phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Tuesday, 18 December 2012 08:26

เศรษฐกิจวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์

Rate this item
(3 votes)

มติชนรายวัน 4 สิงหาคม 2554 

“อาวุธอันเดียวที่เหลืออยู่ของคนยาก คือ วัฒนธรรม” เป็นคำยืนยันของ James C. Scott อาจารย์รัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเยล ในหนังสือ “อาวุธคนยาก” (Weapons of the Weak) ผลงานวิจัยที่รัฐเคดะห์ในมาเลเซีย รัฐที่มีคนไทยอยู่เป็นแสน
      
วันนี้คนจนในประเทศไทยไม่มีอะไรเหลือ ไม่ว่าที่ดิน ทรัพย์สิน เงินทอง รวมทั้งศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นในตัวเองก็หมดไปด้วย ถูกประณามว่าโง่ จน เจ็บ มาหลายสิบปีจนเชื่อว่าจริง และเริ่มดูถูกตัวเองว่าต่ำต้อยด้อยวาสนา อาภัพอับจน
  
        
การพัฒนายุคใหม่ทำให้ชาวไร่ชาวนากระโดดเข้าสู่เศรษฐกิจทุนนิยม อยากรวย อยากมีเงิน เพื่อซื้อความสะดวกสบายที่สังคมทันสมัยมอบให้ ปีแรกๆ ก็ได้เงินดี นานเข้าก็เป็นหนี้สิน ไม่พอกิน แล้วไม่พออยู่ เพราะขายที่ขายทางใช้หนี้เขา เหลือแต่แรงงานที่ยังพอขายได้  กว่าจะรู้ก็สายแล้วที่ว่า ความทันสมัยไม่ได้เป็นการพัฒนาเสมอไป เพราะพัฒนาแบบไหนคนถึงไม่พออยู่ ไม่พอกิน
  

        
ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพด รวมทั้งทำนาปลูกข้าวและอื่นๆ เก็บเกี่ยวแล้วก็เอาไปขาย จะไปบอกพ่อค้าว่าจะเอาเท่านั้นเท่านี้ก็ไม่ได้ คนกำหนดราคาคือเถ้าแก่ ถ้ายังดึงดันจะเอาราคาที่ตนเองอยากได้ อาจจะโดนด่าส่งให้เอากลับไปกินเองที่บ้าน ในเศรษฐกิจทุนนิยม ชาวไร่ชาวนาไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่ขายก็ไม่ได้เพราะเป็นหนี้ ไม่มีจะกิน เขาให้เท่าไรก็ต้องขาย 

สามสิบกว่าปีก่อน ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิมปลูกพืชเศรษฐกิจที่อำเภอสนามชัยเขตประมาณ 
200 ไร่ ทำไปทำมาขาดทุน เป็นหนี้เป็นสิน ถูกธนาคารยึดที่ดินเกือบหมด เหลือเพียง 9 ไร่ไว้เป็นบ้านและที่อยู่อาศัย ทำ 200 ไร่ไม่รวยและพึ่งตัวเองไม่ได้ แต่ทำ9 ไร่กลับ “รวย” และพึ่งตัวเองได้ มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ

รวยแบบผู้ใหญ่วิบูลย์ คือ พอเพียงและมีความสุข ไม่เป็นหนี้เป็นสิน ไม่ทุกข์ร้อนอีกต่อไป พื้นที่ 
9 ไร่ ผู้ใหญ่ปลูกทุกอย่างที่อยากปลูก อยากกิน อยากใช้ จนมีกินมีใช้ ทำมา25 ปี เอาไม้ในสวนมาปลูกบ้านได้ 1 หลัง มีคนไปเรียนรู้ดูงานหลายแสนคน

วันหนึ่งพ่อค้าไปขอซื้อมะม่วงแก้วต้นใหญ่กลางสวน เพราะเห็นว่าดกดี สุกและร่วงหล่นลงดินก็มี บอกว่าจะซื้อกิโลละ 1 บาท ผู้ใหญ่ไม่ขาย 5 บาทก็ไม่ขาย 10 บาทก็ไม่เอา ภรรยาของผู้ใหญ่เอาไปทำมะม่วงแผ่น ขายกิโลละ 70 บาท เมล็ดก็เอาไปเพาะไปกล้า ขายได้ต้นละ 10-20 บาท ผู้ใหญ่บอกว่า ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาให้กิโลละบาทก็ต้องขาย เพราะเป็นหนี้ วันนี้ตรงกันข้าม คนที่กำหนดราคาคือผู้ใหญ่ ไม่ใช่พ่อค้า 

