phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 19 กันยายน 2561

อันวาร์ อิบราฮิม ที่ได้เห็นได้ยินในคืนวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๑ ในไทยพีบีเอสที่สัมภาษณ์โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น เป็นนักการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

                ชีวิตของเขาเกี่ยวข้องกับการเมืองตั้งแต่ยังหนุ่ม เคยเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังในรัฐบาลของนายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด ถูกจำคุก ๑๑ ปี ด้วยข้อหาที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง หลังจากที่พรรคร่วมของเขาชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาได้รับพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์ของมาเลเซีย

                เขาเล่าว่า การอภัยโทษได้ลบล้างความผิดทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่า “เขาบริสุทธิ์” ซึ่งเขาเองก็ยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองมาเลเซียเป็นอะไรที่ประหลาด การที่ ดร.มหาเธร์ที่กำจัดเขาทางการเมือง ทำให้เขาติดคุก กลับมาเป็นพันธมิตรและล้มรัฐบาลของนายนาจิบ ราซัค “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูทางวรในการเมือง” เป็นจริงไม่ว่าที่ไหน

                ฟังอันวาร์ อิบราฮิมคืนนั้นด้วยความรู้สึกหลายอย่าง อย่างหนึ่งเหมือนว่าเขาไม่ใช่นักการเมือง รู้สึกได้ว่าเขาเปิดเผย จริงใจ เล่าอะไรตรงไปตรงมาเหมือนกำลังสนทนากับเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเขารู้ดีว่า สิ่งที่เขาพูดทั้งหมดแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างแน่นอน ทั้งมิตรและศัตรูจะรู้ความในใจของเขา

                อีกความรู้สึกหนึ่ง คือ ยินดีกับประเทศมาเลเซียที่มีนักการเมืองเช่นนี้ และกำลังอยู่ในยุคที่พูดกันในการสัมภาษณ์ว่า “รุ่งอรุณของมาเลเซีย” ที่มีการเตรียมการปฏิรูปในลักษณะ “ฟื้นฟูบูรณะ” ประเทศครั้งใหญ่ เพราะบอบช้ำจากปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาต่างๆ มานาน ตามสัญญาสุภาพบุรุษ มหาเธร์จะเป็นนายกรัฐมนตรีเพียง ๒ ปี จากนั้นก็จะเป็นอันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งเป็นผู้นำพรรคร่วมที่ชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้

               ถ้าจะให้บอกว่า อันวาร์ อิบราฮิม เป็นคนอย่างไร ขอใช้คำภาษาอังกฤษก่อนว่า เป็นคนที่มี integrity และขอแปลง่ายๆ ว่า “เป็นคนดี” จริงอยู่ เขายังต้องพิสูจน์ตัวเองอีก โดยเฉพาะเมื่อจะได้ทำหน้าที่ผู้นำสูงสุดของประเทศในอีกปีเศษ ว่าเขาจะดีสม่ำเสมอ มีความกล้าหาญทางจริยธรรม เหมือนที่เขาได้แสดงให้เห็นมาตลอดหรือไม่ หรือเขาจะเป็นเหมือนนางอองซาน ซูจี ที่เคยได้รับการยกย่อง แต่กลับเป็นคนที่น่าผิดหวังทางการเมือง

                ในอาเซียน มีนักการเมืองที่เป็น “คนดี” ที่ผู้คนเคารพนับถือทั้งในอดีตปละปัจจุบัน อย่างโฮ จิ มินท์ อดีตประธานาธิบดีของเวียดนาม รามอน แมกไซไซ อดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ รวมทั้งนักต่อสู้เพื่อปลดปล่อยฟิลิปปินส์อย่างเบนิโญ อากิโน และนางกอราซอน อากิโน ภรรยาของท่านที่ได้เป็นประธานาธิบดี หลัง “การปฏวัติพลังประชาชน” ที่ขับไล่เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ออกไป

                คนอย่างลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ที่เป็นคนเก่ง ก็อาจนับได้ว่าเป็นคนดี เป็นบิดาของประเทศเล็กๆ ที่ได้กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาในอันดับต้นๆ ของโลกที่ไม่มีการคอร์รัปชั่น คนที่ทำให้เห็นว่า “หัวไม่กระดิกหางต้องไม่ส่าย” ด้วย ประเทศชาติจึงจะปลอดการโกงกิน

                สิ่งที่เห็นได้จากชีวิตของอันวาร์ อิบราฮิม คือ การต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมด้วยความกล้าหาญ แม้จะต้องติดคุกเพราะถูกกลั่นแกล้ง เขาน่าจะอยู่ในสายเดียวกับคนอย่างมหาตมะ คานธี คิม แดจุง หรือเนลสัน แมนเดลา แม้ว่าเขายังต้องพิสูจน์ตัวเองจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

                นักการเมืองดีที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำ ต้องเป็น “คนดี” (มีพร้อม : integrity) อย่างน้อย ๔ ใช่ ๔ ไม่ ที่สรุปจากคุณสมบัติที่พึงปรารถนาของนักการเมือง ผู้นำในอุดมคติดังกรณีตัวอย่างข้างต้น

      ๑. เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน ของสื่อ เป็นนักประชาธิปไตยโดยไม่มีอะไรแอบแฝงที่ชอบทำการเมืองแบบศรีธนญชัย ไถไปเรื่อย ไม่บ้าอำนาจ (despotic) ไม่หลงตัวเอง (narcissistic) ไม่หวงอำนาจแต่กระจายอำนาจ

      ๒. เป็นนักยุทธศาสตร์ มีวิสัยทัศน์ ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาและการพัฒนาบ้านเมือง มีเป้าหมายให้ประชาชนเป็นสุข ไม่ใช่เอาแต่จีดีพี ไม่เอาเงินนำหน้าแบบ “ประชานิยม” เพื่อความมั่งคั่งยั่งยืน แต่รากหญ้ายากจนถาวร

      ๓. ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความรับผิดชอบทั้งตนเองและหมู่คณะ ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ไม่คอร์รัปชั่นทั้งทางนโยบายและทางปฏิบัติ ทั้งตัวเอง คนรอบข้าง หมู่คณะ องค์กรหน่วยงาน “ทั้งหัวถึงหางไม่กระดิก”

      ๔. อยู่ข้างประชาชน คนจน คนชายขอบ ผู้ยากไร้ ฟังเสียงของประชาชน เสียสละเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เห็นใจนายทุน แต่ไม่เห็นหัวชาวบ้าน ไม่เป็น demagogue หลอกชาวบ้านเชิงนโยบายเพื่อสร้างความชอบธรรมและความนิยม ปลุกระดมและใช้กลยุทธไม่ซื่อสัตย์ทางการเมือง

                กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะต้องมี “พระเอกขี่ม้าขาว” หรือผู้นำในอุดมคติเท่านั้นบ้านเมืองจึงจะไปรอด ผู้นำที่ดีและเก่ง คือ คนที่มองเห็นศักยภาพของคนดีคนเก่งทั่วแผ่นดิน และเชิญชวนคนเหล่านั้นมาร่วมมือ ผนึกพลังช่วยกันสร้างสรรค์สังคมให้เจริญพัฒนา หรือสร้างเงื่อนไขให้โอกาสพวกเขาได้แสดงศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือแวดวงใด

                สังคมพัฒนาเป็นสังคมที่มี “พลเมือง” มากกว่า “มวลชน” พลเมืองเป็นประชากรที่เป็นอิสระตื่นรู้สังคมประชาธิปไตยเกิดจากฐานพลเมือง ไม่ใช่ฐานมวชนที่มักบอดและเป็นเครื่องมือทางการเมือง นักการเมืองและผู้นำที่ดีดูได้จากนโยบายว่าส่งเสริมสังคมพลเมือง หรือสังคมมวลชน

นบรรดาสุดยอดนักเรียนรู้และนักสู้ชีวิตที่ผมรู้จัก หนึ่งในนั้น คือ คุณคณิสร ครูใหญ่โรงเรียนแก้หนี้แก้จนแห่งวังน้ำเขียว ทุกครั้งที่พบกันเป็นอันได้ข้อมูลความรู้มากมาย

เรียกว่าซอยสามัคคี ที่จริงเป็นถนนสายหลักสายหนึ่งของวังน้ำเขียว ที่นำไปสู่ผาเก็บตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นถนนสายท่องเที่ยวสำคัญผ่านหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ที่ถูกตั้งให้เป็นหมู่บ้านโอทอปการท่องเที่ยว โรงเรียนแก้หนี้แก้จน เครือข่ายมหาวิทยาลัยชีวิตแห่งแรกตั้งอยู่ที่นี่หลายปีแล้ว

ครูคณิสรบอกว่า นอกจากอากาศเย็นสบายตลอดปี มีภูมิประเทศสวยงาม ที่ผู้คนชอบไปพักเป็นโฮมสเตย์ บ้านสุขสมบูรณ์ยังมีผลผลิตจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ป็นนวัตกรรมอีกหลายตัว ซึ่งครูคณิสรเองเป็นผู้นำในกระบวนการพัฒนา

อย่างชาหม่อนที่ขายกันกิโลละ ๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท ส่งออกไปต่างประเทศด้วย ทำจากหม่อนเลี้ยงไหมพันธุ์โคราช 60 ซึ่งมีรสหวาน ผสมกับใบหม่อนกินลูกซึ่งมีรสมัน ก็จะได้ชารสหวานมัน ที่เกิดจากกระบวนการหมักบ่มและใช้จุลินทรีย์น้ำมะพร้าวช่วย เห็นคุยว่า หอมตั้งแต่ยังไม่อบ รสชาติดีว่าชาอูหลง เวลาชงใบจะดำ น้ำจะเขียว ถ้าได้ยอดหม่อนยิ่งดี แต่ยอดจะมีน้อย ผลิตออกมาราคาก็แพงกว่า

ยังมีชาหยินหยางที่รสเผ็ด ทำจากผักสมุนไพรหลายตัวอย่างตะไคร้ ข่า กระเพราแดง ผสมใบหม่อน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุเพราะช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ช่วยชะลอวัยและอายุยืน มีคนแก่เป็นพาร์กินสันกินแล้วหายมือสั่น ถ้าผสมใบดาวอินคาเข้าไปด้วยจะช่วยลดเบาหวาน

ครูคณิสรเป็นผู้เชี่ยวชาญการเกษตร ทำมาหลายสิบปีโดยเน้นอินทรีย์ เขาใช้ผักสมุนไพรป้องกันศํตรูพืชได้ผลวันนี้มีเคล็ดลับใหม่ คือการนำเอาอะไรที่รสจัด เผ็ด เหม็น ร้อน และที่แมลงไม่กิน ราไม่เกิด เพลี้ยยังกลัว นำผักสมุนไพรเหล่านั้นมาตากแห้ง บดเป็นผง เวลาจะใช้ก็ผสมน้ำ ทำให้ขนส่งได้สะดวกเพราะไม่เป็นของเหลวที่พร้อมฉีดพ่นเหมือนเมื่อก่อน นำไปใส่ชมพู่ ฝรั่ง ไม่ต้องห่อ

ลองหาผักสมุนไพรที่แมลงไม่กิน เพลี้ยไม่มา ราไม่เกิดแถวๆ บ้าน นำมาทำเองก็ได้ อย่างผกากรองที่กลิ่นฉุน เครือตดหมา รวมไปถึงบอระเพ็ดและอื่นๆ ผสมรวมกันได้หมด เขาทดสอบมาหมดแล้ว ที่ว่าแน่ๆ อย่างสาบเสือก็ไม่แน่จริง เพราะตัวมันเองยังโดนเชื้อรา เอาตัวไม่รอด จะมาเป็นพระเอกช่วยชาวบ้านได้อย่างไร

ยังมีการแปรรูปผลผลิตจากสวนอย่างเลม่อน มะนาวลูกโต ที่ปลูกแล้วขายไม่ค่อยออก ครูคณิสรได้โอกาสนำไปสาธิตที่เซ็นทรัล ประกาศว่านี่คือมะนาวอินทรีย์ของแท้ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ สี่เหลี่ยมลูกเต๋า ให้ชาวเมืองชิมจิ้มเกลือน้ำตาล รสชาติเปรี้ยวหวานมันเค็ม ติดอกติดใจขายไม่เหลือ กิโลละ ๕๐ บาท ถามหาต้นเอาไปปลูกจนขยายพันธุ์ไม่ทัน คนเราถ้าไม่โปรโมตบ้างก็คงไม่ถึงผู้บริโภค โฆษณาดีๆ มีเท่าไรก็ขายได้

