phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

ทางอีศาน ธันวาคม 2560

 

ผมเขียนบทความนี้เช้าวันที่ 23 ตุลาคม 2560 เมื่อคืนนอนหลับฝันดี ได้ดูการแข่งขันชิงชนะเลิศแบดมินตันเดนมาร์กโอเพ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในระดับสูงสุดของแบดมินตันโลก ที่มีความสุขเพราะน้องเมย์ รัชนก อินทนน์ชนะเลิศแบบตื่นเต้นหัวใจจะวาย

 

            ตื่นเต้นที่สุดก็ตอนสุดท้ายที่น้องเมย์ไล่ตามยามากูชิ นักแบดมินตันชาวญี่ปุ่นอยู่ถึง 5 แต้ม และเธอก็ไล่ไปทีละแต้มจนชนะแบบสะใจ และที่ประทับใจที่สุดก็ตอนจบที่เธอก้มลงกราบที่พื้น โดยมองขึ้นฟ้าก่อนกราบ เธอดีใจจนร้องไห้ให้เห็นได้ชัด คนดูทั้งสนามลุกขึ้นยืนปรบมือให้อย่างยาวนาน

 

            น้องเมย์ให้สัมภาษณ์หลังการแข่งขันว่า เธอได้แรงบันดาลใจและพละกำลังจาก “พ่อหลวง” จึงได้สู้จนสุดความสามารถและชนะได้ในที่สุด เธอมอบชัยชนะครั้งนี้แด่พระองค์ท่าน เธอมองขึ้นฟ้านึกถึงพระองค์ และนี่คือ 4 วันก่อนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ 26 ตุลาคม 2560

 

            เรื่องราวของรัชนก อินทนนท์ เป็นเหมือนนิยาย เธอเป็นลูกคนงาน แม่ค้า คนยโสธร ร้อยเอ็ด ที่ชะตากรรมส่งให้เธอได้เล่นแบดมินตันตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ เพราะตามแม่ไปเล่นซนอยู่แถวคอร์ดแบดมินตันของบ้านทองหยอดที่แม่เธอทำงานอยู่

 

            แสดงให้เห็นว่า “โอกาส” สำคัญยิ่ง ไม่ว่าคุณเป็นใคร เป็นเด็กบ้านนอกหรือเมืองกรุง คนรวยหรือคนจน เมื่อมีโอกาสแล้ว “ใจสู้” หรือไม่เพียงใด ขยันหมั่นเพียรฝึกซ้อมอย่างมีวินัยหรือไม่

สยามรัฐรายวัน 6 ธันวาคม 2560

“เงินให้เปล่าสำหรับทุกคน” หรือ “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” (Universal Basic Income – UBI) เป็นประเด็นทางการเมืองไปแล้วในหลายประเทศ  คนอังกฤษประมาณครึ่งหนึ่งเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่เมื่อลงไปในรายละเอียดว่า จะต้องขึ้นภาษีเพื่อนำเงินมาใช้ คนที่เห็นด้วยก็ลดลง

ความจริง คำถามทีว่าจะเอาเงินมาจากไหนเพื่อจ่ายในโครงการนี้ กำลังเป็นที่ถกเถียงและหาทางออก ซึ่งน่าจะหาได้ถ้าลดงบประมาณด้านอื่นๆ และค่าใช้จ่ายสวัสดิการต่างๆ ที่น่าจะแทนที่ได้ด้วยรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (รพถ.)  อยู่ที่ผลการทดลองนำร่องในประเทศต่างๆ ในสังคมและบริบทที่แตกต่างกัน

หลายปีก่อนมีโครงการทดลงที่ลอนดอนกับคนเร่ร่อน 13 คน ที่นอนกลางถนน ประทังชีวิตด้วยคูปองอาหารคนจน  มีความพยายามช่วยคนเหล่านี้หลายสิบปีไม่มีอะไรดีขึ้น ถ้าคิดค่าใช้จ่ายในการ “ดูแล” ด้านต่างๆ ก็ไม่น้อย ผู้เกี่ยวข้องจึงเปลี่ยนมาลองให้เงินสดพวกเขาคนละ 3,000 ปอนด์ แบบไม่มีเงื่อนไข

หนึ่งปีให้หลัง 7 คน มีที่พักอาศัย คนอื่นๆ กลับไปหาลูก หาญาติ หาความรู้ในการทำสวนทำงานที่ตนเองอยากทำ เฉลี่ยใช้เงินไปคนละ 800 ปอนด์เท่านั้น ไม่มีใครเอาไปซื้อเหล้าหรือยาเสพติด แต่เอาไปซื้อมือถือ ซื้อของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น

ผู้จัดการออนไลน์ manageronline 1 ธันวาคม 2017

จอร์ช ออร์เวลล์ นักเขียนนักวิจารณ์ชาวอังกฤษ เขียน อะนิมัล ฟาร์ม ตีพิมพ์มื่อปี 2488 เป็นนิทานเปรียบเทียบเสียดสีการเมืองในรัสเซียเมื่อต้นศตวรรษที่ 20  มีการแปลเป็นไทยถึง 9 สำนวน ตั้งแต่ปี 2502 ถึงปี 2560  ได้กลายเป็นหนังสือคลาสสิกที่ให้บทเรียนแก่สังคมทุกระบอบที่มีผู้นำ “หลงอำนาจ”

             เรื่องย่อมีอยู่ว่า ฟาร์มสัตว์แห่งหนึ่งไม่พอใจเจ้าของที่เป็น “คน” ที่ขี้เกียจ เมา ไม่เอาการเอางาน มีแต่ใช้งานสัตว์ ผู้นำหมูจึงรวมตัวกันขับไล่ เมื่อผู้นำหมูตัวแรกตายไปก็ตั้งทายาทเป็นหมูสองตัว แย่งอำนาจกันจึงเหลือแต่ตัวที่ชื่อ “นะโปเลียน”

             นะโปเลียนแรกๆ ก็ดูดี แต่นานเข้าก็เริ่มหลงอำนาจ แก้บัญญัติ 7 ประการให้ตอบสนองตนเอง ใช้สื่อเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารโฆษณาชวนเชื่อครอบงำผู้คนในสังคม จนที่สุดหมูเดินสี่ขาก็เริ่มเดินสองขา เริ่มใส่เสื้อผ้า เริ่มนอนเตียง เริ่มกินเหล้า เริ่มฆ่าสัตว์อื่น ซึ่งผิดกฎ 7 ข้อที่ตั้งกันไว้แต่ต้น  

            โดยเฉพาะข้อสุดท้ายที่เขียนไว้แต่เดิมว่า “สัตว์ทุกตัวย่อมเท่ากัน” ก็มาเพิ่มว่า “แต่บางตัวเท่ากันมากกว่าอีกบางตัว” "All animals are equal, but some animals are more equal than others" เมื่อหมูทำตัวเหมือน “คน” ในตอนจบพวกมันก็พบว่า ตัวเองไม่ได้ต่างไปจาก “คน” (ที่มันได้ยึดอำนาจมา) นั่นเลย

สยามรัฐรายวัน 29 พฤศจิกายน 2560

รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) เป็นแนวคิดที่กำลังมาแรงทั่วโลกวันนี้  อาจเรียกชื่ออื่น แต่โดยรวมแล้วหมายถึงการให้เงินฟรีๆ แก่ประชาชนโดยไม่มีเงื่อนไข

รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (ต่อไปขอเรียกว่า รพถ. หรือ UBI) แตกต่างจากสวัสดิการที่รัฐให้ เพราะเป็นการให้เปล่าแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ยุ่งยาก ให้ทุกเดือน เช่น ประเทศไทยอาจจะโอนเงินเข้าบัญชีของคนไทยทุกคนหรือคนที่มีรายได้ต่ำกว่าการเสียภาษี ทุกเดือน 5,000 บาท หรือรูปแบบอื่น

ฟังดูอาจจะฝันเฟื่อง หรือไม่ก็เป็นการหาเสียงของนักการเมืองประชานิยมสุดโต่ง แต่ลองศึกษาหาข้อมูลและหลักฐานข้อเท็จจริง (ซึ่งมีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต) อาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้

รพถ.ไม่ใช่เรื่องใหม่ โทมัส โมร์ (1478-1535) เมื่อเกือบห้าร้อยปีก่อน โทมัส เพน (1737-1809) เมื่อสองร้อยปีก่อนพูดถึงส่วนแบ่งที่เป็นธรรมที่ราษฎรควรได้รับจากภาษีรายได้ของรัฐ

มิลตัน ฟรีดมัน (1912-2006) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล มาร์ติน ลูเธอร์ คิง อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐหลายคน จนถึงริชาร์ด นิกสัน ที่เกือบผ่านกฎหมาย UBI ในปี 1971 ผ่านสภาล่างและไปตกที่สภาบน กฎหมายที่ต้องการ “แจกเงิน” คนอเมริกันเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

เรื่องดูเหมือนเงียบไปหลายปี มาเริ่มพูดถึงกันอีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องเพราะความกลัวว่า อนาคตคนจะตกงาน โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วที่โรงงานต่างก็ย้ายไปอยู่ประเทศกำลังพัฒนาที่แรงงานถูกกว่า และงานทุกระดับกำลังถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จนนักอนาคตวิทยาบางคนทำนายว่า 12 ปีข้างหน้า (2030) จะมีคนตกงาน 2,000 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของแรงงานงานวันนี้

