phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 12 ธันวาคม 2561

รัฐบาลนี้มีข้อมูล “ความเหลื่อมล้ำ” ทั้งตัวเลขสถิติและข้อเท็จจริงจากการลงไปคลุกคลีกับ “รากหญ้า” ทั้งอาชีพ รายได้ การถือครองที่ดิน คนจนในชนบท คนจนเมือง อาจมีข้อโต้แย้งกับการประกาศให้เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก แต่ถึงอย่างไรก็ปฏิเสธความเป็นจริงที่ไม่เป็นธรรมอันล้ำลึกนี้ได้

คุณกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพูดในที่ประชุมสัมมนาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า “เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 72 ไม่มีความมั่นคงทางด้านที่ดินทำกิน 52 % เช่าที่ดินทำกิน อีก 20 % ที่ดินติดจำนองเสี่ยงที่จะหลุดมือ มีเกษตรกรเพียง 28 % ที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ที่ดินหลุดมือส่งผลให้พื้นที่เกษตรลดลงอย่างต่อเนื่อง”

รัฐมนตรียังให้รายละเอียดของปัญหาการทำมาหากิน หนี้สิน ความยากจน การสูญเสียที่ดิน ขายที่ดิน ไปบุกรุกป่าเพื่อหาที่ทำกินใหม่ อพยพไปอยู่ในเมือง คือร้อยละ ๓๐ ของประชากรเมืองที่ไม่มีที่ดินของตนเอง บุกรุกที่ดินรัฐ คลอง รถไฟ ที่สาธารณะ เป็นปัญหาคนจนเมือง

         แต่ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้ให้ข้อมูลว่า ใครถือครองที่ดินมากที่สุดและด้วยสาเหตุใดถึงทำได้ ไม่เพียงแต่ที่ดินบนบก แต่พื้นที่ในทะเลริมชายฝั่งหลายพันกิโลเมตรของไทยว่ามีใครไปยึดเป็นเจ้าของโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายบ้าง ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แต่เป็น “นายทุน” ไม่ว่าท้องถิ่นหรือระดับชาติ ไม่ว่าพ่อค้าหรือข้าราชการ

         อย่างชายฝั่งจังหวัดเพชรบุรี ไล่ตั้งแต่อำเภอบ้านแหลมลงไป คงเหลือแต่ชายทะเลที่ตำบลบางขุนไทรยาว ๙ กิโลเมตรตามชายฝั่งและกว้าง ๓ กิโลเมตรออกไปในทะเล หรือ ๒๗ ตารางกิโลเมตรเท่านั้นที่เหลือให้ชาวบ้านเอากระดานไถไปบนโคลน เอามืองมเก็บหอย เอามาขายมีรายได้วันละสองสามร้อยบาท ขณะที่พื้นที่ชายฝั่งอื่นๆ ถูกจับจองปักเสาปักหลักกั้นเขตเป็นของ “ส่วนบุคคล” ไปหมดแล้ว

         พื้นที่ ๒๗ ตร.ก.ม.ที่บางขุนไทรมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ยาวนานของชุมชนที่รวมตัวกันปกป้องสิทธิทำกิน บางครั้งต้องเอาเรือออกไปไล่ยิงกับเรือใหญ่ของนายทุนก็ต้องทำ เพราะพวกนั้นลักลอบเอาเรือใหญ่มาคราดหอยด้วยเครื่องมือที่ทำไม่กี่ครั้งชายฝั่งก็ไม่เหลืออะไรให้ชาวบ้านไปหากินได้

         กรณีแบบนี้ชาวบ้านต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว เพราะกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายล้วนอยู่ในมือของนายทุนและข้าราชขการที่รวมหัวกันเบียดบังเอาประโยชน์จากทรัพยากร ลิดรอนสิทธิทำกินของชาวบ้าน

         แนวทางการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลเสนอก็ดูเหมือนจะดี แต่ “โรคเหลื่อมล้ำ” แก้ไม่ได้ด้วยยา ไม่ว่ายาแก้ปวดธรรมดา ยาแรงหรือมอร์ฟีน ถ้าจะแก้อย่างยั่งยืนและเด็ดขาดคงต้อง “ผ่าตัดเท่านั้น” ปัญหาอยู่ที่ว่าคณะหมอเหมือนไม่อยากให้คนไข้หาย เพราะหายเมื่อไรอาจลุกขึ้นมาลดทอนอำนาจของตนและภาคีทุน

         ปัญหาความเหลื่อมล้ำอาจมองได้เป็น ๓ ประเด็น คือ โอกาส การศึกษา และนโยบาย

๑.  โอกาสที่ไม่เท่าเทียมของประชาชนทำให้เกิดชนชั้น คนรวยมีโอกาสมากกว่าคนจน คนมือยาวจึงสาวได้สาวเอา สะสมทุน เทคโนโลยีและช่องทางกฎหมายรองรับ รัฐบาลเคยปรารถว่าจะแก้กฎหมายหลายพันฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ที่ไม่เปิดโอกาสให้คนจนได้พัฒนาตนเอง เพราะรู้ดีว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำมาจากโครงสร้างระบบสังคมที่บิดเบี้ยวไม่เป็นธรรม เอื้อคนรวยมากกว่าคนจน

          รัฐให้เบ็ดตกปลา สอนให้ตกปลา แต่รัฐและนายทุนเอาลวดหนามไปล้อมที่ตกปลา ชาวบ้านจะไปจับปลาที่ไหน ต้องรับจ้างหาเงินไปซื้อข้าวปลาอาหารที่นายทุนผลิต รอรับเงินสวัสดิการคนจนจากรัฐบาลที่ชอบอ้างบุญคุณ ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิของประชาชนที่จะได้รับโอกาสมากกว่าการนั่งรอให้รัฐเอาเงินมาแจก

๒. การศึกษา คือความเหลื่อมล้ำสำคัญ คนจนมีโอกาสน้อยในทุกระดับการศึกษา เมื่อก่อนพ่อแม่ต้อง ขายวัวขายควายส่งลูกเรียน วันนี้ก็ยังต้องลงทุนสูงแม้มีทุนกู้ยืม จึงมีคนจนไม่กี่เปอร์เซนต์ที่มีโอกาสไปเรียนถึงระดับอุดมศึกษา คนส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยแต่เพียงแรงกายในการทำมาหากิน ดิ้นรนปากกัดตีนถีบ แม้คนที่ไปเรียนแล้วยังเป็นหนี้ต่อเพราะหางานทำไม่ได้ ลูกคนจนไปเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฎ ราชมงคล ธุรกิจบางแห่งยังประกาศไม่รับด้วยซ้ำ คนจนจึงเป็นประชาชนชั้นสองอย่างถาวร

๓.  นโยบายของรัฐ จนถึงวันนี้กฎหมายหลายพันฉบับที่รัฐบาลบอกเองว่าเป็นอุปสรรคต่อ        กการพัฒนา ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำก็ไม่ได้แก้ ได้แต่ออกกฎหมายใหม่มารองรับอำนาจรัฐมากกว่าคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่แตะระบบโครงสร้างอันเป็นรากเหง้าที่แท้จริงของความเหลื่อมล้ำ

          ความเหลื่อมล้ำคือหลุมดำของสังคมไทย ที่เป็นสาเหตุสำคัญของความแตกแยก ความรุนแรง การนองเลือดอย่างที่ผ่านมา เพราะการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมที่คนจนคนรากหญ้าไม่อาจทนได้ ท้ายที่สุดก็จะลุกขึ้นมาทวงสิทธิด้วยวิธีการที่ไม่ธรรมดา วันนี้ดูตัวอย่าง “เสื้อกั๊กเหลือง” ที่ฝรั่งเศสไว้บ้างก็ดี

เมื่อไม่มีเจตจำนงทางการเมือง (political will) จึงยากที่จะแก้ปัญหา เพราะที่จริงแล้วนโยบายรัฐบาลอยู่บนฐานคิด “ทฤษฎีการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม” (unequal development theory) ให้คนรวยรวยก่อน คนจนก็จะรวยตามไปด้วย

         คงเพราะคิดแบบนี้ตั้งแต่ ๒๕๐๔ ความเหลื่อมล้ำจึงถ่างออก จนได้เป็นแชมป์โลกแบบน่าเสียใจ

สยามรัฐรายวัน 5 ธันวาคม 2561

การที่รัฐบาล คสช.อยู่มาได้ ๔ ปีกว่า โดยไม่มีปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง (หรือมีก็ควบคุมได้) ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคนไทย “รับได้” หรือ “ทนได้” กับการทำรัฐประหาร เพราะเห็นว่าบ้านเมืองไม่มีทางออก เกิดความแตกแยก ความรุนแรง ฆ่าแกงกันกลางบ้านกลางเมืองไม่รู้จบ ผู้คนยังเข็ดขยาดกับความวุ่นวายนั้น

            ทหารเข้ามายึดอำนาจได้พักหนึ่งก็ “คืนอำนาจอธิปไตย” ให้ประชาชน ให้มีการเลือกตั้ง โดยครั้งนี้นานหน่อย และไม่รับปากว่าจะไม่ปฏิวัติ เพราะรับปากกันมากี่ครั้งๆ ก็ยังทำรัฐประหารมาทุกครั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญมาไม่รู้กี่ครั้ง ก็ดีที่ “ตรงไปตรงมา” ไม่ปากว่าตาขยิบ

            เป็น “วิภาษวิธี” ในวิถีไทย เป็นวงจร (อุบาทว์) ที่วนเวียนอยู่ระหว่าง ๒ ขั้วอำนาจ ประชาธิปไตยกับเผด็จการ ถ้ามองด้วยแนวคิดตะวันตกก็จะถือว่าเป็น “เรื่องตรงกันข้าม” หรือ “คนละเรื่อง” ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ในแนวคิดแบบตะวันออกและแบบไทย เป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” คือเป็นสองขั้วในความเป็นจริงเดียวซึ่งไม่ได้แยกจากกัน คือ “สังคมไทย” แล้วแต่ว่าเมื่อไรจะสวิงไปขั้วไหน

            คนตะวันตกจึงแปลกใจและรับไม่ได้กับความเป็นจริงแบบตะวันออกที่สองขั้วอยู่ในความเป็นจริงเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำรัฐประหารแบบไทยๆ สังคมนิยมคอมมิวนิสต์แบบจีนแบบเวียตนามหรือเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (Socialist Market Economy)

            การที่สังคมไทยมีลักษณะ “ทวิลักษณ์” คือทั้งเผด็จการและประชาธิปไตย (“แบบไทยๆ”) คงเป็นเพราะสังคมไทยเป็นสังคมอำนาจ สังคมอุปถัมภ์ สังคมชนชั้น มีความแตกต่างสูงทั้งทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง มีความเหลื่อมล้ำ มีคนรวยคนจนที่เห็นได้ชัดเจน มีเจ้านายมีลูกน้อง จึงอยู่กันด้วยเส้นสายเครือข่ายอำนาจ ไม่ใช่สังคมนิติรัฐ นิติธรรม ที่ใช้กฎหมาย สังคมไทยใช้ “ความสัมพันธ์”

