phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 22 พฤษภาคม 2562

การประชุมสุดยอดเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์เมื่อต้นปี 2018 มีข้อสรุปเรื่องทักษะ7 ประการ ที่เด็กแห่งศตวรรษที่ 21 “ต้องมี” เพื่อให้สามารถทำงานและอยู่ได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วนี้ โดยเขาเน้นที่โรงเรียน ขอขยายความดังนี้

               1. ความคิดวิพากษ์และแก้ปัญหาเป็น โรงเรียนควรสอนเด็กให้ตั้งคำถามและคิดเองได้ ไม่ใช่สอนแต่คำตอบสำเร็จรูป หรือท่องจำคำตอบหรือความคิดของครู ผู้ซึ่งต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของเด็ก ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ การมีเหตุผลในความคิดต่าง

               2. ความร่วมมือและการการเป็นผู้นำด้วยการชักจูง คือ ให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น เรียนรู้การนำด้วยบารมี มิใช่ด้วยอำนาจสั่งการ หรือด้วยกฎระเบียบ เป็นทักษะทางสังคม คือ EQ คืออยู่ร่วมกับคนอื่นเป็น ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ เห็นอกเห็นใจ

               3. ความคล่องตัวตัวและปรับตัวเป็น เด็กรู้จักเรียนรู้ใหม่ (relearn) เพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว มีความยืดหยุ่น รู้จักประนีประนอม รับฟัง ปรับปรุงแก้ไข

               4. การริเริ่มและความคิดแบบนักประกอบการ เด็กควรได้รับแรงบันดาลใจให้ “ทำเป็น” ไม่ใช่ “ดีแต่พูด” สร้างสรรค์สิ่งใหม่ เรียนด้วยการลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่ท่องหนังสือไปสอบ ท่องแต่ทฤษฎีไม่มีรูปธรรม

               5. สื่อสารด้วยการพูดและการเขียนได้ดี การสื่อสารชัดเจนคือกุญแจสำคัญของเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ที่ใช้ความรู้เป็นฐาน สำคัญ เพราะโลกยุคใหม่เป็นโลกแห่งปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน องค์กร เป็นโลกที่ต้องมีทักษะดีในการสื่อสารสัมพันธ์กับผู้อื่น กับสังคม

               6. การเข้าถึงและการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร เด็กต้องแยกแยะระหว่างข้อเท็จกับข้อจริงเป็น ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารความรู้ ที่เทคโนโลยีทันสมัยทำให้ไหลเวียนท่วมท้นจนต้องเลือกให้เป็น แยกให้ได้ เพราะมีข้อมูลที่เป็นเท็จ

               7. การอยากรู้อยากเห็นและจินตนาการ เด็กต้องเป็นนักสืบค้น ครูส่งเสริมการสร้างสรรค์ นวัตกรรม ให้ปลดปล่อยศักยภาพของพวกเขาเต็มที่ ไม่กดดัน กดทับศักยภาพไม่ให้เจริญเติบโต

               นี่คือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่องานแห่งอนาคต ความปรารถนาของบรรดานักเศรษฐศาสตร์และนายจ้าง ที่อยากได้ลูกจ้างที่เหมาะสมกับงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความท้าทายสูง

นักจิตวิทยาก็มีกรอบเกณฑ์คล้ายกัน ที่เพิ่มเติมอย่างสำคัญ คือ ๑) การรู้ตัวเอง (self-awareness) การมีสติ มีสมาธิ ๒) มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ มีเป้าหมาย และแรงจูงใจที่ไม่ได้มาจากการถูกบังคับ หรือเพราะรางวัลหรือการลงโทษ แต่มาจาก “ใจ”

               ๓) มีพลังใจเข้มแข็ง ไม่ท้อ ล้มแล้วรู้จักลุก คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่ไม่เคยผิดพลาด แต่คือคนที่ล้มแล้วลุกเป็น เดินหน้าไม่ยอมแพ้ ๔) สอนให้แสวงหาและมองโลกที่แตกต่างได้ ไม่ใช่บังคับให้คิดและมองเห็นโลกเดียว วีธีคิดเดียว

               ในฐานะคนทำงานพัฒนาสังคม พัฒนาชุมชนคนรากหญ้า ขอให้ข้อสังเกตเชิงวิพากษ์ว่า ทั้งนักเศรษฐศาสตร์ ที่ประชุมที่ดาวอส นักจิตวิทยา นักการศึกษา ล้วนแต่เป็นคนจากประเทศพัฒนาแล้ว เป็นเจ้าของทุน เจ้าของการประกอบการข้ามชาติที่ไปร่วมงานนี้ เป็น “นายจ้าง” ที่อยากได้ลูกจ้างดี

แม้ว่าจะมีตัวแทนจากประเทศกำลังพัฒนา แต่ที่สุด ถ้าใช้ภาษาวิเคราะห์แบบซ้ายเก่า เหล่านี้ คือแนวคิดของนายทุนและจักรวรรดิ์นิยมใหม่ ลัทธิอาณานิคมใหม่

               สังเกตให้ดี แม้จะมีการพูดเรื่องทักษะความร่วมมือ การปรับตัว แต่ไม่มีการพูดถึงทักษะที่ทำให้เคารพ “สิทธิ” ของผู้อื่น เคารพความเป็นธรรม ความเสมอภาค จิตใจที่เป็นประชาธิปไตย ไม่พูดเรื่องการเรียนรู้วินัยชีวิต การเคารพกฎหมาย ไม่พูดเรื่องหลักนิติธรรม (rule of law) ในระดับสากล รากฐานของการค้าที่เป็นธรรม (fair trade) ไม่ใช่พูดแต่การค้าเสรี (free trade) ที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ

               พวกเขามองข้าม (take it for granted) เรื่องสิทธิ ความเป็นธรรม ไม่ต่างจากการนำสารเคมีฆ่าหญ้าฆ่าแมลงมาขาย แล้วบอกว่า ไม่เป็นอันตราย แต่ในประเทศตนเองกลับห้ามใช้ อ้างหลักนิติธรรมในบ้านตนเอง แต่ไม่เคารพนิติธรรมในบ้านเมืองอื่น

               สิทธิเป็นเรื่องการเคารพคนอื่น สร้างรากฐานการมีวินัยกับตัวเองและกับคนอื่น การอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมประชาธิปไตยที่ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีสิทธิเสรี เสมอภาค และด้วยความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง

               เพราะแม้ทักษะที่พึงปรารถนาข้อแรกจะว่าด้วยความร่วมมือ ให้ทำงานร่วมกับคนอื่นเป็น แต่ไม่ได้บอกว่าจะต้องไม่เอาเปรียบ ไม่เอาชนะ ซึ่งโรงเรียนจะต้องสอนเรื่องนี้ แต่ระบบโรงเรียนทำให้เด็กแข่งขัน เอาชนะ เป็นระบบที่แพ้คัดออก เด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังยังมีอีกมาก ระบบเองที่สร้างความเหลื่อมล้ำ

               การสอนไม่ให้เอาเปรียบ ไม่ให้ผูกขาด แต่แบ่งปันโอกาส แบ่งปันทรัพยากรแก่ผู้อื่น ดาวอสไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ และไม่ได้เน้นว่าเป็นทักษะที่ต้องมี หรือที่พึงปรารถนาเพื่อให้เกิดการพัฒนายั่งยืน ร่วมมือกันทำให้ทรัพยากรยังอยู่เผื่อลูกหลานในอนาคต

               ไม่ได้เน้นเรื่องการพัฒนาจิตสำนึกให้เคารพสิ่งแวดล้อม เคารพตนเอง เคารพคนอื่น ซึ่งต้องเป็นรากฐานของการพัฒนาศักยภาพและทักษะของเด็ก ไม่เช่นนั้นก็จะสร้างคนที่มีทักษะในการคิดสร้างสรรค์เพื่อเอาเปรียบคนอื่น ผูกขาด ไม่ได้แตกต่างอะไรจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

