phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Thursday, 06 December 2012 20:07

ประชานิยมกับรัฐสวัสดิการ นักเลือกตั้งทำโครงการ รัฐบาลที่ดีสร้างระบบ Featured

Rate this item
(2 votes)

มติชนรายวัน 28 ธันวาคม 2552 

ถ้าประชานิยมเข้าใจกันอย่างในประเทศไทยและในละตินอเมริกา ก็แปลว่ารัฐบาลมีนโยบายเอาใจประชาชนแบบเฉพาะหน้า แบบได้คะแนน ได้เสียงสนับสนุน ได้ผลทางการเมือง ส่วนเศรษฐกิจก็ได้ผลอย่างน้อยระยะสั้น ส่วนระยะยาวจะอย่างไรไม่รู้ 
        
นโยบายประชานิยมมีลักษณะที่จับต้องได้ เห็นผลเร็ว กระจายเม็ดเงินออกไปทันทีทันใด คนจน คนที่ลำบากยากแค้น คนเป็นหนี้สินและมีความทุกข์ย่อมพอใจเหมือนคนกำลังหิวได้อาหาร กำลังกระหายได้น้ำ คนกำลังปวดหัวได้ยาบวดหาย


โครงการประชานิยมแบบนี้ใครๆ ก็คิดถึงโครงการเงินผันเมื่อสามสิบปีก่อน หรือมิยาซาว่าไม่กี่ปีที่แล้ว หรือการแจกเช็คสองพันบาทเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ความจริง ประชานิยมน่าจะกินความกว้างกว่านั้น น่าจะหมายถึงโครงการต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนายั่งยืน ได้ผลเพียงเฉพาะหน้า แต่ก่อปัญหาระยะยาว เพราะกระบวนการ วิธีการ วิธีคิดเบื้องหลังนโยบายและโครงการเหล่านั้นไม่มีฐานของการสร้างระบบ แต่ต้องการทำโครงการที่ทำให้ได้เสียงจากประชาชนมากกว่าอย่างอื่น
          

 

คิดในกรอบนี้จึงมีคำถามมากมายต่อโครงการอย่างกองทุนหมู่บ้านหนึ่งล้าน โครงการเอสเอ็มแอลและอื่นๆในยุครัฐบาลทักษิณ หรือโครงการเดียวกันเปลี่ยนชื่อในยุครัฐบาลสุรยุทธและรัฐบาลอภิสิทธิ์ คำถามคือ โครงการเหล่านี้เป็นความปรารถนาดีที่ประสงค์ร้ายหรือไม่ เพราะได้ก่อให้เกิดปัญหาตามมาสารพัด หนี้สินไม่ได้ลดลงกลับเพิ่มขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ทั่วไปก็ไม่ได้ดีขึ้น เงินโครงการที่เข้าไปก็ทำอะไรได้ไม่กี่เรื่อง ซื้ออะไรได้ไม่กี่อย่าง ซึ่งคนบางกลุ่มสุมหัวกันโกงตั้งแต่เงินยังไม่ไปถึงหมู่บ้าน

 

ยังมีโครงการที่ดูดีที่ไม่ใช่ประชานิยมแม้ว่าจะได้ใจประชาชนอย่าง “30 บาทรักษาทุกโรค” แต่ก็มีปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ มากมาย ส่วนหนึ่งเพราะนักการเมืองที่เอาความคิดนี้มาจากกลุ่มคนที่คิดเรื่องนี้ (มีคนอย่างคุณหมอสงวน นิตยรัมพงศ์เป็นแกนนำสำคัญ)ไม่ได้เอามาหมด เอาแต่ส่วนที่ทำแล้วขยายผลทั่วประเทศได้ทันที ครอบคลุมประชาชนทุกคนได้ทั่วถึง

