Black Ribbon

phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 17 พฤษภาคม 2560

ชัยชนะของนายมาครง ประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศส เป็นปรากฎการณ์ทางการเมืองที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ไม่ใช่แต่ที่ยุโรป แต่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

                คนฝรั่งเศส เช่นเดียวกับคนทั่วโลกเบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิมๆ พรรคการเมืองเดิมๆ สัญญาเดิมๆ แต่ทำไม่ได้ เวียนว่ายในวังวนน้ำเน่าของแนวทางแก้ปัญหาที่ล้มเหลว  การฉ้อฉลกลโกงอำนาจและงบประมาณแบบไม่เห็นหัวประชาชนคนเสียภาษี

                นายมาครงเคยเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจจนถึงปีที่แล้ว ลาออก และก่อตั้งขบวนการทางการเมืองชื่อว่า En Marche และเตรียมตัวสมัครเป็นประธานาธิบดีขณะที่อายุเพียง 39 ปี โดยแทบจะไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองแบบเดิมๆ เลยก็ว่าได้ เพราะไม่เคยสมัครรับเลือกตั้งใดๆ มาก่อน

                แต่นายมาครง “ฟังเสียงประชาชน” ว่าพวกเขาต้องการอะไรจริงๆ และไม่ได้คิดเอาเอง แต่ส่งคนไปเคาะประตูบ้าน 300,000 ที่ๆ เป็นตัวแทนของกลุ่มผู้คนต่างๆ ทั่วประเทศ และไม่ได้ไปแจกใบปลิว แต่ไปสัมภาษณ์เชิงลึก 25,000 คนๆ ละ 15 นาที แล้วเอาความคิดเห็นทั้งหมดมาประมวล

                สิ่งที่เขานำเสนอในการหาเสียงจึงตอบสนอง “อารมณ์” (ความรู้สึกนึกคิด) ของผู้คนได้ดี อารมณ์ที่เครียดในบรรยากาศที่หดหู่ มองอะไรเลวร้ายไปหมด ทำให้ผู้คนเกิดความหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เขาพบว่า จริงๆ แล้วคนทั่วไปไม่ได้ต้องการทางออกที่สุดขั้วแบบขวาจัดซ้ายจัด แต่ต้องการทางสายกลางที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขมากกว่า

                ขบวนการทางการเมือง (ชื่อเต็มว่า La Republique En Marche สาธารณรัฐเดินหน้า) มีภาคีเครือข่ายพลเมืองกว้างขวางทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ที่ก้าวข้ามพรมแดนเส้นแบ่งระหว่างเชื้อชาติ และความคิดคับแคบแบบชาตินิยมของฝ่ายขวาจัด ก่อนเลือกตั้งรอบสอง 2 วัน ถึงมีป้ายผ้าขนาดใหญ่ขึงใต้หอเอฟเฟลเขียนว่า “เสรีภาพ เสมอภาพ ภราดรภาพ” สามคำที่มาจากการปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ.1789

                อาสาสมัครของขบวนการทางการเมืองนี้มีคนรุ่นใหม่ ลูกหลานผู้อพยพ คนชั้นกลาง กรรมกร เกษตรกร และกลุ่มคนที่ถูกมองข้าม นโยบายของนายมาครงไม่ได้เน้นที่คำสัญญาว่าจะให้ ว่าจะทำให้ แต่เน้นที่การ “สร้างโอกาส” ให้คนจน คนชั้นกลาง ผู้อพยพ มีมากขึ้นและเท่าเทียมกับคนอื่น

                การก่อตั้งขวนการทางการเมืองของนายมาครงไม่ใช่เรื่องใหม่ในยุโรป “ขบวนการ 5 ดาว” (M5S - Five Star Movement) ในอิตาลีกำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่นั่น เช่นเดียวกัน Podemos (“เราทำได้”) ของสเปน ที่สืบทอดจิตวิญญาณของขบวนการ 15-M (หรือ 15 May 2011 ซึ่งมีการประท้วงแบบปักหลักครองพื้นที่ (occupy) ที่สเปนเป็นตัวอย่างให้ทำเช่นเดียวกันทั่วโลก) รวมทั้งบทเรียน Syriza ขบวนการอันทรงพลังทางการเมืองของกรีซ

                ไม่กี่วันหลังจากได้รับเลือกตั้ง นายมาครงก็เปิดเผยบัญชีรายชื่อผู้สมัครจากขบวนการ En Marche ของเขาเพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 11 และ 18 มิถุนายนที่จะถึงนี้ เป็นรายชื่อที่ทุกคนอยากรู้เพราะจนถึงวันนี้เขาไม่มีสมาชิกในสภาแม้แต่คนเดียว

                จากทั้งหมดปรากฎว่า ร้อยละ 52 มาจากภาค “ประชาสังคม” (civil society) ครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง และอายุน้อยที่สุด 24 ปี มากที่สุด 72 ปี อายุเฉลี่ย 42 ปี ขณะที่บรรดาส.ส.ที่กำลังพ้นไปจากสภาอายุเฉลี่ย 60 ปี  มีตัวแทนจากสาขาอาชีพต่างๆ รวมทั้งผู้นำเกษตรกรจากสหกรณ์ ซึ่งเป็นภาคที่มีอิทธิพลทางการเมืองสูง

                มีคนขอลงสมัครเป็นส.ส.ถึง 19,000 คน ได้รับการคัดเลือกไปแล้วส่วนใหญ่ เหลือไว้จำนวนหนึ่ง คงรอพวกส.ส.เก่าจากพรรคอื่นที่ย้ายพรรคในระหว่างนี้ แต่พรรคใหม่อย่าง “เดินหน้า” (En Marche) ก็มีเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าต้องการคนแบบไหนเพื่อเป็นตัวแทนของประชาชน

      นายริชาร์ด แฟร์รังด์ เลขาธิการของ En Marche ประกาศว่า “นี่คือการกลับมาอย่างแท้จริงของพลเมืองสู่หัวใจของวิถีการเมือง”

                 บทเรียนจากขบวนการทางการเมืองที่อิตาลีและสเปนคือ การประท้วงนั้นทำได้ง่าย แต่การแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นทำได้ยาก แต่อย่างน้อยขบวนการทางการเมืองเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า พวกเขาต้องการการเมืองที่ภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ไม่ใช่เพียงไปเลือกตั้ง

       ขบวนการทั้งอีตาลี สเปน และฝรั่งเศสชี้ให้เห็นว่า ถึงเวลาของภาคประชาสังคม ที่จะต้องแสดงบทบาทสำคัญทางการเมือง อยู่ที่ว่า เมื่อได้อำนาจแล้วจะนำชีวิตใหม่มาสู่การเมืองได้อย่างไร

       และจะตอบสนองความคาดหวังของคนฝรั่งเศสที่ต้องการไม่ใช่เพียง “การเปลี่ยนแปลง” ธรรมดา (change) แต่ต้องการ “การปฏิรูป” (transform) ที่พลิกโฉมหน้าของฝรั่งเศสเลยทีเดียว