               เป็นแนวคิดที่มองชีวิตแยกส่วน แยก “คุณธรรม” ออกไป ทำให้คนเป็นเพียงแรงงาน วางรากฐานการแข่งขัน การผูกขาด การเอาเปรียบกันตั้งแต่เด็กเล็ก สังคมไทยก็รับปรัชญานี้มาทั้งดุ้น เน้นการสร้างแรงงาน แปรเป็นการศึกษาไทย แต่ไม่เป็นไท

เรื่องเจ้าปิงปอง หมาแสนรู้ที่โคราช ที่ช่วยทารกที่ถูกฝังไว้ในดินให้รอดเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เจ้าปิงปองคงเป็นหมา “พันธุ์โรด” หรือพันธุ์ทาง เช่นเดียวกับหมาไทยทั่วไป แต่เป็นหมาที่ใครๆ ก็รัก เพราะมันซื่อสัตย์ สอนง่าย ช่วยงานเจ้าของทำงานในไร่ ไล่ต้อนวัวได้

ข่าวบอกว่า เจ้าปิงปองขาพิการหนึ่งข้าง ใช้งานไม่ได้ เพราะถูกรถชน แปลว่ามันเดินวิ่ง ๓ ขา แต่ก็ยังสามารถทำอะไรได้ดีไม่น้อยกว่าหมา ๔ ขา ทำให้ผมคิดถึงเรื่อง “เจ้าสามขา” ของผม

เจ้าสามขาเป็นหมาในจินตนาการ ในนิทานที่ผมเล่าให้ลูกฟังตอนลูกยังเล็ก ว่าเป็นหมาแสนรู้ฉลาด ซน จนวันหนึ่งโดนรถทับขาข้างหนึ่ง จึงเดินวิ่งสามขา เจ้าของและใครๆ รักมัน ทำให้หมาจตัวอื่นอิจฉาและหาทางกลั่นแกล้งต่างๆ นานา แต่เจ้าสามขาก็ผ่านมาได้ทุกที เพราะความฉลาดรู้จักเอาตัวรอดได้ในยามยากลำบาก

ที่สุด วันหนึ่งบรรดาเจ้าตูบขี้อิจฉาสุมหัวกันคิดว่าต้องทำอะไรที่สาหัสกว่าที่เคยทำ จึงพากันขุดหลุมวางกับดักเจ้าสามขา ซึ่งก็ถูกหลอกให้ตกลงไปในหลุมจริงๆ หลุมลึก ขึ้นไม่ได้ แต่สวรรค์มีตา ฟ้าโปรด มีรถคันหนึ่งวิ่งเข้าหมู่บ้าน ไปเที่ยวจับหมาตามถนน บรรดาเจ้าตูบนักแกล้งโดนจับไปแล่เนื้อเถือหนังกันหมด เมื่อรถจากไป เจ้าสามขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนให้ขึ้นมาจากหลุม

วันหนึ่ง ผมนั่งที่หน้าบ้าน เสี่ยวหงษ์ ลูกสาวคนเล็กอายุประมาณ 4-5 ขวบของดร.สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ มาที่บ้าน มานั่งรอ “พี่ขวัญ” ลูกสาวของผม คุยกันไปมา ผมถามเสี่ยวหงษ์ว่า มีนิทานอะไรสนุกเล่าให้ลุงฟังบ้างสิ เสี่ยวหงษ์ก็เล่าเรื่องเจ้าสามขา

แต่ตอนจบเธอเล่าว่า เมื่อพวกหมาขี้อิจฉาแกล้งจนเจ้าสามขาตกลงไปในหลุมขึ้นไม่ได้ พวกมันก็รู้สึกเสียใจ จึงพากันช่วยเจ้าสามขาขึ้นมา และกลายเป็นเพื่อนดีต่อกัน จบ

ผมบอกเสี่ยวหงษ์ว่า หนูได้ยินเรื่องนี้จากไหน เสี่ยวหงษ์ตอบว่า จากพี่ขวัญ พอดีลูกสาวผมเดินมา ผมถามลูกว่า หนูเปลี่ยนนิทานของพ่อตอนจบหรือ ลูกสาวตอบว่า ใช่ เพราะเรื่องของพ่อจบแบบโหดเกินไป

ผมยอมรับว่า ตนเองไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ว่ามีความละเอียดอ่อนเพียงใดสำหรับเด็ก เราผู้ใหญ่ใช้ความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว หรือว่าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงจนไม่รู้ว่ามันรุนแรง เรื่องราวในบ้านเมือง ที่เป็นข่าว หรือที่ทำเป็นหนังเป็นละครในสื่อต่างๆ ก็เต็มไปด้วยฉากและเรื่องราวที่รุนแรง เลือดท่วมจอ ตบตีกัน นั่นคือสภาพแวดล้อมที่เราและลูกเราเติบโตขึ้นมา

ผมเล่าเรื่องเจ้าสามขาเมื่อกว่า ๒๕ ปีก่อน พอดีพ้องกับเรื่องเจ้าปิงปองโดยบังเอิญวันนี้ ที่ทั้ง “พี่ขวัญ” กับ “เสี่ยวหงษ์” ต่างก็เติบโต พี่ขวัญเป็นแพทย์หญิง เสี่ยวหงษ์เป็นสัตวแพทย์หญิง ทั้งสองคงช่วยเหลือรักษาคนรักษาสัตว์ด้วยความเมตตา

ยังมีอีก ตอนที่ลูกชาย “โดม” พี่ชายขวัญ อายุได้ขวบเศษ ผมเล่านิทานเรื่องแรกให้ลูกฟัง เขานอนอยู่บนตัก ฟังพ่อด้วยความตั้งใจ

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีวัวตัวหนึ่งกินหญ้าอยู่กลางทุ่ง กินไปๆ อย่างมีความสุข ทันใดนั้น มีสิงโตตัวหนึ่งค่อยๆ คลานมาช้าๆ เงียบๆ ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา แล้วกระโจนงับขาวัว” ผมจำภาพตอนนั้นได้ติดตา ลูกสะดุ้งอย่างแรง ตกใจ ตั้งแต่นั้นมา แกเห็นรูปสิงโตที่ไหนก็จะเอานิ้วจิ้มลงไปที่ภาพ บอกว่า “เกลียดๆๆ” เกลียดที่สิงโตไปทำร้ายวัว

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อกว่า 35 ปีก่อน วันนี้โดมเรียนจบปริญญาโทการแสดงและการสอนไวโอลินที่มหาวิทยาลัยศิลปะเบอร์ลิน เล่นและเป็นครูสอนไวโอลินที่เบอร์ลิน เยอรมนี อาชีพละเอียดอ่อน ที่ทำให้คนมีความสุข

ผมเล่าเรื่องความรุนแรงที่ตนเองใส่ลงไปในนิทานโดยไม่รู้ตัว หรือว่าความรุนแรงอยู่ใน DNA ของผม ของเรา ของสังคม เบ้าหลอมที่ร้อนและเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้ลูกหลานเรา เสียใจครับ เล่ามาเผื่อว่าจะเป็นบทเรียนให้คนอื่นได้ด้วย จะได้ “เพลามือ” ลงบ้าง ตั้งสติก่อนพูดก่อนทำ ก่อนเล่า แล้วเราจะไม่เสียใจภายหลัง

 

เสรี พงศ์พิศ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒

สยามรัฐรายวัน 15 พฤษภาคม 2562

โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก มีเทคโนโลยี มีนวัตกรรมเกิดขึ้นทุกวันนับพันอย่าง มาจากหลักคิดหลักวิชาใหม่ที่คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้บริหารนโยบาย หน่วยงานของภาครัฐถ้าไม่สนใจ ก็จะหลงยุคตกสมัย ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง จึงมักตั้งกรอบกรงขังตัวเองในแนวคิดที่ล้าสมัย

            รถยนต์ไฟฟ้าออกสู่ตลาดใหญ่ก็ไม่เท่าไร แต่รถยนต์ไร้คนขับมาเร็วกว่าที่คิด และอีกหลายอย่างก็กำลังตามมาอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เรื่องของประเทศร่ำรวย เรื่องคนรวย การเปลี่ยนแปลงต่างๆ มีผลกระทบต่อชีวิตของทุกคน ไม่ว่ายากดีมีจน

