหาร กลัวแป้งกับน้ำตาลมากที่สุด

ผมทานอาหารพอประมาณ ทานผักมาก น้ำพริก ส้มตำ ไก่ย่าง แกงเลียง เกาเหลา (ไปเมืองเหนือก็แกงโฮะ แกงแค น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง ผักมากๆ โดยไม่มีข้าว) อาหารหลากหลายไม่ซ้ำ ทานให้อร่อย ไม่ต้องอด ทานได้หมด ทานให้อิ่ม ไม่ให้หิว ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ปัสสาวะมากก็ลดน้ำหนักได้ดี

ความจริง ในอาหารทุกชนิดก็มีคาร์โบไฮเดรต มีแป้ง แต่มีปริมาณน้อย กินแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้ขาดอาหาร ๕ หมู่ เพียงแต่ลดปริมาณบางหมู่เท่านั้น และก็ไม่ได้ให้เลิกกินข้าวไปตลอดชีวิตนะครับ กินได้หลังจากเริ่มลดน้ำหนักได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ควรกินแต่ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ในปริมาณพอควร

ลดน้ำหนักให้ดี มีข้อห้าม (คะลำ-ก๋ำกิ๋น) สำคัญ คือ อาหารพวกแป้งและน้ำตาลทั้งหมดต้องลดเลิกให้ได้อย่างเคร่งครัด อย่า “ศรีธนญชัย” ไปกินก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ สปาแก็ตตี้ หรือขนมที่ทำด้วยแป้งทุกชนิด (อ้างว่าไม่ใช่ข้าว) อาหารไทยขนมไทยเรามีร้อยแปดที่ไม่มีแป้งหรือมีน้อย เลือกได้ ถ้าไม่มีข้ออ้างเข้าข้างตัวเอง

ที่สำคัญ คือ ผลไม้และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ผลไม้ต้องเลือกกินที่ไม่หวานมากอย่างฝรั่ง แตงโม สับปะรด ชมพู่ สาลี่ แก้วมังกร เป็นต้น (หาข้อมูลในเน็ตได้ง่าย) ส่วนเครื่องดื่มนี่ สำหรับหลายคนเป็นการลงโทษที่ทำใจยาก เพราะติดน้ำอัดลม ติดกาแฟเย็น ชาเย็น สมูตี้ และอื่นๆ ที่ล้วนแต่เติมน้ำตาลให้หวานเจี๊ยบ เพิ่มน้ำหนักได้ดีที่สุด

น้ำอัดลมขวดเล็กมีน้ำตาล ๑๒ ช้อนชา แพทย์แนะนำว่าให้กินน้ำตาลจากอาหารเครื่องดื่มทุกชนิดได้วันละไม่เกิน ๗ ช้อนชา น้ำอัดลมขวดเดียวก็เกินไปเท่าตัวแล้ว ไม่อ้วนจะเอาเท่าไร

ผลไม้หวานและมีแป้งมากที่ควรงดช่วงแรกๆ และทานให้น้อยในตอนหลัง คือ มะม่วง กล้วย น้อยหน่า ขนุน ละมุด ทุเรียน เงาะ ลำไย และอื่นๆ

เกือบลืมว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ เพิ่มน้ำหนักได้ไม่น้อยเช่นเดียวกัน ตอนเริ่มลดน้ำหนักควรเลิกดื่ม ถ้าหากลดน้ำหนักได้แล้ว และสามารถควบคุมปริมาณการดื่มได้ก็ดื่มได้ในปริมาณที่พอเหมาะ (คนกินเหล้าบางคนไม่อ้วน เพราะกินแต่เหล้า หรือกินกับแกล้มโดยไม่มีข้าว แต่ถ้ากินกับแกล้มแบบที่มีแป้งอย่างพวกถั่วก็จะน้ำหนักเพิ่มได้เหมือนกัน)

การลดน้ำหนักสำคัญที่สุดอยู่ที่อาหาร ถ้าจัดการเรื่องการกินการดื่มได้ ลดได้อย่างแน่นอน ขอให้มีวินัยและมุ่งมั่นเท่านั้น กินอย่างมีสติ You are what you eat คุณกินอะไรก็จะได้อันนั้น กินแป้งกินน้ำตาลมากก็จะได้น้ำหนัก ความอ้วน

จัดการเรื่องอาหารแล้วก็ออกกำลังกาย หลายคนส่ายหน้า บอกว่าวิ่งไม่ไหว เหนื่อย ก็บอกแล้วว่า อยู่ที่ “ใจ” ถ้าสู้ ถ้ามีเป้าหมายว่าจะลดน้ำหนักจริง ต้องทำได้ครับ และเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะกับเรา อยู่ที่น้ำหนักมากน้อย อายุ

วิธีที่ง่ายที่สุด คือ เดิน เดินวันละ๑-๒ กิโลก่อน สัก ๒๐-๓๐ นาที เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนได้วันละ ๔๕ นาทีถึง ๑ ชั่วโมง เริ่มจากเดินธรรมดาไปจนถึงเดินเร็วเหมือนคนผิดนัด จะเดินได้วันละประมาณ ๖-๗ ก.ม. อาทิตย์ละ ๕-๖ วัน หรือวันเว้นวัน หรือสามวันหยุดหนึ่งวัน แล้วแต่สะดวกหรือสภาพร่างกาย

เดินอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้าอายุยังไม่มากก็อาจจะเดินสลับวิ่งไประยะหนึ่ง จนวิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นวิ่งอย่างเดียวก็ยิ่งดี แล้วท่านจะรู้ว่า จากการเลิก “ติดการกิน” มา “ติดการวิ่ง” “ติดการเดิน” “ติดการออกกำลังกาย” นั้นเป็นการติดที่น่าอภิรมย์เพียงใด เพราะท่านจะได้ประโยชน์อย่างไม่เคยคิดมาก่อน น้ำหนักลดแล้ว สุขภาพดี แข็งแรง สดชื่น หายใจเต็มปอด ไม่เหนื่อยง่าย เตะปิ๊บได้ไกลเป็นสิบเมตร ที่สำคัญ ไม่ต้องกินยาหาหมอ เพราะไม่ป่วยเป็นอะไรอีก

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกาย “ฟิตแอนด์เฟิร์ม” ช่วยระบบการเผาผลาญพลังงานให้มีประสิทธิภาพไม่เพียงแต่ระหว่างการออกกำลังกาย แต่ทั้งวัน ทั้งตอนตื่นและตอนหลับ ระบบจะทำงานได้ดี น้ำหนักจะลดลงไม่ใช่หลังการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ทั้งวัน

การออกกำลังกายที่ไม่ต้องลงทุนมากมีหลายอย่าง นอกจากเดิน วิ่ง แล้วก็ปั่นจักรยาน ทั้งวิ่งจริงหรืออยู่กับที่ การใช้เครื่องมือออกกำลังกายแบบที่มีในโรงยิมหรือกลางแจ้งที่อบต. เทศบาล เขาติดตั้งกันไปทั่ว หรือง่ายกว่านั้น เวลาเดินทางไปต่างถิ่น ก็ใช้วิธีแกว่งแขน อยู่บ้านฝนตกออกไปเดินไปวิ่งไม่ได้ก็แกว่งแขนหน้าจอทีวี ดูรายการต่างๆ ไปพร้อม ไม่เบื่อ แกว่งสักครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงก็ได้ เวลาผ่านไปเร็วถ้าได้ยืนดูทีวีไปด้วย

การแพทย์บอกว่า การแกว่งแขนมีผลดีต่อกล้ามเนื้อแขนขา และส่วนต่างๆ ของร่ายกาย และระบบหายใจ ปอด หัวใจ เกือบเท่ากับการวิ่งการเดิน ใครมีโอกาสไปว่ายน้ำได้ก็ยิ่งดี เป็นวิธีการออกกำลังกายที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง

ผมเขียนจากประสบการณ์ที่ได้ทำมาเอง ตอนที่เริ่มลดน้ำหนักอายุก็ ๕๐ กว่าแล้ว ถ้าเริ่มจากอายุไม่มากจะง่ายกว่ามาก แต่ไม่ว่าอายุเทาไรก็ลดได้ถ้าใจสู้ ผมสูง ๑.๖๙ จากน้ำหนัก ๗๕ ผมลดน้ำหนักเหลือ ๖๕ กิโล ทุกวันนี้ก็อยู่ที่ ๖๕-๖๖ กินอิ่ม นอนหลับดี สุขภาพดี ไม่เคยป่วยมา ๒๐ ปีแล้วหวัดก็แทบไม่เคยเป็น จนลืมไปว่าเป็นหวัดครั้งสุดท้ายเมื่อไร

บางครั้งเดินทางไปต่างจังหวัด ได้รับประทานอาหารอร่อยๆ อาหารพื้นเมืองที่หาทานยาก ผมก็ทานเต็มที่ รวมทั้งเป็นนักชิมข้าวหลาม ข้าวเม่า หรืออะไรที่ทำด้วยเผือกจะวิ่งเข้าใส่ เพราะชอบมาแต่ไหนแต่ไร กลับบ้านทีไรน้ำหนักขึ้นทุกที แต่ก็บอกตัวเองว่า "ขึ้นได้ก็ลงได้" เพราะรู้วิธีลดน้ำหนักแล้ว ขึ้นไปเมื่อไรก็เอาลงได้ไม่ยาก

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่อยากลดน้ำหนัก ว่าท่านทำได้อย่างแน่นอน ขอให้ตั้งใจจริง และอยากสุขภาพดี ขอให้ทำให้ถูกวิธี ใช้ข้อมูลความรู้เข้าช่วย ออกกำลังกายอาจจะเหนื่อยบ้างในตอนแรกๆ แต่คุ้มมากครับ เพราะถ้าสุขภาพไม่ดี ชีวิตไม่มีความสุข คนใกล้ตัวเราก็ลำบาก ไม่ว่าพ่อแม่พี่น้อง สามีหรือภรรยาและลูกๆ ก็พลอยลำบากกันไปหมด เสียเงิน เสียทอง เสียเวลาทำมาหากิน

เลือกวิธีที่ ๓ จะลดน้ำหนักและสุขภาพดีอย่างมั่นคงและยั่งยืนแน่นอน
น้ำหนักลดได้ สุขภาพดีสร้างได้
สู้ๆ นะครับ

 

ภาพผนวก :

๑.คนอเมริกันเป็นโรคอ้วน ๑ ใน ๓ น้ำหนักเกิน ๒ ใน ๓ ของประชากร คนไทยก็กำลังไล่ตามอเมริกัน เพราะใช้ชีวิตในสังคมบ้าบริโภคอเมริกันสไตล์แบบเดียวกัน

น้ำหนักเกิน อ้วน ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อ (NCDs Non Communicable Diseases) อย่างเบาวหวาน หัวใจ ข้อเข่าเสื่อม มะเร็ง หลอดเลือดสมองตีบตัน (อัมฤษกษ์อัมพาต) โรคไต โรคตับ และอื่นๆ

๒.วิธีคำนวณน้ำหนักที่เหมาะสมโดยการดูดัชนีมวลกาย (BMI Body Mass Index) เอาส่วนสูง X ส่วนสูง (เช่น สูง 1.60 x 1.60 = 2.56 นำไปหารน้ำหนัก เช่น หนัก 70 หารด้วย 2.56 = 27.34

การแพทย์ถือว่า มวลกายที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 18-25 ถ้าอยู่ระหว่าง 26-30 ถือว่าน้ำหนักเกิน ถ้า 30 ขึ้นไปถือว่าเป็นโรคอ้วน ต่ำกว่า 18 ถือว่าผอมเกินไป ควรเพิ่มน้ำหนัก

บางสำนักบอกว่า ดัชนี 23-25 ถือว่าน้ำหนักเกินแล้ว แต่อย่าซีเรียสครับ คิดเอาง่ายๆอย่างที่ผมยกมาที่คำนวณกันมานานแล้วดีกว่า ผมว่าคนที่บอกว่า 23-25 ก็อ้วนแล้ว อาจเป็นเจ้าของอาหารเสริมลดความอ้วน หรือเจ้าของฟิตเนสเพื่อให้คนไปเข้าคอร์สเยอะๆ หรือเปล่า โดยเฉพาะบรรดาไฮโซ คนดังที่มีเงินเยอะๆ ทั้งหลาย พวกกลัวอ้วน (เหมือนสมัยก่อนคอเลสเทอรอล 250 ก็ถือว่าไม่เป็นไร ต่อมาบรรดาแพทย์อเมริกันก็ลดลงเหลือ 200 ทำให้หมอและบริษัทยาขายยาได้เงินอีกเป็นแสนๆ ล้าน)