ขณะเดียวกัน โปรแกรมสวัสดิการต่างๆ ของรัฐก็ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้จริง คนรวยก็รวยขึ้น คนจนก็จนลง ความเหลื่อมล้ำถ่างออกไปทุกที และเป็นเช่นนี้ทั่วโลก ไม่ว่าประเทศรวยหรือจน ภาพรวมของทั่วโลกดูน่ากลัว

จึงไม่แปลกที่คนที่ออกมาพูดเรื่องนี้และแนวทางแก้ปัญหาด้วย รพถ.จะมีนักการเมืองทั้งซ้ายและขวา ทั้งสังคมนิยมและทุนนิยม รวมทั้งมาร์ก ซักเคอร์เบอร์กแห่งเฟสบุ๊ก และอีลอน มัสก์แห่งเทสลา และบรรดาผู้ประกอบการในซิลิคอน วัลเลย์

ที่สำคัญ มีงานวิจัยทดลองนำร่องในหลายประเทศ  อย่างที่แคนาดาที่ทำการทดลองในเทศบาลแห่งหนึ่งตั้งแต่เมื่อปี 1970 เศษ แต่วิจัยเสร็จไม่มีการนำผลมาวิเคราะห์เพราะเปลี่ยนรัฐบาลท้องถิ่น หลายปีที่ผ่านมามีการนำผลมาวิเคราะห์พบว่าได้ผลดี สุขภาพผู้คนดีขึ้น อาชญากรรมลดลง ความคิดริเริ่มและนวัตกรรมมีมากขึ้น และอื่นๆ

ที่แคนาดาจึงมีการทดลองอีกเมื่อไม่นานมานี้ในอีกบางพื้นที่ เช่นเดียวกับที่ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา สก็อตแลนด์ ฝรั่งเศส อินเดีย นามีเบีย ยูกันดา เคนยา บราซิล และอีกหลายประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการทดลองนำร่อง ประชากรเป้าหมาย 1,000-8,000 คน ระยะเวลาสองสามปีถึงสิบปี

มีหลายโครงการได้สรุปผลการทดลองในเบื้องต้นแล้วอย่างที่อินเดีย ที่เคนยา และหลายแห่งกำลังวางแผนทำการทดลอง ซึ่งธนาคารโลกเองก็ให้การสนับสนุนและได้ร่วมทำการวิจัยในหลายประเทศ แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ซึ่งงานวิจัยนำร่องต่างๆ ก็ให้คำตอบ เช่น

เป็นโครงการที่แพงมากก็จริง แต่มีหลายรูปแบบ ถ้าหากคำนวณให้ดี ก็จะพบว่าไม่ได้แพงเกินกว่าจะหางบได้ เป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้ม  เพราะลดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ปัญหาสังคม อาชญากรรม ทำให้คนมีการศึกษาดีขึ้น มีงานใหม่ๆ เกิดขึ้น คนมีอิสรภาพมากขึ้น

หรือวิจารณ์ว่า คนจะขี้เกียจและไม่ทำงาน ซึ่งไม่จริง เพราะถ้ามีเงินดำรงชีพพื้นฐานคนก็จะมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกงานที่มีความหมายต่อชีวิตของตนเองมากขึ้น มีพลังสร้างสรรค์และมีความสุขมากขึ้น

หรือบอกว่ายากจะเกิดขึ้นได้เพราะเป็นการปฏิวัติโครงสร้างเลยทีเดียว ต้องเปลี่ยนระบบสวัสดิการ ลดงานสวัสดิการ แต่ก็เกือบเกิดขึ้นที่อเมริกาเมื่อปี 1971 และวันนี้กำลังเป็นที่สนใจของรัฐบาลหลายประเทศ

 รพถ.เป็นการปรับกระบวนทัศน์เรื่องการแก้ปัญหาความยากจน ที่คนมีอำนาจทางการเมือง ทางเศรษฐกิจและสังคมมักคิดแทนประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจน คิดโครงการแก้ปัญหา เป็นสวัสดิการในรูปแบบต่างๆ เป็นร้อยเป็นพันอย่าง ตั้งเงื่อนไขมากมายให้คนปฏิบัติตาม

รพถ.ไม่ใช่สวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ แต่เป็นการให้เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ควรจะได้รับส่วนแบ่งอย่างยุติธรรมในมรดกที่บรรพบุรุษได้ทำไว้และส่งต่อมาให้เรา ระบบปัจจุบันทำให้คนรวยได้รางวัล คนจนถูกลงโทษ ซึ่งเป็นความอยุติธรรมทางสังคม

ความยากจน ความเหลื่อมล้ำทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนเลวลง คนจนไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะไม่มีเงิน ไม่มีโอกาสได้พัฒนาตนมีผลงาน (productive) และหลุดพ้นจากความจน

สังคมไทยก็มีสวัสดิการมากมายหลายอย่างที่ใกล้เคียงกับแนวคิด รพถ. อย่างสวัสดิการผู้สูงอายุ “สุขภาพถ้วนหน้า” รักษาได้ทุกโรค แต่บางสวัสดิการดูเหมือนจะดีแต่มีเงื่อนไขและเงื่อนงำ ให้คูปองซื้อของในร้านที่กำหนด แทนที่จะให้เงินสดไปซื้อของในตลาดนัดหรือที่ไหนก็ได้

หรือว่าสวัสดิการส่วนใหญ่ไม่ได้แก้ปัญหา แต่เป็นกับดักความยากจน ไม่ได้ช่วยปลดปล่อยศักยภาพคนจนให้ “ระเบิดจากข้างใน” ไปสู่ความเป็นไท ?

ตูน ตำนาน สุขภาพ

Wednesday, 22 November 2017 08:37 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 22 พฤศจิกายน 2560

ตูน บอดี้สแลม “ฟีเวอร์” เป็นปรากฎการณ์ทางสังคมที่อาจกลายเป็น “ตำนาน” (myth) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือเรื่องเล่า เป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา มีพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน

สิ่งที่ตูนต้องการสื่อสารคงไม่เพียงแต่ขอให้คนไทยเสียสละคนละ 10 บาท เพื่อจะมีทุนไปช่วยโรงพยาบาล 11 แห่ง เขาพูดเองตลอดการวิ่งว่า อยากให้คนออกมาวิ่งเพื่อสุขภาพ จะได้ไม่ต้องไปหาหมอไปโรงพยาบาล ซึ่งควรมีไว้ให้คนป่วยที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

ปรากฎการณ์นี้จะมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยถ้าได้เรียนรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ คุณตูนและคุณต่างๆ จะได้ไม่ต้องวิ่งให้เหนื่อย งบประมาณโรงพยาบาลจะได้ลดลง โรงพยาบาลจะได้น้อยลง หน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขและตึกอำนวยการของกระทรวงจะได้น้อยลง (ไม่เพิ่มทุกปีจนเต็มพื้นที่ที่ถนนงามวงศ์วาน)  ข้าราชการพนักงานจะได้น้อยลง ซึ่งจะเป็นนิมิตหมายที่ดีว่า สุขภาพของคนไทยดีขึ้น

เพราะการมีโรงพยาบาลมากมายและดี หมอพยาบาลมีคุณภาพและปริมาณมากพอ ไม่ได้รับประกันว่าสุขภาพของประชาชนจะดี สหรัฐอเมริกาและประเทศร่ำรวยที่เต็มไปด้วยเศรษฐีมีเงิน มีโรงพยาบาล เครื่องมือแพทย์ครบ มีปัจจัยรักษาสุขภาพดี แต่มีคนน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนถึงสองในสามของประเทศ ทำให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย

ก็ดีแล้วที่ว่า สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง อยู่ที่ว่าทำได้หรือไม่เท่านั้น ตำนานที่คุณตูน ควรเน้นจึงไม่ใช่ทุนไปสนับสนุน “โรงพยาบาล” แต่เป็น “สุขภาพ” ต่างหาก ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนและการอยู่ดีมีสุขของคนไทย

และที่วิ่งกัน 55 วันหรือมากกว่า ก็เป็นตัวอย่างของการสร้างสุขภาพอย่างหนึ่ง มีคนออกไปร่วมวิ่งมากมายในเส้นทางกว่าสองพันกิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่อาจเป็นเพียง “ฟีเวอร์” หรือเกาะกระแสเท่านั้น

หน่วยงานต่างๆ ส่งเสริม “5 ส.” หรือหลายสอมานาน ทำอย่างไรให้เกิดมีปรากฎการณ์แบบ “ตูน” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมเรียนรู้ดูแลสุขภาพ ซึ่งควรประกอบด้วย 3 อย่างสำคัญ คือ ลดความเครียด อาหาร และการออกกำลังกาย  คนไทยโชคดีที่มีปัจจัยสำคัญทั้ง 3 อย่างเพียงพอ

หนึ่ง สมาธิ คนทั่วโลกกำลังสนใจเรื่องการทำสมาธิ เพราะความเครียดคือฆาตรกรสำคัญที่สุดของคนวันนี้ เป็นยุคสมัยที่คนเครียดด้วยปัญหาสารพัด ทั้งๆ ที่มีทุกอย่างที่น่าจะช่วยให้รื่นเริงบันเทิงใจ แต่ก็ยังเครียด บ้า และฆ่าตัวตายมากกว่าทุกยุคสมัย เป็นยุคที่มีเครื่องมือสื่อสารดีที่สุดง่ายที่สุด แต่คนโดดเดี่ยวมากที่สุด เหงามากที่สุด ประสาทกินมากที่สุด

