phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรัชญาชีวิต

ปรัชญาชีวิต (115)

     มติชนรายวัน 14 เมษายน 2553

     การปฏิรูปสังคมไทยเกิดได้ถ้าหากมีการปฏิรูปรากฐาน คือ ชุมชนหมู่บ้าน เทศบาล ตำบล อันเป็นฐานรากของสังคม เพราะ “เจดีย์ต้องสร้างจากฐาน ไม่ใช่สร้างจากยอด” (คุณหมอประเวศ วะสี) ที่ผ่านมาสร้างกันจากยอด (จากบนลงล่าง top down) ถึงได้พังลงมาตลอด

     ทั่วประเทศมีชุมชนเข้มแข็งอยู่มากมาย ค่อยๆ ขยายเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ การปฏิรูปประเทศไทยเกิดได้ด้วยการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาตนเองของชุมชนให้กว้างขวางมากที่สุด เมื่อคนมีความรู้ มีปัญญา มีคุณภาพ ชุมชนเข้มแข็ง สังคมก็เข้มแข็ง

     ตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของชุมชนเข้มแข็ง มีองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อยสองสามประการ คือ เป็นชุมชนเรียนรู้ เป็นชุมชนที่ทำการเกษตรหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบก้าวหน้า (ทำสวนยาง) และแบบผสมผสาน (แบ่งที่ดินไว้ปลูกหลายอย่าง) ทำกิน ทำใช้ ทำขาย ทำให้เศรษฐกิจสังคมมีความมั่นคง ผู้คนอยู่ดีกินดี ไม่มีโจรขโมยหรืออาชญากรรม           

     ไม้เรียงเป็นแกนนำสำคัญของเครือข่าย “ยมมนา” (ยาง ไม้ผล ประมง นา) ของจังหวัดนครศรีธรรม ราช ซึ่งก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ปี 2532 แล้ว ร่วมกันสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และพัฒนาระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นบนฐานการเกษตรและการจัดการทรัพยากรของแต่ละพื้นที่ของสมาชิกเครือข่าย

     มติชนรายวัน 28 ธันวาคม 2552 

     ถ้าประชานิยมเข้าใจกันอย่างในประเทศไทยและในละตินอเมริกา ก็แปลว่ารัฐบาลมีนโยบายเอาใจประชาชนแบบเฉพาะหน้า แบบได้คะแนน ได้เสียงสนับสนุน ได้ผลทางการเมือง ส่วนเศรษฐกิจก็ได้ผลอย่างน้อยระยะสั้น ส่วนระยะยาวจะอย่างไรไม่รู้ 

     นโยบายประชานิยมมีลักษณะที่จับต้องได้ เห็นผลเร็ว กระจายเม็ดเงินออกไปทันทีทันใด คนจน คนที่ลำบากยากแค้น คนเป็นหนี้สินและมีความทุกข์ย่อมพอใจเหมือนคนกำลังหิวได้อาหาร กำลังกระหายได้น้ำ คนกำลังปวดหัวได้ยาบวดหาย

     โครงการประชานิยมแบบนี้ใครๆ ก็คิดถึงโครงการเงินผันเมื่อสามสิบปีก่อน หรือมิยาซาว่าไม่กี่ปีที่แล้ว หรือการแจกเช็คสองพันบาทเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ความจริง ประชานิยมน่าจะกินความกว้างกว่านั้น น่าจะหมายถึงโครงการต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนายั่งยืน ได้ผลเพียงเฉพาะหน้า แต่ก่อปัญหาระยะยาว เพราะกระบวนการ วิธีการ วิธีคิดเบื้องหลังนโยบายและโครงการเหล่านั้นไม่มีฐานของการสร้างระบบ แต่ต้องการทำโครงการที่ทำให้ได้เสียงจากประชาชนมากกว่าอย่างอื่น

     คิดในกรอบนี้จึงมีคำถามมากมายต่อโครงการอย่างกองทุนหมู่บ้านหนึ่งล้าน โครงการเอสเอ็มแอลและอื่นๆในยุครัฐบาลทักษิณ หรือโครงการเดียวกันเปลี่ยนชื่อในยุครัฐบาลสุรยุทธและรัฐบาลอภิสิทธิ์ คำถามคือ โครงการเหล่านี้เป็นความปรารถนาดีที่ประสงค์ร้ายหรือไม่ เพราะได้ก่อให้เกิดปัญหาตามมาสารพัด หนี้สินไม่ได้ลดลงกลับเพิ่มขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ทั่วไปก็ไม่ได้ดีขึ้น เงินโครงการที่เข้าไปก็ทำอะไรได้ไม่กี่เรื่อง ซื้ออะไรได้ไม่กี่อย่าง ซึ่งคนบางกลุ่มสุมหัวกันโกงตั้งแต่เงินยังไม่ไปถึงหมู่บ้าน

