phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.

ดร.

หายนะอีกไม่นาน

Thursday, 15 November 2012 00:00 Published in ปรับฐานคิด

     สยามรัฐรายวัน 15 พ.ย. 2555 

     ปัญหาที่กัดกร่อนสังคมไทยวันนี้ไม่มีอะไรร้ายแรงไปกว่าการคอร์รัปชั่น รัฐบาลพลเรือนในประวัติศาสตร์ไทยทั้งหมดที่ล้มไปด้วยรัฐประหาร เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือการคอร์รัปชัน

     ทุกรัฐบาลพลเรือนที่เข้ามา ต่างก็เตือนสติกันเองว่า อย่ามูมมาม แต่เข้าไปแล้ว โอกาสมีมาก สติหายเพราะอยากได้สตังค์ ความโลภเข้าครอบงำ กินกันไม่ยั้ง จนได้ชื่อติดหูติดปากกันมาอย่าง บุปเฟ่ต์คาบิเน็ต ฟาสฟู้ดคาบิเน็ต กินกันอย่างบ้าคลั่งจนสังคมทนไม่ได้

     เมื่อทหารออกมาทำรัฐประหาร ชาวบ้านจำนวนมากดีใจที่มีคนมาล้มงานเลี้ยงที่กินกันเอิกเกริก ไม่ว่าจะเป็นเมื่อปี 2534 หรือปี 2549 และคงไม่แปลกถ้าหากวันหน้ายังจะมีรัฐประหารอีก ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ การโกงกินบ้านเมือง

     ความจริง คนทั่วไป (โพลล์บอกว่าร้อยละ 60-80) รับได้ถ้าโกงกินบ้าง แต่ไม่ใช่โกงกินกันพุงกางอย่างชูชก สร้างความเดือดร้อนให้สังคมที่แทนที่จะได้ส่วนแบ่งที่ “พอรับได้” กลับได้แต่เศษเนื้อข้างเขียง หรือไม่ก็ได้แต่กระดูก  ก่อนเลือกตั้งนักการเมืองนับถือว่าชาวบ้านเป็นเทวดา หลังเลือกตั้งเป็นหมาข้างถนน

     วันนี้มีอาหารมากมาย อยากกินอะไรก็ได้กินถ้ามีเงินซื้อ แต่ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรงที่ดูจะเพิ่มขึ้นทุกวันทำให้ผู้คนเริ่มเรียนรู้ว่า เงินอาจซื้อหาอาหารได้ ซื้อยาได้ ไปหาหมอได้ แต่ซื้อสุขภาพไม่ได้ถ้ากินไม่เป็น อยู่ไม่เป็น เลือกไม่เป็น

     ใครจะคิดว่า อาหารจากอุตสาหกรรมที่ดูเหมือนจะผลิตได้ ทำได้ทุกอย่างจะกำลังเผชิญกับคำถามที่สำคัญว่า กำลังทำลายสุขภาพของผู้คนมากกว่าส่งเสริมสุขภาพหรือไม่ อาหารเหล่านี้ใช้สารเคมีทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบต่างๆ ไปจนถึงกระบวนการ วิธีการทั้งหมด

     การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ มีวิธีการเร่งรัดให้โตเร็วอย่างพิสดาร พืชสัตว์จึงเต็มไปด้วยสารเคมีตั้งแต่ยังไม่เข้าไปสู่กระบวนการในโรงงานแล้ว เมื่อแปรรูปอาหารออกมาก็ผ่านขั้นตอนที่ต้องใช้สารเคมีอย่างมากมาย ไม่ใช่แค่สารกันบูด สารปรุงแต่งรส แต่สารที่ทำให้อาหารอายุยืนยาว แต่คนกินอายุสั้นลง

     ร่างกายของคนเราสะสมสารเคมีในร่างกาย ไม่สามารถขับออกมาได้หมด ที่สุดก็เกิดปัญหา เพราะสิ่งที่ทำกันนั้นผิดธรรมชาติ ฝืนธรรมชาติ เลี้ยงไก่แค่ 35 วัน ให้กินอย่างเดียว เร่งให้เติบโตจนบางตัวยืนก็ยังยืนไม่ได้เพราะน้ำหนักมากเกินไปหมู วัว ปลา สัตว์ทุกชนิดเลี้ยงให้โตเร็วเพื่อจะได้เชือดเร็ว ทำได้ทุกอย่างแม้แต่ปรับเปลี่ยนพันธุกรรม