การทำสมาธิแบบพุทธ ไม่ว่าสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐาน มีวิธีการต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนับ 40 วิธี เพื่อทำใจให้นิ่ง สงบ ปล่อยวาง “หินมันหนักก็วางลง” อย่างที่หลวงพ่อชาสอน เมื่อปล่อยวางได้ก็ “อโหสิกรรม” และ “แผ่เมตตา” ชิวิตก็น่าจะทุกข์ร้อนน้อยลง ไม่เต็มไปด้วยความความโลภ โกรธ หลง เกลียด อิจฉาว้าวุ่นในใจตลอดเวลา เหมือนฆ่าตัวตายผ่อนส่ง

สอง อาหาร ฝรั่งบอกว่า “กินอะไรก็เป็นอันนั้น” (You are what you eat) โลกวันนี้รู้แล้วว่า ยาดีที่สุด คือ อาหาร โรงพยาบาลดีที่สุด คือ ครัว หมอดีที่สุด คือ ตัวเราเอง

มีข้อมูลงานวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นคุณค่าของอาหารทุกชนิด หลังๆ นี้มีงานวิจัยเกี่ยวกับอาหารไทย ผัก ผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์และอร่อยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โชคร้ายอย่างเดียว คือ สารเคมีที่ใช้ในการผลิตการปรุง พิษที่มากับความอร่อยและความโลภของทุนนิยมและสังคมบ้าบริโภค แทนที่จะทำให้สุขภาพดี กลับทำให้ป่วยด้วยโรคอ้วน มะเร็ง เบาหวาน และสารพัดโรคร้ายแรง

สาม การออกำลังกาย เป็นกระแสหรือเทรนด์ที่ดีของโลกวันนี้ที่มีตั้งแต่เดิน วิ่ง เต้นแอโรบิก รำมวยจีน มวยไทย ใช้อุปกรณ์ในโรงยิมหรือกลางแจ้ง มีคอร์ส มีครู มีการเรียนรู้อย่างมีหลักวิชา พัฒนามาถึงการแกว่งแขน ยืนดูทีวีที่บ้านก็ออกกำลังกายได้ และมีคุณค่าเกือบเท่ากับการเดินเร็ว ตอบโจทย์และข้ออ้างของคนขี้เกียจออกไปเดินไปวิ่ง หรืออ้างว่าไม่มีเวลา กลับบ้านค่ำ

ทั้ง 3 เรื่องนี้มีข้อมูลมากมายหาได้ง่ายๆ ในอินเทอร์เน็ต ผมเคยป่วยด้วยความดัน ไขมัน เบาหวาน และไทรอยด์ รักษาตัวเองด้วย 3 อย่างข้างต้นนี้เป็นหลักจนหายและเลิกกินยามาจนถึงทุกวันนี้ สรุปจากประสบการณ์ว่า สัดส่วนของ 3 อย่างนี้ ความเครียด 50% อาหาร 30% ออกกำลังกาย  20%

ที่สำคัญ คือ ต้องเริ่มจากการปรับวิธีคิด ต้องเลิกคิดว่า “หมอคือเทวดา ยาคือของวิเศษ” เอาชิวิตไปฝากไว้กับหมอกับยา ไม่ดูแลรักษาสุขภาพด้วยตัวเอง เพราะคิดว่าเป็นอะไรมาก็กินยาหาหมอได้ ไม่ได้บอกว่าหมอและยาไม่สำคัญ แต่ควรกินยาหาหมอเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

ฝากชีวิตไว้กับยาอย่างเดียวจนแทบจะกินแทนข้าว ร่างกายถึงได้ทรุดโทรมและหมดแรงไปในที่สุด อย่างเพื่อนคนหนึ่งที่มีทัศนคติแบบนี้ เป็นเบาหวานไม่ดูแลตัวเอง กินตามใจอยาก ปากตามใจท้อง กินยามา 10 ปี ไตวาย ฟอกไตอาทิตย์ละ 2 หน บ่นอยากตายทุกวัน

หลักเศรษฐกิจพอเพียงและหัวใจของศาสตร์พระราชา คือ “พึ่งตัวเองและมีความสุข” ด้วยวิธีการที่ประหยัด เรียบง่าย และได้ประโยชน์สูงสุด สุขภาพดีมาจากการกินเป็นอยู่เป็น กินอยู่พอดี มีข้อมูลวิชาการ ก็จะได้ระบบสุขภาพที่ดี มีภูมิคุ้มกัน ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย 

ระเบียบราชการ

Wednesday, 15 November 2017 15:20 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 15 พฤศจิกายน 2560

คุณหมอประเวศ วะสี พูดไว้หลายครั้งว่า “สังคมไทยอ่อนแอทางปัญญา มีความรู้น้อย ใช้ระบบอำนาจเป็นใหญ่เนื่องจากขาดความรู้ เช่น ระบบราชการ คือ ตัวแทนขององค์กรเชิงอำนาจ มีแต่เน้นกฎหมาย ระเบียบ การสั่งการและการควบคุม ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะสังคมไทยปัจจุบันมีปัญหาที่ซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขมากขึ้น”

          กรณี “หมอแสง” ปราจีนบุรีที่แจกสมุนไพรรักษามะเร็ง เขามีตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ รู้กฎหมาย รู้วิธีการทำงาน ให้คนป่วยไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ จัดระเบียบการรับสมุนไพรฟรี แต่ที่สุดก็ยังมีปัญหากับทางราชการ บ่นว่าอาจจะขายลิขสิทธิ์ให้ฝรั่ง แต่เบื้องหลังเบื้องลึกมีอะไรก็ไม่ทราบ

          หรืออย่างกรณีคุณบรรยง นันทโรจนาพร ที่นครศรีธรรมราชทำ “โปรไบโอติก” ก็ถูกข้อหามากมาย จนอยากขายลิขสิทธิ์ให้ต่างชาติ  เสียใจที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในสังคมไทยไม่เห็นความสำคัญ ไม่ให้การส่งเสริมสนับสนุน ตามไม่ทัน “โปรไบโอติก” ยาแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ทั่วโลกกำลังพัฒนา

ยังมีอีกหลายกรณี ไม่แต่ในแวดวงสาธารณสุข แต่ในทุกวงการที่ประสบปัญหาเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็อ้างแต่ระเบียบกฎหมาย

ก่อนมาตั้งสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ผมทำหลักสูตร “สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” แล้วนำไปเสนอความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เรียกชื่อว่า “โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต” ตกลงร่วมกันว่า หน่วยงานของผมจะช่วยเหลือมหาวิทยาลัยของรัฐในการจัดการหลักสูตรดังกล่าวนี้ 5 ปี ช่วยฝึกอบรมรมอาจารย์และร่วมจัดกระบวนการเรียนรู้ จากนั้นก็ให้ดำเนินการเอง

ระหว่างปี 2549-2552 เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฎ 8 แห่งโดยมีข้อตกลงว่า เราจะได้รับค่าตอบแทนในความร่วมมือนี้ร้อยละ 15 ของค่าเล่าเรียนนักศึกษา ทุกแห่งเป็นไปด้วยดี ยกวัน 1 แห่งที่จ่ายไปเพียงตอนเริ่มต้น จากนั้นก็ไม่จ่าย อ้างว่าไม่มีระเบียบรองรับ

ผมไปร่วมประชุมชี้แจงในสภามหาวิทยาลัยแห่งนั้น อธิการบดีบอกว่า ไม่มีระเบียบให้จ่ายได้ ก็มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งจากสำนักงบประมาณบอกว่า งบประมาณในมหาวิทยาลัยถ้ามาจากงบประมาณแผ่นดินก็มีระเบียบ ถ้าเป็นรายได้พิเศษก็มีระเบียบ และถ้าหากกรณีนี้ไม่มีระเบียบรองรับก็ออกระเบียบใหม่ และคนที่ออกระเบียบก็ “นั่งอยู่ในที่นี่ไงครับ” เขาบอกที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยแห่งนั้น

เขาออกระเบียบหรือไม่ออกไม่ทราบ แต่มหาวิทยาลัยก็จ่ายให้ส่วนหนึ่ง แล้วก็ไม่จ่ายอีก ยังค้างอยู่ 25 ล้านบาท ไปทวงถามหลายครั้ง ผู้บริหารบอกว่าอยากได้ให้ฟ้องเอา

ในสมัยรัฐบาล “ประชาธิปัตย์” มีโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” หน่วยงานของผมเป็นเอกชนดำเนินการ 1,000 กลุ่ม จำนวน 50,000 คน ทั่วประเทศ โดยตามระเบียบต้องทำผ่านหน่วยงานของรัฐ เมื่องานจะจบ ต้องเบิกงบประมาณที่เหลือหลายสิบล้านบาท หน่วยงานของรัฐที่ว่านี้ไม่ยอมจ่าย บอกว่าไม่มีระเบียบ

เรื่องราวต้องไปถึงรัฐบาลผ่านรัฐมนตรีถึงได้เบิกงบประมาณนั้นได้ เลยไม่รู้ว่า ไปพบระเบียบที่ให้เบิกได้ที่ไหน หรือว่า “ระเบียบกฎหมาย” เป็นเพียงข้ออ้างในบางครั้งเพื่อผลประโยชน์ของตน

ถ้าสังคมไทยจะพัฒนาไป 4.0 ราชการต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (วิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่าที่มาจากการมองโลกมองชีวิตแบบหนึ่ง) ที่ใช้แต่ระเบียบกฎหมายเป็นเครื่องมือในการควบคุมและรักษาอำนาจ อ้างว่าเป็น “หน้าที่” ไม่ได้เอาชิวิต เอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นตั้วตั้ง เอาแต่ระเบียบเป็นสรณะ

