Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 22 กุมภาพันธ์ 2560

ปรองดองที่เห็นเป็นข่าว ดูเหมือนเป็นเรื่องการหาทางแก้ปัญหาทางการเมืองมากกว่าเรื่องอื่นใด กลายเป็นเรื่องเอาเหลืองแดงมาสมานฉันท์ เชื่อว่าถ้าดีกันเมื่อไร ประเทศไทยจะรุ่งเรืองพัฒนา

                จริงอยู่ สิบกว่าปีที่ผ่านมา ปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยเห็นได้ชัดเจนทางการเมือง แต่เราก็เห็นความสงบเรียบร้อยทางการเมืองในหลายประเทศ กระนั้นผู้คนก็ยังมีปัญหาอีกร้อยแปด ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง

                ถ้าคิดว่าสังคมไทยเป็นระบบที่ทุกภาคส่วนสัมพันธ์กัน ปรองดองแบบแยกส่วนอาจจะเกิดได้ สั่งได้ ”จับเป็นตัวประกัน” ได้ แต่ยั่งยืนหรือไม่เท่านั้น อาจเหมือนแพทย์ที่รักษาโรค แต่ไม่รักษาคน ระบบสุขภาพไม่ดี ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอ คงเจ็บป่วยเป็นนั่นนี่ไม่มีวันหาย กลายเป็นการเลี้ยงไข้ไปก็มาก

                คนไทยเป็นหนี้กันมากมาย ทั้งในระบบและนอกระบบแบบสุดโหดและหาทางออกไม่ได้ ชาวไร่ชาวนาที่ยังเหลืออยู่ในชนบทเวียนว่ายอยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สินและความยากจนแบบซ้ำซาก

                สังคมไทยคิดว่า การปรองดองทางเศรษฐกิจที่ยึดถือกันมาตั้งแต่ 2504 ที่มีแผนพัฒนาฯ แผนที่ 1 คือ ทำให้คนจำนวนน้อยรวยก่อน แล้วก็จะดึงคนส่วนใหญ่ให้รวยตามไปด้วย ตามทฤษฎีการพัฒนาแบบไม่เท่าเทียม (Unequal Development Theory)

แล้วเกิดอะไรขึ้น ผ่านไป 55 ปี 11 แผน ประเทศไทยอยู่อันดับ 3 ของโลกที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ คนไทย 99% มีสินทรัพย์ไม่ถึงร้อยละ 30 ขณะที่คนไทยเพียง 1% มีมากกว่าร้อยละ 60

       กว่า 40 ปี เรามีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ก็ไม่สามารถหาทาง “ปรองดอง” กับ “ทุนนิยม” ได้ ทำได้เพียงเอาคำสอนอันล้ำค่าของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาเป็นไม้ประดับที่สวนที่ปลูกแต่เพียงพืชเศรษฐกิจ หรือเปรียบเทียบให้แย่กว่านั้น คือ ทำได้เพียงเอามาเป็นดอกไม้ในแจกันประดับโต๊ะผู้บริหารบ้านเมือง

       ไม่ได้คิดหาทางพัฒนา “เศรษฐกิจตลาดแบบพอเพียง” (Sufficient Market Economy) คล้ายกับที่จีนคิดและทำ “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” (Socialist Market Economy) สังคมไทยจึงวิ่งไล่เงา เอาเป็นเอาตายกับ GDP ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ มากกว่า GDH หรือความสุขของประชาชน กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่-เทพา เป็นเพียงตัวอย่างเดียวที่รัฐบาลไทยปากว่า (GDH) ตาขยิบ (GDP)

                ทางด้านสังคม ประเทศไทยมีกฎหมายกว่าหมื่นฉบับที่รอการแก้ไข มีการวิจัยพบว่า สามารถยกเลิกและแก้ไขกฎหมายหลายพันฉบับที่ล้าหลัง ไม่เหมาะสม ไม่เป็นธรรม ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการดำเนินชีวิต ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ความรุนแรง การเอารัดเอาเปรียบ สร้างโอกาสที่ไม่เท่าเทียม คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลงเพราะขาดโอกาสการศึกษากับการพัฒนาตน จนถึงวันนี้ยกเลิกได้แก้ได้กี่ฉบับก็ไม่รู้

                การปรองดองทางสังคมจึงหมายถึงการสร้างความเท่าเทียมในโอกาส ความเท่าเทียมทางกฎหมายที่เป็นจริง ไม่ทำให้ผู้คนเชื่อว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” หรือ “ขังแพะ” หรือทำให้เกิดประโยคคำถามเสียดสีอย่างเจ็บแสบที่ว่า “คนจนมีสิทธิ์ไหมครับ”

                การปรองดองทางสังคมเกิดขึ้นได้เมื่อผู้คนได้รับสวัสดิการ ความมั่นคงในชีวิต ด้วยระบบที่ให้ความเป็นธรรม ไม่ใช่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ยาคุณภาพต่างกัน คนจนได้ยาดีน้อยกว่าคนรวย หรือคนจนรอรับแต่เพียง “เศษเนื้อข้างเขียง” ที่สังคมหยิบยื่นให้ในรายการแจกเงิน ขึ้นรถโดยสารฟรี ฯลฯ