     สยามรัฐ 24 ตุลาคม 2555 

     เทศกาลกินเจเป็นเวลาแห่งการชำระล้างสิ่งไม่ดีงามต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การกินผักอย่างเดียว ถ้ากินเป็นก็จะช่วยให้ร่างกายได้พักจากการทำงานหนักทั้งปี ได้ล้างพิษที่สะสมตกค้าง ได้ฟื้นฟูตนเองให้กลับมาแข็งแรง รวมทั้งเป็นเวลาแห่งการถือศีล ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและสัตว์ทั้งปวง

     นับเป็นภูมิปัญญาวัฒนธรรมอันดีงามที่มีอยู่ในทุกสังคม ทุกศาสนาและความเชื่อ ซึ่งปรากฏในรูปแบบต่างๆ ที่มักเรียกกันว่า “การถือศีลอด” 

     ที่พิสดารในบ้านเรา โดยเฉพาะที่ภูเก็ต ที่กลายเป็นเรื่องดึงดูดนักท่องเที่ยว ไปปะปนกับเรื่องธุรกิจ ขายวัฒนธรรมไป คือ การแสดงอิทธิฤทธิ์ของบรรดาเจ้าพ่อเจ้าแม่ ม้าทรงองค์เจ้าทั้งหลาย มีการจัดขบวนแห่ยิ่งใหญ่มโหฬารตระการตา พร้อมกับการแสดงอันหวาดเสียวของบรรดาม้าทรงหรือคนทรงเจ้าที่ใช้ของมีคมต่างๆ ทิ่มแทงตามร่างกาย แทงปาก แทงลิ้น ปาดลิ้น ทิ่มแขนขา มีทั้งเอาขวานจามหลังก็มี

     นอกจากบรรดาไทยมุงฝรั่งมุง ชาวบ้านทั่วไปจะตั้งโต๊ะไหว้เซ่นเทพเจ้า มีการจุดประทัด จุดธูป ทั้งเสียงทั้งควันโขมงและฆ้องกลองทำให้บรรยากาศหวาดเสียว ระทึกขวัญ เร้นลับเร้าใจระคนกัน ผสมผสานโลกแห่งศรัทธาและโลกของความเป็นจริงที่แยกไม่ออกอธิบายไม่ได้

     นอกนั้น ยังมีการลุยไฟ การปีนเสามีดกระไดดาบคมๆ โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ปีนี้มีม้าทรงคนหนึ่งตกลงมาตาย ชาวบ้านบอกว่า คงทำอะไรผิดสักอย่าง เจ้าเลยออกและปล่อยให้ร่างตกลงมา    

     หน่วยงานราชการสาธารณสุขเป็นห่วง เตือนให้ระมัดระวังการใช้ของแหลมของมีคมทิ่มแทงหรือฟันร่างกาย ทำให้เกิดบาดแผล อาจติดเชื้อหรือเป็นอันตรายถึงตายได้ เพราะมีเหตุเกิดขึ้นจริงปีหนึ่งนับสิบๆ ราย ส่วนหนึ่งอธิบายกันว่าเพราะไปทำเกิน “ตำนาน” ที่สั่งสอนและทำกันมา ใช้อาวุธเกินเหตุเกินควร

     ปีนี้เห็นว่ามีรายที่เลือดออกมาก และอาจมีรายอื่นๆ ที่ไม่มีคนรายงาน ส่วนหนึ่งเข้าใจว่าเป็นการแสดงอภินิหารให้นักท่องเที่ยวดู แสดงให้เห็นอิทธิฤทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ของเจ้าพ่อเจ้าแม่

     การลุยไฟไต่กระไดดาบ การเอาเหล็กแหลมเสียบแก้มแทงลิ้น เอามีดปาดลิ้น ถ้าว่ากันในมิติธรรมดาคงบาดเจ็บสาหัสแน่ๆ แต่ถ้าอธิบายตามความเชื่อก็เป็นอิทธิฤทธิ์ของบรรดาเทพเจ้าที่แสดงออกผ่านทางคนทรงเจ้า (medium) ในทางจิตวิทยาก็คงเป็นเรื่องอะไรที่เหนือสัมผัส (ESP) เหนือมิติและสัมผัสธรรมดา

