phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 18 เมษายน 2561

ถ้าการท่องเที่ยวชุมชนทำให้เกิดรายได้ แต่ทำลายทุนที่สำคัญของชุมชนอย่าง ทุนทางสังคมวัฒนธรรม ทุนทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ทุนทางปัญญา แล้วคุ้มไหม

            ชุมชนเป็นผู้ถูกกระทำมานาน ชาวบ้านถูกใช้เป็นเครื่องมือในการผลิต เป็นเครื่องมือในการบริโภค ยัดเยียดทุกอย่างให้อยากกินอยากได้โดยสื่อและการโฆษณา โดยค่านิยมของลัทธิบ้าบริโภค วันนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มรายได้ให้การท่องเที่ยว ให้ททท. ให้จีดีพี ให้รัฐบาลไทย

            หลายปีที่ผ่านมา ททท.ไปส่งเสริมการจัดงานบุญ งานประเพณีประจำปีต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่น การแห่เทียนเข้าพรรษา บุญปราสาทผึ้งออกพรรษา บุญบั้งไฟ แรกๆ ก็เฉพาะจังหวัด ต่อมาก็ขยายไปจังหวัดอื่นๆ ลัทธิเลียนแบบและโดยการสนับสนุนของททท. ภาครัฐภาคเอกชน

            เข้าใจดีว่าเป็นการโปรโมตการท่องเที่ยวหมู่ (mass tourism) ที่ต้องมีอีเว้นท์ใหญ่ๆ แปลกตาระทึกใจ (exotic) ให้คนไทยคนต่างชาติไปเที่ยวชม (sightseeing) ต้องการให้คนไปเที่ยวเป็นหมื่นเป็นแสน

            แต่ถามว่า แล้วชาวบ้านได้อะไร ได้รางวัลมากน้อยเท่าไร ได้กันกี่คนที่ลงทุนตกแต่งรถขบวนแห่หมดไปเป็นหมื่นเป็นแสน หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ (แบบ เป็นหนี้ไม่ว่าขอให้ได้หน้าเป็นพอ) เงินทองที่ททท.และหน่วยงานต่างๆ ให้ไปหมดไปกลางทางเท่าไรกว่าจะถึงมือชาวบ้านคนทำงานจริงๆ

            แล้วประเพณีและขบวนแห่แหนต่างๆ มีคุณค่าและให้ความหมายอะไรแก่บุญประเพณีเดิมบ้าง บางแห่งยังเลยเถิดผิดเพี้ยนไปเลยก็มี อย่างการแห่ดาวที่ท่าแร่ สกลนคร ประเพณีเดิมที่ทำกันมานับร้อยปีเป็นการทำดาวเล็กๆ ด้วยไม้ไผ่ แล้วนำไปแห่รอบวัดในคืนวันคริสตมาส

วันนี้ทำกันใหญ่โต ลงทุนทำรถประดับด้วยดอกไม้ไฟสี แล้วยังมีคนนั่งบนรถไปด้วย ถ้าเป็น “แม่พระ นักบุญยอแซฟและพระกุมารเยซู” ก็ไม่ว่าไร แต่กลายเป็น “นางงาม” เหมือนขบวนแห่นางนพมาศ แบบนี้ทำเพื่ออะไร แต่ละคันลงทุนไปเท่าไร ททท.ให้เงินไปเล็กน้อย ถึงมือชาวบ้านเท่าไรก็ไม่รู้

แล้วมีนักท่องเที่ยวไปกันกี่คน ที่แห่ดาวกันสองวันสองครั้ง ที่ท่าแร่และที่ตัวจังหวัดสกลนคร เงินรายได้จากนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่จริงๆ มากน้อเท่าไรก็ไม่รู้ ที่ไปพักไปกินข้าวไปซื้อของ

หนักไปกว่านั้นคือการใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นบางอย่างเป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและเทศ โดยไม่สนใจว่าไปกระทบความรู้สึกชาวบ้าน “เจ้าของวัฒนธรรม” ตัวจริงหรือไม่เพียงใด อย่างกรณีผีตาโขนที่ด่านซ้ายและนาแห้ว จังหวัดเลย

ผีตาโขนเป็นความเชื่อของคนท้องถิ่นบางพื้นที่ในจังหวัดเลย การมี “หัวโขน” และเครื่องแต่งกายที่แปลกหูแปลกตาคล้ายกับหน้ากากและเสื้อผ้าที่ฝรั่งใส่กันในวันฮัลโลวีน ทำให้ททท.เอาไปใช้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่เพียงจังหวัดเลย แต่เลยออกไปถึงต่างประเทศเพื่อชวนคนมาเที่ยวเมืองไทย

หลายปีก่อน ตอนที่ทท.ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเลย เอาผีตาโขนไปต้อนรับรัฐมนตรีหรือผู้ใหญ่ในรัฐบาล กำนันผู้ใหญ่บ้านที่ผมได้พูดคุยด้วยที่ด่านซ้ายและนาแห้ว รู้สึกไม่พอใจมาก แต่เพราะเป็นชาวบ้านผู้น้อย ย่อมไม่สามารถแสดงการต่อต้านอะไรได้ นอกจากนินทาด่าว่าลับหลัง

เวลาที่ฝรั่งในต่างแดนเอาพระพุทธรูปไปตั้งไว้หน้าห้องอาหาร คนไทยก็ประท้วงว่าไม่ให้ความเคารพ เวลามีนักท่องเที่ยวไปยืนถ่ายรูปบนตักพระพุทธรูป คนไทยก็เรียกร้องให้ว่ากล่าวตักเตือน เวลาฝรั่งแต่งงานกับคนไทยนำเศ๊ยรพระพุทธรูปไปตั้งไว้บนเสารั้วรอบบ้าน คนไทยก็ประท้วงให้เอาลง

บอกว่า การกระทำเหล่านั้นเป็นการลบหลู่ดูหมิ่น ไม่ให้ความเคารพ ไม่รู้กาละเทศะ ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง แล้วเวลาททท.เอาผีตาโขนไปแสดง ไปเล่น ไปรับแขก รู้ที่ต่ำที่สูงไหม ไม่ดูถูกความเชื่อของชาวบ้านมากเกินไปหรือ

ความเชื่อไม่ว่าพุทธศาสนาหรือศาสนาใด หรือความเชื่อในท้องถิ่นในสิ่งเหนือธรรมชาติ ล้วนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นของจริงไม่ใช่ของเล่น ไม่เชื่อก็ไม่ควรไปลบหลู่

มนุษย์ทุกคน ไม่ว่านักท่องเที่ยวหรือไม่ต่างก็ชอบอะไรที่แปลกใหม่ แปลกหูแปลกตา แต่การท่องเที่ยวหมู่กระแสหลักก็ยังวนเวียนอยู่แต่เรื่อง “การเที่ยวชม” (sightseeing) โดยไม่สนใจว่า สิ่งที่คนต้องการนั้นไม่ใช่เพียงแต่ชมด้วยตา แต่สัมผัสด้วยใจด้วย

ทำไมไม่จัดผ้าป่าสามัคคี กฐินสามัคคีให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไปร่วมกับคนไทยที่ทำกันตลอดปี แต่จัดให้เป็นธรรมชาติ ให้คนต่างชาติได้ร่วมงานบุญประเพณีอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนคนอื่นๆ ไปกันสัก 20-30 คน คงไม่ทำให้วุ่นวายทำลายพิธีกรรมอันดีงาม แต่จะกลายเป็นสีสันในความเป็น “อินเตอร์” ของพิธี

งานปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง และงานประเพณีต่างๆ ในชุมชนหมู่บ้านมีการจัดงาน การท่องเที่ยวหมู่ก็สามารถผสานกับกับโปรแกรมได้ถ้าไม่ทำให้งานชาวบ้านเสียหาย แต่ได้สีสันและความสัมพัน์กับคนต่างชาติ ที่ไปด้วยใจและอยากสัมผัสกับ “จิตวิญญาณ” ของชุมชน

วิถีชุมชนมีมากมายที่การท่องเที่ยวหมู่กระแสหลักสามารถปรับให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืน จัดไม่ให้เป็นเพียงการไป “เที่ยวชม” แต่ไปร่วมงานบุญอย่างแท้จริง ทุกคนก็จะได้บุญ ได้ความรู้สึกที่ดี ให้ฝรั่งคนต่างชาติได้พบปะกับคนไทย ได้พูดคุยถามไถ่ ได้คุยกับพระสงฆ์องค์เจ้า ได้กินข้าวกินปลากับชาวบ้าน

ไม่ควรจัดงานบุญประเพณีเพียงเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว หรือแม้แต่การที่มีนักท่องเที่ยวไป “เที่ยวชม” หมู่บ้าน ไม่ว่าไทยหรือเทศก็ไม่ควรเกณฑ์ชาวบ้าน คนเฒ่าคนแก่ไปแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่เขาอุตส่าห์เก็บไว้ไปงานบุญสำคัญ ให้ชาวบ้านมาตั้งแถวรับตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้าน ฟ้อนรำแห่แหนนักท่องเที่ยว ยังกับเทวดามาโปรดสัตว์

วันนี้คนอยากกลับไปหาธรรมชาติ อยากกลับไปมีความสัมพันธ์อันดีกับธรรมชาติ กับผู้คน กับชุมชน ธรรมชาติแปลว่าไม่ตกแต่งจนบิดเบือน ไม่เสแสร้ง แต่จริงใจ จะให้คุณค่าแก่ผู้อยู่และผู้ไปเยือน

การท่องเที่ยวที่เคารพธรรมชาติ เคารพจารีตประเพณีวิถีชุมชน จะให้ไม่เพียงแต่รายได้ แต่ให้ความสุขที่สัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณ ที่เงินซื้อหาไม่ได้

สยามรัฐรายวัน ๑๑ เมษายน ๒๕๖๑

โรงแรมอามันดารี อยู่ที่เมืองอูบุด เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ค่าที่พักคืนหนึ่งประมาณ 30,000 บาท ที่พักเต็มตลอดปี เขาจำลองหมู่บ้านบาหลีมาไว้ที่นั่น ที่นักท่องเที่ยวบางคนบอกว่า คือสวรรค์บนดิน

                ผู้บริหารโรงแรมห้ามพนักงานบอกนักท่องเที่ยวที่มาพักว่า ไม่ไกลจากนั้นมีหมู่บ้านบาหลีของจริง มีที่พักโฮมสเตย์ราคาเพียง 300 บาท ถ้าบอกแขกจะถูกไล่ออก

                นั่นคือที่มาหรือต้นแบบของโรงแรมโฟร์ซีซั่นที่แม่ริม เชียงใหม่ ที่ยกหมู่บ้านไทยไปไว้บนเนินเล็กๆ อยู่ท่ามกลางทุ่งนาป่าเขา คนที่เอาแนวคิดนี้มาเป็นฝรั่งเจ้าของพิซซ่าคัมปานี โรงแรมแมรีออท ไมเนอร์กรุ๊ป ที่ถูกหัวเราะเยาะตอนแรกว่า เป็นความคิดประหลาด ไม่น่าจะไปรอด

                แต่โรงแรมแห่งนี้ที่ราคาก็ไม่น้อยกว่า 30,000 บาทต่อคืนเต็มตลอดปี มีนาข้าว มีธรรมชาติแวดล้อมที่นำเอาวัชพืชธรรมดาไม่มีราคามาตกแต่งให้ดู “เป็นธรรมชาติ” เติมเต็มความฝันของผู้คนวันนี้ที่โหยหาธรรมชาติ เหมือนหนังฟอเรสท์ กัมป์ ที่สร้างความฝันเสมือนจริงให้คนอเมริกันที่โหยหาไอดอล