                ไม่กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ไม่กระจายงบประมาณ จึงรวยกระจุก จนกระจาย รวมศูนย์ทุกอย่างไว้ส่วนกลาง ความเหลื่อมล้ำชัดเจนระหว่างเมืองกับชนบท คนจึงทิ้งชนบทเข้าเมืองไปตายเอาด้าบหน้า

                การปรองดองทางวัฒนธรรม คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อคนจน คนยากไร้ คนชายขอบ คนพิการ บ้านนอกคอกนา ชาวเขาชาวดอย ซี่งมักถูกดูถูกดูแคลน และการให้โอกาสคนเหล่านี้ให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีงานทำ มีรายได้ และได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม

                ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงหลายปีที่ผ่านมา จนถูกอ้างเป็นเหตุผลของการทำรัฐประหาร เป็นเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาสังคมไทยที่หมักหมมมายาวนานและระเบิดเมื่อได้เวลา ปัญหาใหญ่กว่ายังอยู่ตราบใดที่ไม่ร่วมมือกันปฏิรูปสังคมอย่างรอบด้าน (หรือใช้คำโตๆ ว่า แบบบูรณาการ)

                การปรองดองที่เป็นการปฏิรูปสังคมอย่างรอบด้าน เริ่มจาก “หลักคิด” ที่เป็นองค์รวม ไม่แยกส่วนไม่ใช่ เกี๊ยะเซียะรอมชอมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นการปรองดองที่ “เห็นหัวประชาชน” หรือให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ “นักการเมือง” กับ “นายทุนพ่อค้า” มาก่อนอย่างที่ทำกัน

                ไม่ใช่เพียงอ้างอิง แต่นำคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้จริง ที่ทรงสอนให้ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยเฉพาะ “ประชาชน คนยากคนจน คนชายขอบ”

พัฒนาระบบ “เศรษฐกิจตลาดแบบพอเพียง” ปฏิรูปกฎหมายให้เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำลด การปรองดองก็เกิดได้ เพราะเกิดจาก “ข้างใน” ไม่ใช่การบังคับหรือการต่อรอง

สยามรัฐรายวัน 15 กุมภาพันธ์ 2560

คนไทยจำนวนมากรู้ว่าวันวาเลนไทน์ คือวันแห่งความรัก คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ แต่ไม่รู้ว่าวันมาฆบูชาคือวันอะไร และปีนี้ตรงกับวันอะไร

                วันวาเลนไทน์คงไม่ใช่อิทธิพลของศาสนาหรือวัฒนธรรมตะวันตกที่ครอบงำสังคมไทย แต่เป็นลัทธิบริโภคนิยมที่มาพร้อมกับศาสนา คล้ายกับเมื่อหลายร้อยปีก่อนที่มิชชันนารีชาวตะวันตกเดินหน้า บรรดาทหารตามหลังไปครอบงำครอบครองอาณานิคมทั่วโลก

                เทศกาลคริสตมาสที่ผ่านมา พระสันตะปาปาฟรันซิสได้เตือนชาวคริสต์ทั่วโลกว่า คริสตมาสได้กลายเป็นเพียงการฉลองภายนอก “ถูกจับเป็นตัวประกัน” โดยวัตถุนิยมบริโภคนิยม ผู้คนไม่ได้เข้าใจเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของเทศกาลนี้

                พระสันตะปาปาบอกว่า ผู้คนต่างก็มุ่งกันแต่เรื่องของขวัญให้กันและกัน แต่เย็นชาต่อคนชายขอบ ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย คนยากคนจน สนใจแต่เรื่องความสนุกสนานรื่นเริง การบริโภค ความฟุ้งเฟ้อ รูปแบบภายนอก ความเด่นความดังในสังคม

                บรรยากาศและค่านิยมเช่นนี้ทำให้ผู้คนสนใจแต่เรื่องของตัวเองมากกว่าคิดถึงคนอื่นและส่วนรวม ทำให้เกิดการเอาเปรียบ การกดขี่ข่มเหง ความอยุติธรรมต่างๆ เพราะกดทับความรู้สึกดีๆ การยอมรับคุณค่าดีงาม ความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์

                พระสันตะปาปาบอกว่า “วิถีแห่งความหลุดพ้นที่แท้เปิดกว้างสำหรับคนที่มีใจซื่อและเรียบง่าย” ทรงเรียกร้องให้ชาวคริสต์ตื่นจากการหลับไหลไปกับค่านิยมทางวัตถุ ปฏิบัติตนอย่างมีสติ (to act soberly)  ในโลกที่กระตุ้นทุกวิถีทางให้คนบริโภคมากขึ้น มีมากขึ้น

                พระสันตะปาปาฟรันซิสได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีชีวิตที่เรียบง่ายตั้งแต่เป็นประมุขของศาสนจักรที่อาร์เจนตินา และเมื่อเป็นโป๊ปก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง วันที่ได้รับเลือกนั้นก็ยังเดินทางไปจ่ายค่าที่พักในกรุงโรมด้วยตนเอง เป็นพระสันตะปาปาที่เดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถเฟี้ยต 500L คันจิ๋ว