วังน้ำเขียวมีหน่อไม้ป่าและปลูกเองมาก หน้าฝนราคาถูกจนไม่อยากเก็บไปขาย หน้าแล้งแพงมาก จึงมักปลูกไผ่กิมซุงกัน รดน้ำหลอกให้คิดว่าเป็นหน้าฝน มันก็จะออกหน่อให้ทั้งปี แต่กระนั้นก็สู้เอามาแปรรูปเป็นซุบหน่อไม้กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้ แพ็คขายได้ทั้งปี ส่งออกได้อีกต่างหาก เพราะคนไทยไปทั่วโลก โดยเฉพาะคนอีสานที่อยากกินซุปหน่อไม้ มีเครื่องปรุงให้พร้อมสรรพ แกะห่อแช่น้ำอุ่นหน่อยก็ปรุงรสกินได้เลย

ครูคณิสรบอกว่า ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่วังน้ำเขียวดีที่สุดอร่อยที่สุดในประเทศไทย เพราะดินฟ้าอากาศที่เย็นและเหมาะมาก เขาพูดถึงการแปรรูปที่พิสดารกว่าอาจารย์ชนะแห่งมหาวิทยาลัยชีวิตแพร่เสียอีก ต้องหุงให้สุก นำไปตากให้แห้งแล้วอบ ไม่มีเชื้อราเหลือ แล้วสกัดเอาผิวข้าวกล้องออกมาเป็นผง

วิธีแบบคณิสรนี่เอาผงข้าวกล้องงอกไปใส่แคปซุล ขายแคปซุลละ ๕ บาท คนที่กินข้าวกล้องไม่เป็นก็กินข้าวกล้อง ๒ แคปซุลสักก็ได้สารอาหารที่จำเป็น ข้าว ๑ กิโลจะได้ผงข้าวกล้องที่เป็นสารอาหารชั้นดีที่สุดของข้าวประมาณ ๔ ขีด ทำได้ ๑,๕๐๐ แคปซุล คูณด้วย ๕ บาท จะได้ ๗,๕๐๐ บาท

ทำนาได้ข้าว ๑ ตัน สีแล้วจะได้ข้าวกล้อง ๗๐๐ กิโล ขูดเอาส่วนผิวที่ดีที่สุดออกได้ ๓๐๐ กิโล คูณด้วย ๗,๕๐๐ บาท จะได้ ๒,๒๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าทำนาระดับอุดมแบบอาจารย์ชนะ ทำนาในมุ้ง ๑ ปี ๑ ไร่ ได้ข้าว ๖ ตัน เอา ๖ ไปคูณ ๒,๒๕๐,๐๐๐ ได้ ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท (ทำให้ได้สักครึ่งเดียวหรือหนึ่งในสี่ก็พอมั้ง !!)

แต่ที่ผมประทับใจมากที่สุดที่วังน้ำเขียว คือ หมูดำที่เป็นนวัตกรรมการผสมพันธุ์ของครูคณิศรและคณะ ยืนพื้นด้วยหมูป่า แต่ผสมอะไรกับอะไรก็ไปถามเอาหลังไมค์จะดีกว่า สรุปว่า ผมได้ไปทานมาแล้ว อร่อยมากๆ อร่อยกว่าหมูคูโรบูตะ (ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า หมูดำ) ที่เขาโฆษณากัน เนื้อแน่น แม้ติดมันติดหนังไปย่างนี่สุดยอดจริงๆ ทำสเต็คก็ได้ อาหารไทยก็ดี ไม่ว่าจะผัดเผ็ด หรือเมนูใดๆ

แผนพัฒนาท่องเที่ยวเกษตรสร้างสุขกำลังจะมีรูปแบบชัดเจนที่บ้านสุขสมบูรณ์ รถบัส รถยนต์ทุกคันที่ไปผาเก็บตะวัน ไปเที่ยวฟาร์มเห็ดวังน้ำเขียวต้องผ่านหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ แวะชิมอาหารและซื้อผลิตภัณฑ์ชาวบ้านได้ เริ่มจากเดือนตุลา ปลายฝนต้นหนาวนนี้

เสรี พพ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๑

สยามรัฐรายวัน 5 กันยายน 2561

คำว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” มีมานานแล้ว เมื่อประมาณ 35 ปีก่อน ผมได้ใช้คำว่า “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” และไม่นานหลังจากนั้นได้ใช้คำว่า “ถอดรหัสภูมิปัญญา” ในข้อเขียนเวียนกันอ่านระหว่างคนทำงานพัฒนาชนบท และบางชิ้นตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ และจุลสารไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

            ต่อมาไม่นานคุณอาทร เตะธาดา สำนักพิมพ์เทียนวรรณได้รวมเล่มพิมพ์เป็นหนังสือที่ผมได้ตั้งชื่อว่า “คืนสู่รากเหง้า – ทางเลือกและทัศนะวิจารณ์ว่าด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน” (2529) โดยได้เพิ่มบทสัมภาษณ์ที่คุณคมสัน หุตะแพทย์ ได้สัมภาษณ์ผมในภาคผนวกชื่อว่า “เชิงอรรถว่าด้วยภูมิปัญญา”

            ขณะที่สอนที่ธรรมศาสตร์ ได้ออกไปทำงานพัฒนาชนบทด้วย ได้เรียนรู้วิถีชุมชน ทำอยู่ไม่กี่ปีก็ได้สรุปบทเรียนร่วมกับผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชนในขณะนั้นว่า การที่เราทำงานช่วยชาวบ้านด้วยโครงการต่างๆ ล้มเหลวเป็นเพราะจริงๆ แล้ว เราไม่ได้เข้าใจชาวบ้าน ไม่ได้เข้าใจชุมชน จึงคิดแทนเขา ตัดสินใจแทนเขา ไปบอกให้เขาทำโน่นทำนี่ ซึ่งชาวบ้านก็ทำ เพราะมีงบประมาณให้

            จากนั้นจึงปรับวิธีคิดวิธีทำงานกับชาวบ้าน โดยหันไปศึกษาวัฒนธรรมชุมชน เพื่อจะได้เรียนรู้ว่า ทำไมชาวบ้านในอดีตจึงอยู่รอดมาได้ นั่นคือที่มาของการค้นพบ “ภูมิปัญญาชาวบ้าน”

            ผมได้รู้จักกับผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เมื่อประมาณปี 2524 ตอนที่เขากำลังพบวิกฤติ เป็นหนี้และกำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเอง หลายปีต่อมาเขาอธิบายให้ผู้คนฟังว่า “เมื่อเดินไปถึงทางตัน ผมก็หันหลังกลับ” ซึ่งก็คือ “การคืนสู่รากเหง้า” ซึ่งไม่ได้หมายถึงคืนสู่อดีต แต่ไปค้นหาคุณค่าของวิถีแห่งอดีตและนำมาฟื้นฟูให้อยู่รอดได้ในปัจจุบัน นั่นคือวิถีแห่งวนเกษตรที่เขาได้พัฒนาขึ้นมา

            เมื่อประมาณปี 2526 ได้ยินว่ามีหมอหนุ่มคนหนึ่งเอาหมอลำผีฟ้าไปรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งที่โคราช ผมไปสัมภาษณ์คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และชวนหมอที่คิดอะไรไม่เหมือนใครคนนี้มาร่วมขบวนการทำงานพัฒนา “บนฐานภูมิปัญญาชาวบ้าน” ร่วมกันไปศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ถอดรหัสและพัฒนา

            ที่ผมสนใจหมอลำผีฟ้าเพราะก่อนหน้านั้นได้ไปขอวิชาจากคุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ผู้วิจัยเรื่องผีปอบอย่างน่าสนใจ ทำให้ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า ชาวบ้านไม่ได้สนใจเอาหลักวิทยาศาสตร์มาอธิบายว่าผีมีจริงหรือไม่ พิสูจน์ได้หรือเปล่า เพราะวิธีวิทยาทางวิทยาศาสตร์กับวิถีชุมชนนั้นแตกต่างกัน คนละ “กระบวนทัศน์”

ชาวบ้านเชื่อเรื่องผี “เพราะผีมีความหมาย” สำหรับพวกเขา เมื่อมีความหมายก็มีจริง เช่นเดียวกับสิ่งที่เราเรียกว่า “ตำนาน” กับ “ประวัติศาสตร์” ซึ่งสำหรับชาวบ้าน ตำนานคือประวัติศาสตร์ โดยไม่ต้องไปหาหลักฐานวิชาการอะไรเลย (ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์เคยบอกว่า ประวัติศาสตร์คือสิ่งที่คนเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง)

บทความเริ่อง “หมอน้อย : สัญลักษณ์การต่อต้านการครอบงำ” ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อปี 2528 ทำให้ผมได้รับเชิญไปร่วมอภิปรายที่หอประชุมโรงพยาบาลรามาร่วมกับคุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ คุณหมอสันต์ หัตถีรัตน์ โดยทั้งสามคนมองปรากฎการณ์หมอน้อยในเชิงบวกและวิพากษ์ระบบสาธารณสุขไทย ขณะที่ผู้ได้รับเชิญที่เห็นต่างไม่ได้ไปร่วมอภิปราย

คุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และผู้หญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ทำให้ผมพบว่า เพื่อจะเข้าใจ “ชาวบ้าน” จำเป็นต้อง “ถอดรหัส” โดยไปยืนอยู่จุดเดียวกับพวกเขาเพื่อจะได้มองเห็นความหมายของโลกและชีวิต ไม่ใช่เอาวีธีคิดของเราไปวัด ไปตัดสิน ไปยัดเยียดให้พวกเขา

หลายปีต่อมา ผมได้รู้จักกับ ดร.สุนทร บุญญาธิการ ศาสตราจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชื่นชมในงานของท่านที่ไปศึกษาปริญญาโทและเอกที่อเมริกาและสอนที่นั่นเกือบ 20 ปี ก่อนจะกลับเมืองไทย ท่าน “ถอดรหัส” บ้านเรือนไทยให้ฝรั่งเข้าใจว่า ทำไมคนไทยจึงสร้างบ้านแบบนั้น โดยให้รายละเอียดถึงบริททางภูมิสังคม รวมไปถึงโลกทัศน์ชีวทัศน์ของคนไทย

ภูมิปัญญา คือ มรดกทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของสังคม แต่เราจะไม่เข้าใจคุณค่าที่แท้จริงถ้าหากไม่มีการถอดรหัส ซึ่งก็คือกระบวนการ “ตีความ” เพื่อเข้าถึงความหมายเชิงลึก ไม่หยุดอยู่แค่พื้นผิว สิ่งที่ปรากฎภายนอก ตีความแบบแยกส่วน ไม่เชื่อมโยงให้รอบด้านทุกมิติ

การถอดรหัสที่ถูกต้อง จะทำให้ความหมายและคุณค่าของภูมิปัญญาปรากฎ ไม่เช่นนั้นก็จะมีการสรุปแบบผิวเผิน รวบรัด และบิดเบื่อนคุณค่าและความหมาย นำไปสู่การใช้ประโยชน์ที่อาจทำให้สูญเสียคุณค่าและความหมายดั้งเดิมไป

อย่างการนำเอาภูมิปัญญามา “เด็ดยอด” แทนที่จะ “ต่อยอด” อาจทำให้ได้ผลทางเศรษฐกิจ ได้โอทอปหลายดาว แต่บางอย่างก็ปล่อยให้นายทุนไทยและต่างชาตินำไปผูกขาด ดังกรณีเหล้าพื้นบ้านไทย ที่นายทุนไทยและญี่ปุ่นนำไปใช้ประโยชน์โดยเรียนรู้จากภูมิปัญญาไทย หรือสูตรเด็ดเคล็ดลับอาหารไทยที่นายทุนใหญ่จัดประกวดแข่งขันให้รางวัล แล้วเอาไปผลิตแบบอุตสาหกรรมขายในร้านสะดวกซื้อ