            สังคมเผ็ดจการกับประชาธิปไตยจึงเป็นเพียงสังคมที่มีการเลือกตั้งกับไม่มีการเลือกตั้ง อย่างอื่นก็เหมือนกัน คือ นักการเมืองก็ใช้อำนาจเหมือนทหาร แตกต่างกันที่รูปแบบเท่านั้น ถึงได้มีการแตกแยกรุนแรง แก่งแย่งอำนาจและตีกันฆ่ากันอย่างที่ผ่านมา

            สังคมอำนาจชอบใช้คำว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ประหนึ่งว่าตนเองมีอำนาจ วางตัวเองเป็นศูนย์กลางอำนาจ เป็นคนคิด ตัดสินใจ กำหนด แล้วให้ประชาชนมามีส่วนร่วม ขณะที่สังคมประชาธิปไตย ประชาชนเป็นศูนย์กลาง อธิปไตยเป็น “ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน”

            คนที่ได้รับเลือกเข้าไปในสภาเป็นเพียง “ผู้แทน” ประชาชน ที่ต้องตอบสนองความต้องการและช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชน คนที่ยึดอำนาจ “ด้วยปืน” ก็ไม่มีสิทธิถือว่าอำนาจเป็นของตน แต่เป็นของประชาชนที่ตนอาสาเข้ามาฟื้นฟูบูรณะบ้านเมือง

            ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งหรือจากการทำรัฐประหารก็ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้แทนของประชาชนในการบริหารบ้านเมือง ตามนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่เช่นนั้นก็จะหลงตัวเอง (narcissistic) หลงอำนาจ (despotic) คิดว่าตนเองเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

            ประชาธิปไตย คือ กระบวนการ “คืนอำนาจให้ประชาชน” ซึ่งขยายความไปได้ในทุกภาคส่วนของชีวิตและการบริหารจัดการทางสังคม คือ “คืนสุขภาพให้ประชาชน” “คืนการศึกษาให้ประชาชน” “คืนการพัฒนาให้ประชาชน “คืนป่าให้ประชาชน” และที่เป็นหัวใจของทุกอย่าง คือ “คืนสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน”

            เหล่านี้ คือ วรรคทองที่เป็น “วาทกรรม” (discourse) ที่ทำให้เกิดปัญญา หากใช้แบบไม่รู้ความหมายก็กลายเป็นวาทศิลป์หรือการตีฝีปาก (rhetoric) ที่บิดเบือนแบบศรีธนญชัย อ้างเหตุผลหากินกับความไม่รู้ ความยากจนของชาวบ้าน ครอบงำความคิดและการตัดสินใจของประชาชน

            ตราบใดที่สังคมไทยยังรวมศูนย์อำนาจไว้ในส่วนกลาง ไม่กระจายอำนาจ ไม่กระจายงบประมาณ ประชาธิปไตยก็จะไม่เกิด เหมือนปลูกไม้ในกระถางที่ไม่มีวันโต พรรคการเมือง นักการเมืองที่อ้างประชาธิปไตย พอได้อำนาจก็ไม่เคยคิดเรื่องกระจายอำนาจ ไม่เคยคิดจะ “ทุบกระถาง”

            หน่วยงานของรัฐ ในระบบราชการ ของประเทศอำนาจนิยมจึงคิดว่าตนเองมีอำนาจ ไม่ใช่ตนมีหน้าที่เข้ามารับใช้ประชาชน ข้าราชการจึงทำตัวเป็นเจ้าเป็นนาย หน่วยงานราชการจึงทำหน้าที่ “ควบคุม” และ “กำกับ” มากกว่าส่งเสริมสนับสนุน

            “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ในสังคมประชาธิปไตยหมายถึง “ประชาธิปไตยทางตรง” อย่างการทำประชามติ การตัดสินใจในประเด็นสำคัญๆ ที่ประชาชนไปลงคะแนนเสียงตัดสินใจเองโดยตรง

            สังคมโลกกำลังเปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือ (disruptive) สังคมไทยก็เช่นกัน ไม่ใช่แต่ทางด้านเทคโนโลยี แต่ในทุกๆ ด้าน การเมืองไทยอาจเป็นเหมือนโกดักที่คิดกล้องดิจิตอล แต่กลับล้มละลายเพราะปรับตัวไม่ทัน วันหนึ่ง ทั้ง “ประชานิยม” และ “ประชารัฐ” ก็ต้องไปเมื่อ “ประชาธิปไตย” ที่แท้จริงเติบโตและเข้มแข็ง

มวยไทย มวยเด็ก

Wednesday, 28 November 2018 15:08 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 28 พฤศจิกายน 2561

ผมไม่เคยชกมวย แต่เคยสอนนักศึกษาปริญญาเอกหลักสูตรมวยไทยที่มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงในหัวข้อ “ภูมิปัญญามวยไทย” จึงมีลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นครูมวย นักมวย ผู้จัดการ โปรโมเตอร์ คนที่เกี่ยวข้องกับวงการมวยหลายคน

            เมื่อประมาณ ๑๕ ปีก่อน ก่อนที่สถาบันราชภัฎจะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎ ผมเป็นกรรมการสภาสถาบันราชภัฎ และสภาวิชาการของสถาบันราชภัฎทั้งหมดซึ่งรวมกันมี ๑ สภาสถาบันฯ และ ๑ สภาวิชาการ ได้มีการนำเสนอขอเปิดหลักสูตรประกาศนิยบัตรบัณฑิตมวยไทยของสถาบันราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง

            คนที่นำเสนอ คือ ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ อาจารย์วิชิต ชี้เชิญ และรศ.ดร.สุจิตรา สุคนธทรัพย์ ปริญญาเอกด้านพลศึกษา อาจารย์จากจุฬาฯ ผมประทับใจแนวคิดหรือปรัชญามวยไทยที่อาจารย์ทั้ง ๓ ท่านช่วยกันนำเสนอมาก และได้บอกในที่ประชุมว่า เสียดายที่สิ่งที่ได้พูดนั้นไม่อยู่ในเอกสาร มีเพียงแค่สั้นๆ เท่านั้น ซึ่งผมถือว่านั่นคือหัวใจของมวยไทย จึงขอให้นำเนื้อหาทั้งหมดที่พูดนั้นใส่ลงไปในเอกสาร ยาวเท่าไรก็ไม่เป็นปัญหา

            และยังได้เสนอด้วยว่า ไม่น่าจะเปิดเป็นประกาศนิยบัตรบัณฑิต (ที่อยู่ระหว่างปริญญาตรีกับปริญญาโท) น่าจะเสนอเปิดปริญญาโท รวมทั้งปริญญาตรีและปริญญาเอกในขั้นต่อไป

            จากนั้น ผมได้เขียนบทความเรื่องมวยไทยในหนังสือพิมพ์หลายครั้ง โดยพยายามชี้ให้เห็นถึงคุณค่าและความหมายของมรดกทางวัฒนธรรมอันสำคัญนี้ ซึ่งคนในวงการมวยหลายคนได้ขอบคุณผมที่ได้ช่วยส่งเสริมสนับสนุนมวยไทยด้วยข้อเขียนเหล่านั้น

เมื่อได้รับเชิญไปสอนนักศึกษาปริญญาเอกที่มรภ.หมู่บ้านจอมบึง ผมได้พยายาม “ถอดรหัส” ภูมิปัญญามวยไทยให้เห็นว่า ความหมายลึกๆ ของศาสตร์และศิลป์แขนงนี้คืออะไร

ผมได้นำสารคดีการฝึกมวยเด็กที่วัดเส้าหลินของจีนมาให้นักศึกษาชม และวิเคราะห์วิจารณ์ เพื่อกลับมาดูมวยไทยของเรา จำได้ว่า ลูกศิษย์ของผมหลายคนบอกว่า ไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้มาก่อน เพราะอยู่ในวงการนี้ก็เน้นการฝึกฝน การแข่งขัน รวมไปถึงการพนันขันต่อ ซึ่งด้วยพัฒนาการสื่อและโลกาภิวัตน์ มวยไทยแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

ผศ.ดร.โพธิสวัสดิ์ แสงสว่าง หรือ “ครูโพธิ์” ปรมาจารย์มวยไทย ลูกศิษย์ของผมคนหนึ่งเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลกเพื่อ “รับรอง” มาตรฐานมวยไทย เล่าเรื่องราวดีๆ ให้ฟังว่า ในหลายประเทศ คนระดับผู้นำทั้งนั้นที่เรียนมวยไทย ใครนุ่งกางเกงกีฬาปักคำว่ามวยไทยไปตลาด คนจะชื่นชมมาก

ผมได้พยายามชี้ให้เห็นว่า ถ้าคนทั่วโลกชื่นชมมวยไทยและต่างก็สนใจเรียนศิลปะป้องกันตัวนี้ แสดงให้เห็นไม่เพียงแต่พิษสงของศิลปะแม่ไม้มวยไทย แต่ต้องมีอะไรลึกๆ กว่าที่ปรากฎภายนอก ที่เรียกว่าจิตวิญญาณ อันนั้นต่างหากที่นักศึกษาระดับปริญญาเอกต้องค้นให้พบ และพัฒนาต่อยอดให้เป็นนวัตกรรม

อาจารย์ที่วัดเส้าหลินบอกในสารคดีชุดนั้นว่า มวยวัดเส้าหลินเป็นเครื่องมือพัฒนาคนให้เข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ พัฒนาทั้งสติ สมาธิและปัญญา พระจึง “เป็นมวย” สอนทั้งมวยและคุณธรรมให้เด็กๆ เพราะเห็นว่า การเรียนวิชามวยนั้นเป็นดาบสองคม อาจถูกนำไปใช้ในทางไม่ดีได้ถ้าหากไม่มีคุณธรรมกำกับ

ผมสอนนักศึกษาปริญญาเอกว่า ทำอย่างไรให้คนไทยเข้าถึงคุณค่าและความหมายของศิลปะมวยไทย ไม่เป็นเพียงความสนุกสนานหรือการพนัน ชดเชยความกดดันและสัญชาติญาณดิบของความรุนแรง แต่เป็นเครื่องมือสร้างคน สร้างเด็กเยาวชน สร้างชาติ

ผมชื่นชมอาจารย์ชาญชัย ยมดิษฐ์ อาจารย์วิชิต ชี้เชิญ และทุกท่านที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมสนับสนุนมวยไทย อาจารย์วิชิตเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมโรงเรียนต่างๆ ให้นักเรียนได้ฝึกฝนศิลปะป้องกันตัว นำมาประยุกต์เพื่อการออกกำลังกาย การแสดง นาฎมวยไทย ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเด็กให้มีวินัย มีน้ำใจนักกีฬา จิตอาสา ช่วยเหลือปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ใช่ไปรังแกคนอื่น