สยามรัฐรายวัน 8 กุมภาพันธ์ 2560

คนไม่รู้หนังสือในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่คนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่เป็นคนที่เรียนรู้ไม่เป็น” อัลวิน ทอฟเลอร์ (1928-2016) เจ้าของหนังสือ Future Shock, The Third Wave, และ Power Shift

                ตรงกับที่นักคิด นักปรัชญา นักปฏิบัติการทางสังคมชาวเดนมาร์กอย่าง N. F. S. Grundtvig ได้พูดและลงมือทำตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 หรือประมาณ 150 ปีที่แล้ว เมื่อเขาได้ก่อตั้ง “โรงเรียนชาวบ้าน” (Folk High School) โดยเน้นที่การเรียนรู้ ไม่ใช่ที่ใบปริญญา โรงเรียนชีวิตแบบเดนมาร์กจึงไม่มีการสอบ เรียนสิ่งที่อยากเรียน เรียนอย่างมีความสุข และนำไปใช้ในชีวิตได้จริง

                อย่างไรก็ดี ไม่ได้แปลว่า เดนมาร์กปฏิเสธการศึกษาในระบบสากล เพียงแต่สังคมของเขาไม่ได้มีแต่ “ทางด่วนวันเวย์” ของการศึกษา แต่มีทางเล็กๆ ที่คดเคี้ยวเลี้ยวไปมาในธรรมชาติ และถึงจุดหมายปลายทางได้ นั่นคือ ทำให้คนพึ่งตนเองได้และมีความสุขได้ และไม่ได้ขัดแย้งหรือแข่งขันกับทางหลัก

                 ถ้าหาก “โรงเรียนชาวบ้าน” ฟังดู “บ้านนอก” และเรียก “โรงเรียนพลเมือง” ฟังดูดีกว่าก็ใช้ได้ แต่ในประเทศเดนมาร์กและประเทศสแกนดิเนวีย เยอรมนีและออสเตรียที่นำแนวคิดเรื่อง Folk High School ไปใช้อย่างแพร่หลาย เขาไม่ได้คิดว่าเป็นทางเลือกของคนบ้านนอกที่ไม่มีทางไป แต่ถือว่า เป็นทางเลือกที่เติมเต็มให้ชีวิตของผู้คน โดยไม่แบ่งแยก อายุ เพศ สถานะทางสังคม ศาสนา และระดับชั้นความรู้

เดนมาร์กโมเดล

Wednesday, 01 February 2017 08:22 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 1 กุมภาพันธ์ 2560

เดนมาร์ก ประเทศที่คนมีความสุขที่สุดในโลก (World Happiness Report) ได้รับการประเมินให้เป็นประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุดในโลกเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้ 90 จาก 100 คะแนน ในขณะที่ไทยได้อันดับที่ 101 และได้ 35 คะแนน ร่วงจากอันดับที่ 76 และจากที่เคยได้ 38 คะแนน

สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงให้การส่งเสริมสนับสนุนการเลี้ยงโคนม และอุตสาหกรรมนมในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2503 ที่ได้เสด็จเยือนเดนมาร์ก และได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

                นอกจากนี้ พระองค์ทรงสนพระทัยเรื่องการบริหารจัดการในรูปแบบสหกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่โดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งของเดนมาร์ก ไม่เพียงแต่ในเรื่องโคนม แต่ในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการผลิต การบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่ดูเหมือนว่าสหกรณ์เป็นเรื่องบ้านเราทำได้ผลน้อย แม้ว่าจะตั้งกันมาถึง 100 ปีแล้วก็ตาม

                ไม่ว่าที่เดนมาร์กหรือเมืองไทย เรื่องความโปร่งใส การไม่โกงกิน ไม่มีคอร์รัปชั่นมีรากฐานสำคัญอยู่ที่คุณภาพของคน การมีวินัย มีคุณธรรม และขึ้นอยู่กับความรู้ การศึกษาของประชาชน ขึ้นอยู่กับระบบโครงสร้างที่โปร่งใส การกระจายอำนาจ ประชาชนมีส่วนร่วม

จับแพะชนแกะ

Wednesday, 25 January 2017 08:51 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 25 มกราคม 2560

เมื่อปี 2529 เชอรี่แอน ดันแคน เด็กสาววัย 16 ปี ลูกครึ่งไทยอเมริกัน ถูกฆ่าตายที่สมุทรปราการ เป็นตำนานแพะของกระบวนการยุติธรรมไทย ตำรวจจับ 5 คน พนักงานอัยการสั่งฟ้อง 4 คน ทั้ง 4 คนถูกจำคุกเกือบ 6 ปี  เป็นการถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นลงโทษ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายกฟ้อง