การถอดรหัส เกิดจากการตั้งคำถามว่า “ทำไม” จึงเกิดปรากฎการณ์นั้น ทำไมคนจึงทำสิ่งนั้น ดังที่เห็นได้ในปัจจัย 4 ที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีที่มาที่ไปอย่างลึกซึ้ง สะท้อนโลกทัศน์ชีวทัศน์ที่มีตรรกะที่แตกต่างอย่างซับซ้อนจากคนวันนี้

แก่นของภูมิปัญญาอยู่ที่วิถีชุมชนคนรากหญ้า ภูมิปัญญามีค่ามากกว่ารายได้และเศรษฐกิจ แต่ต้องถอดรหัส จึงจะเข้าถึงและสืบทอดพลังอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายใน ส่งเสริมฐานรากนี้ให้แข็งแรงเท่านั้น ประเทศชาติจึงจะพัฒนาและมั่นคง

๔ กันยายน ๒๕๖๑

แต่โบราณมา ชาวบ้านจะทำข้าวเม่าจากข้าวที่ออกรวงยังไม่สุกดี จึงได้กินข้าวเม่ากันเฉพาะปลายฝนต้นหนาว จะเป็นข้าวเม่าที่หอมและอร่อยมาก ใส่น้ำตาล งา มะพร้าวขูด เป็นของหวานของว่างชั้นยอด

วันนี้เราเห็นข้าวเม่าขายกันทั้งปี ตามตลาด ในห้างและข้างถนน เพราะชาวบ้านก็มีพัฒนาการ มีการปรับประยุกต์ อย่างข้าวเม่าที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยมากและโด่งดังจากบ้านพุปลาไหล ตำบลสุขเกษม อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ร้อยตรีศรีวุธ ครองสุข ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยชีวิตไปทำรายงานในวิชาภูมิปัญญา

ชาวบ้านที่นี่ทำกันเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน บางครอบครัวทำวันละกว่า ๒๐๐ กิโล ขายเองที่ตลาดเพียง ๕๐-๖๐ กิโล ที่เหลือมีพ่อค้าแม่ค้ามาซื้อไปคนละ ๔๐-๕๐ กิโล มีการจัดส่งไปตามอำเภอต่างๆ ฝากรถตู้ส่งไปให้ลูกหลานขายถึงในกรุงเทพฯ ข้าวเม่าแห้งกิโลละ ๑๒๐ ข้าวเม่าคลุก ๘๐ บาท

สาเหตุที่ข้าวเม่าพุปลาไหลอร่อยน่าจะมีหลายปัจจัย รวมไปถึงสูตรเด็ดเคล็ดลับที่ค้นพบพัฒนาขึ้นมาเอง นี่คือเอกลักษณ์ของภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น บางอย่างอาจบอกกันได้ บางอย่างบอกไม่ได้

แต่เดิมชาวบ้านพุปลาไหลทำข้าวเม่าจากข้าวในนาที่สุกปลายรวงเหลือง นำมานวดให้ได้แต่เม็ดข้าวเหลืองๆ นึ่งให้เกือบสุก นำมาคั่วในกะทะประมาณ ๕-๑๐ นาที นำไปตำในครกกระเดื่อง แล้วฝัดเอาแกลบเอารำออก จะเหลือเมล็ดข้าวเหนียวนุ่มแบนๆ นำไปทำข้าวเม่าคลุกต่อไป

ที่จริงการทำแบบโบราณก็มีเสน่ห์ เพียงแต่หาครกกระเดื่องยากมากแล้ว และผู้คนก็มักจะรู้สึกว่าโบราณและเหนื่อย ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการท่องเที่ยวชุมชน ลองไปพิจารณาดูนะครับ

วันนี้ชาวบ้านพุปลาไหลทำข้าวเม่าทั้งปีด้วยข้าวเหนียวที่ซื้อจากจากอำเภอบ้านเข้ากับหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เพราะเป็นข้าวที่หอม ไม่แข็ง เก็บไว้ได้นาน นำมาล้างน้ำสะอาด แช่ไว้จนข้าวอิ่มน้ำ เอามาผึ่งตากลมให้แห้ง แล้วนำไปคั่วในกะทะประมาณ ๕-๑๐ นาที นำมาใส่กระสอบปุ๋ยอบไว้ ๒๐ นาที เพื่อให้ข้าวระอุสุกทั่วกัน นำไปสีในเครื่องสีข้าวเม่า แล้วเข้าเครื่องรีดทำให้เมล็ดข้าวแบน แล้วนำไปทำข้าวเม่าคลุกต่อไป

ถ้าส่งไปขายไกลๆ ชาวบ้านมักจะส่งเป็นข้าวเม่าแห้งเพราะจะเก็บไว้ได้นาน หรืออย่างมากก็ใส่น้ำเตยหอมพอให้นุ่มๆ และมีกลิ่นหอม ผสมน้ำตาลกับงา แล้วแพ็คส่งไปไกลๆ ก็ได้ ถ้าจะขายในตลาดหรือหน้าบ้านก็คลุกน้ำมะพร้าวจะยิ่งหวานมันพร้อมมะพร้าวขูดที่ไม่แก่เกินไป พอดีกรุบๆ จะอร่อยมาก (ผมเคยเอาไปฝากเพื่อน ปรากฎว่าเมียเพื่อนกินคนเดียวหมดทั้งกิโล น่าจะเรียกว่าข้าวเม่าลืมผัว)

อุปกรณ์ทำข้าวเม่ามีเครื่องสีข้าวเม่า เครื่องรีดข้าวเม่า (บางแห่งใช้เครื่องทุบข้าว) เครื่องขูดมะพร้าว เครื่องคั้นน้ำกะทิ กะทะและเตา ถ้ามีทุนน้อยก็รวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน รวมกันซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบ แยกกันทำ แยกกันขาย หรือถ้ามีคนสั่งจำนวนมากก็รวมกันขายได้

รายละเอียดเป็นอย่างไรควรไปขอความรู้จากชาวบ้านที่เขาทำมาก่อน เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชนน่าจะส่งเสริมและช่วยได้ เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่อยากให้ชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชน

เดี๋ยวนี้มีข้าวเม่าขายกันทางเน็ต ส่งถึงบ้านราคากิโลละ ๘๐-๙๐ บาท พร้อมรับประทาน ค่าส่งขึ้นอยู่กับระยะทาง ถ้าข้าวเม่าแห้งก็แพงกว่า ก็เป็นอีกทางหนึ่งให้ลูกหลานที่ไปทำงานกรุงเทพฯ มีรายได้เสริม หรือถ้าทำได้ดี ติดตลาด อาจกลายเป็นอาชีพหลักไปเลยก็ได้

อันนี้ต้องขยายการขายไปอีกหน่อย เอาข้าวเม่ากึ่งสำเร็จรูปมาขายก็ได้ มีหลายเจ้า หาได้ง่ายในอินเทอร์เน็ต รับมาขายต่อได้ เป็นของกินที่อยู่ได้หลายเดือน คุณค่าอาหารมีมากเหมือนข้าวเม่าดั้งเดิม อย่างเบต้าแคโรทีน วิตามินอี คลอโรฟีล อะมิโนกาบา สารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงสมอง บำรุงประสาท (แบบว่า กินแล้วไม่แก่ง่ายตายยาก – อยากแนะนำว่าอย่ากินข้าวเม่าทอดบ่อยนะครับเพราะน้ำมันที่ใช้ซ้ำมีสารก่อมะเร็ง)

ส่วนข้าวเม่าสำเร็จรูปเป็นของว่างและอาหารเช้าก็มีมากมายหลายรูปแบบ อย่างกลุ่มแม่บ้านที่ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิต มีศิษย์เก่าและปัจจุบันทำวิสาหกิจชุมชน สืบสานภูมิปัญญาการทำข้าวเม่าแต่โบราณ จนประยุกต์มาเป็นอีกหลายอย่าง

เช่น กระยาสารทข้าวเม่า ข้าวเม่าหมี่ ข้าวเม่าตุ ข้าวเม่าบ้าบิ่น คุกกี้ข้าวหอมมะลิ ข้าวเม่าอาหารเช้า ข้าวเม่าอาหารเช้าผสมธัญพืช ข้าวเม่าอาหารเช้าผสมผลไม้ และข้าวเม่าอาหารเข้าผสมธัญพืชและผสมผลไม้ ส่งไปขายทั่วประเทศ เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่และคนต่างชาติ ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนี้มีสมาชิก ๑๐๐ กว่าคน ผลิตภัณฑ์ได้รับรองคุณภาพจากหลายหน่วยงาน รวมทั้งได้เป็นโอทอป ๕ ดาว

ผมได้ของฝากจากกลุ่มนี้มาบ่อยครั้ง อร่อยมากครับ จึงกล้าประชาสัมพันธ์ให้ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านน้ำอ้อม ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. ๐๘๙-๘๙๘-๑๘๗๗

มีอีกหลายเจ้า อย่าง แบรนด์ “สุพิชชา” ที่ทำซีเรียลอาหารเช้าจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ วิสาหกิจชุมชนบ้านท่าทอง จังหวัดพิษณุโลก ที่อ้างว่าเพิ่มมูลค่าให้ข้าวถึง ๕๐-๖๐ เท่า ลองคูณดูว่า ข้าวกิโลละ ๖๐-๗๐ บาทได้เท่าไร

ทำข้าวเม่าให้ดี มีรายได้มั่นคงแน่ ที่บ้านพุปลาไหล หลายครอบครัวที่ช่วยกันทำงาน มีรายได้ต่อเดือนหักรายจ่ายแล้วกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้ครอบครัวก็อยู่รวมกันได้ ไม่ต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง เพื่อไปหาเงินมาใช้หนี้อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ตามหมู่บ้าน

ผมชวนฝันหลายอย่างเกี่ยวกับข้าว เพราะข้าวคือชีวิต วันนี้โลกเปลี่ยน ถ้าพี่น้องชาวนาจะอยู่รอด คงทำนาให้ได้ข้าวไร่ละ ๓๐๐-๔๐๐ กิโลกแบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว มรดกจากบรรพบุรุษไม่ได้มีแต่ “นา” เท่านั้น แต่มีภูมิปัญญาในการแปรรูปรูปข้าวที่เราต้องเอามา ”ต่อยอด” ด้วยความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้ตอบสนองความต้องการของคนยุคใหม่

วันนี้ผู้คนโหยหาธรรมชาติ อยากไปสัมผัสกับทุ่งนา ป่า เขา กินข้าวเม่า เหล้าพื้นบ้าน อาหารจากท้องนา สูตรคุณย่า แก่งป่าคุณยาย ปัจจัย ๔ ของดีๆ กำลังกลับมา คนที่ทำได้ดีที่สุด คือ พี่น้องชาวบ้านเราเอง อย่านิ่งดูดายให้นายทุนมา “ทำนาบนหลังเรา” นะครับ

เสรี พพ ๑ กันยายน ๒๕๖๑

๒ กันยายน ๒๕๖๑

ทำนา ๑ ไร่ได้เงินล้านไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ทุกวันนี้มีคนทำได้อยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ชาวนา เป็นคนที่นำข้าวไปแปรรูปเป็นแป้ง เป็นอาหาร เป็นขนม เป็นเวชสำอาง เป็นยา ซึ่งบางอย่างชาวบ้านก็ทำได้ อย่างลูกหลานที่พ่อแม่ขายนาขายควายส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญา ถ้าได้วิชาความรู้จริงและคิดเป็นก็จะช่วยพ่อแม่ทำเงินล้านได้

เพราะการทำนายุคใหม่ต้องอาศัยความรู้ และไม่ควรเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าถ้าทำนาได้สัก ๑ ล้านต่อไร่ต่อปี ใครๆ จะวิ่งมาหา มาขอวิชาขอความรู้ดูงาน หน่วยงานรัฐจะเอานั่นเอานี่มาให้ แล้วขอปักป้ายถ่ายรูปเพื่อไปทำผลงานเอาความดีความชอบ นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตทั้งอดีตและปัจจุบันหลายคนทำได้

