Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 22 มีนาคม 2560

 “การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ใช่การปั๊ม GDP แต่จะมุ่งเน้นเป็นการสร้างความเข้มแข็งของสังคมให้มีความสุข ความยั่งยืนมากขึ้น โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม และเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างแท้จริง จึงเกิดแนวทาง “ประชารัฐ” ขึ้นมา และไม่ต้องกลัวว่าการดึงบริษัทเอกชนเข้ามาร่วมจะเป็นการนำปลาใหญ่มาฮุบปลาเล็ก แต่จะเป็นการดึงคนรวยมาช่วยคนจนมากกว่า”

ข้างต้นเป็นคำกล่าวนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2559 ในวันการทำ MOU ระหว่าง 33 องค์กรรัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากภายใต้ยุทธศาสตร์ประชารัฐ ซึ่งมีกลุ่มทุน ปตท. เทสโก้ ซีพีออลล์ เอสซีจี สมาคมเอสเอ็มอี โดยมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเป็นแกนนำ วางเป้าหมายไว้ 1,500 ตำบลในปี 2559 และเพิ่มเป็น 2,500 ตำบลในปี 2560

ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2559 ถึงต้นเดือนมีนาคม 2560 มีโครงการอื่นๆ อีกมากมายที่ลงไปหมู่บ้านไม่ทราบว่าลงไปแบบไหน มีการบูรณาการกับโครงการเศรษฐกิจฐานรากอย่างไร เพราะอ้างว่า “เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง” ซึ่งถ้าไม่มีการบูรณาการจริงตั้งแต่ต้นทาง แล้วจะเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งได้อย่างไร

เพราะเมื่อวันเซ็น MOU นั้น ข่าวบอกว่า “ในพิธีดังกล่าวนอกจากจะมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เป็นประธานในพิธีแล้ว ยังมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.กระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าทีมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากภาครัฐ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และนายฐาปน สิริวัฒนภักดี จากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ในฐานะหัวหน้าทีมฯ ภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามด้วย
          และวันที่ 8 มีนาคม 2560 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์เป็นประธานเปิดกองทุนหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากภายใต้งบประมาณกองทุนหมู่บ้าน 15,000 ล้านบาท เลือกชุมชนหมู่บ้านนำร่อง 1,500 แห่ง เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ตลาดชุมชน ร้านค้าชุมชน ยุ้งฉาง ฯลฯ

อยากถามรัฐบาลว่า ๑) มีการประชาสัมพันธ์โครงการเหล่านี้ให้สาธารณชนได้รับรู้อย่างทั่วถึงแบบต่อเนื่องได้อย่างไร ทุก 3 เดือน 6 เดือน มีการรายงานหรือไม่ว่า โครงการนี้ไปถึงไหน อย่างไร

๒) มีการประเมินโครงการเหล่านี้ทุก 3 เดือน 6 เดือนหรือไม่ ว่าทำไปได้ตามเป้าหมาย มีปัญหาอุปสรรคอะไร เป็นการประเมินโดยคณะบุคคลภายนอกที่น่าเชื่อถือ ไม่ใช่ทำกันเอง แล้วก็บอกว่าสำเร็จตามเป้าหมายทุกที สังคมมีสิทธิรับรู้และติดตามเพราะเป็นเงินภาษีอากรของประชาชน

๓) ชุมชนเองมี “แผนแม่บทชุมชน” เพื่อรองรับโครงการเหล่านี้หรือไม่อย่างไร ถ้าไม่มีก็เป็นเรื่องยากที่จะเกิดเศรษฐกิจฐานรากจาก “ข้างใน” หรือจาก “ข้างล่าง” ได้ ที่เกิดก็มาจากงบประมาณ มาจากการวางแผนของ “ข้างบน” (top down) เช่นเคย ชุมชนก็เห็นด้วยเพราะต้องการงบประมาณ

คำอ้างในต้นบทความนี้เป็นหลักการหลักคิดที่ดูดี แต่ประเด็นอยู่ที่รายละเอียดว่า แผนงาน โครงการสัมพันธ์กับแนวคิดนี้มากน้อยเพียงใด และทำได้จริงหรือไม่ เพราะสิ่งที่อาจารย์ธีรยุทธ บุญมีวิจารณ์ หรือคุณหมอประเวศ วะสีให้ข้อสังเกตนั้น ไม่ใช่ท่านบอกว่ารัฐบาลไม่มีหลักคิดหรือไม่มีแผน หรือไม่มีประเด็นปฏิรูป แต่ถามว่าทำให้เกิดการปฏิรูปได้จริงหรือไม่ และไม่ควรไปเรียกร้องให้ท่านเสนอแผนปฏิบัติเหมือนที่นักการเมืองชอบพูดสมัยที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ (และท้าให้ลงเลือกตั้ง)