เรื่อง “มวยเด็ก” ที่ถกเถียงกันวันนี้กำลังกลบเรื่องคุณค่าศิลปะป้องกันตัวมวยไทยที่คนทุกเพศทุกวัยควรเข้าถึง ได้เรียนรู้ นำไปใช้ออกกำลังกายและป้องกันตัวได้ และกำลังไปได้ดีทั้งในบ้านเราและทั่วโลก

พรบ.มวย 2542 ที่จะแก้ไขนี้คงอยากให้กีฬามวยไทยเป็นอะไรที่ “ปลอดภัย” “มีพลังสร้างสรรค์” เพื่อส่งเสริมและปกป้องเด็ก เยาวชน ลูกหลานเรา ซึ่งยังไม่โตพอที่จะคิดและตัดสินใจได้เอง

ด้านหนึ่ง คนไทยทั่วไปและคนทั่วโลกคงรับยาก ที่เด็กอายุต่ำว่า ๑๕ ขึ้นเวทีต่อมวยเหมือนผู้ใหญ่ ขัดต่อหลักสากลว่าด้วยสิทธิเด็ก การใช้แรงงานเด็ก โดยเฉพาะผลกระทบทางร่างกายทางสมองของเด็กที่มีผลการวิจัยที่ชัดเจน แต่อีกด้านหนึ่ง มวยเด็กโยงก็ไปถึงปัญหาสังคม ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ

แต่จนอย่างไรก็ไม่ควร “ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ” ในการแก้ปัญหาความยากจน เหมือนใช้เด็กไปขายบริการทางเพศ ไปขอทานและอื่นๆ ขนาดสัตว์ยังมีกฎหมายคุ้มครอง แล้วลูกหลานเราเองไม่คุ้มครองได้อย่างไร

            ถ้าเด็กต่ำกว่า ๑๒ ชกมวยไม่ได้ มวยไทยคงไม่สูญพันธุ์ ไปเรียนรู้ดูที่วัดเส้าหลินบ้างเถิดว่า วิทยายุทธของสำนักวัดแห่งนี้ตกทอดมาถึงปัจจุบันและแพร่หลายไปทั่วโลกเพราะอะไร วันนี้มวยไทยขึ้นแท่นเป็นศิลปะป้องกันตัวแนวหน้าของโลกไปแล้ว ประชาชนคนทั่วไปทั่วโลกเข้าถึงและนำไปใช้เพื่อสุขภาพ เพื่อการป้องกันตัว เพื่อฝึกสมาธิ พัฒนาความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ

            แทนที่จะให้เด็กอายุต่ำว่า ๑๒ ขึ้นเวที รัฐควรส่งเสริมให้เด็กไทยทุกคนเรียนรู้ ฝึกฝนศิลปะมวยไทย จน “เป็นมวย” เป็นคนดี มีวินัย มีน้ำใจนักกีฬา จะแก้ปัญหานักเรียนนักเลงและปัญหาสารพัดของเด็กไทยวันนี้

สยามรัฐรายวัน 21 พฤศจิกายน 2561

เป็นเรื่องดีที่ภาคการเมืองเสนอเรื่อง “ประชาธิปไตยที่หมู่บ้าน” เพื่อเป็นรากฐานประชาธิปไตยทีมั่นคง ป้องกันวงจรอุบาทว์ของการทำ “รัฐประหาร” (ของทหาร และการ “การผูกขาดอำนาจ” ของรัฐบาลพลเรือน – ผู้เขียนเติมเอง) ที่มหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อบ่ายวันที่ ๑๗ พฤศจิกายนที่ผ่านมา

            เป็นเรื่องดีถ้าเป็น “วาทกรรม” (discourse) ที่จุดประกายการถกเถียง เป็นวิภาษวิธีที่นำไปสู่ข้อสรุปใหม่และเกิดปัญญา แต่ถ้าพูดเพียงให้ดูดี ไม่มีความตั้งใจให้เกิดขึ้นจริง ก็อาจเป็นเพียงวาทศิลป์ (rhetoric) การตีฝีปากที่บิดเบือนเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะหน้า

            เพราะท่านมหาตมะ คานธี บิดาแห่งชาติของอินเดีย เคยพูดไว้นานแล้วว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ท่านให้ความหมายที่เป็นองค์รวม ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยทำให้ดูเป็นตัวอย่างอีกด้วย นักการเมืองอินเดียบอกว่าเห็นด้วยกับท่าน แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ทำอะไรจริงจัง ทำอะไรที่ได้คะแนนเท่านั้น

            ท่านจึงเล่าเรื่องจากมหาภารตะ ตอนที่อรชุนจะออกรบแล้วลังเล พระนารายณ์ในร่างพระกฤษณะสารถีรถม้าของอรชุน กล่าวกับอรชุนเป็นเวลายาวนาน เนื้อหานั้นก็คือ ภวควคีตา หนึ่งในคัมภีร์อันสูงสุดของฮินดู อรชุนจึงได้ออกรบ

            มหาตมะคานธีสอนนักการเมืองอินเดียว่า อย่าได้คิดเพียงว่าทำอะไรแล้วจะชนะหรือไม่ ได้ประโยชน์ได้กำไรหรือไม่ จึงค่อยลงมือทำ แต่ให้ทำเพราะเป็นหน้าที่ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม

            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๙ ก็ทรงสอนเรื่องคล้ายกันใน “พระมหาชนก” เมื่อเรือสำเภาที่จะไปสุวรรณภูมิแตก คน ๗๐๐ คนได้แต่อ้อนวอนเทวดา ตายหมด ขณะที่พระมหาชนกเตรียมตัวแล้วลงมือว่ายในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ นางมณีเมขลาเทวดามาเห็นจึงถามว่า ไม่เห็นฝั่งทำไมยังว่ายอยู่ได้

            บทเรียนสำคัญของพระมหาชนก คือ “ความเพียรอันบริสุทธิ์ทำให้เกิดสิ่งอัศจรรย์” เทวดาได้อุ้มพระมหาชนกขึ้นฝั่งในที่สุด

            ความปรารถนาดีของฝ่ายการเมืองที่อยากเห็น “ประชาธิปไตย” จากฐานราก คือ จากหมู่บ้าน ชุมชน ไม่ว่าชนบทหรือเมือง เป็นหลักคิดที่ทุกคนเห็นด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่วิธีการจะทำอย่างไรให้เกิดได้จริง

            ที่ผ่านมา นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ รัฐบาล คนมีอำนาจ มักคิดแทนชาวบ้าน แบบปรารถนาดีประสงค์ร้าย เพราะไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าชาวบ้านมีปัญหาอะไร มีศักยภาพอะไร ต้องการอะไร มักจะอ้างว่าได้ไปคลุกคลีเข้าถึงประชาชน แต่ผลที่ออกมาทำไมไม่มีอะไรที่ไปช่วยให้ “ชาวบ้าน” หรือ “ชุมชน” เข้มแข็งจริง กลับถูกครอบงำ และทำตามที่คนมีอำนาจบอกให้ทำ สั่งให้ทำ เพราะมีทั้งพระเดชและพระคุณ

            ดูแต่การเสวนาที่มหิดลวันก่อนก็ไม่มี “ชาวบ้าน” จาก “หมู่บ้าน” มาร่วมนั่งให้ความคิดเห็นแม้แต่คนเดียว เต็มไปด้วยคนจาก “หมู่บ้านจัดสรร” ที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่อ้างว่าพูด “แทนชาวบ้าน”

            การทำความเข้าใจกับ “ประชาธิปไตยชุมชน” ไม่ควรเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ “ทฤษฎี” หรือหลักปรัชญาด้วยวิธีการ “นิรนัย” (deductive) แต่ควรเรี่มต้นจาก “ชุมชน” ด้วยวิธีการ “อุปนัย” ( inductive)

            แนวคิดก็คงมีอย่างเดียวอันเป็นหลักสากล คือ ประชาธิปไตยหมายถึงประชาชนปกครองตนเอง จากนั้นควรไปค้นหาข้อมูลตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันว่า ชาวบ้านในอดีตปกครองตนเองอย่างไร ก็จะพบหลักว่าด้วย “อนาธิปัตย์” (anarchism) หรือการปฏิเสธอำนาจรัฐ การหนีอำนาจรัฐ มาจนถึงการลอดรัฐและข้ามรัฐ

            ชาวคีรีวงที่มูลนิธิหมู่บ้านได้ไปร่วมกับชาวบ้านวิจัยตนเองเมื่อปี ๒๕๓๑ ค้นหารากเหง้าและวิวัฒนาการของชุมชนพบว่า พวกเขาเป็นไพร่หนีนายเข้าไปอยู่ในหุบเขาหลวง ไม่ไปรบที่ไทรบุรีตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ และเพิ่งออกมาสู่โลกภายนอกเมื่อปี ๒๕๐๕ เมื่อเกิดวาตภัยแหลมตะลุมพุก

            คีรีวงเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และรอดพ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติและการครอบงำของอำนาจทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองได้ดีกว่าชุมชนอื่นๆ มาจนถึงทุกวันนี้

            เจมส์ ซี สก็อต ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยล ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ชื่อว่า ศิลปะการไม่ถูกปกครอง (The Art of Non-being Governed) พูดถึง “ชาวเขา” กว่า 100 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ทางใต้ของจีนและทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียว่า เป็น “คนไร้รัฐ” (non-state people) ที่อาศํยอยู่ใน “เขตเงา” (shadow zone) ด้วยความสมัครใจเพื่อหนีการปกครองและครอบงำของรัฐ

            นักการเมืองที่อยากส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับฐานราก ควรศึกษาจิตวิญญาณของการต่อสู้ของชุมชนในอดีต ศึกษาภูมิปัญญาและศักยภาพของชุมชนในการปกครองตนเอง

แล้วดูตัวอย่างของคนอย่างคุณหมอสงวน นิตยรัมพงษ์และแพทย์ชนบททั้งหลายที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้านที่เจ็บป่วย จนพัฒนานโยบาย “๓๐ บาทรักษาทุกโรค” ให้รัฐบาลนำไปใช้ รวมทั้งผลการวิจัย การทำงานกับชุมชนขององค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน รวมทั้งองค์กรรัฐอย่างสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ ที่ส่งเสริมเครือข่ายประชาชนและธรรมนูญสุขภาพ ธรรมนูญจังหวัด ตำบล ทั่วประเทศ

เหล่านี้ล้วนเป็นความพยายามของทุกฝ่ายในการส่งเสริมการดูแลตนเอง การปกครองตนเองของชุมชน ซึ่งมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำเช่นนั้น เพียงแต่รัฐและผู้มีอำนาจไม่ “บอนไซ” ทำให้ชุมชนเป็นไม้ในกระถาง แต่ต้องปฏิรูป คือ ทุบกระถางให้ไม้ลงดิน เติบโตพึ่งพาตนเอง “คืนอำนาจ” ให้ชุมชน