     วิทยาศาสตร์อธิบายเรื่องเหล่านี้ว่าเป็นการสะกดจิตตนเองของคนที่เรียกกันว่าม้าทรง หรือคนลงองค์ทรงเจ้า ซึ่งมีตั้งแต่ระดับพื้นๆ ไปจนถึงระดับสูงแบบพิสดาร จากการสั่งให้บางส่วนของร่างกายสั่น กระตุก ให้พองให้ยุบ ไปจนถึงการเอาของแหลมมาทิ่มแทงแก้ม ลิ้นอย่างที่ภูเก็ตโดยไม่เจ็บปวด เลือดไม่ไหล หรือไหลไม่มาก ลุยไฟก็ไม่ร้อน เท้าไม่ไหม้ไม่พอง

     การสะกดจิตตนเองขั้นสูงเป็นการแยกจิต แยกตัวตนอัตลักษณ์ แยกอารมณ์ ความคิด พฤติกรรมของตนเอง (dissociation) กลายเป็นคนอื่น ในกรณีนี้ กลายเป็น “เจ้า” “เจ้าพ่อ” มีความสามารถพิเศษที่คนธรรมดาไม่มี หลายสิบปีก่อน เคยเห็นงานรวม “เจ้า” ที่แม่กลองที่ “เจ้า” บางองค์ลุกขึ้นมากระโดดขึ้นไปบนหลังคารถยนต์ที่จอด ข้ามไปทั้งแถวยาวแบบที่คนธรรมดาทำไม่ได้ บางองค์ไปไต่กระไดดาบโดยไม่บาดเจ็บ

     คนลงองค์ทรงเจ้ามักมีญาณพิเศษ สามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอดีตและในอนาคตได้ มองเห็นพื้นที่ห่างไกล บอกได้เหมือนเห็นกับตาว่า สถานที่นั้นอะไรอยู่ตรงไหน ถึงได้มีการให้คนทรงเจ้าช่วยการสืบสวนกรณีคนหาย คนตาย อาชญากรรมต่างๆ ว่าอยู่ที่ไหน ตายหรือยัง ฝังที่ไหน

     สังคมไทยังมีปรากฏการณ์เช่นนี้อยู่มาก มีการวิจัยพบว่า ในกรุงเทพฯ มีคนลงองค์ลงเจ้าถึงสองหมื่นคน ไม่ทราบว่านับกันระดับใดแบบไหน คงมีทั้งของจริงของปลอมที่ทำมาหากินกับเรื่องนี้ เพราะคนที่มีความทุกข์ ไม่มีทางออก อะไรก็ได้ที่ฟังแล้วสบายใจก็อยากฟัง อยากรู้ หมอดูถึงร่ำรวยกัน

     วันนี้สังคมมีความขัดแย้งประหลาดๆ ในตัวเองมาก ไม่เคยมียุคใดสมัยใดที่คนมีอาหารการกินมากมายอย่างวันนี้ แต่ไม่มียุคใดที่คนป่วยไข้ด้วยโรคร้ายแรงอย่างวันนี้ ไม่มียุคใดที่คนไปมาหาสู่กันง่าย ติดต่อกันง่าย มีมือถือคนละสองสามเครื่อง แต่ไม่มียุคใดที่คนห่างเหินกัน ตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไปเหมือนวันนี้ และไม่มียุคใดสมัยใดที่คนมีสิ่งรื่นเริงบันเทิงใจได้มากมายอย่างวันนี้ มีหนังมีละคร มีเพลงมีดนตรี มีครบทุกอย่างที่อยากดูอยากฟัง แต่ไม่มียุคใดที่คนรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา บ้า ฆ่าตัวตายเท่าวันนี้