การบอกว่า เอาคนรวยมาช่วยคนจน ทุกวันนี้คนจนได้เพียง “เศษเนื้อข้างเขียง” จากงบประมาณเล็กน้อยที่รัฐให้ลงไป ทำไมจึงไม่ให้โอกาสคนจนสามารถต้มเหล้าขายเองได้ ด้วยการปฏิรูปกฏหมายที่เปิดช่องว่างให้มีการผูกขาด และปิดโอกาสคนเล็กๆ คนจนให้ทำการประกอบการด้วยภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย (ซึ่งศาสตราจารย์ญี่ปุ่นวิจัยว่า เหล้าสาเกของญี่ปุ่นมาจากสาโทของไทย เหล้าอาวาโมริก็มาจากเหล้าขาวของไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา) แล้วทำไมวันนี้คนไทยต้องกินเหล้าไม่กี่ชนิด เบียร์ไม่กี่ยี่ห้อ อยากกินอร่อยต้องข้ามโขงไปกิน ก็ไหนบอกว่าส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจวัฒนธรรม ?

ร้านค้าหมู่บ้านที่เปิดที่บ้านผู้ใหญ่บ้านหรือบ้านผู้นำด้วยงบประมาณแผ่นดินนั้น เอาของจากห้างใหญ่ๆ มาขายก็ไม่ว่ากัน แต่ถามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเศรษฐกิจพอเพียงว่า พึ่งตนเองไม่ต้องทั้งหมด สักเศษหนึงส่วนสี่ก็พอ ถามว่า มีการทำแผนแม่บทชุมชน มีการวางเป้าหมายให้ร้านค้าชุมชนขายผลผลิตของชุมชนเองสักร้อยละ 25 ได้หรือไม่ ไม่ใช่ไปเอาจากห้างอย่างเดียว

        คนวิจารณ์การปฏิรูปมองเห็น “การปะผุ” ไม่ใช่การปฏิรูป เพราะไม่รื้อระบบโครงสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องหลักการ ท่านพุทธทาสสอนว่า ขึ้นต้นไม้ให้ขึ้นทางต้น อย่าขึ้นทางปลาย พูดบูรณาการแต่ทำแยกส่วน  ทำแต่โครงการ เอาแต่วิธีทำ ไม่เอาวิธีคิดให้ลงลึกถึงรากฐาน เศรษฐกิจฐานรากไม่เกิดในรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหน

สยามรัฐรายวัน 8 มีนาคม 2560

รัฐบาลนี้พยายามทุกวิถีทางที่จะให้เงินหมุน เศรษฐกิจโต จีดีพีสูงขึ้น พร้อมกับจัดเงินไปถึงรากหญ้าถึงชาวบ้านและชุมชนในหลายๆ วิธี เงินแสนเงินล้านลงไปไม่ขาดสาย น่าเสียดายว่า ชุมชนส่วนใหญ่ทำได้เหมือนๆ กัน ลอกกันไปลอกกันมา ไม่ว่าโครงการไหน กองทุนหมู่บ้าน ประชารัฐหรือประชานิยม

  หมู่บ้านประมาณ 80,000 แห่ง เกือบจะไม่มีที่ไหนที่มี “แผนแม่บทชุมชน” อย่างเต็มรูปแบบ อย่างที่มูลนิธิหมู่บ้านได้พัฒนาขึ้นมาด้วยงบประมาณของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เมื่อปี 2541 และนำไปขยายผลโดย SIP และสภาพัฒน์ฯ ผ่านกระทรวงต่างๆ ปูพรมไปทั่วแผนดิน แต่ตัดหัวตัดหาง ทำผิดเพี้ยนจนได้แค่การทำข้อมูลเพื่อเขียนโครงการไปของบประมาณเท่านั้น

          แผนแม่บทชุมชนเกิดจากการทำ “ประชาพิจัย” (PR&D People Research and Development) คือ การทำวิจัยของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน เพื่อทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ชุมชนร่วมกันพัฒนาขึ้นมาโดยกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เข้าใจศักยภาพที่เป็น “ทุน” ที่แท้จริงของตนเอง และพบแนวทางในการพัฒนาทุนดังกล่าวไปสู่การพึ่งตนเอง นั่นคือการทำแผนยุทธศาสตร์ของชุมชน

“หัวใจของการทำประชาพิจัย คือการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับคนในชุมชน เพื่อให้ชุมชนหลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพา และรอความช่วยเหลือจากรัฐหรือภายนอก”

เกาหลีโมเดล

Tuesday, 28 February 2017 10:59 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 1 มีนาคม 2560

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่คนไทยรู้จักดีและสนใจมากที่สุดประเทศหนึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นอิทธิพลของสื่อ หนังซิรีส์เกาหลี ดารานักร้อง และเทคโนโลยีที่พัฒนาเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแซงหน้าญี่ปุ่นและประเทศพัฒนาอีกหลายประเทศ