     ขณะที่ผู้คนทั่วประเทศมีปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัว การทำมาหากิน และชุมชนก็เหมือนกำลังล่มสลาย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาร้อยแปดที่รุมเร้าได้  เราได้พบว่ามีบุคคลจำนวนไม่น้อยที่แก้ปัญหาหนี้สิน ปัญหาต่างๆ ของตนเองได้ เราได้พบชุมชนมากมายที่ไม่ได้ล่มสลาย แต่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ และมีไม่น้อยที่โดดเด่นถึงขั้นมีคนไปศึกษาดูงานจากทั่วประเทศและต่างประเทศ

     ขณะที่เรากำลังสิ้นหวังกับระบบการศึกษา ซึ่งไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน ปัญหาหนี้สิน ปัญหาความแตกแยก ความรุนแรง และอื่นๆ เราก็พบว่าชุมชนที่เข้มแข็งทั่วประเทศ ไม่ได้เข้มแข็งเพราะมีงบประมาณมาก มีโครงการมาก แต่เพราะเป็นชุมชนเรียนรู้ มีกระบวนการจัดการเรียนรู้ของตนเองที่มีประสิทธิภาพ เรียนเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง 

     เราได้ไป “ขอความรู้” จากปราชญ์ชาวบ้าน จากผู้นำ จากชุมชนเข้มแข็งเหล่านี้ เราได้ไป “ร่วมมือกันพัฒนา” ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศเป็นเวลากว่า 30 ปี ที่สุด ได้ร่วมกับผู้นำชุมชน นักวิชาการ ทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้จากชุมชนแล้วพัฒนาเป็นหลักสูตรทั้งระยะสั้นระยะยาว รวมทั้งระดับอุดมศึกษา นำกลับไปให้ชุมชนทั่วประเทศได้เรียน เรียนแล้วจะได้พัฒนาและแก้ปัญหาได้เหมือนกับบุคคลและชุมชน “ต้นแบบ” ทั้งหลาย 

     มหาวิทยาลัยชีวิต : ความหมาย

     มหาวิทยาลัยชีวิตเป็นวลีที่คิดขึ้นเพื่อบ่งบอกถึงกระบวนการเรียนรู้ที่มาจากประสบการณ์ชีวิต เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เอาปัญหาในชีวิต ในชุมชน ในสังคมเป็นตัวตั้ง เอาศักยภาพของตนเอง ของชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานและเป็นทุน  เรียนเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาตนเองเป็นประการสำคัญ ไม่ใช่เรียน “หนังสือ” เพื่อจะได้ไป “สอบ” เรียนจบแล้วก็เอาปริญญาไปเร่หางานทำ 

     (มติชนรายวัน 14 มกราคม 2552) 

     ครูวันนี้เป็นใคร ถามครูเองก็อาจจะไม่ได้คำตอบ สถานการณ์ครูวันนี้ทำให้ต้องตั้งคำถามว่า วันนี้ครูกำลังมีปัญหาวิกฤติอัตลักษณ์ (crisis of identity) กระนั้นหรือ

     แต่เดิมเราชัดเจนว่า ครูเป็นสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ที่คนเคารพกราบไหว้และบูชา เป็นครูที่เป็น “จิตวิญญาณ” (spirit) ของครูบาอาจารย์ในอดีต ครูที่เป็นสายใยเชื่อมโยงอดีต เป็นพลังแห่งปัจจุบัน การไหว้ครูจึงเป็นพิธีกรรมสำคัญไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ได้ที่มี “ครู” ทั้งศิลปะ มวย การละเล่น หมอยา อาชีพต่างๆ

     นอกนั้น ครูเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ ครูเป็นเรือจ้าง ครูเป็นพ่อแม่อีกคนหนึ่งของศิษย์ ซึ่งเรียกกันเต็มปากว่า “ลูกศิษย์” และเป็นอะไรอีกหลายอย่างที่เกิดจากความสัมพันธ์อันดีงาม ซึ่งวันนี้ได้กลายเป็นอดีตไป เพราะเราได้ผ่านจากสังคมเกษตรมาสู่สังคมอุตสาหกรรม และมาสู่สังคมยุคใหม่ ยุคอะไรก็ได้แล้วแต่จะเรียก ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเปลี่ยนไป

     ครูวันนี้เป็นข้าราชการ เป็นพนักงาน ลูกจ้าง รับจ้างสอนหนังสือ มาทำงานตามเวลาตามหน้าที่ ได้เงินเดือน ได้ค่าจ้าง ค่าสอนพิเศษ แต่ดูเหมือนว่ารายได้ครูไม่พอกับรายจ่าย ทำให้เป็นหนี้เป็นสิน ครูต้องหาลำไพ่พิเศษ ไปขายของขายประกัน ตั้งแต่ยาสีฟันไปถึงวิตามินอาหารเสริม

Page 1 of 15