phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Super User

Super User

ยิ้มเพชรฆาต

Wednesday, 13 February 2019 10:59 Published in ปรับฐานคิด

          คำเดียวฆ่าคุณได้ “คนไทยยิ้ม เพราะคนไทยไม่มีจุดยืนเรื่องอะไรเลย” ทำเอาอาจารย์แดง (ศัลยา สุขะนิวัตติ์) ทนไม่ได้ ทั้งๆ ที่เห็นด้วยกับนโยบายหลายอย่างของพรรคการเมืองหนึ่ง แต่พอไปอ่านคำให้สัมภาษณ์ GM ของหัวหน้าพรรค เธอบอกว่า อย่างนี้จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ยังไง 

          อาจารย์แดง ชื่อเล่นของ “ศัลยา” นักเขียนบทละครชื่อดัง เรื่องสุดท้ายที่ทำให้คนไทยหายใจเข้าออกเป็น “ออเจ้า” คือ บุพเพสันนิวาสไม่ธรรมดา มีพื้นฐานจากรัฐศาสตร์จุฬาฯ อดีตอาจารย์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

          ผลงานของเธอมีมากมาย เช่น คู่กรรม นางทาส คือหัตถาครองพิภพ สายโลหิต ฟ้าใหม่ ดอกส้มสีทอง ฟ้าจรดทราย ภาพอาถรรพ์ 

          ก่อนลือกตั้งเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เจาะลึกลงไปในนโยบายและความคิดของพรรคและบุคคลที่อาสามาเป็นผู้แทนประชาชน จะได้ไม่ยิ้มอย่างโง่ๆ แบบคนไม่มีจุดยืน หรือมีแต่ยืนผิดที่ 

จะได้ยิ้มด้วยความสะใจ เพราะการยิ้มมีมากมายหลายแบบ คนไทยยิ้มง่าย สยามจึงเป็นเมืองยิ้มที่คนทั่วโลกรู้จักและประทับใจใน Land of Smile แห่งนี้ไม่มีใครสรุปเอาง่ายๆ หรือเหมารวมแบบนายคนนี้ ที่อยากเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย แต่ไม่เข้าใจคนไทย ไม่เข้าใจการยิ้มของคนไทย

          ผมเข้าใจว่า ที่อาจารย์แดงทนไม่ได้ เพราะเธอคือคนที่เข้าใจคนไทยดีที่สุดคนหนึ่ง ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถเขียนบทละครที่ “ถูกใจ” คนไทยได้มากมายขนาดนี้ละครที่เธอเขียนบทเรตติ้งทะลุจอทั้งนั้น

          การยิ้มเป็นภาษากาย ที่แสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของคน ซึ่งมีมากมาย อาจเป็นได้ที่ยิ้มหนึ่งอาจแสดงว่าไม่มีจุดยืน แต่เป็นหนึ่งในร้อย ที่ไม่ควรเหมาเอาแบบท่านหัวหน้าพรรค เหมาแบบดูถูก โดยไม่ต้องหาเหตุผลแบบศรีธนญชัยมาแก้ตัว

          คงเป็นเพราะคนไทยยิ้มง่าย ยิ้มเก่ง ยิ้มได้แทบทุกกรณี จึงมีคำที่ต่อท้ายขยายความคำว่ายิ้มมากมายเป็นร้อย เพื่อบอกว่า ยิ้มนั้นคืออะไร อยากบอกอะไร หลายอย่างเป็นภาษากายของวัฒนธรรมไทยที่ไม่มีในวัฒนธรรมอื่น ทำให้เข้าใจผิดได้

          คนไทยไปเมืองนอก ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน คนแน่น ไปเหยียบเท้าฝรั่งเข้าก็ยิ้ม ฝรั่งโกรธ ยั่วที่ไปเหยียบเท้าเขาแล้วยังยิ้มอีก บ้านเขายิ้มนั้นคงเป็นการยิ้มเยาะ แต่คนไทยอยากบอกว่า ขอโทษ แต่พอดีพูดภาษาบ้านเขาไม่เป็น เลยได้แต่ยิ้ม คนไทยคนนี้มีจุดยืน ยืนอยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดินยืนอยู่บนคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สำนึกผิดและอยากขอโทษ จึงยิ้มแทนการขอโทษ

