phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Tuesday, 18 December 2012 08:27

ปฏิรูปประเทศไทยเงื่อนไข 5 ข้อ

Rate this item
(0 votes)

มติชนรายวัน 4 พฤศจิกายน 2553

ข้อเขียนนี้มองจาก “ข้างล่าง” ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงสังคมใหญ่บนฐานสังคมย่อย คือ ชุมชนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งในชนบทและในเมือง ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบใหม่        

เงื่อนไข 5 ประการ นำมาจากกรอบเกณฑ์ “ชุมชนเข้มแข็ง” 

เงื่อนไขข้อที่ 1 : สังคมไทยจะต้องมีเป้าประสงค์ (purpose) ที่ชัดเจนว่า “ประเทศไทยจะพึ่งตนเองได้อย่างไร”  การพึ่งตนเองในที่นี้มีความหมายเดียวกับที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบอกไว้ในเศรษฐกิจพอเพียง คือ “การอุ้มชูตัวเอง” ซึ่งหมายถึงความสามารถในการจัดการชีวิตของตนเองให้ได้สัก “เศษหนึ่งส่วนสี่” 

นี่เป็นโจทย์ที่สังคมไทยต้องนำไปคิดต่อว่า การพึ่งตนเองในระดับชาติ ในโลกยุคโลกาภิวัตน์แปลว่าอะไร ปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมาเป็นบทเรียนว่า เราพึ่งพาตนเองได้มากน้อยเพียงใด ได้รับผลกระทบเพราะ ขาดภูมิคุ้มกัน ไม่มีความสามารถในการจัดการตนเองได้ดีพอ พึ่งการส่งออกถึง 70 เปอร์เซนต์ ใช่หรือไม่

ประเทศไทยต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพราะเราไม่มีปัญญาพัฒนาขึ้นมาเอง ความรู้เราไม่พอ เราอ่อนด้อยทางการศึกษา การวิจัย ทำให้ต้องลงทุนมากกว่าเจ้าของเทคโนยีเป็นร้อยเท่า เรามีอุตสาหกรรมที่ทำเงินได้มากมาย แต่ไหลออกไปเข้ากระเป๋าเจ้าของจริงในต่างประเทศ เราได้เพียงค่าแรงถูกๆ แม้ภาษีหลายกรณีก็ไม่ได้ เพราะไปยกเว้นให้เขาหมด

มองจากข้างล่าง คำถามคือ รัฐบาลไหนสนใจส่งเสริมความเข้มแข็งของท้องถิ่นด้วยการสนับสนุนให้เกิดระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเองบ้าง เห็นมีแต่ทำโครงการกันมาเกือบ 50 ปี ตั้งแต่แผน 1 ถึงแผน 10 ไม่เคยเปลี่ยน เปลี่ยนแต่รูปแบบโครงการ ซึ่งเงินหมดก็เลิก หาเงินใหม่ในนามของการพัฒนา 

ในระดับท้องถิ่น การสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง คือ การจัดปกครองตนเอง พัฒนาตนเองอย่างมียุทธศาสตร์ ชุมชนในระดับตำบลและเทศบาลทำแผนแม่บทชุมชน ทำประชาพิจัยก็จะรู้ว่าตนเองกินอะไร ใช้อะไรเท่าไร มีทุนท้องถิ่นที่เป็นทรัพยากร ทุนทางสังคม ทุนทางปัญญาเท่าไร มีรายรับ รายจ่าย หนี้สินเท่าไร จะลดรายจ่ายอย่างไร จะทดแทนการซื้อจากตลาดอย่างไร รายการไหนทำได้เองก็ลงมือทำ รายการไหนจำเป็นต้องซื้อต่อไปก็ต้องซื้อ

การสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเองเริ่มจากการสร้างจิตสำนึก เมื่อชุมชนเห็นตัวเลขการบริโภคที่ตนเองรวบรวมและนำมาวิเคราะห์ก็มองเห็นสัจธรรมว่า ตำบลของตนเองซื้อหวยปีหนึ่งถึง 
3 ล้านซื้อเหล้าถึงปีละ 6 ล้าน ซื้อขนมกรุบกรอบปีละ 7 ล้าน ทำให้มองเห็นความไม่สมเหตุสมผลของการกินการอยู่ และต้องหาทางลดละเลิก

