phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Tuesday, 18 December 2012 08:21

ปัญหา OTOP ปัญหาวิธีคิด

Rate this item
(8 votes)

การส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตนั้นง่าย แต่ให้ขายได้ขายดีนั้นยาก ขายไม่ออกก็เจ๊ง  คนเจ๊งคือชาวบ้านไม่ใช่หน่วยงานราชการที่ไปส่งเสริม

วันนี้มี OTOP เต็มไปหมด อะไรที่ออกจากหมู่บ้านเรียกโอทอปกันทั้งนั้น แทบจะหนึ่งหมู่บ้านหลายผลิตภัณฑ์ไปแล้ว  งานแสดงสินค้าโอทอปก็มีไม่ขาด พลาดงานนี้ก็มีงานใหม่ แต่ปัญหาผลผลิตล้นตลาดก็ยังแก้ไม่ได้  ผ้าไหมผ้าฝ้าย สมุนไพร ไวน์ท้องถิ่น หัตถกรรมสารพัด ข้าวปลา สุราพื้นบ้าน อาหารแปรรูป ปลายปีที่แล้วโฆษณาว่ามีเป็นล้านชิ้น

วันนี้กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มชาวบ้านหลายแห่งเริ่มท้อ หลายกลุ่มเลิกไป อย่างกลุ่มที่จดทะเบียนผลิตสุราพื้นบ้านตั้งแต่กลางปี 2545 มีจำนวนประมาณ 1,200 กลุ่มทั่วประเทศ หนึ่งปีต่อมาเหลือเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ คือเหลือไม่ถึงร้อยกลุ่มเท่านั้น 
            
ปัญหาสำคัญของโอทอปเป็นปัญหาเก่าที่เอามาเล่าใหม่ หรือเหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่  คือ ตั้งโจทย์ผิด จะทำอะไรทีก็ตั้งคำถามว่า "ทำอย่างไร" มีเทคนิควิธีการอะไรดีๆ มีสูตรสำเร็จอะไรบ้าง  ทำอย่างไรจึงจะทำได้เยอะๆ เพื่อจะได้ขายมากๆ ไม่ได้ถามว่า "ทำไปทำไม"

            
ส่วนใหญ่ เริ่มต้นก็ตั้งหน้าตั้งตาผลิตเพื่อขายในตลาดใหญ่ จะรวยเลยว่างั้น วิ่งหาตลาดกันหน้าดำคร่ำเครียด ทะเลาะกันแทบจะฆ่ากันตายเพราะแย่งกันไปขายที่อิมแพคเมืองทองธานีหรืองานใหญ่ๆ ที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะงานที่ไม่ต้องเสียค่าบูธ
ที่ตั้งโจทย์กันผิดก็เพราะหน่วยงานที่ส่งเสริมคิดแบบแยกส่วน คิดเป็นเรื่องๆ ตามหน้าที่ของหน่วยงานของตนเอง ซึ่งความจริงมีอยู่หลายหน่วย ทับซ้อนและแข่งขันกัน อ้างความเป็น "เจ้าของ" กลุ่มโน้นกลุ่มนี้ที่มีโอทอปดีๆ  ทั้งๆ ที่ก็เป็นหมู่บ้านเดียวกัน และชาวบ้านก็คนเดียวกัน เพียงแต่ใส่เสื้อวันละสีเพื่อให้เข้ากับหน่วยงานที่ไปส่งเสริมเท่านั้น

นอกจากคิดแบบแยกส่วนแล้ว ยังไม่มีแผนอะไรมากไปกว่าการผลิต ส่วนการตลาดนั้นให้ "ไปตายเอาดาบหน้า" ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้ตายตามความตั้งใจ 

จะมีสักกี่รายที่ขายดีจน "ผลิตไม่ทัน" ก้าวไกลไปถึงส่งออก เพราะที่ส่งออกได้ก็เพราะการดำเนินการโดยข้าราชการบางคนที่หาลำไพ่พิเศษ อาศัยหน่วยงานตนเองทำงานใกล้ชิดกับชาวบ้าน และบริษัทเอกชน นักธุรกิจที่ "ต่อยอด" (รวมทั้ง "เด็ดยอด" ในบางกรณี)

โอทอปวันนี้อาจจะมี "ล้านชิ้น" แต่ที่เป็น "นวัตกรรม" จริงๆ มีสักกี่ชิ้น ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่เป็นอะไรที่เลียนแบบกันมากกว่า แชมพูดอกอัญชัน มะคำดีควายไปไหนก็เจอ แต่ก็ไม่เห็นมีสูตรอะไรพิเศษไปกว่าของคนอื่น ต่างกันแต่ขวดและข้อความข้างขวดเท่านั้น