            แทนที่จะไปคิดแทนชาวบ้านว่า ประชาธิปไตยในชุมชนควรมีระบบโครงสร้างอย่างไร นักการเมืองควรแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ที่สร้างความเหลื่อมล้ำ จำกัดโอกาสคนจนและชุมชนให้เติบโต ส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชน การเรียนรู้ในแบบที่สร้างความเข้มแข็งได้จริง

กฎหมายที่ดีและการเรียนรู้ที่มีพลังสร้างความเข้มแข็งให้ฐานราก คือ เงื่อนไขไปสู่ประชาธิปไตย ทำเช่นนี้ก่อนเถิด แล้วชุมชนจะคิดระบบโครงสร้างประชาธิปไตยในชุมชนของพวกเขาเอง

 

สยามรัฐรายวัน 14 พฤศจิกายน 2561

ประเทศไทยกำหนดให้วันเสาร์ที่ ๒ ของเดือนพฤศจิกายน เป็นวันคนพิการแห่งชาติ และได้จัดงานเมื่อวันเสาร์ ๑๐ ที่ผ่านมา ขณะที่สหประชาชาติกำหนดให้วันที่ ๓ ธันวาคมเป็นวันคนพิการสากล

เป็นวันที่ให้หยุดคิดว่า เราได้ให้ความสำคัญแก่คนพิการซึ่งมีนับพันล้านคนทั่วโลกอย่างไร ไม่ว่าการจ้างงาน สวัสดิการและความช่วยเหลือยามเจ็บป่วย โอกาสทางการศึกษาและพัฒนาตนของคนพิการทุกเพศและวัย

            เราได้รับรู้เรื่องคนพิการที่มีโอกาสและพัฒนาตนเองจนแสดงออกถึงความสามารถมากมาย หลายกรณียิ่งกว่าคนที่ไม่พิการเสียอีก อย่างนักดนตรี นักกีฬา และคนที่ช่วยเหลือตนเองได้โดยแทบไม่เป็นภาระให้คนอื่น ทั้งๆ ที่ไม่มีแขน ไม่มีขา หรือพิการทางสายตาและการได้ยิน

            คนเหล่านี้ได้สร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก ให้ผู้คนไม่ว่ายากดีมีจน พิการหรือไม่ ให้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพราะทุกคนมีศักยภาพ ขอเพียงสังคมให้โอกาสพวกเขาอย่างเหมาะสมเท่านั้น

            มีคนอย่างเฮเลน เคลเลอร์ สตรีชาวอเมริกันซึ่งไม่ได้เกิดมาพิการเมื่อปี ค.ศ.๑๘๘๐ แต่อายุได้ ๑๙ เดือนได้ป่วยด้วยโรคบางอย่างที่ทำให้เธอมองไม่เห็นและไม่ได้ยินมาตั้งแต่บัดนั้น รวมทั้งพูดไม่ได้ แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่า เธอได้โอกาสที่ดีจากครูที่สอน “ภาษา” ให้เธอสื่อสารกับผู้คนและ “สรรพสิ่ง” ได้ด้วยการสัมผัส

            ภาษาที่เฮเลน เคลเลอร์ได้เรียนรู้จากครูทำให้เธอไม่ใช้สัญชาติญาณดิบๆ อีกต่อไป ที่อยากได้อะไรก็แสดงออกด้วยอารมณ์ นอนเกลือกกลิ้งไปกับพื้น ภาษาทำให้เธอพัฒนาการใช้ “เหตุผล” มากยิ่งขึ้น ครูซัลลิแวนบอกพ่อแม่ของเธอว่า “ภาษาสำคัญสำหรับสมองยิ่งกว่าแสงสว่างสำหรับดวงตาเสียอีก”

            ภาษาที่ครูได้ประยุกต์กับเฮเลนใช้การสัมผัสบนฝ่ามือเป็นหลัก ไม่นานเธอก็สื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ รวมทั้งการที่เธอเอามือไปสัมผัสกับปากของคู่สนทนาเพื่อเข้าใจภาษาของคนที่พูด เธอได้พัฒนาไปถึงการฟังดนตรีจากการสั่นของเสียงและจังหวะ รับรู้การเคลื่อนไหวของคนรอบข้างจากการสั่นของการก้าวเดิน

            เมื่อก้าวข้ามกำแพงการสื่อสารได้แล้ว เฮเลน เคลเลอร์ได้พัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ จนกระทั่งไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นับเป็นสตรีที่พิการทางสายตา หูและการพูดคนแรกที่เรียนจบระดับปริญญา

            เฮเลน เคลเลอร์เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม เธอเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยม รณรงค์ให้นายจ้างให้ความเป็นธรรมแก่แรงงานที่เธอเห็นว่าถูกเอาเปรียบ และบอกว่า ความพิการของผู้คนจำนวนมากมาจากความไม่เป็นธรรมทางสังคมและการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม สตรีจำนวนมากถูกสถานการณ์บังคับให้ค้าประเวณี ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมและติดโรคจากเพศสัมพันธ์ทำให้พวกเธอตาบอด

            เฮเลน เคลเลอร์ เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตของเธอและความคิดทางสังคมการเมืองไว้ ๑๒ เล่ม และบทความอีกจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางไปกว่า ๔๐ ประเทศทั่วโลก เพื่อพูดกับผู้คนในแวดวงต่างๆ โดยเฉพาะนักการเมือง เพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงสิทธิและศักดิ์ศรีของคนพิการ จนถึงแก่กรรมเมื่อปี ๑๙๖๘ อายุได้ ๘๗ ปี ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกและอิสริยาภรณ์ขั้นสูงสุดจากรัฐบาลอเมริกัน

            เฮเลน เคลเลอร์ วิจารณ์นักการเมืองและนักธุรกิจนายทุนว่า เป็นพวกที่ “หูหนวกตาบอดทางสังคม” (socially blind and deaf) คือมองไม่เห็นและไม่ได้ยินปัญหาความไม่เป็นธรรม ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การละเมิดสิทธิของกรรมกร คนยากคนจน คนพิการ

พวกที่ตาบอดและหูหนวกทางสังคมเหล่านี้เป็นใบ้ด้วย ไม่พูดไม่จาเรื่องราวที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาบ้านเมืองอย่างที่ควรจะทำ แสวงหาแต่ผลประโยชน์ของตนเอง “พวกเขาปกป้องระบบที่เลว อันเป็นสาเหตุของการพิการทางสายตาและการได้ยิน”

เรื่องราวของเฮเลน เคลเลอร์ และคนพิการอีกมากมายที่สร้างแรงบันดาลให้ผู้คนและสังคม ทำให้คิดถึงนักจิตวิทยาอย่างดร.ไบรอัน ไวส์ ดร.ไมเกิล นิวตัน และคนอื่นๆ ในกลุ่มที่เชื่อว่า คนเราตายไปแล้วเกิดใหม่อย่างมีเป้าหมายบางอย่าง เราทุกคนต่างก็เลือกเกิดมามีชีวิตอย่างที่เราเป็นอยู่วันนี้

ตามแนวคิดนี้แปลว่า ก่อนที่จะกลับชาติมาเกิด เฮเลน เคลเลอร์ ได้เลือกเกิดมาตาบอด หูหนวกและเป็นไบ้ และเมื่อเธอแนวแน่มุ่งมั่นตามแผน เธอก็ได้เรียนรู้ พัฒนาตนเอง และได้ช่วยเหลือมนุษยชาติ เช่นเดียวกับนิก วูยีชิช คนไม่มีแขนขาชาวอสเตรเลีย และคนพิการอีกมากมาย

นักจิตวิทยา นักสะกดจิตเพื่อให้ระลึกชาติได้เหล่านี้เรียกโลกนี้ว่า “โรงเรียนโลก “ (Earth School) เป็นที่เรียนรู้ ที่ “ใช้กรรม” คือ การกลับมา “แก้ไข” สิ่งที่ได้ทำไม่ดีไว้ในชาติก่อน ได้โอกาส “แก้ตัว” ให้ดีกว่าเดิม

คนที่คิดและเชื่อเช่นนี้ย่อมไม่ท้อแท้หรือต่อว่า “โชคชะตา” ที่ทำให้เกิดมาแบบพิการ หรือมาพบกับเหตุการณ์ที่เจ็บปวด จะไม่บ่นว่า “ทำไมถึงต้องเป็นเรา” ไม่คิดว่าเป็นการลงโทษ เป็นทุกข์ที่ต้องแบก

วันนี้คนทั่วโลกจำนวนมากเชื่อเรื่องกรรม เรื่องการกลับชาติมาเกิด เชื่อว่าชีวิตมี ๒ ด้าน ด้านหนึ่ง คือ   ”ชะตากรรม” (destiny) ที่สวรรค์กำหนด อีกด้านหนึ่ง คือ เจตจำนงเสรี (free will) หรือการตัดสินใจของเราเอง ซึ่งแสดงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเรามีส่วนรับผิดชอบอย่างสำคัญด้วย

คนพิการจำนวนมากก้าวข้ามขีดจำกัดต่างๆ ได้ดีกว่าคนไม่พิการ ชีวิตของพวกเขาเป็นเหมือน “โชคดีที่มากับโชคร้าย” (Blessing in disguise) เป็นชีวิตที่ได้เลือกเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับตนและสำหรับโลก สิ่งที่พวกเขาควรได้รับไม่ใช่ความสมเพชเวทนา แต่เป็นโอกาสเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเองที่เหมาะสม

คืนทุนให้สังคม

Wednesday, 07 November 2018 19:49 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑

ความตายของคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ทำให้ได้รู้ว่าเขาได้ทำอะไรดีๆ ให้แก่สังคมไว้มากมาย วันนี้ไม่ได้รู้จากข้อมูลอย่างเดียว แต่ได้รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา อย่างสโมสรเลสเตอร์ซีตี้ คนอังกฤษและคนไทยจำนวนมาก สะท้อนคุณงามความดีที่เขาได้ทำไว้

            การสื่อการวันนี้มีประสิทธิภาพสูงมาก ทำให้สังคมได้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างรวดเร็วแ ขณะที่คนในประวัติศาสตร์จำนวนมากมีชื่อสียงเมื่อตายไปนานแล้ว โยฮัน เซบาสเตียน บ้าค ได้รับการยอมรับว่าเป็นคีตกวีที่ยิ่งใหญ่เมื่อเขาตายไปแล้วกว่า ๑๕๐ ปี

            บางคนมีชื่อเสียงไม่ดีนักขณะมีชีวิตอยู่ และใช้เวลานานมากกว่าจะได้รับการยอมรับ และกลับมามีชื่อเสียงในทางที่ดีนับร้อยปีให้หลัง ดังกรณีของ “ร็อคกี้ เฟลเลอร์”

            ตระกูลนี้ตั้งบริษัทน้ำมันสแตนดาร์ด ออยล์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๗๐ สืบทอดกิจการไปยังบริษัทอื่นๆ ต่อมา อย่างเอ็กซอน และเชฟรอน ได้ก่อตั้งมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ในปี ๑๙๑๓ โดยนายร็อกกี้ เฟลเลอร์ คุณทวดซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นคนรวยที่สุดในโลกขณะนั้น เขาต้องการ “คืนทุนให้สังคม”