สยามรัฐรายวัน 10 กรกฎาคม 2562

ปัญหาอาหารกลางวันเด็ก แก้ที่ปลายเหตุคงไม่มีวันจบ ครูบางคนก็คงหาโอกาสและวิธีการโกงไปได้อีก เงินกับระเบียบอย่างเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้ารัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และให้นโยบายชัดเจน ปัญหาอาหารกลางวันเด็กน่าจะแก้ได้อย่างยั่งยืน

ที่โรงเรียนประถมรักประชาราษฎร์ ครูวางเป้าหมายไว้ว่า จะให้นักเรียนมีอาหารกลางวันที่ได้จากผลงานของการเรียนของนักเรียนเองอย่างพอเพียง แต่ละชั้นจะได้รับหน้าที่ในการปลูกผักชั้นละแปลง

เด็กๆ เรียนรู้และลงมือปลูกผักที่ต่างกันแบบผสมผสาน พริก มะเขือ ถั่วผักยาว ฟัก ฟักทอง ฟักข้าว บวบ กระเพา โหระพา สะระแหน่ หอมแบ่ง ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ผักบุ้ง ผักกาดหอม และอื่นๆ ที่จำเป็นเพื่อการประกอบอาหารตามฤดูกาล รวมทั้งการเพาะเห็ด เพาะถั่วงอกอีกด้วย

 

ส่วนต้นไม้ใหญ่ก็ร่วมกันปลูกร่วมกันดูแลทั้งครูนักเรียน อย่างแค เพกา มะรุม สะเดา มะขามเปรี้ยว ตามรั้วก็ปลูกกระถิน ชะอม หวาย และมะขามปลูกถี่ๆ ตัดเตี้ยเพียง 1.50 เมตรทำเป็นรั้วและเก็บยอดทำอาหารหรือขาย (เพราะรั้วรอบโรงเรียนยาวเป็นร้อยๆ เมตร) ปลูกมะละกอและกล้วยไว้จำนวนมาก ใช้ได้ทุกส่วนของต้นกล้วย ทำน้ำหมักชีวภาพ นอกนั้น ยังนำมูลหมู ไก่ และเศษขยะมาทำแก๊สและพลังงาน

ชุมชนมีส่วนร่วมในโครงการอาหารกลางวันตั้งแต่ผอ.คนใหม่เข้ามา เขาเชิญพ่อแม่ผู้ปกครองมาประชุมเพื่อวางแผนร่วมกัน โดยครูได้ให้ข้อมูลว่า อาหารมีความสำคัญต่อเด็กนักเรียนอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะให้ลูกหลานเติบโตแข็งแรง ฉลาด ไปเรียนต่อสูงๆ ได้ มีโรคอะไรที่มากับอาหารจากตลาดที่ปนเปื้อนสารเคมี ทำให้คนเจ็บป่วยและเป็นโรคต่างๆ จนชุมชนเข้าใจและยินดีให้ความร่วมมือ

นอกจากให้เมล็ดพันธุ์และกล้าไม้ หลายคนยังให้ลูกหมู ลูกไก่ และพันธุ์ปลาอีกด้วย รวมทั้งให้คำแนะนำลูกหลานของตนเองว่าจะดูแลผักและสัตว์เลี้ยงต่างๆ อย่างไร เพราะครูบอกว่า การทำกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้อาหารกลางวันอย่างเดียว แต่ได้เงินส่วนแบ่งจากการขายและได้คะแนนด้วย

ผอ.ให้นโยบายว่า อาหารกลางวันต้องไม่ใช่เรื่องแยกต่างหากจากการเรียนการสอน แต่ให้เป็นส่วนหนึ่งที่เด็กได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่องการเกษตร ได้ทั้งวิชาการและทักษะ รู้คุณค่าอาหารในผัก ปลา หมู ไก่ ไข่ รู้เรื่องสารเคมีในการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ซึ่งที่โรงเรียนไม่ใช้เลย นักเรียนทำเกษตรอินทรีย์

วันเสาร์อาทิตย์ ครูขอให้ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชนที่เก่งๆ พาเด็กไปเรียนรู้เรื่องต้นไม้ในป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ นำเมล็ดไม้ใหญ่อย่างยางนา พยูง ประดู่ มะค่า ตะเคียน และอื่นๆ นำมาเพาะมากล้าที่เรือนเพาะชำของโรงเรียนรวมกับกล้าไม้อื่นๆ ขายได้เท่าไรแบ่งให้นักเรียนที่เป็นผู้เพาะกล้าเอาไว้ออม

ผอ.คนนี้ไม่เชื่อเรื่อง “ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้” เพราะทุกเวลาล้วนเป็นการเรียนรู้จริงที่บูรณาการการทำโครงงานอาหารกลางวันและการมีเงินออมให้กลายเป็น “เนื้อหาสาระ” สำคัญของการเรียนรู้ไม่ว่าวิชาใดก็สามารถเรียนจากผัก พืช สัตว์ ดิน ปุ๋ย การทำอาหาร ซึ่งเด็กมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน โดยไม่ต้องจ้างคนนอก เพราะการให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำอาหารก็เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติที่ดี ให้เขาได้เรียนรู้คุณค่าและวิธีการทำให้อาหารที่ดี ที่มีประโยชน์ต่อเขามากที่สุด

ที่โรงเรียนรักประชาราษฎร์ จึงมีอาหารดี ไม่มีสารเคมีตกค้าง และมีอย่างพอเพียง ทั้งสำหรับนักเรียนและครูตลอดปี มีรายได้จากการขายผลผลิตที่เหลือจากการประกอบอาหารอีกส่วนหนึ่ง

อีกกรณีที่โรงเรียนธรรมาประชานาถ โรงเรียนขยายโอกาสที่โชคดีได้ผู้บริหารที่เข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ไม่ได้ให้ครูนักเรียนท่อง “สามห่วงสองเงื่อนไข” แต่ให้ลงมือปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ว่าทุกคนเข้าใจจริง โดยการทำ “โครงการอาหารกลางวันแบบเพอเพียง” เพื่อทุกคนในโรงเรียน

นอกจากการแบ่งหน้าที่การทำการเกษตรในลักษณะคล้ายกับที่โรงเรียนรักประชาราษฎร์ แล้ว เนื่องจากมีนักเรียนถึง ม.3 จึงเพิ่มการสร้างโรงเรือน และปลูกผักต่างๆ ที่ใช้เพื่อทำอาหาร โดยให้นักเรียนได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมการให้น้ำ ความชื้น แสงแดด โดยใช้แอปพลิเกชั่นที่ได้รับการอนุเคราะห์จากสวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโยลีแห่งชาติ)

ผู้อำนวยการโรงเรียนได้รับความร่วมมือกับชุมชนทั้งในตำบล ในอำเภอจังหวัดเป็นอย่างดีทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยการทำโครงการเสนอขอความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาโครงการนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่ออาหารกลางวัน แต่เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การทำเกษตรสมัยใหม่ บูรณาการกับวิชาการต่างๆ

เมื่อได้ผลดีก็ขยายโรงเรือนหรือผักกางมุ้งไปอีกสองโรง ทำให้ได้เรียนรู้การปลูกผักอีกหลากหลาย รวมทั้งการทำสวนครัวแนวตั้ง สวนผักในกระถาง การทำเห็ดหลายชนิด ซึ่งเน้นที่การเรียนรู้จากการปฏิบัติให้รู้จริง ทั้งวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เกษตรศาสตร์ วิชาการทำอาหารจากผลผลิตจากสวนของโรงเรียน

การเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากห้องแล็ปเล็กๆ ทำให้นักเรียนได้ค้นพบว่า ผักที่ซื้อจากตลาดนั้นปนเปื้อนสารเคมีที่อันตรายต่อสุขภาพอย่างไร มีสารเคมีอะไรบ้าง ทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง และได้ค้นพบว่า ผักแต่ละชนิดมีสารอาหารอะไรบ้าง มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร

เด็กๆ ที่โรงเรียนแห่งนี้เรียนอย่างมีความสุข ไม่เครียด ได้ทำกิจกรรมที่ไม่ได้คิดแบ่งแยก “เวลาเรียนกับเวลารู้” เป็นโรงเรียนที่ชุมชนยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุน เพราะครูเคารพภูมิปัญญาของชาวบ้าน ให้เกียรติและให้มีส่วนร่วมด้วยความจริงใจ ไม่ดูถูกชาวบ้าน

นี่คือโรงเรียนที่เข้าใจ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ถามว่า “จะพึ่งตนเองได้อย่างไร และจะมีความสุขได้อย่างไร” มีอีกหลายโรงเรียนที่ทำได้ดีกว่านี้ แต่โรงเรียนที่นักเรียนกินไม่อิ่ม เรียนไม่สนุก และไม่มีความสุขนั้นมีมากกว่ามาก

ทางอีศาน กรกฎาคม ๒๕๖๒

ปี ๒๕๖๒ นี้ เมืองไทยหายใจเป็นเรื่องกัญชา พรรคการเมืองก็ใช้หาเสียงและดูเหมือนจะได้ผลด้วย ศูนย์กลางความสนใจในนโยบายกัญชาอยู่ที่อีสาน ที่บุรีรัมย์ ที่สกลนคร

            ผมเห็นด้วยกับการรณรงค์ให้กัญชาเป็นยารักษาโรค เป็นสมุนไพร และปลดปล่อยกฎหมายให้ชาวบ้านทั่วไปเข้าถึง ใช้ประโยชน์ ไม่ให้มีการผูกขาดโดยทุน โดยรัฐ ที่มักอ้างเหตุผลร้อยแปดเหมือนดูถูกสติปัญญาและสามัญสำนึกของประชาชน แต่แท้ที่จริงคือเรื่องอำนาจและผลประโยชน์

            ประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างลาว เขามีกฎหมายให้ต้มเหล้ากินได้เสรี ถ้าจะขายก็ขออนุญาต ก็ไม่เห็นเขาเมากันทั้งบ้านทั้งเมือง หรือตายเพราะเหล้าเป็นพิษ ไทยมีกฎหมายเหล้าผูกขาด คนเมาเช้าเมาเย็น เมาแล้วยังขับขี่ มีอุบัติเหตุตายอันดับต้นๆ ของโลก คนลาวปลูกกัญชาใช้เองก็ไม่เห็นคนเมากัญชา เดินยิ้มหัวกันตามถนนหนทางอย่างที่ชอบคาดการณ์ว่าจะเกิดถ้าหากไทยมีกัญชาเสรี

            แต่ก็ไม่เห็นด้วยว่า จะให้มี “กัญชาเสรี” ในเมืองไทยวันนี้ อย่างที่แคนาดาและหลายรัฐในอเมริกาเดินหน้าไปแล้ว เพราะคงต้องเตรียมการอะไรกันอีกมากนัก แต่ก็ขอให้เป็นสมุนไพรพร้อมกับการส่งเสริมดูแลที่เหมาะสมเท่านั้น

            ผมไม่ได้ตั้งใจเขียนเรื่องกัญชา ไม่เชื่อว่าปลูกกัญชาคนละ ๕-๖ ต้นจะรวยกันเป็นแสน ชาวบ้านเราถูกหลอกมานานมากแล้ว ชักชวนให้ปลูกพืชเดี่ยวทั้งหลาย อย่างมะม่วงหิมพานต์ โครงการวัวพลาสติก มันสำปะหลัง ยางพารา ต่อมามีสบู่ดำ มะเขือเทศ พริก มะละกอ และอีกหลายๆ ตัวที่พ่อค้านายทุนหมุนเวียนกันไปหลอกชาวบ้าน โดยมีข้าราชการและนักการเมืองบางคนร่วมขบวนด้วย

            ทางเลือกเพื่อการเกษตรมีหลายทาง อีสานมีปราชญ์ชาวบ้านมากมายที่ทำการเกษตรเพื่อการพึ่งตนเองไว้เป็นแบบอย่าง ตั้งแต่พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย พ่อเชียง ไทยดี ที่สุรินทร์ คุณสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ คุณคำเดื่อง ภาษี และอีกหลายคนที่บุรีรัมย์ และในทุกจังหวัดในภาคอีสาน

            ยังไม่นับเครือข่ายลูกศิษย์ลุงเชียง ไทยดี อีกหลายร้อย สมาชิกเครือข่ายอินแปงอีกหลายพัน เครือข่ายพัฒนาชาวบุรีรัมย์ เครือข่ายอุ้มชูไทอีสานที่ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น นครราชสีมา และเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านทั่วอีสานที่คุณหมออภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุบลรัตน์ ขอนแก่น ได้ประสานงานตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน

            เรื่องการเกษตรผสมผสาน เกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรทางเลือก จึงไม่ใช่เรื่องโรแมนติกของคนโลกสวย แต่เป็นเรื่องจริง ที่แม้ว่ายังเป็นทางเลือก เป็นกระแสรอง ยังไม่ได้ขยายไปกว้างไกลนัก วันนี้อาจมีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น