ที่พอจะเรียกโอทอปจริงๆ ก็เป็น "มรดก" เก่าแก่ดั้งเดิมของท้องถิ่นที่เอามาปรับประยุกต์บ้างเล็กน้อยเท่านั้น  จะเรียกว่าเอาของเก่ามาขายกินก็ไม่ผิดนัก ยังหาโอทอปนวัตกรรมจริงๆ น้อยเกินไป เพราะจะเกิดนวัตกรรมได้ก็ต่อเมื่อมี "การเรียนรู้" ไม่ใช่ "การเลียนแบบ" อย่างที่ทำกันวันนี้
            
ถ้าจะส่งเสริมโอทอปให้เป็น "วิสาหกิจชุมชน" ไม่ใช่ "ธุรกิจชุมชน" ก็ต้องส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ต้องใช้เวลา ไม่ใช่เรียนรู้เทคนิคอย่างเดียว แต่เรียนรู้วิธีคิด วิธีวางแผน วิธีทำแผนพัฒนาชุมชนทั้งหมด ทำกันทั้งกระบวน อย่างมีแบบมีแผน อย่างมีข้อมูล ใช้ความรู้ ไม่ใช้ความเห็นหรือความอยาก เห็นใครทำอะไรแล้วรวยก็จะเอาอย่างเขาบ้าง 
           
ถ้าโอทอปเป็นผลของวิสาหกิจชุมชน โอทอปต้องมาจากกระบวนการเรียนรู้ เพราะถ้าไม่มีกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ไม่มีแผนแม่บทชุมชนเป็นฐาน ไม่มีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา ไม่เอาการพึ่งพาตนเองเป็นเป้าหมาย โอทอปก็ไม่ต่างจากผลิตภัณฑ์ธุรกิจชุมชนทั่วไป เป็น SME ที่คนในชุมชนบางคนหรือนักธุรกิจจากนอกชุมชนเข้าไปจัดการและดำเนินการแบบธุรกิจ
           
คนที่ได้กำไรได้ประโยชน์จากโอทอปจริงๆ กลายเป็นพ่อค้าที่มีความรู้ ทุน ตลาด ส่วนชาวบ้านก็ยังคงเป็นแรงงานถูกๆ อยู่เหมือนเดิม ไม่ได้อะไรที่ควรได้จากความรู้ภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่น 
            
วิสาหกิจชุมชน การประกอบการที่ดำเนินการโดยกลุ่มชาวบ้านในชุมชนไม่ได้ปฏิเสธตลาด ไม่ได้ปฏิเสธการส่งออกไปขายในตลาดใหญ่ รวมทั้งต่างประเทศ  แต่วิสาหกิจชุมชนต้องมีฐานคิดที่หนักแน่น มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการพึ่งตนเองเป็นอันดับแรก เมื่อมีฐานแน่น จะทำ "ธุรกิจ" ต่อไปก็ไม่มีปัญหา ไม่เสี่ยงจนเกินไป และถ้าหากพลาดพลั้งขายไม่ได้ก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ไม่ใช่เป็นหนี้เป็นสินแทบจะล้มละลายอย่างที่หลายกลุ่มกำลังเผชิญวันนี้
            
การทำวิสาหกิจชุมชนเป็นการสร้างฐานที่นำไปสู่การผลิตโอทอปได้ และจะเป็นโอทอปที่มาจากการเรียนรู้ ไม่ใช่เลียนแบบ เป็นนวัตกรรม เป็นสิ่งสร้างสรรค์ใหม่ที่มีคุณค่าและมูลค่า

โอทอปที่มาจากระบวนการเรียนรู้เช่นนี้จะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องหากินแต่กับของเก่าอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะถ้ามีการเรียนรู้การจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นบนฐานภูมิปัญญา อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และได้ความคิดสร้างสรรค์เป็นแรงขับเคลื่อน จะเกิดสิ่งใหม่ๆ อย่างไม่รู้จบ เหมือนโออิตะ ต้นตำรับโอทอปซึ่งเป็นต้นแบบ 
"วิธีคิด" ดังกล่าว ที่มะนาวลูกเดียวทำได้ 500 อย่าง หรือเครือข่ายอินแปงที่สกลนคร ยมนาที่นครศรีธรรมราช เป็นต้น