ราชการอำนาจนิยมแบบนี้จึงคิดว่าตัวเองมีหน้าที่ “ควบคุมตรวจสอบ” ไม่ใช่ “กำกับดูแลส่งเสริมสนับสนุน”  เป็นกระบวนทัศน์โบราณที่ล้าสมัยและเป็นอุปสารรคต่อการพัฒนาประเทศ

ราชการแบบนี้ให้ความสำคัญกับ “ปัจจัยนำเข้า” (input) และ “กระบวนการ” (process) โดยไม่สนใจหรือให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์” (output) เมื่อนิเทศประเมินโรงเรียนทั่วประเทศจึง “ผ่าน” เกือบหมดเพราะไปดูแต่ว่า มีห้องเรียน ครู อุปกรณ์ หนังสือ ชั่วโมงเรียน ฯลฯ แต่เมื่อมีการประเมินความรู้ เด็กไทย (output) สอบตกเกือบทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ขาดปัจจัยนำเข้า (input) อะไร แถมยังเรียนมากกว่าหนักกว่า (process) เด็กในประเทศอื่นๆ ที่สอบได้อันดับต้นๆ ของโลก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงสอนเรื่อง “ระบบ” การทำงานว่า “ให้ประหยัด” (input) “เรียบง่าย” (process) “ประโยชน์สูงสุด” (output/outcome/impact) ปฏิรูประบบราชการน่าจะนำคำสอนของพระองค์ไปถอดรหัสและปฏิบัติตามโดยให้ความสำคัญทั้ง 3 ส่วนอย่างสมดุลและสัมพันธ์กัน

ในกรณียาสมุนไพรและการรักษาพื้นบ้าน ราชการมักถามแต่สูตรยาและวิธีรักษา ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าหายป่วยกี่คน หายอย่างไร เอาแต่ระเบียบกฎหมายไปวัดไปจับ ให้ความสำคัญกับกฎหมายมากกว่า “คน” โดยไม่ได้คิดว่า กฎหมายมีไว้สำหรับคน ไม่ใช่คนมีไว้สำหรับกฎหมาย

ถ้าชีวิตคนสำคัญกว่า ก็น่าแก้ไขกฎระเบียบ ถ้ารักษาแต่โรค ไม่รักษา “คน” ก็ไม่เข้าใจความทุกข์ ความเจ็บปวดของคนที่ไม่ได้อยู่ที่โรคหรือบาดแผลทางร่างกาย แต่ชีวิตทั้งชีวิตที่เป็นทุกข์

กฎหมายไทยส่วนใหญ่ไปลอกของฝรั่ง นักกฎหมายไทยจบจากเมืองนอก ไม่สนใจศึกษาภูมิปัญญา ระเบียบประเพณีวิถีไทยเพื่อจะได้ “จิตวิญญาณ” ของกฎหมายที่มีรากเหง้าไทย การดูแลรักษาก็ไปเอาหลักเกณฑ์ระเบียบวิธีแบบฝรั่งที่แยกส่วน เอามาควบคุมบังคับภูมิปัญญาไทยที่มีลักษณะเป็นองค์รวม

ถ้ายังไม่ “เข้าใจ” ชีวิต ไม่เข้าใจชาวบ้านก็จะไม่ “เข้าถึง” คุณค่าภูมิปัญญารากฐานสังคม และไม่มีทาง “พัฒนา” บ้านเมืองตาม “ศาสตร์พระราชา” ได้

สยามรัฐ 8 พฤศจิกายน 2560

เรื่องใหญ่สุดของโลกวันนี้ คือ อาหาร น้ำ และพลังงาน เป็นมรดก พลังแผ่นดินและพลังทางปัญญาสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงมอบไว้ให้เรา

             โครงการพระราชดำริเกือบ 5,000 โครงการ มากกว่าครึ่งหนึ่งเกี่ยวกับน้ำโดยตรง โครงการทั้งหมดทั้งที่เกี่ยวกับดิน น้ำ พลังงาน ก็ล้วนแต่เพื้อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและการดำรงชีพอย่างพอเพียง สร้างปัจจัยพื้นฐานเพื่อการพึ่งตนเองและอยู่อย่างมีความสุข

             ปัญหาใหญ่สุด คือ ปัญหาน้ำ ซึ่งท่วมในหน้าฝน แห้งในหน้าแล้ง ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีฝนตกเฉลี่ยปีละ 1,570 มิลลิเมตร (ขณะที่ประเทศอิสราแอลฝนตกปีละ 500 มิลลิเมตรแต่สามารถส่งออกน้ำจืดไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้ เปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่า เป็นสวน เป็นไร่นา ที่อยู่อาศัยทีร่มเย็นได้)

            พระปรีชาญาณของพระองค์ท่านเกี่ยวกับน้ำมีมากล้นและน่าพิศวงอย่างยิ่ง ทรงศึกษาไม่เพียงแต่แผนที่อย่างละเอียด แต่ทรงลงพื้นที่ไปสำรวจสภาพภูมิศาสตร์และภูมิสังคม และทรงแนะนำให้หาทางออกที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าเขื่อน แก้มลิง ฝาย อ่างเก็บน้ำ สระน้ำ ปรับทางน้ำไปจนถึงการสร้างฝนเทียมและกังหันน้ำชัยพัฒนาเพื่อให้ได้น้ำสะอาด

            นอกจากการแก้ปัญหาน้ำในระดับใหญ่แบบบูรณาการ พระองค์ท่านทรงพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นรูปธรรมสำหรับครัวเรือนว่าจะจัดการดิน น้ำ เพื่อให้ได้อาหารและปัจจัยเพื่อการดำรงชีพ

           พระองค์ไม่ได้ทรงทำนาแปลงใหญ่ ทรงสนพระทัยพัฒนานาแปลงเล็กในที่แปลงเล็กให้ชาวบ้านมีพออยู่พอกินเป็นอันดับแรก ดังที่ทรงสอนไว้เมื่อวันที่ ๑๘ ก.ค. ๒๕๑๗ ว่า

“การพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพอสมควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป”

“หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียวโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการที่สัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวไปในที่สุด”

          มูลนิธิชัยพัฒนาส่งเสริมการจัดการทรัพยากรโดยเฉพาะการจัดการน้ำในชุมชน และมอบรางวัลชุมชนดีเด่นในเรื่องนี้ทุกปี อย่างกรณีบ้านลิ่มทอง ต.หนองโบสถ์  อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ จากเดิมประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซากมากว่า 40 ปี พื้นที่การเกษตรกว่า 3,700 ไร่ ไม่มีแหล่งน้ำ คลองส่งน้ำ ยามน้ำหลากก็ท่วมถนนในหมู่บ้าน ยามแล้งไม่มีน้ำใช้สอย ส่งผลชาวบ้านเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

แกนนำชาวบ้านจึงนำเรื่องนี้เข้าเวทีประชาคมหมู่บ้าน ช่วยกันวางแผนแก้ปัญหา เอาน้ำท่วมมาเก็บกักเป็นน้ำใช้ ด้วยเริ่มจากหาข้อมูลแหล่งน้ำเดิม สำรวจแหล่งน้ำและเส้นทางน้ำหลาก โดยใช้แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม เครื่องระบุพิกัด GPS โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจากมูลนิธิอุทกศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์กรมหาชน) ปี 2549 จึงเริ่มขุดลอกคลองขนานกับถนนขุดคลองขวางดักน้ำหลากพร้อมกับขุดแก้มลิงในพื้นที่สาธารณประโยชน์ และชักชวนให้ชาวบ้านขุดสระเก็บกักน้ำในที่ดินส่วนตัว เพื่อผันน้ำที่ท่วมถนนทุกปีให้ไหลลงคลองส่งน้ำไปเก็บกักไว้ที่แก้มลิง เพื่อเกษตรกรจะได้ดึงน้ำเข้าสระส่วนตัวไปใช้ได้ยามต้องการ

ต่อมาเมื่อน้ำหลากถนนนานเข้าก็เกิดปัญหาชำรุดทรุดโทรม ชุมชนจึงร่วมกันปรับปรุงโครงสร้างให้เป็นถนนน้ำเดิน ปรับความลาดเอียงจากริมถนนเข้าสู่ศูนย์กลางลักษณะรูปตัววี เสริมคัน จัดทำที่ระบายน้ำ รับน้ำ นำน้ำท่วมน้ำหลากส่งต่อไปยังทุ่งรับน้ำและแก้มลิง อีกส่วนส่งต่อไปยังบ่อเก็บน้ำส่วนรวมเนื้อที่ประมาณ 37 ไร่ ซึ่งเป็นสระสาธารณะใช้ร่วมกันทั้งชุมชน

“สิบกว่าปีมานี่ ชาวบ้าน 2,221 ครัวเรือน ไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำแล้งเลย จากพื้นที่รับประโยชน์ 3,700 ไร่ สามารถขยายผลสู่เครือข่ายทำงานร่วมกัน 42 หมู่บ้าน  5 ตำบล พื้นที่ 173,904 ไร่ มีคลองดักน้ำหลาก และคลองซอย ระยะทางรวมกว่า 47.7 กม. มีสระน้ำ แก้มลิง 61 สระ สระประจำไร่นาอีกกว่า 50 สระ ส่งผลให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มจากเดิมครัวเรือนละราว 40,000 บาทต่อปี กลายเป็นปีละกว่า 200,000 บาท” (จากไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2559)