อาจารย์ชนะ โพธิ์กุดศรี ศิษย์เก่าและอาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิตจากแพร่ ทำนาด้วยข้าว ๑๖ สายพันธุ์ แล้วส่งไปให้บริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) ทดสอบประเมินคุณค่าพบว่า มีค่าอาหารสูงมาก สูงกว่าข้าวชนิดอื่นๆ เพราะเป็นข้าวอินทรีย์ที่คัดเมล็ด ๑๖ สายพันธุ์ เพาะรวมกันในกระบะ แล้วทำนาโยน จากนั้นนำมาทำเป็นข้าวกล้องงอก ทีวีดาวเทียมหลายช่องนำไปขายในกรุงเทพฯ กิโละ ๒๐๐ บาท

อาจารย์ชนะเริ่มทดลองทำมากว่า ๑๐ ปี แล้วได้ผลดี เผยแพร่ไปตามเครือข่าย เขายินดีรับซื้อข้าวเปลือก ๑๖ สายพันธุ์นี้ตันละ ๒๐,๐๐๐ บาท ถ้าอยากแปรรูปเป็นข้าวกล้องงอกเขาก็แนะนำวิธีทำและตลาดให้ หรือส่งให้เขาขายก็ได้ ถ้าแปรรูปเอง ข้าวเปลือก ๑ ตันทำเป็นข้าวกล้องงอกจะขายได้ ๕๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ บาท

นี่เป็นขั้นประถม ตอนนี้กำลังทดลองขั้นมัธยมและอุดม เพื่อหาทางเลือกทางรอดให้พี่น้องชาวนา เป็นการทำนาแบบประณีตที่ต้องลงทุนมากขึ้น เป็นนาอินทรีย์ โดยจัดระบบดิน น้ำ ปุ๋ยให้ดี กางมุ้งให้ พร้อมระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ควบคุมการให้น้ำ ปุ๋ย แดด ความชื้น ซึ่งวันนี้ สวทช.(สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) พัฒนาระบบและโปรแกรมนี้แล้วและกำลังส่งเสริมไปทั่ว

ทำนาประณีต (นา 4.0 ถ้าอยากเรียกให้สมสมัย) ทำสัก ๑ ไร่เพิ่อนำร่องเพื่อเรียนรู้ และด้วยความใส่ใจจริงๆ วางเป้าหมายทำให้ได้ปีละ ๓ ครั้งๆ ละ ๒ ตัน (ดร.เกริกยืนยันว่าทำครั้งเดียว ๕ ตันต่อไร่ยังทำได้เลย)

ถ้าทำนา ๑ ไร่ ๑ ปี ได้ ๖ ตัน แปรรูปเป็นข้าวกล้องงอกได้ ๔,๒๐๐ กิโล ขายกิโลละ ๗๐ บาท ได้ ๒๙๔,๐๐๐ บาทได้แกลบและรำจากข้าวเปลือก ๑,๘๐๐ กิโล แปรเป็นน้ำมันรำข้าว ๕ กิโลได้ ๑ ลิตร ข้าว ๖ ตันจะได้น้ำมันรำข้าว ๓๖๐ ลิตร ขายลิตรละ ๒,๕๐๐ บาท ได้ ๙๐๐,๐๐๐ บาท

สรุปว่า ทำนาระดับมัธยม ๑ ไร่ จะมีรายได้ ๑,๑๙๔,๐๐๐ บาท หักค่าใช้จ่ายลงทุนปัจจัยการผลิตแล้วน่าจะเหลือปีแรกเกือบ ๑ ล้าน ปีต่อไปได้เกินล้าน และถ้าขยันแปรรูปไปเป็นอย่างอื่นอีกก็ควรจะได้มากกว่านี้

การลงทุนปีแรกต้องลงเรื่องมุ้ง เพื่อป้องกันแมลงและศํตรูพืช รวมทั้งนก โดยเฉพาะถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีนา หรือทำนานอกฤดู นอกนั้นก็ต้องลงทุนดินใหม่ เอาดินที่สมบูรณ์มาแทนดินเดิมที่ลอกออกแล้วอัดแน่นกันน้ำซึม มีน้ำและระบบน้ำ มีปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ อ.ชนะบอกว่า คนเดียวก็ทำได้ เพราะมีระบบหมด

ทำนา “ระดับอุดม” อันนี้ไม่กล้าคิดตัวเลข เพราะคงทำให้ตกใจกัน เนื่องจากมูลค่าที่ได้จากการแปรรูปนั้นมาก ตั้งแต่อย่างง่าย คือ ทำข้าวหลาม ข้ามเม่า ข้าวซีเรียล คุ้กกี้ ไอซครีม ข้าวผง ไปจนถึงเวชสำอาง อาหารเสริม

อย่างเวชสำอางวันนี้กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก การนำข้าวมาแปรรูปเป็นสบู่ แชมพู ครีมนวดผม นวดหน้าทาผิว บำรุงผม ทำกันแพร่หลายและส่งออก ใช้กันมากในสปา อย่างที่คุณณิชุนันทน์ ธงวิชัย นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิต อยู่ปทุมธานี แต่ไปเรียนที่ศูนย์สระบุรี มีร้านสปา มีผลิตภัณฑ์ครีมนวดหน้าและอื่นๆ เป็นของตนเอง

เธอบอกว่า เป็นครีมทำจากข้าวหอมมะลิ รับมาจากบริษัทแล้วมาแบ่งใส่กล่องติดแบรนด์ของตนเอง ขายดีเป็นที่นิยมของลูกค้า เธอให้ผมมาสองกล่อง เนื้อข้าวสีม่วงหม่นและสีขาว เป็นไรซ์เบอรี่และหอมมะลิ ผมใช้หลายเดือนจนจะหมด ดีมากครับ มีคนทักว่า หน้าตาผ่องใส (หวังว่าเขาไม่ได้แกล้งชม)

เธอบอกว่า มีอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเสนอช่วยแปรรูปให้ เพราะมีห้องแลปและมีเครื่องมือพร้อม เธอกำลังสนใจจะเอาข้าว ๑๖ สายพันธุ์ของอาจารย์ชนะไปให้เขาแปรรูปเป็นเวชสำอาง น่าจะได้อะไรที่วิเศษกว่าแบรนด์อื่น พันธุ์อื่น เพราะมีธาตุสารเพียบ มีวิตามินมากมาย มีคอลลาเจนทำให้ผิวเต่งตึงมีน้ำมีนวล

ก็ลองอ่านชื่อ ๑๖ สายพันธุ์ ของอาจารย์ชนะดูนะครับ (เขาเพิ่มอีก ๔ สายพันธุ์เป็น ๒๐) ข้าวหน่วยเขือ (นครศรีธรรมราช) ข้าวหอมมะลิดั้งเดิม (ทุ่งกุลาฯ) ข้าวหอมมะลิแดง (ยโสธร) ข้าวก่ำเปลือกดำ (ยโสธร) ข้าวเล้าแตก (กาฬสินธุ์) ข้าวช่อขิง (สงขลา) ข้าวหอมทุ่ง (อุบลฯ) ข้าวป้องแอ้ว (มหาสารคาม) ข้าวมันเป็ด (อุบลฯ) ข้าวปกาอำปึล (สุรินทร์) ข้าวบายศรี (เพชรบุรี) ข้าวสังข์หยด (พัทลุง) ข้าวเหลืองประทิว (ปทุมธานี) ข้าวไผ่งาม ข้าวหอมดอกมะลิ (ปทุมธานี) ข้าวหอมนิล ข้าวสุพรรณบุรี ๖๐ ข้าวชัยนาท ๑ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสินเหล็ก

ข้าวเหล่านี้คัดเลือกมาอย่างดีทุกเมล็ด แล้วเพาะในกระบะ (แบบขนมครก) ปนกันหมด เคยถามเขาว่า เมื่อออกดอกออกรวงไม่กลายพันธุ์หรือ เขาบอกว่าไม่ วันนี้มีคนเลียนแบบ ไม่ปลูกเอง แต่ไปเอาข้าวสารหลายสายพันธุ์มาผสมกันแล้วบอกว่าเป็นข้าว ๑๖ สายพันธุ์ ถ้าเป็นของอาจารย์ชนะจะมีเอกสารแนบในถุง มีรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งผลการวิจัยประเมินของบริษัทห้องปฏิบติการกลาง ซึ่งเป็นของรัฐ (กระทรวงการคลังและธนาคารเอสเอ็มอีถือหุ้นทั้งหมด)

อ.ชนะบอกว่ายินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมงานกับทุกท่านทุกกลุ่มในการพัฒนาสายพันธุ์และแปรรูปข้าว รวมไปถึงการตลาด เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวนา เขาให้เบอร์โทร.มาด้วย 093-839-8166

ข้าวไทยวันนี้เป็นยาดีมีสรรพคุณสูงยิ่ง ป้องกันและบำบัดโรคเหน็บชา โรคปากนกกระจอก โรคโลหิตจาง โรคนิ่ว โรคท้องผูก โรคระบบประสาทบางชนิดและปลายประสาทอักเสบเพราะขาดวิตามินบีรวม เป็นต้น

มหาวิทยาลัยไม่ควรรับใช้แต่นายทุน ควรช่วยเหลือชาวนาแปรรูปข้าว และสอนลูกหลานเขาให้ทำได้อย่างข้างต้น นาก็จะเป็นทุ่งรวงทอง แผนดินไทยจะเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เป็นสุวรรณภูมิสมชื่อ

เสรี พพ ๒ กันยายน ๒๕๖๑

ทางอีศาน กันยายน ๒๕๖๑

เหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ที่มีการช่วยเหลือ “หมู่ป่าอะคาเดมี” ออกมาจากถ้ำด้วยความร่วมแรงร่วมใจ ร่วมไม้ร่วมมือ จากคนไทยทั้งชาติและผู้คนทั้งโลกก็ว่าได้ ให้บทเรียนสำคัญว่า ในบางขณะ บางสภาวการณ์ มนุษย์สามารถก้าวข้ามพรมแดนความแตกต่างทั้งหลายได้

ไม่ว่าเชื้อชาติ สีผิว ความเชื่อ อุดมการณ์ ความรวยความจน ความรู้ความสามารถ เหมือน “คนตกน้ำหัวจะเพียงกันหมด” หรือตามนัยทางปรัชญาเรียกว่าเป็น “อุตรภาพ” (transcendence) ภาวะเหนือโลกธรรม ซึ่งไม่ใช่ความฝันหรือจินตนาการ

ความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญ นักดำน้ำ นักกู้ภัยจากทั่วโลก จิตอาสาจากสารทิศ ใครทำอะไรได้ มีอะไรช่วยก็ช่วยกันหมด นักปีนถ้ำจากภาคใต้ก็ตีรถสองพันกิโลเมตรขึ้นไปช่วย คนมีเครื่องสูบน้ำขนาดยักษ์จากนครปฐม เพชรบุรี โคราชก็ขนไปช่วย โดยไม่มีใครของร้อง

คนท้องถิ่นช่วยซักผ้ารีดผ้าปะผ้าให้จิตอาสา มีรถสองแถว รถมอเตอร์ไซค์ก็ขนส่งฟรี มีคนอาสาไปช่วยทำอาหาร ทำความสะอาดระหว่างการดำเนินการ และเสร็จภารกิจก็มีอีก 5,000 คนที่ไปช่วยเก็บกวาดและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม

น้ำที่สูบจากถ้ำมาท่วมนา ชาวนาก็ไม่ได้บ่นว่า ขอเพียงให้เด็กๆ รอดออกมาได้ หลายคนไม่ขอรับค่าชดเชยด้วยซ้ำ รวมไปถึงข้าวของมากมายที่คนจากทั่วประเทศส่งไปช่วยเหลือที่อบต.โป่งผา

ที่สำคัญ ได้รับพระราชทานความช่วยเหลือและกำลังใจจากพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ นับเป็นการรวมใจคนไทยทั้งชาติ ก้าวข้ามความแตกแยกความแตกต่างทั้งปวง คนที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ก็ต่างส่งกำลังใจและสวดมนต์ให้ เฝ้ารอหน้าจอทีวีตลอดเกือบสามสัปดาห์