เศรษฐกิจวัฒนธรรม คือ เศรษฐกิจที่สืบสานคุณค่าของการพึ่งพาตนเองของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย จัดการการผลิต การบริโภค การกิน การอยู่ให้พอเพียง ไม่เดือดร้อนรบกวนคนอื่น แบ่งปันให้ผู้ที่ขาดแคลน ขัดสน เศรษฐกิจวัฒนธรรมเป็นเศรษฐกิจที่รอได้ เลือกได้ ตัดสินใจได้ กำหนดราคาได้

ชาวบ้านในเครือข่ายอินแปงแถบภูพานสกลนคร อุดรธานี กาฬสินธุ์ มุกดาหาร เคยอาศัยป่าเป็นแหล่งอาหารและสิ่งจำเป็นอื่นๆ สวนของตนเองหลังบ้านก็ปลูกสารพัดไว้กินไว้ใช้ แม้ไม่สะดวกไม่สบายเท่าวันนี้เพราะไม่มีน้ำประปาไฟฟ้า ถนนลาดยาง แต่ก็อยู่ดีมีสุขตามสมควร ไม่ทุกข์ไม่ร้อนเพราะไม่มีหนี้

วันหนึ่งเมื่อปี 2507 มีคนเอาปอเข้าไปปลูก รวยอยู่ปีสองปีราคาก็ตก ถางป่าขยายที่เพาะปลูกก็ช่วยไม่ได้ ปี 2513 มีคนเอามันสำปะหลังเข้าไปเผยแพร่ รวยกันอยู่ไม่นานก็จนลงและเริ่มเป็นหนี้ แต่ที่หนักหนาสาหัสเกิดขึ้นหลังจากปี 2520 ที่ไฟฟ้าเข้า ถนนเข้าหมู่บ้าน นำเอาเครื่องอุปโภคบริโภคสารพัดมาด้วย

ที่สำคัญ คือ ทีวี ตู้เย็น พัดลม เครื่องใช้ไฟฟ้ามาหมด ใช้ก่อนผ่อนทีหลัง ไม่มีทางใดง่ายเท่าไปเก็บเอาของป่าไปขาย จนหมดป่า เห็ดก็หมด หน่อไม้ก็หมด ผักหวานและผักอะไรก็ไม่เหลือให้ตนเองและครอบครัว จนต้องซื้อทุกอย่างจากตลาด แม้แต่ของกินของใช้ที่เคยหาได้จากธรรมชาติหรือปลูกเลี้ยงเอง

ป่าไม้ที่ให้อาหารอย่างล้นเหลือ แต่อุดมสมบูรณ์เพียงใดก็ไม่พอต่อความโลภและความต้องการของมนุษย์ ไม่พอใช้หนี้ ที่มากับทุนนิยม บริโภคนิยม

การเรียนรู้ทำให้คนอินแปงเกิดปัญญา เข้าใจที่มาสาเหตุที่แท้จริงของความยากจนของตนเอง ทบทวนชีวิต ความเป็นมา แล้วตัดสินใจเลิกปลูกปอ ปลูกมัน พืชเดี่ยวต่างๆ ปลูกทุกอย่างที่อยากกิน อยากใช้ “ยกป่ามาไว้บ้าน ยกภูพานมาไว้สวน” ปลูกกันร้อยๆ ชนิด จนเหลือกินเหลือใช้ ขายได้เงินใช้หนี้ มีความมั่นคง มีหลักประกัน มีศักดิ์ศรีและมีความเชื่อมั่นในตัวเอง บอกเล่าเรื่องราวดีๆ ให้ผู้คนที่ไปดูงานทุกวัน