         คนไทยไปเที่ยวเกาหลีปีละกว่าครึ่งล้าน ไปทำงานครึ่งแสน ส่วนใหญ่ลักลอบไปและถูกส่งกลับตามข่าวปีละสองหมื่น เป็นประเทศที่ต้องการแรงงานสูงเพราะพัฒนาไม่หยุด จริงอยู่ การพัฒนามีสองด้านเสมอ ที่น่าสนใจ คือแนวทางการพัฒนาที่ดูว่ามี “ความสมดุล” และมี “คุณภาพ” ของประเทศนี้

จากงานวิจัยของอิมพีเรียลคอลเลจและองค์การอนามัยโลก ผู้หญิงเกาหลีในปี 2030 หรือประมาณอีก 13 ปีข้างหน้า จะมีอายุยืนยาวที่สุดในโลก คือกว่า 90 ปี และผู้ชายเกาหลีก็จะมีอายุว่า 84 ปี จะกลายเป็นประเทศอันดับหนึ่งของโลกแทนที่คนญี่ปุ่นที่ติดอันดับหนึ่งมานาน

งานวิจัยอธิบายว่า คนเกาหลีอายุยืนยาวขึ้นเพราะคุณภาพชีวิต สวัสดิการด้านสุขภาพ การศึกษา สิ่งแวดล้อม คุณภาพของเศรษฐกิจสังคมและการเมือง การจัดการกับความเครียดและปัญหาต่างๆ สรุปเหมือนว่าคนเกาหลี “กินเป็นอยู่เป็น” มากขึ้น มีจำนวนคนอ้วนน้อยที่สุดในบรรดาประเทศพัฒนา

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ขณะที่เกาหลีใต้พัฒนาด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้น สหรัฐอเมริกากลับแย่ลง แม้อายุคนอเมริกันจะยาวขึ้นเล็กน้อย แต่สถิติคนอ้วนสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่คนไม่สูงขึ้น นับเป็นประเทศเดียวในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว งานวิจัยบอกว่า น่าจะมาจากโภชนาการตั้งแต่วัยเด็ก

สยามรัฐรายวัน 22 กุมภาพันธ์ 2560

ปรองดองที่เห็นเป็นข่าว ดูเหมือนเป็นเรื่องการหาทางแก้ปัญหาทางการเมืองมากกว่าเรื่องอื่นใด กลายเป็นเรื่องเอาเหลืองแดงมาสมานฉันท์ เชื่อว่าถ้าดีกันเมื่อไร ประเทศไทยจะรุ่งเรืองพัฒนา

                จริงอยู่ สิบกว่าปีที่ผ่านมา ปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยเห็นได้ชัดเจนทางการเมือง แต่เราก็เห็นความสงบเรียบร้อยทางการเมืองในหลายประเทศ กระนั้นผู้คนก็ยังมีปัญหาอีกร้อยแปด ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง

                ถ้าคิดว่าสังคมไทยเป็นระบบที่ทุกภาคส่วนสัมพันธ์กัน ปรองดองแบบแยกส่วนอาจจะเกิดได้ สั่งได้ ”จับเป็นตัวประกัน” ได้ แต่ยั่งยืนหรือไม่เท่านั้น อาจเหมือนแพทย์ที่รักษาโรค แต่ไม่รักษาคน ระบบสุขภาพไม่ดี ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอ คงเจ็บป่วยเป็นนั่นนี่ไม่มีวันหาย กลายเป็นการเลี้ยงไข้ไปก็มาก

                คนไทยเป็นหนี้กันมากมาย ทั้งในระบบและนอกระบบแบบสุดโหดและหาทางออกไม่ได้ ชาวไร่ชาวนาที่ยังเหลืออยู่ในชนบทเวียนว่ายอยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สินและความยากจนแบบซ้ำซาก

                สังคมไทยคิดว่า การปรองดองทางเศรษฐกิจที่ยึดถือกันมาตั้งแต่ 2504 ที่มีแผนพัฒนาฯ แผนที่ 1 คือ ทำให้คนจำนวนน้อยรวยก่อน แล้วก็จะดึงคนส่วนใหญ่ให้รวยตามไปด้วย ตามทฤษฎีการพัฒนาแบบไม่เท่าเทียม (Unequal Development Theory)

แล้วเกิดอะไรขึ้น ผ่านไป 55 ปี 11 แผน ประเทศไทยอยู่อันดับ 3 ของโลกที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ คนไทย 99% มีสินทรัพย์ไม่ถึงร้อยละ 30 ขณะที่คนไทยเพียง 1% มีมากกว่าร้อยละ 60

       กว่า 40 ปี เรามีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ก็ไม่สามารถหาทาง “ปรองดอง” กับ “ทุนนิยม” ได้ ทำได้เพียงเอาคำสอนอันล้ำค่าของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาเป็นไม้ประดับที่สวนที่ปลูกแต่เพียงพืชเศรษฐกิจ หรือเปรียบเทียบให้แย่กว่านั้น คือ ทำได้เพียงเอามาเป็นดอกไม้ในแจกันประดับโต๊ะผู้บริหารบ้านเมือง