                ผู้ต้องหาคนหนึ่งตายในคุก ลูกสาวของอีกคนหนึ่งที่ขาดพ่อถูกข่มขืนแล้วฆ่า ส่วนภรรยาเครียดจนเสียสติ เมื่อศาลฎีกายกฟ้อง 3 คนที่เหลือถูกปล่อยออกมา คนหนึ่งติดโรคร้ายในคุกเสียชีวิต อีกคนหนึ่งเป็นมะเร็งและไม่นานก็เสียชีวิต เหลือเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างทรมาน เพราะกระดูกสันหลังร้าว นอนหงายไม่ได้เหมือนคนพิการเนื่องจากถูกซ้อมให้รับสารภาพ

                เมื่อมีการสืบสวนสอบสวนใหม่โดยกองปราบตามที่ญาติแพะร้องเรียน ก็สามารถจับผู้กระทำผิดได้และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ตำรวจที่สร้างพยานเท็จถูกไล่ออกจากราชการ แต่หลบหนีไป พยานเท็จถูกจำคุก 8 ปี ญาติแพะฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลพิพากษาให้สำนักงานตำรวจชดใช้เงิน 38 ล้านบาท

                ที่สหรัฐอเมริกา มีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นเช่นกัน อย่าง The Hurricane ที่นำเอาชีวิตของรูบิน คาร์เตอร์ อดีตนักมวยแชมป์โลกในยุค 1960 มาทำภาพยนต์ ให้บทเรียนแก่ผู้คนได้อย่างน่าสะเทือนใจ เมื่อชายผิวดำคนนี้ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตด้วยข้อหาฆ่าคนผิวขาว 3 คนในบาร์

                เกือบ 20 ปีในคุก รูบิน คาร์เตอร์ ได้บทเรียนชีวิตหลายอย่างจากเพื่อนในเรือนจำและจากบุคคลภายนอกที่พยายามช่วยเหลือเขา เขาเรียนวิชากฎหมายและพยายามร้องเรียนให้ฟื้นคดีแต่ก็ไม่เป็นผล รวมทั้งการเดินขบวนประท้วงในหลายเมืองของสหรัฐอเมริกา คนดังอย่างมูฮัมเหม็ด อาลีและคนมีชื่อเสียงมากมายช่วยกันร้องเรียนก็ไม่ได้ผล

                มาได้ผลเมื่อคนกลุ่มเล็กๆ 4 คน จากแคนาดาได้เริ่มค้นหาหลักฐานใหม่อย่างจริงจัง และเริ่มจากเด็กชายผิวสีที่ได้รับการอุปถัมภ์จากคนผิวขาวที่ไปเยี่ยมรูบิน คาร์เตอร์ในคุก จนนำไปสู่การฟื้นคดีในที่สุด เขาได้รับการปล่อยตัว เป็นการกล่าวหาที่มาจากการเหยียดผิวที่ยังคงมีอยู่ทั่วไปในสหรัฐอเมริกาวันนี้

                ในกรณีของครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ที่สกลนคร กระทรวงยุติธรรมรับเรื่องไว้ช่วยเหลือเพื่อขอให้ศาลพิจารณารื้อฟื้นคดีขึ้นมาเนื่องจากมีหลักฐานใหม่ ซึ่งถ้าหากศาลยอมรับก็จะได้คืนความยุติธรรมให้ครู ซึ่งติดคุกปีครึ่งไปแล้ว

      ที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมก่อนถึงวันศาลนัด 8-10 กุมภาพันธ์ ก็เพราะทางตำรวจออกมาเป็นขบวนเพื่อยืนยันว่า ที่ทำมาทั้งหมดถูกต้อง และมีขบวนการเถื่อนเข้ามาเกี่ยวข้อง

     สื่อมวลชน โซเชียลมีเดียสะท้อนความรู้สึกของสังคมว่า เห็นด้วยกับครูจอมทรัพย์มากกว่า เพราะพยานหลักฐานต่างๆ เริ่มปรากฎออกมาชัดมากยิ่งขึ้น รอเพียงให้ศาลตัดสินเท่านั้นว่าจะฟื้นคดีนี้หรือไม่

    ข้อน่าสังเกตที่ทำให้สังคมไม่ค่อยเชื่อตำรวจเพราะภาพพจน์ตำรวจก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นเช่นไร ครูเองก็บอกสื่อว่า ตอนเข้าไปในคุก คนที่นั่นยังบอกว่าโง่ ทำไมไม่เอาเงินยัดตำรวจ ซึ่งเป็นการพูดที่สาธารณชนฟังแล้วก็เชื่อ เพราะคนทั่วไปก็มักทำกันเช่นนี้ แต่ครูจอมทรัพย์บอกว่า ถ้าทำเช่นนั้นกระบวนการยุติธรรมก็เสียหายหมด เธอยอมติดคุกเพื่อให้มีการแก้ไขเรื่องนี้

   ถ้าหากเธอจะจ้างคนมารับผิดแทน น่าจะทำตั้งแต่ต้น หรือไม่ก็ยัดเงินให้ตำรวจอย่างที่ใครๆ ก็ทำกัน ไม่ใช่ยอมติดคุกเพื่อจะได้ออกมาขอค่าชดเชย มันคุ้มหรือกับการสูญเสียแทบทุกอย่าง สามีทิ้ง ลูกคนโตตาย ลูกคนเล็กไม่ได้เรียนหนังสือ ตนเองถูกออกจากราชการ เงินเดือน เงินบำเน็จบำนาญไม่มี ไม่มีรายได้และที่สำคัญ ถูกดูถูกดูหมิ่นจากสังคมรอบข้าง