คนอินแปงเรียนรู้ว่าดื่มน้ำอัดลมนอกจากเสียเงินแล้วอาจเสียสุขภาพ จึงเรียนรู้วิธีเอาผลไม้ป่าผลไม้บ้านมาทำน้ำผลไม้พร้อมดื่ม โดยมีอาจารย์สถาบันราชมงคลช่วยทางวิชาการ ได้น้ำหมากแงว หมากไฟ หมากค้อ หมากเม่า ได้ทั้งสุขภาพดี มีรายได้ให้ชุมชนที่ไม่ได้ปลูกกันเป็นแถวเป็นแนวแบบเอาเป็นเอาตาย แต่ปลูกกันคนละห้าต้นสิบต้น เอามารวมกัน ผลิตเป็นน้ำผลไม้ในโรงงานเล็กๆ

จากที่ทำกินทำใช้กลายเป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีปริมาณมากตามความต้องการของสมาชิกเครือข่าย ของผู้ไปเรียนรู้ดูงาน และของผู้บริโภคทั่วไปที่เรียกร้องอยากได้ของดีมีคุณภาพ จนไม่นานนี้ คุณศิริวัฒน์แซนด์วิชไปเอาน้ำหมากเม่าของชาวบ้านที่ภูพานมาขายในตลาดใหญ่ รวมทั้งมีการส่งออกไปถึงมาเลเซีย

คุณศิริวัฒน์อธิบายทางทีวีอย่างคนขายของเป็นว่า น้ำหมากเม่ามีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายถึง 
18 ชนิด จาก 22 ชนิดที่ร่างกายต้องการ ขณะที่ผักผลไม้อื่นๆ ทั้งไทยและเทศมีอย่างละ 1-2 เท่านั้น วันนี้มีการวิจัยสรรพคุณทางยาของหมากเม่าว่าน่าจะป้องกันและรักษามะเร็งและโรคอื่นๆได้ดี

คนอินแปงไม่กินผงชูรส ซึ่งอาจมีส่วนทำให้เกิดเบาหวานและโรคอื่นๆ จึงศึกษาภูมิปัญญาพื้นบ้านและนำมาประยุกต์ โดยเอาผักพื้นบ้าน 
14 ชนิดมาทำ “ผงนัว” เก็บไว้ใส่แกง ใส่อ่อม ในอาหารต่างๆ ทำให้อร่อย ได้คุณค่าและไม่มีผลข้างเคียง

เศรษฐกิจวัฒนธรรมไม่ได้หมายถึงการกลับไปสู่อดีตเพื่ออยู่กับอดีต แต่เป็นการกลับไปค้นหาคุณค่าดีงามต่างๆ มาฟื้นฟู ประยุกต์ให้สมสมัย เป็นกระบวนการเชื่อมอดีตกับปัจจุบันเพื่อสานอนาคต เป็นการมองไปข้างหลังเพื่อเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

วันนี้ชุมชนหลายแห่งได้เรียนรู้และพบว่า ตนเองยังมีทุนท้องถิ่นอีกมากมายที่ปู่ย่าตายายได้ถ่ายทอดสืบทอดกันมา ไม่ว่าทุนทรัพยากร ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม เพียงแต่ชุมชนยังถูกครอบงำจนมองไม่เห็นทุนเหล่านี้ มองข้ามคุณค่า สถาบันการศึกษา ฝ่ายวิชาการเองก็มิได้ค้นคว้าวิจัยมากพอเพื่อหา “คุณค่า” ในทุนเหล่านี้ เมื่อ “คุณค่า” ไม่เพิ่ม “มูลค่า” ก็ไม่มีเช่นเดียว

มีสถาบันบางแห่ง นักวิชาการนักวิจัยหลายคนที่ได้วิจัยข้าวปลาอาหาร ผักผลไม้พื้นบ้าน ทำให้รู้ว่า ข้าวเก่าแก่โบราณที่ฝรั่งเคยดูถูกและให้เราทิ้งไปเพื่อปลูกข้าวพันธุ์นอกที่นำเข้ามาปลูกเพื่อการส่งออกตั้งแต่เมือเกือบ 
50 ปีที่แล้วนั้น มีคุณค่าโภชนาการอย่างน่าอัศจรรย์ อย่างข้าวสังข์หยด ข้าวหน่วยเขือ ข้าวเล้าแตก ข้าวหอมนิล หอมมะลิแดง ข้าวก่ำข้าวเหนียวดำต่างๆ