อย่างรายการข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน ซื้อน้ำยาล้างจานปีละ 8 แสน แทนที่จะทำเองซึ่งถูกกว่าซื้อตั้งหลายเท่า หรืออยู่ติดทะเลแท้ๆ ยังซื้อน้ำปลากินปีหนึ่งเป็นล้าน ทำนาเองแต่ขายข้าวเปลือกถูกๆ ไปซื้อข้าวสารแพงๆ กิน ดินก็มี น้ำก็มี แดดดก็มี เวลาก็มี แต่ไม่เคยปลูกผักกินเองแม้แต่ต้นเดียว เมื่อเกิดสำนึกก็ลงมือทำหลายอย่างที่ช่วยให้ลดค่าใช้จ่าย แก้ไขหนี้สินได้

เหล่านี้ คือ การเรียนรู้ไปสู่การจัดการตนเองด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งหมายถึงการกินการอยู่อย่างสมเหตุสมผล พอดีพอประมาณ ด้วยการทำกินเองใช้เองบ้าง ไม่ใช่หาเงินไปซื้อทุกอย่าง

ลองคิดดูว่า ถ้าหากค่าใช้จ่ายต่อตำบล/เทศบาลต่อปีอยู่ระหว่าง 50-200 ล้านบาท ถ้าหากชุมชนสามารถลดการใช้จ่ายลงได้สัก “เศษหนึ่งส่วนสี่” จะเกิดอะไรขึ้นกับระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ 

อาจจะมีพ่อค้าบางรายที่เจ๊งเพราะขายของไม่ได้เนื่องจากชาวบ้านทำเอง แต่คงไม่กี่ราย แล้วเมื่อค้าปลีกยักษ์ใหญ่กระจายลงไปถึงท้องถิ่นอย่างวันนี้ ทำให้คนหลายล้านคนตกงาน ร้านโชว์ห่วยนับล้านได้รับผลกระทบและต้องปิดกิจการ ทำไมไม่มีใครว่าอะไร
 

เงื่อนไขข้อที่ 
2 คือ การเรียนรู้ ถ้าหาก “พึ่งตนเองคือเป้าหมาย หัวใจคือการเรียนรู้” ไม่มีการเรียนรู้ การพึ่งตนเองก็ไม่เกิด เพราะสังคมวันนี้ต้องใช้ความรู้จึงจะอยู่รอด ไม่ว่าระดับใด อาศัยแต่ขายทรัพยากรกินก็หมดไปนานแล้ว ขายแรงงานกินก็คงทำได้ไม่กี่ปีตามสังขาร

การพัฒนาที่ผ่านมาใช้ความรู้น้อย ใช้อำนาจและเงินมากกว่า สังคมไทยจึงด้อยพัฒนาและวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ของอำนาจทางการเมือง ประชาธิปไตยไม่เกิดแม้จะมีการเลือกตั้ง เพราะประชาธิปไตยคือการปกครองตนเองของประชาชน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ถ้าประชาชนมีความรู้ มีการศึกษา มีการพัฒนาจิตสำนึกในการพึ่งพาตนเอง ไม่พึ่งแต่รัฐ นายทุน นักการเมืองอย่างที่เป็นอยู่

สังคมไทยต้องปฏิรูปตนเองจาก “สังคมอำนาจ
+เงิน” ไปสู่ “สังคมความรู้” เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้(Learning Society) เป็นสังคมที่เชื่อว่า ความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนา ความรู้ต้องเป็นฐาน ความรู้ต้องเป็นเครื่องมือหลัก

การจัดการศึกษาทุกวันนี้ยังจัดเหมือนยุคอุตสาหกรรม จัดการศึกษาที่เน้น “โรง” เหมือนโรงงาน จัดในห้องสี่เหลี่ยม เรียนแบบท่องจำ เอาตำราเป็นตัวตั้ง เรียนด้วยความเชื่อว่า ความจริงมีอยู่แล้ว คำตอบมีอยู่แล้ว การเรียนรู้หมายถึงการไปหาคำตอบสำเร็จรูปเหล่านั้น ท่องให้จำ ทำตามให้ได้ก็จะประสบความสำเร็จ ไม่ต้องคิดอะไรให้มาก