ถ้ำหลวงให้บทเรียนสำคัญว่า ถ้าคนรวมใจกันเป็นหนึ่ง อะไรก็ทำได้ ปัญหาอะไรก็แก้ได้ อุปสรรคใดก็ผ่านพ้นได้ เพราะมนุษยธรรมนั้นอยู่ในส่วนลึกของหัวใจของทุกคน ปรากฎออกมาเมื่อไรก็จะเห็นพลังอันยิ่งใหญ่เสมอ ดังกรณีที่ถ้ำหลวงก็ดี ภัยพิบัติร้ายแรงอย่างสึนามิและอื่นๆ ก็ดี

แต่ถ้าเราเริ่มคิดถึงผลประโยชน์ เริ่มมองความแตกต่าง เริ่มเปรียบเทียบ เริ่มขีดเส้นแบ่ง ก็เหมือนการขีดพรมแดนประเทศ การออกกฎหมายระเบียบต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นการตีเส้นที่ห้ามก้าวข้าม ปัญหาความขัดแย้งก็ตามมา เป็นสัญชาติญาณดิบ ส่วนพื้นผิวของธรรมชาติมนุษย์

ดังกรณีควันหลงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ทีมชาติฝรั่งเศสได้ครองแชมป์ มีคนเขียนว่า ทีมแอฟริกาชนะเลิศ เพราะในจำนวนนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส 23 คน 14 คนเป็นคนสีผิวจากแอฟริกา จากครอบครัวผู้อพยพ จากประเทศเซเนกัล มาลี คองโก คาเมรูน โตโก ไนจีเรีย โมรอคโก อัลจีเรีย กีเนีย แองโกลา

นักฟุตบอลเหล่านี้สามารถไปเล่นให้ทีมชาติบ้านเกิดพ่อแม่ของตนเองได้ แต่เลือกเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสเนื่องจากเกิดในประเทศนี้ เติบโตและเล่นให้สโมสรใหญ่ๆ ในยุโรปทั้งนั้น อย่างพอล ป็อกบา คีเลียน เอ็มมัปเป เอ็นโกโล คองเต เป็นต้น

พอมีนักจัดรายการสื่อใหญ่อเมริกันเขียนว่า ทีมแอฟริกาชนะเลิศ ทูตฝรั่งเศสในอเมริกาก็เดือดร้อนประท้วงว่า นักฟุตบอลเหล่านั้นเป็นคนฝรั่งเศสจริงๆ พิธีกรอเมริกันก็บอกว่า เขาไม่เคยตั้งคำถามในสัญชาติของนักฟุตบอลเหล่านั้นเลย เขาชื่นชมว่า ฝรั่งเศสต้อนรับผู้อพยพดีกว่าอเมริกาในยุคนี้ต่างหาก

เรื่องนี้คุยกันยาวๆ ได้ เพราะฝรั่งเศสไปล่าอาณานิคมในแอฟริกา ไปขนเอาทรัพยสินทรัพยากรของประเทศเหล่านี้มาเท่าไร ไปดูดเอาคนดีๆ คนเก่งๆ ทำงานมารับใช้ในประเทศของตนเท่าไร เอาคนอพยพมาเป็นแรงงานถูกๆ ช่วยเศรษฐกิจประเทศอีกเท่าไร ทำงานที่คนฝรั่งเศสเองไม่มีทางไปทำ

ดีที่ทีมชาติฝรั่งเศสชนะเลิศ ถ้าหากเกิดแพ้แบบไม่เป็นท่าอย่างหลายประเทศที่ถูกคาดการณ์ว่าจะชนะ อาจจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ไปอีกแบบ อย่างที่เมซุต โอซิล นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมันบอกว่า “ผมเป็นเยอรมันเมื่อเราชนะ ผมเป็นผู้อพยพเมื่อเราแพ้”

โอซิลเกิดในเยอรมนีจากครอบครัวชาวตุรกีที่อพยพมาเป็นแรงงานในประเทศนี้กว่า 3 ล้านคน เขาเล่นให้ทีมชาติมา ๙๒ ครั้ง ได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมถึง ๕ ครั้งใน ๖ ปีที่ผ่านมา

ไม่นานก่อนฟุตบอลโลก มีภาพของโอซิล จากอาร์เซนอล กุนดวนจากแมนซิตี้ และโตซุนจากเอเวอร์ตัน ทั้งสามคนมีเชื้อสายตุรกี ยืนถ่ายรูปร่วมกับนายแอร์ดวน ประธานาธิบดีของตุรกีที่ไปเยือนอังกฤษ โอซิล บอกว่า เขาและเพื่อนพูดกันเรื่องฟุตบอลกับนายแอร์ดวน

ภาพนั้นทำให้โอซิลถูกวิจารณ์อย่างหนักในประเทศเยอรมนี ซึ่งไม่เห็นด้วยกับนายแอร์ดวน ที่ถูกเรียกว่าเป็นเผด็จการ ทั้งๆ ที่เขามาจากการเลือกตั้ง

โอซิลบอกว่า มันผิดด้วยหรือที่เขาจะพบกับประธานาธิบดีของประเทศของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ประเทศอันเป็นรากเหง้าของเขาเอง แล้วเขาก็ประกาศเลิกเล่นทีมชาติด้วยความน้อยใจที่ถูกโจมตี ถูกขู่ฆ่า โดยเฉพาะเมื่อทีมเยอรมันตกรอบแรก

สื่อเยอรมันบอกว่า เขาไม่ผิดหรอกที่จะรู้สึกในรากเหง้าของตนเอง แต่ไม่ควรไปถ่ายรูปกับเผด็จการอย่างนายแอร์ดวน เหมือนไปหาเสียงให้เขาก่อนการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นไม่นานหลังจากนั้นที่นายแอร์ดวนก็ชนะอีกครั้งหนึ่งอย่างถล่มทลาย

ผลประโยชน์ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ล้วนเป็นเหตุผลทีทำให้เกิดเส้นแบ่งและความขัดแย้ง การรับผู้อพยพของประเทศในยุโรปหรืออเมริกา ออสเตรเลีย ล้วนแต่ดูกันที่ผลประโยชน์มากกว่า “มนุษยธรรม” พวกเขาคัดเลือกเอาแต่คนเก่ง คนมีความรู้ความสามารถเท่านั้น

โดยลืมไปว่า ปัญหาในถิ่นที่มาของผู้อพยพนั้น ประเทศร่ำรวยเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การไปล่าอาณานิคมมาจนถึงการค้าที่ไม่เป็นธรรม การสูบเอาทรัพยากรและบุคลากรจากประเทศเหล่านั้น

แท้ที่จริง การเกิดเป็นประเทศก็มาจากการแก่งแย่งที่ดิน ทรัพย์สิน ทรัพยากรกันทั้งนั้น คนเผ่าพื้นเมืองเขาอยู่กันมาเป็นพันๆ ปี วันหนึ่งคนผิวขาวก็ไปแย่งชิงเอาที่ดินและทรัพย์สินของพวกเขาในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้และอีกหลายประเทศ คนพวกนี้พอตั้งหลักได้ก็กีดกันคนอื่น

โลกนี้จึงมี ๒ แบบ แบบไม่มีพรมแดนและแบบมีพรมแดน แบบแรกเป็นความฝันเหมือนเพลง Imagine ของจอห์น แลนนอน ซึ่งก็เป็นจริงได้อย่างที่ถ้ำหลวง เชียงราย

ความจริง เรื่องนี้ก็เกิดได้ในชีวิตประจำวัน ที่เราพบ “คนไทย” ด้วยกันที่มาจากหลายเชื้อชาติ (จนไม่รู้ว่าไทยแท้มีหรือไม่เป็นอย่างไร) ต่างกันเพียงใครมาก่อนมาหลังเท่านั้น เราก็อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติได้ ไม่ว่าจะมีเชื้อสายลาว เขมร พม่า มอญ เวียดนาม อินเดีย อาหรับ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง ต่างกันที่เชื้อชาติ ศาสนา ปรัชญาชีวิต แต่หลายคนยังแต่งงานกัน อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

เพราะความเป็นคนนั้นไม่ต้องมีบัตรแสดงว่าเป็นคน มนุษยชาตินั้นใหญ่กว่า สูงกว่าเชื้อชาติหรือสัญชาติที่เขียนไว้ในบัตรประชาชน

กรณีที่ถ้ำหลวง เป็นปรากฎการณ์สำคัญของมนุษยชาติ เพราะมนุษยธรรมก้าวข้ามพรมแดนของความแตกต่าง ก้าวข้ามจำนวนเงินที่ลงไป จำนวนเวลาและบุคลากรที่ใช้ กฎหมายต่างๆ ที่เป็นข้อห้ามในยามปกติ จนไม่ต้องถามว่า “คุ้มหรือไม่” “ผิดกฎหมายหรือไม่” อย่างที่มีคนถามแล้วถูกวิจารณ์อย่างหนัก

ชีวิตคน ๑๓ คนสำคัญกว่าสิ่งใด รวมใจกันเป็นหนึ่ง แม้จะแลกด้วย ๑ ชีวิต สิ่งที่ได้มาคือ ความรู้สึกที่ดีของคนทั่วโลก การสรรเสริญสดุดีวีรกรรมต่อความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของ “จ่าแซม” หรือ “นาวาตรีสมาน” รวมทั้งปฏิบัติการของบรรดาหน่วยกล้าตายที่ทำงานและดำน้ำในถ้ำเกือบสามสัปดาห์

จึงไม่แปลกที่คนที่ชมการถ่ายทอดสด รอการออกมาจากถ้ำของ ๑๓ คน จึงตื่นเต้นและซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ เป็นน้ำตาของมนุษยธรรมไร้พรมแดน ที่ทำให้เชื่อว่า ลึกๆ แล้วมนุษย์เรามีคุณธรรมความดีงาม ที่ร่วมพลังกันก้าวข้ามเรื่องที่ดูเหมือนเป็นไปไมได้ เอาชนะได้แม้กระทั่งความตาย

๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๑

ข้าวหลามบ้านเรามีหลากหลายชนิด แต่ละภาคแต่ละถิ่นมีวิธีการไม่ค่อยเหมือนกัน ทั้งวัตถุดิบที่ใช้และรสชาติที่ชอบ โดยทั่วไปใช้ไม้ไผ่สองชนิด กระบอกใหญ่เปลือกหนาอย่างที่หนองมน นครปฐมจะเป็นไผ่กระบอกแดง ที่มีอยู่ที่ปราจีนบุรี ตามชายแดนและในเขมร ที่กาญจนบุรี ตามชายแดนและในพม่า

ส่วนทางภาคเหนือและภาคอีสานมักใช้ไผ่ข้าวหลามหรือไผ่หม่น ปล้องเรียวยาว หรือไผ่สีสุกตามลำห้วย ไผ่ทางอีสานนำมาจากป่าจากเขาแถวอำเภอติดแม่น้ำโขงจังหวัดเลยและหนองคาย บรรทุกสิบล้อไปส่งตามจังหวัดต่างๆ ทั่วภาคอีสาน น้อยนักที่จะเห็นคนปลูกเอง ทางเหนือมีปลูกเองบ้าง เอามาจากป่าบ้าง

ไผ่ขนาดใหญ่อย่างข้าวหลามหนองมนและนครปฐมจะมีคนนำมาขายกระบอกละ 2 บาทขึ้นไป แล้วแต่เล็กใหญ่สั้นยาว ส่วนไผ่ข้าวหลามเรียวยาวที่เห็นแถวเชียงใหม่และสุรินทร์ขนาดกกลางๆ กระบอกละ 1.50 บาท

เรื่องไม้ไผ่เป็นปัญหาที่คนทำข้าวหลามไม่ได้คิดจะปลูกกัน วันหนึ่งคงหมดป่าและต้องไปตัดจากประเทศเพื่อนบ้าน และถ้าในประเทศเหล่านั้นหมดอีกจะทำไงก็ไม่รู้ถ้าไม่รู้จักปลูกเอง