          ภาษาไทยร่ำรวยด้วยคำว่ายิ้มร้อยแบบ ไม่ทราบว่ามีใครวิจัยเรื่องนี้ไว้บ้าง มีฝรั่งเยอรมันคนหนี่งวิจัยคำว่า “ใจ” ในภาษาไทยได้ 350 คำคนไทยร่ำรวยด้วยคำว่า “ใจ” เพราะคนไทยมีน้ำใจ คำที่แปลเป็นภาษาอื่นไม่ได้นอกจาก water heart ที่คนแถวพัทยาบางคนพูดกัน

          คนแอสกิโมมีคำว่า หิมะและน้ำแข็ง มากมาย เพราะอยู่ขั้วโลก คล้ายกับที่คนไทยมีคำว่า ฝน หลายสิบคำ จึงไม่แปลกที่สยามเมืองยิ้ม จะมีคำว่ายิ้มร้อยแบบ มีความหมายที่สะท้อนความเป็นคนไทยได้เป็นอย่างดี เสียดายที่คนที่อยากเป็นผู้นำประเทศไทยแค่นี้ก็ไม่เข้าใจ

          น่าจะมาจากพื้นฐานความเข้าใจเดิมๆ ของคนชนชั้นนายทุนอย่างหัวหน้าพรรคคนนี้ และคนไทยอีกไม่น้อย ที่คิดว่าคนไทย โง่ จน เจ็บ โดยเฉพาะชาวบ้าน คนชนบท ชาวไร่ชาวนา ที่ถูกเรียกว่าบ้านนอกคอกนา คนป่าคนดอย

          อุตส่าห์จบจากธรรมศาสตร์ ที่มีสโลแกนเขียนติดหน้าอกตั้งแต่สมัยไหนว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” ไม่ใช่ดูถูกประชาชน

 

เสรี พงศ์พิศ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ 

อดีตอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

  

"ถ่ายที่สถาบันศึกษาสังคม (ISS) กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์เมื่อ 37 ปีก่อน ผมไปเยี่ยมอาจารย์ธีรยุทธ ที่กำลังเรียนต่อหลังออกมาจากป่า" 

"แถวหลังมีอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ผม และอาจารย์สุธี ประศาสตร์เศรษฐ  อาจารย์แดง (ศัลยา) อยู่คนตรงกลางแถวหน้า ข้างคุณหญิงแอ๋ว สุพัตรา มาศดิษถ์ "

 

ชาวนานุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียว ไม่ใส่เสื้อ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2522 เมื่อเสด็จเยี่ยมราษฎรและทรงศึกษาสภาพแวดล้อมปัญหาฝนแล้งน้ำท่วม ที่ริมอ่างเก็บน้ำหนองกุดใหญ่ ขณะที่นายตี นะเรศรัมย์ ชาวบ้านบ้านโคกขมิ้น ม.4 ต.หนองเต็ง อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ กำลังทอดแหหาปลาอยู่ พระองค์ทรงเรียกให้มาเข้าเฝ้าเพื่อถามทุกข์สุขและข้อมูลเรื่องน้ำในอ่างและบริเวณนั้น

 

ลุงตีวันนี้อายุ 68 ปีเล่าว่า ไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะได้เข้าเฝ้าและในลักษณะเช่นนั้น ประทับใจอย่างหาที่สุดมิได้ในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่สนพระทัยต่อทุกข์สุขของชาวบ้านคนยากคนจน แม้นุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวก็ไม่ทรงรังเกียจถือพระองค์ ประทับนั่งบนพื้นดินพร้อมกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนทนาเป็นเวลาหนึ่งกับลุง

 

ไม่กี่ปีต่อมาทางราชการได้เข้าไปพัฒนาอ่างเก็บน้ำหนองกุดใหญ่นั้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งและระบายน้ำป้องกันปัญหาน้ำท่วมในหน้าฝน ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านเกษตรกรในพื้นที่ก็มีน้ำกินน้ำใช้และทำการเกษตรได้ โดยไม่ประสบปัญหาฝนแล้งหรือน้ำท่วมอีก

 