ภาคอีสานมีฝนตกเฉลี่ยปีละ 1,400 มิลลิเมตร มากกว่าภาคกลางและภาคเหนือ แต่มีปัญหาน้ำมากที่สุด คนอีสานย้ายถิ่นฐานมากกว่าคนภาคอื่นๆ ไปหาที่ทำมาหากินที่มีน้ำ ที่อุดมสมบูรณ์มากกว่า อีสานมีจำนวนเขื่อนมากกว่าทุกภาค มีแม่น้ำน้อยใหญ่มากมาย ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งยังคงอยู่ทุกปี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงสอนให้ทำจากเล็กๆ ทำจากชุมชน ให้มีการเรียนรู้เพื่อจะได้ “ระเบิดจากข้างใน” ไม่ใช่ไปสั่งการจากภายนอก หรือไปคิดแทนทำแทนชาวบ้าน

นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะสืบสานศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลควรนำเกษตรทฤษีใหม่มาส่งเสริมอย่างจริงจัง เพื่อจะได้สนองพระราชดำริที่ทรงอยากให้เริ่มจากเล็กๆ จากครัวเรือนให้พออยู่พอกินก่อนที่จะไปเน้นแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจ วิ่งไปข้างหน้ากับคนรวยส่วนน้อย ทิ้งประชาชนคนยากคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ไว้เบื้องหลัง

แก้ปัญหาน้ำในระดับใหญ่ไปพร้อมกับส่งเสริมให้เกิดเกษตรทฤษีใหม่ 5-10 ไร่สัก 2 ล้านครอบครัว ก็จะได้พื้นที่เกษตร 10-20 ล้านไร่ ที่ให้ความมั่นคงด้านอาหาร น้ำ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น เพราะ “เล็กๆ แต่งดงามและมีพลัง” สร้างรากฐานมั่นคงให้สังคมโดยรวมด้วย

ทางอีศาน พฤศจิกายน 2560

ประมาณสิบกว่าปีก่อน ทันตแพทย์สุธี สุขสุเดช จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอะเดเลด ประเทศออสเตรเลีย ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง ทุนทางสังคมไทย:ปัจจัยทางสังคมของสุขภาพปาก (The Thai social capital as a social determinant of oral health )

คุณหมอสุธีไปกินนอนสามเดือนกว่าที่ “ศูนย์อินแปง” ที่บ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนครเพื่อศึกษาเรื่องนี้ โดยใช้กรอบคิดทฤษฎี 3S ที่ผมได้สังเคราะห์จากการทำงานกับชุมชน คือ Survived (รอด) Sufficient (พอเพียง) Sustainable (มั่นคงยั่งยืน)

นับเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่แปลกสำหรับทั้งฝรั่งและไทย คุณหมอสุธีก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ปัญหาปากของคนไทยเกี่ยวกับ “ปากท้อง” เกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ทุกส่วนรวมกัน ถ้าคนอยู่แบบอดๆ อยากๆ เป็นทุกข์ดัวยปัญหาหนี้สิน การทำมาหากิน ทุกข์ด้วยเรื่องความไม่เป็นธรรมทางสังคม ชุมชนเสื่อมสลาย ผู้คนต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไป ก็มีผลกระทบไปถึงสุขภาพปากสุขภาพฟัน

ตรงกันข้าม ถ้าหากผู้คนกินอิ่มนอนอุ่น มีความมั่นคงในชีวิต ชุมชนเข้มแข็ง จารีตประเพณีวิถีชุมชนยังโอบอุ้มและร้อยรัดผู้คนให้เป็นพี่เป็นน้อง เอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สุขภาพใจ สุขภาพกาย สุขภาพปากย่อมดีไปด้วย ซึ่งเป็นแนวคิดสุขภาพองค์รวมที่คุ้นเคยกันมานาน

แต่ที่วิทยานิพนธ์นี้ได้รับการชื่นชมเป็นเพราะคุณหมอสุธีลงไปสัมผัสชีวิตจริง และมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากประสบการณ์ของเครือข่ายอินแปง ที่ได้เรียนรู้จักตนเอง รู้จักศักยภาพที่แท้จริงของตนและพัฒนาพลังภายในนั้นด้วยกระบวนการเรียนรู้ หรือด้วยความรู้ด้วยปัญญามากกว่าด้วย “งบประมาณ”

คุณหมอสุธีได้ชี้ให้เห็นว่า อินแปงได้ผ่านขั้นตอนของ “การอยู่รอด” จากปัญหาหนี้สินและอื่นๆ มาถึงระดับ “พอเพียง” เกิดระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อพึ่งตนเอง และค่อยๆ พัฒนาไปสู่ขั้น “มั่นคงยั่งยืน” ด้วยการขยายเครือข่ายไปยังชุมชนต่างๆ ในหลายตำบล อำเภอ และจังหวัดรอบตีนภูพาน

.เนื่องจากผมได้ให้คำปรึกษาคุณหมอสุธีระหว่างทำวิทยาพิพนธ์และได้เป็นกรรมการสอบคนหนึ่งได้พบว่า สิ่งที่คุณหมอสุธีได้ “ค้นพบ” และ “ชี้ให้เห็น” เป็นเรื่องเดียวกันกับที่ศาสตราจารย์เจมส์ ซี สก็อต ได้พยายามอธิบายในหนังสือ “เศรษฐกิจคุณธรรมของชาวนา” (The Moral Economy of the Peasants) ที่เขาได้ศึกษาที่เวียดนามและที่พม่า

ประเด็นร่วมของชุมชนชาวนาไม่ว่าที่เวียดนาม พม่าหรือไทยในสังคมเกษตรกรรม คือ ความอยู่รอดได้ด้วยการพึ่งพาอาศัยกันของชุมชน หรือที่เรียกสั้นๆ ก็ได้ว่า “ทุนทางสังคม” ที่แสดงออกทางจารีตประเพณีวิถีชุมชน กฎระเบียบของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งสะท้อนโลกทัศน์ชีวทัศน์ ความเชื่อ ความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ การอยู่แบบเกื้อกูล ไม่เอาเปรียบกัน ไม่เอาเปรียบธรรมชาติ

ปรัชญาชีวิตของสังคมดั้งเดิมจึงน่าจะเรียกได้ว่าเป็น “ปรัชญาเพื่อความอยู่รอด” ซึ่งอุ้มเอาคำว่าพอเพียงและมั่นคงยั่งยืนไว้ในตัว แตกต่างจาก “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ซึ่งมีฐานคิดบน “เสรีนิยม-ทุนนิยม”

อาจารย์สก็อตพยายามอธิบายว่า กบฎชาวนาไม่ใช่มาจากการลุกขึ้นต่อต้านการเอารัดเอาเปรียบหรือกดขี่ทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นการทำลาย “ทุนทางสังคม” ของชุมชน โดยการนำเอา “ค่านิยม” ของระบบทุน ที่มุ่งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องกำไร เรื่องการผลิตการบริโภคเหนือสิ่งอื่นได

อีกด้านหนึ่งก็ทำให้คิดถึงอันโตนิโอ กรัมชี มาร์กซิสท์ที่วิพากษ์คาร์ล มาร์กซ์ว่า เน้นเรื่องการเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ กดขี่แรงงาน การใช้อำนาจกฎหมาย อำนาจทุนครอบงำประชาชน เขาบอกว่า การครอบงำที่สำคัญกว่านั้น คือ ครอบงำทางวัฒนธรรม ด้วยการสร้างค่านิยมผิดๆ ให้สังคมที่ “เชื่อฟัง” เห็นด้วยอย่างไม่มีข้อสงสัยและไม่โต้เถียง ที่เขาเรียกว่า “hegemony”

ผมโยง ๓ คนเข้าด้วยกัน คุณหมอสุธี อาจารย์สก็อต และอันโตนิโอ กรัมชี เพื่อมาพิจารณาในกรณีของ “อินแปง” ว่า ก่อนเกิดอินแปง ชุมชนบ้านบัวก็เหมือนกับชุมชนหมู่บ้านในประเทศไทยส่วนใหญ่ที่ถูกผลักเข้าสู่ระบบทุนนิยม ปลูกพืชเศรษฐกิจเพราะเชื่อในนิยายของการพัฒนาที่ว่า “พรุ่งนี้จะรวย” แต่ที่สุดก็เป็นหนี้เป็นสิน เอาสินทรัพย์จากธรรมชาติและของตนไปขายเพื่อจะได้อยู่รอด แต่ก็ “ไม่รอด” ไม่พออยู่และไม่พอกิน ดิ้นรนออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน เหลือแต่คนแก่คนเฒ่ากับเด็กๆ

ในความเห็นของอาจารย์สก็อต สถานการณ์ดังกล่าวเป็นผลของการไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมยุคใหม่ที่ไปทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนจาก “เฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน” มา “ทำมาค้าขาย” เพราะแนวคิดเบื้องหลังของวิถีการผลิตแบบยังชีพหรือเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน คือ การผลิตเพื่อให้อยู่รอดแบบพึ่งพาอาศัยกัน พึ่งพาอาศัยธรรมชาติ พวกเขาอยู่รอดได้ด้วย “ทุนทางสังคม” ไม่ใช่ด้วย “รายได้หรือกำไร”