ข้าวเหล่านี้ไม่สนใจการประกันราคาหรือจำนำข้าวจากรัฐบาลไหน เพราะขายได้ตันละกว่า 
30,000 บาท เนื่องจากวันนี้โลกรู้แล้วว่า ข้าวโบราณของไทยไม่ได้เป็นเพียงอาหาร แต่เป็นยา มีสารอาหารที่ป้องกันและรักษาโรคต่างๆ ได้ดี

ผักผลไม้พื้นบ้าน อาหารพื้นเมืองก็ล้วนเป็นยา มีสรรพคุณลดความดัน ลดน้ำตาลในเลือด มีสารต้านมะเร็ง ฟื้นฟูดูแลสุขภาพได้ดีในคนทุกวัย  อาหารไทยจึงกลายเป็นอาหารสุขภาพที่คนทั่วโลกชื่นชม กินแล้วนอกจากอร่อยยังไม่อ้วนและสุขภาพดีอีกต่างหาก

ญี่ปุ่นสั่งผักเชียงดาจากภาคเหนือของไทยไปเป็นตันๆ เอาไปทำชา เพราะมีการศึกษาวิจัยพบว่า ผักเชียงดาของไทยมีสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ดีที่สุด คนทางเหนือเอามาแกง มาอ่อม มาจิ้มน้ำพริกมาแต่โบราณ แต่เพิ่งมารู้คุณค่าเมื่อไม่นาน เช่นเดียวกับฟักข้าว ที่ฝรั่งเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า “ลูกเทวดา” (
Fruit from Heaven) เพราะมีสารอาหารที่การวิจัยยืนยันว่ามีมากกว่าผักผลไม้ใดๆ 

เศรษฐกิจวัฒนธรรมเหลื่อมๆ กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพราะเศรษฐกิจวัฒนธรรมไม่ได้หยุดนิ่งที่รูปแบบและเนื้อหาเดิมๆ แต่ต่อยอด ปรับประยุกต์ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่จากเค้าโครงและรากฐานเดิมที่อาจเก่าและแก่เกินไปไม่เหมาะสมกับวันนี้

คนวันนี้ก็ตอบสนองสิ่งเหล่านี้เพราะแสวงหาคุณค่า จึงไม่แคร์ว่า ราคาจะมากหรือไม่ คนที่ใส่ใจสุขภาพจึงกินข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอกกิโลละ 
150-200 บาทได้ คนเข้าร้านอาหารที่มีคำว่า “ครัวย่าครัวยาย” และมีคำว่า “โบราณ” ไว้ในท้ายรายการอาหารต่างๆ ด้วยความสบายใจว่า ของเก่าของเดิมย่อมจะดี มีคุณค่า ไม่มีสารเคมี ไม่มีตัวช่วยที่ไม่พึงปรารถนาเพื่อให้อาหารอร่อย

วันนี้ข้าวกล้องงอกชนิดผง ที่คุณภาณุพงษ์ แห่ง “โขงสาละวิน” ที่ลำพูนผลิตจากข้าวหลากหลายสายพันธุ์ทั้งหอมนิล หอมมะลิ และข้าวพันธุ์พื้นบ้านของชาวปกากะญอ เขาขายเป็นถุงใหญ่ 
500 กรัมขายส่ง 150 บาท เป็นถุงเล็กๆ อีก 10 ถุง ราคา 60 บาท เขาปลูกข้าวเองในนาอินทรีย์ที่ทำมาหลายปี ทำนา 1 ไร่ ขายข้าวกล้องงอกผงมีรายได้มากกว่า 200,000 บาท ถ้าขายปลีกจะได้ 300,000 กว่าบาท

คุณภาณุพงษ์บอกว่า ที่อื่นคนอื่นขายแพงกว่านี้กว่าสองสามเท่า เขาเอาแค่นี้ อยากให้ผู้บริโภคได้หันมากินข้าวพื้นเมืองที่อร่อยด้วย เป็นยาด้วย และให้ช่วยกันขยายข้อมูลความรู้เรื่องข้าวเป็นยา