            ใครจะคิดว่า ในเวลาไม่กี่ปี ผู้คนจะมีมือถือสมาร์ทโฟนเกือบทุกคน และกำลังจะเข้าสู่ยุค 5G ที่อะไรๆ ก็สัมพันธ์กันอย่างคาดไม่ถึง ข้าวของเครื่องใช้เชื่อมต่อและสั่งการได้หมดไม่ว่าอยู่ที่ไหน

            ข่าวดี โจรขโมยคงจะเข้าบ้านยากขึ้น อาชญากรรมก็น่าจะลดลง รถยนต์ไร้คนขับคงจะช่วยให้อุบัติเหตุบนถนนลดลงจนเกือบเป็นศูนย์

            คาดการณ์ว่า ในอีก 2-3 ปีนี้ความต้องการใช้น้ำมันจะลดลงไปเรื่อยๆ เพราะรถยนต์ไฟฟ้าออกมาสู่ตลาดใหญ่ รถยนต์ใหม่ทุกคันจะเป็นรถไฟฟ้าในอีก 5 ปี และอีก 10 ปีข้างหน้า รถไฟฟ้าจะครองเมือง

            ทุกวันนี้ ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้มีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าตลาดเดิม แต่เป็นบริษัทที่ทำมือถือ ทำสื่อ อย่างแอบเปิล กูเกิ้ล หรือไดสัน ที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่ไปตั้งฐานผลิตรถไฟฟ้าที่สิงคโปร์ วันนี้มีผู้ผลิตรถไฟฟ้าเป็นร้อยราย รวมไปถึงรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งเป็นเหมือน “คอมพิวเตอร์ติดล้อวิ่งได้” เท่านั้น

            รถยนต์ไฟฟ้าใครๆ ก็ซื้อได้ เพราะค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าการใช้รถยนต์น้ำมันถึง 10 เท่า รถราคาก็ถูกลงเพราะแบตเตอรี่ราคาลดลงปีละ 20% และกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำลายล้าง (disrupt) ระบบไฟฟ้าสายแบบเดิม อย่างที่รถยนต์ไฟฟ้าทำลายอุตสาหกรรมน้ำมัน

            แบตเตอรี่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและผลิตกันใหญ่โตในหลายประเทศ รวมทั้งไทยก็กำลังชวนใครต่อใครมาลงทุน จะรวมถึงแบตที่เก็บไฟฟ้าจากแสงแดดใช้ในบ้าน อาคาร สำนักงาน และทั่วไป จนการผลิตไฟฟ้าแบบเดิมที่แพงกว่าจะหมดไป ไม่ว่าถ่านหิน น้ำมัน หรือนิวเคลียร์

            ใครที่คิดว่าเรื่องเหล่านี้ไกลตัว ก็ขอให้ดิดถึงสมาร์ทโฟนในมือชาวบ้านในหมู่บ้านชนบท ที่ ไม่ได้เพียงรับเข้าโทร.ออก แต่ดูหนังฟังเพลง ดูละคร ส่งไลน์ก็ทำได้อีกต่างหาก

            เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ผู้นำประเทศ คนที่เกี่ยวกับนโยบาย มักตามไม่ทัน ทำให้บ้านเมืองหล้าหลัง เพราะเชื่อเทคโนเครตและนักวิชาการหัวโบราณที่คิดคำนวณทุกอย่างเป็น “เส้นตรง” (linear) ที่ไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงจะมาเร็ว จึงมีแต่กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนา

            หรือไม่ก็เพราะถูกทุนใหญ่ครอบงำ มีผลประโยชน์ร่วม ต้องการขาย “ของเก่าตกค้าง” ไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะยื้อไม่อยู่จึงยอมให้กระแสโลกไหลเข้ามา อย่างเรื่องพลังงานถ่านหิน เรื่องสารเคมีอันตรายในการเกษตร หรือรถยนต์ใช้น้ำมัน ที่มีโรงงานผลิตอะหลั่ยและชิ้นส่วนใหญ่ในไทย

            การเปลี่ยนแปลงมาแบบ “ตัว S” เริ่มช้าแต่แล้วก็พุ่งขึ้นไปเร็วมาก เรียกการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ที่คนมักตามไม่ทันว่า “เปลี่ยนแบบทำลายล้าง” (disruptive) แบบที่ทำให้บริษัทโกดักเจ๊งไปเพราะเขาเลิกใช้ฟิล์มไปถ่ายรูปแบบดิจิตัลทางมือถือและกล้องสมัยใหม่กันหมด

            ประเทศไทยยังวุ่นวายเรื่องการเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาล การแบ่งเก้าอี้ ก็ยังดีที่มีพรรคที่ประกาศว่า จะนำนโยบายที่ประกาศไว้มาทำให้ได้ อย่างเรื่องกัญชา เรื่องการเกษตร เพิ่งจะรู้ว่าถ้าไม่ทำอะไรจะเสียประโยชน์

            วันนี้วิทยาศาสตร์เขาพูดกันเป็น 11 มิติ ที่เชื่อมอดีต ปัจจุบัน อนาคตเป็นหนึ่ง เชื่อมจักรวาลทั้งหมดเข้าด้วยกันด้วยทฤษฎีทางฟิสิกส์ใหม่อย่าง String Theory ที่มีผลต่อทัศนะว่าด้วยความเป็นจริง โลกและชีวิต

            บ้านเรายังพูดกันแค่ 3 มิติ ที่จริงก็มีมิติที่ 4 สัมผัสที่ 6 หรือมากกว่านั้น แต่ต้องไปที่สำนักเจ้าเข้าทรง หรือเข้าวัด โดยไม่เข้าใจว่า เหล่านี้วิทยาศาสตร์ยุคใหม่เขากำลังค้นหาค้นพบ หลายอย่างก็มีอยู่ในหลักพุทธศาสนา เรื่องจิต เรื่องสมาธิ เรื่องพลังที่มาจากจิตของคน ที่เป็นตัวขับเคลื่อนชีวิต ไม่น้อยไปกว่าพันธุกรรม

            เรื่องของโลกแห่งวิญญาณ การเวียนว่ายตายเกิด และอื่นๆ ก็อยู่ในวิถีวัฒนธรรมของไทย แต่เราไม่ได้สนใจ นึกว่าเป็นเรื่องงมงายไสยศาสตร์ ขณะที่โลกเขากำลังสนใจศึกษาเป็นวิทยาศาสตร์ อย่างสิ่งที่ปรัชญาและศาสนาเรียกว่า “อุตรภาวะ” (transcendence) คือภาวะในมิติที่สูงขึ้นของจิตสำนึก ที่ผู้ปฏิบัติธรรมสัมผัสได้

            ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เมืองไทยก็ยังมีดิน มีน้ำ มีแดด ปัจจัยสำคัญเพื่อผลิตอาหารและพลังงานที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถ้ารัฐบาล คนทำนโยบายเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและตามโลกทัน ก็จะจัดจุดยืนของประเทศไทยให้เหมาะสมได้ แม้อาจจะไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด

ก็ไม่ได้แปลว่าจะให้คนไทยไปเป็นเพียงแรงงานถูกๆ เพื่อผลิตแบตเตอรี่ ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์รถไฟฟ้า แต่จะพัฒนาจุดแข็งของไทยให้พึ่งพาตนเองได้ด้วยปัจจัย 4 และผลิตยา อาหารและพลังงานให้โลกได้ด้วย

ทางอีศาน พฤษภาคม ๒๕๖๒

การวิจัย ได้กลายเป็น “ตาบู” (taboo) คือ อะไรที่คนไม่อยากพูดถึง เพราะดูเป็นความลึกลับซับซ้อน น่ากลัว เป็นเขตแดนของผู้รู้ นักวิชาการ ไม่ใช่เรื่องราวที่ชาวบ้านคนธรรมดาทำได้ทำเป็น