เช่นเดียวกับกองทุนหมู่บ้านหนึ่งล้านบาทที่เอาความคิดมาจากครูชบและคนที่ทำกลุ่มออมทรัพย์ในระดับชุมชน เอามาแล้วไปทำอีกแบบหนึ่ง ไปแจกเงินชุมชนด้วยความปรารถนาดีว่าจะได้มีเงินหมุนเวียนโดยเร็วไม่ต้องออมนาน จะได้เอาไปใช้หนี้นอกระบบ เอาไปลงทุน เอาไปประกอบอาชีพ เอาไปส่งลูกเรียน ฯลฯ ซึ่งก็ฟังดูดีทั้งนั้น แต่กระบวนการ วิธีคิดพื้นฐาน และวิญญาณครูชบไม่ได้ติดมาด้วย 

ในยุคนี้ ที่ดูเหมือนจะดีมีโครงการจำนำพืชผลเกษตร ต่อมาเปลี่ยนเป็นการประกันราคา โดยรัฐบาลคิดเอง ทำเอง โดยกลไกของตนเอง สถาบันการเงินระดับชาติ และหน่วยงานอย่าง ธ.ก.ส. ทำมากี่ปีๆ ก็ไม่ได้ดีขั้น คนรวยก็ยังเป็นพ่อค้า คนมีโรงสี คนมีไซโล คนมีทุน มีเครือข่าย คนขายข้าว คนส่งข้าวออก คนทำการค้าผลิตผลการเกษตรทุกชนิดรวยหมดยกเว้นเกษตรกร

ปัญหาใหญ่จึงเป็นปัญหาโครงสร้างและระบบของสังคมไทยเอง ตราบใดที่รัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องคิดแต่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็ทำได้แต่โครงการ เพราะทำโครงการนั้นง่าย มีเงินก็ทำได้ ยิ่งมีอำนาจด้วยยิ่งทำได้สบาย ได้ฐานเสียงอีกต่างหาก

การสร้างระบบนั้นทำยาก มีเงินมีอำนาจอย่างเดียวก็ทำไม่ได้ ต้องใช้ปัญญา ต้องมียุทธศาสตร์ที่ดี ต้องมีความคิดเชิงระบบ ต้องคิดระยะสั้นระยะยาวอย่างสัมพันธ์กัน ที่สำคัญ ต้องมีความกล้าหาญจึงจะทำได้ กล้าๆ กลัวๆ ก็ต้องเลิกไปอย่างภาษีมรดก ซึ่งหากทำได้จริง มูลนิธิและกองทุนจะเกิดขึ้นอีกมาก และจะมีเงินทุนเพื่อการสงเคราะห์และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมเป็นหมื่นเป็นแสนล้านอย่างที่เกิดในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย

ความจริง ไม่ใช่รัฐบาลไม่มีปัญญาคิดเรื่องเหล่านี้ เพียงแต่ส่วนใหญ่จะคิดได้แต่ทำไม่ได้ หรือไม่อยากทำเพราะจะมีปัญหาตามมามากมาย แต่ถ้าหากว่ามียุทธศาสตร์ที่ดี มีทางเลือกมากๆ เริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ จากง่ายไปหายากก็น่าจะทำได้

อย่างกองทุนสวัสดิการที่รัฐบาล “สมทบ” ให้กองทุนที่ชุมชนก่อตั้งขึ้นมา (วันละบาท) เพื่อเป็นสวัสดิการ “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” เป็นตัวอย่างที่ดีที่รัฐบาลได้เริ่มทำไปแล้ว และให้องค์กรปกครองท้องถิ่นร่วมสมทบด้วย ก็จะทำให้เกิดระบบย่อยขึ้นมา ทำให้ชาวบ้านมีสวัสดิการ มีภูมิคุ้มกัน มีความมั่นคงในชีวิต 

ทำอย่างไรให้ระบบเดิมที่ดีเข้มแข็งขึ้น ทำอย่างไรให้เกิดระบบใหม่เป็นอะไรที่รัฐบาลที่ดีต้องคิดให้ได้ อย่างที่รัฐบาลอานันท์เคยคิดและทำเรื่องสิ่งแวดล้อม ทำให้มีระบบตรวจสอบ ควบคุม ชดเชย ทั้งผู้ที่ทำให้เกิดผลกระทบและผู้ได้รับผลกระทบ แต่ระบบที่ว่าก็ยังไม่เข้มแข็งพอ ถึงเกิดปัญหาสารพัดอย่างที่รู้กัน 