โรงเรียนวันนี้จึงเป็นโรงสอน สถาบันการศึกษาจึงเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตคนเหมือนผลิตสินค้าออกไปป้อนสังคม ป้อนหน่วยงานองค์กร ไม่ได้สอนให้คิดเป็น ทำเป็น สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ไม่สอนให้ตั้งคำถาม เพราะเอาแต่ท่องคำตอบ ไม่สอนให้คิดเพราะเอาแต่กาผิดกาถูก ทำได้แต่ปรนัย ไม่สามารถคิดเขียนอธิบายอะไรให้ยืดยาว มีเนื้อหาสาระ มีขั้นตอนกระบวนการ เป็นอะไรที่เรียกว่าอัตนัยได้

การศึกษาแบบอุตสาหกรรมเป็นการศึกษาแบบกลไก แยกส่วน และลดทอนการเรียนรู้ลงมาเหลือแต่การท่องหนังสือ รู้แต่เรื่องที่ต้องเรียนต้องท่องแค่ไม่กี่อย่าง ไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องที่เรียนกับชีวิต เพราะชีวิตเป็นองค์รวม เป็นองคาพยพ เป็นระบบที่ทุกส่วนล้วนสัมพันธ์เป็นหนึ่ง

ถ้าเรียนแบบเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง การเรียนต้องทำให้ชีวิตดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น หนี้สินลดลง ความยากจนหายไป ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง ผู้คนสามารถเรียนแล้วช่วยตัวเองได้ ช่วยคนอื่นได้ เรียนแล้วอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกินในท้องถิ่นของตนเองได้ ไม่ออกไปไหนก็อยู่ได้อย่างพอเพียง

ปฏิรูปการศึกษาต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์การศึกษาใหม่ สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ใหม่ จัดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ เพื่อจะได้ตอบโจทย์อันเป็นเงื่อนไขข้อแรกของการปฏิรูปประเทศไทย คือ เรียนอย่างไรคนจึงจะพึ่งพาตนเองได้ การศึกษาแบบไหนจึงจะช่วยให้ประเทศไทยพึ่งตนเองได้
 
         
การจัดการเรียนรู้ไม่ใช่มีแต่ในสถานศึกษาหรือสถาบันการศึกษา สังคมเรียนรู้จะต้องจัดการรัยนรู้ได้ทุกแห่งทุกที่มีความรู้ มีผู้รู้ และจัดการให้ทุกคนที่อยากเรียนรู้ได้เรียนในทุกเรื่องที่อยากรู้ และจัดการให้ทุกคนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ควรจะเรียนและควรจะรู้เพื่อจะได้อยู่ในโลกวันนี้แบบไม่หลงยุคตกสมัย
 
          
เงื่อนไขข้อที่ 
3 ยุทธศาสตร์พัฒนา สังคมไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เขียนไว้สวยงาม หลายแผนที่ผ่านมาเน้นการพัฒนาคน เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก เป็นปรัชญา เป็นกรอบ หรือจะเรียกอะไรก็ไม่รู้ เพราะแม้จะดูดี แต่มีหน่วยงานไหนที่เอาไปทำจริงบ้าง

สิ่งที่เกิดขึ้นทุกรัฐบาล คือทำงานพัฒนาแบบไม่มียุทธศาสตร์ มีแต่แผนที่กำหนดโดยพรรคการเมือง เอานโยบายของตนเองมาใช้ และให้เกิดผลโดยเร็วที่สุด เน้นการทำโครงการ “ประชานิยม” ที่ให้ผลเร็วทันใจ
ไม่สนใจกระบวนการ (process) เท่ากับผลลัพธ์ (output) โดยไม่สนใจว่าผลระยะยาวทางเศรษฐกิจและสังคมจะเป็นเช่นไร   
       
ในท้องถิ่นก็เป็นเช่นนี้ เพราะเลียนแบบ “ลูกพี่” ในระดับชาติ ไม่มียุทธศาสตร์ มีแต่แผนงานที่ต้องเขียนตามกรอบที่จะทำให้ได้งบประมาณมากที่สุด และไม่ต้องเสียเวลาอธิบายอะไรให้ยืดยาว จึงเขียนแผนแบบนั่งเทียนหรือลอกเพื่อน เน้นการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อะไรที่ “กินได้” ในทุกความหมายของวลีนี้
  