       ไม่ได้คิดหาทางพัฒนา “เศรษฐกิจตลาดแบบพอเพียง” (Sufficient Market Economy) คล้ายกับที่จีนคิดและทำ “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” (Socialist Market Economy) สังคมไทยจึงวิ่งไล่เงา เอาเป็นเอาตายกับ GDP ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ มากกว่า GDH หรือความสุขของประชาชน กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่-เทพา เป็นเพียงตัวอย่างเดียวที่รัฐบาลไทยปากว่า (GDH) ตาขยิบ (GDP)

                ทางด้านสังคม ประเทศไทยมีกฎหมายกว่าหมื่นฉบับที่รอการแก้ไข มีการวิจัยพบว่า สามารถยกเลิกและแก้ไขกฎหมายหลายพันฉบับที่ล้าหลัง ไม่เหมาะสม ไม่เป็นธรรม ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการดำเนินชีวิต ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ความรุนแรง การเอารัดเอาเปรียบ สร้างโอกาสที่ไม่เท่าเทียม คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลงเพราะขาดโอกาสการศึกษากับการพัฒนาตน จนถึงวันนี้ยกเลิกได้แก้ได้กี่ฉบับก็ไม่รู้

                การปรองดองทางสังคมจึงหมายถึงการสร้างความเท่าเทียมในโอกาส ความเท่าเทียมทางกฎหมายที่เป็นจริง ไม่ทำให้ผู้คนเชื่อว่า “คุกมีไว้ขังคนจน” หรือ “ขังแพะ” หรือทำให้เกิดประโยคคำถามเสียดสีอย่างเจ็บแสบที่ว่า “คนจนมีสิทธิ์ไหมครับ”

                การปรองดองทางสังคมเกิดขึ้นได้เมื่อผู้คนได้รับสวัสดิการ ความมั่นคงในชีวิต ด้วยระบบที่ให้ความเป็นธรรม ไม่ใช่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ยาคุณภาพต่างกัน คนจนได้ยาดีน้อยกว่าคนรวย หรือคนจนรอรับแต่เพียง “เศษเนื้อข้างเขียง” ที่สังคมหยิบยื่นให้ในรายการแจกเงิน ขึ้นรถโดยสารฟรี ฯลฯ

                ไม่กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ไม่กระจายงบประมาณ จึงรวยกระจุก จนกระจาย รวมศูนย์ทุกอย่างไว้ส่วนกลาง ความเหลื่อมล้ำชัดเจนระหว่างเมืองกับชนบท คนจึงทิ้งชนบทเข้าเมืองไปตายเอาด้าบหน้า

                การปรองดองทางวัฒนธรรม คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อคนจน คนยากไร้ คนชายขอบ คนพิการ บ้านนอกคอกนา ชาวเขาชาวดอย ซี่งมักถูกดูถูกดูแคลน และการให้โอกาสคนเหล่านี้ให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีงานทำ มีรายได้ และได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม

                ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงหลายปีที่ผ่านมา จนถูกอ้างเป็นเหตุผลของการทำรัฐประหาร เป็นเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาสังคมไทยที่หมักหมมมายาวนานและระเบิดเมื่อได้เวลา ปัญหาใหญ่กว่ายังอยู่ตราบใดที่ไม่ร่วมมือกันปฏิรูปสังคมอย่างรอบด้าน (หรือใช้คำโตๆ ว่า แบบบูรณาการ)

                การปรองดองที่เป็นการปฏิรูปสังคมอย่างรอบด้าน เริ่มจาก “หลักคิด” ที่เป็นองค์รวม ไม่แยกส่วนไม่ใช่ เกี๊ยะเซียะรอมชอมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นการปรองดองที่ “เห็นหัวประชาชน” หรือให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ “นักการเมือง” กับ “นายทุนพ่อค้า” มาก่อนอย่างที่ทำกัน

                ไม่ใช่เพียงอ้างอิง แต่นำคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้จริง ที่ทรงสอนให้ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยเฉพาะ “ประชาชน คนยากคนจน คนชายขอบ”

พัฒนาระบบ “เศรษฐกิจตลาดแบบพอเพียง” ปฏิรูปกฎหมายให้เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำลด การปรองดองก็เกิดได้ เพราะเกิดจาก “ข้างใน” ไม่ใช่การบังคับหรือการต่อรอง

สยามรัฐรายวัน 15 กุมภาพันธ์ 2560

คนไทยจำนวนมากรู้ว่าวันวาเลนไทน์ คือวันแห่งความรัก คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ แต่ไม่รู้ว่าวันมาฆบูชาคือวันอะไร และปีนี้ตรงกับวันอะไร

                วันวาเลนไทน์คงไม่ใช่อิทธิพลของศาสนาหรือวัฒนธรรมตะวันตกที่ครอบงำสังคมไทย แต่เป็นลัทธิบริโภคนิยมที่มาพร้อมกับศาสนา คล้ายกับเมื่อหลายร้อยปีก่อนที่มิชชันนารีชาวตะวันตกเดินหน้า บรรดาทหารตามหลังไปครอบงำครอบครองอาณานิคมทั่วโลก

