phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Tuesday, 18 December 2012 08:23

ปลดปล่อยอีสาน ปลดปล่อยประเทศไทย

Rate this item
(0 votes)

พิมพ์ใน "อีศาน" ฉบับปฐมฤกษ์ พฤษภาคม 2555

เมื่อปี 2530 ผมส่งเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเพิ่งเรียนจบเอกพัฒนาชุมชนที่วิทยาลัยครูสกลนคร ขึ้นไปอยู่บนภูพาน ที่บ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร หมู่บ้านที่อยู่ในป่า ดินดำ น้ำดี แต่ชาวบ้านกลับไม่มีกิน เป็นหนี้เป็นสิน เพราะพากันปลูกปอปลูกมัน ถางป่าจนเตียนแบบที่อีสานบ้านเราเรียกว่า “แปนเอิดเติด”           

ปลูกกันตั้งแต่ปี 2507 เรื่อยมา นึกว่าจะรวย ก็ไม่เคยรวย ยิ่งเมื่อปี 2519-2520 ถนนเข้า ไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านสถานการณ์ยิ่งเลวร้าย เพราะเครื่องอุปโภคบริโภคจากตลาดทะลักเข้าหมู่บ้านแบบใช้ก่อนผ่อนทีหลัง ทั้งทีวี วิทยุ ตู้เย็น พัดลม และสารพัดสิ่งอำนวยความสะดวก 

ขณะที่รอขายปอขายมัน ก็ไปเอาของป่าไปขายจนหมดป่า นอกจากไม่พอขายแล้วยังไม่พอกิน จนต้องไปกู้เขามาซื้ออยู่ซื้อกินจากตลาดเคลื่อนที่ที่วิ่งเข้าออกหมู่บ้าน ออกไปรับจ้างในเมือง ในกรุงเทพฯ เพื่อหาเงินมาใช้หนี้  ในหมู่บ้านจึงเหลือแต่เด็กกับคนแก่

ผมให้ธวัชชัย กุณวงษ์ ไปอยู่ที่บ้านบัวโดยกำชับว่า ห้ามไปบอกชาวบ้านว่า ทำอะไรอย่างไรแล้วจะรวย จะแก้ปัญหาหนี้สิน แก้ปัญหาต่างๆ อย่างไร อย่าไปสอนเขา เพราะมีคนไปบอกไปสอนเขามาหลายสิบปี เอาโครงการมากมายไปให้ ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ชาวบ้านกลับจนลงกว่าเดิม เป็นหนี้จนอยู่บ้านไม่ได้

ผมบอกให้ธวัชชัยไปถามชาวบ้านว่า เป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงจนอย่างนี้ ชาวบ้านก็งง เพราะไม่เข้าใจว่าอ้ายหนุ่มคนนี้จะเอายังไง อยากทำอะไร แต่หนึ่งปีให้หลัง ชาวบ้านพากันขอบคุณน้องคนนี้และขอบคุณผมที่ไปช่วยให้รู้ว่า พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน

พวกเขาเพิ่งมาเข้าใจว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมองย้อนไปในอดีตเพื่อจะได้ทบทวนชีวิตของตนเอง ปราชญ์บอกว่า คนไม่รู้ที่มาก็ไม่รู้ที่ไป คนไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีอนาคต คนไม่มีรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย

พวกเขาเพิ่งเข้าใจว่า ทำไมถึงจน ถึงไม่มีข้าวกิน มีหนี้มีสินมากมาย หลายคนมีสวนมีป่าหลังบ้าน มีอาหารมีผักมียา เห็นเพื่อนรวยก็อยากรวยบ้าง จ้างรถแทร็กเตอร์ไปไถสวนไถต้นไม้ออกหมด ปลูกปอปลูกมันไม่ถึง 
4-5 ปี มีหนี้เป็นแสน

เมื่อรู้สาเหตุของหนี้สินและความยากจน พวกเขาก็ “ย้อนรอย” ตนเอง กลับไปปลูกพืชทุกอย่างที่อยากกินอยากใช้ในสวนเหมือนเดิม เขียนแปะไว้ข้างฝาว่า “ยกป่ามาใว้บ้าน ยกภูพานมาไว้สวน” ปลูกคนละ 100-200 ชนิด บางคนมากกว่านี้ จนมีอยู่มีกิน ใช้หนี้ใช้สิน มีเวลาเล่าเรื่องราวดีๆ ให้คนไปดูงาน