            งานวิจัย โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนามักเป็นการไปเสริมอำนาจทุนหรืออำนาจรัฐ หรือไม่ก็ไปขึ้นหิ้งเพราะเป็นแค่ “การสำเร็จความไคร่ทางปัญญา” (intellectual masturbation) ของนักวิชาการ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตของผู้คน

            นักศึกษาปริญญาโทกลัวการวิจัย ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกสาขาวิชาที่เรียนโดยไม่ต้องวิจัย แค่ทำงานวิชาการสักชิ้นที่เรียกว่าสรรพ์นิพนธ์ หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ “การวิจัย” เต็มตัว

            อาจารย์บางคนก็ “ซาดิสท์” ชอบทำให้นักศึกษากลัว ขู่ด้วยการพูดถึงแนวคิดทฤษฎีว่าด้วยงานวิจัยอย่างพิสดารพันลึก จนนักศึกษาหลายคนท้อตั้งแต่เรียนชั่วโมงแรก

            คงเพราะอาจารย์บางคนกลัวนักศึกษาจะไม่รู้ว่าตนเองรู้มาก ความจริง คนฉลาด คนเก่ง ไม่ใช่คนที่พูดแล้วฟังไม่รู้เรื่อง แต่เป็นคนที่ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เรื่องที่ดูเหมือนทำไม่ได้ ให้สามารถทำได้ ส่วนนักวิชาการที่ไม่รู้จริง คือ คนที่ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากโดยไม่จำเป็น

            ความจริง การวิจัย คือ กระบวนการค้นหาความจริงบางอย่างที่ยังไม่รู้ หรือไม่รู้ชัดแจ้ง โดยใช้เครื่องมือและวิธีการทางวิชาการบางอย่าง ทำให้ได้ผลลัพท์ที่น่าเชื่อถือ

            ถ้าไม่ติด “กรอบวิชาการ” จนเกินไป แต่ให้ความสำคัญกับ “กระบวนการ” และ “ผลลัพท์” ก็จะพบว่า ความรู้ต่างๆ ในท้องถิ่น ในสังคมก็ล้วนแต่ผ่าน “กระบวนการวิจัย” มาทั้งสิ้น ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ “วิจัย” โดยใช้เวลานานหลายปี หลายสิบ หลายร้อยปี จนได้ผลลัพท์อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

ดูปัจจัย ๔ ในวิถีชีวิตประจำวันก็จะพบความล้ำลึกของภูมิปัญญา ซึ่งเป็นผลงาน “วิจัย” ของบรรพชนเป็นร้อยเป็นพันปี ล้วนวิจิตรพิสดารและต้อง “ถอดรหัส” จึงจะเข้าใจคุณค่าและความหมายอันลุ่มลึกได้

วันนี้สังคมมีกรอบเกณฑ์ในการวัดความรู้ งานวิจัยไปอีกแบบ คิดว่าคนจบมหาวิทยาลัยรู้มากกว่าชาวบ้านที่จบประถมมัธยม ปริญญาตรีดีกว่าปริญญาโท ปริญญาเอกรู้ดีเหมือนเทวดา ทั้งๆ ที่ด็อกเตอร์โง่ๆ ก็มีมากมาย

เพราะการเรียนรู้ที่ดีไม่ได้วัดกันที่ข้อมูลหรือความรู้ แต่วัดกันที่ “ปัญญา” คนทำงานวิจัย คนทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ปริญญาเอก มักเต็มไปด้วยข้อมูล และเชื่อมข้อมูลให้เป็นความรู้ แต่ไม่มี“ปัญญา”

จะเกิดปัญญาได้ต้องตกผลึก ต้องสรุปเป็นหลักคิด หลักการ เป็นปรัชญา ที่ต้องผ่านกระบวนการหล่อหลอม การวิเคราะห์วิจารณ์ถึงแก่น จนทำให้มั่นใจในสิ่งที่สังเคราะห์จากความรู้ทั้งหลายให้เป็นหลักคิดใหม่ ปัญญาอย่างใหม่

ส่วนงานวิจัยตามมาตรฐานวิชาการกระแสหลัก มักต้องมีแบบแผนที่เคร่งครัดชัดเจน มีแนวคิดทฤษฎีนำ งานวิจัยจึงเต็มไปด้วยแนวคิดทฤษฎีของนายเดวิด โรเบิร์ต เพื่อให้ดูขลัง

งานวิจัย งานวิทยานิพนธ์ต่างๆ จึงมักจะไปลอกๆ กันมา (copy & paste) แนบเนียนบ้าง โจ่งแจ้งแบบไม่อายเจ้าของความคิดเดิมบ้าง พอไปสอบถูกกรรมการถามว่า ทำไมไปลอกเขามามากมายอย่างงั้น ผู้วิจัยบางคนตอบว่า เพราะเขาเขียนดีมากครับ

ประเทศไทยมีงานวิจัยน้อย งบประมาณส่งเสริมงานวิจัยก็น้อย เทียบกับประเทศพัฒนาไปไกลอย่างญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ไม่ได้เลย แม้แต่ประเทศในระดับเดียวกันอย่างมาเลเซีย

แต่ถ้าหากไม่เอา “มาตรฐาน” การวิจัยแบบเคร่งครัดเกินไป เน้นที่กระบวนการที่เรียบง่ายและผลลัพท์ที่สัมผัสได้จริง งานวิจัยไทยก็จะมากกว่าที่รายงาน ลองพิจารณาวิธีวิจัยที่ “เป็นมิตรกับชาวบ้าน” และให้ประโยชน์มากมายได้ผลจริง ผลลัพท์ที่ปรากฎชัดเจนจนวิชาการไม่อาจปฏิเสธคุณค่าได้ ลองพิจารณา “โมเดล” ต่อไปนี้ดู

๑.     งานวิจัยไทบ้าน งานวิจัยที่อุบลราชานี โดยชาวบ้านเขื่อนปากมูลเมื่อหลายปีก่อน มีเอ็นจีโอ

และนักวิชาการให้คำแนะนำวิธีการ เครื่องมือบางอย่างที่ชาวบ้านนำไปใช้ได้ ทำให้ได้ข้อมูลความรู้ที่นักวิจัยอาชีพของรัฐและของสถาบันการศึกษาทำไม่ได้

            ชาวบ้านอยู่กับแม่น้ำมูลมาตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย รู้จักน้ำ ปลา สิ่งมีชีวิต ธรรมชาติของแม่น้ำสายนี้มาตั้งแต่เกิด พวกเขาเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อยืนยันว่า ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอันมีชีวิตของแม่น้ำสายนี้ที่รัฐไปทำเขื่อนมีรายละเอียดและความสัมพันธ์เป็นองคาพยพเดียวกันอย่างไร ไม่ได้มองอย่างแยกส่วน หรือลดทอนให้เป็นแค่น้ำเพื่อการเกษตร หรือผลิตกระแสไฟฟ้า มองอย่างเป็นองค์รวม อย่างรู้คุณที่เอื้ออาทรให้คนอยู่ร่วมกับน้ำได้

            พวกเขาได้สะท้อนให้เห็น “ชีวิต” ของลำน้ำมูล แสดง “จิตวิญญาณ” ของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและชุมชนที่สัมพันธ์กับแม่น้ำสายนี้มาเป็นร้อยเป็นพันปี ที่อำนาจรัฐและอำนาจทุนไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึง

            เป็นงานวิจัยที่ได้รับรางวัลจากองค์การอนามัยโลก แต่รัฐบาลไทย สถาบันการศึกษาไทยไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ได้ยกย่องให้เกียรติ เพราะเป็นงานวิจัยของ “ไทบ้าน”

๒.     งานวิจัยอินแปง มีหลากหลาย เริ่มจากมูลนิธิหมู่บ้านให้ธวัชชัย กุณวงศ์ ที่จบปริญญาตรี

พัฒนาชุมชนจากวิทยาลัยครูสกลนคร ไปอยู่ที่บ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร เพื่อเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านว่า พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน มีทุนทรัพยากร ทุนทางสังคม ทุนทางปัญญาอะไรบ้าง