        
ยุทธศาสตร์ที่ดีมีฐานข้อมูล ฐานความรู้ที่เกิดจากการร่วมกันเรียนรู้ ร่วมกันวิจัย ร่วมกันพัฒนาความรู้และหลักการหลักคิดใหม่ คือกระบวนการสร้าง “ปัญญาอย่างใหม่” เป็นการรวม “ภาพฝัน” ของผู้คนที่ผนึกพลังกันหาวิธีทำให้ฝันนั้นเป็นจริง ถ้าหากเป็นฝันของผู้นำคนเดียว และผู้นำที่ทำทุกวิถีทางให้ฝันเป็นจริงก็มีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจและเงินเป็นเครื่องมือ

การทำยุทธศาสตร์ที่ดีจะมุ่งการสร้างระบบ ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยาก ต้องใช้เวลา ใช้ความรู้ใช้ปัญญาผู้นำในท้องถิ่นจึงชอบที่จะทำโครงการมากกว่า ง่ายกว่า ไม่ต้องคิดมาก มีงบก็ทำได้เลย

ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ดีต้องมาจากการผนึกพลังของคนไทยทั้งชาติ โดยกระบวนการ “สมัชชา” ไม่ว่าสมัชชาประเด็น สมัชชาพื้นที่ ทำให้ครอบคลุมประเด็น ครอบคลุมพื้นที่ ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดยไม่ใช้แต่การทำ “ประชาคม” อย่างเดียว แต่ใช้กระบวนการอื่นๆ ของการร่วมเรียนรู้ ร่วมวิจัย ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมร่าง ร่วมเสนอ มากกว่าแค่การมาฟังแล้วยกมือเห็นด้วยไม่เห็นด้วย
 

เงื่อนไขที่ 
4 ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เงื่อนไขที่ดูเหมือนแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่หากปฏิรูปประเทศไทยได้อีก 4 เงื่อนไข การแก้ไขปัญหาความไม่โปร่งใส การโกงบ้านกินเมือง การคอร์รัปชั่นก็จะลดลง ควบคุมได้

วันนี้อำนาจและเงินตรายังครอบงำผู้คนในท้องถิ่น จึงดิ้นรนทุกวิถีทางที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจ หน้าที่ทางการเมืองการปกครอง ขนาดแหน่งผู้ใหญ่บ้านยังลงทุนกันเป็นแสน กำนันเป็นล้าน สมาชิกอบต. สมาชิกเทศบาลอีกเท่าไร ถ้าระดับนายกฯ ไม่ใช่แค่ล้านสองล้าน นับสิบล้านหรือมากกว่า

ธรรมาภิบาลไม่ได้หมายถึงความโปร่งใสตรวจสอบได้อย่างเดียว แต่รวมไปถึงการกระจายอำนาจ การทำให้ชุมชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา  อบต. เทศบาล ท้องถิ่นที่เข้มแข็งไม่บริหารงานคนเดียว มีเจ้าหน้าที่พนักงานหยิบมือหนึ่ง แต่จะมีอาสาสมัครที่เข้ามาร่วมคิดร่วมทำ ทั้งงานสังคมอย่างการดูแลคนพิการ คนเจ็บคนป่วย และสุขภาพของชุมชน การจัดการเรียนรู้ให้เด็กเยาวชน การดูแลสิ่งแวดล้อม การกำจัดขยะ การทำพลังงานทางเลือก และเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะทั้งหลาย

ทำนองเดียวกัน ธรรมาภิบาลในระดับชาติ นอกจากความโปร่งใสไม่โกงกินแล้วยังหมายถึงความจริงใจในการกระจายอำนาจ ส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีความเป็นตัวของตัวเอง สามารถพัฒนายุทธศาสตร์ของตนเอง บนฐานข้อมูลและความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่ ซึ่งแตกต่างกัน ไม่ยัดเยียดครอบงำด้วยยุทธศาสตร์ชาติ หรือแม้แต่ยุทธศาสตร์จังหวัดอย่างที่ทำๆ กันอยู่
 

เงื่อนไขที่ 
5 เครือข่ายประชาสังคม  เป็นการส่งเสริมให้เกิดขบวนการภาคประชาชนเพื่อถ่วงดุลอำนาจรัฐและอำนาจทุน เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเมืองในทุกๆ ด้าน