ถามว่า มีข้าราชการคนไหนที่อ้างว่าเป็น “ข้า” งานของพระราชา ทำได้เช่นนี้

ถามว่า มีนักการเมืองคนไหนที่อ้างว่ารักชาติบ้านเมืองที่จริงใจทำได้เช่นนี้

ถามว่า มีอาจารย์ นักวิชาการคนไหนที่สอนเรื่องการพัฒนาประเทศ ที่ทำได้เช่นนี้

ถามว่า มีใครก็ได้ที่ประกาศว่ารักความเป็นธรรม เสรีภาพและประชาธิปไตย ที่ทำได้เช่นนี้

 

นึกถึงสถานการณ์เมื่อปี 2522 ที่เพิ่งผ่าน 6 ตุลาคม 2519 ที่ยังรบกับ “คอมมิวนิสต์”  ที่นักศึกษาและผู้คนหลายพันคนเข้าป่าจับอาวุธสู้กับอำนาจรัฐ พระองค์เสด็จไปในพื้นที่สีชมพู (จึงเห็นทหารถือปืนอยู่ด้วย)

 

นึกออกไหมว่า คนที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ เสด็จไปโดยไม่มีพิธีรีตองอะไรอื่น ไม่แบกไม่หาม ไม่มีรถยนต์พระที่นั่ง ประทับนั่งลงกับพื้นดินโดยไม่ได้เรียกหาเสื่อ หาผ้ามารองกันเปื้อนกันฝุ่น ซึ่งถ้าทรงเรียกทุกคนก็พร้อมที่จะจัดหาให้ได้ในทันที แต่ทรงเลือกที่จะประทับลงบนผืนดินโดยไม่มีอะไรรอง

 

คุณเคยเห็นภาพแบบนี้ที่ไหนในโลกไหม กษัตริย์องค์ไหน ในประเทศไหน ยุคไหนทำได้แบบนี้

 

ดูภาพนี้ทีไร บอกได้โดยไม่อายว่า น้ำตาซึมครับ

 

ความยิ่งใหญ่อันล้นพ้นของพระองค์ท่านมาจาก “พระทัย” อันยิ่งใหญ่เพื่อคนไทย โดยเฉพาะคนยากคนจน คนทุกข์ร้อน 

คือ “พลังแผ่นดิน” อันยิ่งใหญ่ที่ “ระเบิดจากข้างใน” 

พระเอกตัวจริง

Monday, 02 February 2015 20:50 Published in ปรับฐานคิด

พระเอกตัวจริง

 

เมื่อบ่ายวันที่ 23 มกราคม 2558 ผมได้ไปเยี่ยมศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพที่วัดบ่อแป้น ตำบลปงยางคก อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ตั้งใจจะไปเรียนรู้ประสบการณ์ดีๆ จากศูนย์แห่งนี้ซึ่งมีชื่อเสียบในการดูแลผู้สุงอายุและผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตด้วยวีธีผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาไทย การแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนปัจจุบัน โดยความร่วมมือระหว่างวัด โรงพยาบาล ราชการและชุมชน

การไปครั้งนี้ คุณหมอพนัส พฤกษ์สุนันท์ ได้ช่วยประสานและนำพวกเราชาวคณะสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนหรือมหาวิทยาลัยชีวิตไปดูงานที่วัดนี้ที่มีบรรยากาศที่สวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ศูนย์นี้ได้รับการอนุเคราะห์ การบริจาคจากคนในท้องถิ่นและบุคคลทั่วไป และร่วมมือกับ สปสช.

ที่นี่เราได้พบฝรั่งคนหนึ่ง ซึ่งพูดภาษาอังกฤษพอสื่อสารได้ เมื่อทราบว่าเขาเป็นชาวออสเตรีย ก็มีคนขอให้ผมไปพูดคุยภาษาเยอรมันด้วย เขาดีใจมาก เล่าเรื่องของเขาด้วยความตื่นเต้น น้ำตาคลอ เขาบอกว่า 4-5 ปีแล้วที่เขาพยายามหาคนไทยที่จะพูดจาภาษาเยอรมันกับเขา เพิ่งมาเจอเป็นคนแรก

เขาชื่ออัลเบิร์ต เป็นชาวออสเตรีย มาจากเมือง Bregenz เมืองสวยงามตั้งอยู่ริมทะเลสาบคอนสตันซ์หรือ Bodensee (ที่เชื่อมระหว่างสวิส เยอรมันและออสเตรีย) เขามาที่ศูนย์นี้เพื่อมาดูแลสาวไทยที่เขาได้รู้จักที่พัทยาเมื่อ 5 ปีก่อน วันหนึ่งไปเที่ยวด้วยกันที่สุราษฎร์ สาวไทยก็มีปัญหาสุขภาพ เส้นเลือดในสมองแตก เธอถูกส่งมาที่ลำปาง เพราะบัตรประชาชนบอกที่นี่ และได้รับการผ่าตัดสมองที่ลำปาง