            อย่างไรก็ดี แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอยู่ดีกินดีของมนุษยชาติ ชื่อร็อกกี้เฟลเลอร์ก็เป็นชื่อที่ไม่ได้รับการยอมรับเท่าใดนัก เพราะถือว่าร่ำรวยด้วยความไม่เป็นธรรม บนความทุกข์ยากของผู้คน เอาเปรียบสังคม กดขี่แรงงาน

            มีเรื่องเล่าว่า ตอนแรกๆ ที่มีการต่อตั้ง มูลนิธินี้มอบเงินให้มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ได้รับการปฏิเสธว่า “เอาเงินเปื้อนเลือดของคุณกลับไป” ต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะได้รับการยอมรับ

            มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์มีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยและการก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่ร้อยปีที่ผ่านมา และยังมีความสัมพันธ์อันดีและให้การส่งเสริมสนับสนุนจนถึงทุกวันนี้ โดยมีทุนหลักอยู่ประมาณแสนล้านบาท ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาด้านชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลก

            นอกจากสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ค มีศูนย์ที่เมือง Bellagio ริมทะเลสาบโคโม ทางเหนือของอิตาลี โดยมูลนิธิเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนผู้ที่ได้รับเชิญให้ไปที่นั่น เป็นที่นัดพบนักคิด นักเขียน ศิลปิน นักวิชาการ นักธุรกิจ นักการเมือง ไปสัมมนา ไปพัฒนางานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพของโลก

            นอกจากมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ ยังมีมูลนิธิฟอร์ด ที่มีลักษณะคล้ายกัน มีทุนหลักอยู่กว่าสี่แสนล้านบาท และส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาในลักษณะคล้ายกันไปทั่วโลก ประเทศอื่นๆ ก็มีมูลนิธิใหญ่ๆ เช่นนี้จำนวนมาก อย่างมูลนิธิโฟล์คสวาเก็นของเยอรมัน มูลนิธิโตโยต้าของญี่ปุ่น และอื่นๆ ซึ่งมีทุนหลักเป็นแสนล้าน

            วันนี้ มีคนอย่างบิล เกต ที่ประกาศก่อตั้งมูลนิธิเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนา และไปชวนใครต่อใครมาร่วมด้วย รวมทั้งคนอย่างนายวอร์เรน บัฟเฟตที่ประกาศยกทรัพย์สินเงินทองเกือบทั้งหมดของเขาเพื่อสาธารณกุศล คืนเงินกว่าสองล้านล้านบาทให้สังคม

            นายบัฟเฟตเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น ไม่ได้มีธุรกิจเหมือนคนทั่วไป เขาทำรายได้มหาศาลด้วยความสามารถในการลงทุน มีชีวิตที่เรียบง่าย บ้านหลังเดียวเก่าๆ ที่เคยอยู่มาสี่ห้าสิบปี มีรถคันเดียว เขาพูดที่ไหนก็บอกว่า การลงทุนสำคัญที่สุด ดีที่สุด คือ การศึกษาให้ตนเอง เป็นหุ้นที่ไม่มีวันตก

            วันนี้คนรวยจำนวนมากประกาศ “คืนทุนให้สังคม” เพราะสิ่งที่ได้มา ไม่ใช่เพราะความเก่งกล้าสามารถส่วนตัวเท่านั้น แต่เพราะระบบโครงสร้างและโอกาสที่ได้รับจากสังคม สิ่งที่เขาควรจะมีจะใช้นั้นไม่ได้ต้องการเงินทองมากมาย ตายไปก็เอาไปด้วยไม่ได้ คืนให้สังคมเพื่อช่วยเหลือคนที่มีโอกาสน้อยจะดีกว่า

            คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ได้คืนทุนให้สังคมมากมายขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาให้โอกาสผู้คนจำนวนมากทุกรุ่นทุกวัย แม้ว่าธุรกิจหลักอย่างคิงเพาเวอร์จะมีคำถามไม่น้อย ซึ่งก็ต้องตอบสังคมและทำให้ถูกต้อง

            สิ่งที่ลูกหลานของคุณวิชัยน่าจะทำ คือ การก่อตั้งมูลนิธิวิชัย ศรีวัฒนประภาหรือไม่ก็มูลนิธิคิงเพาเวอร์ ให้ยิ่งใหญ่สมเจตนารมณ์ของเขา ทำให้ชื่อของเขาอยู่คู่กับสังคมไทย สังคมโลกตลอดไป

            ประเทศไทยยังไม่มีคนรวยคนไหนที่ทำอะไรแบบนี้ คุณวิชัยจะเป็นคนแรก ตระกูลศรีวัฒนประภาจะเป็นเป็นตระกูลแรกที่ทำให้เป็นแบบอย่างแก่บ้านเมืองนี้ที่มีคนรวยล้นฟ้า แต่ไม่ค่อยเห็นการคืนทุนให้สังคมอย่างที่ประเทศอื่นๆ เขาทำกัน

            การมีทุนตั้งต้น (endowment fund) นำไปลงทุน และเพิ่มเติมทุกปีจากผลกำไรของบริษัท ไม่นานก็จะมีจำนวนมากมายเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างมียุทธศาสตร์ เป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่มีแต่แจกของแจกผ้าห่มทุกปี ทำ CSR แบบประชาสัมพันธ์ ที่ไม่ได้แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในความหมายที่แท้จริง

            ประเทศไทยมีมูลนิธิเกือบสองหมื่น ล้วนแต่เล็กๆ ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทุนการศึกษา หรือเป็นอนุสรณ์แก่พ่อแม่ เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล ไม่ค่อยเห็นทำอะไรที่ให้ผลทั้งลึกและกว้าง มีแต่มูลนิธิชัยพัฒนาเท่านั้นที่มีบทบาทสำคัญ ทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ และเป็นแรงบันดาลใจให้องค์กรทั้งในและต่างประเทศ

            คนเราตายไป ถ้ารู้จักให้ ก็จะทิ้งภาพที่ดีไว้ให้ผู้คนจดจำ คนที่ร่ำรวยบนความทุกข์ยากของคนอื่น เอาเปรียบสังคม คดโกง คนก็จะจำแต่ภาพที่ติดลบ และคงต้องใช้เวลาและความพยายามของลูกหลานนานมากกว่าจะลบล้างภาพสีเทาหรือสีดำนั้นได้

คนรุ่นใหม่

Monday, 05 November 2018 16:04 Published in ปรับฐานคิด

ทางอีศาน พฤศจิกายน ๒๕๖๑

“การประท้วงครั้งใหญ่” ในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ ทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป นับเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์โลกที่สำคัญและน่าเรียนรู้ เพื่อจะได้เข้าใจโลกยุคใหม่วันนี้ที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

            ผมไปเรียนที่ยุโรปช่วงแรกระหว่างปี ๒๕๐๘-๒๕๑๕ เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองที่มาพร้อมกับการประท้วงมากมายที่กระจายไปทั่วทุกวงการ โดยเฉพาะในแวดวงนักศึกษา กรรมกร และขบวนการทางสังคมต่างๆ ที่ดูเหมือนกำลังก่อตัวเบ่งบานด้วยพลังคนรุ่นใหม่

            ที่ประเทศเชคโกสโลวาเกีย เรารู้จัก “ฤดูใบไม้ผลิแห่งปราก” (Prague Spring) ที่มีการลุกฮือของนักศึกษาประชาชนต่อต้านอำนาจครอบงำของรัสเซีย ที่จบลงด้วยขบวนรถถังของสหภาพโซเวียตที่ยาตราเข้ากรุงปราก แต่นั่นก็จุดประกายขบวนการต่อต้านอำนาจของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ที่ตามมาด้วยเหตุการณ์ที่โปแลนด์ ยูโกสลาเวีย และอีกหลายประเทศ

            เดือนพฤษภาคม ๒๕๑๑ ที่ประเทศฝรั่งเศส เกิดการเดินขบวนประท้วงของนักศึกษาที่กรุงปารีส หลังจากมีความขัดแย้งกับมหาวิทยาลัยในการปฏิรูปหลักสูตร การเรียนการสอน แลเระบบอำนาจในมหาวิทยาลัย พร้อมกันนั้น สหภาพแรงงานก็ร่วมขบวนนัดหยุดงานของกรรมกรกว่า ๑๑ ล้านคน

            ที่จริง ไม่ใช่แค่เรื่องในมหาวิทยาลัย นักวิเคราะห์สรุปว่าเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ต่อต้านทุนนิยม บริโภคนิยม จักรวรรดินิยมอเมริกัน และสงครามเวียดนาม ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจสังคมของฝรั่งเศสต่อเนื่องมาหลายปี

            การประท้วงเกิดขึ้นในหลายประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา และเครือข่ายที่กระจายไปทั่วโลกด้วยขบวนการทางสังคม เพราะประเด็นการประท้วงเป็นเรื่องการต่อต้านการใช้อำนาจทั้งทางการเมือง ทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

ขบวนการทางสังคมเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในด้านต่างๆ สิทธิสตรี สีผิว สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ถ้าจะบอกว่า การเกิดขึ้นและเติบโตของขบวนการพลเมืองได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โลกอย่างสำคัญก็คงไม่ผิด

ทางการเมืองค่อยๆ นำไปสู่การล่มสลายของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในสหภาพโวเซียตและยุโรปตะวันออก การพ่ายแพ้ของอำนาจเผด็จการทหารในละตินอเมริกา พร้อมกับการเติบโตของประชาธิปไตยในอาร์เจนตินา บราซิล ชิลี การสิ้นสุดการเหยียดผิวแบ่งแยกพลเมือง และการผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจการเมืองในแอฟริกาใต้

การยุติสงครามเวียดนามส่วนสำคัญน่าจะมาจากขบวนการประท้วงจากทั่วโลก ที่ทนไม่ได้กับการกระทำของสหรัฐ ความหฤโหดและไร้เหตุผลของสงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ง่ายๆ

            ประเทศไทยเองก็ได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ประท้วงทั่วโลกอย่างแน่นอน และน่าจะค่อยๆ นำไปสู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาฯ ๒๕๑๖

ที่น่าสนใจ คือ คนที่ประท้วงทั่วโลกในขบวนการต่างๆ เป็นใคร และทำไม คำตอบอาจหาได้หาที่งานศิลปะ ดนตรี ภาพยนต์ ที่เกิดขึ้นในยุคการประท้วงนี้ ดนตรีของเดอะบีเติ้ล ของเดอะรอลลิ้งสโตนส์ ของบ็อบ ดีลอน และดนตรีเพื่อชีวิตของคนอื่นๆ ที่สะท้อนอารมณ์และจิตวิญญาณของยุคนั้น