     ในสังคมที่มีความขัดแย้งสูง คนจึงหาทางออกนอกโลกอันคับแคบอึดอัดนี้ด้วยวิธีการต่างๆ เชื่อว่า อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริ์ของเทศกาลกินเจน่าจะเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์และวิกฤติแห่งยุคสมัยนี้ด้วย ที่ผู้คนต้องการก้าวข้ามข้อจำกัดทั้งหลายทั้งปวง ความกดดันอันมาจากสารทิศ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม

     คุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผีปอบ เคยวิจัยภาคสนามมามาก เคยนำไปเสนอเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์คล้ายกันนี้ในหลายประเทศทั่วโลก คุณหมอพบว่า “ผีปอบเข้า” ส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งทางวัฒนธรรม การไม่สามารถปรับตัวได้กับการเปลี่ยนแปลง ส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งหรือความกดดันทางจิตใจอย่างรุนแรง ระเบิดออกมาเป็นเรื่องนี้

     ความขัดแย้งที่ประหลาด (paradox) อีกอย่างในสังคมวันนี้ คือ เรานิยมชมชอบวิทยาศาสตร์ และอ้างหลักเหตุผล หลักวิชาการกันมาก แต่ในทางปฏิบัติยังเชื่อเรื่องผีสาง เจ้าที่เจ้าทาง เรื่องเทพเจ้าต่างๆ น้อยไปกว่าในอดีต ในมหาวิทยาลัย หน้าคณะวิทยาศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ยังมีศาลพระภูมิใหญ่ มีดอกไม้ธูปเทียน มีผ้าหลากสีพันรอบเสาศาล หรือรอบต้นไม้ใหญ่หน้าตึกเรียน

     ไม่แปลก เพราะคนเราอยู่ด้วยความไม่รู้มากกว่าความรู้ อยู่ด้วยความเชื่อและศรัทธามากกว่าเหตุผล อยู่ด้วยอะไรที่ให้ความหมายแก่ชีวิต เพราะเหตุผลหรือวิชาการไม่ได้ตอบคำถามของชีวิตคนเสมอไป

รอระเบิด

Wednesday, 17 October 2012 00:00 Published in ปรับฐานคิด

     สยามรัฐรายวัน  17 ตุลาตม 2556 

     สังคมไทยได้สั่งสม “ระเบิด” ไว้ในตัวอย่าง

     น้อย 4 ชนิด 4 เรื่อง ถ้าหากมีการจุดให้ติด หรือถ้าร้อนแรงมากก็จะถึงจุดระเบิดเอง

     เรื่องที่ 1 ปัญหาชายแดนภาคใต้ที่ความจริงปะทุมานานแล้ว โดยเฉพาะ 8 ปีที่ผ่านมา ใช้งบประมาณ 1.6 แสนล้าน คนตายไปกว่าสองพัน บาดเจ็บเป็นหมื่น ทรัพย์สินเศรษฐกิจเสียหายนับไม่ถ้วน เป็นเรื่องซับซ้อนละเอียดอ่อนที่ไม่ใช่เพียงเรื่องการเมือง แต่เรื่องเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมทุกเรื่องรวมกัน

     เมืองไทยอาจไม่ใช่ลิเบียหรือตะวันออกกลางที่เกิด “ฤดูใบไม้ผลิอาหรับ” (Arab Spring) แต่วันนี้ที่ผู้คนส่วนใหญ่ได้เรียนรู้ รับรู้ข้อมูลข่าวสาร อาจไม่ทนอยู่กลางหว่างเขาควายอีกต่อไป คนเหล่านี้เป็นคนธรรมดาสามัญ ไม่ใช่ “ผู้เล่น” ที่สร้างความปั่นป่วน แต่ก็เป็นคนเหล่านี้ที่รัฐไม่ได้ให้ความใส่ใจเท่าที่ควรที่จะเป็นระเบิดเวลาถ้าหากถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

     เรื่องที่ 2 ประชานิยม ที่เป็นเหมือนฝิ่นหรือมอร์ฟีนที่ระงับปวดได้ดี แต่ทำให้เสพติดและขาดไม่ได้ รัฐบาลกำลังทำเช่นนี้กับประชาชนในนามของการพัฒนา ในนามของการช่วยเหลือชาวนา คนยากคนจน แต่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