สยามรัฐรายวัน 10 พฤษภาคม 2560

ว่าจะตั้งชื่อบทความนี้ว่า “ฐานันดรสื่อไทย” แต่วันนี้คนทั่วไปคงไม่สนใจคำว่าฐานันดรที่สี่ ที่เคยยกให้สื่อตามแบบอย่างอังกฤษที่ยกให้ขุนนาง พระ ผู้แทน เป็นสามฐานันดรแรก และสื่อมวลชนเป็นที่สี่

                เรื่องศักดิ์ศรีของสื่อน่าสนใจกว่า เพราะสื่อจะเป็นอะไรขึ้นอยู่กับคุณภาพของสื่อ การยอมรับของสังคม เพราะ “ไม่ใช่ตำแหน่งที่ให้เกียรติคุณ แต่เป็นคุณที่ให้เกียรติตำแหน่ง” ออกกฎหมายมาคุมสื่อ ตั้งสภาตั้งสมาคมมาดูแลกันเอง ก็ดูเหมือนไม่ค่อยได้ผล เพราะมีปัญหาก็ลาออก ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น

                สื่อมีความสำคัญเพราะเป็นตัวแทน เป็นปากเสียงของประชาชน เป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพในการแสดงออก ในสังคมประชาธิปไตย เป็นผู้ที่ถูกคาดหวังว่าจะทำการ “ตรวจสอบ” สร้างความโปร่งใสการใช้อำนาจในสังคม โดยเฉพาะทางการเมือง จึงมีเรื่องราวระหว่างอำนาจกับสื่อตลอดมา

                ที่อยากเขียนวันนี้ไม่ใช่ประเด็นนี้และด้านนี้ อยากดูบทบาทของสื่อในการสร้างค่านิยมให้สังคมผ่านรายการต่างๆ ทุกอย่างที่ปรากฎในสื่อมวลชน รวมไปถึงละครน้ำเน่าน้ำดี กีฬาเลือดท่วมจอตื่นเต้นเร้าใจ

      ยังเกมสนุกสนานปัญญาอ่อน การประกวดร้องเพลงทุกช่องนับสิบๆ รายการ ฟังจนเบื่อ และเอียนกับการเขียนบทแบบดราม่า จนไม่รู้ว่าประกวดร้องเพลงหรือประกวดเรื่องราวสะเทือนใจให้คนดูร้องไห้สงสาร ทุกรายการก็ล้วนแต่ “สื่อ” สาระบางอย่างและหลายอย่างให้ผู้คน

                เห็นพัฒนาการของการทำข่าว การเจาะข่าว การสืบสวนข่าว การทำสารคดีที่เจาะลึกแปลกใหม่ของบางช่อง แต่ก็ยังเห็นการทำงานแบบสุกเอาเผากิน ไม่หาข้อมูล ไม่ทำการบ้าน ซึ่งง่ายที่จะจับได้ เพราะคนเข้าไปเช็คข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา หรือไม่ก็เช็คไปที่ต้นตอของข่าวโดยตรง

                อย่างพาดหัวว่า “หลังคาตึกเรียนธรรมศาสตร์พังลงมา นักศึกษาหวิดดับ” เป็นการเขียนแบบย้อนยุคเอามากๆ นึกว่าจะขายข่าวและเรียกแขกเข้าอ่าน กลับเป็นผลตรงกันข้าม เพราะใครๆ ก็เช็คข่าวได้จากคลิปที่ส่งกันไปทั่วทันทีว่า ไม่ได้มีใครอยู่ในห้องเรียนนั้น แล้วจะหวิดดับได้อย่างไร

                เหมือนกับเมื่อสักสี่สิบปีก่อน ตอนกำลังมีการหาเสียงเลือกตั้ง มีหนังสือพิมพ์หัวสีฉบับหนึ่งพาดหัวตัวเท่าหม้อแกงว่า “ยิงผู้สมัครส.ส.” เข้าไปอ่านในเนื้อหาพบว่า มีการยิงปืนขึ้นฟ้าห่างจากเวทีที่ผู้สมัครส.ส.กำลังพูดอยู่ครึ่งกิโล อย่างนี้ก็เขียนได้เพื่อขายหนังสือพิมพ์

                วันนี้สื่อกำลังเปลี่ยนแปลงและปรับตัว เพราะทำแบบเดิมๆ คงอดตายและต้องปิดตัวเหมือนที่ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างประเทศและของไทยได้ปิดตัวลงไปแล้วจำนวนมาก เพราะการเกิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย โลกอินเทอร์เน็ต แหล่งข่าวแหล่งข้อมูล การสือสารเรียลไทม์ เกิดอะไรขึ้นที่ไหนเมื่อไรรับรู้ได้ทันทีทั่วโลก

      หรือไม่ก็ส่งต่อกันหลังจากเกิดเหตุได้ไม่นาน ไม่ใช่รอให้ผู้สื่อข่าวกลับไปโรงพิมพ์ หรือส่งแฟกส์ส่งอีเมลไปให้กองบก. หรือให้ผู้สื่อข่าวทีวีกลับสถานี ซึ่งช้าไม่ทันกินแล้ว เราถึงเห็นทีวีทุกช่องต่างก็นำเอาคลิปจากสื่อสังคมมา “ออกต่อ” มาพูดถึงและขยายความในทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์

      สื่อมวลชนใหญ่ระดับโลกวันนี้ที่อยู่ได้ก็คงเป็นเพราะ 2 อย่าง อย่างแรกคือการเสนอข่าวทันทีทันใด ถ่ายทอดสดจากที่เกิดเหตุ ทำให้คนติดตามได้อย่างใกล้ชิด breaking news เรียกเรตติ้งดีนัก

      อย่างที่ 2 คือ การวิเคราะห์ข่าว ซึ่งคนที่ติดตามสื่ออยากรู้ต้นสายปลายเหตุ ที่มาที่ไป ตื้นลึกหนาบาง ความเชื่อมโยงกับเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ถ้าทำการวิเคราะห์เจาะลึกได้ดีก็เรียกคนดูได้มาก อย่าง CNN, BBC ที่เน้นการวิเคราะห์ข่าวและเสนอ “ข่าวด่วน” เกือบตลอดเวลา

     สื่อไทยยังสะเปะสะปะเรื่องการถ่ายทอดสด ยกโขยงไปถ่ายทอดสดคนที่กำลังจนมุมที่โรงแรมม่านรูดหลายชั่วโมง ถ่ายทอดสดการเจรจาอย่างใกล้ชิด จนจบด้วยโศกนาฎกรรม และสื่อบางรายถูกสอบสวนและถูกตักเตือนว่า “ไม่รู้กาละเทศะ” ซึ่งเป็น “จริยธรรม” ที่ต้องพัฒนา