                เทศกาลคริสตมาสที่ผ่านมา พระสันตะปาปาฟรันซิสได้เตือนชาวคริสต์ทั่วโลกว่า คริสตมาสได้กลายเป็นเพียงการฉลองภายนอก “ถูกจับเป็นตัวประกัน” โดยวัตถุนิยมบริโภคนิยม ผู้คนไม่ได้เข้าใจเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของเทศกาลนี้

                พระสันตะปาปาบอกว่า ผู้คนต่างก็มุ่งกันแต่เรื่องของขวัญให้กันและกัน แต่เย็นชาต่อคนชายขอบ ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย คนยากคนจน สนใจแต่เรื่องความสนุกสนานรื่นเริง การบริโภค ความฟุ้งเฟ้อ รูปแบบภายนอก ความเด่นความดังในสังคม

                บรรยากาศและค่านิยมเช่นนี้ทำให้ผู้คนสนใจแต่เรื่องของตัวเองมากกว่าคิดถึงคนอื่นและส่วนรวม ทำให้เกิดการเอาเปรียบ การกดขี่ข่มเหง ความอยุติธรรมต่างๆ เพราะกดทับความรู้สึกดีๆ การยอมรับคุณค่าดีงาม ความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์

                พระสันตะปาปาบอกว่า “วิถีแห่งความหลุดพ้นที่แท้เปิดกว้างสำหรับคนที่มีใจซื่อและเรียบง่าย” ทรงเรียกร้องให้ชาวคริสต์ตื่นจากการหลับไหลไปกับค่านิยมทางวัตถุ ปฏิบัติตนอย่างมีสติ (to act soberly)  ในโลกที่กระตุ้นทุกวิถีทางให้คนบริโภคมากขึ้น มีมากขึ้น

                พระสันตะปาปาฟรันซิสได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีชีวิตที่เรียบง่ายตั้งแต่เป็นประมุขของศาสนจักรที่อาร์เจนตินา และเมื่อเป็นโป๊ปก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง วันที่ได้รับเลือกนั้นก็ยังเดินทางไปจ่ายค่าที่พักในกรุงโรมด้วยตนเอง เป็นพระสันตะปาปาที่เดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถเฟี้ยต 500L คันจิ๋ว

สยามรัฐรายวัน 8 กุมภาพันธ์ 2560

คนไม่รู้หนังสือในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่คนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่เป็นคนที่เรียนรู้ไม่เป็น” อัลวิน ทอฟเลอร์ (1928-2016) เจ้าของหนังสือ Future Shock, The Third Wave, และ Power Shift

                ตรงกับที่นักคิด นักปรัชญา นักปฏิบัติการทางสังคมชาวเดนมาร์กอย่าง N. F. S. Grundtvig ได้พูดและลงมือทำตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 หรือประมาณ 150 ปีที่แล้ว เมื่อเขาได้ก่อตั้ง “โรงเรียนชาวบ้าน” (Folk High School) โดยเน้นที่การเรียนรู้ ไม่ใช่ที่ใบปริญญา โรงเรียนชีวิตแบบเดนมาร์กจึงไม่มีการสอบ เรียนสิ่งที่อยากเรียน เรียนอย่างมีความสุข และนำไปใช้ในชีวิตได้จริง

                อย่างไรก็ดี ไม่ได้แปลว่า เดนมาร์กปฏิเสธการศึกษาในระบบสากล เพียงแต่สังคมของเขาไม่ได้มีแต่ “ทางด่วนวันเวย์” ของการศึกษา แต่มีทางเล็กๆ ที่คดเคี้ยวเลี้ยวไปมาในธรรมชาติ และถึงจุดหมายปลายทางได้ นั่นคือ ทำให้คนพึ่งตนเองได้และมีความสุขได้ และไม่ได้ขัดแย้งหรือแข่งขันกับทางหลัก

                 ถ้าหาก “โรงเรียนชาวบ้าน” ฟังดู “บ้านนอก” และเรียก “โรงเรียนพลเมือง” ฟังดูดีกว่าก็ใช้ได้ แต่ในประเทศเดนมาร์กและประเทศสแกนดิเนวีย เยอรมนีและออสเตรียที่นำแนวคิดเรื่อง Folk High School ไปใช้อย่างแพร่หลาย เขาไม่ได้คิดว่าเป็นทางเลือกของคนบ้านนอกที่ไม่มีทางไป แต่ถือว่า เป็นทางเลือกที่เติมเต็มให้ชีวิตของผู้คน โดยไม่แบ่งแยก อายุ เพศ สถานะทางสังคม ศาสนา และระดับชั้นความรู้

เดนมาร์กโมเดล

Wednesday, 01 February 2017 08:22 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 1 กุมภาพันธ์ 2560