ประชาสังคมเป็นเครือข่ายและความสัมพันธ์แนวราบ ที่สมาชิกคือ ภาคี หุ้นส่วน พันธมิตร ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันทำงานตามบทบาทหน้าที่ของตน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ร่วมมือกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ทำให้เกิดการผนึกพลัง (
synergy)

การเติบโตของประชาสังคมเป็นเครื่องหมายของสังคมประชาธิปไตย ซึ่งเน้นความสัมพัน์แนวราบ ความเสมอภาค ความร่วมมือ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แนวดิ่งที่เน้นอำนาจ การสั่งการ การบังคับบัญชา 

ประชาสังคมเข้มแข็งจะมีบทบาทและส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ไม่ปล่อยให้นักการเมืองไปคิดไปทำไปออกกฎหมายกฎระเบียบต่างๆ คนเดียว และไม่ใช่แค่ไปร่วมยกมือในการประชุมแบบ “ประชาคม” ประเภท “พวกมากลากไป” แต่มีส่วนร่วมในการเสนอ การทำการศึกษาวิจัย การให้ข้อมูล ให้ความคิดเห็น และการทำประชาพิจารณ์

เครือข่ายประชาสังคมเป็นเครือข่ายการเรียนรู้เป็นอันดับแรก แล้วไปสู่เครือข่ายการทำงานร่วมกันในประเด็นต่างๆ ทุกเรื่องทุกประเด็นที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ตั้งแต่การร่วมมือกันทำสหกรณ์เข้มแข็ง เครือข่ายสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เครือข่ายอนุรักษ์ป่า เครือข่ายพลังงานและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายกองทุน กลุ่มออมทรัพย์และสวัสดิการ เครือข่ายชุมชนเมือง และอื่นๆ 

เครือข่ายประชาสังคมในระดับท้องถิ่นมีน้อย แต่เท่าที่มีอยู่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าไม่มีเครือข่ายประชาสังคมแบบนี้ การปฏิรูปสังคมไทยไม่เกิด การคอบงำอำนาจก็มีต่อไป 

การทำงานในระดับชาติเพื่อส่งเสริมประชาสังคมเข้มแข็งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง ตัวอย่างของการส่งเสริมสุขภาพที่บุคลากรในแวดวงสาธารณสุขร่วมกันดำเนินการมาหลาบสิบปีจนกระทั่งเกิดพรบ.สุขภาพ เกิดธรรมนูญสุขภาพ ล้วนมีฐานการดำเนินงานมาจากการส่งเสริมเครือข่ายประชาสังคม

หน่วยงานภาครัฐจะต้องปรับบทบาทจากการทำโครงการมาเป็นการสร้างเครือข่าย เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (
catalyst) ให้เกิดนวัตกรรม เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มาจากการประสานพลัง
 

ด้วย 
5 เงื่อนไขดังกล่าว การปฏิรูปประเทศไทยต้องเกิดได้ อยู่ที่ว่า รัฐบาลเองมีเจตจำนงทางการเมือง (political will) มากน้อยเพียงใด เชื่อในภาพฝันของการพัฒนายั่งยืน การพัฒนาที่สมดุลหรือไม่ เชื่อและเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่

แต่ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะขาดเจตจำนงทางการเมือง นักการเมืองส่วนใหญ่จะไม่สนใจ ถ้าเครือข่ายประชาสังคม เครือข่ายชุมชนเดินหน้าด้วยความมุ่งมั่น วันหนึ่งภูเขาไฟก็ระเบิดได้ ระเบิดที่ยอด เป็นการระเบิดที่มาจากข้างล่าง 

สังคมไทยเป็นองคาพยพ เป็นระบบที่ทุกส่วนล้วนสัมพันธ์กัน ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยแรงกระเทือนของพลังปฏิรูปต้องไปถึงทุกส่วน อยู่ที่ว่าจะระดมพลังสังคมร่วมปฏิรูปได้มากน้อยเพียงใด เพื่อร่วมกันสร้างพลังทางปัญญาอย่างใหม่ 

พลังปัญญาที่ทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกวันนี้ โลกที่ “ไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด หรือคนที่ฉลาดที่สุดที่จะอยู่รอด แต่เป็นคนที่ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดต่างหาก” (ชาร์ลส์ ดาร์วิน)