            คนรุ่นใหม่ คนกล้าคืนถิ่นกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น กำลังกลับบ้านสานต่องานการเกษตรของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไม่ใช่แบบเดิมๆ ที่ทำไปก็ใช้หนี้ไม่พอ แต่ทำด้วยวิธีคิดแบบนักประกอบการยุคใหม่ ที่อาจไม่ร่ำไม่รวย แต่ก็อยู่ได้อย่างมีความสุข และหลายคนก็รวยได้

            เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเราก็เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศพัฒนาแล้วมีการส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวกลับไปทำการเกษตร เพราะอย่างไรเสียคนก็ยังต้องกินต้องดื่ม ต้องการอาหาร การเกษตรต้องการการจัดการที่ดี ที่ตอบสนองความต้องการของสังคมยุคใหม่

            ขอยกตัวอย่างแคว้นเอมิเลีย โรมาญา (Emilia Romagna) ตอนเหนือของอิตาลี มีเมืองโบโลญา เป็นศูนย์กลาง นับเป็นแคว้นที่น่าศึกษามากที่สุด ไม่ว่าเรื่องการเกษตร เรื่องสหกรณ์ หรือการประกอบการขนาดกลางขนาดเล็ก เป็นโมเดลที่ทั่วโลกสนใจไปศึกษา

            แคว้นนี้มีประชากรอยู่เพียง ๔ ล้านคน หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นแคว้นที่จนที่สุดและได้รับความสียหายจากสงครามมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่วันนี้ คือแคว้นที่ร่ำรวยที่สุดและพัฒนามากที่สุด เพราะมีรากฐานบนเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงนั่นเอง

ลบล้างคำปรามาสของทุนนิยมและสังคมนิยมที่ว่า เศรษฐกิจชุมชนเป็นเศรษฐกิจที่รอวันตาย

ด้วยประชากรเพียง ๔ ล้านคน แควันเอมีเลียมีวิสาหกิจการผลิตอยู่ ๙๐,๐๐๐ แห่ง กว่าร้อยละ ๙๐ เป็นขนาดเล็กขนาดจิ๋ว มีคนทำงานอยู่น้อยกว่า ๕๐ คน มีสหกรณ์อยู่กว่า ๑๕,๐๐๐ หรือหนึ่งในสามของสหกรณ์ของอิตาลีทั้งประเทศ สหกรณ์ของเขา เพียง ๙ คนก็เป็นสหกรณ์ได้

เอมีเลียเป็นแคว้นที่มีสหกรณ์มากที่สุดในโลก มีส่วนถึงร้อยละ ๔๐ ของจีดีพีของแคว้นนี้ ประชากร ๒ ใน ๓ เป็นสมาชิกสหกรณ์ บางคนเป็นสมาชิกหลายสหกรณ์ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและการบริการ สหกรณ์เกี่ยวกับเนื้อ นม ไวน์ ผลไม้ ข้าวของเครื่องใช้ ผลผลิตกว่าครึ่งส่งออกไปต่างประเทศ

ศึกษาให้ดีจะพบว่า นอกจากประเพณีดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่ยุคกลางหลายร้อยปี ที่มีภูมิปัญญาด้านศิลปะ งานหัตถกรรม การแปรรูปอาหาร การเกษตร หลังสงครามโลกก็มีการส่งเสริมกันอย่างจริงจัง ทำให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยสนใจเรื่องการเกษตร หันกลับไปทำการเกษตร สืบสานต่อจากพ่อแม่ เป็นการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้เป็นอย่างดี

ในเวลาเดียวกัน รัฐเองก็ส่งเสริมสนับสนุนในด้านกฎหมาย วิชาการ และด้านทุน ทำให้เกิดการประกอบการขึ้นมามากมาย และเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย (ที่เรียกว่า network หรือ cluster) ป้องกันการผูกขาดจากทุนใหญ่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย มีพลังสามารถแข่งขันในระดับสากลได้

แควันเอมีเลียส่งเสริมการศึกษาและประชาสังคม (civil society) มีฐานคิดมาจากทั้งสังคมนิยมคอมมิวนิสท์ สังคมนิยมประชาธิปไตย และศาสนาคริสต์คาทอลิกนับร้อยปีก่อนหน้านั้น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกเกิดขึ้นที่เมืองโบโลญา เมืองหลวงของแคว้นเอมีเลียเมื่อเกือบ ๙๐๐ ปีก่อน

แคว้นเอมีเลียโด่งดังเรื่องการเกษตรและการสหกรณ์ มีผลผลิตอาหารที่ส่งออกไปทั่วโลก แต่คนในแวดวงยานยนต์ก็รู้ดีว่า บรรดารถสปอร์ต รถแข่ง ยี่ห้อดังอย่าง Ferrari, Lamborghini, Maserati, Ducati ก็มีฐานผลิตอยู่ในแคว้นนี้ ที่เมืองพาร์มา, โมเดนา, โบโลญา

เขียนเรื่องอิตาลีเพราะมีบทเรียนที่เมืองไทยสามารถเรียนรู้ได้จากประเทศนี้ ที่มีหลายอย่างคล้ายกับบ้านเรา สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ โดยเฉพาะการเกษตร ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากชุมชนเท่านั้น แต่มาจากการส่งเสริมที่เหมาะสมและจริงจังของรัฐด้วย

เมืองไทยอยากเป็น “ครัวไทยสู่ครัวโลก” แต่ดูเหมือนจะถูกผูกขาดจากทุนใหญ่ไม่กี่เจ้า ชาวบ้านเป็นเพียงแรงงานเท่านั้น ทั้งๆ ที่มีศักยภาพที่จะทำได้เองมากมาย ถ้าหากได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้ ให้มีกฎหมายเอื้ออำนวย และมีทุนสนับสนุนอย่างเหมาะสม

ประมาณสิบกว่าปีก่อน ผมได้รับเชิญไปพูดในการประชุมร่วมระหว่างอาเซียนกับประชาคมยุโรป หรือ EU เป็นโครงการเพื่อพัฒนานโยบายสำหรับนักการเมือง การประชุมนั้นมีขึ้นที่เมืองเวนิซ ไทยส่งส.ส.หนุ่มจากพรรคต่างๆ ไปร่วมด้วย ๕-๖ คน ที่ผมจำชื่อคนหนึ่งได้ดี คือ คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ผมได้รับเชิญไปพูดเรื่อง “วิสาหกิจชุมชน” ประสบการณ์ของประเทศไทย ซึ่งขณะนั้นได้มีพรบ.วิสาหกิจชุมชนออกมาแล้ว (ต้นปี ๒๕๔๘) ผู้พูดอีกคนหนึ่งเป็นชาวอิตาเลียน พูดเรื่อง SMEs ของอิตาลี

เมื่อกลับมาเมืองไทย ผมไม่ได้ติดต่อกับนักการเมืองที่ไปด้วยกันอีกเลย ที่เขียนถึงวันนี้เพราะอยากฝากถึงคุณศักดิ์สยามและนักการเมืองที่ไปงานนั้นว่า ถ้ายังจำเนื้อหาการสัมมนากันในปีนั้นได้ก็ขอให้คิดหาทางส่งเสริมเรื่องวิสาหกิจชุมชนต่อไปด้วย

ผมได้ไปให้ข้อมูลและคำอธิบายร่างพรบ.นี้ที่สำนักงานกฤษฎีกา เลขาธิการขณะนั้นถามผมว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายวิสาหกิจชุมบนแบบนี้ไหม ผมตอบว่า ไม่มีครับ เลขาธิการก็พูดเสียงดังว่า แล้วเสนอมาทำไม น่าแปลกใจว่า ตรรกะหรือวิธีคิดแบบไหนที่ทำให้คนระดับนั้นตั้งคำถามแบบนี้

ผมพยายามอธิบายว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายสหกรณ์ที่มีมากว่าร้อยปี และมีพัฒนาการที่ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ของเขาได้หมด จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายวิสาหกิจชุมชน กฎหมายสหกรณ์ของเราไม่ตอบสนองปัญหาของบ้านเรา เหมือนรถบัส รถทัวร์ที่วิ่งไปตามถนนใหญ่ ระหว่างเมือใหญ่ ไม่สามารถไปถึงตำบลหมู่บ้าน ถึงได้เกิดมีรถตู้ นั่งได้ ๑๐-๑๒ คน รับผู้โดยสารจากบ้านในกรุงเทพฯ ไปส่งถึงบ้านที่หมู่บ้านในชนบท โดยไม่ต้องเสียเวลาเสียค่าแท็กซี่ เดินทางหลายต่อ

แต่วิสาหกิจชุมชนที่เป็นพรบ. นั้น ได้ตัดข้อเสนอเบื้องต้น ๓ ข้อที่สำคัญที่สุดออกไป คือ การเป็นนิติบุคคล การมีกองทุนสนับสนุน และการมีสถาบันส่งเสริมด้านวิชาการ

อ่านบทความนี้คงสรุปได้ว่า แนวคิดสำคัญส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ที่แคว้นเอมีเลีย โรมาญาของอิตาลีนี่เอง ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มานานแล้ว ที่นี่ ๙ คนก็เป็นสหกรณ์ได้ มีสถานภาพทางกฎหมาย มีการส่งเสริมสนับสนุนอย่างดีทุกด้าน สหกรณ์ของเขาจึงมีพลัง สร้างสรรค์เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมืองไทยวันนี้มีวิสาหกิจชุมชน ๘๐,๐๐๐ กลุ่ม ไปลงทะเบียนกับเกษตรอำเภอจังหวัด ส่วนหญ่ก็หวังวให้รัฐช่วย โดยไม่ได้เข้าใจปรัชญาแนวคิดเรื่องวิสาหกิจชุมชน ซึ่ง “การเรียนรู้เป็นหัวใจ เป้าหมายคือการพึ่งตนเอง” จนกระทั่งไม่นานมานี้ สำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล ๕ ปีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง สนใจที่จะเอาร่างพรบ.เดิมกลับมา คืน ๓ อย่างในร่างเดิมให้วิสาหกิจชุมชน แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็นว่ามีการปรับปรุงพรบ.นี้ รัฐมนตรีที่ดูแลอ้างว่า รัฐบาลเห็นด้วย แต่สนช.มีคนค้านมาก

พรรคการเมืองจะทำเรื่องกัญชาก็ทำไป แต่ก็อยากให้สนใจกระบวนการที่ทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากกัญชาจริงๆ ทั้งการเข้าถึง ทางสุขภาพและทางเศรษฐกิจ ถึงไมได้เงินเป็นแสนเป็นล้าน แต่ก็ให้ได้ประโยชน์จากผลผลิตของตนเองอย่างยั่งยืน

ยั่งยืน แปลว่าพึ่งตนเองได้ ไม่ใช่อยู่ใต้การอุปถัมภ์ของรัฐ ของนักการเมือง ของนายทุน ชาวบ้านจึงต้องรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เป็นสหกรณ์เข้มแข็ง ที่เกิดได้ถ้านักการเมืองที่กำกับนโยบายเข้าใจและให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ทั้งที่อีสานและทั่วประเทศ มีวิสาหกิจชุมชนหลายแห่งที่มีการประกอบการที่ดี มีผลงาน มีผลผลิตทางการเกษตร และมีผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตร ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมระดับโอทอปหลายดาว ได้รับการยอมรับระดับโลก มีศักยภาพที่จะพัฒนาไม่แพ้ที่เอมีเลีย ถ้าหากได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม

สหกรณ์ของเอมีเลียสรุปไว้ว่า เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่ “กำไร” แต่เป็น “คน” คือ สมาชิก การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การแบ่งปัน การรักษาความเชื่อมั่นไว้ใจกัน ซึ่งเป็นทุนทางสังคม ทุนที่สำคัญที่สุดของการรวมกลุ่มกันทำการประกอบการให้มั่นคงยั่งยืน โดยไม่ได้เอา “มั่งคั่ง” มาเป็นเป้าหมายอันดับต้น แต่เป็นผลพลอยได้มากกว่า (ไม่เช่นนั้นคงต้องทำกำไรแบบเอาเป็นเอาตายทุกวิถีทางอย่างทุนนิยมสามานย์)

เอมีเลียโมเดล มีลักษณะคล้ายกับจีนโมเดล คือ เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (Socialist Market Economy) เพียงแต่เอมีเลียเป็นลูกผสมระหว่างทุนนิยมกับคุณค่าหลายประการของสังคมนิยม ซึ่งน่าจะเป็นบทเรียนที่น่าสนใจในการส่งเสริมการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของอีสาน ซึ่งมีฐานคุณค่าและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง

ถ้า ส.ส. กรรมาธิการเกษตรจะไปดูงานก็แนะนำให้ไปที่แคว้นเอมีเลีย โรมาญา นำความรู้ แนวคิดแนวทางของเขามาประยุกต์ใช้ การเกษตรของอีสานน่าจะเข้มแข็ง ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้ คล้ายกับที่คนแคว้นเอมีเลียทำได้ หลังจากที่อดอยากยากจนมาหลายสิบปีหลังสงคราม

ทางอีศาน กรกฎาคม ๒๕๖๒

ปี ๒๕๖๒ นี้ เมืองไทยหายใจเป็นเรื่องกัญชา พรรคการเมืองก็ใช้หาเสียงและดูเหมือนจะได้ผลด้วย ศูนย์กลางความสนใจในนโยบายกัญชาอยู่ที่อีสาน ที่บุรีรัมย์ ที่สกลนคร

            ผมเห็นด้วยกับการรณรงค์ให้กัญชาเป็นยารักษาโรค เป็นสมุนไพร และปลดปล่อยกฎหมายให้ชาวบ้านทั่วไปเข้าถึง ใช้ประโยชน์ ไม่ให้มีการผูกขาดโดยทุน โดยรัฐ ที่มักอ้างเหตุผลร้อยแปดเหมือนดูถูกสติปัญญาและสามัญสำนึกของประชาชน แต่แท้ที่จริงคือเรื่องอำนาจและผลประโยชน์

            ประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างลาว เขามีกฎหมายให้ต้มเหล้ากินได้เสรี ถ้าจะขายก็ขออนุญาต ก็ไม่เห็นเขาเมากันทั้งบ้านทั้งเมือง หรือตายเพราะเหล้าเป็นพิษ ไทยมีกฎหมายเหล้าผูกขาด คนเมาเช้าเมาเย็น เมาแล้วยังขับขี่ มีอุบัติเหตุตายอันดับต้นๆ ของโลก คนลาวปลูกกัญชาใช้เองก็ไม่เห็นคนเมากัญชา เดินยิ้มหัวกันตามถนนหนทางอย่างที่ชอบคาดการณ์ว่าจะเกิดถ้าหากไทยมีกัญชาเสรี

            แต่ก็ไม่เห็นด้วยว่า จะให้มี “กัญชาเสรี” ในเมืองไทยวันนี้ อย่างที่แคนาดาและหลายรัฐในอเมริกาเดินหน้าไปแล้ว เพราะคงต้องเตรียมการอะไรกันอีกมากนัก แต่ก็ขอให้เป็นสมุนไพรพร้อมกับการส่งเสริมดูแลที่เหมาะสมเท่านั้น

            ผมไม่ได้ตั้งใจเขียนเรื่องกัญชา ไม่เชื่อว่าปลูกกัญชาคนละ ๕-๖ ต้นจะรวยกันเป็นแสน ชาวบ้านเราถูกหลอกมานานมากแล้ว ชักชวนให้ปลูกพืชเดี่ยวทั้งหลาย อย่างมะม่วงหิมพานต์ โครงการวัวพลาสติก มันสำปะหลัง ยางพารา ต่อมามีสบู่ดำ มะเขือเทศ พริก มะละกอ และอีกหลายๆ ตัวที่พ่อค้านายทุนหมุนเวียนกันไปหลอกชาวบ้าน โดยมีข้าราชการและนักการเมืองบางคนร่วมขบวนด้วย

            ทางเลือกเพื่อการเกษตรมีหลายทาง อีสานมีปราชญ์ชาวบ้านมากมายที่ทำการเกษตรเพื่อการพึ่งตนเองไว้เป็นแบบอย่าง ตั้งแต่พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย พ่อเชียง ไทยดี ที่สุรินทร์ คุณสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ คุณคำเดื่อง ภาษี และอีกหลายคนที่บุรีรัมย์ และในทุกจังหวัดในภาคอีสาน

            ยังไม่นับเครือข่ายลูกศิษย์ลุงเชียง ไทยดี อีกหลายร้อย สมาชิกเครือข่ายอินแปงอีกหลายพัน เครือข่ายพัฒนาชาวบุรีรัมย์ เครือข่ายอุ้มชูไทอีสานที่ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น นครราชสีมา และเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านทั่วอีสานที่คุณหมออภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุบลรัตน์ ขอนแก่น ได้ประสานงานตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน

            เรื่องการเกษตรผสมผสาน เกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรทางเลือก จึงไม่ใช่เรื่องโรแมนติกของคนโลกสวย แต่เป็นเรื่องจริง ที่แม้ว่ายังเป็นทางเลือก เป็นกระแสรอง ยังไม่ได้ขยายไปกว้างไกลนัก วันนี้อาจมีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น

            คนรุ่นใหม่ คนกล้าคืนถิ่นกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น กำลังกลับบ้านสานต่องานการเกษตรของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไม่ใช่แบบเดิมๆ ที่ทำไปก็ใช้หนี้ไม่พอ แต่ทำด้วยวิธีคิดแบบนักประกอบการยุคใหม่ ที่อาจไม่ร่ำไม่รวย แต่ก็อยู่ได้อย่างมีความสุข และหลายคนก็รวยได้

            เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเราก็เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศพัฒนาแล้วมีการส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวกลับไปทำการเกษตร เพราะอย่างไรเสียคนก็ยังต้องกินต้องดื่ม ต้องการอาหาร การเกษตรต้องการการจัดการที่ดี ที่ตอบสนองความต้องการของสังคมยุคใหม่

            ขอยกตัวอย่างแคว้นเอมิเลีย โรมาญา (Emilia Romagna) ตอนเหนือของอิตาลี มีเมืองโบโลญา เป็นศูนย์กลาง นับเป็นแคว้นที่น่าศึกษามากที่สุด ไม่ว่าเรื่องการเกษตร เรื่องสหกรณ์ หรือการประกอบการขนาดกลางขนาดเล็ก เป็นโมเดลที่ทั่วโลกสนใจไปศึกษา

            แคว้นนี้มีประชากรอยู่เพียง ๔ ล้านคน หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นแคว้นที่จนที่สุดและได้รับความสียหายจากสงครามมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่วันนี้ คือแคว้นที่ร่ำรวยที่สุดและพัฒนามากที่สุด เพราะมีรากฐานบนเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงนั่นเอง

ลบล้างคำปรามาสของทุนนิยมและสังคมนิยมที่ว่า เศรษฐกิจชุมชนเป็นเศรษฐกิจที่รอวันตาย

ด้วยประชากรเพียง ๔ ล้านคน แควันเอมีเลียมีวิสาหกิจการผลิตอยู่ ๙๐,๐๐๐ แห่ง กว่าร้อยละ ๙๐ เป็นขนาดเล็กขนาดจิ๋ว มีคนทำงานอยู่น้อยกว่า ๕๐ คน มีสหกรณ์อยู่กว่า ๑๕,๐๐๐ หรือหนึ่งในสามของสหกรณ์ของอิตาลีทั้งประเทศ สหกรณ์ของเขา เพียง ๙ คนก็เป็นสหกรณ์ได้

เอมีเลียเป็นแคว้นที่มีสหกรณ์มากที่สุดในโลก มีส่วนถึงร้อยละ ๔๐ ของจีดีพีของแคว้นนี้ ประชากร ๒ ใน ๓ เป็นสมาชิกสหกรณ์ บางคนเป็นสมาชิกหลายสหกรณ์ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและการบริการ สหกรณ์เกี่ยวกับเนื้อ นม ไวน์ ผลไม้ ข้าวของเครื่องใช้ ผลผลิตกว่าครึ่งส่งออกไปต่างประเทศ

ศึกษาให้ดีจะพบว่า นอกจากประเพณีดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่ยุคกลางหลายร้อยปี ที่มีภูมิปัญญาด้านศิลปะ งานหัตถกรรม การแปรรูปอาหาร การเกษตร หลังสงครามโลกก็มีการส่งเสริมกันอย่างจริงจัง ทำให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยสนใจเรื่องการเกษตร หันกลับไปทำการเกษตร สืบสานต่อจากพ่อแม่ เป็นการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้เป็นอย่างดี

ในเวลาเดียวกัน รัฐเองก็ส่งเสริมสนับสนุนในด้านกฎหมาย วิชาการ และด้านทุน ทำให้เกิดการประกอบการขึ้นมามากมาย และเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย (ที่เรียกว่า network หรือ cluster) ป้องกันการผูกขาดจากทุนใหญ่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย มีพลังสามารถแข่งขันในระดับสากลได้

แควันเอมีเลียส่งเสริมการศึกษาและประชาสังคม (civil society) มีฐานคิดมาจากทั้งสังคมนิยมคอมมิวนิสท์ สังคมนิยมประชาธิปไตย และศาสนาคริสต์คาทอลิกนับร้อยปีก่อนหน้านั้น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกเกิดขึ้นที่เมืองโบโลญา เมืองหลวงของแคว้นเอมีเลียเมื่อเกือบ ๙๐๐ ปีก่อน

แคว้นเอมีเลียโด่งดังเรื่องการเกษตรและการสหกรณ์ มีผลผลิตอาหารที่ส่งออกไปทั่วโลก แต่คนในแวดวงยานยนต์ก็รู้ดีว่า บรรดารถสปอร์ต รถแข่ง ยี่ห้อดังอย่าง Ferrari, Lamborghini, Maserati, Ducati ก็มีฐานผลิตอยู่ในแคว้นนี้ ที่เมืองพาร์มา, โมเดนา, โบโลญา

เขียนเรื่องอิตาลีเพราะมีบทเรียนที่เมืองไทยสามารถเรียนรู้ได้จากประเทศนี้ ที่มีหลายอย่างคล้ายกับบ้านเรา สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ โดยเฉพาะการเกษตร ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากชุมชนเท่านั้น แต่มาจากการส่งเสริมที่เหมาะสมและจริงจังของรัฐด้วย

เมืองไทยอยากเป็น “ครัวไทยสู่ครัวโลก” แต่ดูเหมือนจะถูกผูกขาดจากทุนใหญ่ไม่กี่เจ้า ชาวบ้านเป็นเพียงแรงงานเท่านั้น ทั้งๆ ที่มีศักยภาพที่จะทำได้เองมากมาย ถ้าหากได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้ ให้มีกฎหมายเอื้ออำนวย และมีทุนสนับสนุนอย่างเหมาะสม

ประมาณสิบกว่าปีก่อน ผมได้รับเชิญไปพูดในการประชุมร่วมระหว่างอาเซียนกับประชาคมยุโรป หรือ EU เป็นโครงการเพื่อพัฒนานโยบายสำหรับนักการเมือง การประชุมนั้นมีขึ้นที่เมืองเวนิซ ไทยส่งส.ส.หนุ่มจากพรรคต่างๆ ไปร่วมด้วย ๕-๖ คน ที่ผมจำชื่อคนหนึ่งได้ดี คือ คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ผมได้รับเชิญไปพูดเรื่อง “วิสาหกิจชุมชน” ประสบการณ์ของประเทศไทย ซึ่งขณะนั้นได้มีพรบ.วิสาหกิจชุมชนออกมาแล้ว (ต้นปี ๒๕๔๘) ผู้พูดอีกคนหนึ่งเป็นชาวอิตาเลียน พูดเรื่อง SMEs ของอิตาลี

เมื่อกลับมาเมืองไทย ผมไม่ได้ติดต่อกับนักการเมืองที่ไปด้วยกันอีกเลย ที่เขียนถึงวันนี้เพราะอยากฝากถึงคุณศักดิ์สยามและนักการเมืองที่ไปงานนั้นว่า ถ้ายังจำเนื้อหาการสัมมนากันในปีนั้นได้ก็ขอให้คิดหาทางส่งเสริมเรื่องวิสาหกิจชุมชนต่อไปด้วย

ผมได้ไปให้ข้อมูลและคำอธิบายร่างพรบ.นี้ที่สำนักงานกฤษฎีกา เลขาธิการขณะนั้นถามผมว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายวิสาหกิจชุมบนแบบนี้ไหม ผมตอบว่า ไม่มีครับ เลขาธิการก็พูดเสียงดังว่า แล้วเสนอมาทำไม น่าแปลกใจว่า ตรรกะหรือวิธีคิดแบบไหนที่ทำให้คนระดับนั้นตั้งคำถามแบบนี้

ผมพยายามอธิบายว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายสหกรณ์ที่มีมากว่าร้อยปี และมีพัฒนาการที่ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ของเขาได้หมด จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายวิสาหกิจชุมชน กฎหมายสหกรณ์ของเราไม่ตอบสนองปัญหาของบ้านเรา เหมือนรถบัส รถทัวร์ที่วิ่งไปตามถนนใหญ่ ระหว่างเมือใหญ่ ไม่สามารถไปถึงตำบลหมู่บ้าน ถึงได้เกิดมีรถตู้ นั่งได้ ๑๐-๑๒ คน รับผู้โดยสารจากบ้านในกรุงเทพฯ ไปส่งถึงบ้านที่หมู่บ้านในชนบท โดยไม่ต้องเสียเวลาเสียค่าแท็กซี่ เดินทางหลายต่อ