  การไปสืบค้นหาพยานหลักฐานของกรณีครูจอมรัพย์ก็คล้ายกับกรณีของรูบิน คาร์เตอร์ เป็นเพื่อนและญาติที่ทำ ยิ่งกว่านั้น ในยุคที่ผู้คนสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว เรื่องราวต่างๆ ส่งต่อและกลายเป็นขบวนการประชาสังคมที่รวมตัวกันต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมโดยไม่ต้องมีใครไปจัดการ มีเพียงคนระดมทุนช่วยครู ก็มีคนลงขันถึง 1 ล้านบาทในเวลาไม่กี่วัน ซึ่งเธอก็บอกว่าพอแล้วและยังไม่รับจนกว่าคดีจบ

  บทเรียนสำคัญของกรณีเชอรี่แอนและกรณี “แพะ” ทั้งหลาย คือ การคอร์รัปชั่นที่น่ากลัวที่สุดของสังคมไทยน่าจะอยู่ในกระบวนการยุติธรรมนี่กระมัง จนทำให้หลายคนกล้าทำผิด กล้าโกงบ้านกินเมือง กล้าก่ออาชญากรรม เพราะรู้ว่า ทำอย่างไรก็ไม่ผิด ไม่ติดคุก

 คงต้องรอให้กระบวนการฟื้นคดีครูจอมทรัพย์ไปถึงที่สุด สังคมคงได้บทเรียนหลายอย่าง และครูโรงเรียนบ้านนอกคนหนึ่งอาจเป็น “จุดคานงัด” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมก็เป็นได้ อย่างน้อยก็ทำให้เกิดสำนึกความดีชั่วและละอายต่อบาปในสังคมขึ้นมาบ้าง

ถ้ากระบวนการฟื้นคดีรับว่าเธอเป็นแพะจริง เธอน่าจะเป็นวิทยากรเดินทางไปสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก เยาวชนและผู้คนทั่วประเทศ ให้รู้ว่าความถูกต้องดีงามคืออะไร และไม่ยอมทรยศต่อหลักนิติธรรม

         กรณีครูจอมทรัพย์ไม่ได้เป็นเพียง “เหตุการณ์” ที่เกิดแล้วผ่านไป แต่ได้กลายเป็น “ปรากฎการณ์” ที่ทำให้มีเหตุผลมากยิ่งขึ้นที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพราะความยุติธรรมคือรากฐานสำคัญยิ่งของการปรองดองและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ที่กำลังโหยหากันอยู่ในขณะนี้

สยามรัฐรายวัน 18 มกราคม 2560

 คนไทยมีวิญญาณศิลปินและทักษะทางศิลปะไม่แพ้ชาติใดในโลก ดูได้จากผลงานด้านจิตกรรม ปฏิมากรรม สถาปัตยกรรม ช่างสิบหมู่ วัดวาอาราม ภาพวาด สิ่งปลูกสร้าง เป็นที่ชื่นชมของผู้คนจากทั่วโลก

                เราพบเห็นเด็กที่เก่งทางด้านศิลปะ ซึ่งเป็นการแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ ผลงานด้านการวาดภาพได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย แต่ดูเหมือนว่า ยิ่งโตขึ้น ยิ่งไปโรงเรียนนานขึ้น ความสามารถด้านศิลปะและการสร้างสรรค์ลดลง หรือว่าการศึกษาของเราทำลายพลังสร้างสรรค์เหล่านี้

                วิชาการบอกว่า สมองซีกขวาเป็นพลังสร้างศิลปะ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง การเห็นภาพสามมิติ การมีจิตนาการ ทักษะด้านดนตรี ควบคุมการทำงานของมือซ้าย

      สมองซีกซ้ายเป็นการใช้เหตุผล การเขียน การอ่าน การใช้ภาษา ทักษะด้านตัวเลข ด้านวิทยาศาสตร์ ควบคุมการทำงานของมือขวา

                แต่สมองทั้งสองด้านก็ไม่ได้ทำงานแบบแยกส่วน มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และมีความซับซ้อนในระบบสมองโดยรวม ความคิดสร้างสรรค์จึงไมได้มาจากสมองด้านขวาเท่านั้น คนที่มีสมองด้านซ้ายดีก็มีความคิดสร้างสรรค์และผลงานดีๆ ได้ถ้าหากได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมทั้งสองด้าน

                “การพัฒนาอย่างเหมาะสม” ที่ว่านี้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจเรื่อง “ความรู้” ความเชื่อเดิมของไทยคือ ความรู้มีอยู่แล้ว (objective truth)  มีคนไปค้นพบและเอามาบอกเราผ่านหนังสือตำรา ครูก็จะนำความรู้ดังกล่าวไปถ่ายทอดให้ศิษย์ ศิษย์ก็เชื่อครู เชื่ออาจารย์ ท่องจำความรู้ ส่วนใหญ่ก็ไมได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะคิดว่าท่องกันได้ จึงถ่ายทอดกันทางการบอกเล่าบอกต่อ