                ศาสตราจารย์กุนเธอร์ ฟัลติน คนเขียนหนังสือ “ความคิดมีค่ากว่าเงิน” เป็นคนเล่าเรื่องโรงแรมอามันดารี และเป็นคนพาผมไปนั่งกินกาแฟที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นหลายปีก่อน (ตอนนั้นมีชื่อว่าเดอะ รีเจ้นท์แม่ริม) มองลงไปยังทุ่งนา เขาบอกว่า “อยากให้ยูพาผู้นำชุมชนมาดูงานที่นี่ จะได้เห็นว่า ที่บ้านเขาสวยกว่ามาก”

                เขาบอกว่าอาจจะไม่สวยกว่าในแง่ของการประดับตกแต่ง แต่เป็นธรรมชาติมากกว่า และสำหรับฝรั่งอย่างเขา เป็นอะไรที่ “สวยและมีคุณค่า” มากกว่า

                เขาบอกว่า เสน่ห์หมู่บ้านไทยไม่ได้อยู่ที่ทุ่งนาป่าเขาอย่างเดียว แต่อยู่ที่ คน ชุมชน วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม คือ ความสัมพันธ์ของผู้คน คนกับคน คนกับธรรมชาติ คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นอะไรที่ขาดหายไปชีวิตของฝรั่ง

                นักท่องเที่ยวไม่มีทางเลือกมากนัก ถ้าไม่ไปกับทัวร์ที่พาไปตามสถานที่ท่องเที่ยว ขึ้นลงรถบัสรถตู้ไปดูไปชมโน่นนี่นั่นแบบผิวเผินและไปซื้อของ ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับ “ชีวิตจริง” ของคนไทยเลย

                “ความสัมพันธ์” และ “ความเป็นธรรมชาติ” คือ สิ่งที่หายไปในชีวิตของฝรั่งนักท่องเที่ยว พวกเขาอยากเล่นกับหมา กับแมวในหมู่บ้าน อยากได้ยินเสียงไก่ขัน นกร้อง อยากไปวัดไม่เพียงแต่ไปดูๆ แล้วก็ถูกเรียกไปขึ้นรถ แต่อยากมีเวลาคุยกับพระบ้าง ไปทำสมาธิบ้าง ไปทาสีกำแพงวัดให้ด้วยบางวันก็ยังได้

                เขาอยากไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน ไปร่วมพิธีกรรม ประเพณี งานบุญ อยากไปลองดำนา เกี่ยวข้าว ไปคุยกับครูกับเด็กที่โรงเรียน ไปดูว่าเขาเรียนกันอย่างไร ไปเล่าให้เด็กฟังว่าบ้านเขาเป็นอย่างไร เด็กๆ เป็นอย่างไร กินอยู่อย่างไร แลกเปลี่ยนกัน เป็นปฏิสัมพันธ์ที่มีชีวิต

                เขาบอกว่า ที่บาหลีมีตัวอย่างของการทำโฮมสเตย์ที่เหมาะกับฝรั่ง ส่วนใหญ่คงไม่อยากพักในบ้านร่วมกับครอบครัวชาวบ้าน อยากอยู่แยกเป็นส่วนตัว แต่ยังอยู่ในบริเวณบ้านของเจ้าของ ฝรั่งลงทุนสร้างบ้านพักให้หลังเล็กๆ ราคาไม่แพง โดยขอมาพักฟรีปีละ 4-6 สัปดาห์ ตัวเองหรือเพื่อนๆ เวลาที่เหลือเจ้าของบ้านให้คนอื่นมาพักและเก็บค่าที่พักได้

                ดร.ฟัลตินรู้จักเมืองไทยมา ๔๐ ปี แต่งงานกับคนไทย มีบ้านที่เชียงใหม่ ไปๆ มาๆ เพราะยังเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เขาบอกว่า โฮมสเตย์แบบที่ฝรั่งอยากพักอาจคนละอย่างกับที่คนไทยหรือนักท่องเที่ยวเอเชียต้องการ

                เขาเน้นการท่องเที่ยวที่เป็น “ทางเลือก” ที่มีคุณค่าให้ทั้งนักท่องเที่ยวและชุมชน ไม่ใช่ท่องเที่ยวกระแสหลัก ท่องเที่ยวหมู่ (mass tourism) ที่ไม่ได้ให้ทางเลือกอะไรกับนักท่องเที่ยวนอกจากสถานที่ท่องเที่ยวหลัก และวีธีการจัดการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ พาไปดูโชว์ ไปดูของ “ปลอมๆ”

                การท่องเที่ยวทางเลือกอาจเป็นทางรอดของชุมชนก็เป็นได้ เขายกตัวอย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวนาที่มีบ้านอยู่ตามภูเขากำลังคิดจะทุบทิ้งบ้านเก่าๆ ขายที่ดินไปอยู่ในเมือง เพราะการเกษตรไม่มีอนาคต มีนักท่องเที่ยวทักว่า อย่าทำเลย เอาไว้แบบเดิม ปรับให้คนมาพักจะดีกว่า

                นั่นคือที่มาของรายได้หลักของชาวนาสวิสวันนี้ ที่ไม่ได้มาจากการเกษตร แต่มาจากการท่องเที่ยว คนไปเที่ยวทั้งหน้าร้อนและหน้าหนาว ไม่ได้เพียงไปสัมผัสกับธรรมชาติสวยงาม แต่ได้พบปะกับชาวบ้าน วิถีชีวิตแบบเดิม ได้ลองรีดนมวัว เห็นการทำขนมนมเนย อาหารท้องถิ่น ที่ขายนักท่องเที่ยว

                ทุกอย่างอยู่ที่การจัดการ “ทุน” ท้องถิ่นให้ตอบสนองความฝันของผู้มาเยือนให้มากที่สุด พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่มาดูมาเห็น แต่ต้องการมารู้จัก มาสัมพันธ์กับคน กับชุมชน เช่นเดียวกับคนใน “มองท์ ลีโอแนส์” ภาคใต้ของฝรั่งเศสที่จัดการต้อนรับแขกในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยสหกรณ์อย่างได้ผล

      ที่นั่น คนไปเที่ยวพักผ่อนได้ออกจากความจำเจของเมืองใหญ่ไปอยู่ใกล้ธรรมชาติ ได้กินอาหารจากฝีมือแม่บ้านที่เก่งที่สุดของท้องถิ่น ได้พูดคุยกับผู้คนอย่างเป็นกันเอง ได้ซื้อข้าวของ ผักผลไม้ ขนมนมเนยติดมือกลับบ้าน ที่นั่นชุมชนร่วมมือร่วมแรงกันจัดการเป็น “เจ้าภาพ” ที่ดี

     ปัญหาบ้านเราคือไม่ได้มีการช่วยพัฒานาคน พัฒนาระบบเพื่อให้มีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะต้องมาจากความรู้ความเข้าใจธรรมชาติของคนที่มาเที่ยว ความฝันของพวกเขา และตอบสนองความฝันนั้นด้วยทุนท้องถิ่นที่ผ่านการถอดรหัส ให้ผู้มาเยือนเข้าถึงคุณค่าที่ลึกลงไป ไม่ใช่สัมผัสได้แต่เปลือกนอก

    การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนมักเอาแนวคิดของการท่องเที่ยวกระแสหลักไปใช้ มุ่งแต่จะ “ขายของ” ขายวัฒนธรรมแบบ “เด็ดยอดภูมิปัญญา” คิดถึงแต่มูลค่าโดยเข้าไม่ถึงคุณค่าและจิตวิญญาณ

   การท่องเที่ยวแบบนั้นจะได้แค่ไป “เที่ยวหมู่บ้าน” แบบผิวเผิน เพียงเพราะเป็น “กระแส” เท่านั้น ไม่ได้ไปสัมผัสจิตวิญญาณอันเป็นเสน่ห์ที่เป็นคุณค่าอันล้ำลึกของชุมชน

สยามรัฐรายวัน 4 เมษายน 2561

หกสิบปีของความทันสมัยที่ไม่พัฒนาของไทยน่าจะแบ่งได้เป็น ๓ ยุค ๒๐ ปีแรก (๒๕๐๑-๒๕๒๑) เราทำลายป่าไปจากร้อยละ ๖๐ เหลือเพียงไม่ถึงครึ่ง ยุคที่รัฐบาลประกาศว่า “คนขยันย่อมหักร้างถางป่าเพื่อทำการเพาะปลูก” แต่ความจริง “นายทุน” ทำลายป่ามากกว่าชาวบ้าน นายทุนรวยขึ้น ชาวบ้านจนลง ป่าหมด

            ยุคที่สอง (๒๕๒๑-๒๕๔๑) ชุมชนล่มสลายไปจนฟองสบู่ประเทศแตก ตอนแรกก็ดูเหมือนโชติช่วงชัชวาลด้วยน้ำมันและก๊าซในอ่าวไทยและอีสเทิร์นซีบอร์ด ขยายไปเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าในช่วง ทศวรรษ ๒๕๓๐-๒๕๔๐ ที่เติบโตสุดขีด จีดีพีสองหลักจนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในที่สุด

            ยุคที่สาม (๒๕๔๑-๒๕๖๑) ชุมชนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมถูกถล่มซ้ำในนามการท่องเที่ยว ที่ยินดีต้อนรับทุกคนแบบไร้ขีดจำกัด ไร้เงื่อนไข ขอให้มามากๆ เห็นตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปีแล้วดีใจ ขายอะไรก็ขายหมด รวมถึง “วัฒนธรรม” ธรรมชาติ อากาศดี วิถีชุมชน

            เป็นนโยบายที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจบนโศกนาฎกรรมทางสังคม โดยไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำรัสไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ว่า

“หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียวโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการที่สัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวไปในที่สุด”

            ยุคที่หนึ่งและที่สองชุมชนได้รับการส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจ เป็นนิยายของการพัฒนาที่สัญญาว่า “พรุ่งนี้รวย” แต่ชาวบ้านก็ยังยากจนเป็นหนี้เป็นสิน ไม่ว่าจะปลูกข้าว ปอ มันสำปะหลัง มะม่วงหิมพานต์ สบู่ดำ และอื่นๆ มาถึงอ้อยและยางพาราโดยเฉพาะที่ภาคอีสาน นี่ก็ส่วนหนึ่งที่ทำให้ป่าหมด

            เมื่อโลกเปลี่ยน โลกหมุนกลับ คนกลับไปหาธรรมชาติ โหยหาสิ่งที่ขาดหาย ที่ตนเองได้ทำลาย ก็พบว่าไม่มีอะไรเป็นธรรมชาติเท่ากับชุมชนหมู่บ้าน เพราะแม้จะเปลี่ยนไป แต่ก็ยังได้กลิ่นอายและร่องรอยของธรรมชาติ ประเพณี วิถีดั้งเดิมอยู่พอสมควร

            ท่องเที่ยวชุมชนจึงถูกโปรโมตอย่างดุดัน เป็นท่องเที่ยวเกษตร ท่องเที่ยวนิเวศ ท่องเที่ยววิถีไทย ไปสัมผัสชีวิตชาวบ้าน อากาศบริสุทธิ์ ผักพื้นบ้านอาหารพื้นเมือง ผ้าทอมือ ย้อมสีธรรมชาติ หัตถกรรม

            เสน่ห์ของชุมชนดึงดูดคนเมืองให้ออกไปชนบท จากความจำเจและมลพิษ ตลาดน้ำชุมชนจึงเกิดขึ้นเกลื่อนกลาด แต่ที่สุดก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งอย่างอัมพวา สามชุก เชียงคาน ตลาดไฮโซในกรุงเทพ