เศรษฐกิจวัฒนธรรมเป็นคำที่ใกล้เคียงกับเศรษฐกิจพอเพียง และสัมพันธ์กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ได้หมายถึงการไม่ซื้อไม่ขาย ทำกินทำใช้แต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการผลิต การแปรรูปอย่างมีหลักวิชา มีแบบมีแผนการผลิต การตลาด อาจเป็นการผลิตเพื่อการขายในตลาดใหญ่ในประเทศ ต่างประเทศ

วันนี้ โลกมีปัญหาและความต้องการ 
2 อย่างที่สำคัญ คือ อาหารและพลังงาน ซึ่งประเทศไทยมี โดยเฉพาะชุมชนในชนบท และมีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งผลิตอาหารและพลังงานให้ตนเองและให้โลกได้ เรามีทุกอย่าง ขาดอย่างเดียว คือ วิชาความรู้ที่ช่วยเพิ่มคุณค่า และการจัดการที่เพิ่มมูลค่า

คนญี่ปุ่นจากเมืองโออิตะ ต้นตำหรับของโอทอปมาเมืองไทย คนไทยถามว่า โอทอปของญี่ปุ่นต่างจากโอทอปไทยอย่างไร เขาตอบว่า ที่ญี่ปุ่นเขาพัฒนาคน พัฒนาผลิตภัณฑ์และการจัดการไปพร้อมกัน และใช้เวลานานถึง 
20 ปี คนไทยพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใน 3 ปี  เป็นการพูดแบบญี่ปุ่นที่น่าจะตีความได้ว่า พวกคุณสร้างเป็นแต่สิ่งของ แต่ไม่ได้สร้างคน ไม่ได้สร้างความรู้สร้างปัญญา แล้วโอทอปจะพัฒนายั่งยืนได้อย่างไร

เศรษฐกิจวัฒนธรรมไม่ได้ต่อต้านการปลูกพืชเดี่ยว พืชเศรษฐกิจ ซึ่งมีความจำเป็นในสังคมโลกวันนี้ แต่จะจัดการอย่างไรทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และระดับประเทศให้เกิดความสมดุล ทำอย่างไรให้ผู้ปลูกมีตาข่ายความปลอดภัย (
safety net) ไว้คอยรองรับถ้าหากพลาดพลั้งตกลงมา ปลูกยางก็ได้ แต่ถ้ายางไม่ขึ้นถึง 200 แต่ตกลงไปเหลือเพียง 30-40 บาทจะทำอย่างไร

ทำอย่างไรชีวิตจะไม่แขวนไว้บนยางเพียงเส้นเดียว ทำอย่างไรจึงจะช่วยกันสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน อย่างที่อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนยเบลชาวอินเดียบอกไว้ว่า “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง”

แต่เดิม ในยุคสังคมเกษตร สังคมไทย ชุมชนไทยมีระบบเศรษฐกิจของตนเอง เป็นเศรษฐกิจยังชีพ เศรษฐกิจคุณธรรม ที่คนพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ พึ่งพาอาศัยกันเอง ทำให้อยู่รอดและสืบทอดกันมาจนถึงลูกหลานพวกเราทุกวันนี้

สังคมเปลี่ยนไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม และเปลี่ยนมาเป็นสังคมยุคใหม่หลังอุตสาหกรรม สังคมทุนนิยมและบริโภคนิยมเต็มตัว ที่เป็นผู้กำหนดวิถีชีวิตของคนไม่ว่าในเมืองหรือในชนบท เป็นสังคมที่ต้องการความรู้จึงจะอยู่รอดได้ ต้องการปัญญาจึงจะอยู่อย่างพอเพียงและมั่นคงยั่งยืนได้

ตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นต้นแบบของชุมชนยุคใหม่ที่ปลูกยางพาราเหมือนชุมชนอื่นๆ และที่ไม่เหมือนชุมชนอื่นคือมีระบบเศรษฐกิจของตนเอง มีการจัดการการผลิตที่ไม่ได้พึ่งแต่เพียงยางพารา แต่ทำหลายๆ อย่าง สร้างรายได้และความมั่นคงให้กับครอบครัว