สยามรัฐรายวัน 11 มกราคม 2560

หลายคนมองดูสังคมไทยวันนี้แล้วคงเกิดความขัดแย้งในใจ ไหนว่ายึดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานเพื่อการปฏิบัติ แล้วทำไมจึงดูไม่สมดุล ไม่ลงตัวเลยระหว่าง GDP กับ GDH

          GDP (Gross Domestic Product) หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ เป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจและได้กลายเป็นตัวชี้วัด “การพัฒนา” ของประเทศไปด้วย ซึ่งในความเป็นจริงก็รู้กันอยู่ว่าไม่จริง เพราะประเทศไทยอาจจะ “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา”

เพราะการพัฒนาที่ยอมรับกันในระดับนานาชาติวันนี้เขาไม่ได้วัดกันที่เศรษฐกิจอย่างเดียวแล้ว แต่รวมไปถึงด้านอื่นๆ โดยเฉพาะทางสังคม สิ่งแวดล้อม สิทธิ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจน ซึ่งความเหลื่อมล้ำดัวกล่าวประเทศไทยอยู่อันดับต้นๆ ของโลก

          GDH (Gross Domestic Happiness) หรือความสุขมวลรวมประชาชาติ ที่รู้กันว่า ภูฏานเป็นประเทศเดียวในโลกที่ประกาศชัดเจนว่า ความสุขของประชาชนคือเป้าหมายการพัฒนา

ผู้นำประเทศเล็กๆ ตีนเขาหิมาลัยแห่งนี้บอกว่า ประเทศต่างๆ เอาการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เป็นเป้าหมาย และความสุขเป็นผลพลอยได้ ขณะที่ประเทศของเขาเอาความสุขเป็นเป้าหมาย เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ จึงพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เปิดประเทศให้คนหลายล้านเข้าไปเที่ยว แม้ว่าจะทำได้เพราะมีทุกอย่างที่นักท่องเที่ยวแสวงหา

สยามรัฐรายวัน 4 มกราคม 2559

คนจำนวนมากอาจตามโลกไม่ทัน เพราะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว แต่ในวิสัยทัศน์การพัฒนาไม่ว่าของสหประชาติหรือของไทยที่ไม่ต้องการ “ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ก็คงต้องช่วยกันหาวิธี “บูรณาการ” และเชื่อมสานอดีตกับปัจจุบันเพื่อวาดฝันอนาคตที่มีความสุขด้วยกันทุกคน

                กระแสโลกที่เปลี่ยนรวดเร็วทางเทคโนโลยีเหมือนกับจะวิ่งไปข้างหน้า แต่ดูให้ดีจะพบว่า ในเวลาเดียวกันโลกกำลังหมุนกลับ

                ๑.กลับไปหาต้นกำเนิดชีวิต (back to source of life) ค้นหาความหมายของชีวิตในศาสนา ปรัชญา คุณค่าความดีงาม คนต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจในโลกที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งให้ความรื่นเริงบรรเทิงใจ แต่อีกด้านหนึ่งกลับทำให้เกิดความว่างเปล่า ความโดดเดี่ยว ความเหงา

      ๒.กลับคืนสู่ธรรมชาติ (back to the nature) กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า ระบบนิเวศ กระแสเกษตรอินทรีย์ อาหารปลอดภัย พลังงานสะอาด พลังงานที่ไม่รู้หมดจากธรรมชาติ สายลม แสงแดด พลังงานชีวมวล ท่องเที่ยวนิเวศ ท่องเที่ยวเกษตร

      ๓.คืนสู่ความเรียบง่าย (back to basics) สู่ความพอดี คนพบว่าการกินอยู่พอดีทำให้มีความสุข ความสมดุลในการจัดการชีวิต จัดการองค์กร จัดการชุมชน  ความสุขอยู่ที่การแบ่งปัน การให้ ไม่ใช่ได้แต่รับ การสะสมจนมีล้นเกิน อยู่ที่การรู้จักพอ

      ๔.คืนสู่รากเหง้า (back to the roots) กลับไปค้นหาภูมิปัญญาดั้งเดิม คุณค่าดีงาม ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคมวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ นำมาฟื้นฟูอนุรักษ์ประยุกต์ผสานให้เหมาะสม เพื่อเป็นรากฐานชีวิตของวันนี้

สยามรัฐรายวัน  28 ธันวาคม 2559

ขณะนี้งบประมาณต่างๆ กำลังลงไปสู่ชุมชนจนอาจจะสำลักกันแล้ว นอกจากที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยคนละ 1,500-3,000 บาท รอบแรก กำลังเตรียมรอบสอง ยังมีงบประมาณลงหมู่บ้าน 250,000 บาท และเตรียมรอบต่อไปอีก ยังกองทุนหมู่บ้านที่เติมลงไปหลายครั้ง