ปัญหามีสองระดับ ระดับใหญ่และระดับเล็ก ระดับบนและระดับล่าง อันหนึ่งเป็นโครงสร้างใหญ่ อีกอันหนึ่งเป็นระบบย่อย ซึ่งจะต้องไปพร้อมกัน ปัญหาที่มีอยู่ คือ การเปลี่ยนโครงสร้างนั้นเปลี่ยนยากมากเพราะคนที่มีอำนาจพยายามรักษาโครงสร้างนี้ไว้เพราะได้ประโยชน์โดยตรง ที่เป็นไปได้มากกว่า คือ การสร้างระบบย่อย ระบบเล็กในท้องถิ่นขึ้นมาใหม่

ถ้าเปรียบกับคนก็หมายถึงการสร้างระบบย่อยให้แข็งแรง ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ดี ทำให้คนอยู่เย็นเป็นสุข โรคภัยไข้เจ็บไม่มี เป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่ให้ความสำคัญกับทุกเรื่อง กาย ใจ สังคม จิตวิญญาณ ถ้าคนในครอบครัวแข็งแรง สุขภาพดี ครอบครัวก็มีความสุข ชุมชนเข้มแข็ง

อมาตยา เซน บอกว่า “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” นิยายการพัฒนาที่ว่า คือคำสัญญา “พรุ่งนี้รวย” ที่รัฐบาลได้สัญญาตลอดห้าสิบปี ตั้งแต่ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมในแผนที่ 1 จนถึงแผนที่ 10 ที่มีแต่ความทันสมัยที่ไม่พัฒนาให้เห็นเต็มไปหมด 

ห้าสิบปีที่ชุมชนได้โครงการมากมายหลายสิบโครงการ นับเป็นงบประมาณหมู่บ้านละหลายสิบล้านบาท หน่วยงานต่างๆ แข่งกันเข้าไปพัฒนาชุมชนจนอ่อนแอลงทุกวัน เพราะเป็นการพัฒนาที่ทำแต่โครงการ ไม่ได้สร้างระบบอะไรเลย เงินหมดก็เลิก ขอโครงการใหม่ หาโครงการใหม่ ไม่ได้กับอบต. ก็ขอ สจ.ขอสส. ขอหน่วยงานต่างๆ การพัฒนาจึงแปลว่าโครงการ ใครได้รับเลือกเป็นสมาชิกอบต. ไม่มีโครงการเข้าหมู่บ้าน คราวหน้าก็ไม่มีใครเลือก เพราะ “ไม่มีผลงาน”

การพัฒนาแบบทำโครงการตอกย้ำอำนาจนำ (hegemony) ที่ครอบงำอย่างแนบเนียนในสังคมไทยให้อยู่ไปอีกนานพร้อมกับระบบอุปถัมภ์ที่ทำให้เครือข่ายความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมดั้งเดิมกลายเป็นผลประโยชน์และการใช้อำนาจเพื่อแสวงประโยชน์มากกว่าการสร้างรากฐานการพึ่งตนเองของชุมชน

รัฐบาลที่ดีมีโครงการที่ดีในชุมชนได้ ถ้าเป็นโครงการที่เสริมสร้างระบบท้องถิ่นให้เข้มแข็ง ให้พึ่งพาตนเอง ไม่ใช่ให้พึ่งรัฐ พึ่งนักการเมืองต่อไปนานๆ ให้อบต. เทศบาล เข้มแข็ง มีธรรมาภิบาล มียุทธศาสตร์ มีความรู้มีปัญญาและงบประมาณเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นโดยการสร้างระบบของตนเอง 

รัฐบาลที่ดีส่งเสริมระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเองโดยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนอย่างจริงจัง (วันนี้มีแต่ลงทะเบียน 60,000 กลุ่ม โดยไม่รู้ว่าลงไปทำไม) ทำให้คนมีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง โดยเริ่มต้นจากการทำกินทำใช้ การขายในท้องถิ่น การส่งเสริมตลาดชุมชนให้คนขายส่วนเกินจากการผลิตได้สะดวก ทำให้เงินหมุนเวียนในท้องถิ่น