“ปลอดภัยไว้ก่อน” (safety first) ในทัศนะของอาจารย์สก็อต เป็นหัวใจของเศรษฐกิจยังชีพ เพราะชีวิตชาวนาเปรียบได้กับคนอยู่ในน้ำที่สูงขึ้นมาท่วมปาก ระลอกคลื่นเล็กๆ ก็อาจท่วมจมูกและทำให้ตายได้ ความเป็นอยู่ในชุมชนจึงเป็นแบบ “ร่วมด้วยช่วยกัน”  วัวควายหายก็ช่วยกันตาม น้ำท่วมฝนแล้งไม่มีข้าวกินก็ไปเยี่ยมเยียนญาตมิตรที่อยู่ไกลออกไปที่มีข้าว มีอะไรติดไม้ติดมือไปฝาก

สิ่งที่เกิดกับอินแปงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาปากท้องด้วยการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม “ยกป่ามาไว้บ้าน ยกภูพานมาไว้สวน” จัดการเรื่องอาหารให้พอเพียง แต่เรื่องการฟื้นฟูความเป็นชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชน จากกลุ่มผู้นำเล็กๆ ขยายออกไปเป็นเครือข่ายยังชุมชนอื่น

หวายที่ชาวบ้านเคยเก็บในป่ามากินสมัยก่อนได้หมดไปเมื่อชาวบ้านเป็นหนี้และตัดไปขายเพื่อหาเงินใช้หนี้จนหวายหมดป่า แม้หวายจะมีมากมายเพราะธรรมชาติช่วยปลูก แต่ก็โตไม่ทันดอกเบี้ย เมื่อได้เรียนรู้และเพาะพันธุ์หวายปลูกไว้เต็มสวนเช่นเดียวกันพืชอื่นๆ อีกหลายร้อยชนิด ก็มีกินมีใช้ ตอนฉลอง ๒๕ ปี ชาวอินแปงได้สรุปกันว่า ๒๕ ปีที่ผ่านมา ได้เพาะกล้าหวายได้กว่า ๕๐ ล้านต้น

อย่างที่ได้เล่าไปในบทความฉบับที่แล้ว การฟื้นฟูการทำมาหากินแบบพึ่งพาอาศัยธรรมชาติและพึ่งพาอาศัยกันของอินแปง เป็นการฟื้นเศรษฐกิจคุณธรรมที่ไม่ได้เอากำไรเป็นตัวตั้ง แต่เอา “การอยู่รอดร่วมกัน” เป็นตัวตั้ง การช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจคุณธรรม

ระบบทุนนิยมใช้เงินแทนทุกอย่าง เอากำไรเป็นเป้าหมาย ทำลายทุนทางสังคม ทำลายระบบคุณค่าที่ทำผู้คนอยู่รอดได้ด้วยการพึ่งพาอาศัยกัน ระบบทุนนิยมทำให้ไปพึ่งทุน พึ่งนายทุน เกิดระบบอุปถัมภ์ใหม่ที่ให้ความมั่นใจชาวนาว่าจะรอด กลายเป็นการครอบงำ ที่นำไปสู่การกดขี่และเอาเปรียบอีกแบบหนึ่ง

นักการเมือง พรรคการเมืองที่ “เข้าใจ” เรื่องนี้ที่ผ่านมาจึงมักทำตัวเป็น “ผีบุญ” ที่เสนอ “ทางรอด” ให้ชาวนาที่น้ำท่วมปากและกำลังจะท่วมจมูก นโยบายประชานิยมจึงถูกปล่อยออกมา โดยไม่ให้ความสนใจกับการสร้าง “ชุมชนเข้มแข็ง” อย่างจริงจัง

เพราะที่พยายามทำนั้นเป็นการอัดฉีดด้วยงบประมาณโครงการต่างๆ คล้ายกับการฉีดยาที่ทำให้ร่างกาย “บวม” ไม่ได้ทำให้แข็งแรง อาจแก้ปัญหาได้ชั่วคราว  ชาวนาไม่ได้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”  แต่เป็นนายทุน  ข้าราชการ รัฐบาลมากกว่า ขณะที่ชาวนาก็ต้องช่วยตัวเอง ดิ้นรนหาทางเอาตัวรอดต่อไป

หรือที่ทางรัฐศาสตร์เรียกว่า “แบ่งแยกแล้วปกครอง” เหมือนที่นักล่าอาณานิคมไปถึงไหนก็ทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำลายทุนท้องถิ่น ทั้งทุนทรัพยากร ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม คนพื้นเมืองที่เป็นเจ้าของท้องถิ่น เจ้าของประเทศจึงอ่อนแอ

เป็นเหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือ บีบก็ตาย คลายก็รอด ไม่มีพลังต่อต้านใดๆ แม้จะมีกบฎชาวนาที่ทนการกดขี่ข่มเหงไม่ได้ แต่ก็เป็นเพียง “กบฎ” ไม่สามารถเอาชนะอำนาจจากภายนอกได้ เพราะทุนทางสังคมที่ถูกทำลาย ทำให้ชุมชนอ่อนแอไม่สามารถปกป้องตนเองได้

ระบบอุปถัมภ์ใหม่ ชาวนาต้องพึ่งพาอาศัยทั้งนายทุน พ่อค้า ข้าราชการ รัฐบาล ตัดการพึ่งพาอาศัยกัน  ตัดทุนทางสังคมออกไป เหลือไว้แต่เพียง “พิธีกรรม” ที่ทุนนิยมก็ยังตามไปกระหน่ำนำเอามา “ขาย” ไม่ว่าพิธีกรรมเข้าพรรษา ออกพรรษา ผีตาโขน อ้างว่าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ พัฒนาประเทศ

ตัดการพึ่งพาอาศัยธรรมชาติออกไป รณรงค์ให้ใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ทำให้ดินเป็นพิษ น้ำเป็นพิษ อากาศเป็นพิษ สิ่งแวดล้อมล่มสลาย ชาวนาเจ็บป่วยล้มตายนายทุนไม่สนใจอยู่แล้ว เพราะกำไรสำคัญกว่า อย่างที่เราเห็นการต่อสู้เรื่องสารเคมีร้ายแรง “พาราควอต” ที่ประเทศต่างๆ เขาห้ามใช้ แต่คนไทยโดยนายทุนทำทุกอย่างเพื่อให้ใช้ต่อไป อ้างว่า ถ้าไม่ใช้สารเคมีเหล่านั้น ชาวนาจะต้องลงทุนการผลิตเพงขึ้นหลายเท่า แต่ไม่บอกว่า ทุนตนเองจะหาย กำไรจะหดไปกี่หมื่นล้าน

โลกวันนี้กำลังมาถึงยุคเปลี่ยนผ่านสำคัญ กำลังโหยหาธรรมชาติ อยากคืนดีกับธรรมชาติ เพราะรับรู้หายนะที่กำลังเกิดขึ้นจากน้ำมือของตนเองที่ยึดมั่นในทุนนิยมและบริโภคนิยมแบบสามานย์ที่ทำลายล้าง จึงพยายามปรับความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ปรับวิถีการผลิต วิถีชีวิต เพื่อลดผลกระทบต่อธรรมชาติและให้เกิด “ความสมดุล” มากกว่าที่ผ่านมา

เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย อาหารสุขภาพ เสื้อผ้าทอมือ ย้อมสีธรรมชาติ กระบวนการผลิตข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่ใช้สารเคมีอันตราย พลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติโดยเฉพาะแสงแดดและลม ซึ่งกำลังจะมาแทนพลังงานฟอสซิล คือ ก๊าซ น้ำมัน ถ่านหิน และแม้กระทั่งพลังงานปรมณู

มีการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น การคืนสู่รากเหง้า เอกลักษณ์อัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ชนเผ่าก็กลับมา  เห็นคุณค่าของการละเล่น ดนตรีพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง ภาษา วัฒนธรรมท้องถิ่น ดูถูกถูหมิ่นคนบ้านนอกคอกนา ชาวเขาชาวดอยน้อยลงกว่าเดิม

คนอยากไปเที่ยวทุ่งนาป่าเขา อยากชมธรรมชาติที่ไม่เพียงแต่แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แต่รวมไปถึงวิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรมที่เมื่อก่อนไม่มีใครสนใจ เพราะเห็นว่าเป็นของ “บ้าน ๆ” วันนี้กลับมีเสน่ห์ อยากไปท่องเที่ยวชุมชน ท่องเที่ยวเกษตาร ท่องเที่ยวนิเวศ ตลาดน้ำที่เกิดขึ้นมากมายก็มาจากการฟื้นฟูหรือสืบทอดวิถีดั้งเดิมของชุมชน มีโรงแรมห้าดาวที่ตื่นเช้าขึ้นมาเห็นทุ่งนาป่าเขา เห็นธรรมชาติ มีควายไถนา มีคนดำนา เกี่ยวข้าวให้ดู ค่าที่พักคืนหนึ่งสามสี่หมื่นบาท เต็มทั้งปี

กระนั้นก็ดี แม้แนวทางการพัฒนาดังกล่าวจะฟื้นฟูคุณค่าดั้งเดิม ภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชีวิตชุมชน และธรรมชาติ แต่โดยมากมักเด็ดยอดภูมิปัญญาเพื่อหาประโยชน์ กำไร โดยไม่เข้าใจคุณค่าแบบองค์รวม แยกส่วนและลดทอนเรื่องที่ซับซ้อนที่เป็นชีวิตและจิตวิญญาณของชุมชนลงมาเหลือแค่เรื่องเศรษฐกิจ

กระบวนการนี้ที่ดูเหมือนจะดีจึงต้องตั้งคำถามว่า ทำให้ชาวนา “รอด” ได้จริงหรือไม่ รอดแล้วจะ “พอเพียง” ได้อย่างไร และจะ “มั่นคงยั่งยืน” ได้อย่างไร