เดนมาร์ก ประเทศที่คนมีความสุขที่สุดในโลก (World Happiness Report) ได้รับการประเมินให้เป็นประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุดในโลกเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้ 90 จาก 100 คะแนน ในขณะที่ไทยได้อันดับที่ 101 และได้ 35 คะแนน ร่วงจากอันดับที่ 76 และจากที่เคยได้ 38 คะแนน

สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงให้การส่งเสริมสนับสนุนการเลี้ยงโคนม และอุตสาหกรรมนมในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2503 ที่ได้เสด็จเยือนเดนมาร์ก และได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

                นอกจากนี้ พระองค์ทรงสนพระทัยเรื่องการบริหารจัดการในรูปแบบสหกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่โดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งของเดนมาร์ก ไม่เพียงแต่ในเรื่องโคนม แต่ในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการผลิต การบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่ดูเหมือนว่าสหกรณ์เป็นเรื่องบ้านเราทำได้ผลน้อย แม้ว่าจะตั้งกันมาถึง 100 ปีแล้วก็ตาม

                ไม่ว่าที่เดนมาร์กหรือเมืองไทย เรื่องความโปร่งใส การไม่โกงกิน ไม่มีคอร์รัปชั่นมีรากฐานสำคัญอยู่ที่คุณภาพของคน การมีวินัย มีคุณธรรม และขึ้นอยู่กับความรู้ การศึกษาของประชาชน ขึ้นอยู่กับระบบโครงสร้างที่โปร่งใส การกระจายอำนาจ ประชาชนมีส่วนร่วม

จับแพะชนแกะ

Wednesday, 25 January 2017 08:51 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 25 มกราคม 2560

เมื่อปี 2529 เชอรี่แอน ดันแคน เด็กสาววัย 16 ปี ลูกครึ่งไทยอเมริกัน ถูกฆ่าตายที่สมุทรปราการ เป็นตำนานแพะของกระบวนการยุติธรรมไทย ตำรวจจับ 5 คน พนักงานอัยการสั่งฟ้อง 4 คน ทั้ง 4 คนถูกจำคุกเกือบ 6 ปี  เป็นการถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นลงโทษ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายกฟ้อง

                ผู้ต้องหาคนหนึ่งตายในคุก ลูกสาวของอีกคนหนึ่งที่ขาดพ่อถูกข่มขืนแล้วฆ่า ส่วนภรรยาเครียดจนเสียสติ เมื่อศาลฎีกายกฟ้อง 3 คนที่เหลือถูกปล่อยออกมา คนหนึ่งติดโรคร้ายในคุกเสียชีวิต อีกคนหนึ่งเป็นมะเร็งและไม่นานก็เสียชีวิต เหลือเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างทรมาน เพราะกระดูกสันหลังร้าว นอนหงายไม่ได้เหมือนคนพิการเนื่องจากถูกซ้อมให้รับสารภาพ

                เมื่อมีการสืบสวนสอบสวนใหม่โดยกองปราบตามที่ญาติแพะร้องเรียน ก็สามารถจับผู้กระทำผิดได้และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ตำรวจที่สร้างพยานเท็จถูกไล่ออกจากราชการ แต่หลบหนีไป พยานเท็จถูกจำคุก 8 ปี ญาติแพะฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลพิพากษาให้สำนักงานตำรวจชดใช้เงิน 38 ล้านบาท

                ที่สหรัฐอเมริกา มีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นเช่นกัน อย่าง The Hurricane ที่นำเอาชีวิตของรูบิน คาร์เตอร์ อดีตนักมวยแชมป์โลกในยุค 1960 มาทำภาพยนต์ ให้บทเรียนแก่ผู้คนได้อย่างน่าสะเทือนใจ เมื่อชายผิวดำคนนี้ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตด้วยข้อหาฆ่าคนผิวขาว 3 คนในบาร์

                เกือบ 20 ปีในคุก รูบิน คาร์เตอร์ ได้บทเรียนชีวิตหลายอย่างจากเพื่อนในเรือนจำและจากบุคคลภายนอกที่พยายามช่วยเหลือเขา เขาเรียนวิชากฎหมายและพยายามร้องเรียนให้ฟื้นคดีแต่ก็ไม่เป็นผล รวมทั้งการเดินขบวนประท้วงในหลายเมืองของสหรัฐอเมริกา คนดังอย่างมูฮัมเหม็ด อาลีและคนมีชื่อเสียงมากมายช่วยกันร้องเรียนก็ไม่ได้ผล

                มาได้ผลเมื่อคนกลุ่มเล็กๆ 4 คน จากแคนาดาได้เริ่มค้นหาหลักฐานใหม่อย่างจริงจัง และเริ่มจากเด็กชายผิวสีที่ได้รับการอุปถัมภ์จากคนผิวขาวที่ไปเยี่ยมรูบิน คาร์เตอร์ในคุก จนนำไปสู่การฟื้นคดีในที่สุด เขาได้รับการปล่อยตัว เป็นการกล่าวหาที่มาจากการเหยียดผิวที่ยังคงมีอยู่ทั่วไปในสหรัฐอเมริกาวันนี้

                ในกรณีของครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ที่สกลนคร กระทรวงยุติธรรมรับเรื่องไว้ช่วยเหลือเพื่อขอให้ศาลพิจารณารื้อฟื้นคดีขึ้นมาเนื่องจากมีหลักฐานใหม่ ซึ่งถ้าหากศาลยอมรับก็จะได้คืนความยุติธรรมให้ครู ซึ่งติดคุกปีครึ่งไปแล้ว

      ที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมก่อนถึงวันศาลนัด 8-10 กุมภาพันธ์ ก็เพราะทางตำรวจออกมาเป็นขบวนเพื่อยืนยันว่า ที่ทำมาทั้งหมดถูกต้อง และมีขบวนการเถื่อนเข้ามาเกี่ยวข้อง

     สื่อมวลชน โซเชียลมีเดียสะท้อนความรู้สึกของสังคมว่า เห็นด้วยกับครูจอมทรัพย์มากกว่า เพราะพยานหลักฐานต่างๆ เริ่มปรากฎออกมาชัดมากยิ่งขึ้น รอเพียงให้ศาลตัดสินเท่านั้นว่าจะฟื้นคดีนี้หรือไม่

    ข้อน่าสังเกตที่ทำให้สังคมไม่ค่อยเชื่อตำรวจเพราะภาพพจน์ตำรวจก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นเช่นไร ครูเองก็บอกสื่อว่า ตอนเข้าไปในคุก คนที่นั่นยังบอกว่าโง่ ทำไมไม่เอาเงินยัดตำรวจ ซึ่งเป็นการพูดที่สาธารณชนฟังแล้วก็เชื่อ เพราะคนทั่วไปก็มักทำกันเช่นนี้ แต่ครูจอมทรัพย์บอกว่า ถ้าทำเช่นนั้นกระบวนการยุติธรรมก็เสียหายหมด เธอยอมติดคุกเพื่อให้มีการแก้ไขเรื่องนี้

   ถ้าหากเธอจะจ้างคนมารับผิดแทน น่าจะทำตั้งแต่ต้น หรือไม่ก็ยัดเงินให้ตำรวจอย่างที่ใครๆ ก็ทำกัน ไม่ใช่ยอมติดคุกเพื่อจะได้ออกมาขอค่าชดเชย มันคุ้มหรือกับการสูญเสียแทบทุกอย่าง สามีทิ้ง ลูกคนโตตาย ลูกคนเล็กไม่ได้เรียนหนังสือ ตนเองถูกออกจากราชการ เงินเดือน เงินบำเน็จบำนาญไม่มี ไม่มีรายได้และที่สำคัญ ถูกดูถูกดูหมิ่นจากสังคมรอบข้าง

  การไปสืบค้นหาพยานหลักฐานของกรณีครูจอมรัพย์ก็คล้ายกับกรณีของรูบิน คาร์เตอร์ เป็นเพื่อนและญาติที่ทำ ยิ่งกว่านั้น ในยุคที่ผู้คนสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว เรื่องราวต่างๆ ส่งต่อและกลายเป็นขบวนการประชาสังคมที่รวมตัวกันต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมโดยไม่ต้องมีใครไปจัดการ มีเพียงคนระดมทุนช่วยครู ก็มีคนลงขันถึง 1 ล้านบาทในเวลาไม่กี่วัน ซึ่งเธอก็บอกว่าพอแล้วและยังไม่รับจนกว่าคดีจบ

  บทเรียนสำคัญของกรณีเชอรี่แอนและกรณี “แพะ” ทั้งหลาย คือ การคอร์รัปชั่นที่น่ากลัวที่สุดของสังคมไทยน่าจะอยู่ในกระบวนการยุติธรรมนี่กระมัง จนทำให้หลายคนกล้าทำผิด กล้าโกงบ้านกินเมือง กล้าก่ออาชญากรรม เพราะรู้ว่า ทำอย่างไรก็ไม่ผิด ไม่ติดคุก

 คงต้องรอให้กระบวนการฟื้นคดีครูจอมทรัพย์ไปถึงที่สุด สังคมคงได้บทเรียนหลายอย่าง และครูโรงเรียนบ้านนอกคนหนึ่งอาจเป็น “จุดคานงัด” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมก็เป็นได้ อย่างน้อยก็ทำให้เกิดสำนึกความดีชั่วและละอายต่อบาปในสังคมขึ้นมาบ้าง

ถ้ากระบวนการฟื้นคดีรับว่าเธอเป็นแพะจริง เธอน่าจะเป็นวิทยากรเดินทางไปสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก เยาวชนและผู้คนทั่วประเทศ ให้รู้ว่าความถูกต้องดีงามคืออะไร และไม่ยอมทรยศต่อหลักนิติธรรม