เป็นคนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ ที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เกิดมาพร้อมกับการฟื้นฟูบ้านเมือง เศรษฐกิจดี มีกินมีใช้ ไม่ได้อดอยากเหมือนพ่อแม่ของตนตอนสงคราม

เป็นยุคที่คนรุ่นใหม่ได้รับการศึกษาถ้วนหน้ามากขึ้น ยุคที่เกิดมาพร้อมกับทีวี จึงมีโลกทัศน์เดียวกัน มองโลกมองชีวิตคล้ายกัน มีแนวคิดและระบบคุณค่าเดียวกัน รับไม่ได้กับอำนาจ การกดขี่ การเอาเปรียบ และความอยุติธรรมต่างๆ

การสื่อสารที่เชื่อมโลกเข้าด้วยกันเริ่มเร็วขึ้นและทั่วถึงมากขึ้น การผนึกพลังของภาคประชาสังคมเริ่มเข้มแข็งมากขึ้น ดูแต่กีฬาโอลิมปิกในปี ๒๕๑๑ (๑๙๖๘) ที่แม็กซิโก ที่คณะกรรมการโอลิมปิกจะรับแอฟริกาใต้เข้าร่วมการแข่งขันด้วย กว่า ๔๐ ทีมประกาศจะบอยคอต เพราะแอฟริกาใต้มีขบวนการเหยียดผิวแบ่งแยกพลเมืองที่รุนแรง (Apartheid) จนที่สุดแอฟริกาใต้ก็ถูกแบน

หลายคนอาจจำได้ มีนักกีฬาผิวสีชาวอเมริกันที่ชูกำปั้น ขณะที่ยืนบนแป้นรับเหรียญและมีการเปิดเพลงชาติอเมริกัน เพื่อประท้วงเรื่องการเหยียดผิวและสงครามเวียดนาม

หรือภาพของฌอง ปอล ซาตร์ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ชาวฝรั่งเศส ที่เดินขบวนไปกับนักศึกษาบนถนนกรุงปารีส ประกาศว่าไม่ได้เป็นเพียงผู้อยู่เบื้องหลัง แต่ร่วมขบวนด้วย เหมือนที่เขาเขียนว่า คนถูกสาปให้มีเสรีภาพ และถูกผลักให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีโดยไม่มีบทให้ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ดูอยู่ข้างล่าง

และ ๒ ภาพสงครามเวียดนามที่คนทั่วโลกเห็นแล้วไม่อาจรับได้ ผลักให้ออกไปเดินบนถนนนับล้านคน คือ ภาพที่ทหารอเมริกันกำลังจ่อยิ่งขมับของเวียดกง และภาพของเด็กหญิงตัวเล็กที่ถูกระเบิดนาปาล์มและกำลังร้องไห้วิ่งหนีเอาชีวิตรอด

คนรุ่นนั้นคือภาพของคนที่ประท้วงสังคม ผมยาว กางเกงยีน เสื้อยืด รองเท้ายาง สะพายย่าม ยุคเบบี้บูม หรือ Gen X ต่อมาเป็น Gen Y ที่เกิดตั้งแต่ประมาณทศวรรษ ๒๕๒๐-๒๕๔๐ และเรียกรุ่นใหม่ล่าสุดว่า พวก Gen Z ที่เกิดมาในปลายคริสตศตวรรษที่ ๒๐ ถึงต้น ๒๑ (หลังค.ศ. ๒,๐๐๐ หรือ พ.ศ. ๒๕๔๓)

คนรุ่นใหม่ Y-Z มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ต เฟสบุค กูเกิ้ล ยูทูป เป็นยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเร็วเท่าแสงในโลกไร้พรมแดน และกำลังเข้าสู่ยุค G5 ที่ทุกอย่างจะเชื่อมต่อถึงกันหมด แม้แต่สิ่งของต่างๆ (Internet of things)

ที่น่าสนใจ คือ สื่อโซเชียลเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนโลก คนรุ่นใหม่ไม่ดูทีวี แต่ดูมือถือแทน สื่อสารและทำเกือบทุกอย่างผ่านมือถือ การเงินเข้าสู่ยุคฟินเทค ยุคบล็อคเชน ชื่อที่ทุกคนจะต้องคุ้นเคยในไม่ช้า ไม่เพียงแต่เรื่องการเงิน เศรษฐกิจ แต่รวมไปถึงการเมือง การเลือกตั้ง ดังที่เห็นเกิดขึ้นในอเมริกาและหลายประเทศ เทคโนโลยีอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้ง ดังที่กำลังเป็นเรื่องในสหรัฐอเมริกา

คนรุ่นใหม่กำลังเข้ามาแทนที่ทางการเมือง นายมาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสอายุ ๓๙ เมื่อชนะการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว นายเซบาสเตียน คูร์ซ อายุเพียง ๓๑ ปี เมื่อได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรีย หรือ มัตเธว เกียจชี ผู้นำสาธารณรัฐซานมาริโน อายุเพียง ๒๘ ปี นางจาชินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์อายุ ๓๗ ปี (เพิ่งคลอดลูกเมื่อไม่นาน) และที่เห็นคุ้นตากันมานานหลายปี คือ นายคิม จอง อุน ผู้นำเกาหลีเหนือที่ปีนี้อายุ ๓๔ ปี แต่อยู่ในอำนาจมาตั้งแต่อายุ ๒๗

ขบวนการทางการเมืองในฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ออสเตรีย เยอรมนี และหลายประเทศ ล้วนแต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์อีกแบบหนึ่ง มองโลกมองชีวิตที่แตกต่างไปจากคนรุ่นเก่า ที่ส่วนใหญ่ตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและแบบหักมุมนี้ไม่ทัน

นอกจากศิลปะ ดนตรี ที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งยุคสมัย ปรัชญาอันเป็น “ปัญญา” ที่อยู่เบื้องหลังและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนไปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ที่คนอย่างซาตร์, คามูส์, และอีกหลายคนได้สะท้อนเรื่องนี้ผ่านผลงานปรัชญาและวรรณกรรม

หรือที่อยู่ในตระกูลเดียวกับปรัชญาเอ็กซิสแทนเชียลิสท์ที่ถามความหมายและเสรีภาพ คือปรัชญาโพสท์โมเดิร์น ที่ปฏิเสธภาระอันหนักของจารีตประเพณีวิถีสังคมและประวัติศาสตร์ภายใต้ “เรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่” (The Grand Narratives) ที่สร้างตำนานให้ผู้คนหลงใหลและศรัทธามาหลายพันปี

โพสท์โมดิร์นใช้แนวคิดแบบ “รื้อร้างเพื่อสร้างใหม่” (deconstruction) ปลดปล่อยสังคมจากพันธนาการทางความคิดและระบบคุณค่า โดยการวิเคราะห์ภาษาและปรัชญาของผู้คนในอดีตที่กำหนดความหมายของคำเหล่านั้น เพื่อสร้างคุณค่าและความหมายใหม่

ส่วนหนึ่งเป็นปรัชญาที่มาจากอิทธิพลของนิทเช่ นักปรัชญาเยอรมันที่ประกาศว่า “พระเจ้าตายแล้ว” โพสท์โมเดิร์นเป็นปรัชญาที่คนรุ่นใหม่รับได้ เพราะโลกก็เป็นโลกใหม่แล้ว แต่เมื่อโลกเก่ายังไม่หมดไป ความขัดแย้งก็เกิด เป็นวิภาษวิธีของสังคม ที่ความขัดแย้งนำไปสู่ข้อสรุปใหม่

เมืองไทยจะไปทางไหน อยู่ที่คนรุ่นใหม่ สิ่งทีเกิดขึ้นในปี ๒๕๑๑ ในยุโรป และ ๒๕๑๖ (๑๔ ตุลาฯ) ในประเทศไทย อาจไม่เกิดในรูปแบบเดียวกันวันนี้ แต่กำลังเกิดขึ้นรูปแบบอื่น น่าติดตามว่า การเมืองไทยสังคมไทยในปี ๒๕๖๒ จะเป็นเช่นไร เรามองเห็นเครื่องหมายแห่งกาลเวลา สัมผัสกับจิตวิญญาณของยุคสมัยนี้หรือไม่อย่างไร หรือคนรุ่นใหม่ ๔ ล้านคนที่จะมีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกอาจกำหนดการเมืองไทย

ขณะที่โลกหมุนกลับ กลับมาหาธรรมชาติ ท่องเที่ยวชุมชนบูม ผักพื้นบ้าน อาหารพื้นเมืองมีเสน่ห์ในยามที่คนเริ่มรักสุขภาพ คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งเบื่อหน่ายชีวิตในเมือง เริ่มหันกลับไปบ้านเกิดในชนบท หาทางพัฒนาการประกอบการยุคใหม่บนผืนดินเก่าและท้องนาเดิม แต่ด้วยแนวคิดใหม่ รูปแบบใหม่

จินตนาการบวกเทคโนโลยี ได้ชี้ทางเลือกและทางออกให้สงคมชนบทและคนรุ่นใหม่ พ่อแม่ปู่ย่าตายายคนรุ่นเก่ากำลังจะจากไป อนาคตของเมืองไทยฝากไว้กับคนรุ่นใหม่ กับลูกหลานบ้านเรา

สยามรัฐรายวัน 31 ตุลาคม 2561

ทีมฟุตบอลเด็กหมูป่าอะคาเดมียังเป็นข่าวที่คนสนใจติดตามแม้เวลาจะผ่านไปกว่าสามเดือน เริ่มเดินสายไปต่างประเทศตามคำเชิญของเจ้าภาพ อย่างกีฬาโอลิมปิกเยาวชนที่อาร์เจนตินา และไปอังกฤษ ตามคำเชิญของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

                คนไทยส่วนใหญ่คงชื่นชมกับข่าว แต่ก็มีบางคนที่เกิดอาการหมั่นไส้ ไม่เห็นด้วยที่ใครๆ ให้ความสำคัญกับเด็กเหล่านี้ บอกว่าทำให้บ้านเมืองเสียหาย เสียเวลาเสียงบประมาณไปมากมายเพื่อช่วยพวกเขาออกจากถ้ำ

                เป็นความเห็นต่างที่สามารถคิดได้ ถ้าดูแต่ด้านเดียวคือความเสียหายทางงบประมาณ เวลา รวมไปถึงระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมในถ้ำนอกถ้ำ ก็พอจะเข้าใจ

                แต่ถ้าใจกว้างสักนิดและมองภาพใหญ่ให้กว้างให้ลึกก็น่าจะเห็น “คุณูปการ” ของเหตุการณ์หมูป่าติดถ้ำ ที่ได้มีการอภิปรายในโซเชียลมีเดียมาพอสมควรมาตั้งแต่หลังเกิดเหตุใหม่ๆ แล้ว

                ลองทบทวนเรื่องนี้อีกที อาจมีบทเรียนสำคัญที่สอนอะไรได้มากมาย ขอให้มีหัวใจที่เปิดกว้างเท่านั้น ลองตั้งคำถามดูว่า ทำไมเหตุการณ์ปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคมที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงรายจึงมีการถ่ายทอดสดและรายงานข่าวไปทั่วโลก