            การวิจัยทำให้ชาวบ้านเกิดสำนึกในรากเหง้าและอัตลักษณ์ของตน ได้เข้าใจทุนเดิมของตน ได้เข้าใจปัญหาและหาทางออกได้ ยืนยันว่า “คนไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีอนาคต คนไม่รู้ที่มาก็ไม่รู้ที่ไป คนไม่รู้จักรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย”

ได้ความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมา เมื่อตั้งหลักได้ก็เดินหน้าได้ “ไปถึงทางตันก็กลับทางเก่า” เคยถางสวนป่าหลังบ้านเพื่อปลูกปอปลูกมันแล้วเป็นหนี้ ก็กลับไปฟื้นฟูสวนป่า เฮ็ดอยู่เฮ้ดกิน “ยกป่ามาไว้บ้าน ยกภูพานมาไว้สวน” กลับไปหาธรรมชาติและอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ชาวอินแปงเป็นเครือข่ายชุมชนรอบตีนภูพาน มีพลังในการรวมกลุ่ม ทำวิจัยต่อเนื่องโดยทุนสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ อย่างกรมป่าไม้และสปก. เพื่อวิจัยและพัฒนาการฟื้นฟูป่าและสิ่งแวดล้อม

งานวิจัยสำคัญชิ้นหนึ่งของชุมชนที่ได้รับทุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ มียงยุทธ ตรีนุชกร เป็นแกนนำ วิจัยว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านไปหาอยู่หากินในรัศมี ๑๕-๒๐ ก.ม. จากหมู่บ้านของตนเองที่ไหนบ้าง ได้อะไรมาบ้าง เอามาใช้ เอามาทำกินอะไร เกี่ยวข้องกับวิถีวัฒนธรรมและโรคภัยไข้เจ็บอะไร

            การวิจัยโดยชาวบ้านเป็นผู้วิจัยหลักทำให้ได้ข้อมูลว่า หลายสิบปีก่อนนั้นชาวบ้านปลูกข้าวกันกี่สายพันธุ์ มีพืชอะไร ผักอะไร ผลไม้อะไร สัตว์เล็กใหญ่อะไรในทุ่ง ในนา ในป่า ในหนอง อะไรที่หายไป อะไรที่ยังอยู่ แล้วร่วมมือกันอนุรักษ์และส่งเสริมสิ่งที่ยังเหลืออยู่ ฟื้นฟูสิ่งที่หายไปหรือหมดไปให้กลับมา
            ชาวบ้านถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาให้ลูกหลาน ในโครงการ “เด็กฮักถิ่น” พาไปเรียนรู้ดูใบ้ไม้ ต้นไม้ ในป่า นำมาเพาะมากล้า ขายได้เงินให้เด็กออมเป็นทุนการศึกษาและช่วยครอบครัว

เรียนรู้การอยู่ร่วมกับป่ากับธรรมชาติแบบพึ่งพาอาศัยกัน ไม่หาประโยชน์จากธรรมชาติแบบขูดรีดล้างผลาญ เอาทุกอย่างไปขายจนไม่มีแม้แต่จะกิน เหล่านี้ล้วนเป็น “งานวิจัย” จากการลงมือปฏิบัติทั้งสิ้น

            ชาวบ้านวิจัยเชิงปฏิบัติการจนสามารถเพาะกล้าหวายได้ภายในไม่กี่วัน ก่อนนั้นเจ้าหน้าที่เกษตรบอกว่าต้องใช้เวลา ๘ เดือน คนอินแปงเอาเมล็ดหวายมาเพาะกล้า ปลูกเอง ขายด้วย ทั้งพันธุ์หวายและยอดหวาย ตอนฉลอง ๒๕ ปีอินแปงเมื่อปี ๒๕๕๕ ชาวอินแปงสรุปว่า ได้เพาะกล้าหวาย ๕๐ ล้านต้น

๓.     วิจัย ๒ วัย เป็นงานเล็กๆ ที่ผมเคยเสนอให้ครูกำหนดให้นักเรียนไปสัมภาษณ์ปู่ย่าตายาย เพื่อ

จะได้ข้อมูลว่า ครอบครัวของตนเอง พ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นใคร มาจากไหน มีความเป็นมาอย่างไร ถ้าเด็กทุกคนทำ เอาข้อมูลมารวมกัน จะเป็นจิ๊กซอต่อให้เห็นภาพใหญ่ ก็จะได้ข้อมูลว่า ชุมชนนั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีกี่ครอบครัว กี่ตระกูล มีพัฒนาการอย่างไร

            ที่สำคัญ จะเชื่อมคน ๒ วัย ผู้สูงอายุกับหลานๆ ทำให้คนแก่คนเฒ่ารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้รับการยอมรับจากลูกหลานและชุมชน

            พูดไปก็เท่านั้น ผมได้ลงมือทำเอง สัมภาษณ์พ่อตอนอายุเลย ๘๐ แล้ว ทำเป็นหนังสือเล่มสวยงามในวันเกิด ๘๔ ปีของท่าน พ่อแจกให้ลูกหลานอย่างมีความสุข ลูกหลานหลายคนอ่านแล้วร้องไห้ ไม่รู้มาก่อนว่า ปู่ ตา ทวดคนนี้เคยมีชีวิตที่ยากลำบากและต่อสู้เพื่อลูกหลานมากมายขนาดนั้น

๔.     ประชาพิจัย เป็นการสังเคราะห์ประสบการณ์การทำงานกับชุมชนของมูลนิธิหมู่บ้าน ออกมา

เป็นเครื่องมือให้ชุมชนวิจัยตนเอง ให้รู้ประวัติ รากเหง้าของตน รู้ทุนท้องถิ่น ศักยภาพชุมชน รู้รายรับรายจ่าย หนี้สิน การกินการอยู่ ปัญหา และความต้องการ ความฝันของชุมชน จนถึงการไปเรียนรู้ดูงานจากที่อื่น แล้วมาร่างแผนแม่บทการพัฒนาชุมชนของตนเอง (ในระดับตำบล)

            เป็นงานวิจัยที่ได้รับทุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เพราะสำนักงานกองทุนสนับสนุงานวิจัย (สกว.) ปฏิเสธที่จะให้ทุน (เพราะไม่คิดว่าชาวบ้านทำวิจัยเป็น) UNDP ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยนี้ไปทั่วโลก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขอยืมไปใช้ในหลายประเทศในแอฟริกาและคาริบเบียน

            หลายปีก่อน สภาพัฒน์ฯ เป็นผู้ประสานให้กระทรวงต่างๆ นำ “ประชาพิจัย” ไปใช้ แต่รวบรัดตัดหัวตัดหาง เหลือเป็นเพียงเครื่องมือของบประมาณเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่วัตถุประสงค์ของ “ประชาพิจัย” คือ ให้ชุมชนหลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพา จากการครอบงำ เป็นอิสระในการจัดการชีวิตของตนเอง เพื่อให้พึ่งตนเองได้ เพราะประชาพิจัย คือ การวิจัยของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน

            การวิจัยให้พลังและปลดปล่อยได้ โดยไม่ต้องเคร่งครัดระเบียบวิธีวิจัย ซึ่งหลายครั้งกลบเนื้อหาสำคัญของานวิจัยไปจนไม่รู้ว่าทำอะไร เหมือนเพลงที่ได้ยินแต่เสียงดนตรี กลบเสียงร้องของนักร้องที่คนอยากฟัง

            วันนี้ สังคมยังคงไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของงานวิจัยไทบ้าน ประชาพิจัย และอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะยังบ้าจี้ไปกับระเบียบวิธีวิจัยแบบฝรั่งจนดูถูกภูมิปัญญาของชาวบ้าน อย่างมากก็ให้ชาวบ้านมาเป็นผู้ช่วย มาเป็นทีมวิจัย แต่ยังไม่เชื่อว่า ชาวบ้านวิจัยเองเป็น