            การท่องเที่ยวโปรโมตโดยททท.และจังหวัด ทำให้เกิดปัญหาความเสื่อมสลายของธรรมชาติและชุมชน อย่างกรณีเกาะสิมิลันในอันดามัน และชุมชนคีรีวงที่นครศรีธรรมราช เป็นตัวอย่างล่าสุด ก่อนนี้ต้องไปดูที่พัทยา ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะเสม็ด เกาะช้าง เกาะทั้งหลายและชายทะเล

            ความเสื่อมสลายและปัญหาเหล่านี้เป็นผลของแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเอาเงินนำหน้าปัญญาตามหลังแท้ ๆ อ้างว่าเพื่อเกระจายรายได้ แต่ไปทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชน แบบแลกกันไม่คุ้ม

            หน่วยงานของรัฐพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างเสน่ห์ จุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปชุมชนหมู่บ้านจังหวัดของตน คิดแบบแยกส่งน โดยไม่มองภาพรวมของการพัฒนา ไม่สร้างคนสร้างระบบที่จะทำให้ชุมชนมีภูมิคุ้มกัน ไม่ได้รับผลกระทบทางลบจากการท่องเที่ยว ใครอยากทำอะไรก็ทำไป

            การกระจายรายได้จำกัดอยู่เพียงไม่กี่ครัวเรือนของผู้นำชุมชนและพรรคพวก จำนวนนักท่องเที่ยวมากเกินไปในพื้นที่ที่ละเอียดอ่อน ซึ่งมีวิธีการมากมายที่ททท.และหน่วยงานต่างๆ เข้าใจดี รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่ไม่ทำเพราะต้องการตัวเลข

            ที่ภาคใต้ของประเทศฝรั่งเศส ใกล้เมืองลีอองและแซงเอเตียน มีภูมิประเทศสวยงาม มีชุมบนหมู่บ้านแถบนั้นที่มีประเพณีวิถีชุมชน คนจากเมืองใหญ่พากันออกไปเที่ยววันสุดสัปดาห์ สหกรณ์และกลุ่มแม่บ้านก็รวมตัวกันทำร้านอาหารขึ้นมาพิเศษเฉพาะกิจ ทำอาหารอร่อยของท้องถิ่นเพื่อรับนักท่องเที่ยว

มีอะไรดีๆ ก็นำออกมาขาย มีการบริหารจัดการโดยสหกรณ์ องค์กรชุมชน ทุกคนมีส่วนได้ การท่องเที่ยวแบบนี้ไม่มีปัญหาผลกระทบ เพราะชุมชนท้องถิ่นตั้งรับเป็น ร่วมมือกันจัดการทุกอย่าง เป็นเจ้าภาพเอง ไม่มีราชการ นายทุนหรือบริษัททัวร์ไหนเข้าไปยุ่ง

            ที่เมืองไทย มีชาวบ้าน กลุ่มชาวบ้านที่ทำอะไรสำเร็จ มีคนไปดูงานกันมาก บางแห่งไปเกือบทุกวัน แรกๆ ก็มีผลกระทบ ไม่เป็นอันทำมาหากิน แต่ที่สุดก็ปรับตัวได้ ทำให้คนมา-คนอยู่ก็ได้ประโยชน์ เจ้าของพื้นที่ไม่ได้เสียเวลาทำมาหากิน ได้ผลตอบแทนจากค่าวิทยากร ค่าอาหารเครื่องดื่ม ได้ขายผลผลิต

            ที่ใดที่พบว่ามีการไปดูงานแบบละเลงงบประมาณปลายปีก็ประกาศปิดรับคนดูงานในเดือนกรกฎา-สิงหา เพราะคนไปไม่ได้เรียนรู้ ไปดูชั่วโมงเดียวกลับ ไม่มีประโยชน์อะไร ทำข้าวของเขาเสียหายอีกต่างหาก

            ชุมชนไม่ควรปฏิเสธการท่องเที่ยว แต่ควรปฏิเสธนโยบายรัฐที่ต้องการแต่ “ตัวเลข” ไม่ช่วยพัฒนาคน พัฒนาระบบ ชอบไปสั่งการ ไปครอบงำ ชุมชนต้องตั้งรับให้ดีกับบริษัทัวร์ทั้งหลายที่เอาชุมชนไปขาย สถาบันอุดมศึกษาที่เข้าไปเอาข้อมูลจากชาวบ้านอ้างว่าเพื่องานวิจัยโดยไม่ได้ช่วยอะไรเลย

            แต่อย่างว่า ชุมชนอ่อนแอและถูกทำลายไปจนไม่รู้จะเอาอะไรไปต่อรองต่อกรกับรัฐและนายทุนได้ ร้านค้าโชห่วยก็ใกล้จะเจ๊งหมดแล้ว เหลือรถขายผักผลไม้ขายกับข้าว เขายังเอาห้างสรรพสินค้าใส่รถกระบะไปแข่ง แล้วชาวบ้านคนยากคนจนจะเหลืออะไร

สยามรัฐรายวัน 28 มีนาคม 2561

ดร.ปรีชา อุยตระกูลและอาจารย์กนก โตสุรัตย์ จากวิทยาลัยครูนครราชสีมาเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ได้วิจัยเรื่องราวของ “ชาวบน” หรือ “เนียะกุร” ที่บ้านน้ำลาด อำเภอเทพสถิต จังหวัดนครราชสีมา พบว่าเป็นชนเผ่าตระกูญมอญเขมรเล็กๆ เผ่าหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ พวกเขาหนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงเพื่อความอยู่รอด รอดจากอำนาจรัฐ จาก “คนไทย” ที่เอาเปรียบ กดขี่พวกเขา

            คุณพรพิไล เลิศวิชาและคณะจากมูลนิธิหมู่บ้านเมื่อ 30 ปีก่อน ไปวิจัยชุมชนคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช พบจากคำบอกเล่าของชุมชนคนเฒ่าคนแก่และพงศาวดารว่า พวกเขาเป็นไพร่หนีนายไม่ไปรบไทรบุรี หนีไปอยู่ในหุบเขาหลวงที่ทางการตามเข้าไปไม่ได้ เพิ่งออกมาสู่สังคมภายนอกเมื่อปี 2505 หลังจากเกิดวาตภัยแหลมตะลุมพุก

            เจมส์ ซี สก็อต ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยล ผู้มีชื่อเสียงจากงานวิจัยที่รัฐเคดะห์หรือไทรบุรีในอดีต เขียนหนังสือชื่อ “อาวุธคนยาก” เป็นการต่อต้านอำนาจรัฐของคนยากคนจนในรูปแบบต่างๆ ที่เขาได้เรียนรู้จากสองสามปีที่ไปฝังตัวอยู่ในหมู่บ้านที่นั่น

            เขาได้เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ชื่อว่า ศิลปะในการไม่ถูกปกครอง (The Art of Non-being Governed) พูดถึง “ชาวเขา” กว่า 100 ล้านคนในอาศํยอยู่ในไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ทางใต้ของจีนและทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เป็นมุมมองอีกด้านเกี่ยวกับชาวเขาชาวดอย

            อาจารย์สก็อตบอกว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่คนป่า คนโง่เขลาด้อยพัฒนา แต่เป็นคนที่เคยอยู่ในรัฐบนพื้นราบหรือในหุบเขามาก่อน แต่ได้หนีรัฐขึ้นไปอยู่ที่สูงเพื่อหนีการเป็นทหาร การเป็นทาส การใช้แรงงาน การเสียภาษีเป็นข้าวของเงินทอง รวมไปถึงหนีความอดอยากและโรคภัยไข้เจ็บ

            ชาวเขาชาวดอยมากมายหลายเผ่าพันธุ์เหล่านี้เป็น “คนไร้รัฐ” (non-state people) ที่อาศํยอยู่ใน “เขตเงา” (shadow zone) ด้วยความสมัครใจเพื่อหนีการปกครองและครอบงำของรัฐ ที่พยายามให้คนอยู่รวมกันในพื้นที่แคบๆ เพื่อการควบคุม เพื่อการใช้แรงงาน การเพาะปลูกข้าว การนำข้าวส่วนเกินจากการบริโภคในครัวเรือนมาไว้เป็นเสบียงสำหรับคนที่ไม่ปลูกข้าว สำหรับทหารยามศึกสงคราม

            ไปรบชนะก็กวาดต้อนคนจากลาว เขมร เวียดนาม มอญ พม่า เข้ามาเพื่อเป็นแรงงาน ให้มาอยู่ใกล้ๆ กัน ทำนาเสร็จจะได้ขนข้าวมารวมกันได้ง่าย เพราะยิ่งไกลยิ่งลำบากและควบคุมยาก

            การอยู่ใกล้กันในพื้นที่จำกัดทำให้เกิดโรคระบาดได้ง่าย ทั้งคนทั้งสัตว์ หนูที่มากินข้าวกินพืชแพร่เชื้อโรค บางปีฝนแล้งน้ำท่วมก็ขาดแคลนข้าว ชาวบ้านก็ไม่มีข้าวกิน เพราะที่เหลือแต่ละปีก็ถูกรัฐเก็บเป็นภาษีหรือนำไปใช้ในสงคราม

อาจารย์สก็อตอ้างหลักฐานทางโบราณคดีว่า “คนไร้รัฐ” เหล่านี้มีสุขภาสพดีกว่า “คนใต้รัฐ” โครงกระดูกที่ขุดได้พบว่า คนไร้รัฐในสมัยก่อนมีโครงกระดูกใหญ่และไม่มีหลักฐานของโรค ขณะที่คนใต้รัฐมีโครงกระดูกเล็กกว่าและมีร่องรอยของการเกิดโรคหลายอย่าง

            พวกเขาปรับตัวในการทำการเกษตรบนที่สูง ทำไร่เลื่อนลอย ที่ไม่ได้ทำลายป่า เพราะทำปีสองปีก็ย้ายไปที่อื่น กว่าจะเวียนกลับมาป่าก็ขึ้นเหมือนเดิม พวกเขาไม่ต้องการปักหลักที่ใดที่หนึ่งให้ถูกติดตามหรือรุกรานจากรัฐ มักไม่ปลูกข้าวเพราะอาจถูกยึดได้ง่าย แต่ปลูกพืชมีหัวในดินอย่างเผือกมันต่างๆ ที่อยู่ในดินได้หลายปีโดยไม่ถูกยึดง่ายเหมือนข้าวในยุ้ง

            ชาวเขาถูกหาว่าเป็นคนป่าคนเถื่อนเพราะไม่มีภาษาเขียน ไม่มีบันทึก มีแต่คำบอกเล่า อาจารย์สก็อตบอกว่า พวกเขาทิ้งภาษาเขียนจากที่เคยมีร่วมกับคนอื่นๆ เพราะต้องการให้มีประวัติศาสตร์ที่ยืดหยุ่น เพื่อการอยู่รอด ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ได้ เหมือน “ไร้ร่องรอย” ถ้าบันทึกไว้ก็เปลี่ยนไม่ได้

            วันนี้โลกเปลี่ยนไป การคมนาคม การสื่อสาร การพัฒนา ทำให้ชาวเขาไม่สามารถดำรงอยู่อย่างเดิมได้ ถูกรวมเข้าเป็น “คนใต้รัฐ” แต่ส่วนหนึ่งก็ยังอยู่แบบ “ไร้รัฐ” “ไร้อัตลักษณ์” หลายคนรู้ว่าตนเองเป็นคนเผ่าพันธุ์อะไร แต่ไม่ได้รับการยอมรับว่ามี “สัญชาติ” อะไร

            งานวิจัย “ชาวบน” “คีรีวง” “ชาวเขา” ทำให้เราเห็นอำนาจรัฐสร้างมาตรฐานเดียวเพื่อวัดประชาชนว่า “ฉลาดหรือโง่” “รวยหรือจน” “สุขภาพดีหรือเจ็บป่วย” โดยใช้ใช้กฎหมาย อาวุธ และวัฒนธรรมเป็นอำนาจ เป็นเครื่องมือในการบังคับ ควบคุม กดขี่ประชาชน อ้างว่าเพื่อความเจริญพัฒนา