แต่วิสาหกิจชุมชนที่เป็นพรบ. นั้น ได้ตัดข้อเสนอเบื้องต้น ๓ ข้อที่สำคัญที่สุดออกไป คือ การเป็นนิติบุคคล การมีกองทุนสนับสนุน และการมีสถาบันส่งเสริมด้านวิชาการ

อ่านบทความนี้คงสรุปได้ว่า แนวคิดสำคัญส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ที่แคว้นเอมีเลีย โรมาญาของอิตาลีนี่เอง ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มานานแล้ว ที่นี่ ๙ คนก็เป็นสหกรณ์ได้ มีสถานภาพทางกฎหมาย มีการส่งเสริมสนับสนุนอย่างดีทุกด้าน สหกรณ์ของเขาจึงมีพลัง สร้างสรรค์เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมืองไทยวันนี้มีวิสาหกิจชุมชน ๘๐,๐๐๐ กลุ่ม ไปลงทะเบียนกับเกษตรอำเภอจังหวัด ส่วนหญ่ก็หวังวให้รัฐช่วย โดยไม่ได้เข้าใจปรัชญาแนวคิดเรื่องวิสาหกิจชุมชน ซึ่ง “การเรียนรู้เป็นหัวใจ เป้าหมายคือการพึ่งตนเอง” จนกระทั่งไม่นานมานี้ สำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล ๕ ปีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง สนใจที่จะเอาร่างพรบ.เดิมกลับมา คืน ๓ อย่างในร่างเดิมให้วิสาหกิจชุมชน แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็นว่ามีการปรับปรุงพรบ.นี้ รัฐมนตรีที่ดูแลอ้างว่า รัฐบาลเห็นด้วย แต่สนช.มีคนค้านมาก

พรรคการเมืองจะทำเรื่องกัญชาก็ทำไป แต่ก็อยากให้สนใจกระบวนการที่ทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากกัญชาจริงๆ ทั้งการเข้าถึง ทางสุขภาพและทางเศรษฐกิจ ถึงไมได้เงินเป็นแสนเป็นล้าน แต่ก็ให้ได้ประโยชน์จากผลผลิตของตนเองอย่างยั่งยืน

ยั่งยืน แปลว่าพึ่งตนเองได้ ไม่ใช่อยู่ใต้การอุปถัมภ์ของรัฐ ของนักการเมือง ของนายทุน ชาวบ้านจึงต้องรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เป็นสหกรณ์เข้มแข็ง ที่เกิดได้ถ้านักการเมืองที่กำกับนโยบายเข้าใจและให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ทั้งที่อีสานและทั่วประเทศ มีวิสาหกิจชุมชนหลายแห่งที่มีการประกอบการที่ดี มีผลงาน มีผลผลิตทางการเกษตร และมีผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตร ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมระดับโอทอปหลายดาว ได้รับการยอมรับระดับโลก มีศักยภาพที่จะพัฒนาไม่แพ้ที่เอมีเลีย ถ้าหากได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม

สหกรณ์ของเอมีเลียสรุปไว้ว่า เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่ “กำไร” แต่เป็น “คน” คือ สมาชิก การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การแบ่งปัน การรักษาความเชื่อมั่นไว้ใจกัน ซึ่งเป็นทุนทางสังคม ทุนที่สำคัญที่สุดของการรวมกลุ่มกันทำการประกอบการให้มั่นคงยั่งยืน โดยไม่ได้เอา “มั่งคั่ง” มาเป็นเป้าหมายอันดับต้น แต่เป็นผลพลอยได้มากกว่า (ไม่เช่นนั้นคงต้องทำกำไรแบบเอาเป็นเอาตายทุกวิถีทางอย่างทุนนิยมสามานย์)

เอมีเลียโมเดล มีลักษณะคล้ายกับจีนโมเดล คือ เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (Socialist Market Economy) เพียงแต่เอมีเลียเป็นลูกผสมระหว่างทุนนิยมกับคุณค่าหลายประการของสังคมนิยม ซึ่งน่าจะเป็นบทเรียนที่น่าสนใจในการส่งเสริมการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของอีสาน ซึ่งมีฐานคุณค่าและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง

ถ้า ส.ส. กรรมาธิการเกษตรจะไปดูงานก็แนะนำให้ไปที่แคว้นเอมีเลีย โรมาญา นำความรู้ แนวคิดแนวทางของเขามาประยุกต์ใช้ การเกษตรของอีสานน่าจะเข้มแข็ง ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้ คล้ายกับที่คนแคว้นเอมีเลียทำได้ หลังจากที่อดอยากยากจนมาหลายสิบปีหลังสงคราม

สยามรัฐรายวัน 3 กรกฎาคม 2562

นักพูดนักแสดงโวหารย้ายจากเวทีหาเสียงตามชุมชนเข้าไปในสภา ประชันกันด้วยฝีปากวาทะศิลป์หลากหลายรูปแบบและสีสัน ตั้งแต่ชวนขบขันไปถึงหมั่นไส้ น่าฟังบ้างน่าเบื่อบ้าง พูดเก่งไม่ได้หมายถึงพูดดีเสมอไป จึงมี “ศรีธนญชัย” เป็นยี่ห้อคนที่เก่งกาจด้านโวหาร ที่พูดแบบฉลาดแต่หลอกและโกง

อยากเสนอกรอบเกณฑ์ให้นำมาพิจารณาการพูดที่ดี ไม่ว่าจะที่ไหน ในสภาหรือนอกสภา บนเวทีทางการหรือพูดจาประสาชาวบ้าน ก็คงมีหลักการคล้ายกันว่า อะไรที่คนเห็นว่าพูดดีที่อยากฟัง และอะไรที่ไม่ดีที่ไม่อยากได้ยิน

เริ่มจากการพูดอย่างไรที่คนไม่อยากฟัง (แต่ก็เอากับเขาด้วยเหมือนกันในบางครั้ง) ที่เรียกกันว่า “บาป 7 ประการของการพูดที่ไม่ดี” รวมทั้งการเขียนไม่ดี การแชร์เรื่องไม่ดีในโซเชียลมีเดีย

 

1.นินทา (gossip) การพูดถึงคนอื่นในด้านที่ไม่ดี เรื่องดีๆ ไม่เล่า กลับไปเอาแต่เรื่องร้าย ข้อบกพร่อง ของคนอื่นมาเล่าให้เพื่อนฟัง คนที่นินทาคนอื่น ก็มักจะถูกนินทาลับหลังเช่นเดียวกัน

2.ตัดสิน (judge) ชอบว่าคนอื่น ตัดสินคนอื่น ทำตัวเป็นผู้พิพากษา ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาประเภท “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” บางคนเห็นฝุ่นในตาเพื่อน แต่ไม่เห็นก้อนหินในตาตน

3.มองลบ (negativity) เห็นอะไรเป็นปัญหาไปหมดแม้แต่โอกาส น้ำเกือบเต็มแก้วก็บอกว่า ไม่เห็นเต็มเลย ยังพร่องอยู่ มองไม่เห็นด้านดีๆ ด้านบวกของคน สถานการณ์และทุกสิ่งรอบตัว

4.ขี้บ่น (complain) บ่นได้ทุกเรื่อง ใกล้ตัว ไกลตัว การบ้าน การเมือง เรื่องคน ดินฟ้าอากาศ คนขี้บ่นมักไม่รู้ว่าตนเป็นคนน่าเบื่อ น่าจะบันทึกเสียงไว้แล้วเอามาฟังเพื่อนับว่า วันหนึ่งบ่นได้กี่เรื่อง

5.แก้ตัว (excuses) มีข้ออ้าง ข้อแก้ตัวเสมอ หรือโทษคนอื่น เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น เลี่ยงบาลี เอาสีข้างเข้าถู มีลักษณะการพูดจาคล้ายศรีธนญชัยมากที่สุด แบบรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

6.ขี้โม้ โอ้อวด โกหก (lying) การพูดความจริงครึ่งเดียวเป็นการโกหก การพูดจาเกินเลยก็เป็นการโกหก โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ใส่สีตีไข่ บางคนโกหกจนเชื่อว่าสิ่งที่ตนโกหกนั้นเป็นความจริง แบบนี้ก็ศรีธนญชัยเช่นเดียวกัน ฉลาดแต่โกง แนบเนียนจบจับไม่ได้ และผู้คนก็มักหลงเชื่อเสียด้วย

7.เชื่อมั่นยืนยันหัวชนฝา (dogmatism) ไม่ยอมฟังเหตุผลคนอื่น สับสนระหว่างข้อเท็จจริงกับความเห็น (facts and opinions) ชอบเอาความคิด ความเห็น ความปรารถนามาเป็นเหตุผลและหลักฐานความจริงแบบหัวชนฝา ใจแคบ ปิดกั้นไม่รับฟังเหตุผลของคนอื่น

คนที่พูดจาแบบข้างต้นไม่น่าจะเป็นคนที่มีความสุขนัก น่าจะเป็นคนเครียด ยิ้มหัวไม่เป็น บูดทั้งวัน ความดันน่าจะสูง เบาหวานอาจตามมา พร้อมกับโรคภัยไข้เจ็บที่มาจากความคิดร้ายๆ ภายในตน

การพูดจาที่ดี ย่อมมาจากจิตใจที่ดี ลองพิจารณา “บุญ 4 ประการ” ของการพูดดีที่คนอยากฟัง การพูดที่แสดงออกถึงความดีที่มาจากข้างในตัวผู้พูด

1.ความจริงใจ ตรงไปตรงมา (honesty) ไม่อ้อมค้อม ไม่หลอกล่อ หรือมีข้ออ้างต่างๆ นานาแบบศรีธนญชัย เป็นการพูดที่คนฟังมักจะรู้สึกได้ เพราะเหตุผลที่ไม่ข้ดแย้งกัน แต่ก็ควรรรู้กาละเทศะด้วย

2.เป็นตัวของตัวเอง (authenticity) แสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริง ไม่เสแสร้ง ซื่อสัตย์ต่อหลักคิดหลักการของตนเอง ไม่ถูกกำหนดจากภายนอก หรือไปลอกเลียนคนอื่น เอาขี้ปากคนอื่นมาพูด

3.ความสัตย์ซื่อถือคุณธรรม (integrity) ปากกับใจตรงกัน ทำสิ่งที่ตนพูด พูดสิ่งที่ตนทำ ไม่หลอกตัวเอง ไม่หลอกคนอื่น ไม่โกหก ไม่พูดความจริงครึ่งเดียวหรือเกินจริง

4.รักและปรารถนาดี (love) พูดจาด้วย “พรหมวิหารสี่” คือการพูดดีที่พึงปรารถนา มาจากจิตใจที่เมตตาและปรารถนาดีต่อผู้อื่น ไม่ว่าดีกว่าหรือด้อยกว่าตน

เหล่านี้ปรับจากที่ได้ฟังคุณ Julian Treasure พูดใน Ted Talk ซึ่งมีคนคลิกฟังกว่า 21 ล้านครั้ง นับเป็นการพูด Ted Talk ที่มีคนสนใจเข้าไปฟังมากที่สุดคลิปหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บาป 7 ประการและบุญ 4 ประการ เป็นข้อคิดที่สะท้อนชีวิตจริงของคนเรา คนคลิกไปดูคงอยากรู้ว่าตนอยู่ในประเภทไหน

ในวัฒนธรรมไทย คำว่า “ศรีธนญชัย” กลายเป็นคำที่แสดงออกถึงการพูดจาที่ไม่ตรงไปตรงมา หาทางหลบเลี่ยง แก้ตัวด้วยเหตุผลที่ชวนเชื่อ ดูเหมือนจริง แต่ที่แท้ลวง คล้ายกับพวก “โซฟิสท์” ในสังคมกรีกโบราณ เป็นความฉลาดแบบขี้โกง เอาเปรียบผู้อื่น

ศรีธนญชัยใน “สยาม” หรือ เซียงเมี่ยงใน “ล้านนา-ล้านช้าง” เป็นนิทานพื้นบ้านที่เล่าสืบต่อกันมานาน ด้านหนึ่งก็เป็นความสนุกสนานที่สะท้อนให้เห็นว่า คนฉลาดมากทำให้คนโง่หรือฉลาดน้อยกว่าน่าขบขัน คนฉลาดหลอกคนโง่แบบศรีธนญชัย เล่นคำ เล่นสำนวนโวหาร เล่นมุกตลก แต่ตลบแตลง

