phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ฝ่ายเทคนิค

ฝ่ายเทคนิค

 

"เอกสารประกอบปาฐกถานำในการสัมมนาทางวิชาการการพัฒนาชุมชน/สังคม ครั้งที่ 4 จัดโดยมรภ.เชียงรายร่วมกับภาคีความร่วมมือทางวิชาการพัฒนาชุมชนและเครือข่ายสมาคมสภาวิชาชีพพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นและสังคม (สวพช.) 17-18 มกราคม 2555 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในหัวข้อการสัมมนา "การขับเคลื่อนพลังชุมชนเพื่อโลกอนาคตกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนพลังชุมชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย"

คลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดเอกสาร PDF >> "ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนพลังชุมชน เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย"

 

ผมไม่รู้จัก “เกษียร เตชะพีระ” และ “ไพวรินทร์ ขาวงาม” เป็นการส่วนตัว ได้อ่านงานเขียน บทกวีของทั้งสองด้วยความชื่นชมมานานแล้ว วิวาทะที่ปรากฏทางสื่อของทั้งสองคนเป็นปรากฏการณ์ที่อยากร่วมให้ข้อสังเกตและทำความเข้าใจสำหรับตนเอง

 

การวิพากษ์ของเกษียรที่ว่า “กวีคิดนามธรรมไม่เป็น” เป็นวิธีวิพากษ์ด้วยหลักเหตุผล และการตอบโต้ของไพวรินทร์ที่บอกว่า ตนเองเพียง “มองเห็นต่าง ไม่มีสิทธิจะเห็นต่างหรือ” ซึ่งก็เป็นเหตุเป็นผลด้วยเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าคิดด้วยเหตุผลคนละชุดกัน คนละ “ตรรกะ” คนละ “ไวยากรณ์ปรัชญา” กัน  
        
มีอยู่ 
2 ด้าน 2 ประเด็นที่เห็นว่าเกี่ยวกับกรณีนี้
          
ประเด็นแรก ทั้งสองมองโลก มองชีวิต ไม่เหมือนกัน มีโลกทัศน์ชีวทัศน์แตกต่างกัน มองความเป็นจริงคนละอย่าง จึงมีวิธีการตัดสินคุณค่าแตกต่างกันด้วย เรียกรวมๆ ว่ามีกระบวนทัศน์ 
(paradigm) ที่ไม่เหมือนกัน แต่ละกระบวนทัศน์ก็มี “ตรรกะ” ของตนเอง
 

พิมพ์ใน "อีศาน" ฉบับปฐมฤกษ์ พฤษภาคม 2555

เมื่อปี 2530 ผมส่งเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเพิ่งเรียนจบเอกพัฒนาชุมชนที่วิทยาลัยครูสกลนคร ขึ้นไปอยู่บนภูพาน ที่บ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร หมู่บ้านที่อยู่ในป่า ดินดำ น้ำดี แต่ชาวบ้านกลับไม่มีกิน เป็นหนี้เป็นสิน เพราะพากันปลูกปอปลูกมัน ถางป่าจนเตียนแบบที่อีสานบ้านเราเรียกว่า “แปนเอิดเติด”           

ปลูกกันตั้งแต่ปี 2507 เรื่อยมา นึกว่าจะรวย ก็ไม่เคยรวย ยิ่งเมื่อปี 2519-2520 ถนนเข้า ไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านสถานการณ์ยิ่งเลวร้าย เพราะเครื่องอุปโภคบริโภคจากตลาดทะลักเข้าหมู่บ้านแบบใช้ก่อนผ่อนทีหลัง ทั้งทีวี วิทยุ ตู้เย็น พัดลม และสารพัดสิ่งอำนวยความสะดวก 

ขณะที่รอขายปอขายมัน ก็ไปเอาของป่าไปขายจนหมดป่า นอกจากไม่พอขายแล้วยังไม่พอกิน จนต้องไปกู้เขามาซื้ออยู่ซื้อกินจากตลาดเคลื่อนที่ที่วิ่งเข้าออกหมู่บ้าน ออกไปรับจ้างในเมือง ในกรุงเทพฯ เพื่อหาเงินมาใช้หนี้  ในหมู่บ้านจึงเหลือแต่เด็กกับคนแก่

มติชนรายวัน 28 ธันวาคม 2552 

ถ้าประชานิยมเข้าใจกันอย่างในประเทศไทยและในละตินอเมริกา ก็แปลว่ารัฐบาลมีนโยบายเอาใจประชาชนแบบเฉพาะหน้า แบบได้คะแนน ได้เสียงสนับสนุน ได้ผลทางการเมือง ส่วนเศรษฐกิจก็ได้ผลอย่างน้อยระยะสั้น ส่วนระยะยาวจะอย่างไรไม่รู้ 
        