            “ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่” ประโยคนี้จึงหลุดออกมาจากจิตใต้สำนึกของข้าราชการที่เป็นกลไกของอำนาจรัฐ ที่ยังหลงยุคตกสมัย บนโร้ดแมปประชาธิปไตยและไทยแลนด์ 4.0

            คนวันนี้หนีอำนาจรัฐไปอยู่ดอยบนเขาเข้าป่าเหมือนคนในอดีตไม่ได้อีกแล้ว ไม่เป็นอนาธิปัตน์แต่ต้องการเป็นประชาธิปัตย์ เป็นประชาธิปไตยที่แปลว่า “ประชาชนปกครองตนเอง”

ไม่ใช่ปกครองโดยรัฐแบบโบราณ รัฐที่ “ไม่เห็นหัวประชาชน” ไม่เคารพศักดิ์ศรีของ “ชาวบ้าน” แต่โบราณมาแล้ว รัฎฐาธิปัตย์แบบนี้จะถูกต่อต้าน อนาธิปัตย์ คือสุดขั้วของการต่อต้านอำนาจรัฐ

ที่ใดอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ที่นั่นใช้กฎหมายน้อย ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้กฎหมายมาก ปกครองด้วยอำนาจ คุก ตำรวจ ทหาร สร้างค่านิยมเป็นอำนาจนำครอบงำประชาชน

คนต่อต้านอำนาจรัฐที่มีระบบโครงสร้างที่กดขี่ โกงเงินคนยากคนจน คนไร้ที่พึ่ง ชาวเขาชาวดอย ที่ไม่ได้โง่กว่าข้าราชการ แต่ระบบโครงสร้างรัฐเปิดโอกาสให้ข้าราชการโกงได้มากกว่าเท่านั้น ถ้าฉลาดจริงก็ไม่น่าจะให้จับได้ไล่ทันอย่างวันนี้

สยามรัฐรายวัน 21 มีนาคม 2561

ประเทศพัฒนาแล้ว เขาลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน ประเทศด้อยพัฒนาเพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชน ประเทศไทยอยากไปสู่ 4.0 แต่คงยาก เพราะมีหลุมดำอำนาจรัฐเป็นกับดักอยู่

งบประมาณแผ่นดินปี 2561 คือ 2.7 ล้านล้านบาท ร้อยละ 74.2 เป็นงบประมาณประจำ ร้อยละ 22.8 เป็นงบลงทุน งบประมาณประจำส่วนใหญ่ใช้ตอบแทนบุคลากร เงินเดือน สวัสดิการ งบนี้อาจจะดูลดลง แต่ในทางปฏิบัติก็ยังรวมอำนาจไว้และไป “จ้างคนอื่นทำ” (outsource) คนละเรื่องกับ “กระจายอำนาจ”

ประเทศด้อยพัฒนามีกลไกทำงานคล้ายกัน คือ นอกจากเป็นคนกำหนดนโยบายแล้วยังลงมือทำเอง เราจึงมีกระทรวงมากมายทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ขณะที่ “ท้องถิ่น” ถูกตอนเป็นบอนไซ ไม่มีวันเติบโต นายกอบจ.ยังขึ้นกับผู้ว่าฯ นายกเทศบาล อบต.ต้องขึ้นกับนายอำเภอ

ระบบแบบนี้มีโอกาสคอร์รัปชั่นสูงทั้งอำนาจและงบประมาณ คงไม่ใช่แต่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่มีปัญหา แต่ทุกกระทรวง อย่างที่นายกรัฐมนตรีก็สั่งการให้ไปดูทั้งหมด ถ้าลงไปสำรวจจริง แตะตรงไหนคงเจอตรงนั้น มหากาพย์ที่ถูกขนานนามว่า “โกงทั้งแผ่นดิน”

องค์การสหประชาชาติและหลายประเทศยกเลิก “ระบบราชการ” ยกเลิกบุคลากรแบบ “ข้าราชการ” ที่เป็นได้ตลอดชีวิต ลดจำนวนพนักงานรัฐลง มีวาระการทำงาน 2 ปี 4 ปี แล้วประเมินว่าจะต่ออายุหรือไม่ กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุด ให้ท้องถิ่น “ปกครองตนเอง”

ที่สำคัญ บทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หรือพนักงานของรัฐส่วนใหญ่ ไม่ใช่ไปควบคุม แต่มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนภาคเอกชน ภาคประชาชนให้เติบโต เข้มแข็ง เพื่อให้สังคมเข้มแข็ง

ข้าราชการไทยยังทำหน้าที่ควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายที่ “ตนเอง” (แต่ละกระทรวง) ร่างขึ้นมา หลักเกณฑ์มาตรฐานที่อ้างก็ดูแต่ตัวหนังสือ เพราะไม่มีคนและเวลาเพียงพอเพื่อไปตรวจสอบควบคุมทุกอย่างตาม “ความเป็นจริง” ได้ การทำงานแบบนี้จึงกลายเป็นปัญหาและอุปสรรคเสียเอง

รัฐบาลนี้อยากไปสู่ 4.0 แต่ข้าราชการยังทำงานแบบ 0.4 ไม่ใช่การประชด เพราะดูจากปรากฎการณ์ทางสังคมและปัญหาสารพัดวันนี้ก็มองเห็นโดยไม่ต้องไปประเมิน อย่างการโกงเงินคนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศ ที่รัฐยังใช้กลไกแบบโบราณในการดำเนินงาน

เสียเงินจ้างข้าราชการ พนักงานทั้งในส่วนกลางและในจังหวัดต่างๆ ไปเท่าไร เพื่อให้ทำงาน “รับใช้ประชาชน” แต่กลับไปเป็น “นายประชาชน” และไปโกงเงินคนยากคนจนเสียเอง ทั้งๆ ที่รัฐสามารถปรับการทำงานให้เป็น 4.0 ใช้ระบบดิจิทัลเพื่อสื่อตรงกับผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือ

อาจารย์ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในทุกจังหวัดสามารถทำงาน “ข้อมูล” ให้ไปสู่ Big Data ได้ เพื่อให้รัฐสามารถช่วยเหลือคนที่ยากลำบากโดยตรงได้อย่างถูกต้อง เป็นธรรม โปร่งใส ให้ข้าราชการภูมิภาคไปทำข้อมูลก็อาจจะโกงได้อีก เอาชื่อคนไม่จนไม่เจ็บจริงไปรับเงิน

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยราชภัฎและสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่นทำงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่นจริงๆ การทำงานข้อมูลอย่างละเอียด จะทำให้แผนงานและการส่งเสริมสนับสนุนคนยากจนและชุมชนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และถ้าหากให้โอกาสท้องถิ่นได้ปกครองตนเองจริงๆ ชุมชนก็จะเข้มแข็ง บ้านเมืองก็จะเจริญพัฒนา โดยไม่ต้องอัดฉีดจากข้างบน แล้วคิดว่าพัฒนาแล้ว

การปฏิรูปสังคมไทยเกิดได้ถ้าหากมีการปฏิรูประบบราชการอจริง ลดอำนาจราชการส่วนกลางลง ลดจำนวนบุคลากรลงให้เหลือเพียงครึ่งเดียวหรือมากกว่า ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค โยกงบประมาณไปสู่ท้องถิ่น จะมีงบประมาณช่วยเหลือคนยากคนจน คนไร้ที่พึ่งมากกว่าเดิม

ดูงบประมาณของไทยในกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น กับชาวบ้าน คนยากคนจน งบค่าจ้างค่าตอบแทนสวัสดิการบุคลากรสูงกว่างบประมาณที่นำไปช่วยชาวบ้านมาก ถ้าลดข้าราชการพนักงานลง เอางบประมาณไปช่วยชาวบ้านโดยตรงจะได้มากกว่าเดิมมาก และจะแก้ปัญหาความยากจนได้ในท้ายที่สุด ไม่ “เลี้ยงความจน” อย่างที่ทำกัน

ยังไม่นับเงินที่ถูกโกงไป ซึ่งพบว่าเป็นจำนวนที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างการซื้อของไปแจกชาวบ้าน

ก็ดี (ที่กระทรวงต่างๆ ชอบทำกัน) การทำโครงการต่างๆ ก็ดี นับเป็นความเลวร้ายของระบบที่ปล่อยให้เกิดการโกงเช่นนี้ ทั้งๆ ที่สามารถปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบใหม่ในยุคดิจิทัลได้แล้ว

            ประชดประชันกันมา 50-60 ปีว่า งบประมาณก็เหมือนไอสครีมที่กว่าจะไปถึงชาวบ้านก็เหลือแต่ไม้ เพราะถูกดูดไปหมดระหว่างทาง นิทานเรื่องเก่าที่ยังเล่าได้วันนี้

            พรรคการเมืองใหม่หลายพรรคประกาศนโยบายกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ดูขึงขังน่าชื่นชม แต่เอาเข้าจริงจะยังยืนหยัดอยู่เหมือนประกาศไว้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เข้าสู่อำนาจแล้วยังมี “พรรคราชการ” ที่มีพลังและต้องการรักษาอำนาจของตนไว้ รักษาระบบอุปถัมภ์อย่างเหนียวแน่น อาจไปรวมหัวกัน “ฮั้ว” อำนาจก็ได้

            ถ้าราชการไม่เปลี่ยนระบบคิด (mindset) การเป็นเจ้าคนนายคน คิดว่าตนเองมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุม คิดว่าชาวบ้าน “โง่ จน เจ็บ” บ้านเมืองก็จะวนเวียนอยู่กับคนที่มีอำนาจแล้วโกง ไปสู่คนที่มีปืนแล้วอ้างว่าจะมาปราบโกง แล้วก็กลับไป “เลือกตั้ง” ใหม่ วงจรอุบาทว์ของการเมืองน้ำเน่าไทยที่ไม่พัฒนา

            ถ้าให้อำนาจภาคประชาสังคมวางแผนยุทธศาสตร์แบบเด็ดขาด 10 ปี จะเริ่มที่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตร กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงสาธารณสุข ลดงบประมาณและจำนวนบุคลากรที่ส่วนกลางลงให้มากที่สุด กระจายไปสู่ท้องถิ่น โดยไม่ต้องมี “ภูมิภาค” ในระบบอีกต่อไป

            น่าจะได้แผนยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนประเทศไทยได้ดีกว่ายุทธศาสตร์ที่เอา “ข้าราชการ” ประสานพลังกับ “นายทุน” ที่อาจทำให้ “หลุมดำอำนาจ” ใหญ่ขึ้นและน่ากลัวกว่าเดิม

สยามรัฐรายวัน 14 มีนาคม 2561

ท่านพุทธทาสภิกขุสอนว่า “ภูเขาแห่งวีถีพุทธธรรม” หรืออุปสรรคในการเข้าถึงธราม คือ “พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์” คนมักยึดติดกับเปลือกกระพี้ ติดพระพุทธรูป ติดคัมภีร์ตัวหนังสือ ติดกับพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นบุคคล เหมือนคนนั่งเรือข้ามฟาก แต่ยึดติดกับเรือก็ไม่มีทางข้ามฟากได้ ไม่มีวัน “หลุดพ้น”

ท่านสอนว่าสังคมจะอยู่เย็นเป็นสุขได้ต้องมีทั้งคนดีและระบบดี ที่เรียกร้องประชาธิปไตยกันมากๆ นั้น ถ้าหากสังคมมีแต่คนไม่ดี ประชาธิปไตยจะเลวยิ่งกว่าระบบเผด็จการเสียอีก