     การทำสารคดีเรื่องราวในชนบท วิถีชีวิตชาวบ้าน ท่องเที่ยวชุมชน อาหารการกิน แข่งขันกันทำได้หลากหลาย แต่ดูไปดูมาก็จำเจและมักง่าย เหมือนดูถูกคนดู ผิวเผิน ไม่เชื่อมโยงไปถึงคุณค่าที่ลึกกว่า เพราะขาดการวิเคราะห์ ไม่มีกรอบคิด ลองนำสารคดีที่คนไทยทำเรื่องชีวิตชาวบ้านไปเปรียบกับสารคดีเกาหลีที่มาทำที่เมืองไทยในรายการชุด “ความลับแห่งเอเชีย” และ “ทึ่งทั่วโลก” ที่อมรินทร์ทีวีช่อง 34 นำมาถ่ายทอด จะพบความแตกต่างในเนื้อหารายละเอียดและคุณภาพอย่างชัดเจน

    จะอ้างว่าเขาลงทุนสูงกกว่าก็ว่าได้ แต่เขาคงวิจัย เจาะลึก เตรียมตัวเตรียมการอย่างละเอียดมากกว่า เวลาทำก็ทำให้ดูเป็นธรรมชาติ เหมือนกับเป็นตัวแทนนำผู้ชมไปเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน เขาทำแบบมีกรอบคิดที่ชัดเจนมากกว่า ดูเรียบง่ายและสบายใจ สารคดีของเขาขายได้ทั่วโลกแน่นอน

    ก็อาจเป็นได้ ที่ “คนอยู่บนภูเขามักไม่เห็นความงามของภูเขา” คนไทยอยู่ใกล้ของดีไม่เห็นของดี เหมือนนกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ ไม่มีแว่นขยาย ไม่หามุมมองที่เหมาะสม

             ยุคสมัยที่สื่อมีปากกาเป็นอาวุธผ่านไปแล้ว คนที่มีอาวุธวันนี้เป็นประชาชนที่มีมือถือต่างหาก สื่อที่ฉลาดและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยจะอยู่รอดได้

สยามรัฐรายวัน 3 พฤษภาคม 2560

โลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีเร็วมาก แต่ด้านสังคมวัฒนธรรมไม่ได้เปลี่ยนในความเร็วเดียวกัน หรืออาจจะต้านการเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำ ลองมาพิจารณาปรากฎการณ์บางอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงจิตวิญญาณของยุคสมัย หรือที่ฝรั่งเรียก Zeitgeist (คำเยอรมันที่ใช้กันสากล)

๑.      สังคมต้องการการเปลี่ยนแปลง ปฏิเสธระบบระเบียบเดิม ความเป็นสถาบัน องค์กรที่ยึดติดกับ

ข้อบังคับ กฎหมายมากกว่าอย่างอื่น ปรากฎการณ์ทางการเมืองอเมริกันที่เลือกนายทรัมป์ การเมืองฝรั่งเศสที่ เลือกนายมาคร็องเป็นอันดับหนึ่งทั้งๆ ที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใหญ่ในการเลือกตั้งรอบแรก และไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งมาก่อน ลาออกจากพรรคเก่ามาตั้งขบวนการทางการเมืองใหม่ (En March)

                นายโอบามาเคยใช้คำว่า “Change” ในการหาเสียง แต่คนอเมริกันผิดหวังว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ เป็นคำพูดสวยหรูให้ดู “สมสมัย” ให้ถูกใจผู้คนยุคใหม่นี้เท่านั้น การเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ง่าย รวมทั้งนายทรัมป์เองก็ใช่ว่าจะทำการเปลี่ยนแปลงได้มากมายตามที่ประกาศไว้ตอนหาเสียง

                ผู้คนปฏิเสธความเป็นสถาบัน (establishment) เพราะรู้สึกผูกมัด ฝรั่งชาวคริสต์ส่วนใหญ่ก็อาจไปวัดไปโบสถ์ปีละครั้งสองหนตอนคริสต์มาสปาสกาเท่านั้น และอีกครั้งตอนตายแล้ว อีกส่วนหนึ่งเลิกไปเลย

                แม้แต่การแต่งงาน วันนี้คนส่วนใหญ่อยู่ด้วยกัน “เฉยๆ “ โดยไม่จดทะเบียน หรืออาจไปจดทะเบียนแต่ไม่ได้เข้าโบสถ์ ไม่มีพิธีอะไรเลย ความรักสำคัญกว่า อยู่ด้วยกันแบบไม่ผูกมัด อยู่ไม่ได้ก็แยกกันไป

                ผู้คนวันนี้ต้องการความสัมพันธ์ โทรศัพท์ สมาร์ทโฟนจึงเป็นปัจจัยที่ 5 ที่ขาดไม่ได้ เกิดกลุ่มเครือข่ายในเฟสบุ๊ก ในไลน์เต็มไปหมด แต่ในเวลาเดียวกันคนก็ไม่ได้ต้องการความผูกพันหรือข้อผูกมัด ต้องการความสัมพัน์แบบอิสระ เครือข่ายเหล่านี้ไม่มีข้อบังคับ

                เป็นไปได้ที่ในอนาคต บรรดา “กลุ่มประชาคม” ต่างๆ จะยุบไปหรือไม่ก็ต้องปรับระบบโครงสร้างความสัมพันธ์ไม่ให้เป็นตราสังข์มัดตัวเองและเอาเปรียบคนอื่น ไม่ว่าอียู นาฟต้า อาเซียน เอเปค การที่สหราชอาณาจักรออกจากอียู และสหรัฐไม่เอาด้วยกับข้อตกลงการค้าเสรีหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (TPP) และขู่ถอนตัวจากนาฟต้า ล้วนบ่งบอกว่า ระเบียบโลกใหม่กำลังเปลี่ยน

                นี่เป็น “จิตวิญญาณแห่งยุคสมัย” (Zeitgeist) อย่างหนึ่ง (ซึ่งแปลว่า “อารมณ์” ของยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่แสดงออกทางความคิดความเชื่อของยุคนั้นที่อธิบายพฤติกรรมและปรากฎการณ์ทางสังคม)

                การแสวงหาทางเลือกใหม่ของผู้คนที่ปฏิเสธระบบเดิม สถาบันเดิม อาจจะตกหลุมเก่าเรื่องราวแบบเดิมซึ่งอาจเลวกว่าก็ได้ อย่างกรณีที่คนอเมริกันเบื่อการเมืองเก่าแล้วเลือกนายทรัมป์ หรือคนที่เข้าไปสังกัดองค์กรทางศาสนาใหม่ นิกายความเชื่อที่เห็นว่าตอบโจทย์ชีวิตของตนเองมากกว่าสถาบันเดิม

      ๒.    สังคมวันนี้ผู้คนแสวงหาเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของตนเอง อยากเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องการ

อยู่ใต้สถาบัน (Institution) ที่ใช้กฎระเบียบบังคับ และทำให้ทุกคนเป็นเหมือนกันหมด แต่ต้องการสังกัดขบวนการ (Movement) ที่ผู้คนสัมพันธ์กันเป็นเครือข่าย ไม่ก้าวก่ายบังคับ ทุกคนเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง

                คนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยในประเทศพัฒนาแล้วล้วนแต่ต้องการเริ่มกิจการด้วยตนเอง ไม่อยากเป็นลูกจ้าง อาจยอมเป็นพักหนึ่งเพื่อหาประสบการณ์ แล้วจึงออกมาริเริ่มงานใหม่ที่เป็นอิสระมากกว่า