                และไม่ใช่การรายงานธรรมดา เป็นการถ่ายทอดสดไม่ทราบว่าวันหนึ่งกี่ชั่วโมง โดยเฉพาะโดยสถานีข่าวใหญ่อย่าง CNN, BBC และอื่นๆ รวมถึงการรายงานข่าวทุกชั่วโมงในสถานีต่างๆ ทั่วโลก

                คำตอบน่าจะมาจากหนุ่มจิตอาสาชาวตรังนักปีนผาที่ไปช่วยงานนี้ ผู้สื่อข่าวสาวชาวอเมริกันถามว่าเขารู้สึกอย่างไร แทนคำตอบ เขาฮำประโยคแรกของเพลง Imagine ของจอห์น เลนนอน ซึ่งกลายเป็นคลิปที่แพร่ไปทั่วโลก เขาอยากบอกว่า เหตุการณ์นั้นได้ทลายพรมแดนต่างๆ ไม่มีประเทศ ผู้คนเป็นหนึ่งเดียว เขาได้รู้สึกถึง ความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ

                แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ไม่ถึงเดือน แต่ความรู้สึกของผู้คนทั่วโลกที่หลอมใจเป็นหนึ่ง เอาใจช่วยให้คณะกู้ภัยที่พร้อมใจกันมาแบบจิตอาสาจากทั่วโลกสามารถนำเด็กๆ ออกจากถ้ำได้เป็นความรู้สึกที่ก้าวข้ามทุกอย่าง เป็น “อุตรภาวะ” (transcendental) ที่อยู่เหนือโลกียภาวะ

ความรู้สึกที่เหนือโลกธรรมที่สัมผัสได้ ที่แบ่งแยกบนความแตกต่างภายใต้คำว่าชาติ ศาสนา เพศ สีผิว ฐานะทางเศรษฐกิจสังคม และอีกสารพัดเหตุผลที่เป็นอคติ ที่มาจากกิเลสและความเห็นแก่ตัว ที่ทำให้เกิดความแบ่งแยกและแตกแยก

จึงไม่แปลกที่ผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกติดตามข่าวนี้ทุกวันตั่งแต่ต้นจนจบ ร่วมใจภาวนาขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของตน ไม่ใช่คนในชาติของตน

เด็กๆ ๑๒ คนกับโค้ชเอกไม่ใช่พระเอกหรือผู้ร้ายอะไรในเรื่องรที่เกิดขึ้น พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ไม่ได้มีเจตนาเข้าไปติดในถ้ำเพราะอยากดัง และพวกเขาคงคาดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก

พวกเขาเป็นตัวละครที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นบทเรียนให้มนุษยชาติว่า ถ้าหลอมรวมใจเป็นหนึ่ง ไม่ว่าปัญหาอุปสรรคจะใหญ่เพียงใด เราก็สามารถแก้ไขได้ ความทุกข์ ความเจ็บปวดจะมากเพียงใด ก็สลายลงได้และแม้แต่ความตายเราก็สามารถเอาชนะได้

ความตายของ “จ่าสมาน” เป็นการสูญเสีย แต่เป็นความตายที่ไม่สูญเปล่า เป็นชัยชนะของความเสียสละอันยิ่งใหญ่ เป็นความตายที่มีเกียรติและถูกจารึกไว้ในใจของคนไทยและคนทั่วโลก มีอนุสาวรีย์ที่จะทำให้ผู้คนรำลึกถึงเขาตลอดไป

เด็กๆ หมูป่าอะคาเดมีวันนี้ได้กลายเหมือน “ทูต” แห่งมิตรภาพ ความเป็นหนึ่งเดียว (solidarity) เป็นสัญลักษณ์ของภราดรภาพ ที่โจเซ มูริโญ โค้ชฟุตบอลคนดังพูดไว้ระหว่างที่ทำหน้าที่วิจารณ์ฟุตบอลโลกที่รัสเซียในช่วงเวลาเดียวกับที่มีเหตุการณ์ถ้ำหลวงว่า “ทีมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่รัสเซีย แต่อยู่ที่เชียงราย ที่ประเทศไทย”

ไม่กี่วันก่อน มูริโญและนักฟุตบอลของเขาได้ต้อนรับทีมหมูป่าที่สนามโอลเทรปฟอร์ด นับเป็นภาพแห่งความสุข ไม่เพียงแต่สำหรับเด็กไทย และนักฟุตบอลกับโค้ชของแมนยูฯ แต่ของคนไทยและผู้คนทั่วโลกที่ยังรู้สึกได้กับเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน สื่อใหญ่ทั่วโลกยังเสนอข่าว เพราะรู้ว่าคนยังสนใจ

อย่าอิจฉาเด็กๆ หมูป่าเลย เป็นโชคดีที่มากับโชคร้าย (Blessing in disguise) ไม่ใช่สำหรับพวกเขาเท่านั้น แต่สำหรับเคนไทยและเมืองไทยโดยรวม ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะใช้งบกี่หมื่นกี่แสนล้านประชาสัมพันธ์ประเทศไทยก็คงทำไม่ได้เท่ากับ “หมูป่า” ที่ทำให้ภาพเมืองไทยแพร่ไปทั่วโลก ติดตาตรึงใจผู้คนพลายพันล้านคน โดยลงทุนไปไม่กี่ล้านบาทเอง

และที่สำคัญ คุณเอาเงินเท่าไรมาลงทุนก็ไม่มีวันสร้างมิตรภาพและความเป็นหนึ่งเดียวของผู้คนทั้วโลกอย่างที่ได้เกิดขึ้นนั้นได้

สยามรัฐรายวัน 24 ตุลาคม 2561

สังคมวันนี้เป็น “สังคมความรู้” สังคมที่ต้องใช้ความรู้เป็นฐาน (knowledge-base society) ทุกภาคส่วนล้วนต้องใช้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ เป็นสังคมที่ควบคุมและบริหารจัดการด้วย “มหาข้อมูล” (Big Data) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยจนยากที่จะปิดบังข้อมูล ไม่ว่าจะส่วนตัว ส่วนรวม หรือเร้นลับปานใด

            กว่าจะมาถึงวันนี้ สังคมได้เรียนรู้ใหม่ (relearn) ก้าวข้ามความรู้เก่า (unlearn) ทำให้เกิดนวัตกรรม เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

            อัลวิน ทอฟเลอร์ นักอนาคตวิทยาผู้โด่งดังบอกว่า “คนไม่รู้หนังสือในอนาคตไม่ใช่คนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่คือคนที่ไม่รู้จักเรียนรู้ ไม่ลืมเรื่องเก่าและไม่เรียนรู้ใหม่” (The illiterate of the future are not those who can’t read or write but those who cannot learn, unlearn, and relearn.)

            ปัญหา คือ สังคมวันนี้เป็นสังคมความรู้จริงหรือ สังคมความรู้ไม่ใช่สังคมที่มีข้อมูล ข่าวสารมากมายมหาศาล แต่เป็นสังคมที่เรียนรู้เป็นต่างหาก

            เพราะถ้ามีเพียงข้อมูลและข่าวสารอย่างเดียว (data & information) โดยไม่รู้จักเชื่อมโยง ก็อาจเป็นเพียงชิ้นส่วนที่นำไปสู่การสรุปที่ผิดๆ เหมือนที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียล ที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวลือ ข่าวเท็จ ข่าวปลอม ข่าวปล่อยเพื่อผลอะไรบางอย่าง ทำให้เกิดความปั่นป่วน การทุจริต

            ความรู้เกิดขึ้นเมื่อมีการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร เหมือนการนำจิ๊กซอมาต่อกันจนเห็นภาพใหญ่ หรือตรงกันข้าม การนำภาพใหญ่มาแยกออกเป็นชิ้นส่วนเพื่อให้เห็นองค์ประกอบและกลไก ทั้งสองเรียกว่า การสังเคราะห์และการวิเคราะห์

            แต่มีความรู้มากอาจเป็น “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” ก็ได้ อาจเป็นความรู้เก่า ความรู้เดิมที่ถ่ายทอดสืบทอดกันมา สรุปเป็นหลักคิดทฤษฎีมากมาย ที่ครอบงำกำหนดวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน

                การเรียนรู้เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงมาจากการลงมือปฏิบัติและประมวลผลสรุปจากการปฏิบัตินั้น เป็นความรู้ของตนเองอย่างแท้จริง คือกระบวนการตกผลึกเป็นปัญญา

            คล้ายกับภูมิปัญญา ๒,๕๐๐ ปีของจีน ที่ท่านเล่าจื้อสอนว่า “เพื่อถึงซึ่งความรู้ จงเติมสิ่งต่างๆ ทุกวัน เพื่อบรรลุปัญญาญาณ จงเอาสิ่งต่างๆ ออกไปทุกวัน” (To attain knowledge, add things every day. To attain wisdom, remove things every day.)

                หรือที่อ้างอิงกันมานานที่ว่า “สอนฉัน แล้วฉันจะลืม แสดงให้ฉันดู แล้วฉันจะจำได้ ให้ฉันทำด้วย ฉันจะเรียนรู้” (Tell me and I’ll forget, show me and I’ll remember, involve me and I’ll learn)

            การเรียนรู้เป็นเรื่องยากเพราะเรามักจะยึดติดอยู่กับของเดิม กับเรื่องราวเก่าๆ เราคือผลผลิตของอดีต ผู้สืบทอดสิ่งต่างๆ ที่บรรพบุรุษ และประเพณีได้ถ่ายทอดมา วิถีชีวิต วิธีคิด วีธีปฏิบัติ การให้คุณค่าสิ่งต่างๆ การมองโลกมองชีวิต ล้วนถูกกำหนดจากอดีต

            นักปรัชญายุคใหม่ร้อยปีที่ผ่านมาจึงพยายามให้คนลืมเรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่ (The Grand Narratives) อันเป็นตำนานที่กำหนดความคิด วิถีชีวิต วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คน คนรุ่นเก่าที่ยึดติดกับประเพณีเดิมไม่สามารถรับแนวคิดปรัชญาที่เรียกว่าโพสท์โมเดิร์นนี้ได้

            ตอนยังหนุ่ม อังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีที่ผิดแผกไปจากประเพณีเดิม ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักภาษาและวรรณกรรม ท่านตอบว่า “ภาษาไทยไม่ใช่เป็นของบรรพบุรุษเท่านั้น แต่เป็นของผมด้วย”

            ใครจะปฏิเสธอย่างไร ต่อต้านอย่างไร แต่โลกก็เปลี่ยนไปทุกวันอย่างรวดเร็ว และมีพร้อมให้เราได้เรียนรู้และปรับตัวให้ทันโลกได้ เพราะ “เราอยู่ในยุคสมัยที่มีปัจจัยพร้อม” อย่างที่ไอน์สไตน์บอก (We live in a time of perfect means.) เครื่องมือเพื่อเรียนรู้ให้อยู่ได้ในโลกวันนี้

            สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้จึงไม่ใช่ความรู้ แต่ “ความสามารถในการเรียนรู้” มากกว่า เราจะอยู่อย่างไรในวันนี้ อยู่ที่ว่าเราเรียนรู้เป็นมากน้อยเพียงใด คุณภาพชีวิตไม่ได้อยู่กับสิ่งที่เรามี ไม่ว่าความรู้หรือทรัพย์สินเงินทอง (to have) แต่กับสิ่งที่เราเป็น (to be) มากกว่า และเรียนรู้เป็น ใช้ชีวิตเป็น

            การเรียนรู้เป็นและใช้ชีวิตเป็น หมายถึงความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ นำมาแก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง ปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสังคม

            ปรัชญาการศึกษาของแคนาดาเขียนไว้ง่ายๆ ว่า “เรียนเพื่อรู้ เรียนเพื่อทำ เรียนเพื่อเป็น เรียนเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น” (Learn to know, Learn to do, Learn to be, Learn to live together) และแล้วลงรายละเอียดว่า เรียนอย่างไรจึงบรรลุเป้าหมายทั้ง ๔ อย่างที่ว่านั้น

            บ้านเราเคยมีหลักการศึกษาว่า เรียนอย่างไรให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น แต่ก็ประเมินกันได้ว่าไม่ได้ผล เพราะเรียนรู้ไม่เป็น เมื่อเรียนรู้ไม่เป็นก็คิดไม่เป็น ก็จะเลียนแบบ นักเรียนนักศึกษาบ้านเราจึงเป็นนักลอกนักเลียนแบบตั้งแต่เล็กจนโต เป็นวัฒนธรรม copy & paste

การศึกษาบ้านเราไม่ได้สอนให้ถามเป็น สอนให้ท่องจำคำตอบสำเร็จรูปมากกว่า เรียนแบบนกแก้วนกขุนทอง เรียนรู้เป็นต้องถามเป็น คนไทยไม่ชอบถาม อาย กลัวใครจะว่าโง่ หรืออวดเก่ง

ถ้าครูเข้าใจเรื่องการศึกษาว่า คือการเรียนรู้เป็น ก็จะปรับบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้เป็น ตั้งคำถามเป็น มากกว่าท่องจำคำตอบ การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานก็จะเกิด

สยามรัฐรายวัน 17 ตุลาคม 2561

เทศกาลกินเจมีระยะเวลาประมาณ ๑๐ วัน น่าจะมีความหมายคล้ายกับเทศกาลถือศีลอด (Lent) ในศาสนาคริสต์ (๔๐ วันก่อนวันปาสกา) เดือนเราะมาฎอนในศาสนาอิสลาม เข้าพรรษาในพุทธศาสนา

            คุณค่าและความหมายของเทศกาลเหล่านี้ที่คล้ายกัน คือ การชำระตนให้บริสุทธิ์ทั้งทางกาย ใจ และวิญญาณ ฟื้นฟูพลังทางจิตวิญญาณ

            ลึกๆ หมายถึงช่วงเวลาของการถือศีล การปฏิบัติธรรม การแผ่เมตตาต่อผู้อื่น ต่อสรรพสัตว์ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่เสียหาย การให้อภัย การคืนดี

            การอดอาหารมีหลายแบบ ที่เคร่งครัดที่สุดคือการดื่มแต่น้ำอย่างเดียว มีอดอาหารแบบงดเนื้อสัตว์ กินผักเป็นหลัก มีการอดอาหารเฉพาะวันและเวลา อย่างการงดเนื้อวันศุกร์ของชาวคริสต์ อดอาหารวันพุธต้นเทศกาลถือศีลอด หรือวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ วันสิ้นพระชนม์ของพระเยซู

            การอดอาหารทำให้มีเวลาปฏิบัติธรรม สวดภาวนา หยุดพักจากภารกิจ หยุดคิดในชีวิตประจำวันที่บางครั้งแสนจะจำเจและน่าเบื่อ

            การอดอาหารถ้าทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์และถูกวิธีทำให้เกิดความสงบ ขับพิษทั้งทางร่างกายและจิตใจ ให้ผลดีต่อสุขภาพ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ อย่างเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ลดน้ำหนัก มีการวิจัยทางการแพทย์พบว่า คนที่อดอาหารตามความเชื่อในศาสนาหรือประเพณีอายุยืน มีคำอธิบายว่า การอดอาหารก่อให้เกิดกระบวนการกำจัดเซลล์ไม่ดี (autophagy) และสร้างเซลล์ดีขึ้นมาใหม่

            เทศกาลกินเจ เทศกาลถือศีลอด ทำให้คิดถึงตัวเอง ทบทวนการดำเนินชีวิต การกินการอยู่ในความพอดีมีเหตุผล สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายและจิตใจ ซึ่งมีรายละเอียดว่าควรทำอะไรอย่างไร

            อย่างบางคนต้องการใช้เวลาเทศกาลนี้เพื่อดูแลสุขภาพ ลดน้ำหนัก ก็ควรวางแผนว่าจะกินอะไรอย่างไร ไม่ใช่งดเนื้อสัตว์ แต่กินผัดผักน้ำมันท่วมทุกวัน ไม่เว้นน้ำอัดลม ขนมกรุปกรอบเต็มโต๊ะทำงาน เพราะกินผักอย่างเดียวหิวแน่ถ้าไม่รู้จักกินอาหารที่อิ่มท้องแต่ให้พลังงานน้อย ซี่งมีมากมาย

            การอดอาหาร หรือการเลือกอาหารที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่ทางการแพทย์ก็ปฏิบัติอยู่แล้ว อย่างคนป่วยด้วยโรคต่างๆ ก็ให้อาหารตามสภาพ หรือให้อดในบางกรณี เช่นหลังการผ่าตัด ก่อนตรวจเลือด

            อย่างโรคมะเร็งที่มีคำแนะนำให้กินอาหารที่ไม่ไปช่วยเซลล์มะเร็งให้ขยายตัว การอดบางระยะทำให้เซลล์มะเร็งบางส่วนตายได้ แต่อดนานๆ คนไข้ก็อาจตายก่อนเพราะขาดอาหาร ไม่มีภูมิต้านทาน

            การอดอาหารมีความหมายสำคัญทางศาสนาและทางสังคม มหาตมะ คานธี สัญลักษณ์ของอหิงสา บิดาแห่งชาติของอินเดีย ที่อดอาหารถึง ๑๗ ครั้งในชีวิตของท่านเพื่อการต่อสู้กับความอยุติธรรมและนำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ ของบ้านเมือง

            ท่านทำได้และสำเร็จเพราะเจตจำนงอันแกร่งกล้าและจิตใจที่บริสุทธิ์ ท่านอดอาหารเพราะเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความดีงามในจิตใจ ทุกคนสามารถแสดงออกถึงความสงสาร ความเป็นพี่น้อง ความอดทนและการยอมรับผู้อื่น ความเมตตาและความรัก ท่านเชื่อว่า ไม่ว่าคนจะดูโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมเพียงใด ลึกๆ แล้วทุกคนก็มีหัวใจ

            มหาตมะ คานธี ใช้การอดอาหารเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงเมตตาธรรม และปลุกเร้าคุณธรรมนี้ในจิตใจของผู้คน การอดอาหารของท่านจึงทำให้ความขัดแย้งต่างๆ ยุติลง

            มหาตมะ คานธีมีชีวิตที่เรียบง่าย ท่านกินข้าว กินผัก กินผลไม้ กินถั่วเป็นหลัก ท่านบอกว่า อาหารไม่ใช่เพื่อดับความหิวเท่านั้น แต่เป็นอะไรที่สร้างจิตสำนึกของคน ท่านคือผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะขบวนการสิทธิพลเมืองในประเทศต่างๆ ที่ใช้หลักอหิงสา

            การอดอาหารที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ทำเพื่อคนอื่นด้วย มีตัวอย่างของเริ่องนี้จากประเทศเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อบาทหลวงท่านหนึ่งเสนอว่า เวลาอดอาหารและของที่ชอบในระหว่างเทศกาลถือศีลอด ๔๐ วันก่อนปาสกา แทนที่จะเก็บเงินที่ได้จากการอดนั้นไว้เพื่อตัวเอง ควรจะบริจาคให้คนอื่นที่ลำบาก จะได้บุญกับตัวเองและได้ช่วยเหลือผู้อื่น

            เพียง ๔๐ วัน คนเยอรมันที่เป็นคาทอลิก จะออมทุกวันด้วยเงินที่ได้จากการอดอาหารเย็นวันศุกร์ การลดหรือเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารเครื่องดื่มที่ไม่จำเป็น หรือความสุขที่สามารถลดละได้

ทุกปี พวกเขานำเงินเหล่านั้นมารวมกันในวันปาสกาปีละหลายพันล้านบาท รัฐบาลเยอรมันสมทบให้อีกเท่าตัว นำเงินทั้งหมดไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา โครงการนี้ได้แพร่ไปทั่วโลก โบสถ์คาทอลิกทุกแห่งรวมทั้งในประเทศไทยก็ทำโครงการนี้ระหว่าง ๔๐ วันก่อนปาสกา

ถ้ามีการทำโครงการนี้ระหว่างเข้าพรรษา ๙๐ วัน คงจะดีไม่น้อย และเคยมีวัดพุทธทำหลายปีก่อน ตอนนี้ไม่ทราบว่ามีที่ไหนทำอยู่หรือไม่ ถ้าคนไทย ๕๐ ล้านคนรวมใจออมวันละบาท ๙๐ วัน อาจจะได้เงินถึงปีละ ๕ พันล้านบาท และถ้ารัฐบาลไทยสมทบเท่าตัวก็จะได้ ๑ หมื่นล้านบาท ช่วยสังคมได้มาก

ถ้าคนไทย “ถือศีลกินเจ” ๑๐ วัน ประหยัดได้วันละ ๑๐๐ บาท ก็จะได้ ๑.๐๐๐ บาท ถ้าชมรมสมาคมหนึ่งวางเป้าหมายร่วมกันว่า จะรณรงค์ให้คน ๑ ล้านคนถือศีลกินเจ ๑๐ วันนี้ ก็อาจจะได้ทุน ๑.๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นทุนการศึกษา หรือช่วยโรงพยาบาล จะได้บุญมหาศาลทุกปี

หรือแค่วันละ ๑๐ บาท ๑๐ วันได้ ๑๐๐ บาท ถ้าคน ๑๐ ล้านคนร่วมกันถือศีลกินเจ ก็จะได้ ๑ พันล้านเช่นเดียวกัน นี่คือการทำบุญเพื่อตนเองและเพื่อสังคม บ้านเรามีมูลนิธิสมาคมหลายหมื่น ถ้าร่วมมือกันทำโครงการนี้ รณรงค์อย่างจริงจัง จะเป็นการชำระจิตใจคนไทยและสังคมไทยได้ไม่น้อยอย่างแน่นอน

Page 1 of 43