            เพราะสังคมที่มีคนไม่ดีมากจะมีแต่คนโกง โกงทั้งโคตร โกงทั้งชาติ อย่างวันนี้ที่แตะหน่วยงานไหน พื้นที่ไหนก็เจอคนโกงและการโกง

            ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองใหญ่ๆ ในประเทศเยอรมนีถูกทำลายไปกว่าร้อยละ 80 แต่ดูเหมือนว่าประเทศนี้ฟื้นฟูตัวเองได้เร็วกว่าประเทศที่ชนะสงครามเสียอีก เคยถามเพื่อนชาวเยอรมันว่าเป็นเพราะเหตุใด เขาตอบว่า เพราะยังมีคนเยอรมันเหลืออยู่

            ยี่สิบกว่าปีก่อน คนเยอรมันหลายล้านคนออกไปยืนบนถนนจับมือกันเป็นห่วงโซ่ตั้งแต่เหนือสุดจนถึงใต้สุดของประเทศเพื่อแสดงว่าไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงที่กระทำต่อคนอพยพ คนต่างถิ่นที่เข้าไปอยู่ในประเทศนี้หลังกำแพงเบอร์ลินถูกทำลายลงเมื่อปี 2532

            รวมไปถึงการเดินขบวนอย่างสงบหลายแสนคนในคืนวันนั้น ทำให้ปัญหาดังกล่าวคลี่คลาย ปัญหาที่รัฐบาลเองก็แก้ไม่ได้ วันนี้ เยอรมนีรับผู้อพยพมากที่สุดในยุโรป โดยความร่วมมือของประชาชน บุคคลหรือครอบครัว ที่รับอุปถัมภ์ผู้อพยพ ช่วยเหลือให้เรียนรู้และปรับตัวจนกว่าจะหางานทำและพึ่งตนเองได้

            คนจีนสร้างกำแพงยาว 8,850 กิโลเมตรเมื่อ 1,500 ปีก่อน นึกว่าจะป้องกันการรุกรานของศัตรูได้ แต่ร้อยปีแรกข้าศึกรุกรานได้ถึงสามครั้งโดยไม่ได้ทำลายกำแพง แต่ติดสินบนคนเฝ้ากำแพง

            วันนี้จีนไม่ต้องการสร้างกำแพงเพื่อกีดกันใครอีก แต่กำลังสร้างเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (One belt one road) เพื่อเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกัน

            นโยบายทันสมัยยุคใหม่ของผู้นำอย่างสี จิ้นผิง ไม่ได้เน้นที่การพัฒนาระบบอย่างเดียว แต่พัฒนาคน ป้องกันและแก้ไขการคอร์รัปชั่น พัฒนาการศึกษา แก้ปัญหาเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ ตั้งเป้าหมายว่าคนจนต้องหมดไปจากแผ่นดิน ล่าสุดในสมัชชาประชาชน ผู้นำจีนบอกว่าให้ความสำคัญกับภาคเกษตร การพัฒนาชนบทและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเน้นความสำคัญของวัฒนธรรมท้องถิ่น

            คนเยอรมัน คนจีน คนญี่ปุ่น คนเกาหลี คนสิงคโปร์ มีอย่างหนึ่งร่วมกัน คือ “คน ความรู้ ระบบ” ดีและมีคุณภาพ จึงทำพาประเทศให้เจริญพัฒนาได้

            ประเทศไทยโชคดีมี “ราชาปราชญ์” คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอุดุลยเดช ที่ทรงมอบมรดกอันยิ่งใหญ่ให้สังคมไทยและสังคมโลก คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกี่ยวกับ “คน-ความรู้-ระบบ” โดยตรง

            องค์ประกอบ 3 ประการของเศรษฐกิจพอเพียง ประการแรกเกี่ยวกับการพัฒนาคน ประการที่สองเกี่ยวกับการศึกษา ประการที่สามเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ

ประการแรก คนมี “ความพอประมาณ” ความพอดี มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง ความถูกต้องดีงาม คุณธรรม ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ คนขี้โกงอยู่ในระบบดีเพียงใดก็หาทางโกงได้ หมาบางตัวถูกขังไว้ในบริเวณบ้านมีรั้วรอบขอบชิดยังขุดดินลอดรั้วออกไปได้

            ประการที่สอง มีความรู้ “มีเหตุมีผล” รู้จักเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก มีข้อมูลความรู้เพื่อการตัดสินใจและทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ถูกเขาโกงเขาหลอกได้ง่าย

            ประการที่สาม ระบบดีย่อม “มีภูมิคุ้มกัน” ที่แข็งแรงได้ เหมือนคนมีระบบสุขภาพดี ย่อมไม่เจ็บป่วย ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้ ระบบเศรษฐกิจสังคมดีทำให้คนมีความมั่นคง ไม่กระทบกระเทือนหวั่นไหว

            การปฏิรูปประเทศวันนี้ประเมินได้ว่ามีความคืบหน้าไปมากน้อยเพียงใดโดยใช้กรอบและเกณฑ์ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และถ้าหากวันนี้สังคมวิพากษ์วิจารณ์และผิดหวังก็คงเป็นเพราะการปฏิรูปมีปัญหาอุปสรรคสำคัญอยู่ที่ “ภูเขาสามลูก” นี่เอง

            ปัญหาคุณธรรมของคน แม้แต่คนไร้ที่พึ่ง เด็กนักเรียนยากจน ยังถูกข้าราชการโกง แม้แต่ผู้นำผู้บริหารระดับสูงของประเทศยังถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรม ครูบาอาจารย์ยังถูกดำเนินคดี ติดคุก คนรวยล้นฟ้าเข้าป่าล่าสัตว์ในเขตอุทยานอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เป็นข่าวร้ายมีให้เห็นทุกวัน

            ปัญหาความรู้ มีแต่การศึกษาแต่ไม่มีความรู้ที่จะแก้ปัญหาพัฒนาตน พัฒนาบ้านเมือง คนต้องการแต่ปริญญา ปัญญาความรู้ไม่มี แยกแยะไม่ได้ระหว่างความเชื่อกับความรู้ ความจริงกับความเท็จ เปลือกกับแก่น

            ปัญหาระบบที่ออ่อนแอ ไม่มีประสิทธิภาพ มีแต่ระบบราชการที่เอาแต่ควบคุม แทนที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้สังคมเข้มแข็ง เพราะคิดแต่ใช้อำนาจ รักษาระบบรวมศูนย์ ระบบที่ไม่ให้ประชาชนตรวจสอบหน่วยงานราชการ รัฐบาล ระบบที่เอาแต่ “เล่นการเมือง” กันในสภา กฎหมายที่ไม่แก้ไข กลไกการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ขาดวินัยและไม่มีธรรมาภิบาล

            สังคมไทยที่ไร้ระเบียบ ไร้กรอบไร้เกณฑ์เช่นนี้ มองเห็นแต่ภูเขาสามลูกที่ตั้งตระหง่านขวางทางอยู่ ปิดบังวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ ที่ไม่รู้ว่าจะข้ามภูเขานี้หรือจะเจาะทะลุไปได้อย่างไร

ทางอีศาน มีนาคม 2561

คนไทยถูกฝรั่งหลอกมาหลายปีอย่างน้อย ๓ เรื่อง คือ ข้าว มะพร้าว กัญชา ที่หลอกได้เพราะเขาครอบงำความคิดคนไทยมานาน ด้วยอิทธิพลของ “อารยธรรมตะวันตก” ที่แพร่เข้ามาสู่ตะวันออกและเมืองไทยหลายร้อยปีที่ผ่านมา

            อาวุธสำคัญที่ฝรั่งครอบงำไทยไม่ได้มีแต่ยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า ทันสมัยกว่า แต่เขาอาศัย “ความรู้” และ “เทคโนโลยี” ที่มีมากกว่า ก้าวหน้ากว่า

            ในปี ๒๕๐๓ รัฐบาลฟิลิปปินส์ โดยการสนับสนุนของมูลนิธิฟอร์ดและมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ได้ก่อตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI : International Rice Research Institute) ได้พัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลมากกว่าพันธุ์เดิม อ้างว่าที่ฟิลิปินส์ได้ผลเป็นสองเท่า เหลือกินจนส่งออกได้

            ฝรั่งมาเสนอรัฐบาลไทยในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ว่า ตอนนี้โลกเขาปฏิวัติเขียวกันแล้ว พร้อมกับเสนอข้าวพันธุ์ใหม่ให้ไทย เพราะไทยมีพื้นที่ทำนามาก ปลูกเหลือกินก็ส่งออก มีเงินมาพัฒนาประเทศ ข้าวพื้นเมืองไทยฝรั่งบอกว่าให้ผลผลิตน้อยและส่งออกไป คนต่างชาติก็ไม่นิยม แข็ง ไม่ถูกปาก

            ฝรั่งให้ข้อมูลทางวิชาการพร้อมกับข้อมูลจากผลการทดลองที่ฟิลิปปินส์ เป็น “ข้อเสนอที่ไทยไม่อาจปฏิเสธได้” แต่ฝรั่งคงพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวว่า ไม่ได้บอกว่าจะต้องใช้ปุ๋ยและยามากน้อยเพียงใด

            นั่นคือที่มาของการเปลี่ยนจากการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองของไทยที่เคยปลูกกันเป็นพันพันธุ์ ลดลงมาเหลือไม่ถึงร้อย เพราะ “ความทันสมัยที่ไม่พัฒนา” ทำให้ชาวนาก็ยังยากจนมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งจนและเจ็บ เพราะนอกจากหนี้สินรุงรังแล้วยังป่วยด้วยสารพิษในร่างกาย

            วันนี้คนไทยหายโง่ เลิกเชื่อฝรั่งอย่างน้อยในเรื่องข้าว เพราะมีงานวิจัยของไทยเองและทั่วโลกที่พบว่า ข้าวไทยดีที่สุด และไม่ได้เป็นแค่อาหาร แต่เป็นยาด้วย อย่างข้าวสังข์หยด ข้าวหอมมะลิแดง สินเหล็ก ข้าวเล้าแตก ข้าวลืมผัว และอื่นๆ เป็นร้อยเป็นพัน ทั้งดั้งเดิมและผสมไปมาเป็นอะไรใหม่อย่างไรซ์เบอรี่

            ข้าวท้องถิ่นไทยมีสารอาหารมาก มีวิตามินอีสูง กินแล้วเป็นหนุ่มเป็นสาวนาน ไม่แก่ง่าย ตายยาก มีเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระที่ทำให้เจ็บป่วย ทำให้เป็นมะเร็ง มีธาตุทองแดง เหล็ก สูง ข้าวก่ำเปลือกดำมีสารลูทีนสูงกว่าข้าวธรรมดาถึง ๒๕ เท่า ลูทีนบำรุงตา ป้องกันต้อกระจก

            วันนี้ถึงไม่แปลกที่มีข้าวพื้นเมือง โดยเฉพาะข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ข้าวอินทรีย์ ที่ขายในห้างกิโลละ ๑๕๐-๒๐๐ บาท

            แต่กระนั้น เพราะถูกครอบงำมานาน ชาวนาจำนวนมากก็ยังไม่สามารถออกจากวงจรอุบาทว์ของปัญหาหนี้สินและความยากจน ทั้งๆ ที่มีดิน มีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองดีๆ คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะ “ปลดแอก” และ “ปลดปล่อย” จากภาวะของความเป็นทาสยุคใหม่นี้ได้

            เรื่องมะพร้าวเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการถูกฝรั่งหลอก เขาอ้างงานวิจัยมาหลายสิบปีก่อนว่า น้ำมันมะพร้าวเป็นอันตราย ทำให้เกิดโรคหัวใจ ไขมันสูง เป็นไขมันประเภทอิ่มตัว ทำให้เส้นเลือดตีบตัน (อยากรู้ว่าอิ่มตัวหรือไม่ก็เอาน้ำมันใส่ตู้เย็น ถ้าจับกันแข็งแปลว่าใช่)