ประชาชนนอก

Tuesday, 28 October 2014 21:15 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์  24 ตุลาคม 2557

  

เชื่อมอดีตกับปัจจุบันเพื่อสานอนาคต(๑๕) 

                ในช่วงหลัง 6 ตุลาฯ 2519 ประเทศไทยรับผู้ลี้ภัยจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก พวกเขารอการเดินทางไปประเทศที่สาม มีหน่วยงานอาสาสมัครมากมายทำงานกับผู้ลี้ภัย องค์กรเอกชนที่ผมไปช่วยงานอยู่ก็ทำงานด้านนี้ด้วย มีงบประมาณจำนวนไม่น้อย

                 บรรยากาศหลัง 6 ตุลาฯ ไม่เอื้อให้ทำงานพัฒนาเชิงรุกแบบเดิม โดยเฉพาะการปลุกจิตสำนึกเพื่อการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน กระนั้นก็มีความพยายามพัฒนาสื่อต่างๆ การทำข้อมูล การทำเอกสาร หนังสือ สไลด์ภาพชุดต่างๆ ไปจนถึงการสร้างภาพยนตร์ ทั้งสารคดีและ หนังเรื่อง

                 มานพ อุดมเดช เป็นพนักงานคนหนึ่งในสภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนาในยุคนั้น เขาทำงานด้านสื่อเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาชุมชน เคยทำงานกับสื่อมวลชนคาทอลิกมาก่อน ได้รับการแนะนำเรื่องการสร้างภาพยนตร์จากคุณพ่อเยซุอิตชาวอินเดียที่บ้านเซเวียร์ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รวมทั้งเคยไปรับการฝึกอบรมที่ไต้หวัน ทำให้มานพอาสาทำหนังเรื่องแรกในชีวิตของเขา และเรื่องแรกขององค์กรนี้

                 “ประชาชนนอกเป็นเรื่องราวของคน 2 คนมารวมกัน ทั้งสองเป็นนักต่อสู้เพื่อชุมชน เพื่อสิทธิของคนในท้องถิ่น คนแรก คือ จำรัส ม่วงยาม ผู้นำชาวนาที่ระยอง ผู้นำชาวนาคนที่ 36 หลัง 14 ตุลาที่ถูกฆ่าตาย อีกคนหนึ่ง คือ สำเนียง ทานระ นักเรียนรุ่นพี่ของมานพ ผู้จบประมงที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่กลับไปอยู่บ้านเกิดที่ยโสธร ทั้งสองคนถูกหาว่าเป็น คอมมิวนิสต์

 

 สยามรัฐรายวัน  7 พฤษภาคม 2557

โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนเปลี่ยน สถาบันใด องค์กรใด ไม่ว่าเล็กเพียงใด ใหญ่แค่ไหน ถ้าไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ปรับตัว ทำเป็นหูหนวก ตาบอด ดื้อด้านเดินหน้าทำสิ่งที่ไม่ได้ตอบสนองการเปลี่ยนแปลง สถาบันนั้น องค์กรนั้น ถึงยังอยู่ได้ก็เหมือนตายแล้ว

ที่มีความขัดแย้ง ความรุนแรง การต่อสู้ในหลายประเทศทั่วโลกวันนี้ เป็นเพราะรัฐบาลหรือสถาบันที่มีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ยังต้องการรักษาอำนาจไว้แบบเดิม เพื่อผลประโยชน์หรืออะไรก็แล้วแต่จะอ้าง

รัฐบาลและสถาบันเหล่านี้ไม่ยอมรับว่า วันนี้หมดยุคของการปกครองแบบสั่งการ การใช้อำนาจครอบครองครอบงำแล้ว หมดยุค top-down มาสู่ยุค bottom-up ไม่เอาความสัมพันธ์แนวตั้งแนวดิ่ง แต่เอาแนวนอนแนวราบ ยุคนี้เป็นยุคของการสร้างความสัมพันธ์แบบภาคี เครือข่าย ความร่วมมือ ความเท่าเทียม