ส่งเสริมการออม กลุ่มออมทรัพย์ ปฏิรูประบบสหกรณ์อย่างจริงจัง ให้เป็นของประชาชน ไม่ใช่ของราชการ ส่งเสริมกองทุนประกันราคาพืชผลการเกษตรเหมือนที่เกิดแล้วหลายแห่งอย่างที่ศรีสะเกษ ที่มีกองทุนประกันหอมแดงที่ยางชุมน้อยเป็นต้นแบบ และแพร่หลายไปทั่วจังหวัด จะแบ่งเงินที่ประกันราคามาสมทบกองทุนท้องถิ่นเหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อให้เข้มแข็งอย่างกองทุนสวัสดิการ (วันละบาท)

ส่งเสริมระบบเกษตรขนาดเล็ก เกษตรที่ทำ 1 ไร่แบบประณีต 3 ไร่ก็หายจน 5 ไร่อยู่ได้อย่างมั่นคง ทำอย่างไรให้ชาวนาปลูกข้าวโดยไม่ต้องใช้สารเคมีและผลิตได้ไม่น้อยกว่า 1 ตันต่อไร่ ซึ่งไม่ได้มีแต่เรื่องน้ำ แต่เรื่องดิน ปุ๋ย พันธุ์ข้าว และวิธีปลูกที่ชาวนาต้องเลิกพึ่งข้อมูลจาก “ถุงปุ๋ย” อย่างที่ทำกันอยู่ หันมาเรียนรู้และทำอย่างมีหลักวิชา มีเป้าหมาย

ถ้าจะทำมันสำปะหลังต่อไป ทำอย่างไรให้ได้ไร่ละ 30 ตัน ไม่ใช่ 3-4 ตันอย่างทุกวันนี้ รวมทั้งระบบการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ซึ่งต้องไปพร้อมกับระบบการจัดการ ระบบการขาย ระบบประกันราคา ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วสหกรณ์ทำกันเองหมด รัฐมีหน้าที่สนับสนุนส่วนที่ทำให้สหกรณ์เข้มแข็งมากกว่า

การสนับสนุนระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นทำได้อีกหลายวิธี “ตลาดผูกพัน” ก็เป็นวิธีหนึ่ง คือการเชื่อมสัมพันธ์หน่วยงาน องค์กร สถาบันของรัฐ เอกชน ประชาสังคมกับผู้ผลิตซึ่งเป็นองค์กรชุมชน วิสาหกิจชุมชน หรือเป็นเครือข่ายผู้ผลิตข้าวปลาอาหาร ผลิตภัณฑ์จากชุมชน

การทำ “สัญญา” ว่าจะซื้อผลิตผล ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเป็นความผูกพันที่นอกจากจะช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ ก็ยังช่วยเหลือด้านวิชาการ ทำให้ผู้ผลิตข้าวกล้องที่โรงพยาบาลสั่งมาพัฒนาข้าวให้ดีขึ้น ไม่ใช้สารเคมี ทำให้หน่วยงานของภาคเอกชนที่มีเครือข่ายผู้บริโภคจำนวนมากนำสมาชิกออกไปเรียนรู้ถึงที่ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ซึ่งก็ได้ทั้งความรู้และเหลักประกันว่า จะขายผลข้าว ผัก อาหาร ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้กับหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ด้วยความมั่นใจและมั่นคง

ทำไมหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนต้องซื้อผ้าห่มจากตลาดทั้งๆ ที่สามารถซื้อได้จากกลุ่มแม่บ้านที่ผลิตผ้าห่มทั่วประเทศ ได้ช่วยชาวบ้านที่ผลิตไปด้วย การรับซื้อข้าว สมุนไพร ผัก ผลไม้ ทั้งสดทั้งแปรรูปนำมาใช้ในหน่วยงานอาจจะลำบากในตอนแรกเพราะชาวบ้านไม่ใช่ “มืออาชีพ” แต่ถ้าให้โอกาสพวกเขาได้เรียนรู้ก็ทำได้ (ไม่งั้นกลุ่มอินแปงแถวภูพานคงส่งน้ำหมากเม่าไปขายถึงมาเลเซียไม่ได้)