อีกด้านหนึ่งก็น่าคิดว่า นิทานนี้มีผลต่อทัศนคติ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทยในอดีตถึงปัจจุบันหรือไม่ ทำให้คนนิยมชมชอบคนฉลาดแบบ “โกงกินบ้านเมืองก็ได้ ขอให้พัฒนาประเทศก็พอ”

เรื่องศรีธนญชัยแพร่หลาย เป็นหนังสืออ่าน หนังสือการ์ตูน เป็นหนังเป็นละคร สะท้อนให้เห็น “ความนิยม” และการรับได้ของคนไทย ที่ชอบคนหัวไว ใจกล้า วาจาแหลมคม แม้จะขี้โกง

ความจริง เรื่องราวของศรีธนญชัยที่ดีๆ ก็มี แต่ถูกกลบด้วยเรื่องที่อดีตเณรน้อยเจ้าปัญญาคนนี้ไปหลอกสมภารบ้าง หลอกเจ้านายบ้าง หลอกพ่อค้าวาณิชบ้าง สะใจคนยากคนจน คนไม่มีอำนาจในสังคม เป็นความฝันของคนทุกข์คนยาก คนขาดโอกาส ที่ได้โอกาส “แก้แค้น” ด้วยนิทานและจินตนาการ

คนไทยคุ้นเคยกับอิกคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญาญี่ปุ่น ที่ฉลาดหลักแหลม แต่มีคุณธรรม แต่ก็ชอบศรีธนญชัยเพราะเป็นตัวแทนของคนที่อ่อนแอกว่า ที่สู้กับคนที่มีอำนาจมากกว่าตรงๆ ไม่ได้ ต้องสู้ด้วยเล่ห์ด้วยกลอุบาย แม้ว่าจะไม่ถูกต้องก็ตาม

ติดตามการเมืองไทยจะเห็นศรีธนญชัยทั้งในและนอกสภา ที่สะท้อนความสับสนของสังคมไทยในเรื่องคุณค่า ความถูกต้องดีงาม ได้ไม่น้อย

สยามรัฐรายวัน 26 มิถุนายน 2562

นิทานอีสปที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แนะนำให้คนไทยอ่านนั้น มีอายุกว่า 2,500 ปี มีมากกว่า 700 เรื่อง มีการปรับเปลี่ยน แต่งเติมเนื้อหาสาระตามยุคสมัยและวัฒนธรรม เป็นนิทานที่ทั่วโลกรู้จักดี และนำไปใช้เพื่อการอบรมสั่งสอนเรื่องคุณธรรม

            อีสปเป็นชาวกรีก เกิดก่อนคริสตกาลประมาณ 600 ปี คนไทยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทุกยุคสมัย คุ้นเคยกับนิทานอีสป รู้จักเด็กเลี้ยงแกะ หมาป่ากับลูกแกะ กบเลือกนาย ชาวนากับงูเห่า องุ่นเปรี้ยว และอื่นๆ

            เรื่องหมาป่ากับลูกแกะเป็นนิทานเล่ากันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพื่อจะบอกว่า คนมีอำนาจทางสังคมการเมืองเศรษฐกิจ จะหาทุกวิถีทางเพื่อ “กินแกะ” ข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น อ้างว่าลูกแกะกวนน้ำให้ขุ่น ทั้งๆ ที่ลูกแกะอยู่ด้านล่างของลำธาร หมาป่ากินน้ำอยู่ด้านบน

            ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล บอกว่า เจ้าไม่ได้กวน พี่ชายเจ้าทำ ลูกแกะบอกว่า ฉันไม่มีพี่ เป็นลูกคนเดียว หมาป่าก็พาลต่อไป เหมือนที่ทำกันในชีวิตจริงในบ้านเมืองเราและทั่วโลกทุกยุคทุกสมัย

            มีนิทานอีสปคล้ายกัน คือ แมวกับไก่ แมวอยากกินไก่ กล่าวหาว่า ไก่ทำลายความสุขในการนอน ของคน หนวกหูชาวบ้าน ไก่บอกว่า ฉันช่วยปลุกชาวบ้านให้ตื่นขึ้นมาทำงานต่างหาก ไก่จะอธิบายอย่างไร แมวไม่ฟัง บอกว่า “เสวนาเสียเวลาเปล่า” “พูดไปก็ไม่ทำให้หายหิว” “ท้องว่างไม่มีหูฟัง” “ได้เวลาอาหารเช้า” ว่าแล้วแมวก็จับไก่กิน นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนมีอำนาจไม่อยากเสียเวลาพูด สั่งและจัดการทันที

            ในหนังสือการ์ตูนเด็กไทย มีการปรับเรื่องให้รุนแรงน้อยลง โดยในตอนสุดท้ายแทนที่หมาป่าจะได้กินลูกแกะ แกะตัวน้อยวิ่งหนีสุดชีวิตร้องเรียกแม่ลั่นป่า สิงโตได้ยินก็วิ่งมาสะกัดหมาป่า ประกาศก้องว่า ถ้าไม่อยากเป็นอาหารของสิงโต ก็ให่รีบไปให้พ้น

            การเมืองไทยสามารถนำนิทานอีสปมาประกอบอธิบายและสรุปบทเรียนได้หมด ไม่ว่าเด็กเลี้ยงแกะ องุ่นเปรี้ยว หรือเรื่องหมาที่ไปขโมยเนื้อชาวบ้าน วิ่งมาบนสะพาน มองลงไปเห็นเงาตัวเองในน้ำ เนื้อในปากดูใหญ่กว่า จึงคายเนื้อเพื่อไปเอาเนื้อก้อนใหญ่จากอีกตัวหนึ่งในน้ำ อีสปสอนว่า โลภมาก ลาภหาย

            หรือเรื่องหมาป่ากับลูกแกะที่ไทยนำมาปรับให้สิงโตเป็นพระเอกมาช่วยลูกแกะ ก็สะท้อนบ้านเมืองนี้ที่มักเรียกหาอัศวินขี่ม้าขาว หรือมีคนประกาศเข้ามากอบกู้สถานการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวาย

นอกจากนิทานอีสป มีนิทานพื้นบ้านต่างๆ ส่วนใหญ่เกิดจากคนยากคนจน ชาวไร่ชาวนา ที่มีปัญหา มีความทุกข์ ถูกกดขี่จากคนมีอำนาจ นิทานเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองที่ถูกครอบงำ ก้าวข้ามด้วยความฝันและจินตนาการ ไปสู่อีกโลกหนึ่งที่ปราศจากการเบียดเบียน และความทุกข์ยากลำบากทั้งปวง

อีกด้านหนึ่งเป็น “การแก้แค้น” ทางจินตนาการ คนถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกดขี่กลับมาชนะด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเสมอ ความดีชนะความชั่ว ธรรมะชนะอธรรม

อย่างนิทานของพี่น้องกริมม์ ชาวเยอรมัน และฮันส์ คริสเตียน อันเดอร์เสน ชาวเดนมาร์ก ที่คนไทยคุ้นเคยดี ที่แม่มดใจร้ายไม่เคยรอด คนที่ถูกสาปก็จะกลับสู่สภาพเดิม คนยากไร้ก็จะได้สถานภาพที่ควรจะได้อย่างซินเดอร์แรลลา หรือหนูหน้อยหมวกแดง รวมทั้งเด็กน้อยกับไม้ขีดไฟของอันเดอร์เสน ที่จุดไม้ขีดไฟทีละก้านเพื่อให้อบอุ่นข้างถนน จนหนาวตาย แต่ที่สุดยายก็มารับหลานไปอยู่ด้วยในสวรรค์

คนโลภมากไม่รู้พอในอำนาจทรัพย์สินก็จะถูกทำให้เป็นตัวตลกขบขันในสายตาของคนทั่วไป รวมทั้งเด็กๆ ที่เป็นตัวแทนของคนซื่อและฉลาด ดังเรื่องฉลองพระองค์ใหม่ของพระราชา หรือแม่และลูกสาวสองคนในเรื่องซินเดอร์แรลลา

สังคมยุโรปก่อนพี่น้องกริมม์และอันเดอร์เสน เป็นยุคที่เคร่งกฎระเบียบของรัฐและศาสนา มีการล่าแม่มดหมอผีเอาไปเผาไปย่างทั้งเป็น นิทานจำนวนมากสะท้อนสภาพสังคมนั้น

นิทานอีสปสั้นและเป็นคติสอนใจ เหมาะกับเด็กเล็ก ถ้าเป็นเรื่องยาว ต้องอ่านนิทานของพี่น้องกริมม์และฮันส์ คริสเตียน อันเดอร์เสน ที่เขียนด้วยภาษาศิลป์ที่งดงาม ที่พ่อแม่ควรอ่านให้ลูกฟังหรือให้ลูกอ่านเอง จะพัฒนาความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการของเด็กได้เป็นอย่างดี

นิทานสร้างความฝันและจินตนาการ นำไปสู่การเรียนรู้ เกิดปัญญา เพราะนิทานก้าวข้ามพรมแดนแห่งชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด โบยบินไปสู่เสรี ไปยังอีกโลกหนึ่งซึ่งไร้พรมแดน ไร้ข้อจำกัด ที่นี่ไม่มีความทุกข์ทรมาน ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความหิวโหยและน้ำตา ไม่มีความเจ็บป่วยและความตาย

เป็นโลกแห่งความถูกต้องเป็นธรรม ความดีและความงาม โลกที่ความดีไม่มีวันแพ้ความเลว ความบริสุทธิ์และความถูกต้องไม่มีวันถูกป้ายสีเป็นความมัวหมองและความผิด ที่สุด ความดีได้รับการตอบแทน ความซื่อสัตย์สุจริต ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความขยันขันแข็ง ควาเมมตตาเอื้ออารีต่อผู้อื่น ต่อสัตว์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ย่อมได้รับการตอบแทนเป็นร้อยเท่าพันทวี

ขณะที่คนไม่ดี คนขี้โกง คนขี้เกียจ คนใจร้าย คนเอาเปรียบผู้อื่น ย่อมได้รับผลกรรมของตัวเองในท้ายทีสุด นิทานทั้งหลายในแทบทุกวัฒนธรรม ล้วนยืนยันว่า “กฎแห่งกรรม” มีจริง

นิทานต่างๆ สร้างความหวังให้ผู้คนว่าชีวิตจะไม่เลวร้ายเช่นนี้ตลอดไป ชีวิตบัดซบเหมือนถูกสาบจะกลับไปได้ดีเหมือนเจ้าชายกบ ชีวิตที่อาภัพอับจนอาจจะโชคดีเหมือนซินเดอร์แรลลา ปัญหาอุปสรรควันนี้จะหมดไป ทางตันวันนี้จะมีทางออกในวันหน้า

นิทานนำคนออกจากโลกที่น่าบื่อจำเจ ไปสู่โลกแห่งการผจญภัยในความฝันและจินตนาการ โลกที่คนสามารถหลบไปพักพิง ทิ้งความร้อนรุ่มในจิตใจ ไปพบความสงบ ความสุข ความร่มเย็น หลบความหนาวเหน็บแห่งความโดดเดี่ยว ความเหงา ไปพบความเข้าใจ ความอบอุ่น และความเห็นอกเห็นใจ

            “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เพราะมีพลังอย่างที่ไอน์สไตน์ได้บอกด้วยการคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพอันลือลั่น หรืออย่าง เจ เค โรว์ลิง นักเขียนตกยาก แต่เพราะจินตนาการอันยิ่งใหญ่อย่างในแฮรี่ พอตเตอร์ ทำให้เธอเป็นกลายนักเขียนที่รวยที่สุดในโลก (แต่วันนี้เสียแชมป์เพราะยกสมบัติจำนวนมากให้การกุศล)

สงคราม ประวัติศาสตร์มีไว้ให้คนลืม

ข่าวสะเทือนขวัญชาวโลกไม่กี่วันก่อน อเมริกันเงื้อง่าจะระเบิดสงครามกับอิหร่าน แต่ก็ยั้งมือในนาทีสุดท้าย ปีสองปีมานี้ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ก็มีข่าวการข่มขู่ท้าทายจะรบกับเกาหลีเหนือบ้าง อิหร่านบ้าง แบบไม่เคยสรุปบทเรียนจากอดีตเอาเสียเลย หรือสรุปเอาแต่ด้านที่ตนเองไปรบไปรุกเขาและเอาชนะ ได้แสดงอำนาจบาตรใหญ่ ข่มขู่ใครๆ เขาไปทั่ว ด้วยเอาผลประโยชน์ตนเองเป็นหลัก “อเมริกามาก่อน” ใครจะตายก่อนไม่เป็นไร

อเมริกาทำสงครามในระยะ 300 ปีที่ผ่านมากว่า 50 ครั้ง ทั้งในและนอกประเทศ ทหารและพลเรือนเสียชีวิตไปว่า 1,350,000 คน บาดเจ็บอีก 2,800,000 คน ไม่นับบาดแผลทางจิตวิญญาณผลกระทบทางจิตใจ ที่ทำให้เป็นบ้า สูญเสียความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เคยมีกับผู้คนรอบข้าง ไม่ตายก็เหมือนตายทั้งเป็น