                ไม่รวมงบภัยแล้ง ภัยหนาว น้ำท่วม งบช่วยเหลือการเลิกทำนาไปปลูกอย่างอื่น รวมที่ผ่านกระทรวงต่างๆ และที่สำคัญวันนี้คือการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐโดยการนำของหอการค้าที่กำลังเสนอ 1,000 โครงการมูลค่า 8.3 หมื่นล้าน เห็นบอกว่า นี่เป็นเพียงล็อตแรก อีกมากคงตามมา

                ลงไปชุมชนจังหวัดต่างๆ มักพบคำถามเดียวกันว่า จะทำอะไรดี ด้วยเงื่อนไขของเวลาที่เร่งรัดให้ใช้จ่ายงบประมาณ และความไม่พร้อม ไม่มีแผนล่วงหน้า จังหวัดต่างๆ ก็มีแนวโน้มที่จะทำอะไรที่ทำแล้ว กำลังทำอยู่ แม้ว่าจะซ้ำซ้อน เพราะนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรใน “กรอบ” ที่รัฐบาลให้มา

                ที่เป็นเช่นนี้เพราะที่ผ่านมา ชุมชนไม่มี “แผนแม่บท” การพัฒนาตนเอง ไม่ได้ทำข้อมูลที่นำไปสู่การทำแผนแบบพึ่งพาตนเอง มีแต่ทำโครงการเพื่อของบประมาณจากรัฐ เมื่อไม่มีข้อมูลพื้นฐานโดยละเอียดของชุมชน ก็จะสรุปเอาแบบรีบด่วนว่า ควรทำอะไร ควรสร้างอะไร นึกไม่ออกก็เลยเกณฑ์คนไปตัดหญ้าริมถนนเพื่อให้งบประมาณหมดก็มี เพราะตัดได้ทุกเดือน

                ถ้าชุมชนมีข้อมูลแบบ “ฐานข้อมูลใหญ่ของชุมชน” (BCD : Big Community-Data) ก็วางแผนพัฒนาตนเองได้ เมื่อไม่มีจึงได้แต่เลียนแบบโครงการชุมชนอื่น หรือคิดเองง่ายๆ เพราะคนตัดสินใจมีส่วนได้เสีย

                งบประมาณที่ลงไปก็มีข้อดีในส่วนที่ไปเสริมไปเติมเต็ม ไปขยับขยายโครงการดีๆ ที่ทำกันอยู่ เช่น ที่จังหวัดนครพนม มีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์ 28 กลุ่ม มีพื้นที่ผลิตข้าวอยู่ 20,000 ไร่ ทำงานได้ดี ผลิตข้าวอินทรีย์คุณภาพดีไม่พอขายทั้งในและต่างประเทศ

                มีเครือข่ายนครพนม สกลนคร มุกดาหาร มีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์อีสาน และอื่นๆ อีกหลายเครือข่าย หลายกลุ่มที่มีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ก่อตัวเป็น “ฐานเจดีย์” คือระบบเศรษฐกิจของประเทศที่มั่นคงเพราะฐานรากที่มั่นคง  แล้วกลุ่มอื่นๆ ที่ยังไม่แข็งแรงจะส่งเสริมอย่างไร

                รัฐบาลน่าจะถามมหาวิทยาลัยของรัฐที่ใช้งบประมาณแผ่นดินเงินภาษีอากรของราษฎรปีหนึ่งหลายแสนล้านว่า ลงไปทำอะไรเพื่อช่วยเหลือ “เศรษฐกิจฐานราก” บ้าง อย่างมหาวิทยาลัยที่มีเขียนไว้ในบรรทัดแรกๆ ของพรบ.ว่าเป็น “สถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” ได้ทำอะไรเพื่อท้องถิ่นบ้าง

                มีมหาวิทยาลัยราชภัฏ 40 แห่ง มหาวิทยาลัยราชมงคลและมหาวิทยาลัยที่อยู่ในภูมิภาค ในจังหวัดต่างๆ อีกทุกจังหวัดอีกกว่า 40 แห่ง ไม่ตั้งอยู่เองก็มีวิทยาเขต มีเครือข่ายสาขาครอบคลุมไปทั่ว มีคำถามว่า สถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้มีบทบาทอะไรในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

                มหาวิทยาลัยไปช่วยอะไรชาวไร่ชาวนาบ้าง มีการเรียนการสอนเรื่องการบริหารจัดการ การผลิต การตลาด การแปรรูป วิชาการเหล่านี้ช่วยให้การเกษตรบ้านเมืองนี้เจริญพัฒนากว่านี้ได้อย่างไร ราคาข้าวตกต่ำที่ผ่านมามหาวิทยาลัยของรัฐส่วนใหญ่ทำได้แค่ให้พื้นที่ชาวนาไปขายข้าวให้อาจารย์นักศึกษาหรือ

                ถ้าหากอาจารย์ยังสอนหนังสือ นักศึกษายังท่องหนังสือแบบโบราณเมื่อร้อยปีที่แล้ว เรียนจบก็สมัครงานที่ไหนไม่ได้ เพราะความรู้ความสามารถไม่พอ ไม่ตรงกับที่สังคมต้องการ แล้วเรายังส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาแบบนี้ด้วยงบประมาณมากมายมหาศาลทุกปีไปเพื่ออะไร