         กรณีครูจอมทรัพย์ไม่ได้เป็นเพียง “เหตุการณ์” ที่เกิดแล้วผ่านไป แต่ได้กลายเป็น “ปรากฎการณ์” ที่ทำให้มีเหตุผลมากยิ่งขึ้นที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพราะความยุติธรรมคือรากฐานสำคัญยิ่งของการปรองดองและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ที่กำลังโหยหากันอยู่ในขณะนี้

สยามรัฐรายวัน 18 มกราคม 2560

 คนไทยมีวิญญาณศิลปินและทักษะทางศิลปะไม่แพ้ชาติใดในโลก ดูได้จากผลงานด้านจิตกรรม ปฏิมากรรม สถาปัตยกรรม ช่างสิบหมู่ วัดวาอาราม ภาพวาด สิ่งปลูกสร้าง เป็นที่ชื่นชมของผู้คนจากทั่วโลก

                เราพบเห็นเด็กที่เก่งทางด้านศิลปะ ซึ่งเป็นการแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ ผลงานด้านการวาดภาพได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย แต่ดูเหมือนว่า ยิ่งโตขึ้น ยิ่งไปโรงเรียนนานขึ้น ความสามารถด้านศิลปะและการสร้างสรรค์ลดลง หรือว่าการศึกษาของเราทำลายพลังสร้างสรรค์เหล่านี้

                วิชาการบอกว่า สมองซีกขวาเป็นพลังสร้างศิลปะ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง การเห็นภาพสามมิติ การมีจิตนาการ ทักษะด้านดนตรี ควบคุมการทำงานของมือซ้าย

      สมองซีกซ้ายเป็นการใช้เหตุผล การเขียน การอ่าน การใช้ภาษา ทักษะด้านตัวเลข ด้านวิทยาศาสตร์ ควบคุมการทำงานของมือขวา

                แต่สมองทั้งสองด้านก็ไม่ได้ทำงานแบบแยกส่วน มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และมีความซับซ้อนในระบบสมองโดยรวม ความคิดสร้างสรรค์จึงไมได้มาจากสมองด้านขวาเท่านั้น คนที่มีสมองด้านซ้ายดีก็มีความคิดสร้างสรรค์และผลงานดีๆ ได้ถ้าหากได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมทั้งสองด้าน

                “การพัฒนาอย่างเหมาะสม” ที่ว่านี้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจเรื่อง “ความรู้” ความเชื่อเดิมของไทยคือ ความรู้มีอยู่แล้ว (objective truth)  มีคนไปค้นพบและเอามาบอกเราผ่านหนังสือตำรา ครูก็จะนำความรู้ดังกล่าวไปถ่ายทอดให้ศิษย์ ศิษย์ก็เชื่อครู เชื่ออาจารย์ ท่องจำความรู้ ส่วนใหญ่ก็ไมได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะคิดว่าท่องกันได้ จึงถ่ายทอดกันทางการบอกเล่าบอกต่อ

สยามรัฐรายวัน 11 มกราคม 2560

หลายคนมองดูสังคมไทยวันนี้แล้วคงเกิดความขัดแย้งในใจ ไหนว่ายึดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานเพื่อการปฏิบัติ แล้วทำไมจึงดูไม่สมดุล ไม่ลงตัวเลยระหว่าง GDP กับ GDH

          GDP (Gross Domestic Product) หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ เป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจและได้กลายเป็นตัวชี้วัด “การพัฒนา” ของประเทศไปด้วย ซึ่งในความเป็นจริงก็รู้กันอยู่ว่าไม่จริง เพราะประเทศไทยอาจจะ “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา”

เพราะการพัฒนาที่ยอมรับกันในระดับนานาชาติวันนี้เขาไม่ได้วัดกันที่เศรษฐกิจอย่างเดียวแล้ว แต่รวมไปถึงด้านอื่นๆ โดยเฉพาะทางสังคม สิ่งแวดล้อม สิทธิ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจน ซึ่งความเหลื่อมล้ำดัวกล่าวประเทศไทยอยู่อันดับต้นๆ ของโลก

          GDH (Gross Domestic Happiness) หรือความสุขมวลรวมประชาชาติ ที่รู้กันว่า ภูฏานเป็นประเทศเดียวในโลกที่ประกาศชัดเจนว่า ความสุขของประชาชนคือเป้าหมายการพัฒนา

ผู้นำประเทศเล็กๆ ตีนเขาหิมาลัยแห่งนี้บอกว่า ประเทศต่างๆ เอาการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เป็นเป้าหมาย และความสุขเป็นผลพลอยได้ ขณะที่ประเทศของเขาเอาความสุขเป็นเป้าหมาย เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ จึงพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เปิดประเทศให้คนหลายล้านเข้าไปเที่ยว แม้ว่าจะทำได้เพราะมีทุกอย่างที่นักท่องเที่ยวแสวงหา

Page 1 of 33