นอกจากสงครามกับคนพื้นเมืองเผ่าต่างๆ ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ในอเมริกากว่า 20 ครั้ง จน “อินเดียนแดง” ล้มตายไปบางเผ่าเกือบสูญพันธุ์ อเมริกายังออกไปทำสงครามในต่างประเทศ ตั้งแต่ “เล็กๆ” ที่ไป “รุก” อ้างว่าเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง อย่างที่ไปยึดฟิลิปปินส์ นิการากัว ไปยุ่งกับโดมินิกัน แอลซัลวาดอร์ ไปรุกเกรนาดา ลิเบีย ปานามา โซมาเลีย เฮติ โคลอมเบีย

ที่ไปทำสงคราม “ใหญ่ๆ” ไม่นับสงครามโลกสองครั้ง นับหลังจากนั้นก็มีสงครามเกาหลี เวียดนาม อัฟกานิสถาน อีรัก ซึ่งทหารอเมริกันเสียชีวิตไปรวมทั้งสิ้นนับแสนคน

หนังสงครามเวียดนามเป็นหนังประเภทสงครามที่ดีที่สุด ที่สร้างจาก “ความเจ็บปวด” ของคนอเมริกัน ที่รับไม่ได้กับการเข้าสู่สงครามแบบนั้น และทำให้ประชาชน ลูกหลานของพวกเขาไปจบชีวิตในสนามรบที่อเมริกามีส่วนก่อให้เกิดอย่างสำคัญ

ที่อยากแนะนำให้ดูมี 3 เรื่อง คือ The Deer Hunter (1978), Apocalypse Now (1979), Platoon (1986) เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ได้รับรางวัลอะคาเดมี อะวอ์ด และเป็นประเภทต่อต้านสงครามทั้งหมด มีอีกหลายเรื่องคล้ายกันนี้ หรือที่เป็นแนวบู๊ล้างผลาญอเมริกันฮีโร่ ที่ไม่ควรไปดูให้เสียเวลา ดูไปดูมานึกว่าอเมริกาชนะสงคราม แท้ที่จริงแพ้อย่างเจ็บปวดที่สุด

ผมนำเรื่องที่เขียนเกี่ยวกับ The Deer Hunter ให้ผู้จัดการออนไลน์หลายปีก่อน และอยู่ในรวมเล็ม “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” มาแชร์อีกครั้ง เพราะบรรยากาศกลิ่นไอสงครามโชยมา อยากชวนกลับไปดู จะได้รู้ว่า สงครามทำอะไรกับชีวิตของผู้คนบ้าง แม้รอดตายมาได้ก็มีชีวิตที่เลวร้ายและทนทุกข์ทรมาน สำหรับหลายคน ตายไปในสนามรบยังจะดีกว่ารอดมามีชีวิตแบบนี้

หนัง The Deer Hunter สร้างเมื่อปี 1977 ฉากสงครามเวียดนาม สนามบรบต่างๆ ถ่ายทำที่เมืองไทย ที่ไทรโยค กาญจนบุรี แม่น้ำแคว และที่พัฒน์พงษ์ กรุงเทพฯ

The Deer Hunter เกมเดิมพันชีวิต

สงครามทำให้ความตายเป็นเกมแห่งโชคชะตา เอาชีวิตมนุษย์เป็นเดิมพันที่บ้าบิ่น บัดซบ (absurd) ไร้เหตุผล วิกลจริต (insane) สงครามกระชากชีวิตของผู้คนจากอ้อมอกของพ่อแม่ อ้อมกอดของภรรยาและลูก เพื่อนสนิทมิตรสหายโยนเข้าไปในนรกบนดิน แม้บางคนกลับออกมาได้ก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

นี่คือสิ่งท่าคนดูได้จากหนัง The Deer Hunter หนังที่ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 5 ตัวในปี 1979 รวมทั้งภาพยนต์และผู้กำกับยอดเยี่ยม

แต่ก็น่าแปลกใจไม่น้อยที่หนังเรื่องนี้ที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นหนังสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยสร้างมากลับถูกลืม ไม่ได้เป็นหนึ่งใน 100 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 20 ด้วยซ้ำ

อาจเป็นเพราะหนังเรื่องนี้กระทบความรู้สึกของคนอเมริกันอย่างรุนแรง ไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ ไปกระหน่ำซ้ำเติมบาดแผลทางจิตวิญญาณที่ยากจะเยียวยา ในยุคปลายศตวรรษที่อเมริกาได้กลายเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในโลก การพ่ายแพ้สงครามเวียดนามเป็นสิ่งที่ไม่ควรพูดถึงอีกต่อไป เพราะมันเป็นเรื่องอัปยศอดสู่ที่อับอายขายหน้าที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของพวกเขา

The Deer Hunter เป็นหนังสงครามที่ไม่ได้เน้นเรื่องสงคราม และไม่สนใจว่าสงครามถูกหรือผิดในทางการเมือง ไม่ได้สนใจกระบวนการทางสังคมที่เป็นปรากฎการณ์สำคัญในยุคนั้น หนังเรื่องนี้นำเสนอผลกระทบของสงครามที่มีต่อชีวิตจริงของ “ชาวบ้าน” ธรรมดาๆ ที่เป็นกรรมกรโรงงาน มีชีวิตแบบคนชั้นกลางทั่วไปในสหรัฐฯ โดยเลือกเอาคน 3 คนมาเป็นตัวแทน

ไมเกิล (Robert De Niro) นิก (Christopher Walken) สตีพ (John Savage) และเพื่อนๆ อีกสองสามคนอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ในรัฐเพนซิลเวเนีย เป็นชุมชนเชื้อสายรัสเซียที่ผสานชีวิตเข้ากับสังคมอเมริกัน แต่ยังคงรักษารากเหง้ารัสเซียไว้อย่างเหนียวแน่น

หนังเรื่องนี้นยาวถึงสามชั่วโมง ยาวเหยียดจนยืดยาวเกินไปสำหรับคนดูสมัยนี้ที่ชอบการตัดต่อที่ฉับไว จะว่าอะไรก็ว่ากันไปไม่ต้องพิธีรีตอง The Deer Hunter มีพิธีรีตองมากไม่ว่าจะเป็น “พิธีแต่งงาน” ไม่ว่าจะเป็นการล่ากวางก็ล้วนแต่มีความหมายเป็น “พิธีกรรม” ทั้งสิ้น เพราะ “ชีวิตเป็นพิธีกรรม”

ไมเกิล ชิมิโน (Michael Cimino) ผู้กำกับ ปล่อยให้ภาคแรกดำเนินไปอย่างช้าๆ ทำให้คนดูคุ้นเคยกับตัวละคร คุ้นเคยกับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนแห่งนี้ว่า “ธรรมดา” เพียงใด ออกจากโรงงานก็ไปกินเหล้าที่บาร์ เล่นพูลแล้วก็ถึงงานแต่งงานของสตีพกับเจ้าสาวที่ท้องก่อนแต่ง

สตีพอยากให้เจ้าสาวมีสามีและลูกมีพ่อก่อนที่เขาจะไปรบในสงครามเวียดนามในวันรุ่งขึ้น แม้เขาจะรู้ว่าไม่ใช่ลูกเขา เพราะเขาบอกกับนิกว่า เขาไม่เคยนอนกับผู้หญิงคนนี้เลย สตีพเป็น “ลูกผู้ชายตัวจริง” ตั้งแต่ต้นจนจบ

การล่ากวางเป็น “เกมกีฬา” ในชุมชนที่มีไมเกิล ผู้นำธรรมชาติของกลุ่มบอกว่า การล่ากวางต้องยิงแบบ “โป้งเดียวจอด” ถ้าไม่งั้นก็ไม่ต้องยิง เรื่องนี้ถูกนำไปเปรียบกับ “รัสเซียนรูเล็ตต์” เกมพนันชีวิตที่บ้าบิ่นสติแตก เป็นเกม “โป้งเดียวจอด” (one shot – one kill game) เกมที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ที่ติดตาสะเทือนขวัญผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

คืนสุดท้ายที่ชุมชนเป็นฉากในบาร์ เพื่อนทุกคนอยู่พร้อมหน้ากัน บรรยากาศเงียบงัน เสียงเปียโนของใครคนหนึ่งดังขึ้น เป็น Nocturne ของโชแปงที่ช้าและเศร้า เคล้ากับอากาศที่หนาวเย็นข้างนอก ก่อนที่หนังจะตัดฉากเข้าสู่ความร้อนรุ่มของสงครามเวียดนาม กระชากชีวิตของสามคนเข้าสู่นรกบนดิน

ฉากสงครามยาวแค่คึ่งชั่วโมงเศษ แต่เป็นเวลาสั้นๆ ที่ระทึกและสะเทือนขวัญผู้ดูเป็นที่สุด แม้วันนี้หนังสงครามและหนังแอ็กชั่นต่างๆ จะมีฉากที่โหดกว่า แต่เทียบไม่ได้กับความรุนแรงที่บีบรัดอารมณ์ผู้ดูแบบต้องกลั้นหายใจอย่างใน The Deer Hunter

สามสหายถูกจับ และถูกทรมานจากเวียดกง ถูกบังคับให้เล่นเกมรัสเซียนรูเล็ตต์ที่เหลือลูกปืนไว้เพียงลูกเดียว แล้วให้ผลัดกันยิ่งขมับตัวเอง เวียดกงพนันกันว่าใครจะ “โป้งเดียวจอด” ใครจะรอด

สองปีให้หลัง สามสหายกลายเป็นคนละคน ที่เคยเชื่อมั่นในตัวเองสูงและเป็นผู้นำที่กล้าหาญอย่างไมเกิล ที่แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บหรือพิการ แต่เขาก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง เขาไม่กล้ากลับไปพบหน้าเพื่อนที่รอฉลองการกลับมาของเขาอย่างฮีโร่ ความสัมพันธ์ของเขากับผู้คนเปลี่ยนไป

สตีพสูญเสียขาทั้งสองข้าง ไปอยู่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกและไม่ยอมกลับไปอยู่กับลูกเมีย เขาไม่กล้าเผชิญหน้าผู้คนและความเป็นจริงใดๆ ในชีวิตอีกต่อไป

นิกยังอยู่ไซง่อน รับจ้างเล่นเกม “โป่งเดียวจอด” แบบคนสติแตก เขาแทบจำความอะไรไม่ได้ ไมเกิลกับไปไซ่ง่อนพยายามพานิกกลับบ้าน ขอร้องก่อนจะเล่นเกมมัจจุราชนี้เป็นครั้งสุดท้ายกับเขาว่า “พอแล้ว อย่าเล่นอีก” และเกมมรณะนี้ก็สิ้นสุดด้วยโศกนาฎกรรม

หนังเรื่องนี้เริ่มด้วยงานแต่งงาน จบลงด้วยงานศพ (คล้ายกับ The Godfather) เหมือนจะบอกว่า ความสุขกับความทุกข์ ความรื่นเริงและความโศกเศร้า ความรักและการพลัดพราก ชีวิตและความตายเป็นของคู่กัน เป็นสองหน้าของเหรียญเดียว

ชีวิตกับความตายอยู่ใกล้กันแค่ “โป้งเดียว” เท่านั้น หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้มนุษย์จะเชื่อมั่นในตัวเองขนาดไหน ยิ่งใหญ่ปานใด แม้จะสามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างมนุษย์ได้เป็นล้าน แต่ที่สุดก็พ่ายแพ้ ไม่ได้แพ้เวียดนามเท่านั้น แต่แพ้มติประชาคมโลก แพ้สัจธรรมแห่งชีวิต แพ้ภัยตัวเอง

หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นด้วยว่า มนุษย์ที่ยโสโอหังว่าเข้มแข็งแกร่งกล้า ที่แท้ก็เปราะบาง อ่อนไหว และอ่อนแอ ที่อหังการว่าหาญกล้า ที่แท้ก็ขลาดกลัว เก่งกาจขนาดไหนก็ไม่ชนะ “กฎแห่งกรรม”

ชุมชนเล็กๆ ในหนังเรื่องนี้คือตัวแทนของผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด บรรยากาศของความเจ็บปวดอันเนื่องมาจากบาดแผลทางจิตวิญญาณเห็นได้จากภาพในตอนท้ายที่พวกเขานั่งล้อมวงร้องเพลง “God Bless America” (ขอพระเจ้าอวยพรอเมริกา) แบบผู้แพ้อย่างแท้จริง นี่คือคำตอบที่เพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้ไปเวียดนามถามไมเกิลตอนเขากลับมาใหม่ๆ ว่า “เราชนะไหม”