                ขณะที่รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาประเทศ ทุ่มงบประมาณลงไปมากมาย จะไม่กลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปหรือ เพราะการแก้ปัญหาความยากจน แก้ปัญหาหนี้สิน การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนคงใช้เงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้ “ปัญญา” ซึ่งมากับ “คน” ที่มีความรู้ความสามารถ มีหลักคิดหลักการ มีปัญญา

                สถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่นต้องทุบกำแพงห้องเรียนออก ไปสู่ชุมชน ไปเรียนรู้ในชุมชน เอาเรื่องชุมชนมาเรียน เรียนร่วมกับชุมชน พัฒนาร่วมกับชุมชน ไปเสริมไปเติมเต็มในส่วนที่ชุมชนยังไม่รู้ ไม่พร้อม

      แทบทุกมหาวิทยาลัยมีคณะหรือภาควิชาบริหารจัดการ เรียนหนังสือกันทั้งนั้น ไม่ได้เรียนรู้ว่า ชุมชนในจังหวัดที่ตนเองตั้งอยู่เขามีอะไรให้เรียน ให้ไปช่วยพัฒนา ไม่ว่าสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มต่างๆ ล้วนแต่ต้องการความช่วยเหลือทางวิชาการทั้งนั้น แต่ต้องเหมาะสม ไม่ใช่เอาอะไรที่แปลกปลอมไปยัดเยียดให้ มหาวิทยาลัยในท้องถิ่นไม่มีฐานข้อมูลแบบ Big-Data จะพัฒนาได้อย่างไร

     คณะเกษตรเรียนเรื่องสหกรณ์ในห้องเรียน ในหนังสือ โดยไม่มีความรู้จริงจากประสบการณ์การลงไปคลุกคลีและช่วยเหลือสหกรณ์ต่างๆ สหกรณ์ 100 ปีจึงยังเป็นอยู่อย่างที่เห็น เรียนเรื่องวิหสาหกิจชุมชนในหนังสือ จึงไม่รู้ว่าวันนี้วิสาหกิจชุมชน 80,000 กลุ่มทำอะไรและมีปัญหาอะไร มีศักยภาพที่จะพัฒนาไปเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างไร

                รัฐบาลตั้งปณิธานการพัฒนาประเทศไปสู่ 4.0  ถ้าไม่มีรากฐานการศึกษาที่ดี ไม่มีพลังปัญญาในการขับเคลื่อน ประเทศไทยก็คงไปไม่ถึงไหน

                ประเทศสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่พัฒนาประเทศไปถึงไหนนานแล้ว เพราะเน้นพัฒนาการศึกษา พัฒนาคนมานานจนขึ้นไปอยู่อันดับหนึ่งของโลก  ประเทศไทยโชคดีที่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก แต่โชคร้ายที่มีระบบการศึกษาที่ล้าหลัง

กีฬาเป็นยาวิเศษ

Wednesday, 21 December 2016 09:14 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 21 ธันวาคม 2559

ประเทศไทยกำลังจะมีมหาวิทยาลัยกีฬาในแต่ละภาค โรงเรียนกีฬา วิทยาลัยกีฬาหรือพละศึกษาก็มีอยู่แล้ว แต่ก็ยังดูจะไม่ใหญ่พอตามแนวคิดของผู้เกี่ยวข้องที่มักคิดว่า ถ้าได้ชื่อ “มหาวิทยาลัย” แล้วจะยิ่งใหญ่และมีอะไรต่อมิอะไรมากกว่า

          อาจจะจริง เพราะได้งบประมาณมากกว่า มีคนสนใจเข้าเรียนมากกว่า เพราะคนไทยชอบชื่อใหญ่ๆ วิทยาลัยครูก็ขอเป็นสถาบันราชภัฏ ไม่พอขอเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ คุณภาพดีขึ้นใหญ่ขึ้นมากขึ้นตามชื่อหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรียนจบแล้วตกงาน ชื่อใหญ่ๆ ก็ช่วยไม่ได้

เช่นเดียวกับชื่อโรงเรียนเตรียมอุดม เทพศิรินทร์ สวนกุหลาบ สตรีวิทย์ และอื่นๆ ที่ “ขายได้” ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าที่จะได้ชื่อนั้น ครูแทบจะไหว้ผู้ปกครองให้นำเด็กมาเรียน พอเปลี่ยนชื่อกลายเป็นว่าผู้ปกครองต้องไปไหว้ครูขอให้รับ หรือไม่ก็ฝากหรือติดสินบนเพื่อให้ลูกได้เข้าเรียน คุณภาพของโรงเรียนสูงขึ้นตามชื่อหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง บางแห่งครูบางคนบอกว่าแย่กว่าเดิม

ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี แทนที่จะให้ตั้งมหาวิทยาลัยกีฬา ผมจะตั้งเงื่อนไขอย่างน้อย 2 ข้อ ถ้าทำได้ดีอาจจะมีหรือไม่มีหาวิทยาลัยกีฬาก็ได้ คือ

Page 1 of 33