                วันนี้มี “คนกล้าคืนถิ่น” มากขึ้นเรื่อยๆ เรียจบปริญญาตรี โท เอก เบื่อการทำงานในองค์กร ในเมือง เลือกเดินทางกลับบ้านในชนบทเพื่อเริ่มงานเกษตรบ้าง การประกอบการบ้าง และเป็นเรื่องที่สมสมัย เพราะต้นทุนของท้องถิ่นมีพร้อม ไม่ว่าที่ดิน  แรงงาน และตลาด แต่ขาดความรู้ในการบริหารจัดการเท่านั้น

                จิตวิญญาณของโลกวันนี้ต้องการคืนสู่ธรรมชาติ อาหารปลอดภัยจากสารเคมี เสื้อผ้า พลังงานที่มาจากธรรมชาติ คนมีความรู้สามารถกลับไปพัฒนาตนพัฒนาท้องถิ่นได้

                วันนี้ผู้คน “คืนสู่รากเหง้า” กลับไปหาปู่ย่าตายาย ภูมิใจในรากเหง้าเผ่าพันธุ์ พร้อมที่จะพูดภาษาท้องถิ่นและชนเผ่าของตนเอง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าท้องถิ่นโดยไม่อายใคร วันนี้คนที่แนะนำตัวเองจะไม่บอกว่าเป็น “ชาวเขา” หรือ “ชนเผ่า” แต่จะบอกว่าเป็น อาข่า ม้ง ปะกาเกอะญอ ลาหู่ เมี่ยน และอื่นๆ

                คนอีสานพูดภาษาอีสานในรายการวิทยุ โทรทัศน์ด้วยความเชื่อมั่นและภูมิใจ      การแข่งขัดประกวดร้องเพลงก็เป็นเพลงลูกทุ่งท้องถิ่นอีสานสไตล์หมอลำประยุกต์แทบทุกสถานี

                คนไทยเบื่อหน่ายกับความขัดแย้งทางการเมืองและความเน่าเฟะของสถาบันทางการเมืองแบบเดิมๆ ต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องการเป็นอิสระ จึงยอมแม้จะอยู่ใต้อำนาจทหาร ซึ่งวันนี้ก็ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้และไม่อาจฝืนกระแสและจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยได้ ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมประชาธิปไตย

                ถ้าผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้าใจ “สัญญาณแห่งกาลเวลา” ก็จะมีนโยบายที่กระจายอำนาจ ให้ผู้คน “ปกครองตนเอง” ให้มากที่สุด พัฒนาอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีมากพอเพื่อจะพัฒนาได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่ไม่ว่านักการเมืองหรือทหารมาก็รวบอำนาจ รวมศูนย์ ซึ่งล้าสมัยและไม่พัฒนา

สยามรัฐรายวัน 26 เมษายน 2560

มาร์กซิสม์เก่าแก่บอกว่า เศรษฐกิจชุมชนคือเศรษฐกิจที่รอวันตาย แต่อันโตนิโอ กรัมชี มาร์กซิสท์แนวแก้แย้งว่า คงไม่ใช่ เพราะแนวคิดดังกล่าวมองข้ามความสำคัญของวิถีวัฒนธรรมของชุมชนและสังคม

อันโตนิโอ กรัมชี คือ ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิส์อิตาลี ผู้ให้แนวคิดเรื่อง “อำนาจนำ” (hegemony) หรืออำนาจครอบงำสังคมโดยการสร้างค่านิยมที่ทำให้คนแยกไม่ออกระหว่างผิดชอบชั่วดี เห็นพ้องกับ “ผู้นำ” ซึ่งมีอำนาจแบบไม่โต้เถียง และเขาคือผู้ที่คิดคำว่า “organic intellectual” (ปัญญาชนชาวบ้าน)

(ถ้าแปลว่า ปัญญาชนอินทรีย์ คงแปลกดี แต่จริงๆ คือ ปัญญาชนที่เกิดในองคาพยพนั้น คนในชุมชนหรืออาชีพนั้นๆ เช่น ผู้นำชาวนาที่ไม่ใช่คนนอกเข้าไปนำชาวนา ผู้นำกรรมกรที่เป็นกรรมกรเอง)

อิตาลีคือประเทศที่ยืนยันแนวคิดของกรัมชี ที่พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนจนเป็นต้นแบบของการพัฒนาประเทศต่างๆ ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่หลังสงครามโลกเป็นต้นมา ไม่ว่ากรีซ เตอร์กี และประเทศในแอฟริกาเหนือทั้งหลาย

เศรษฐกิจอิตาลีกว่าร้อยละ 90 มีฐานอยู่ที่วิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงขนาดจิ๋วในครัวเรือนที่อาศัยแรงงานในครอบครัว ภูมิปัญญา ทรัพยากรในท้องถิ่น และความเป็นศิลปินในสายเลือด ทำให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับปัจจัยสี่ ข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน และที่สำคัญ ผลผลิตด้านการเกษตร

เสื้อผ้าอิตาลีมีชื่อเสียงทั้งหลายล้วนมาจากครอบครัวและชุมชนเล็กๆ และเมื่อเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ก็มาจากคลัสเตอร์อันลือชื่อหรือเครือข่ายของ “คนเล็กๆ “ แบบ “เล็กนั้นงามและมีพลัง” อย่างที่นายแจ๊กหม่าชอบพูด (Small is beautiful and powerful)

การเกษตรอิตาลีมีความสำคัญ เพราะผลิตเพื่อบริโภคและส่งออกผลิตภัณฑ์ต่างๆ แป้งทำขนมปัง พิซซา  พาสต้า รวมทั้งที่แปรรูปเป็นสปาแก็ตตี มักกาโรนี และอื่นๆ เหล้า ไวน์ เนย ผัก ผลไม้ สมุนไพร

การท่องเที่ยวอิตาลีก็เป็นรายได้หลักตั้งแต่ไหนแต่ไร เพียงนักแสวงบุญจากทั่วโลกปีหนึ่งก็หลายสิบล้านคนแล้ว ยังไม่รวมนักท่องเที่ยวที่ชื่นชมทะเล ภูเขา วิถีชีวิตชนบทของอิตาลีที่มีเสน่ห์โรแมนติก

นักแสวงบุญ นักท่องเที่ยวปีละ 50 ล้านคนซื้อของที่ระลึก เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เข็มขัด และอื่นๆ ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจาก “คนเล็กๆ “ และวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมขนาดจิ๋วทั้งสิ้น รวมทั้งการส่งออกของบรรดาแบรนด์ที่โด่งดังระดับโลกอย่างกุชชี่ อาร์มานี่ เบเน็ตตอง และอื่นๆ

ฐานเศรษฐกิจอิตาลีจริงๆ จึงไม่ใช่เฟียต เฟอร์รารี หรือลัมบอร์กีนี่ แต่อยู่ที่ “พิซซ่า สปาก็ตตี้” อยู่ที่คนเล็กๆ การประกอบการขนาดเล็กกลาง สหกรณ์เล็กใหญ่ในชนบท ที่ “อุ้ม” เศรษฐกิจของประเทศ