นโยบายประชานิยมมีลักษณะที่จับต้องได้ เห็นผลเร็ว กระจายเม็ดเงินออกไปทันทีทันใด คนจน คนที่ลำบากยากแค้น คนเป็นหนี้สินและมีความทุกข์ย่อมพอใจเหมือนคนกำลังหิวได้อาหาร กำลังกระหายได้น้ำ คนกำลังปวดหัวได้ยาบวดหาย

การส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตนั้นง่าย แต่ให้ขายได้ขายดีนั้นยาก ขายไม่ออกก็เจ๊ง  คนเจ๊งคือชาวบ้านไม่ใช่หน่วยงานราชการที่ไปส่งเสริม

วันนี้มี OTOP เต็มไปหมด อะไรที่ออกจากหมู่บ้านเรียกโอทอปกันทั้งนั้น แทบจะหนึ่งหมู่บ้านหลายผลิตภัณฑ์ไปแล้ว  งานแสดงสินค้าโอทอปก็มีไม่ขาด พลาดงานนี้ก็มีงานใหม่ แต่ปัญหาผลผลิตล้นตลาดก็ยังแก้ไม่ได้  ผ้าไหมผ้าฝ้าย สมุนไพร ไวน์ท้องถิ่น หัตถกรรมสารพัด ข้าวปลา สุราพื้นบ้าน อาหารแปรรูป ปลายปีที่แล้วโฆษณาว่ามีเป็นล้านชิ้น

วันนี้กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มชาวบ้านหลายแห่งเริ่มท้อ หลายกลุ่มเลิกไป อย่างกลุ่มที่จดทะเบียนผลิตสุราพื้นบ้านตั้งแต่กลางปี 2545 มีจำนวนประมาณ 1,200 กลุ่มทั่วประเทศ หนึ่งปีต่อมาเหลือเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ คือเหลือไม่ถึงร้อยกลุ่มเท่านั้น 
            
ปัญหาสำคัญของโอทอปเป็นปัญหาเก่าที่เอามาเล่าใหม่ หรือเหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่  คือ ตั้งโจทย์ผิด จะทำอะไรทีก็ตั้งคำถามว่า "ทำอย่างไร" มีเทคนิควิธีการอะไรดีๆ มีสูตรสำเร็จอะไรบ้าง  ทำอย่างไรจึงจะทำได้เยอะๆ เพื่อจะได้ขายมากๆ ไม่ได้ถามว่า "ทำไปทำไม"

(สยามรัฐรายวัน 29 มกราคม 2552) 

ปัญหาวิสาหกิจชุมชนเป็นปัญหาความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนา ชาวบ้านถูกทำให้คุ้นเคยกับการพัฒนาแบบ “สงเคราะห์” คือ เป็นผู้รับจากรัฐ จากหน่วยงานราชการหรือเอกชน ซึ่งนำ “โครงการ” ไปให้ชุมชน โครงการแล้วโครงการเล่า สี่ห้าสิบปีมีหลายสิบโครงการก็ไม่เห็นเกิดการพัฒนายั่งยืน ชุมชนเข้มแข็งจึงแข็งแต่ป้าย ที่ไปปักไว้ถ่ายรูปเอาไปทำรายงานความดีความชอบ 
         
ชาวบ้านเข้าใจว่า วิสาหกิจชุมชนเป็น 
“โครงการ” ที่รัฐไปบอกชาวบ้านให้รวมตัวกันทำ โดยจะให้การสนับสนุน การสนับสนุนที่ชาวบ้านคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากงบประมาณที่จะตกถึงชุมชนในรูปเงินให้เปล่าหรือเงินกู้เงินยืมก็ยังดี
 

มติชนรายวัน 4 พฤศจิกายน 2553

ข้อเขียนนี้มองจาก “ข้างล่าง” ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงสังคมใหญ่บนฐานสังคมย่อย คือ ชุมชนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งในชนบทและในเมือง ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบใหม่        

เงื่อนไข 5 ประการ นำมาจากกรอบเกณฑ์ “ชุมชนเข้มแข็ง” 

เงื่อนไขข้อที่ 1 : สังคมไทยจะต้องมีเป้าประสงค์ (purpose) ที่ชัดเจนว่า “ประเทศไทยจะพึ่งตนเองได้อย่างไร”  การพึ่งตนเองในที่นี้มีความหมายเดียวกับที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบอกไว้ในเศรษฐกิจพอเพียง คือ “การอุ้มชูตัวเอง” ซึ่งหมายถึงความสามารถในการจัดการชีวิตของตนเองให้ได้สัก “เศษหนึ่งส่วนสี่” 

นี่เป็นโจทย์ที่สังคมไทยต้องนำไปคิดต่อว่า การพึ่งตนเองในระดับชาติ ในโลกยุคโลกาภิวัตน์แปลว่าอะไร ปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมาเป็นบทเรียนว่า เราพึ่งพาตนเองได้มากน้อยเพียงใด ได้รับผลกระทบเพราะ ขาดภูมิคุ้มกัน ไม่มีความสามารถในการจัดการตนเองได้ดีพอ พึ่งการส่งออกถึง 70 เปอร์เซนต์ ใช่หรือไม่