ไม้เรียงเป็นชุมชนเรียนรู้ จึงเป็นชุมชนเข้มแข็ง มีคนอาสาเข้ามาช่วยเหลือกัน ลุงประยงค์ รณรงค์ รางวัลแมกไซไซสาขาผู้นำชุมชนเมื่อปี 
2547 พูดบนเวทีเสมอว่า “พี่น้องเกษตรกรครับ พวกเราทำอะไรมักผิดพลาดล้มเหลวขาดทุน เพราะเราทำโดยไม่มีความรู้จริง”

เศรษฐกิจวัฒนธรรมวันนี้ เท่าที่มีอยู่อย่างมีคุณค่าและเห็นได้ในชุมชนต่างๆ ตั้งอยู่บน 
2ฐาน เหมือนคนยืนอยู่บน 2 ขา คือ เศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เศรษฐกิจพอเพียง คือ แนวทางเพื่อทำให้ได้ 
2 อย่าง คือ ทำอย่างไรให้พึ่งตนเอง และทำอย่างไรให้มีความสุข  รวมทั้งทำยุทธศาสตร์ 3 อย่าง ๑) สร้างคนให้มีมัฌิมาปฏิปทา (พอประมาณ) ๒) สร้างความรู้ เพื่ออยู่อย่างมีเป้าหมายและมีแบบมีแผน (มีเหตุผล) ๓) สร้างระบบ (มีภูมิคุ้มกัน) ไม่ใช่ทำแต่โครงการ

เศรษฐกิจวัฒนธรรมจึงต้องจัดการตนเองเสียใหม่ ไม่อยู่แบบหลุดโลก แต่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งมีแรงกระแทกเสียดทานมากมาย เป็นกระแสสังคม กระแสบริโภคที่รุนแรง ถ้าไม่มีฐานรากที่ดีก็มิอาจต้านทานได้ จึงต้องมีทั้งคุณธรรม ความรู้และระบบที่มั่นคงแข็งแรง

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจวัฒนธรรมจะต้องอยู่ในโลกของทุนนิยมเช่นเดียวกับที่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์จีนต้องอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงและต้องปรับตัว กลายเป็นเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม เป็นอะไรที่เริ่มแรกดูประหลาด แต่นี่คือความจริงที่ขัดแย้งและแปลก (
paradox) ของโลกวันนี้

เช่นเดียวกับเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่มีโจทย์ใหญ่ให้ชุมชนและรัฐบาลได้ตอบวันนี้ว่า ทำอย่างไรให้ชุมชนอยู่ “รอด-พอเพียง-มั่นคงยั่งยืน” ได้ (
survived, sufficient, sustainable) รอดจากหนี้สินและความยากจน รอดจากความแตกแยกรุนแรง รอดจากความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม และปัญหาสารพัด รอดโดยการต่อยอดคุณค่าดั้งเดิม ไม่ใช่อาศัยแต่เพียงกฎหมาย อำนาจและเงิน

ทำอย่างไรให้มีความพอเพียง มีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเองได้มากกว่าวันนี้ ไม่ใช่ได้ผลผลิตก็พึ่งแต่พ่อค้า การศึกษาก็พึ่งแต่ครู สุขภาพก็พึ่งแต่หมอ ทรัพยากรก็พึ่งแต่ข้าราชการ ทำอย่างไรให้อยู่ได้ในโลกาภิวัตน์ ในระบบที่ทุนนิยมแผ่ลงไปครอบถึงชุมชน มีผลกระทบไปถึงทุกคน

ทำอย่างไรให้มีระบบการศึกษาเพื่อชุมชน เพื่อให้คนเรียนรู้และอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกินในท้องถิ่นของตนเองได้ มีบัณฑิตชาวนา ปัญญาชนชาวบ้านให้มาก ชุมชนจะได้มีผู้นำทางปัญญาเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมบนฐานของเศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ไม่เช่นนั้น ชุมชนก็คงล่มสลาย สังคมไทยก็ไร้ฐานไร้ราก ถูกครอบและกลืนโดยเศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งเอาการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมาย เอาความสุขเป็นผลพลอยได้ ขณะที่เศรษฐกิจวัฒนธรรม เอาความสุขของตนเองและส่วนรวมเป็นเป้าหมาย เอาเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