นอกจากนั้น กระบวนการเรียนรู้ การทำแผนแม่บทชุมชน ทำให้ชุมชนแยกแยะได้ว่า พวกเขาจะผลิตอะไรเพื่อการบริโภคภายในชุมชน ในตำบล ในเครือข่ายท้องถิ่น จะผลิตอะไรออกไปขายตลาดภายนอก  อย่างแชมพู น้ำยาล้างจาน สมุนไพร ปุ๋ยชีวภาพ น้ำปลา และอื่นๆ ที่ต้องกินต้องใช้ทุกวัน พวกเขาก็ทำกินเองใช้เองเพื่อลดรายจ่าย ซึ้งเท่ากับเพิ่มรายได้

ถ้าบางแห่งมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น มีคุณลักษณะพิเศษก็อาจจะผลิตออกไปขายข้างนอกได้ เพราะเชื่อว่าไปแข่งขันกับของคนอื่นได้

การทำงานอย่างมีแบบมีแผนเช่นนี้ไม่มีการตลาดแบบ 
"ไปตายเอาดาบหน้า" อย่างแน่นอน เพราะการทำแผนแม่บทชุมชนเป็นการจัดระเบียบชีวิตของชุมชนใหม่ จัดระเบียบการผลิต การบริโภค การตลาด การลงทุน ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจชุมชน ระบบสวัสดิการ ระบบสุขภาพ และระบบย่อยอื่นๆ ที่ทำให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ ออกจากวัฒนธรรมอุปถัมภ์เข้าสู่วัฒนธรรมข้อมูลและความรู้


การจัดระเบียบชีวิตเช่นนี้ชุมชนต้องพัฒนาตนเองไปเป็น 
"มืออาชีพ" มากยิ่งขึ้น จะคิดว่า "ยังไงก็ได้" ไม่ได้แล้ว สังคมวันนี้เปลี่ยนไป มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ชาวบ้านที่ไม่มีความรู้ ไม่เป็นมืออาชีพอยู่ไม่ได้ ต้องเรียนรู้และจัดการชีวิตให้เป็นเพราะชีวิตในชุมชนเองก็ไม่ได้เรียบง่าย จะพึ่งพาอาศัยธรรมชาติและภูมิปัญญาของปู่ย่าตายายอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว


สิ่งที่หน่วยงานต่างๆ ที่ส่งเสริมโอทอปต้องทำวันนี้ไม่ใช่ไปบอกชาวบ้านให้ผลิตเยอะๆ แต่ไปช่วยให้พวกเขาได้เรียนรู้การจัดการชีวิตของตนเองก่อน เรียนรู้จักคิดก่อนจะรู้จักทำ ถามตัวเองก่อนว่า 
"ทำไปทำไม" ก่อนจะถามว่า "ทำอย่างไร" ถ้าคิดถูกก็จะทำถูก


วันนี้ตำบลต่างๆ กำลังเริ่มทำแผนแม่บทชุมชน ถ้าทำได้ดีมีประสิทธิภาพ ชาวบ้านก็จะได้เรียนรู้และอยู่อย่างมีแบบมีแผน  ตำบลจะเป็นพื้นที่เป้าหมายของการพัฒนา โดยชุมชนเป็นผู้วางแผนและเป็นผู้ดำเนินการหลักในทุกขั้นตอน มีหน่วยงานราชการ เอกชน วิชาการ และอื่นๆ จากภายนอกไปช่วยให้การส่งเสริมสนับสนุน
นี่คือหัวใจของแผนฯ ๙ และแนวคิดที่ว่าด้วยการพัฒนาบูรณาการ การเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง และทุกฝ่ายประสานพลังกันทำงานไม่แบ่งเขาแบ่งเราอีกต่อไป

เมื่อทุกตำบลมีแผนแม่บทของตนเองแล้ว พวกเขาจะเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ "สมบัติ" ผลัดกันชมของหน่วยงานต่างๆ อีกต่อไป และคงถึงเวลาที่ชุมชนจะต้องเลิกกลุ่มที่ใส่เสื้อสีต่างๆ ที่หน่วยงานของรัฐอ้างเป็น "เจ้าของ"  เลิกระบบอุปถัมภ์และระบบไม้ในกระถาง ทุบกระถางทิ้ง และให้ไม้ลงดิน จะได้เติบโตเป็นไม้ใหญ่เกิดดอกออกผล เป็นตัวของมันเอง
ถึงเวลาคืนงานพัฒนาให้ชุมชน ให้พวกเขาพัฒนาศักยภาพของตนเอง 

เมื่อเป็นตัวของตัวเอง พึ่งตนเองได้ก็เป็นอิสระทางความคิด คนที่เป็นอิสระทางความคิดสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังกรณีชุมชนหลายแห่งทั่วประเทศวันนี้