     สยามรัฐรายวัน 10 ตุลาคม 2555 

     ถกเถียงกันทางการเมืองเรื่องจำนำข้าว ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความเห็น เพราะเงินหลายแสนล้านที่เอาไปจำนำนั้นไม่ใช่เงินของนายกฯ ของรัฐมนตรีพาณิชย์ หรือของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นภาษีของประชาชน อาจารย์นิด้าและมหาวิทยาลัยมีสิทธิแสดงความเห็นและยื่นศาลด้วย เพราะบอกรัฐบาลมาตลอดแต่ก็ไม่สนใจ

     ชาวนาก็มีสิทธิแสดงความเห็นด้วยกับโครงการนี้ แต่ในสังคมประชาธิปไตย (ที่แท้จริง – คำที่ชอบใช้กันเหลือเกิน) เขาไม่เอาม็อบไปขู่ปิดปากคนที่เห็นต่างอย่างกรณีอาจารย์นิด้า เขาจะไม่เอารถปิดถนนมิตรภาพทำให้ผู้คนที่สัญจรไปมาเดือดร้อน เพียงเพราะต้องการดึงความสนใจของสื่อและผู้คน

     สังคมนี้ใช้อำนาจกับเงินเป็นหลัก ไม่สนใจเรื่องอื่น เพราะเรื่องอื่นล้วนแต่ไม่ให้ประโยชน์เฉพาะหน้า ทั้งผู้ให้และผู้รับ  คนเหล่านี้เชื่อว่า เงินสามารถเนรมิตได้ทุกอย่าง เหมือนที่ผู้นำทหารประเทศหนึ่งในภูมิภาคนี้บอกไว้หลายปีก่อนว่า ถ้าคุณเอาเงิน 1 ดอลลาร์วางบนหลุมศพ จะมีมือยื่นออกมาหยิบไป ถ้าคุณใส่ลงไป 100 เหรียญ คนในหลุมจะลุกขึ้นมาหยิบ  เงินสามารถปลุกคนตายให้คืนชีพได้ 

     ใช้อำนาจและใช้เงินอย่างเดียว อีกไม่นานก็จะต้องพังอย่างแน่นอน ประวัติศาสตร์ไม่เคยบันทึกอะไรที่แตกต่างไปจากนี้  แม้ฮิตเลอร์จะมีอำนาจล้นฟ้า สร้างงานให้ประชาชน แก้ปัญหาปากท้องได้ดีระดับผีบุญ แต่ที่สุดฮิตเลอร์ก็ไปไม่รอด อำนาจและเงินทำลายทุกฝ่าย ไม่ว่าผู้ให้หรือผู้รับ

     โลกเปลี่ยนไปแล้ว ใครปรับตัวไม่ทันก็ตกยุค อาชีพชาวนาที่มีภาพลักษณ์ว่าต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน อาบเหงื่อต่างน้ำ ภาพนี้กำลังเปลี่ยนไป คนรุ่นเก่าผ่านไป คนรุ่นใหม่กำลังเข้ามาแทนที่

     ชาวนาวันนี้ไม่ได้ไถนาด้วยควาย ซึ่งกว่าจะได้ไร่หนึ่งก็ครึ่งวัน ชาวนาเปลี่ยนมาใช้รถไถ และไม่ต้องเดินตามให้เหนื่อยด้วย มีรถไถให้นั่งขับสบายๆ มีเครื่องพ่นเมล็ดข้าว ไม่ต้องหว่านแบบต้องเขวี้ยงต้องเหวี่ยงให้เมื่อยแขน มีเครื่องสูบน้ำจากคลองเข้านาโดยไม่ต้องวิดน้ำแบบโบราณ

     จากนั้นก็รอให้ข้าวโต สามสี่เดือนก็เกี่ยว ไม่ต้องใช้เคียว แต่ใช้รถ เกี่ยว 100 ไร่ ไม่กี่วันก็เสร็จ ได้ข้าวสัก 50 ตันเป็นอย่างน้อย นี่หมายถึงทำเป็นแบบธรรมดามาก ถ้าตั้งใจจริงๆ และดูแลดินให้สมบูรณ์ด้วยปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ สองสามปีอาจได้ถึง 100 ตัน