            คนไทยเชื่อฝรั่งเพราะเขาอ้างงานวิจัย โดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลก และเห็นว่า หน้าหนาวไขมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าวทิ้งไว้ข้างนอกยังแข็งตัวเลย เข้าไปในร่างกายคงทำให้เส้นเลือดตีบตันอย่างที่ฝรั่งบอก ก็เลยเลิกใช้น้ำมันมะพร้าว น้ำมันหมู หันไปซื้อน้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง

            เข้าทางฝรั่งพอดี เพราะเขาอยากขายน้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง แต่ไม่นาน ประเทศในเอเชียและในทวีปอื่นๆ ที่กินมะพร้าว ใช้กะทิ น้ำมันมะพร้าวประกอบอาหาร ก็ได้พบความจริงจากงานวิจัยว่า ประเทศที่มีมะพร้าวมากและบริโภคมะพร้าวมีอัตราการเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกที่ใช้น้ำมันพืช

            ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยมากมายพบว่า มะพร้าวมีสรรพคุณไม่เป็นแต่เพียงอาหารที่มีคุณภาพสูง แต่เป็นยา โดยเฉพาะน้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็นที่กลายเป็น “ยาผีบอก” รักษาได้สารพัดโรค จนวันนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศตะวันตก

ยิ่งปัจจุบัน บรรดานักร้องดาราดังๆ ที่อเมริกา พากันกินน้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็น คนก็ยิ่งเห่อจนผลิตกันไม่ทัน ทั้งๆ ที่ราคาก็ไม่ใช่ว่าจะถูก

ไม่นานมานี้ บีบีซีได้ทำการทดลองโดยคณะแพทย์เปรียบเทียบให้คนสามกลุ่มบริโภคเนย น้ำมันมะกอก และน้ำมันมะพร้าว เพื่อดูเรื่องสุขภาพ เรื่องไขมันในเลือดอย่างคอเลสเตอรอล ปรากฎว่า กลุ่มที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวผลออกมาดีกว่าอีก ๒ กลุ่ม

แต่นักวิจัยเหล่านี้ก็บอกว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าน้ำมันมะพร้าวดีที่สุด เพราะมีการวิจัยน้อยเกินไป ทั้งๆ มีงานวิจัยมากมายทั่วโลกเพื่อยืนยันเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว

มะพร้าวเป็นผลไม้จากสวรรค์ ทั้งน้ำทั้งเนื้อ ข้อมูลทางการแพทย์บอกว่า มะพร้าวมีวิตามินซี โปเตสเซียม แคลเซียม แมกเนเซียม ช่วยบำรุงผิว กินแล้วผิวพรรณผ่องใส ไม่เหี่ยวย่น บำรุงกระดูก ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ รักษาอัลไซเมอร์ เป็นเกลือแร่จากธรรมชาติ ดับกระหายคลายร้อน ลดภาวะขาดน้ำ ปรับความสมดุลน้ำตาลในร่างกาย ช่วยกระเพาะปัสสาวะทำงานดีขึ้น

ส่วนน้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็นนั้นมีสรรพคุณมากมาย ที่มาจากทั้งงานวิจัยของประเทศต่างๆ และของไทยเอง ซึ่งยืนยันว่ามีคุณค่าด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและรักษาโรคหลายอย่าง ตั้งแต่ส่งเสริมความงาม ผิวพรรณเต่งตึงไปจนถึงรักษามะเร็งและโรคร้ายต่างๆ

เรื่องกัญชากำลังเป็นเรื่องใหญ่ในโลกวันนี้ ฮือฮากันมากเมื่ออธิบดีกรมการแพทย์ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ไทยเราถูกฝรั่งหลอกมานานเรื่องกัญชา ซึ่งถูกจัดเข้าประเภทยาเสพติด ทั้งๆ ที่กัญชามีอันตรายน้อยกว่าเหล้าและบุหรี่ และไม่ใช่ยาเสพติด แท้ที่จริง กัญชาเป็น “สมุนไพร” ชั้นยอดที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้อย่างน่าพิศวงตั้งแต่โบราณมา ปัจจุบัน วงการแพทย์ทั่วโลกใช้กัญชารักษาโรคมากมายไปถึงมะเร็ง

วันนี้ มลรัฐ ๙ แห่งในสหรัฐอเมริกาประกาศให้กัญชาสามารถซื้อหาเพื่อ “ความบรรเทิง” ได้ ไม่ใช่เพียงเพื่อเป็นยาเหมือนแต่ก่อน อีกหลายๆ รัฐกำลังเดินตาม รวมทั้งหลายประเทศในโลก แม้จำนวนมากจะยังลังเลและมีกระบวนการทางกฎหมายอีกไม่น้อย

ขณะดียวกัน ออสเตรเลียก็ประกาศเป็นผู้ส่งออกกัญชารายใหญ่สุดของโลกไปแล้ว เพราะภาคเหนือของประเทศนี้สามารถปลูกพืชเมืองร้อนอย่างกัญชาได้ดีไม่แพ้ประเทศไทย

ประเทศไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับผลงานวิจัยทั่วโลกเรื่องกัญชา ยังเอา “ความรู้สึก” เดิมๆ ที่ถูกฝรั่งครอบงำมาวัด ขณะที่ฝรั่งเปลี่ยนทัศนคติและกำลังกอบโกยผลประโยชน์จากกัญชา คนไทยยังกอดคัมภีร์ที่ฝรั่งเคยเขียนไว้เกี่ยวกับอันตรายของกัญชา เขาเขียนคัมภีร์ใหม่ แต่คนไทยไม่อยากอ่าน

ที่จริง ชาวบ้านจำนวนมากยังปลูกกัญชาเพื่อการบริโภคในครัวเรือนอย่างเงียบๆ เอาไว้ใส่แกงใส่อาหารให้มีรสชาติดี ดีกว่าผงชูรสที่เป็นอันตราย

ลองประกาศเปิดเสรีกัญชา ทายดูก็ได้ว่า ธุรกิจอะไรจะได้รับผลกระทบ นอกจากผงชูรส และบุหรี่แล้ว ยังมีบริษัทยาที่มีผลประโยชน์มหาศาล พวกนี้เป็นเงาอยู่หลังอำนาจทางการเมือง คงไม่ยอมแน่ๆ

จึงไม่แปลกรัฐทำเป็นไม่เข้าใจคุณค่าของกัญชา ซึ่งเป็นยา กลับผลิตบุหรี่ขายเอง อนุญาตให้นายทุนผลิตเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอร์มอมเมาประชาชน แพทยสภา บริษัทยาก็ยังยืนยันกัญชาคือยาเสพติด

เราประชาชนคนไทยต้องเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ไม่ปล่อยให้ผู้นำประเทศใช้แต่อำนาจและเงินกำหนดนโยบายเอาผลประโยชน์เป็นหลัก ไม่สนใจข้อมูล ความรู้ และประโยชน์ของประชาชน อย่างที่เห็นจากกรณีข้าว มะพร้าว และกัญชา

สยามรัฐรายวัน 7 มีนาคม 2561

พรรคการเมืองใหม่จองชื่อและแต่งตัวรับการเลือกตั้งต้นปีหน้า ประชาชนคนเดินดินส่วนหนึ่งดีใจที่จะได้ไปเลือกตั้งและมีการกระจายรายได้ ส่วนหนึ่งไม่สบายใจ เกรงว่าสถานการณ์จะกลับไปวุ่นวาย ยังรู้สึกเข็ดขยาดกับการเมืองน้ำเน่าแบบเดิมๆ

            โดยส่วนตัวเชื่อว่า การเมืองไม่น่าจะกลับไปเหมือนเดิมอีก บ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของนักการเมือง หรืออย่างที่พลเอกเปรม ตุณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษบอกไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า “เมืองไทยไม่ใช่ของคุณประยุทธ” แต่เป็นของเราทุกคน

            ที่เชื่อว่าการเมืองไม่น่าจะกลับไปเหมือนเดิมอีกเพราะเหตุผล ๒ ข้อ ข้อแรก ผู้นำในปัจจุบันรู้ดีว่า ถ้าจะสืบทอดอำนาจต่อไปควรทำอย่างไร ประชาชนต้องการอะไร คงไม่หักเจตนารมณ์และฉันทานุมัติของประชาชน ไม่เช่นนั้นคงอยู่ยาก ไม่ว่าจะมีอำนาจมากเพียงใด ประวัติศาสตร์มีบทเรียน

            ด้วยเหตุดังกล่าว อย่างน้อยกฎหมายลูกที่ออกมาน่าจะเป็นเครืองมือสำคัญที่ทำให้สังคมพออุ่นใจได้ว่า การเมืองน้ำเน่าแบบเดิมๆ จะไม่กลับมา และประชาชนน่าจะได้บทเรียนและหา “ตัวเลือกใหม่” ให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาแทนตน

ในเวลาเดียวกันก็เชื่อว่ามีการเจรจาต่อรองกับอำนาจเก่า และผู้กระทำความผิดทางการเมืองทั้งหลายไม่ว่าสีใด ให้กลับมา “ร่วมมือกัน” พัฒนาบ้านเมือง วิธีการอะไรอย่างไรก็คงค่อยๆ เปิดออกมา

เหตุผลข้อที่สอง สังคมไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก วันนี้ประชาชนมี “อำนาจ” มากกว่าเดิมมาก ดูกระแสสังคมในหน้าสื่อต่างๆ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียที่กลายเป็น“สภาประชาชน” ไปแล้ว เรื่องราวต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสังคมถูกเสนอเข้าสู่เวทีสาธารณะดิจิตอลหมด

แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะคละเคล้าไปด้วยเรื่องจริงเรื่องเท็จ ของจริงของปลอม มีสาระไร้สาระ แต่ที่สุดก็มีข้อสรุปแบบ “วิภาษวิธี” ในวิถีดิจิตอล

หมายความว่า มีประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่เป็นข้อถกเถียงบนเวทีโซเชียลมีเดีย มีการโต้แย้งกันไปมาจนหาข้อสรุปในท้ายที่สุดได้ เป็น “สภา” ที่ประชาชนมีส่วนร่วม และแสดงตนเป็น “เจ้าของประเทศ” ที่ไม่ยอมปล่อยให้ใครก็ได้อ้างสิทธิและผูกขาดอำนาจ

โลกของโซเชียลมีเดียน่าจะอธิบายได้ด้วยทฤษีอลเวง (Chaos Theory) ที่ดูเหมือนวุ่นวายไร้ระเบียบ ไร้กฎเกณฑ์ แต่ภายใต้ความโกลาหลจนวุ่นวายนั้นมีระเบียบและความจริงบางอย่างซ่อนอยู่และแสดงตนปรากฎออกมาได้ในท้ายที่สุด

อย่างไรก็ดี โซเชียลมีเดียเป็นเวที เป็นเครื่องมือที่มีพลังของปาระชาชนวันนี้ก็จริง แต่ถ้าเป็นเวทีที่สร้างมวลชนบอด (blind mass) หรือถูกบิดเบือนด้วยข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ที่แอบแฝงซ่อนเร้นก็น่ากลัว เพราะนอกจากจะไม่สร้างสรรค์ ยังจะเป็นอันตรายต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ต่างจากสังคมเผด็จการที่ใช้สื่อมวลชนโฆษณาชวนเชื่อเพื่อครอบงำประชาชน

ประชาสังคมของสังคมพลเมือง คือองค์กรภาคประชาชนในรูปแบบต่างๆ จึงควรมีวาระที่คู่ขนานไปกับกระบวนการทางการเมืองในระบบ พัฒนา “ทุนทางสังคม” ที่เชื่อมกันเป็นเครือข่าย เป็น “ภูมิคุ้มกัน” (safety net) เป็นรากฐานสังคมประชาธิปไตย