แต่เดิม อุดมคติของชาวนาในยุคเศรษฐกิจยังชีพเป็นการอยู่รอด และก็น่าจะอยู่รอดได้จริง แม้จะไม่สะดวกไม่สบายเพราะไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า แต่ก็ไม่มีหนี้สินและความทุกข์แบบยุคที่เต็มไปด้วยเงินทองและข้าวของเครื่องใช้เพื่อการบริโภคแบบทุกวันนี้

เราคงกลับไปอยู่ในยุคยังชีพหรือเฮ็ดอยู่เฮ็ดกินแบบเดิมไม่ได้ สิ่งที่ท้าทายคือ ทำอย่างไรจะสืบทอดคุณค่าดีงามของบรรพบุรุษในยุคนั้น สืบทอดทุนทางสังคมของชุมชนในรูปแบบที่เหมาะสมกับสังคมวันนี้ ที่ความจริงกระแสการเปลี่ยนแปลงก็กำลังกลับมาหาชุมชน กลับมาหาธรรมชาติ กลับมาค้นหาและสืบทอดสภูมิปัญญาและมรดกของชุมชน

กรณีอินแปงและอีกหลายชุมชน หลายเครือข่ายในประเทศไทยได้พิสูจน์ว่า ทุนทางสังคมไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแบบวันวานยังหวานอยู่ของผู้โหยหาสวรรค์หาย หากเป็นเรื่องที่โลกวันนี้ขาดหาย ไม่มีและต้องการจะมี อยากได้กลับคืนมา เพราะตนเองได้ทำลายไปด้วยแนวคิดที่เอาเงิน เอากำไรเป็นตัวตั้ง

ถ้าเชี่อในทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน การเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้เกิดขึ้นแน่ ไม่กี่ปีรถยนต์ใช้นำมันจะไม่ได้วิ่งบนถนนอีกต่อไป  หลายประเทศกำหนดไว้เป็นนโยบายและเป้าหมายแล้ว มลพิษในอากาศจะลดลง อาหารการกินจะปลอดภัยมากขึ้น กระบวนการคืนสู่ธรรมชาติ คืนสู่รากเหง้าจะขยายผลและแสดงพลังออกมา

คนเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ เครือข่ายเล็กๆ ล้วนแต่เล็กและมีพลัง (small is beautiful and powerful) ที่ส่งผลกระทบไปสู่สังคม สู่โลก สู่จักรวาล แบบ “ผีเสื้อกระพือปีก พสุธาสะท้านไหว” เพราะสรรพสิ่งล้วนสัมพัน์กันเป็นหนึ่ง “เด็ดดอกไม้ดอกเดียว กระเทือนถึงดวงดาว” ที่ไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากได้พิสูจน์แล้วอย่างชัดเจน

สอดคล้องกับที่พระอรหันต์เกจจิอาจารย์ท่านสอนว่า การแผ่เมตตา อโหสิกรรมนั้น ส่งผลดีต่อตัวเอง ต่อผู้อื่นที่เป็นเป้าหมาย และมีผลกระทบไปถึงสรรพสิ่ง

ทุนทางสังคมจึงไม่ใช่เพียง “สังคม” ของคนกับคน แต่คนกับธรรมชาติ คนกับสรรพสิ่ง คือสิ่งที่ร้อยรัดทุกสิ่งทุกอย่างให้รวมกันเป็นหนึ่ง และหากเชื่อแบบคนไทยคนตะวันออก ก็รวมถึง “ที่และเวลา” (space and time) คือรวมอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รวมทั้งชาติก่อน ชาตินี้ และชาติหน้า

เป็นเอกภาพของสรรพสิ่งที่เป็นเอกภพ เป็นนิรันดรภาพของกาลเวลาที่รวมอยู่ในขณะเดียว

จากจีนถึงไทย

Thursday, 02 November 2017 08:06 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 1 พฤศจิกายน 2560

การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 จบลงเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา นับเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งที่จีนประกาศ “ยุคใหม่” ด้วยจุดยืนและยุทธศาสตร์ชัดเจนว่า ต้องการยืนหยัดเป็นสังคมนิยม “แบบจีน” และทันสมัยในเวลาเดียวกัน

                ที่น่าสนใจสำหรับนานาชาติ คือ บทบาทของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ซึ่งได้ถูกยกขึ้นทำเนียบผู้นำสำคัญต่อจากประธานเหม๋าและเติ้ง เสี่ยว ผิง  ในปาฐกถากว่า 3 ชั่วโมงเปิดประชุมสมัชชา เขาได้ประกาศแนวคิดและแนวปฏิบัติของจีนใน 5 ปีข้างหน้า มีประเด็นที่น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับสังคมไทย

                ยุคแรกของประธานเหม๋า ประมาณ 30 ปีตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองถึง 1978 สิ้นสุดปฏิวัติวัฒนธรรมและเริ่มยุคสี่ทันสมัยของเติ้ง เสี่ยว ผิง จากนั้นมาถึง 2017 ก็นับได้อีก 30 ปี เป็นยุคของสี จิ้น ผิง

                ธนาคารโลกยกย่องให้จีนเป็นประเทศตัวอย่างของการขจัดปัญหาความยากจน ตั้งแต่ปี 1980 ถึง 2015 จีนลดความยากจนลงได้ถึงร้อยละ 94 โดยถือเอาเกณฑ์ยากจนอยู่ที่ต่ำกว่า 1.9 เหรียญสหรัฐต่อวัน แต่ธนาคารโลกก็ มีข้อสังเกตด้วยว่า ความยากจนและความเหลื่อมล้ำไปด้วยกัน บางประเทศลดได้ทั้งสองอย่าง บางประเทศลดความยากจนแต่ไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคมชนบท ซึ่งเป็นกรณีของจีน

                ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ก็ตระหนักในเรื่องนี้และมีแนวทางที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างความสมดุลมากขึ้นในการพัฒนา และหนึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ การกระจายอำนาจ ยินยอมให้เป็นประเทศเดียวสองระบบ แต่อำนาจอธิปไตยแห่งชาติจีน (เดียว) ละเมิดมิได้

                จีนเป็นประเทศที่มีมณฑลและเขตปกครองต่างๆ ที่บริหารงานด้วยตนเอง ภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐบาลกลางและพรรคคอมมิวนิสต์  ส่งเสริมให้เผ่าพันธุ์คนพื้นเมืองในแต่ละเขตรักษาวัฒนธรรมประเพณีของตนเอง เพราะเห็นว่าเป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม แนวคิดตรงกันข้ามกับยุคปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976) ที่พยายาม “ทำลาย” วัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ไม่สำเร็จ

                ในเวลาเดียวกันก็ส่งเสริม “ประชาธิปไตย” ทั้งในฮ่องกงและไต้หวัน (ที่จีนถือว่าเป็นเขตปกครองของตนเอง) รวมทั้งใช้เศรษฐกิจทุนนิยมที่เป็นเรื่องแปลกใหม่ เพราะไม่มีใครคิดว่า จะมี “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” (Socialist Market Economy) เพราะเป็นสองแนวคิดที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง แต่จีนและประเทศสังคมนิยมอย่างเวียดนามและลาวก็แสดงให้เห็นว่า เป็นไปได้และดูจะดีไม่น้อยอีกด้วย

                ที่สำคัญ จีนส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมในแทบทุกด้าน เพื่อไปรับใช้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เราจึงเห็นเรื่องแปลกใหม่ระดับโลกอยู่ตลอดเวลาจากเมืองจีน ไม่ใช่แต่ “อาลีบาบา” แต่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการขนส่ง อุตสาหกรรม การค้า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

                การเมืองแบบสังคมนิยมจีนดูจะทำให้การพัฒนาแบบบูรณาการทำได้ไม่ยากนัก นโยบายดี มี “คำสั่งที่ศักดิ์สิทธิ์” มีงบประมาณพร้อม อะไรๆ ก็ดูจะเดินไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องถกเถียงยืดเยื้อยาวนานอย่างในหลายประเทศ

                อย่างกรณีนโยบาย “คืนสู่ธรรมชาติ” หรือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จีนพูดจริง ทำจริง วางเป้าหมายชัดเจนว่าจะลดมลภาวะลงได้เท่าไรภายในเมื่อไร ลดและเลิกการใช้ถ่านหินในการผลิตพลังงาน กำหนดให้เลิกการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันภายในปี 2040

                จีนกำลังกลายเป็นผู้นำด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะประชากรจีน 1,300 ล้านคน นำหน้าใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังแข่งกันออกสู่ตลาด ส่วนใหญ่ผลิตในจีน ราคาก็ค่อยๆ ถูกลง บริษัทยักษ์ใหญ่ผลิตรถยนต์ต่างก็ร่วมมือกับจีนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขายให้คนจีน ซึ่งนับเป็นร้อยละ 30 ของตลาดโลก

      โรงงานขนาดยักษ์ผลิตแบตเตอรียุคใหม่ก็เกิดขึ้นที่จีน ซึ่งจะทำให้คนหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพราะเก็บไฟจากหลังคาบ้านไว้ใช้เองได้โดยไม่ต้องใช้ “ไฟหลวง” อีกต่อไป ถูกกว่า สะดวกกว่า และจีนก็เป็นประเทศที่ผลิตโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดและถูกที่สุด ส่งไปขายทั่วโลกอีกด้วย

      เรื่องที่น่าจะสำคัญที่สุดที่จีนพยายามทำ เพราะถือว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ในการพัฒนา คือ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น นโยบายกำจัดการโกงกินของประธานาธิบดีสี ทำให้ข้าราชการกว่า 1.3  ล้านคนทุกระดับ (ทั้ง “เสือ” และ “แมลงวัน”) ถูกกวาดล้างดำเนินคดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