     คุณชัยพล ยิ้มไทร หนุ่มชาวนาปริญญาตรี ทำนาแถวนนทบุรี ร้อยกว่าไร่ได้ครั้งละ 50 ตัน ปีหนึ่งคงทำสองหนมีรายได้ประมาณ 2 ล้านบาท หักค่าใช้จ่ายแล้วน่าจะเกินล้าน จึงได้ชื่อว่าชาวนาเงินล้าน ดูจาก “คนค้นคน” เห็นว่าทำนาคนเดียว ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะมีเครื่องทุ่นแรงมากมาย

     สยามรัฐรายวัน 26 ก.ย. 2555

     การศึกษาดูงานวันนี้เป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะเดือนกรกฎา-สิงหา-กันยา ปลายปีงบประมาณ มีการจัดการไปศึกษาดูงานกันมากเพื่อใช้งบประมาณให้หมด จัดกันตั้งแต่ อบต. เทศบาล อบจ. หน่วยงานราชการต่างๆ ไปจนถึงรัฐบาล รัฐสภา

     การศึกษาดูงานเป็นเรื่องดีถ้าหากมีการจัดการดี มีการเตรียมตัว มีเป้าหมายชัดเจน มีกำหนดการที่สัมพันธ์กับเป้าหมาย ไม่กลายเป็นการไปเที่ยว ไปช็อปปิ้งเป็นส่วนใหญ่ ไปศึกษาดูงานเพียงโฉบเฉี่ยวแบบชักม้าชมเมือง จะได้ไม่มีใครเอาไปร้องเรียนว่าไม่ได้ไปดูงานจริง  

     การดูงานหลังๆ นี้กลายเป็นฉิ่งฉาบทัวร์ ลงจากรถบัสกลิ่นเหล้าหึ่ง เข้าไปนั่งฟังบรรยายในห้องประชุมไม่กี่คน ที่เหลือไปห้องน้ำ ไปหาที่นั่งกินเหล้าต่อ หรือเดินไปเดินมารอเวลาเพื่อนกลับมาขึ้นรถเพื่อจะได้ไปเที่ยวกัน ไม่ได้มีความตั้ใจไปเรียนรู้อะไรเลย อย่างนี้เสียเงินภาษีประชาชน

     ที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากก็เป็นรายการทัวร์ต่างประเทศของบรรดาผู้บริหาร นักการเมือง ที่ใช้จ่ายกันไปกันทีละหลายล้านบาท ถ้าหากไปแล้วได้เรียนรู้ดูงานจริงก็ไม่ว่ากัน จะได้ฉลาดขึ้นบ้าง แต่เท่าที่รู้ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการไปเที่ยว ไปซื้อของ ขนกันมาเป็นกระเป๋าๆ เข้ามาโดยไม่ผ่านการตรวจ

     สยามรัฐรายวัน 19 กันยายน 2555

     ระยะนี้มีข่าวว่า คนไทยมีปัญหาสภาพจิตถึง 12 ล้านคน มีอยู่ 2,000 คนที่ถูกล่ามโซ่ไว้ในบ้าน วิธีโบราณที่ทำกับคนที่มีปัญหาทางจิต จะได้ไม่ไปทำอันตรายคนอื่น

     หนึ่งในสามของประชากรโลกมีเชื้อวัณโรคอยู่ในตัว เมื่อใดที่ภูมิคุ้มกันน้อย เชื้อก็จะแสดงอาการ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ส่วนมากจึงปรากฏอาการของทีบีเพราะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

     นอกจากเชื้อทีบี คนเรามีเชื้ออื่นอีกสารพัดในตัวที่รับมาจากภายนอก จากอาหาร เครื่องดื่ม อากาศ และทางอื่นๆ  ทำให้เกิดโรคมากมาย ตั้งแต่ปวดหัวตัวร้อน เป็นหวัด ไปจนถึงเป็นมะเร็ง หัวใจ เบาหวาน เส้นเลือดตีบตัน เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต เจ็บป่วยกันทั่วบ้านทั่วเมือง