            เมื่อโลกเปลี่ยน คุณค่าของใบปริญญา สัญลักษณ์ของ “มาตรฐานการศึกษา” ลดลง สังคมให้ความสำคัญกับการศึกษาการวิจัยที่ให้ผลจริงในทางปฏบัติมากกว่า สังคมวิชาการยังงมอยู่กับความเชื่อโบราณในวิชาการที่ล้าสมัยและในสถานภาพของตนเอง ขณะที่ภาคธุรกิจเขาเปลี่ยนโลกด้วยงานวิจัยที่ลงทุนมากมายมหาศาล

            บริษัทซัมซุงของเกาหลีใต้มีงบประมาณวิจัยปีหนึ่งประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณการวิจัยของรัฐบาลไทยให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยต่างๆ ปีหนึ่งไม่กี่หมื่นล้านบาท ได้ผลลัพท์ที่มีพลังแตกต่างกันมากนัก ประเทศพัฒนาแล้วเขามีงบวิจัยมากกว่าไทยเป็นร้อยเท่า

            นักวิจัยไทยมีไม่กี่หมื่นคน แต่ถ้าใจกว้าง เห็นความสำคัญของการวิจัยแบบไทบ้าน แบบประชาพิจัย แบบอินแปง เมืองไทยจะมีนักวิจัยอีกเป็นล้านคน จะได้ผลงานวิจัยมากมายมหาศาล ที่มีคุณค่าในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างคาดไม่ถึง

            นักวิจัยไทบ้านล้านคน มีผลงานวิจัยที่ให้คุณค่ามากกว่างบประมาณที่ลงไปสนับสนุนอย่างแน่นอน เพราะ “ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง”

ปัญหาอยู่ที่ว่า แล้วใครจะยอมให้ชุมชนเข้มแข็ง เพราะ “คนมีความรู้ปกครองง่าย แต่ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (วิลเลียม เบลค)

สยามรัฐรายวัน 8 พฤษภาคม 2562

โรงเรียนเปิด พ่อแม่หวังสูงมากว่า โรงเรียนจะอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนเก่งคนดี ส่วนใหญ่ให้ความคาดหวังที่สูงเกินไป เพราะในความเป็นจริง งานวิจัยได้คำตอบว่า โรงเรียนมีอิทธิพลต่อพัฒนาการชีวิตของเด็กเพียงร้อยละ ๑๕ เท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นที่บ้านและในสังคมใหญ่

               ปัญหาเด็กเยาวชนบ้านเราเรื่องใหญ่มาก เด็กติดเกมเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย อันดับต้นๆ ของโลก ติดยา ติดเหล้า ติดเอดส์ และเกิดความรุนแรง ตีกันฆ่ากันตามถนนบนรถเมล์ แม้ขณะที่สวมชุดนักเรียน

               บ้านและสังคมใหญ่ คือที่ “บ่มเพาะ” ปัญหาและความรุนแรง ถ้าหาก “เบ้าหลอม” เองมีปัญหา ผลผลิตออกมาก็บิดเบี้ยว สะท้อนปัญหาครอบครัวและสังคมใหญ่ได้เป็นอย่างดี

               ปัญหาทุกอย่างพัวพันกันหมด ไม่ว่าปัญหาเศรษฐกิจ หนี้สิน ครอบครัวดิ้นรนปากกัดตีนถีบ มีเวลาให้ลูกน้อย ปล่อยให้จอใหญ่จอเล็กเลี้ยงลูกแทน ซึ่งไม่ใช่การเรียนรู้ แต่คือการเสพความสนุกจนติด

ปัญหาการศึกษาของพ่อแม่ คุณภาพการศึกษาไทย และโอกาสในการเรียนรู้ต่อเนื่องเพื่อปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงสังคม เหล่านี้ต้องชี้ไปที่ระบบโครงสร้างสังคมที่มีปัญหา ไม่ให้โอกาสคนจน คนส่วนใหญ่ของประเทศ ความเหลื่อมล้ำที่ไม่มีทีท่าว่าจะแก้ได้

ปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน เรื่องหลักการที่น่าจะทำได้ในครอบครัว ไม่ว่ายากดีมีจน คือ เรื่องวินัยชีวิต ที่มีรากฐานจาก “การเคารพตนเองและเคารพผู้อื่น”

มีงานวิจัยทั่วโลกยืนยันว่า ถ้าเด็กเรียนรู้วินัยชีวิตและรู้จักเคารพ เริ่มที่บ้านจากตัวอย่างของพ่อแม่ และจากการอบรมสั่งสอน พวกเขาจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมกับคุณค่าดีงามนี้เมื่อจะต้องออกไปเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง จะประสบความสำเร็จและมีความสุข

เพราะหัวใจของเรื่อง คือ พวกเขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ซึ่งงานวิจัย ๗๕ ปีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยืนยันว่า คนที่อายุยืนอย่างมีความสุข คือ คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น

งานวิจัยต่างๆ ทางจิตวิทยาพบว่า ถ้าเด็กเคารพพ่อแม่ เด็กก็จะเคารพตนเองด้วย การเคารพ “ทางบวก” ที่มาจาก “ข้างใน” ตัวเด็ก ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ หรือกลัวการลงโทษ

เด็กที่ไม่เคารพตนเองมีแนวโน้มที่จะติดเหล้า ติดยา ติดแซกซ์ ทำร้ายคนอื่น จะไม่สนใจใครทั้งสิ้น เพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เคารพ เพราะหากเคารพตนเอง เด็กจะไม่ทำสิ่งที่เลวร้าย จะตัดสินใจได้ดี เลือกและทำในสิ่งที่ดี ที่มีประโยชน์ต่อตนเองและต่อผู้อื่น วินัยชีวิตเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน การจัดการเวลา การกินการอยู่ ที่พ่อแม่ไม่ปล่อยให้ลูกทำอะไรตามใจชอบ เวลาเล่น เวลาเรียน เวลาช่วยงานบ้านแม้เล็กน้อยก็มีความหมาย ไปนอนกี่โมง ไม่ใช่ให้ดูทีวีเล่นเกมดึกดื่นเที่ยงคืน

วินัยมาจากการฝึกฝนตั้งแต่เล็กๆ ถ้าฝึกให้ลูกทานข้าวเองเมื่อมีความพร้อมทางร่างกาย ให้นั่งอยู่กับที่ที่โต๊ะ ไม่ใช่จับใส่รถเข็นออกไปเดินเล่น ไปวิ่งเล่น ไปไล่ป้อนกลางถนนหรือที่สาธารณะ

เรียนรู้การมีจิตอาสา การช่วยเหลือคนอื่น การวางแผนระยะยาว การใช้เงิน การออม แม้วันละเล็กน้อยก็เป็นการฝึกฝนการมีวินัยในการใช้จ่าย ให้เห็นคุณค่าของเงิน

พ่อแม่ที่มีความรู้ความเข้าใจขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับเด็ก จะพูดคุยอธิบายเหตุผลต่างๆ กับลูกได้ดี ใช้วิธีบวกมากกว่าลบ ไม่ดุด่า ลงโทษ หรือเอาใจจนเสียเด็ก หรือปล่อยให้ร้องไห้จนเหนื่อยและหยุดเอง ปล่อยให้นอนเกลือกกลิ้งในห้างเพราะอยากใด้ของเล่น หรือวิ่งไล่กันในห้าง ในวัด หวีดร้อง ส่งเสียงดังหนวกหูชาวบ้านในที่สาธารณะ พ่อแม่จำนวนมากไม่ว่าอะไรเลย

พ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกทำสิ่งเหล่านี้ สะท้อนความไม่เคารพคนอื่น ไม่อธิบายให้ลูกฟังว่า สิ่งที่ทำนั้นรบกวนชาวบ้านอย่างไร ละเมิดสิทธิคนอื่นอย่างไร มีหน้าที่ต่อคนอื่น ต่อส่วนรวมอย่างไร ยังมีพ่อแม่อีกหลายคนที่ไม่สอนลูกให้เข้าคิว ไม่แย่งคนอื่นเข้าลิฟท์ ซื้อตั๋ว ซื้อของ เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิ”