หน่วยงานต่างๆ ประชุมสัมมนากันทุกวัน มีเบรคน้ำชากาแฟขนมผลไม้ ถ้าได้น้ำสมุนไพร น้ำผลไม้ ได้ขนมไทยๆ ขนมท้องถิ่นจากชุมชนมาแทนหรือมาเสริมก็จะช่วยชาวบ้านได้มาก

เหล่านี้เป็นตัวอย่างเล็กๆ ของการสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ต้องเชื่อมโยงกับระบบใหญ่ ซึ่งควรทำอะไรอีกมากกว่าแค่การสั่งซื้อผลิตภัณฑ์จากชุมชน แต่เริ่มได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว 

ที่สำคัญ ทั้งหมดนี้ไม่มีทางเกิดได้ถ้าหากไม่มีการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ดี และมีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพื้นฐาน ต้องสร้างระบบการเรียนรู้ใหม่ ระบบการศึกษาที่พัฒนาท้องถิ่นได้จริง ไม่ใช่ระบบที่ผลักคนให้ออกไปจากชุมชนแบบหาทางกลับไม่ได้ ระบบที่ว่านี้จะต้องบูรณาการกับการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของท้องถิ่น 

เช่น ทำอย่างไรรัฐบาลจะส่งเสริมระบบการศึกษาที่ทำให้ผู้เรียนได้เรียนในชีวิตจริง เรียนไปด้วย พัฒนาชีวิตของตนเอง พัฒนาชุมชนไปพร้อมกัน วิธีหนึ่งคือการตั้งกองทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาชุมชน(กวพ.) ขึ้นมาให้สกอ.บริหาร เช่นเดียวกับ “กยศ.” (กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา) ต่างแต่เพียงว่า กวพ.ไม่ใช่เงินกู้ยืม แต่เป็นเงินให้ไปเพื่อไปวิจัยและพัฒนาระหว่างที่กำลังเรียนในระดับอุดมศึกษา โดยให้เรียนไปด้วย พัฒนาท้องถิ่นไปด้วย ให้สิ่งที่เรียนกับสิ่งที่ทำเป็นเรื่องเดียวกัน

ทำเช่นนี้ทุกฝ่ายจะได้หมด (win-win) ผู้เรียน ซึ่งโดยมากคงเป็นผู้ใหญ่ก็จะได้ทุนสนับสนุนการเรียน ได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ ชุมชนก็ได้งานพัฒนา อบต. เทศบาลก็ได้ผลงาน ได้อะไรที่ดีมีประโยชน์เสริม สร้างความเข้มแข็งของชุมชน เกิดความรู้ เกิดนวัตกรรม เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

ด้วยกองทุนเช่นนี้ รัฐบาลจะให้โอกาสผู้ใหญ่ในชุมชนอีกจำนวนมากที่ขาดโอกาสเพราะไม่มีทุน เพราะอยู่ไกล ได้มีโอกาสได้เรียนในชีวิตจริง เพื่อให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกินในท้องถิ่นของตนเองได้ เป็นปัญญาชนชาวบ้าน เป็นผู้นำทางปัญญา ผู้นำการพัฒนา การเปลี่ยนแปลง ผู้นำเช่นนี้จะเข้าใจ “ระบบ” ไม่ใช่ผู้นำแบบเดิมที่วิ่งหาแต่ “โครงการ”

กองทุนเช่นนี้จะสร้างแรงจูงใจให้สถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะที่อ้างว่าเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาชุมชนได้พัฒนาการเรียนการสอน การวิจัยและการพัฒนาท้องถิ่นไปพร้อมกัน

รัฐบาลนี้มีคนมีความรู้มากมาย ถ้ามีวิสัยทัศน์ มียุทธศาสตร์ที่เกิดจากความจริงใจในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองแบบยั่งยืน ควรเลือกการสร้างรัฐสวัสดิการมากกว่าประชานิยม เลือกสร้างระบบ และทำโครงการที่ทำให้เกิดระบบที่ดี หรือทำให้ระบบที่มีอยู่เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะถ้าเป้าหมายดี มีวิธีการดี สิ่งดีๆ ต้องเกิด สังคมไทยต้องเปลี่ยน

 

 

Last modified on Tuesday, 18 December 2012 23:35