ทุนทางสังคมเป็นพลังของประชาสังคม คือความไว้วางไจ (trust) ที่ผู้คนมีต่อกัน เป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดความร่วมมือ การผนึกพลังเพื่อส่วนรวม ที่ดูจะเป็นขั้วตรงกันข้ามกับการเมืองในระบบที่แก่งแย่งแข่งขันเพื่อช่วงชิงโอกาสเข้าสู่อำนาจ จึงดูเหมือนจะเต็มไปด้วยผลประโยชน์ (นักการเมืองทุกประเทศทั่วโลกจึงเป็นกลุ่มบุคคลที่ประชาชนไว้ใจน้อยที่สุด)

มี ๒ เรื่อง ๒ ระดับที่อยากเสนอให้เป็นวาระของประชาสังคม หนึ่ง คือเรื่องกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลนี้ประกาศไว้ตั้งแต่แรกว่าจะมีการปฏิรูปกฎหมาย มีหลายพันฉบับที่ควรยกเลิกหรือแก้ไข แต่จนถึงวันนี้ก็ดูจะมีแต่การออกกฎหมายเพิ่มเติม ของเดิมๆ ที่เป็นปัญหาและอุปสรรคก็ยังค้างคาอยู่ต่อไป

กฎหมายกว่าร้อยละ 90 ถูกเสนอโดยข้าราชการ หน่วยงานของรัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงานของตนในการ “ควบคุม” แทนที่จะ “อำนวยความสะดวกและส่งเสริมสนับสนุน”

กฎหมายไทยส่วนใหญ่ไม่ได้สืบทอดหรือต่อยอดภูมิปัญญาระเบียบแบบแผนชีวิตไทย ที่เห็นได้ในระบบคุณค่า จารีตประเพณี วิถีชุมชน ไปเอากรอบเกณฑ์ฝรั่งมาใช้แทบทั้งสิ้น ประชาสังคมมีวาระทางกฎหมายที่ต้องถมช่องว่างดังกล่าวนี้ ถ้าสังคมพลเมืองไม่ทำ ไม่มีนักการเมืองไหนหรือข้าราชการใดที่จะทำ

ที่ผ่านมา นโยบายสาธารณะมีลักษณะบิดเบือน เอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจในสังคม ที่แอบอยู่ข้างหลังกระบวนการออกกฎหมายในทุกระดับ จากบนสุดในสภาลงมาถึงเทศบาล อบต. ประชาชนเป็นเพียง “ผู้ปฏิบัติตาม” เท่านั้น เหมือนในทางเศรษฐกิจที่ประชาชนเป็นเพียงแรงงานผู้ผลิตและผู้บริโภค

ประชาธิปไตยคือประชาชนปกครองตนเอง เกิดเมื่อประชาชนมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ไม่ว่าทางอ้อมโดยตัวแทน หรือทางตรงด้วยการนำเสนอด้วยวิธีการต่างๆ

วาระที่ ๒ คือ การสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยการจัดการเรียนรู้ที่เสริมพลังอย่างแท้จริง (empowerment) ไม่ใช่เรียนเพื่อเอากระดาษ เอาปริญญาอย่างเดียวแล้วตกงาน แต่เรียนแล้วแก้ปัญหาพัฒนาตนเองได้ ซึ่งเป็นอะไรที่กระทรวงศึกษาและหน่วยงานรัฐคงไม่ทำ ถ้าทำคงปฏิรูปการศึกษาไปนานแล้ว

การเรียนรู้ที่มีพลังจะนำไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจฐานรากที่ “ระเบิดจากข้างใน” ไม่ใช่ถูกยัดเยียดจากรัฐบาล ที่เอาแต่สั่งการ จึงได้แต่รูปแบบและไม่ยั่งยืนอย่างที่โฆษณาทุกวัน

ที่สุด ประชาสังคมต้องเกิดขบวนการพลเมือง (civic movement) ที่ขับเคลื่อนในแนวราบด้วยพลังของเครือข่าย ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาวัดกันที่ความเข้มแข็งของพลัง “ข้างล่าง” มากกว่ารัฐบาล “ข้างบน”

สยามรัฐรายวัน 28 กุมภาพันธ์ 2561

ผู้หญิงสองคนที่ผมรู้จักน่าจะมีความสำคัญต่อสังคมไทยและอาจจะต่อสังคมโลกด้วย คนแรกเป็นคุณย่าของผมที่เป็นคนทำยาแก้พิษสุนัขบ้าโดยใช้สมุนไพรหลายตัว หนึ่งในนั้น คือ ดอกลำโพง

            คนแถวบ้านผมถ้าโดนหมากัด สงสัยบ้าหรือไม่บ้าก็ไปหาคุณย่า ท่านก็เอาสมุนไพรมาต้มใส่ขวดให้ไปดื่ม สมัยผมยังเด็กจำได้ว่าย่าขายขวดละ 20 บาท เคยเห็นคนโดนหมาบ้ากัด ทานแล้วจะมีอาการน้ำลายฟูมปาก คลุ้มคลั่ง ทุรนทุราย ต้องผูกไว้กับเสาบ้าน อาเจียนออกมา ไม่นานก็หลับไป ตื่นขึ้นมาก็หาย

            สมัยนั้นคนแถวบ้านผมไม่ค่อยมีใครไปหาหมอฉีดสะดือให้เจ็บ เพราะต้องฉีดถึง 25 เข็ม ไกลแค่ไหนก็มาขอยาจากคุณย่า ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2516 หรือ 45 ปีมาแล้ว ย่าให้สูตรยาพ่อผม ซึ่งเป็นลูกคนโต พ่อให้น้องสาวไปทำ ซึ่งก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว เหลือหลานสาวคนหนึ่งที่อยู่กับคุณย่าตั้งแต่เด็กๆ ช่วยท่านเก็บยาสมุนไพรและช่วยปรุงยา เธอเป็นคนรู้สูตรยาและวิธีผสมยานี้ดีที่สุด ยังทำอยู่เป็นครั้งคราววันนี้

            คงเป็นอานิสงค์นี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ลูกผู้น้องของผมคนนี้มีลูกชายเป็นหมอสองคน และคุณย่าเองก็มีหลานและเหลนเป็นนายแพทย์และแพทย์หญิงรวมแล้วเกือบ 10 คน

            จะหารือญาติพี่น้องลูกหลานว่าควรทำอย่างไรกับสูตรยานี้ ยกให้องค์การอนามัยโลกไปเลยดีไหม เพื่อประโยชน์แก่มนุษยชาติ เพราะโรคพิษสุนัขบ้ายังเป็นปัญหาอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา

            ผมรู้จักผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ธรรมดา แม้เรียนจบเพียงชั้นประถม แต่วันนี้เธอได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน เนื่องเพราะเธอเป็นผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเห็ดที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของไทยก็ว่าได้ เธอไม่เคยเป็นนักศึกษา แต่เป็นนักเรียนรู้ เรียนจากผู้รู้และจากการปฏิบัติ

คุณพยงค์ แสนกมล เป็นที่รู้จักผ่านสื่อต่างๆ มานานแล้ว เธอเพาะเห็ดได้แทบทุกชนิด ทั้งเห็ดไทยเห็ดเทศ เป็นที่ปรึกษาให้โครงการหลวงที่ภาคเหนือ ไปช่วยให้คำปรึกษาถึงประเทศภูฎาน เป็น “แม่ครู” ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สอนนักเรียนทหารให้เพาะเห็ด ได้ร่วมทำการวิจัยกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง และกำลังเพาะเห็ดบางชนิดให้กับบริษัทต่างประเทศ ได้รับหลายรางวัลจากในและต่างประเทศ

กระถินพิมานมีชื่อมานาน แต่มาโด่งดังตอนนี้ที่ “หมอแสง” ใช้เป็นส่วนประกอบหนึ่งในยารักษามะเร็งที่เขาแจก  คนที่ช่วยเหลือหมอแสงซื้อกระถินพิมานจากคุณพยงค์ไปให้หมอแสงประกอบยา

ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดบอกว่า เห็ดกระถินพิมานมีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งจริง เพราะมีสารโพลีแซคคาไลน์ สารเบตากลูแคน สารไตรโตรปินอย สารเนเชอรัลสเตอรอยด์ ที่เข้าไปช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งกรวยไต มะเร็งปอด 

นอกจากโรคมะเร็งแล้วยังพบว่าเห็ดกระถินพิมานสามารถสร้างเม็ดเลือด รักษาโรคเบาหวาน แผลพุพอง ภูมิแพ้ ไข้หวัดใหญ่ ผื่นคัน ไขข้ออักเสบ ได้เช่นกัน

เห็ดกระถินพิมานเกิดจากต้นกระถินพิมาน ซึ่งสูงประมาณ 8-10 เมตร ส่วนมากพบในภาคอีสาน เช่นที่สกลนครและภูเรือ จังหวัดเลย เห็ดจะเป็นดอกใหญ่แข็งเหมือนเนื้อไม้ เป็นก้อนครึ่งวงกลม

ชาวบ้านสมัยก่อนไม่รู้ว่าเป็นยา เอามาทำเป็นฟืน เกาหลี ญี่ปุ่น มากว้านซื้อเห็ดกระถินพิมานถูกๆ จากชาวบ้านหลายสิบปีที่ผ่านมาจนหมดป่า  แล้วยังเข้าป่าเก็บต้นไม้ใบหญ้า พันธุกรรมความหลากลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ของไทยไปวิจัยหมด กว่าคนไทยเราจะรู้เขาก็ไปจดลิขสิทธิ์แล้ว อย่างกรณีกระถินพิมาน ซึ่งเกาหลีไปจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

ดร.อานนท์บอกว่า กระถินพิมานของไทย เป็นเห็ดสายพันธุ์ใหม่ ที่อยู่ระหว่างเห็ดหิ้งไซบีเรีย (Inonotus obliquus) กับเห็ดซางฮวงของเกาหลี (Phellinus Linteus) ซึ่งมีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูง

หลายปีก่อน คุณพยงค์ แสนกมล ได้ไปเรียนเรื่องการเพาะเห็ดกระถินพิมานที่เกาหลี ได้ “ใบเซอร์” มาและสามารถเพาะเห็ดที่เกาหลีจดลิขสิทธิ์นี้ได้ วันนี้เธอมีเห็ดกระถินพิมานอยู่กว่า 15,000 ก้อน ในสื่อพูดถึงราคาเห็ดนี้กิโลละหลายล้าน เธอบอกว่าไม่ได้ขายราคานั้น

นอกนั้น คุณพยงค์ ยังมีเห็ดแอนโทรเดีย (Antrodia) ซึ่งเธอไปเรียนมาจาก “อาจารย์ใหญ่” ที่ไต้หวัน ที่นั่นเขาใช้เวลา 3-4 ปีเพาะเห็ดนี้ เธอใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านไทยเพาะได้ภายในปีเศษเท่านั้น เห็ดนี้ขึ้นชื่อว่ารักษามะเร็งได้ผลดีกว่ากระถินพิมานอีก กำลังมีการวิจัยทดลองในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศ

คุณพยงค์ยังมีเห็ดอื่นๆ อีกหลายชนิดที่คนทั่วไปอาจไม่คุ้น ส่งขายตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ อย่างเห็ดมิลกี้ดอกใหญ่เป็นกิโล ช่วยลดไขมัน ลดน้ำหนักได้ดี เห็ดถั่งเช่าที่เธอแปรรูปผสมกับเห็ดอื่นอีก 5 ชนิดเป็นซ็อส ทำให้ได้รับรางวัลอาหารสุขภาพ