ปัญหาการพัฒนาประเทศไทย จึงอยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้นำว่า จะเปิดโอกาสการพัฒนาให้คนเล็กๆ ได้มากน้อยเพียงใด หรือปล่อยให้มีการผูกขาดในรูปแบบต่างๆ โดยนายทุนใหญ่ที่กำลังกินรวบในหลายๆ เรื่องหลายวงการ เป็น hegemony แบบใหม่ที่ทำให้การครอบงำเป็นเรื่องดีที่รับได้ เพราะแยกไม่ออก

บทเรียนของอิตาลีมีอีกด้าน การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศนี้มีบทเรียนสำคัญสำหรับทั่วโลก เพราะอิตาลีเหมือนมีสองประเทศในประเทศเดียว ภาคเหนือกับภาคใต้ต่างกันราวฟ้ากับดิน อย่างที่งานวิจัย 20 ปีของ เดวิด พุตนัมเมื่อปี 1993 ชี้ให้เห็น (Making Democracy Work)

ศาสตราจารย์จากฮาร์วาร์ดผู้นี้บอกว่าว่า การพัฒนาและประชาธิปไตยเกิดได้ในภาคเหนืออิตาลีเพราะมีรากฐานที่การศึกษา และประชาสังคมที่เข้มแข็ง มี “ทุนทางสังคม” (ความไว่วางใจกันของผู้คนในชุมชน) มากกว่าทางใต้ที่อยู่ใต้อำนาจของมาเฟีย ระบบอุปถัมภ์ คนจึงอพยพย้ายถิ่นไปทำมาหากินทางภาคเหนือและไปเป็นแรงงานในต่างประเทศ ชุมชนภาคใต้อ่อนแอ ท้องถิ่นอ่อนแอ ถูกครอบงำ

         ชุมชนภาคเหนืออิตาลีเข้มแข็งและพัฒนาเศรษฐกิจจากครัวเรือน ชุมชนไปถึงระดับชาติและส่งออก แบรนด์ดังทั้งหลายมาจากภาคเหนือเมืองฟลอเรนส์ขึ้นไปทั้งสิ้น

         โลกที่เปลี่ยนไปทำให้ไทยมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง นักท่องเที่ยวมาเมืองไทยปีละ 30 ล้านคน ที่นอกจากจะพบเห็นสิ่งดีๆ ซื้อของดีๆ กลับไป ยังเผยแพร่ความรู้สึกดีๆ สิ่งของดีๆ ที่นำติดตัวกลับไป ขยายวงการค้าขาย รวมทั้งโลกดิจิทัลที่ส่งต่อภาพและข้อความดีๆ จากคนเหล่านี้ไปยังผู้คนทั่วโลก

         มรดกไทยมีคุณค่าและมูลค่าสูงมาก เพียงแค่สบู่ไทยอย่างดียว วันนี้ผลิตได้เป็นร้อยเป็นพันอย่าง ที่ล้วนแต่ตอบสนองความต้องการของคนในโลกที่ต้องการของดีต่อสุขภาพ มาจากธรรมชาติ กระเป๋าที่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่นหลายสิบอย่าง นับร้อยนับพันรูปแบบ ยังผ้าไทยทอมือย้อมสีธรรมชาติร้อยพันแบบ

         ประเทศไทยเป็นได้ทั้งอิตาลีตอนใต้และอิตาลีตอนเหนือ อยู่ที่เจตจำนงทางการเมือง พัฒนาการของประชาสังคม ระบบโครงสร้างที่ต้องปฏิรูปให้สมสมัย และสืบทอดมรดกทางสังคมวัฒนธรรมเพื่อทำให้เกิดการพัฒนายั่งยืนกว่าเพียงการหาเงินเข้าประเทศ

สยามรัฐรายวัน 19 เมษายน 2560

เศรษฐกิจวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์น่าจะเป็นเข็มทิศทางสว่างให้สังคมไทยวันนี้ ที่ไม่ได้มองแต่อุตสาหกรรมหนัก ประกอบรถยนต์และอื่นๆ ส่งออกเป็นแสนๆ ล้าน แต่เหลืออยู่ในบ้านเราเท่าไหร่เอง ขณะที่ขายผ้าขาวม้าได้เท่าไรก็ได้หมด และลงไปถึงชุมชนรากหญ้าด้วย

          ผ้าข้าวม้าราคาไม่กี่สตังค์ในอดีต วันนี้มีมูลค่าขึ้นมาด้วยความคิดสร้างสรรค์ กลายเป็นแฟชั่นที่หนุ่มสาวสวมใส่เดินบนแค็ทวอล์คในงานแฟชั่นโชว์ระดับอินเตอร์

คุณค่าของผ้าขาวม้าที่โด่งดังวันนี้อยู่ที่การออกแบบประยุกต์ก็จริง แต่ปัจจัยสำคัญ คือเป็นผ้าทอมือ ย่อมสีธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชุมชนไทยมานับพันปี เป็นของใช้ได้สารพัดประโยชน์

สมัยโบราณไม่มีใครเอาผ้าขาวม้ามาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า ใช้แต่นุ่งอยู่บ้าน นุ่งอาบน้ำ เช็ดตัว นุ่งออกไปหาปลา ลงสระลงหนอง ผูกเป็นเปลนอน โพกหัวคาดพุงไปไหนมาไหนเพื่อใช้ปูนั่งปูนอน และอื่นๆ

          ผีตาโขน บุญบั้งไฟ แห่เทียนเข้าพรรษา เป็นงานบุญประเพณีวิถีวัฒนธรรมที่ททท.ส่งเสริมให้เป็นงานดึงดูดนักท่องเที่ยว ขายความแปลกใหม่ อลังการงานสร้าง แต่ไม่ได้สื่อสารคุณค่าอะไรนักเพราะคงแยกไม่ได้ว่า อะไรเป็นเรื่องศรัทธาความเชื่อ อะไรเป็นวัตถุสิ่งของเครื่องใช้

ที่ททท.ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมจึงไม่ต่างจากที่ประชารัฐส่งเสริมผ้าขาวม้า ทั้งๆ ที่เป็นสองอย่างที่แตกต่างกันในเรื่องคุณค่าและความสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ผ้าขาวม้าไม่เกี่ยวกับความเชื่อ ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าการเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทย

แต่ผีตาโขนไม่ใช่ เพราะเป็นความเชื่อของคนในท้องถิ่น เอาผีตาโขนมาเล่นกลางถนนเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวประหนึ่งเอาฟ้อนเล็บหรือเซิ้งกระติ๊บข้าวมารับแขกเป็นการกระทำที่ไม่ถูกกาละเทศะ เหมือนมีใครเอาพระพุทธรูปไปประดับร้านอาหารในต่างประเทศที่คนไทยประท้วง

ชาวด่านซ้ายเมืองเลยอาจไม่ได้ประท้วงเพราะถูกครอบงำโดยอำนาจรัฐอำนาจทุน แต่พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความไม่เห็นด้วยในการพูดคุยไม่เป็นทางการ เอาผีตาโขนไปแสดงต่างประเทศเพื่อเชิญชวนฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย คนที่ไปก็ดีใจเพราะได้ไปเที่ยวเมืองนอก เป็นคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่เข้าใจคุณค่าและความหมายลึกๆ ของวัฒนธรรมท้องถิ่นของตน