คุณจิระเดช ใจก๋า นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตที่ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ คนปลูกไผ่เป็นอาชีพและแปรรูปไผ่เป็นเฟอร์นิเจอร์ขายในประเทศและส่งออกบอกว่า พี่สาวเขาทำข้าวหลามหน้าหนาววันละ 800-1,000 กระบอกโดยใช้ไม้ไผ่ที่ปลูกเองและที่ส่งเสริมชาวบ้านปลูก ถ้าใช้หน่อจากต้นไผ่ที่อายุปีสองปี ต้นจะโตเร็ว ปีเดียวก็ใช้ไผ่ทำข้าวหลามได้ ถ้าปลูกจากกิ่งตอนและปักชำต้องใช้เวลา 5 ปี

คุณจิระเดชบอกว่า คนทำข้าวหลามวันละ 100-200 กระบอก ปลูกไผ่เพียงไร่เดียวก็เพียงพอ ต้องการเพียงวันละ 10-20 ลำ ปลูกห่างเพียง 2-3 เมตร ไร่หนึ่ง 150 ต้นก็จะแตกกอ มีปริมาณเพียงพอ ตัดข้างบน ข้างล่างก็ขยาย ต้องใช้ไผ่เพียง 2 ชนิดนี้เท่านั้น เพราะมีเยื่อทีทำให้ข้าวหลามอร่อย

ข้าวหลามโบราณเขาแช่ข้าวเหนียวไว้ก่อน แล้วนำมาผสมกะทิ น้ำตาล แล้วกรอกลงกระบอกไม้ไผ่นำไปเผา วันนี้ส่วนใหญ่จะนึ่งก่อนให้พอสุกๆ ดิบๆ แล้วค่อยเอาออกผึ่งให้เย็น ลงกะทิ น้ำตาล แล้วกรอกกระบอกไม้ไผ่ เผาถ่านไม้ธรรมดาจะสุกเร็วขึ้น รสชาติก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก ลำบากน้อยลง

ข้าวหลามทางเหนือรสจะไม่หวานเหมือนทางภาคกลาง ซึ่งหลายแห่งมีการพัฒนาไปเป็นข้าวหลามประยุกต์ ข้าวหลามสังขยา ข้าวหลามบะจ่าง ข้าวหลามแกงเขียวหวาน และอื่นๆ ข้าวหลามโบราณอย่างมากก็มีถั่วดำกับงา ไม่ใส่อะไรพิสดารอย่างทุกวันนี้ ที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ราคาแพงขึ้น แต่ผู้บริโภคบางกลุ่มก็ชอบ

ที่เราเห็นหาบขายกันในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่มักจะมีทั้งยังเป็นกระบอกขาวๆ ที่แกะกินได้ง่าย กับที่แกะแล้ว ตัดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ห่อปลาสติก ราคา 10-20-30 แล้วแต่ขนาด ส่วนที่ใช้ไผ่ใหญ่เปลือกหนาๆ คนขายจะใช้ขวานสับให้แตกก่อนใส่ถุงให้ผู้ซื้อ

คนทำข้าวหลามบอกว่า ทำข้าวหลามไม่ยาก แต่เหนื่อยเพราะต้องดูตอนเผา ให้สุกพอดี ถ้าเราซื้อจากคนขายตามตลาดหรือข้างถนนกระบอกละ 20 บาท ถ้าไม่ทำเองคนขายรับมา 15 บาท ทำเองต้นทุนประมาณ 8 บาท คนเดียวทำข้าวหลามวันละ 100-200 กระบอกก็ทำได้ ถ้าทำสองคนได้มากกว่าและเหนื่อยน้อยกว่า เข้าหน้าหนาว ต้นแต่เดือนตุลาคม ทางเหนือจะเริ่มทำข้าวหลามกัน ถ้าเป็นหน้าอื่นก็ทำเฉพาะเวลามีงานบุญ

ใครคิดจะทำข้าวหลามเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักก็ควรวางแผนให้ดี โดยเฉพาะเรื่องไผ่ ควรปลูกทันที ระหว่างที่รอให้ไผ่โต ก็ต้องดูว่าจะสั่งซื้อไผ่ได้จากไหน ข้าว มะพร้าว น้ำตาล ถ่าน จะเอาจากไหน พี่สาวคุณจิระเดชที่ทำเยอะจะตุนข้าว มะพร้าวและถ่านไว้ให้พอ มะพร้าวซื้อจากภาคใต้ทีละรถสิบล้อ

ข้าวเหนียวที่นิยมนำมาทำข้าวหลาม คือ พันธุ์เงี้ยวงู เมล็ดเรียวเล็กคล้ายเขี้ยวงู หุงขึ้นหม้อ สีขาวมันวาว นุ่ม หอม เหนียว เป็นราชาข้าวเหนียวทางภาคเหนือ ปลูกกันมากทางเชียงราย ถ้าหาไม่ได้ก็มักใช้พันธุ์สันป่าตอง

ทุกวันนี้คนสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ข้าวเหนียวดำเริ่มขายดีมีราคา ข้าวหลามเหนียวดำก็มีให้เห็นมากขึ้น เสียดายว่าส่วนใหญ่ใส่น้อยเกินไป เพียงหยิบมือเดียวพอให้เห็นสีด่างๆ ซึ่งเหมือนกับหลอกคนกิน ถามคนขายว่าทำไมใส่น้อยจัง เขาบอกว่าข้าวเหนียวดำราคาแพง

ก็น่าเห็นใจ แต่น่าจะใส่สักหนึ่งในสามก็จะทำให้รสชาติดีขึ้น และคุณค่าก็จะมากขึ้น มีลูทีนที่ไปเพิ่มสารตัวนี้ในบริเวณดวงตา ช่วยป้องกันต้อกระจก บำรุงสายตาได้ดีแท้ ข้าวก่ำหรือเหนียวดำดอยสะเก็ด อาจารย์มช.วิจัยพบว่ามีสารลูกทีนมากกว่าข้าวขาวถึง 25 เท่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ใครอยากสายตาดี ไม่มีต้อกระจก ไม่เป็นมะเร็ง เชิญครับ

ส่วนเรื่องถ่าน ดร.เกริก มีมุ่งกิจ อาจารย์ใหญ่ของวนเกษตรทันสมัยสอนลูกศิษย์ ปลูกกระถินยักษ์สัก 1 ไร่ คุณจะเผาถ่านใช้ได้ตลอดชีวิต ปีเดียวก็โตพอที่จะทำถ่าน ตัดข้างบนข้างล่างก็โต ไม่มีวันหมด ไม่ต้องไปซื้อถ่านกระสอบละ 250 หรือไปตัดไม้ทำลายป่าที่ไหน

มะพร้าวก็เช่นกัน ปลูกเองได้จะดีกว่ามาก อาจจะรอหลายปีกว่าจะได้มะพร้าวกะทิ แต่ยังดีกว่าซื้อเขาแพงๆ ผมเคยแนะนำชาวบ้านที่ขายมะพร้าวน้ำหอมเต็มข้างทางที่อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยาเมื่อ 25 ปีก่อนให้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมเอง โดยไม่ต้องซื้อจากสิบล้อที่พ่อค้านำมาจากสามพราน นครปฐม เพราะเขาบวกค่าขนส่งไปด้วยตั้งเยอะ แต่จนถึงวันนี้ 25 ปีผ่านไป ยังไม่เห็นใครสักกี่คนปลูก

ถ้ากลัวว่ามะพร้าวน้ำหอมปลูกที่จังหวัดอื่นทางภาคเหนือภาคอีสานจะไม่หอม ผมแนะนำให้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมหรือพันธุ์อะไรก็ได้ แต่ให้ปลูกเตยหอมรอบโคนต้นมะพร้าวตั้งแต่เริ่มปลูก รับรองว่าได้มะพร้าวรสหอม ถ้าใส่ขี้แดดนาเกลือเป็นปุ๋ยจะได้หอมและหวาน (ขี้แดดนาเกลือที่เขาขูดทิ้งก่อนทำนาเกลือทุกปี ก่อนนี้จ้างคนขูดทิ้ง ตอนนี้รู้ว่าเป็นปุ๋ยชั้นดี ใส่ส้มโอแล้วหวานกรอบ ขี้แดดนาเกลือจึงขายกันกิโลละ 2 บาท)

ผมเคยดื่มน้ำมะพร้าวธรรมดาต้นสูงแต่หวานหอมใบเตยอร่อยมากที่หาดใหญ่หลายปีก่อน ตอนไปเยี่ยมลุงพริ้ม นันทรัตน์ ผู้นำชาวสวนยาง ที่บ้านท่าน ท่านแนะนำคนทั่วไปให้ทำ ได้ผลดี ไม่เชื่อลองทำดูนะครับ

เรื่องสำคัญในการทำข้าวหลามหรือการประกอบการใดๆ คือ การลดต้นทุนการผลิต อะไรที่พอทำได้เอง ปลูกเอง ก็ควรทำ เพราะ "ลดรายจ่ายเท่ากับเพิ่มรายได้" 

เราโชคดีที่อยู่ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์มาก ปลูกอะไรก็ขึ้น เลี้ยงอะไรก็โต จนคนจีนที่มาเมืองไทยด้วยเสื่อผืนหมอนใบกลายเป็นเศรษฐีเพราะรู้จักทำมาหากิน เขียนจดหมายไปบอกญาติที่เมืองจีนว่า ประเทศไทยนี่อุดมสมบูรณ์จริงๆ เอาตะเกียบเสียบลงดินยังงอกได้

เสรี พพ 29 ส.ค. 2561

https://mgronline.com/south/detail/9610000085148

กองทัพข้าวหลาม” กว่า 3 ทศวรรษที่สืบสานควานหาเม็ดเงินจากเมืองหลวงไปหล่อเลี้ยงชนบท”

ผมอ่านบทความนี้ในผู้จัดการออนไลน์ สารภาพว่าน้ำตาซึม คิดถึงคุณหมี ยุทธยง ลิ้มเลิศวาที คนเขียนบทความ คิดถึงชาวบ้านคนจนคนชนบทที่ดิ้นรนเข้ามาหาเงินในเมืองหลวง ขายข้าวหลามสามชั่วอายุคนแล้วในพื้นที่เดียวกัน เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และถนนพระอาทิตย์

ผมพอจะคุ้นเคยกับภาพคนขายข้าวหลามแถวนั้น ความที่ชอบกินข้าวหลาม น่าจะเคยซื้อข้าวหลามทานด้วย แต่ไม่ได้สนิทสนมกับคนขายเท่าคุณหมี ที่นอกจากจะเป็นนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นยังทำงานที่ “ผู้จัดการ” ที่ถนนพระอาทิตย์

คุณหมีเป็นลูกศิษย์ผม เรียนสาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์เมื่อปี 2528 ขณะที่ผมยังสอนอยู่ในสาขาวิชาปรัชญา นักศึกษาธรรมศาสตร์ทุกคนไม่ว่าคณะไหนสาขาไหนต้องเรียนวิชาพื้นฐานเหมือนกันรวมกันหมด มีทั้งวิชาบังคับและบังคับเลือก ผมสอนปรัชญาในวิชาอารยธรรมตะวันตกที่เป็นวิชาบังคับ ส่วนคุณหมีเรียนวิชาปรัชญาพื้นฐานที่เป็นวิชาบังคับเลือกด้วยหรือไม่ ผมจำไม่ได้ที่เขาบอกผมเมื่อปีที่แล้ว ก่อนที่เขาจะถูกจับในคดีพรบ.คอมฯ และหมิ่นประมาท จากการทำหน้าที่ในทีวีนิวส์ ซึ่งเขาเชิญผมไปออกรายการของเขาหลายครั้ง

ผมไม่ได้พบเขาตั้งแต่ที่เขาถูกดำเนินคดี อยากบอกผ่านข้อเขียนนี้ว่า ผมคิดถึงและให้กำลังใจเขา ชื่นชมในบทความที่เขาเขียนเรื่องข้าวหลามและการทำหน้าที่นักข่าวที่กล้าหาญเปิดโปงการทุจริต ขอให้กุศลกรรม ที่เขาได้ทำเพื่อคนยากคนจน คนที่ขาดโอกาส ทำให้เขาหลุดพ้นจากคดีความ ข้อกล่าวหาและทุกข์ทั้งปวง จะได้กลับมาทำหน้าที่เพื่อผู้ยากไร้ต่อไป

คุณยุทธิยงเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่เต็มไปด้วยวิญญาณของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ที่ทำให้นักศึกษากล้าประกาศว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”