เห็ดนางรมทอง ช่วยรักษาและป้องกันโรคธาลัสซีเมีย ช่วยขับไขมันไม่ดีที่ไปอุดตันตามเส้นเลือด ลดความดัน ป้องกันโรคหัวใจ รักษาโรคเบาหวาน ป้องกันโรคไตอักเสบ บำรุงร่างกายให้แข็งแรง

เห็ดโคนดำ เธอไปจดอนุสิทธิบัตรแล้ว กินสดกินสุกได้ ช่วยลดความเครียด ปรับสมดุลร่างกาย ลดคอเลสเทรอล ที่ห้างขายกิโลละเกือบพัน ที่สำคัญ เห็ดทั้งหมดของเธอผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่มีโลหะหนักตกค้าง เพราะเธอใช้สารจากธรรมชาติในการเพาะเลี้ยง

จำได้ว่าสมัยยังเด็ก เข้าป่าแถวบ้านที่สกลนคร เคยเห็นเห็ดดำๆ แผ่นใหญ่ๆ เกาะตามต้นไม้ คงเป็นกระถินพิมานแน่ๆ แต่ไม่มีใครรู้ เช่นเดียวกับของดีบ้านเราอีกมากมายที่เราไม่ได้ทำการวิจัย

         ถึงต้องเชื่อที่ปราชญ์ฝรั่งบอกว่า “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” เราถางป่า ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพไปจนเกือบหมด ปล่อยให้คนต่างชาตินำไปวิจัย จดลิขสิทธิ์ เอากลับมาขายให้เราแพงๆ  งานวิจัยบ้านเรามีน้อย งบวิจัยในมหาวิทยาลัยทั้งประเทศยังน้อยกว่าเรือดำน้ำหนึ่งลำ

สยามรัฐรายวัน 21 กุมภาพันธ์ 2561

ไม่ทราบว่า “คนไทยแท้” หน้าตาเป็นอย่างไร เราทุกคนไม่ว่าเชื้อชาติอะไรก็เป็นคนไทยเหมือนกัน เท่ากัน ต่างแต่เพียงว่าใครมาอยู่บนผืนดินสุวรรณภูมิแห่งนี้ก่อนกันเท่านั้น

            คนไทยเชื้อสายจีนมาอยู่เมืองไทยหลายร้อยปีแล้ว กลุ่มใหญ่หลั่งไหลออกจากเมืองจีนไปสู่ประเทศต่างๆ หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศจีนเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา

            ตำนานที่เล่าขานสู่ลูกหลานจนถึงวันนี้ คือ หลายคนออกจากบ้านเกิดเมืองนอนด้วยเสื่อผืนหมอนใบ ไปตายเอาดาบหน้า ตั้งรกรากในเมืองไทย อาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์ สายเลือดแซ่ตระกูลและวัฒนธรรม ประกอบกับความขยันหมั่นเพียร ค้าขายเป็น ทำให้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจนหลายคนกลายเป็น “เจ้าสัว”

            บางคนออกจากบางกอกไปอยู่ตามหัวเมือง ขอยืมขอเช่าที่ดินชาวบ้านปลูกผักขาย ได้ข้อมูลจากชาวบ้านร้านตลาด ว่าชาวบ้านชอบกินผักอะไรก็ปลูกอันนั้นและลองผักใหม่ๆ ไปพร้อมกัน เก็บเงินได้ก็ซื้อที่ดิน ขยายที่ปลูกผักส่งตลาดใกล้ไกล ได้เงินมากขึ้นก็ซื้อโรงสี รับสีข้าวชาวบ้าน ขายข้าว เติบโตเป็นเจ้าของโรงสีใหญ่ ขยายกิจการไปไม่รู้จบ เพราะลู่ทางมีมากมาย

            ตำนานของเจ้าสัวหลายคนเป็นที่รู้จักดี ที่เติบโตจากการค้าขายเล็กๆ จนกลายเป็นธุรกิจใหญ่หลายแสนล้าน มีที่ดินเป็นแสนๆ ไร่ สอนลูกหลานให้ตั้งใจทำงานให้ดี เพราะประเทศนี้แสนจะอุดมสมบูรณ์ เขียนจดหมายไปหาญาติพี่น้องที่เมืองจีนว่า ประเทศนี้ดีแท้ เอาตะเกียบเสียบลงดินยังงอกได้

            ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ลามไปถามหาเชื้อชาติของคนไทยด้วยกันมาจากความรู้สึกที่เห็นการค้าไม่เป็นธรรม การครอบงำ การเอาเปรียบ การผูกขาดของธุรกิจยักษ์ใหญ่ เหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไม่ปล่อยให้ “ชาวบ้าน” คนเล็กๆ มีที่ยืนในสังคมเศรษฐกิจ เป็นได้แต่เพียงแรงงานและผู้บริโภคเท่านั้น

            กิจการเล็กๆ ร้านโชห่วยตามเมืองใหญ่ไปถึงหมู่บ้านที่ปิดไป ภูมิปัญญาที่ถูกครอบไว้ไม่ให้เติบโตอย่างเรื่อง “เหล้า” และอื่นๆ ที่ระบบโครงสร้างทางกฎหมายไม่เปิดโอกาสให้มีการพัฒนา เพราะ “นายทุน” ไปแอบอยู่หลังทุกรัฐบาลและผู้ทำหน้าที่ออกกฎหมาย

            อย่างไรก็ดี โอกาสก็ยังพอมี เพียงแต่ต้องมีการเรียนรู้และลงมือทำ ยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง คือ การปลูกต้นไม้ คนส่วนใหญ่ยังพอมีที่ดินเป็นของตนเอง หรือที่ส่วนรวม ที่สาธารณะ วัด โรงเรียน ป่าชุมชนก็ได้ น่าจะทำโครงการปลูกไม้ให้เต็มแผ่นดิน เพราะเรามีที่ดิน มีแรงงาน

            ลองปลูกไม้พยุงสักปีละ 100 ล้านต้น ถ้ารวมพลังกันจริง และได้รับการสนับสนุนจากรัฐด้วยก็จะทำได้ไม่ยาก เพราะเมล็ดไม้พยุง 1 กิโล มี 40,000 เมล็ด ป่าไม้ช่วยหาเมล็ดให้สัก 2,500-3,000 กิโลก็ได้กล้าเพียงพอที่จะปลูกปีละ 100 ล้านต้น ยุทธศาสตร์ 20 ปี ปลูกได้ 2,000 ล้านต้น

            ตั้งแต่ปีที่ 20 ตัดไม้พยุงลงมาได้ปีละ 100 ล้านต้น ราคาต้นหนึ่งไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท แปรรูปเป็นไม้กระดาน ไม้ท่อน ส่งไปขายเมืองจีน ราคาวันนี้ประมาณ 1 ล้านบาทต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร ประเทศไทยจะมีรายได้จากไม้พยุงปีละไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาท

            ถ้าได้ผลเพียงครึ่งเดียวก็ได้ 2.5 ล้านล้านบาท เกือบเท่างบประมาณแผ่นดินหนึ่งปี และถ้าปลูกตั้งแต่ปีนี้ไปทุกปีๆ ละ 100 ล้านต้น หลังจากปีที่ 20 ก็จะได้ปีละไม่น้อยกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

            เมืองจีนซื้อไม้พะยุงไทยราคาสูงมากเพราะต้องการไปทำเฟอร์นิเจอร์จักรพรรดิ์ ของใช้ระดับฮ่องเต้ ราคาชุดหนึ่งนับสิบๆ ล้าน ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเอาไปทำวัตถุมงคล ฮก ลก ซิ่ว และอื่นๆ ประเทศอื่นๆ ก็ต้องการ เพราะไม้ดีๆ วันนี้มีค่ายิ่งกว่าทองคำ ไม้พยุงคือทองคำสีดำ

            จะเรียกว่า หนามยอกเอาหนามบ่งก็ว่าได้ เมืองไทยมีที่ดินอุดมสมบูรณ์ ปลูกอะไรก็ขึ้น เลี้ยงอะไรก็โต มีแรงงานหลายสิบล้านคนที่ทำการปลูกต้นไม้ดีๆ ได้ ปรับแก้กฎหมายให้คนปลูกได้ มีแรงจูงใจให้ปลูกและดูแลรักษา ให้การสนับสนุนกล้าไม้อย่างเพียงพอ แค่นี้ก็แก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน

            ถ้าวันนี้ ครอบครัวหนึ่งปลูกไม้พยุง 100 ต้น เพียง 12-13 ปีก็โตเส้นผ่าศูนย์กลาง 15-20 ซ.ม. ตัดลงมาราคาก็ไม่น้อยกว่า 20,000 บาทแล้ว ถ้ารีบขายเพราะไม่มีเงินใช้ก็ตัดลงมา แต่ปลูกใหม่ทุกปี ตั้งแต่ปีที่ 14 ตัดได้ปีละ 100 ต้น จะได้เงินประมาณ 2 ล้านบาท ปล่อยไว้ให้ถึง 20 ปี ก็จะได้ 5 ล้านบาท ถ้าปลูก 1,000 ต้น 13-14 ปีก็จะได้ 20 ล้านบาท 20 ปี จะได้ 50 ล้านบาท ถ้าปลูกวันนี้ไปทุกปีก็จะมีรายได้ที่ว่าทุกปี

            ใครอายุ 30-40 ปีวันนี้ ถ้าวางแผนให้ดี ปลูกไม้พยุงวันนี้สัก 1,000 ต้น อาจจะมีเงินอย่างน้อย 20-50 ล้านบาทเมื่ออายุยังไม่ถึง 60 เกษียณก่อนกำหนด จะพักผ่อนหรือทำงานที่รักที่ชอบ ทำบุญ ไปท่องเที่ยว

            “จุดเทียนขึ้นมาสักเล่ม ดีกว่านั่งด่าความมืด” ภาษิตจีนว่า แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียวกรณี       ”เจ้าสัวล่าเสือดำ” มาช่วยกันปลูกต้นไม้ที่ได้ทั้งป่า ได้ทั้งเงิน ลดโลกร้อน ได้ทุกฝ่ายแบบวิน-วิน

            ปัญหา “ภูโล้น” ที่จังหวัดน่านและอีกหลายจังหวัดที่มีจิตอาสาจากเมืองหลวงไปช่วยปลูกป่า ไม่รู้ว่าปลูกได้กี่ต้นแล้ว ลองเอาความคิดนี้ไปทำไม่ดีกว่าหรือ รอช้า คนมีที่ดินเป็นแสนๆ ไร่ มีเงินเป็นแสนๆ ล้านอาจจะเอาไปทำ แล้วชาวบ้านเราก็จะเป็นเพียง “แรงงาน” ถูกๆ ให้เขาเหมือนเดิม

            ถ้าเมืองไทยไม่ได้จนทรัพยากร ไม่ได้จนแรงงาน ไม่ได้จนเงิน แต่จนปัญญา ก็ต้องหาวิธีสร้างปัญญาแต่ต้องสร้างด้วยเครือข่ายการเรียนรู้ที่เป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐและทุน เพราะทั้งรัฐและทุนมีอำนาจครอบงำที่แยบยล ดูได้จากระบบการปกครอง ระบบการศึกษาที่ยังใช้อำนาจควบคุมจากศูนย์กลาง เหมือนยังอยากให้คนโง่ต่อไปเพื่อจะได้ครอบงำง่าย

            เรื่องไม้พยุงเป็นอะไรที่ชาวบ้าน คนเล็กๆ ทำได้ดี ปลูกกันคนละเล็กละน้อย กระจายไปเต็มแผ่นดิน อำนาจมาจากข้างล่าง มาจากแม่ธรณี ไม่พยุงเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นคุณอันยิ่งใหญ่ให้แผ่นดิน           

Page 1 of 39