แม้แต่การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ พัฒนาให้เป็น “สินค้า” หลายอย่าง เป็นโอท็อบหลายดาวก็ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ แต่หลายครั้งก็ไม่ได้คำนึงถึง “คุณค่า” ที่มีมากกว่ามูลค่าหรือเงินที่ขายได้ จึงไม่ใช่การ “ต่อยอดภูมิปัญญา” แต่เป็นการ “เด็ดยอด” มากกว่า

การต่อยอด คือ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่บนฐานของ “เรื่องเล่า” ของสิ่งนั้น เป็นการสืบทอด ซึ่งมีคุณค่าไม่น้อย อย่างเรื่องผ้าขาวม้าผืนน้อยอาจนำไปสู่การเข้าใจวัฒนธรรมไทยได้อีกมากมายหลายด้านหลายมิติ  สมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจรอาจไม่เพียงแก้เจ็บคอแต่นำไปสู่ “สุขภาพองค์รวม” ของวิถีดั้งเดิมได้

การส่งเสริมการท่องเที่ยวอาจทำได้เงินทองเข้าประเทศมากมาย แต่ที่ควรจะได้มากกว่านั้น คือ การเข้าใจถึงคุณค่าของวัฒนธรรมไทย ทรัพยากรอันเป็นมรดกที่ปู่ย่าตายายและธรรมขาติได้ให้เรามา เพื่อว่าเราจะได้มีหลักคิดและแนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ทำให้คนมาเที่ยวมีความสุข คนรับก็มีความสุข

อนาคตของสังคมไทยน่าจะพึ่งการท่องเที่ยวได้มากกว่าอะไรอื่นๆ อีกด้วยซ้ำ เพราะอุตสาหกรรมก้าวหน้าเราต้องพึ่งพาความรู้และเทคโนโลยีของประเทศที่พัฒนากว่า หรืออะไรที่ต้องการแรงงานถูกเราก็สู้อีกหลายประเทศเพื่อนบ้านเราไม่ได้

แต่สิ่งที่เราสู้ประเทศไหนๆ ในโลกนี้ได้ คือ การท่องเที่ยว เพราะคนไทยมีเกือบทุกอย่างที่โลกวันนี้ต้องการและโหยหา ไม่ว่าธรรมชาติ ทะเล ภูเขา ไม่ว่าความเป็นมิตรกับคนต่างชาติ ความมีน้ำใจ มีวิญญาณของการให้บริการและรับแขก

เรามีข้าว มีอาหารที่อร่อยติดใจคนทั่วโลก มีผัก ผลไม้ที่ถูกปากถูกใจ มีผ้าฝ้าย ผ้าไหมทอมือและย้อมสีธรรมชาติ มีข้าวของเครื่องใช้เป็นศิลปะหัตถกรรมที่อยากได้ติดไม้ติดมือกลับบ้าน มีนวดแผนไทย มีสปา มีสมุนไพรบำรุงสุขภาพนานาชนิด มีวัดวาอารามให้ไปฝึกสมาธิ หาความสงบ

วันนี้คนไทยอาจยังไม่เข้าใจศักยภาพของตนเอง อาจยังไม่เข้าใจเทรนด์ของโลกที่ผู้คนแสวงหาสิ่งดีๆ ที่ชุมชนเท่านั้นมีและทำได้ดี ยังมีแต่การทำโฮมสเตย์ แบบที่ไม่ชวนฝรั่งต่างชาติไปพัก

เรามีศักยภาพที่จะทำบูติคโฮเต็ล ที่อาจไม่อลังการและแพงเหมือนในกรุงเทพฯ แต่ปรับให้เป็นเหมือน Gasthous หรือ Gasthof ในเยอรมัน ออสเตรีย สวิส ที่บริหารโดยครอบครัว มีห้องพักสัก 5-10 ห้อง มีอาหารเช้าให้แขก และอาหารเที่ยงเย็นให้คนทั่วไป คนไทยจะทำเรื่องนี้ได้ดีกว่าใครๆ ถ้ามีการเรียนรู้พัฒนา

          สังคมไทยมีศักยภาพการท่องเที่ยวสูงมาก อยู่ที่ผู้กำหนดนโยบายว่าเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของนักท่องเที่ยวมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจเป็นคนละอย่างกับบริษัทที่จัดทัวร์หมู่

สยามรัฐรายวัน 12 เมษายน 2560

ม.44 ที่เกี่ยวกับ “รถกระบะ” ถ้าใช้เมื่อ 40-50 ปีก่อนคงผ่านได้ไม่มีใครต่อต้าน คงมีการ “ด่าว่า” ในใจ วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่พวก ในชุมชน แต่ก็คงจำกัดเพราะการสื่อสารไม่ได้ “ออนไลน์” ทันใจด้วยความเร็วเท่าแสงอย่างวันนี้

                การลุกฮือของภาคประชาสังคมในยุครสช.เมื่อ 25 ปีก่อน มีการขนานนามว่า “ม็อบมือถือ” เพราะเป็นปรากฎการณ์ทางสังคมครั้งแรกที่ผู้คนมาร่วมชุมนุมทางการเมืองด้วยการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือที่เริ่มแพร่หลาย แม้ไม่มากมายเท่าวันนี้ แต่ทำให้ข่าวสารกระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว เรียกคนออกไปชุมนุมจนนำไปสู่จุดจบของรสช.

      เช่นเดียวกับเหตุการณ์ทางการเมืองในระยะ 20 ปีที่ผ่านมาที่สังคมไทยค่อยๆ กลายเป็นสังคมออนไลน์ และประชาธิปไตยไทยก็เคลื่อนย้ายเข้าสื่อโลกออนไลน์ ที่เชื่อมผู้คนแบบ “สายตรง”

                “การสื่อสาร คือ การพัฒนา” “การพัฒนา คือ ประชาธิปไตย” วันนี้สังคมไทยอาจไม่มีการเลือกตั้ง ไม่มีผู้แทน ไม่มีพรรคการเมือง แต่สังคมไทยมี “พรรคประชาชน” เป็นประชาธิปไตย “ทางตรง” ด้วยมือถือ แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมแบบที่รัฐบาลหรือรัฐาธิปัตย์ไม่ฟังไม่ได้ (ถ้าอยากอยู่ยาว)

                คล้ายกับนครรัฐเอเธนส์เมื่อ 2,400 ปีก่อน ที่มี “สภาประชาชน” ที่ผู้ชายทุกคนเป็นสมาชิกสภา เดินเข้าออกเพื่อแสดงความคิดเห็นและลงมติในข้อกฎหมายต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเลือกผู้แทน  “ข้าราชการ” สมัยนั้นก็ไม่มี มีแต่ “จิตอาสา” ที่เข้ามาทำงานด้วยการจับสลากเพื่อรับใช้สังคม