ถ้าไม่มีวินัยที่บ้าน ก็จะไม่มีวินัยในที่สาธารณะหรือที่ไหน จะไม่เคารพกฎจราจร ไม่เคารพกฎหมาย กลายเป็นปัญหาสังคมโลกแตกเพราะขาดวินัย ไม่เคารพคนอื่น ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

ในสังคมใหญ่ ประชาธิปไตยไทยล้มลุกคลุกคลานมา ๘๐ กว่าปี สะท้อนให้เห็นถึงระดับ “วินัย” ของคนและ “ความไม่เป็นธรรม” ของระบบโครงสร้างได้เป็นอย่างดี ทำให้เกิดการเอาเปรียบ การผูกขาด ไม่เคารพสิทธิของคนอื่นที่ควรได้โอกาสและส่วนแบ่งที่เป็นธรรมในสังคม

กฎหมายต่างๆ ที่ออกมาก็ล้วนแต่เพื่อการรักษาอำนาจรัฐมากกว่าการรับรองสิทธิของประชาชนแบบในสังคมประชาธิปไตย ที่เมืองไทยยังเป็นเหมือนบอนไซ ไม้ในกระถาง

ลูกหลานเกิดมาในครอบครัวที่ไม่สอนให้เคารพตนเองเคารพคนอื่น ในสังคมที่รัฐเรียกร้องให้คนเคารพกฎหมาย เคารพอำนาจรัฐ แต่รัฐไม่เคารพประชาชน ไม่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชน ปล่อยให้มีระบบโครงสร้างที่สร้างความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม บ้านเมืองถึงได้สับสนวุ่นวายและไม่เป็นประชาธิปไตย (จริงๆ)

สยามรัฐรายวัน 1 พฤษภาคม 2562

ไม่ทราบว่า “ไม้ต่อแห่งการแบ่งปัน” เป็นสำนวนของนักเขียนหรือนักปราชญ์คนใด แต่ผมได้ยินวลีที่งดงามและไพเราะนี้จากปากของคุณกองศักดิ์ จันทะศรี คนขาย “ขนมปังเทวดา” ในรายการสามัญชนคนไทย – น้ำใจสามัญชน ของคุณมาโนช พุฒตาล ทางไทยพีบีเอส

            เรื่องราวของคุณสมชาย หรือกองศักดิ์ จันทะศรี เป็นที่รู้จักแพร่หลายในสื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากที่เขาแจกขนมปังเด็ก คนชรา คนพิการ หญิงมีครรภ์ คนยากไร้ คนเจ็บป่วย ให้คนละ ๓ ก้อน ซึ่งปกติเขาขายก้อนละ ๗ บาท ๓ ก้อน ๒๐ บาท

            ชีวิตจริงของเขายิ่งกว่าหนังละคร สื่อถามว่า อะไรที่ทำให้เขาทำเช่นนั้น เขาบอกว่า เพราะเขาเคยหิวมาก่อน เคยอดอยาก ขนาดเคยแย่งเป็ดกินลูกตาลแก่ที่คนอื่นเขาทิ้งเพราะแข็งเกินไป

            ที่สำคัญ เขาเคยทำมาหากินมาหลายอย่าง มีปัญหาอุปสรรคมากมาย ล้มเหลว จึงไปหาความสงบที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งที่สระบุรี “ทำให้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ของเรา เจออะไรพิจารณาธรรมไปหมด”

            สิ่งที่ผมทำ ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ แต่อยากแบ่งปันความสุข ขนมปังสามสี่ชิ้น ไม่ได้อิ่มอะไรมากมาย แต่เป็นกำลังใจให้กันได้ เขาบอกว่า คนให้กับคนรับยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุข แค่นี้ก็พียงพอแล้ว

            นักธุรกิจคงบอกว่า นี่เป็นสุดยอดกลยุทธการตลาดอันหนึ่ง ซึ่งคงไม่มีใครกล้าหาญทำได้ขนาดนี้ อย่างมากก็แจกให้ลองเท่านั้น แต่นี่คุณพี่สมชายแกทำมาน่าจะเกือบ ๑๐ ปีแล้ว ยังทำต่อเนื่องทุกวัน มีคนมารอรับแจกก็มี ที่ไม่กล้าเข้ามาแกก็เรียก ถ้าเห็นหน้าตาซีดเซียวเพราะหิวข้าวหรือเจ็บป่วย หรืออายุมาก

            นอกนั้น คุณสมชายยังซื้อกล้วยเป็นหวีหรือเป็นเครือมาแขวนไว้แจกอีกด้วย เป็นภาพที่งดงามของการส่งเสริมสุขภาพ เพราะกล้วยคือสุดยอดผลไม้ที่ให้คุณค่าที่หาได้ง่าย แต่คนมองข้าม เขายังยินดีสอนการทำขนมปังสังขยาให้ฟรีอีกด้วย

            คุณสมชายออกทีวี ออกสื่อ มีคนชื่นชมและสมทบทุนสนับสนุนเขา ทั้งโอนเงินให้ ทั้งเอาไปให้ถึงรถเข็น แต่คงไม่ถึงกับให้เขาร่ำรวยอะไร แต่ก็เป็นการร่วมทำบุญ ที่เขาเรียกว่า “ส่งไม้ต่อแห่งการแบ่งปัน”

            คุณมาโนชถามว่าทำไมทำมานานแล้วยังทำอยู่ เขาบอกว่า “ผมศรัทธาในสิ่งที่ทำ เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ อยากให้โลกมีการแบ่งปันกัน”

            ทำให้คิดถึงคุณแม่เทเรซา แห่งกัลกัตตา ที่ศาสนจักรคาทอลิกได้ยกย่องประกาศให้เป็นนักบุญเมื่อไม่นานนี้ ท่านตั้งคณะนักบวชหญิง ไปทำงานช่วยเหลือคนจน คนยากไร้ ที่เจ็บไข้ได้ป่วยและตายข้างถนนในเมืองใหญ่ๆ ในอินเดีย

            มีคนวิจารณ์ว่า ท่านน่าจะไปเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียแก้ปัญหาระบบโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรมมากกว่า จะได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจนที่ต้นเหตุ ท่านตอบว่า ที่ท่านทำนั้น “เพียงต้องการให้คนที่กำลลังจะตายรู้ว่า ยังมีคนที่รักเขาอยู่” แล้วท่านก็สอนสมาชิกในคณะของท่านว่า “เราไม่ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่เราทำเรื่องเล็กๆ ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ต่างหาก”

            นี่คือความงามของ “จิตอาสา” ที่เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ เพราะมาจาก “หัวใจ” ที่ต้องการให้คนอื่นมีความสุข เป็นจิตอาสาที่ออกมาได้ทุกรูปแบบ ไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะสิ่งที่มาจากหัวใจนั้น ยิ่งใหญ่เสมอ อยู่อีกมิติหนึ่งที่วัดด้วยมาตรมนุษย์ธรรมดาไม่ได้ อย่าง “ขนมปังเทวดา” มาจากใจ จึงสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน

            เช่นเดียวกับจิตอาสาอีก ๒ กรณีที่คุณมาโนชนำมาเสนอในรายการ “น้ำใจสามัญชน” คือ “แท็กซี่อุ้มบุญ” สุวรรณฉัตร พรหมชาติ ที่ผู้คนคุ้นเคยพอสมควร เขาให้บริการพระ เณร คนพิการ คนป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ไปหาหมอ ไปโรงพยาบาลฟรี กับนักดนตรีเปิดหมวกที่ไปเล่นดนตรีให้คนพิการฟังทุกอาทิตย์

            คำว่า “น้ำใจ” ในภาษาไทย เป็นคำที่สวยงาม สะท้อนจิตใจหรือเบื้องลึกของหัวใจของคนไทยได้เป็นอย่างดี ใช้คำนี้เมื่อไร ไม่ต้องมีคำอธิบายอื่นประกอบก็รู้สึกได้