รัสเซียนรูเล็ตต์ หรือ “เกมโป้งเดียวจอด” ไม่ได้มีจริงในสงครามเวียดนาม ไม่ว่าจะในที่คุมขังของเวียดกงหรือในบาร์ใต้ดินที่ไซง่อน ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ใช้เป็นสัญลักษณ์ของความไร้เหตุผล ความบ้าเลือด บัดซบ วิกลจริต (คำอะไรก็ได้ที่บรรยายความหฤโหด) ของสงคราม

โป้งเดียวจอดอาจใช้ในการล่ากว้าง ถือเป็นเกมกีฬา แต่ในท้ายที่สุด หนังเรื่องนี้อยากบอกว่า การยิงใครหรืออะไรมันไม่ใช่เกม แต่เป็นความเจ็บปวดและความตาย

สงครามทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป คนสามคนที่เคยเป็นเพื่อนกัน มีความสุขสนุกสนานตามประสาชาวบ้าน วันหนึ่งไปสงครามกลับมากลายเป็นคนละคน คนหนึ่งมีบาดแผลทางกาย คนหนึ่งทางจิต คนหนึ่งทางอารมณ์ ทั้งสามคนได่รับผลกระทบทางชีวิตจิตใจที่ยากจะเยียวยา

ทุกอย่างเปลี่ยนไป กินเหล้าไม่สนุก พูดคุยไม่เหมือนเดิม ไมเกิลบอกตอนหนึ่งที่เขากลับมาใหม่ๆ ว่า เขารู้สึก “อ้างว้าง ห่างไกล”

นี่ต่างหากที่น่ากลัวที่สุด น่ากลัวมากกว่าความตายเสียอีก เพราะถ้าตายไปก็จบ แต่ถ้ายังอยู่ก็คือ “นรกบนดิน” เหมือนนิก สตีพและไมเกิล ในสภาพที่แตกต่างกัน

ไม่เพียงแต่ผลกระทบต่อเพื่อนซี้สามคนนี้เท่านั้น แต่กับเพื่อนๆและครอบครัวของพวกเขา เมียของสติพไม่พูดไม่จากับใครอีกเลย เธอช็อคกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น สตีพไม่กล้ากลับมาอยู่กับเธอ สงครามได้ทำลายความสัมพันธ์ของผู้คนจนหมดสิ้น ทำลายแม้ความรักระหว่างสามีกับภรรยา ระหว่างคู่รักที่หวังครองรักครองเรือนหลังการรบอย่างนิกและแฟนสาว (Meryl Streep)

ทหารผ่านศึกเหล่านี้ และผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีความรู้สึกบางอย่างคล้ายกัน “ผมว่าคนเราไม่กลัวตายเท่าไร่ ไม่งั้นคงไม่เสี่ยงตายทุกรูปแบบเหมือนทุกวันนี้ ผมว่าคนกลัวความเหงา ความเปล่าเปลี่ยว การถูกทอดทิ้งและถูกรังเกียจมากกว่า” (บัทึกเพื่อนชีวิตใหม่)

สงครามไม่ว่าเวียดนามหรือโครเอเชีย อัฟกานิสถานหรืออีรัก ต่างกันแต่เพียงรูปแบบเท่านั้น เนื้อหาและผลกระทบไม่ต่างกัน มันทำร้ายและทำลายคุณค่าความเป็นคน ทำลายความสัมพันธ์อันดีของผู้คน โดยเฉพาะคนเล็กๆ ครอบครัวเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ แบบเรียกกลับคืนมาไม่ได้อีก

ชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเล็กขนาดไหน มีคุณค่าเกินกว่าจะเอาไปเดิมพันเล่น แต่ก็น่าเสียดายที่เหมือนประวัติศาตร์ไม่เคยสอนเรื่องเหล่านี้ให้ผู้มีอำนาจทั้งหลาย

ยังทำให้สงครามเป็นเกมล่ากวาง และรัสเซียนรูเล็ตต์กันต่อไป และยังปล่อยให้คนเล็กๆ ได้รับผลกรรมปีเล้วปีเล่า ทำให้คนดีๆ ลูกหลานชาวบ้านกลับจากอีรักเป็นบ้าและฆ่าตัวตายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทุกวันในสหรัฐอเมริกา

สยามรัฐรายวัน 19 มิถุนายน 2562

การประดิษฐ์ประดอยพานไหว้ครูให้ดูทันสมัยก็คงไม่มีปัญหา ถ้าสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของเด็กนักเรียน คำถามคือ ทำไมต้องเอาเรื่องการเมืองมายุ่งกับการไหว้ครู ไม่มีโอกาสอื่นๆ อีกหรือที่จะแสดงออกทางการเมือง เพื่อแสดงว่ารักประชาธิปไตย

            ถ้าไม่เห็นด้วยกับการไหว้ครู เพราะเป็นการครอบงำของประเพณีที่แบ่งชนชั้น สังคมอุปถัมภ์ ประเทศอื่นเขาไม่เห็นไหว้กันแบบนี้ ในโรงเรียนที่ครูนักเรียนมีแนวคิดทางการเมืองแบบนี้ก็เลิกไปเลยไม่ดีกว่าหรือ การยอมจัดประเพณีก็เหมือนกับยังยอมก้มหัวให้สังคมศักดินาชนชั้น อย่างที่นักการเมืองบางคนยุยง

            การไหว้ครูเป็นประเพณีไทยที่สืบทอดกันมานาน ไม่ทราบว่าไปขัดแย้งกับ “ประชาธิปไตย” ตรงไหน ขนาดสังคมอเมริกันที่ว่าเป็นประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังยกย่องให้ “ความกตัญญูรู้คุณ” หรือ “การสำนึกบุญคุณคน” เป็นคุณสมบัติที่พึงปรารถนาข้อแรกของคนที่จะอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข

            คำว่า “ขอบคุณ” เป็นคำง่ายๆ และมีคุณค่าความหมายมากในชีวิตของผู้คน ที่ไม่ได้เกิดมาเอง เติบโตเอง แต่เป็นมาด้วยความเมตตาของผู้อื่น ที่ตนเป็นอยู่และจะเป็นไปก็ยังต้องอาศัยคนอื่น

            ครูบาอาจารย์ตามประเพณีไม่ได้หมายถึงแต่เพียงบุคคล แต่หมายถึง “จิตวิญญาณครู” (spirit) หรือว่า “วิญญาณ” (soul) ของครูที่ถ่ายทอดสืบทอดส่งต่อกันมาแต่โบราณกาล จากรุ่นสู่รุ่น ครูบาอาจารย์ในอดีตไม่ได้ถ่ายทอดแต่วิชาความรู้ในความหมายวันนี้ที่แยกส่วน แต่ถ่ายทอด “วิชชา” อันเป็นที่มาของทั้งศาสตร์และศิลป์ พร้อมจิตวิญญาณของตัวครูเอง

            ในวัฒนธรรมจีน บางสำนัก เจ้าสำนักถ่ายทอดทุกอย่างให้ศิษย์แล้วก็ตาย เพราะให้ “หมด” ทุกอย่างทั้ง “พลังชีวิต” ของตนเอง ศิษย์จึงไม่ได้รับเพียงแต่ “ความรู้” แต่รับพลังชีวิต รับจิตวิญญาณของครู

            สังคมเปลี่ยนไป สังคมไทยรับเอาระบบการศึกษาแบบตะวันตกเต็มตัว มาพร้อมกับวิธีคิดวิธีปฏิบัติทั้งหมด ระบบคุณค่าเปลี่ยน ความสัมพันธ์ครูนักเรียนก็เปลี่ยนไป ในนามเสรีนิยมประชาธิปไตยภายใต้ระบบ“ทุนนิยม” ที่อะไรๆ กลายเป็นเรื่องธุรกิจ เป็นผลประโยชน์ เป็นการลงทุนเพื่ออำนาจทางเศรษฐกิจการเมือง

            การเคารพนับถือครูวันนี้ไม่เหมือนในอดีตแล้ว จึงไม่แปลกที่ประเพณีการไหว้ครูจะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อะไร ส่วนใหญ่ทำไปเพียงเพราะ “เป็นประเพณี” เท่านั้น แล้วจะแปลกอะไรที่พานไหว้ครูจะเพี้ยนไปด้วย เพราะไม่ได้สะท้อนความรู้สึกนึกคิด ความกตัญญูรู้คุณ ความสัมพันธ์แบบ “ครู-ศิษย์” ในอดีต ที่เชื่อมโยงกันด้วยความรักและผูกพันกันทั้งชีวิตและจิตวิญญาณจริงๆ

            การสืบทอดประเพณีการไหว้ครู ถ้าไม่เข้าใจ ไม่ซาบซึ้งจริงๆ ทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ทำให้สนุกสนาน ใช้เป็นโอกาสล้อเล่นล่อเลียน หรือแสดงออกแบบเสียดสีทางการเมืองเท่านั้น

            ครูมวยใหญ่บางท่านวิจารณ์การไหว้ครูของนักมวยบางคนบางค่ายที่เปลี่ยนท่าไหว้ครูจากพระรามแผลงศรมาเป็นท่ายิงปืนกลกับปาระเบิดใส่คู่ต่อสู้ เป็นการทำลายคุณค่าความหมายของการไหว้ครู ซึ่งผูกไว้กับความเชื่อและตำนาน สนุกสนานอย่างไรก็ไม่ควรทำลายหรือก้าวล่วงคุณค่าความหมายเดิม

            จากพานข้าวตอก ดอกมะเขือ ดอกเข็ม และหญ้าแพรก ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งไปเป็นพานสัญลักษณ์เสียดสีการเมือง รูปโลโก้พรรคและนักการเมืองอย่างชัดเจน ไม่รู้ว่าเป็นการไหว้ครูหรือไหว้นักการเมืองกันแน่

            คงไม่มีใครไปว่านิสิตนักศึกษาจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ที่ล้อเลียนการเมืองในงานฟุตบอลประเพณี ทำกันมานานจนเป็น “ประเพณี” ถ้าหากนักเรียนอยากมีประเพณีที่ล้อการเมืองก็มีมากมายหลายวิธีหลายโอกาส ครูเองถ้ามีวิญญาณครูจริง (ไม่ใช่หัวคะแนน) ก็แนะนำเด็กให้พัฒนาตนเองเป็นเด็กแห่งสังคมประชาธิปไตยได้หลายวิธี

            แนะนำครูและนักการเมืองที่อยากเห็นเด็กนักเรียนคนรุ่นใหม่เป็น “ประชาธิปไตย” ให้ไปศึกษาชีวิตและผลงานของ “ครูชบ ยอดแก้ว” ที่ถึงแก่กรรมไปหลายปีก่อน ท่านเป็นครูในอุดมคติที่เคารพศักดิ์ศรีของเด็ก เห็นศักยภาพและพลังสร้างสรรค์ภายในของเด็ก ได้ริเริ่มทำกลุ่มออมทรัพย์นักเรียน

                ครูชบเคารพกติกาของโรงเรียนที่ร่วมกันร่างขึ้นทั้งครูและนักเรียน ไม่ใช่ครูที่ใช้อำนาจแบบผู้อุปถัมภ์ เป็นครูที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ทำให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง โดยทำ “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์” ไม่ใช่เพื่อเงิน แต่ “เพื่อพัฒนาครบวงจรชีวิต” โดยมีจุดมุ่งหมายพื่อปลูกฝังคนให้มีนิสัย 7 ประการ

            ๑. เพื่อให้เกิดนิสัยพึ่งตนเอง มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัว ๒. เพื่อให้เกิดวินัยในตนเอง มุ่งมั่นการทำงานให้สำเร็จ ๓. เพื่อให้เกิดนิสัยขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน ๔. เพื่อให้เกิดนิสัยรู้จักคิด วิจารณ์และตัดสินใจอย่างมีหตุผล ๕. เพื่อให้เกิดขันติธรรมต่อการวิจารณ์ รู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือหมู่เหล่า ๖. เพื่อให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้จักยกย่องผู้อื่น ๗. เพื่อให้เกิดนิสัยทำงานกับผู้อื่นได้ โดยรู้จักเป็นผู้ให้ ผู้รับ ผู้นำ และเป็นผู้ตามที่ดี

            ครูชบตายไปแล้ว ใครๆ ก็จดจำคุณงามความดีและสิ่งที่ท่านได้ทำเพื่อสังคมไทย เพื่อเด็กไทย ลูกศิษย์ยังกราบไหว้รูปของท่านด้วยความกตัญญูรู้คุณอย่างสนิทใจ ไม่มีใครเรียกท่านและครูดีๆ เป็น “อี” เป็น “ไอ้” เหมือนที่เรียกนักการเมืองบางคน นักเรียนอยากบูชานักการเมืองหรือบูชาครูก็ดูเอาเอง

Page 1 of 49