                ดูให้ดี วันนี้มี “รัฐมนตรี” อธิบดี ผู้บริหาร ผู้ชำนาญการต่างๆ อยู่ในโลกออนไลน์แล้ว โดยเฉพาะกระทรวง “ยุติธรรม” ดูจะมี “ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ” มากหน่อย ถ้าไม่เป็นตัวจริงก็เป็น “เงา” ซึ่งบางครั้งเงาก็สำคัญกว่าตัวจริงเสียด้วย

                บทเรียนวันนี้สำหรับกรณี “กระบะ” ที่ออกมาผิด “กาละเทศะ” คือ การทำอะไรโดยไม่มีข้อมูลเพียงพอ ไม่มีการเตรียมประชาชน ไม่มีการฟังความคิดเห็นของผู้ที่จะได้รับผลกระทบหรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย คิดง่ายๆ ว่า มีอำนาจก็ทำได้ คิดง่ายก็พลาดง่าย

สยามรัฐรายวัน 5 เมษายน 2560

“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” แปลว่าเวลาเรียนไม่ได้รู้ มัวแต่ท่องหนังสือ หรือจดจากกระดาน ต้องไปทำอะไรอย่างอื่นถึงจะรู้ ซึ่งครูส่วนใหญ่ก็คิดไม่ออกว่าจะให้ไปทำอะไร เลยให้ทำการบ้าน นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะสะท้อนให้เห็นวิธีคิดรวมไปถึงวิธีปฏิบัติและวิธีให้คุณค่า

ที่มาจากฐานการมองโลกมองชีวิตแบบหนึ่ง ที่เรียกกันว่า “กระบวนทัศน์” (paradigm) ไม่ปรับไม่เปลี่ยนทั้งกระบวน ปฏิรูปการศึกษากี่สิบปีก็ไม่มีทางเกิดได้ วิจัยกันมาเกือบ 1,000 เรื่องในระยะ 25 ปีที่ผ่านมา สรุปได้ร้อยแปดอย่าง สารพันปัญหา

แต่ที่อ่านจากการสรุปงานวิจัยเหล่านั้นจากงานวิจัยของ สกว. ก็แทบจะไม่มีใครแตะเรื่องปัญหากระบวนทัศน์การศึกษา อาจไม่เข้าใจหรือไม่เชื่อสิ่งที่ท่านพุทธทาสสอนว่า “ขึ้นต้นไม้ให้ขึ้นทางต้น อย่าขึ้นทางปลาย” ทำอะไรให้เริ่มจากหลักคิดที่ถูก เพราะมรรคมีองค์ 8 ก็เริ่มจากสัมมาทิฐิ ก่อนจะไปเรื่องอื่นๆ เรื่องอาชีพ เรื่องการปฏิบัติต่างๆ

พอประกาศผลการสอบโอเน็ตปีนี้ที่เด็กสอบตกทั้งประเทศก็พากันวิพากษ์วิจารณ์และหาแพะอีกตามเคย ปัญหาครู คุณภาพและปริมาณ ปัญหางบประมาณ ปัญหาการบริหารการศึกษา ปัญหาการกระจายอำนาจ ปัญหาหลักสูตร ฯลฯ

และเพื่อให้ทันสมัยกับคสช. กระทรวงศึกษาธิการสรุปว่า เป็นปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” เพราะจังหวัดที่ยากจนคะแนนต่ำ จังหวัดร่ำรวยคะแนนจะสูง

สยามรัฐรายวัน 29 มีนาคม 2560

ตลาดโลกต้องการอาหารอินทรีย์ ประเทศไทยไม่สามารถตอบสนองได้เพราะถูกครอบงำด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่นายทุนในชาติและข้ามชาติที่มีผลประโยชน์สูงกับปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง และมีอิทธิพลในการกำหนดนโยบาย การออกกฎหมาย กฏกระทรวง

                ยุครัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน เมื่อ 25 ปีที่แล้ว กระทรวงเกษตรมีรัฐมนตรีช่วยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ยกเลิกภาษีปุ๋ยและยาเพื่อการเกษตร ชาวไร่ชาวนาพอใจเพราะจะได้ใช้ปุ๋ยยาราคาถูกลง รู้แต่ด้านดี ไม่รู้ด้านเสีย

                จนถึงวันนี้เกษตรกรรมไทยอยู่ภายใต้อำนาจของนายทุนใหญ่ที่โหมกระหน่ำโฆษณาและสร้างแรงจูงใจสารพัดจนคนคิดอย่างอื่นไม่เป็นนอกจากทำการเกษตรด้วยสารเคมี จนมาถึงการทำนาแปลงใหญ่ด้วยเหตุผลที่ว่าต้นทุนถูกลง รายได้ดีขึ้นโดยไม่ได้ให้ความสนใจส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยรายเล็กรายน้อยที่ทำนาทำไร่ในพื้นที่ 5 ไร่ 10 ไร่ ว่าทำอย่างไรให้เขาอยู่รอด พอเพียงและมั่นคงได้ ซึ่งมีวิธีการมากมายถ้ารัฐอยากทำ แต่ก็ปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรมมากกว่า

สยามรัฐรายวัน 22 มีนาคม 2560

 “การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ใช่การปั๊ม GDP แต่จะมุ่งเน้นเป็นการสร้างความเข้มแข็งของสังคมให้มีความสุข ความยั่งยืนมากขึ้น โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม และเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างแท้จริง จึงเกิดแนวทาง “ประชารัฐ” ขึ้นมา และไม่ต้องกลัวว่าการดึงบริษัทเอกชนเข้ามาร่วมจะเป็นการนำปลาใหญ่มาฮุบปลาเล็ก แต่จะเป็นการดึงคนรวยมาช่วยคนจนมากกว่า”

ข้างต้นเป็นคำกล่าวนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2559 ในวันการทำ MOU ระหว่าง 33 องค์กรรัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากภายใต้ยุทธศาสตร์ประชารัฐ ซึ่งมีกลุ่มทุน ปตท. เทสโก้ ซีพีออลล์ เอสซีจี สมาคมเอสเอ็มอี โดยมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเป็นแกนนำ วางเป้าหมายไว้ 1,500 ตำบลในปี 2559 และเพิ่มเป็น 2,500 ตำบลในปี 2560

ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2559 ถึงต้นเดือนมีนาคม 2560 มีโครงการอื่นๆ อีกมากมายที่ลงไปหมู่บ้านไม่ทราบว่าลงไปแบบไหน มีการบูรณาการกับโครงการเศรษฐกิจฐานรากอย่างไร เพราะอ้างว่า “เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง” ซึ่งถ้าไม่มีการบูรณาการจริงตั้งแต่ต้นทาง แล้วจะเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งได้อย่างไร

เพราะเมื่อวันเซ็น MOU นั้น ข่าวบอกว่า “ในพิธีดังกล่าวนอกจากจะมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เป็นประธานในพิธีแล้ว ยังมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.กระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าทีมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากภาครัฐ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และนายฐาปน สิริวัฒนภักดี จากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ในฐานะหัวหน้าทีมฯ ภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามด้วย
          และวันที่ 8 มีนาคม 2560 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์เป็นประธานเปิดกองทุนหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากภายใต้งบประมาณกองทุนหมู่บ้าน 15,000 ล้านบาท เลือกชุมชนหมู่บ้านนำร่อง 1,500 แห่ง เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ตลาดชุมชน ร้านค้าชุมชน ยุ้งฉาง ฯลฯ