อีกด้านหนึ่งก็คิดถึงคนอีสานนับล้านที่อพยพไปทำงานหาเงินในเมืองหลวง มีทั้งไปอยู่อย่างถาวรและไปๆ มาๆ คนอีสานเต็มกรุงเทพฯ จนไปไหนก็มีอาหารอีสาน ได้ยินเสียงคนพูดสำเนียงอีสาน วิทยุ FM บางสถานีพูดอีสานทั้งวัน เปิดเพลงลูกทุ่งอีสาน หมอลำ สนุกสนาน แต่ลึกๆ แล้วส่วนใหญ่คงเป็นทุกข์ที่หาเงินได้ไม่พอกินไม่พอใช้ บางคนไม่เหลือเงินส่งกลับบ้าน หนี้สินอีกต่างหาก

อีสานกลายเป็นฐานเสียงของการเมืองที่นำเข้าสู่วงจรอุบาทว์ของปัญหาความขัดแย้งไม่รู้จบ คนอีสาน ชาวไร่ชาวนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นเหยื่ออธรรม เพราะความไม่รู้ ความด้อยโอกาสการศึกษาและการพัฒนาที่สมควรจะได้รับในฐานะพลเมือง แต่ในความเป็นจริงพวกเขาถูกกระทำเหมือนไม่ใช่ “พลเมือง” หากแต่เป็นประชากรชั้น ๒ (พลเมือง = citizen, civis, civil, civilization เมือง ผู้เจริญ ผู้มีอารยธรรม) พวกเขาไม่ใช่ subject แต่เป็น object เหมือนลูกบอลที่ถูกเตะไปมา

คิดถึงแค่เรื่องข้าว อีสานเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดอร่อยที่สุด แต่ชาวนาอีสานยากจนที่สุด แปรรูปก็ทำได้ไม่มากอย่าง เพราะทำแล้วไม่รู้จะขายที่ไหนอย่างไร กล้าหาญอย่างพี่น้องชาวชุมแพ ขอนแก่นที่ไปขายข้าวหลามถึงท่าพระจันทร์ ท่าพระอาทิตย์ สะพานพระปิ่นเกล้า มีไม่มากนัก

ผมทำ “มหาวิทยาลัยชีวิต” เพราะอยากให้คนได้เรียนรู้ เพราะ “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” ทำให้หลายคนได้เรียนรู้และบุกเบิกทางใหม่ๆ ให้ตนเอง ครอบครัวและชุมชน อย่างคุณภาสกรคนสกลนครแต่ไปได้เมียที่ขอนแก่น เรียน “มหาวิทยาลัยชีวิต” แล้วค้นพบมรดกทางปัญญาของบรรพบุรุษ เอาข้าวจี่มาปรับประยุกต์ขายที่ถนนคนเดินขอนแก่นทุกเย็นวันเสาร์ได้คืนละหมื่นบาท และยังขายตอนเช้าและตอนเย็นที่อื่นๆ อีก อาจารย์ตั้งชื่อให้ว่า “ข้าวจี่พันล้าน” ก้อนละเพียง 5 บาท สองก้อนก็อิ่มแล้ว

ความจริง ข้าวหลามเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งของชาวนา ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มาบ้าง ทุกครั้งที่ไปชนบทจะแวะชิมข้าวหลามข้างทางหรือในตลาดเสมอ ไม่น่าเชื่อว่า หลายแห่งไม่อร่อย แต่ขายได้ถึงวันละ 200-300 กระบอกๆ ละ 20-30 บาท ถ้าได้กำไรสักครึ่งหนึ่ง วันหนึ่งก็ได้หลายพัน เดือนหลายหมื่น ไม่ต้องพูดถึงหนองมนหรือนครปฐมที่ขึ้นชื่อในเรื่องข้าวหลาม ถ้ามีที่ขายเหมาะๆ ทำอร่อยๆ ขายได้อย่างแน่นอน

แต่ก็มีปัญหามากมาย ไม่ว่าเรื่องไม้ไผ่ กะทิ ถ่าน เอาเข้าจริงก็ไม่ง่ายนักที่จะทำให้ได้ทุกวัน มีนักศึกษาของผมคนหนึ่งที่ปากช่องทำโครงงานข้าวหลาม กว่าจะสำเร็จขายได้เธอลองทำผิดทำถูกถึง 19 ครั้ง แต่ก็มีปัญหาเรื่องวัตถุดิบที่ว่า แม้เธอจะวางแผนปลูกไม้ไผ่เองในสวนก็ต้องรอหลายปี

ที่นักศึกษาคนนี้ทำโครงงานข้าวหลาม ๓ ปีที่เธอเรียนม.ชีวิต เพราะได้ฟังผมพูดเรื่องข้าวหลามในระหว่างปฐมนิเทศก์ ผมเล่าการเดินทางไปจังหวัดต่างๆ ชิมช้าวหลามแล้ว หลายแห่ง “โคตรไม่อร่อย” แต่ทำไมขายได้ดีก็ไม่รู้ หรือว่าผู้บริโภคไม่มีทางเลือกดีกว่านั้น ผมยุให้นักศึกษาพัฒนาข้าวหลามให้อร่อยที่สุดสักแห่งหนึ่งได้ไหม จะได้เป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านเห็นอีกทางเลือกในการแปรรูปข้าวเหนียว

ที่จริง ข้าวหลามส่วนใหญ่ที่ขายกันตามข้างถนนในจังหวัดต่างๆ มักมาจาก “อุตสาหกรรมครัวเรือน” ที่มีเจ้าใหญ่นายทุนท้องถิ่นทำเป็นพันๆ กระบอกต่อวัน แล้วจัดส่งกระจายไปตามที่ต่างๆ ซึ่งมีชาวบ้านไปนั่งขายยืนขาย ที่จะให้ทำเองทุกขั้นตอนอย่างสองตายายที่ชานเมืองเชียงใหม่ที่ผมไปพบคงหายากสักหน่อย สองตายายที่สันกำแพงทำข้าวหลามที่ผมให้คะแนนความอร่อยเพียง 5-6 แต่กลับขายได้วันละ 200-300 กระบอก

เขียนเรื่องคุณหมีและข้าวหลามขอนแก่นมายาวด้วยความรู้สึกลึกๆ ว่า วันหนึ่งคงมีโอกาสได้ช่วยพี่น้องชาวบ้านในการทำนาให้ได้ข้าวมากกว่านี้ หาวิธีเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้คุ้มค่าเหนื่อยยากของพวกเขา นอกจาก “มหาวิทยาลัยชีวิต” คงมีอีกทางอื่นที่อาจเกิดขึ้นในอีกไม่นานก็เป็นได้

เสรี พพ ๒๕ ส.ค. ๒๕๖๑

สยามรัฐรายวัน 22 สิงหาคม 2561

คนไทยและคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่อาจไม่ทราบและไม่เชื่อว่าเหล้าสาเกของญี่ปุ่นมาจากเหล้าสาโทของไทย และเหล้าอะวาโมริมาจากเหล้าขาว อาจารย์พิเชษฐ เวชวิฐาน มหาวิทยาลัยราชมงคลสกลนคร กลับจากญี่ปุ่นหลายปีก่อนยืนยันว่า ศาสตราจารย์ญี่ปุ่นคนหนึ่งได้นำเสนองานวิจัยที่ยืนยันเรื่องนี้

            นักวิจัยญี่ปุ่นบอกอีกว่า ข้าวที่ทำเหล้าสาเกและอะวาโมริเป็นข้าวไทยจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ที่ญี่ปุ่นสามารถผลิตข้าวที่ให้รสชาติเหมือนข้าวไทยเอามาทำเหล้าที่ว่า ขณะที่ข้อมูลเหล้า Awamori ใน Wikipedia บอกชัดเจนว่ามาจากเหล้าขาว (Lao-khao) ของไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในศตวรรษที่ 15 และยังใช้ข้าวไทยในการผลิตจนถึงทุกวันนี้ เป็นเอกลักษณ์ของโอกินาวา เป็นเหล้ากลั่นแตกต่างจากเหล้าหมักสาเก

            ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตบอกว่า ญี่ปุ่นมีโรงงานผลิตเหล้าสาเกอยู่ 1,716 แห่ง ผลิตเหล้าสาเก 40,000-50,000 แบรนด์ เมื่อ 20 กว่าปีก่อนมีอยู่ 2,500 โรง ปิดไปประมาณ 800

            คงไม่ต้องอ้างอิงเบียร์ 5,000 แบรนด์ในเยอรมนี เหล้าไวน์อีกนับหมื่นที่ฝรั่งเศส อิตาลี และอีกหลายประเทศ ซึ่งมีทั้งของบริษัทที่ผลิตคุณภาพพิเศษกับที่เป็นเครื่องดื่มทั่วไปที่ผลิตโดยสหกรณ์ในท้องถิ่นต่างๆ

            ถ้าประเทศไทยต้องการสร้างเศรษฐกิจฐานราก ไม่ควรมองข้ามเรื่องภูมิปัญญาที่ว่าด้วยเหล้า โดยไม่ต้องมือถือสากปากถือศีล (hypocrite) ควรพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความจริงใจสักที (หลังจากมีกรณีข้าวหมากของคุณยายที่บุรีรัมย์)

            ข้อมูลไทยบอกว่า มีการผลิตเหล้าพื้นบ้านอยู่ประมาณ 6,000 รายที่ขออนุญาตจากสรรพสามิต ตอนที่รัฐบาลทักษิณส่งเสริมและปรับแก้กฎหมายสรรพสามิต เกิดกลุ่มผลิตเหล้าพื้นบ้านทั่วประเทศนับได้หลายหมื่น แข่งกันเป็นโอทอป ไม่นานก็แข่งกันเจ๊งทั้งประเทศ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลยมี 34 หมู่บ้าน ผลิตไวน์กระชายดำทุกหมู่บ้าน ปีเดียวเจ๊งหมดเหลือเพียง 1 กลุ่ม

            ที่ทั่วประเทศยังดำเนินการอยู่ 5-6 พันทุกวันนี้มีปัญหามากมาย ส่วนใหญ่เป็นวิสาหกิจชุมชน ซึ่งยังดำเนินการอยู่ด้วยความยากลำบาก มีทั้งปัญหากฎหมายและการกีดกันจากทุนใหญ่

            ถ้าประเทศพัฒนาแล้วจะมีเหล้าเบียร์เป็นพันเป็นหมื่นยี่ห้อ นอกจากจะมีกฎหมายไม่ผูกขาดแต่เอื้อโอกาสให้ทุกคน คงเป็นเพราะเขามี “ภูมิปัญญา” ที่ได้มีการสืบทอดและพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นร้อยเป็นพันปี ขณะที่เหล้าพื้นบ้านไทยไม่ได้มีการพัฒนาต่อเนื่อง เพราะถูกบังคับให้เลิกให้ลืมภูมิปัญญาที่ว่านี้เสีย

รัฐสร้างความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางเศรษฐกิจ ตัดโอกาสการพัฒนาที่หลากหลาย ปล่อยให้มีการผูกขาดโดยนายทุน ที่ร่ำรวยบนความทุกข์และสุขภาพของชาวบ้านกว่า 60 ปี ทำลายภูมิปัญญาท้องถิ่นไปจนเกือบหมด วันนี้มีแต่กฎหมายแม่ แต่กฎหมายลูกที่เอื้อต่อการสืบทอด พัฒนาภูมิปัญญายังไม่ออก และไม่รู้ว่าจะออกมาเพื่อชาวบ้านที่อ้างว่าเป็นฐานรากเศรษฐกิจหรือเพื่อนายทุน ลองพิจารณา “แม่บท” กฎหมายไทย

            “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา ๕๗ รัฐต้อง

(๑) อนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และจัดให้มีพื้นที่สาธารณะสําหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ใช้สิทธิและมีส่วนร่วม ในการดําเนินการด้วย

(๒) อนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุล และยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดําเนินการและได้รับประโยชน์ จากการดําเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ”