     โรคเหล่านี้นับได้ว่าเป็น “ความพิการ” อย่างหนึ่ง ถ้าหากจำกัดคำนี้ว่าเป็นความไม่สมบูรณ์ จึงไม่ควรมองความพิการแต่เพียงที่ร่างกายภายนอกเท่านั้น คนที่ใช้ความรุนแรงทำร้ายผู้คน ฆ่ากันอย่างเลือดเย็นนับว่า “พิการ” ทางจิตใจร้ายแรงกว่าคนที่ไม่มีแขน ไม่มีขาหรือพิการทางกายอื่นๆ 

 

     สยามรัฐรายวัน 12 กันยายน 2555 

      โลกนี้มิได้อยู่ด้วย มณี เดียวนา

      ทรายและสิ่งอื่นมี ส่วนสร้าง

      ปวงธาตุต่ำกลางดี ดุลยภาพ

      ภาคจักรพาลมิร้าง เพราะน้ำแรงไหน

       ภพนี้มิใช่หล้า หงส์ทอง เดียวเอย

      กาก็เจ้าของครอง ชีพด้วย

      เมาสมมุติจองหอง หินชาติ

      น้ำมิตรแล้งโลกม้วย หมดสิ้นสุขศานต์ ฯ

     กวีของอังคาร กัลยาณพงศ์ บทนี้เป็นที่รู้จักกันดี มาจากความรู้ความเข้าใจชีวิตและสังคม นำมาถ่ายทอดด้วยจินตนาการอันยิ่งใหญ่ และความสามารถเยี่ยงนายภาษา

     ภาษากวีเป็นภาษาที่ร่ำรวยด้วยอารมณ์ความรู้สึก ผสานจินตนาการที่ก้าวข้ามขอบเขตอันจำกัดของความเป็นจริง พ้นพรมแดนแห่งเหตุผลและตรรกะที่ภาษาธรรมดาไม่สามารถสะท้อนออกมาได้

     การเปรียบเทียบเปรียบเปรยกับรูปธรรมของสรรพสิ่งรอบตัวเป็นวิธีหนึ่งที่ค่อยๆ ปูทางไปสู่เรื่องราวอันเป็นจุดหมายที่ต้องการให้ผู้คนเข้าใจ บางครั้งเป็นเรื่องราวเร้าอารมณ์จนกระทั่งทะลุกรอบกรงเข้าถึงความจริงที่แม้แต่นามธรรมที่ว่าล้ำลึกก็มิอาจช่วยให้เข้าถึงและเข้าใจได้

     สยามรัฐรายวัน 5 กันยายน 2555 

     อังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นจิตรกรและกวีที่สร้างสรรค์ผลงานที่มีอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของตนเอง พอได้เห็น ได้ยิน ได้อ่าน ก็รู้ว่านี่เป็น “อังคาร” ผู้เชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์ได้อย่างกลมกลืน เป็นธรรมชาติตลอดเวลา ทั้งยามหลับและยามตื่น

      ดึกนี้เศรษฐีตื่นแล้ว       สำรวจแก้วมณีในสวรรค์

      ล้วนสมบัติฉันทั้งนั้น      ชื่อแจ่มจันทร์และดวงดาว

      ปลูกมิ่งไม้ไว้หลายภูผา  สั่งฟ้าอุ้มฝนจนเต็มที่

      ไว้รดอุทยานแรมปี       ให้เขียวขจีทั้งไพรวัน

     กวีนิพนธ์บทนี้มีติดไว้ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งในสวนวนเกษตรที่บ้านผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ตั้งแต่เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานที่แห่งนั้น เพราะผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ได้กลับมาค้นพบชีวิตอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เริ่มปลูกป่า ไม่ใช่ในป่าหรือที่รกร้าง แต่ปลูกป่าที่บ้าน

     ผู้ใหญ่วิบูลย์ทำเกษตรพืชเดี่ยวกว่า 200 ไร่ ที่อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำอยู่หลายปีเป็นหนี้มากมายจนต้องขายที่ดินใช้หนี้ธนาคาร เหลือที่ไว้เพียง 9 ไร่ ตัดสินใจ “คืนสู่ธรรมชาติ” ด้วยการเลียนแบบป่า ปลูกต้นไม้ไว้จนเต็มพื้นที่ กลายเป็น “ป่า” ในบ้าน ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงไปทั่วโลก

Page 1 of 40