มติชนรายวัน 4 สิงหาคม 2554 

“อาวุธอันเดียวที่เหลืออยู่ของคนยาก คือ วัฒนธรรม” เป็นคำยืนยันของ James C. Scott อาจารย์รัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเยล ในหนังสือ “อาวุธคนยาก” (Weapons of the Weak) ผลงานวิจัยที่รัฐเคดะห์ในมาเลเซีย รัฐที่มีคนไทยอยู่เป็นแสน
      
วันนี้คนจนในประเทศไทยไม่มีอะไรเหลือ ไม่ว่าที่ดิน ทรัพย์สิน เงินทอง รวมทั้งศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นในตัวเองก็หมดไปด้วย ถูกประณามว่าโง่ จน เจ็บ มาหลายสิบปีจนเชื่อว่าจริง และเริ่มดูถูกตัวเองว่าต่ำต้อยด้อยวาสนา อาภัพอับจน
  
        
การพัฒนายุคใหม่ทำให้ชาวไร่ชาวนากระโดดเข้าสู่เศรษฐกิจทุนนิยม อยากรวย อยากมีเงิน เพื่อซื้อความสะดวกสบายที่สังคมทันสมัยมอบให้ ปีแรกๆ ก็ได้เงินดี นานเข้าก็เป็นหนี้สิน ไม่พอกิน แล้วไม่พออยู่ เพราะขายที่ขายทางใช้หนี้เขา เหลือแต่แรงงานที่ยังพอขายได้  กว่าจะรู้ก็สายแล้วที่ว่า ความทันสมัยไม่ได้เป็นการพัฒนาเสมอไป เพราะพัฒนาแบบไหนคนถึงไม่พออยู่ ไม่พอกิน
  

ข้อเขียนข้างล่างนี้ เป็นของอาจารย์สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ เพื่อนร่วมงานของผมที่สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เป็นรองผู้อำนวยการ และทำหน้าที่ดูแลด้านวิชาการของโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต ประสบการณ์เรียนจบนิเทศศาสตร์จากจุฬาฯ ปริญญาโทนิเทศศาสตร์มสธ. และกำลังเรียนปริญญาเอก
  
อาจารย์สุรเชษฐเคยทำงานพัฒนาชนบทกับผมมาตั้งแต่ปี 2523  ก่อตั้งมูลนิธิหมู่บ้านมาด้วยกัน และเป็นผู้อำนวยการ RUDOC  ซึ่งหลายคนยังจำได้ดี ว่าเป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อการพัฒนาชนบทที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในขณะนั้น  

ต่อมาเขาออกไปตั้งบริษัทมัลติมีเดีย ผลิตสื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็กเยาวชน ร่วมกับบริษัทอมรินทร์ปริ้นติ้ง ต่อมาได้เลิกบริษัท ไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม เคยเป็นที่ปรึกษาให้ยูเนสโก ให้คาร์ฟู ด้านระบบข้อมูลและการพัฒนาบุคลากร  กลับมาทำงานในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต

มติชนรายวัน 1 กรกฏาคม 2552 

ปฏิรูปการศึกษารอบแรกเหมือนกับยังไม่ได้เริ่ม เราก็พูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษารอบสองแล้ว และรัฐบาลชุดนี้ก็ดูจะมีความมุ่งมั่นทางการเมืองในเรื่องนี้ไม่น้อย ประเด็นอยู่ที่ว่า ความปรารถนาดี วิธีการต้องดีด้วย จะเดินหน้าอย่างไรจึงจะไปให้ถึง  
        
ถ้าจะเดินไปข้างหน้าต้องถามหา “พลัง” ที่จะขับเคลื่อน พลังสำคัญที่สุด คือ พลังทางปัญญา ซึ่งต้องมาจากวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าเราต้องการบรรลุเป้าหมายที่เป็นภาพฝัน หรือการศึกษาในอุดมคติอะไร การศึกษาในอุดมคติเพื่อสังคมไทยในอุดมคติอะไร วิสัยทัศน์เป็นความสามารถในการมองทะลุ มองใกล้ มองไกล มองกว้างมองลึก มองแบบเชื่อมโยงไม่แยกส่วน มองเห็นทั้งป่าและต้นไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพในป่านั้น
 
         
อยากได้วิสัยทัศน์ดี ต้องมีคำถามนำที่ดี เช่น การศึกษาแบบไหนจึงจะแก้ปัญหาความทุกข์ของคนทั้งแผ่นดิน จัดการศึกษาอย่างไรจึงจะแก้ความยากจน หนี้สิน การแตกแยก ความรุนแรง การโกงกิน ความไม่เป็นธรรมในสังคม โครงสร้างระบบที่ไม่ดีไม่มีประสิทธิภาพ สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ครอบครัวอ่อนแอ ชุมชนที่ล่มสลายได้

Page 1 of 2