น่าไปเรียนรู้จากสปป.ลาว เพื่อนบ้านวัฒนธรรมใกล้เคียง เขาสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องเหล้าได้ดีและต่อเนื่อง ใครอยากทำเหล้าสาโทเหล้าขาวเหล้าเด็ดกินเองที่บ้านที่งานก็ทำได้ ถ้าจะขายก็ไปขออนุญาต จดทะเบียนให้เรียบร้อย ก็ไม่เห็นเขาเมากันทั้งบ้านทั้งเมือง น่าจะน้อยกว่าบ้านเราที่ผูกขาดขายเหล้าเสียอีก

ลาวสืบทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษได้ดีกว่าไทย ที่ตามล่าตามล้างคนต้มเหล้า แม้แต่ต้มกินเองก็ยังไปจับ ข้าวก็ข้าวเขา หม้อก็ของเขา เตาก็ของเขา ฟืนก็ฟืนเขา ข้าราชการพนักงานรัฐกลายเป็นผู้รับใช้นายทุนไปด้วย ได้รางวัลนำจับอีกต่างหาก อ้างกฎหมาย อ้างหวังดีต่อสุขภาพประชาชน

ไม่ว่าจะอ้างอย่างไร กฎหมายไทยก็ไม่เอื้อคนจน ลองวิเคราะห์ในรายละเอียดพรบ.สรรพสามิตที่มีอยู่วันนี้ หรือที่กำลังจะออกมาเป็นกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า กฎหมายไทยเป็นสาเหตุสำคัญของความเหลื่อมล้ำอย่างที่ผ่านๆ มาหรือไม่ หรือจะสะท้อนเงาทะมึนของนายทุนที่อยู่เบื้องหลังตามเคย

เหล้าพื้นบ้าน นอกจากกฎหมายที่ไม่เอื้อแล้ว นายทุนก็ทำทุกอย่างเพื่อสะกัดไม่ให้เติบโตโงหัวได้ เมื่อสิบกว่าปีก่อนชาวบ้านเล่าว่าเลิกทำเหล้าเพราะถูกกีดกันทุกวิถีทาง ตั้งแต่หาซื้อขวดไม่ได้ หารถขนไม่ได้ หาร้านวางขายไม่ได้ เพราะใครทำกับชาวบ้านก็จะไม่ได้ขนไม่ได้ขายเหล้าเบียร์ยี่ห้อใหญ่

ความจริง ชาวบ้านมีศักยภาพที่จะผลิตเหล้าด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ดี ทำเล็กๆ เพื่อตลาดท้องถิ่น บูรณาการกับการท่องเที่ยวชุมชน ไม่ต้องไปแข่งกับเหล้าใหญ่นายทุน หาจุดแข็งที่นายทุนสู้ไม่ได้ดีกว่า ประเทศที่เขามีเหล้าเป็นพันเป็นหมื่นแบรนด์ก็ล้วนแต่ขายในท้องถิ่นเป็นหลัก

แต่ในระบบโครงสร้างทางกฏหมายอย่างปัจจุบัน ชุมชนดิ้นรนคนเดียวก็คงยากที่จะอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สำเร็จอย่างที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ ยกเว้นว่ารัฐบาลจะมีวิสัยทัศน์มองทะลุเห็นพลังอันยิ่งใหญ่ของภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้การส่งเสริมสนับสนุนอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ “ระเบิดจากข้างใน” เป็น “ไทยนิยม” ที่แท้จริง ไม่ใช่อัดฉีดเงินลงไปแล้วเรียกไทยนิยม

สยามรัฐรายวัน 15 สิงหาคม 2561

เมื่อต้นเดือนสิงหาคม รถสิบล้อบรรทุกข้าวสารเต็มคันจอดเสียอยู่ริมถนนมิตรภาพ ตำบลทับกวาง จังหวัดสระบุรี คนขับเป็นคุณตาอายุ 70 มากับคุณยายจากกาฬสินธุ์จะไปส่งข้าวสารที่กรุงเทพฯ ช่างมาเอาเครื่องยนต์ไปซ่อม 5 วัน ระหว่างที่รอนั้นมีชาวบ้านนำอาหารนำน้ำมาให้ สำนักงานเทศบาลและสำนักงานประปาให้เข้าไปใช้ห้องน้ำ

            เป็นข่าวเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางข่าวอาชญากรรม ภัยพิบัติธรรมชาติ ปัญหาเศรษฐกิจและความวุ่นวายทางการเมือง อ่านแล้วได้ความรู้สึกที่ดีคล้ายกับเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผู้คนจากทั่วประเทศและทั่วโลกผนึกพลังอาสาเสี่ยงชีวิตไปช่วย 13 คนออกจากถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน

            เรื่องข้างต้นอ่านจากสื่อออนไลน์ ซึ่งนานๆ จะมีเรื่องเล่าเร้าพลังแบบนี้ ความจริง เรื่องดีๆ มีให้เล่ามากมาย ที่ยังไม่ได้บันทึก เผยแพร่ ส่งต่อทางสื่อที่ทุกคนมีอยู่ในมือ (ถือ) ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเล่านักเขียนก็เล่าได้แชร์ได้ ซึ่งก็มีอยู่บ้างแต่ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นของต่างประเทศ

            บนถนนมิตรภาพเช่นเดียวกัน ผมเดินทางขาขึ้น แวะกินข้าวเที่ยงที่ร้านข้าวแกงริมถนนแถวกลางดง สังเกตเห็นลุงสูงอายุคนหนึ่งนั่งโต๊ะข้างๆ แต่งตัวแบบชาวบ้านๆ มีบาดแผลถลอกปอกเปิกที่หน้าและที่แขน คงประสบอุบัติเหตุมา

            ครู่หนึ่งลุงบอกคนที่นำอาหารมาเสิร์ฟว่า ขอน้ำที่ไม่เสียเงินได้ไหม น้องคนนั้นคงงงๆ ผมจึงหยิบขวดน้ำเปล่าที่วางบนโต๊ะผม เปิดให้แล้วบอกว่า เอานี่ก็ได้ลุง และบอกน้องคนนั้นว่า ผมจ่ายเอง

            ทันใดนั้นมีเสียงมาจากอีกโต๊ะหนึ่งด้านหลังของผมว่า “อยากทานอะไรก็ทานได้เลยลุง ผมจ่ายให้” ผมไม่กล้ามองยังเจ้าของเสียง กลัวเขาเข้าใจผิด ได้แต่ยิ้มด้วยความประทับใจ

            หลายปีก่อน ผมนั่งรถแท็กซี่จากดอนเมืองกลับบ้าน คนขับอายุมากกว่า 60 ท่าทางใจดี คุยสนุก เล่าด้วยความภูมิใจว่ามีลูก 3 คน ส่งลูกเรียนจบปริญญาตรีสองคน ปริญญาโทหนึ่งคนด้วยการขับแท็กซี่

            ลุงมาจากต่างจังหวัด ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ทำให้นึกถึงคำพูดของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ปราชญ์ชาวบ้านผู้ล่วงลับไปแล้วว่า ปัญหาชาวบ้านที่สำคัญที่สุดไม่ใช่มีที่ดินหรือไม่มี แต่เป็นปัญหาการจัดการชีวิต เพราะหลายคนมีที่ดินมากมาย แต่สุดท้ายก็สูญเสียที่ดินไปหมด เอาตัวไม่รอด ขณะที่บางคนไม่มีที่ดิน แต่ก็อยู่รอดได้ เลี้ยงลูกให้เติบโตมีการศึกษาดีได้

            คุยกันสนุก ลุงเล่าไปเรื่อยๆ รถแท็กซี่แล่นมาบนถนนสุทธิสาร ทันใดนั้น แท็กซี่ก็หยุด ผมมองไปข้างหน้าเห็นผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังเข็นซาเล้งข้ามถนนที่มีรถไปมามาก เธอคงรอนาน ลุงหยุดรถเพื่อให้เธอข้าม พอเธอเข็นมาถึงกลางถนนก็หยุด วางมือจากซาเล้งหันมาที่แท็กซี่แล้วไหว้อย่างสวยงาม

            เป็นภาพที่ติดตาและประทับใจมากที่สุดจนถึงวันนี้ นับเป็นโชคดีที่ได้เห็นภาพที่ชายสูงวัยใจดีและสตรีที่ขอบคุณน้ำใจของคนที่ช่วยให้เธอข้ามถนน ผมจำหน้าตามอมแมม เต็มไปด้วยเหงื่อของเธอกลางวันแดดร้อนนั้นได้ โดยเฉพาะภาพที่เธอไหว้ขอบคุณ

            ใครที่ได้ประสบพบเห็นเหตุการณ์เล็กๆ นี้คงรู้สึกไม่แตกต่างกัน เพราะลึกๆ แล้ว ความมีน้ำใจของคนนั้นอยู่เหนือเส้นแบ่งหรือความแตกต่าง กรณีถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอนเป็นเรื่องราวที่เล่าขานอย่างกินใจกันไปทั่วโลก สะท้อนถึงจิตวิญญาณมนุษย์เหนือภาวะหรืออุตรภาพ (transcendence) เหนือโลกที่เต็มไปด้วยปัญหาและความขัดแย้ง เหนือขีดจำกัดที่คนเราสัมผัสได้

            เหตุการณ์บนถนนมิตรภาพที่ผู้คนนำอาหารและน้ำไปให้สองตายาย เรื่องที่ร้านข้าวแกงที่กลางดง หรือบนถนนสุทธิสาร มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ความสุขที่แท้จริง คือ การให้มากกว่าการรับ

            และความกตัญญูรู้คุณเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ทำให้คนมีความสุข การไหว้เป็นมรดกทางวัฒฯธรรมที่งดงามของคนไทย การไหว้ของหมูป่า และจดหมายขอบคุณคนทั้งโลกของพวกเขาได้รับคำชื่นชม

เรื่องดีๆ มีอีกมาก แทนที่สื่อจะเสนอเรื่องราวเร้าพลัง กลับมีแต่เรื่องราวเร้าอารมณ์ ให้สงสารดราม่าเรียกน้ำตาแบบ “วงเวียนชีวิต” หรือซาดิสท์รุนแรง ซึ่งมักบิดเบือน (manipulate) เกินจริง

อย่างข่าววันแม่ที่ผู้จัดการออนไลน์นำมาลงเรื่องยายทองพูน วัย 90 ปี อาศัยอยู่ในเพิงข้างถนนเพชรเกษม ตำบลห้วยจระเข้ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม มาหลายสิบปี ไม่มีลูกหลานมาดูแล ให้รายละเอียดทั้งข่าวและภาพที่น่าสมเพทเวทนา เรื่องที่ไม่น่าจะมีในบ้านนี้เมืองนี้

            เรื่องคนแก่ คนพิการ คนถูกทอดทิ้ง เจ็บป่วยไร้ญาติ เสนอทีข้าราชการก็เฮกันไปช่วยที ได้ออกสื่อ แทนที่จะหน้าบางหาทางแก้ไขด้วยการสร้างระบบที่ดี มีข้อมูลทุกครัวเรือน มีมาตรการช่วยเหลือแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างที่รัฐบาลประกาศ จนไม่เหลือกรณีไหนให้ใครเอามาออกสื่อให้ขายหน้าอีก

            บ้านเมืองเรามีปัญหาที่ซับซ้อนด้วยระบบโครงสร้างที่ไม่สมดุล ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ถ้าระบบโครงสร้างเป็นธรรมกว่านี้ คุณลุงวัย 70 คงไม่ต้องขับรถสิบล้อระยะทางไปกลับ 1,200 ก.ม. เช่นเดียวกับผู้สูงอายุมากมายไม่ถูกทอดทิ้ง ไม่ต้องดิ้นรนทำงานหรือขอทานหาเลี้ยงชีพ เด็กไม่กี่ขวบไม่ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงตายายพิการ จะได้ไม่มีอะไรให้สื่อนำมาลงเป็นดราม่าหาคนช่วยเหลือบริจาค

            นายกรัฐมนตรีควรสั่งในที่ประชุมครม.ว่า ถ้ามีกรณีแบบนี้ออกสื่อ รัฐมนตรีกระทรวงนั้น ผู้ว่าฯจังหวัดนั้นต้องรับผิดชอบ รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีเรื่องเล่าเร้าพลังมากกว่าเรื่องร้ายเร้าอารมณ์

Page 1 of 42