อยากถามรัฐบาลว่า ๑) มีการประชาสัมพันธ์โครงการเหล่านี้ให้สาธารณชนได้รับรู้อย่างทั่วถึงแบบต่อเนื่องได้อย่างไร ทุก 3 เดือน 6 เดือน มีการรายงานหรือไม่ว่า โครงการนี้ไปถึงไหน อย่างไร

๒) มีการประเมินโครงการเหล่านี้ทุก 3 เดือน 6 เดือนหรือไม่ ว่าทำไปได้ตามเป้าหมาย มีปัญหาอุปสรรคอะไร เป็นการประเมินโดยคณะบุคคลภายนอกที่น่าเชื่อถือ ไม่ใช่ทำกันเอง แล้วก็บอกว่าสำเร็จตามเป้าหมายทุกที สังคมมีสิทธิรับรู้และติดตามเพราะเป็นเงินภาษีอากรของประชาชน

๓) ชุมชนเองมี “แผนแม่บทชุมชน” เพื่อรองรับโครงการเหล่านี้หรือไม่อย่างไร ถ้าไม่มีก็เป็นเรื่องยากที่จะเกิดเศรษฐกิจฐานรากจาก “ข้างใน” หรือจาก “ข้างล่าง” ได้ ที่เกิดก็มาจากงบประมาณ มาจากการวางแผนของ “ข้างบน” (top down) เช่นเคย ชุมชนก็เห็นด้วยเพราะต้องการงบประมาณ

คำอ้างในต้นบทความนี้เป็นหลักการหลักคิดที่ดูดี แต่ประเด็นอยู่ที่รายละเอียดว่า แผนงาน โครงการสัมพันธ์กับแนวคิดนี้มากน้อยเพียงใด และทำได้จริงหรือไม่ เพราะสิ่งที่อาจารย์ธีรยุทธ บุญมีวิจารณ์ หรือคุณหมอประเวศ วะสีให้ข้อสังเกตนั้น ไม่ใช่ท่านบอกว่ารัฐบาลไม่มีหลักคิดหรือไม่มีแผน หรือไม่มีประเด็นปฏิรูป แต่ถามว่าทำให้เกิดการปฏิรูปได้จริงหรือไม่ และไม่ควรไปเรียกร้องให้ท่านเสนอแผนปฏิบัติเหมือนที่นักการเมืองชอบพูดสมัยที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ (และท้าให้ลงเลือกตั้ง)

การบอกว่า เอาคนรวยมาช่วยคนจน ทุกวันนี้คนจนได้เพียง “เศษเนื้อข้างเขียง” จากงบประมาณเล็กน้อยที่รัฐให้ลงไป ทำไมจึงไม่ให้โอกาสคนจนสามารถต้มเหล้าขายเองได้ ด้วยการปฏิรูปกฏหมายที่เปิดช่องว่างให้มีการผูกขาด และปิดโอกาสคนเล็กๆ คนจนให้ทำการประกอบการด้วยภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย (ซึ่งศาสตราจารย์ญี่ปุ่นวิจัยว่า เหล้าสาเกของญี่ปุ่นมาจากสาโทของไทย เหล้าอาวาโมริก็มาจากเหล้าขาวของไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา) แล้วทำไมวันนี้คนไทยต้องกินเหล้าไม่กี่ชนิด เบียร์ไม่กี่ยี่ห้อ อยากกินอร่อยต้องข้ามโขงไปกิน ก็ไหนบอกว่าส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจวัฒนธรรม ?

ร้านค้าหมู่บ้านที่เปิดที่บ้านผู้ใหญ่บ้านหรือบ้านผู้นำด้วยงบประมาณแผ่นดินนั้น เอาของจากห้างใหญ่ๆ มาขายก็ไม่ว่ากัน แต่ถามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเศรษฐกิจพอเพียงว่า พึ่งตนเองไม่ต้องทั้งหมด สักเศษหนึงส่วนสี่ก็พอ ถามว่า มีการทำแผนแม่บทชุมชน มีการวางเป้าหมายให้ร้านค้าชุมชนขายผลผลิตของชุมชนเองสักร้อยละ 25 ได้หรือไม่ ไม่ใช่ไปเอาจากห้างอย่างเดียว

        คนวิจารณ์การปฏิรูปมองเห็น “การปะผุ” ไม่ใช่การปฏิรูป เพราะไม่รื้อระบบโครงสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องหลักการ ท่านพุทธทาสสอนว่า ขึ้นต้นไม้ให้ขึ้นทางต้น อย่าขึ้นทางปลาย พูดบูรณาการแต่ทำแยกส่วน  ทำแต่โครงการ เอาแต่วิธีทำ ไม่เอาวิธีคิดให้ลงลึกถึงรากฐาน เศรษฐกิจฐานรากไม่เกิดในรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหน

สยามรัฐรายวัน 8 มีนาคม 2560

รัฐบาลนี้พยายามทุกวิถีทางที่จะให้เงินหมุน เศรษฐกิจโต จีดีพีสูงขึ้น พร้อมกับจัดเงินไปถึงรากหญ้าถึงชาวบ้านและชุมชนในหลายๆ วิธี เงินแสนเงินล้านลงไปไม่ขาดสาย น่าเสียดายว่า ชุมชนส่วนใหญ่ทำได้เหมือนๆ กัน ลอกกันไปลอกกันมา ไม่ว่าโครงการไหน กองทุนหมู่บ้าน ประชารัฐหรือประชานิยม

  หมู่บ้านประมาณ 80,000 แห่ง เกือบจะไม่มีที่ไหนที่มี “แผนแม่บทชุมชน” อย่างเต็มรูปแบบ อย่างที่มูลนิธิหมู่บ้านได้พัฒนาขึ้นมาด้วยงบประมาณของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เมื่อปี 2541 และนำไปขยายผลโดย SIP และสภาพัฒน์ฯ ผ่านกระทรวงต่างๆ ปูพรมไปทั่วแผนดิน แต่ตัดหัวตัดหาง ทำผิดเพี้ยนจนได้แค่การทำข้อมูลเพื่อเขียนโครงการไปของบประมาณเท่านั้น

          แผนแม่บทชุมชนเกิดจากการทำ “ประชาพิจัย” (PR&D People Research and Development) คือ การทำวิจัยของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน เพื่อทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ชุมชนร่วมกันพัฒนาขึ้นมาโดยกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เข้าใจศักยภาพที่เป็น “ทุน” ที่แท้จริงของตนเอง และพบแนวทางในการพัฒนาทุนดังกล่าวไปสู่การพึ่งตนเอง นั่นคือการทำแผนยุทธศาสตร์ของชุมชน

“หัวใจของการทำประชาพิจัย คือการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับคนในชุมชน เพื่อให้ชุมชนหลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพา และรอความช่วยเหลือจากรัฐหรือภายนอก”

Page 1 of 34