     รัฐบาลไทยทุกสมัยรู้จักเมืองจีนและผู้นำจีนเป็นอย่างดี รู้นโยบาย ยุทธศาสตร์บทเรียนของจีน อยากทำหลายอย่างแต่ทำไม่ได้ เช่น การขจัดการโกงกินบ้านเมือง ซึ่งไม่ใช่ทำแบบลูบหน้าปะจมูก แต่ทำแบบ “สี” (จิ้นผิง) คือ ทำให้ถึงรากถึงโคน

    ถ้ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนทำ 3 อย่างที่เมืองจีนวันนี้ทำ เมืองไทยก็น่าจะเจริญพัฒนาได้เร็วกว่าที่เป็นอยู่ คือ ๑) กำจัดคอร์รัปชั่น  ๒) แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ และ ๓) ปฏิรูประบบราชการ แก้กฎหมาย กระจายอำนาจ

   รัฐบาลนี้บอกว่ากำลังทำอยู่ทั้งสามเรื่อง แต่ในเวลาเดียวกันก็เพิ่มอำนาจให้ข้าราชการ หรือไม่ก็ถูกหาว่ารับใช้นายทุน ปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่อไป ประมาณว่า  “ความเหลื่อมล้ำจะขจัดความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งน่าสงสัยว่า “ความเหลื่อมล้ำจะสร้างความเท่าเทียม” ได้อย่างไร

  แม้ไม่เป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เมืองไทยก็คล้ายกับเมืองจีนในเรื่องการใช้อำนาจ  ขาดแต่ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และฝีมืออย่างเติ้ง เสี่ยว ผิง และสี จิ้น ผิง เท่านั้น

สยามรัฐรายวัน 25 ตุลาคม 2560

พระมหาชนก เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงคุณค่าหาที่เปรียบมิได้ เป็นมรดกสำคัญที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสว่า “หนังสือเรื่องนี้เป็นที่รักของข้าพเจ้า”

                “พระมหาชนก” มาจากเรื่องหนึ่งในทศชาติชาดก  ชาดกสิบชาติสุดท้ายก่อนที่พระโพธิสัตว์จะมาประสูตรเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องราวที่พระองค์ท่านได้ทรงค้นคว้าในพระไตรปิฎกและพระสุตตตันตปิฎก และทรงนำมาพระราชนิพนธ์ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย

      หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่ “ความเพียรอันบริสุทธิ์” ที่เป็นคำสอนสำคัญที่สุดในบทสนทนาระหว่างพระมหาชนกกับนางมณีเมขลาเทวดากลางทะเล ที่พระมหาชนกกำลังว่ายน้ำอยู่หลังจากที่สำเภาที่ทรงเดินทางไปสุวรรณภูมิแตก คนอื่นๆ ที่อยู่บนเรือมัวแต่ร้องไห้คร่ำครวญอ้อนวอนเทวดาให้ช่วย ตายหมด

      พระมหาชนกลอยคออยู่ในทะเล ๗ วัน ๗ คืน นางมณีเมขลามาเห็นก็กล่าวว่า  "ใครหนอ พยายามว่ายน้ำในมหาสมุทรอันแลไม่เห็นฝั่งอยู่เช่นนี้  ท่านเห็นประโยชน์อะไร  จึงได้พยายามว่ายอยู่อย่างนี้ ?"  

      พระมหาชนกตอบว่า  "ดูกรเทพธิดา  เราได้พิจารณาเห็นธรรมเนียมของโลก และผลของความพยายาม  จึงได้พยายามว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรอันแลไม่เห็นฝั่งนี้"

                นางมณีเมขลาถามอีกว่า "ฝั่งของมหาสมุทรไม่ปรากฏแก่ท่าน ถึงท่านจะพยายามว่ายน้ำไป ก็จะต้องตายเสียก่อนที่จะถึงฝั่งแน่แท้"

                 พระมหาชนกตอบว่า "ดูกรเทพธิดา  เมื่อบุคคลทำความเพียรอยู่ ถึงจะตายไปก็ได้ชื่อว่าไม่เป็นที่ติเตียนของบิดามารดาวงศาคณาญาติตลอดถึงเทพยดาทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง เมื่อบุคคลตั้งใจทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถแล้ว ย่อมจะไม่เสียใจภายหลัง"

                 นางมณีเมขลากล่าวว่า "การพยายามทำงานอันใดแล้วยังไม่สำเร็จ แต่เกิดอุปสรรคถึงกับเสียชีวิตไปก่อน ก็ไม่ควรทำความพยายามนั้นเลย  เพราะความพยายามที่ทำมาทั้งหมดสูญเปล่า"

                พระมหาชนกตอบว่า "ผู้ใดรู้ว่าการงานที่ทำไปจะไม่สำเร็จ แล้วไม่รีบหาทางป้องกันภัยอันตราย  บุคคลนั้นชื่อว่าไม่รักษาชีวิตตน  ถ้าบุคคลนั้นละความเพียรเสีย  ก็จะได้รับผลแห่งความเกียจคร้านของตน  บางคนได้เห็นผลแห่งความประสงค์ของตน  แล้วตั้งใจทำงาน  ถึงการงานจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม  ก็ได้เห็นผลงานประจักษ์แก่ตน

                ท่านจงดูคนทั้งหลายที่มาในสำเภาเดียวกับเราเถิด  คนพวกนั้นพากันย่อท้อต่ออันตราย  ไม่พยายามว่ายน้ำจนสุดความสามารถก่อน  จึงพากันจมน้ำตายในมหาสมุทรทั้งสิ้น เหลือแต่เราผู้เดียวที่สู้ทนว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรอยู่ถึง ๗ วันเข้าแล้ว

                บัดนี้  เราได้เห็นผลของความเพียรนั้นแล้ว คือเราได้เห็นท่านซึ่งเป็นเทวดาที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย  ท่านจะมาบอกว่าความพยายามของเราสูญเปล่าได้อย่างไร ?  เพราะฉะนั้นเราจักพยายามว่ายน้ำอีกต่อไป  จนกว่าจะถึงฝั่งแห่งมหาสมุทรให้จงได้"

                คำสอนสำคัญของ “พระมหาชนก” มีอย่างน้อย ๒ ประการ คือ “ความเพียรอันบริสุทธ์ทำให้เกิดสิ่งอัศจรรย์” ทำให้รอดจากภัยอันตรายและประสบความสำเร็จ และการทำหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น       “แม้ไม่เห็นฝั่งก็ยังว่ายต่อไป” ทำให้คิดถึงมหาตมะคานธีที่สอนนักการเมืองด้วยเรื่องเล่าจาก “มหาภารตะ” ที่อรชุนลังเลที่จะออกรบ พระกฤษณะทรงแปลงเป็นสารถีรถม้าของอรชุนได้ “สนทนา” กับอรชุนอย่างยาวนาน

                บทสนทนาดังกล่าว คือ “ภควัทคีตา” อันเป็นคัมภีร์อันยิ่งใหญ่ของฮินดู เป็น “บทเพลงแห่งพระผู้เป็นเจ้า” ที่สอนให้คนทำความดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ กระทำสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่ปรารถนาความสำเร็จ หรือกลัวความพ่ายแพ้ “จงลงมือกระทำโดยไม่ปรารถนาผลลัพธ์และโดยไม่เอาตัวเองไปพัวพันกับบ่วงกรรม

      กฤษณะตรัสแก่อรชุนว่า การกระทำความดีจักไม่ทำให้ใครขึ้นสวรรค์ไปได้ ถ้าหากว่าความปรารถนาสวรรค์นั้นเป็นแรงจูงใจเพียงประการเดียว ความปรารถนาทำให้มีการเกิดใหม่ หากยังมีความปรารถนาใดคงอยู่เมื่อเราตายไปแล้ว เราก็จักกลับไปสู่ชีวิตในอีกชาติภพหนึ่ง (คือยังไม่หลุดพ้นหรือไปนิพพานในทางพุทธศาสนา)

      มหาตมะคานธีสอนนักการเมืองอินเดียด้วยเรื่องราวจากมหาภารตะนี้ว่า อย่ามัวแต่คิดคำนวณว่าตนจะได้ (ประโยชน์) อะไร จะชนะหรือไม่จึงค่อยลงมือทำ แต่ให้ทำเพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดี งาม เป็นหน้าที่ตามพระประสงค์แห่งพระผู้เป็นเจ้า

      ถ้าเรารักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ จริง ควรนำคำสอนของพระองค์ท่านมาปฏิบัติ โดยเฉพาะที่ว่าด้วย “ความเพียรอันบริสุทธิ” และ “แม้ไม่เห็นฝั่งก็ยังว่าย” ซึ่งขาดหายไปในโลกปัจจุบัน อันเป็นสังคมบริโภคที่ต้องการรวยลัด รวยเร็ว อยากได้ของฟรี อยากได้อะไรแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องออกแรง สังคมที่แข่งขันและวัดกันด้วยภาพลักษณ์ อำนาจและผลประโยชน์

               พระมหาชนก คือ คำสอนที่สะท้อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่รู้จักกันดี ที่ท่องได้แต่ไม่ค่อยทำกัน  เพราะเป็นอะไรที่สวนกระแส และคนที่มี “ปัญญา ความกล้าหาญ และความเพียรทน” เยี่ยงพระมหาชนกเท่านั้นจึงจะทำได้

Page 1 of 37