            คงเป็น “น้ำใจ” นี้ที่เชื่อมโยงผู้คนให้อยู่ร่วมกันมานับร้อยนับพันปี เป็นครอบครัว ชุมชน เป็นสังคมใหญ่ เป็นประเทศชาติ ไม่ให้แตกสลาย ล่มสลาย เพราะน้ำใจทำให้คนแบ่งปัน เห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ผูกขาดคนเดียว ไม่เอาเปรียบคนอื่น ไม่เอาเปรียบธรรมชาติ แบ่งปันแม้แต้กับพืช สัตว์ สรรพสิ่ง

            สื่อมวลชนมักเสนอแต่เรื่องร้ายๆ นานทีจะเรื่องดีๆ เพียง “กระสายยา” ทั้งๆ ที่เรื่องราวของสามัญชนอย่างที่คุณมาดนชนำเสนอ ซึ่งมีอะไรดีๆ ที่น่าเรียนรู้ มีมากมาย แต่ไม่เป็นข่าว เหมือน “ไม้ล้มต้นเดียว ดังกว่าป่าทั้งป่าเติบโต” ตามภาษิตอินเดีย

            หรือไม่ก็มีแต่ข่าวคนดัง ดารา นักร้อง ทั้งๆ ที่ “โลกนี้มิได้อยู่ด้วย มณี เดียวนา ทรายและสิ่งอื่นมี ส่วนสร้าง” อย่างที่ท่านอังคารว่า

            ในโลกยุคดิจิทอล สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ของคนเล็กๆ อาจจะกลายเป็น “ลูกโซ่นิวเคลียร์” ที่ระเบิดไปทั่วโลกด้วยโซเชียลมีเดีย และมีส่วนสำคัญที่ทำให้โลกน่าอยู่และเย็นลง ช่วยกันนำเสนอเรื่องราวดีๆ เพื่อ “ส่งไม้ต่อแห่งการแบ่งปัน” ความสุขนี้เถิด

วันเสาร์ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๒ ผมไปถวายใบประกาศเกียรติคุณ “เมธาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิต” พระธรรมโมลี อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๑ และเป็นรองอธิการบดีมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์

“เมธาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิต” เป็นตำแหน่งที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนมอบเป็นเกียรติให้แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ คุณธรรม ที่ร่วมมือในการพัฒนา “มหาวิทยาลัยชีวิต” ให้เป็นพลังทางสังคม พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมโมลี ได้ช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุน โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนมาตลอด ท่านเองจบปริญญาเอกจากมหาจุฬาฯ และเป็นรองอธิการบดีมหาจุฬาฯ ด้วย แต่ท่านก็แนะนำให้คนมาเรียนที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนด้วย มอบทุนการศึกษานักศึกษาที่ขาดแคลน ให้ห้องเรียนห้องประชุมที่วัดศาลาลอยในเมืองสุรินทร์ให้สถาบันใช้เป็นที่เรียนด้วย

วันเดียวกัน ผมได้มอบ “ปริญญาชีวิต” ใบประกาศนิยบัตรเพื่อยกย่องศิษย์เก่าที่ได้เปลี่ยนชีวิตของตนเอง เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชนท้องถิ่น จำนวน 20 กว่าคน และได้มีโอกาสได้พูดแสดงความยินดีและแนะนำสถาบัน เพราะมีแขกผู้ใหญ่จากจังหวัดมาหลายท่าน รวมทั้งเจ้าคณะจังหวัด พระเณร ผู้นำองค์กรต่างๆ ในจังหวัดที่มาร่วมมุทิตาจิตกับหลวงพ่อพระธรรมโมลี

ผมได้พบนักศึกษาคนเก่งๆ ที่ทำอะไรดีๆ มากมายให้ชุมชนและสังคม ไม่นานจะมีเรื่องราวของพวกเขามานำเสนอ อย่างน้องคนหนึ่งไปทำงานกรุงเทพฯ หลายปี กลับไปเรียนม.ชีวิตที่สุรินทร์กับสถาบัน ชีวิตเปลี่ยน ไม่กลับไปกรุงเทพฯ อีก เรียนแล้วเขียนโครงการได้ ขอทุนมาพัฒนากี่กระตุก ทอผ้าไหมในชุมชน ได้งบประมาณมา ๒ ล้านกว่าบาทจากทางราชการ

อีกคนหนึ่งผลิตกระเป๋า ไปเรียนรู้มา วางแผนจัดการดี มีชุมชนเรียนรู้และผลิต นำมาจำหน่ายที่ปั้มปตท.ที่อำเภอสังขะ และอีกสาขาหนึ่งที่กาฬสินธุ์ เธอให้ผมมาลูกหนึ่ง กระเป๋าเป้ สวยน่าใช้มาก ผมขอให้เธอเขียนเรื่องราวสั้นๆ สักหน้าสองหน้า จะเล่าให้ ปตท.ฟัง เผื่อว่า จะได้เป็นแนวทางให้มีการนำผลิตภัณฑ์ของนักศึกษาม.ชีวิตไปจำหน่ายในปั้มปตท.ทั่วประเทศบ้าง

ที่สุรินทร์ เราได้ร่วมมือกันทำโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ปีสองปีแรกมีนักศึกษากว่า ๑,๒๐๐ คน นับเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีศิษย์เก่าม.ชีวิตมากที่สุดแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกกันทำเมื่อปี ๒๕๕๔ จึงได้หารือกันว่า ไม่นานจะมีการนัดชุมนุมศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันสักครั้งหนึ่ง

ประธานนักศึกษารุ่นแรกเมื่อปี ๒๕๔๙ ชื่อ สุทัศน์ ชิดชอบ นายกอบต.เพี้ยราม อ.เมือง สุรินทร์ เป็นน้องชายของคุณชัย ชิดชอบ พ่อคุณเนวิน ชิดชอบ ซึ่งผมได้พบนายกสุทัศน์ตอนเดินทางกลับไปสนามบิน โดยผมไปเยี่ยมนักศึกษารุ่นปี ๕๗ ชื่อ สุทัศน์ สำรวมจิตร (ชื่อเหมือนกัน) ตำบลเพี้ยราม เป็นนักศึกษาดีเด่นมากคนหนึ่ง บ้านเขาพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่น่าสนใจมาก เขาเป็นประธานกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 พระราชทาน ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ ในจังหวัดสุรินทร์ ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเยี่ยมปีละ ๒ ครั้งมาหลายปีแล้ว

ศูนย์บ้านฮ็อง ตำบลเพี้ยรามแห่งนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ในฐานะศูนย์ที่บริหารจัดการได้ดีเยี่ยมในเรื่องการส่งเสริมพันธุ์ข้าว ด้วยความร่วมมือของภาคประชาสังคมในท้องถิ่น

ไปสุรินทร์คราวนี้ได้พบเห็นและสัมผัสกับสิ่งดีๆ มากมาย เรื่องราวดีๆ คนดีๆ ได้พบศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบัน ทีมงาน อาจารย์ และผู้มีพระคุณช่วยเหลือสถาบันมากมายหลายคน ได้ของฝากที่ใส่กระเป๋าที่น้องศิษย์เก่าเขาให้มาจนเต็ม ข้าวดีๆ อีกหลายกิโล เอามาไม่ได้ก็ขอให้ดร.วิทยา ผอ.ศูนย์ที่สุรินทร์เอามาให้วันหลังที่ไปสถาบัน ของฝากที่เป็นเอกลักษณ์ของดีที่โด่งดังของเมืองสุรินทร์อย่างหนึ่ง คือ หัวไชโป้ว ตราสามผึ้งสูตรโบราณ ที่คุณธนกฤต เจียรวัฒนาการ เจ้าของ ผู้เป็นกัลยาณมิตรของม.ชีวิตมามอบให้เอง

 

 “เพื่อนกระเป๋า”  

ศิษย์ม.ชีวิต ที่สุรินทร์ที่ให้กระเป๋าเป้ผมมา ชื่อ มินตรา บุญจิตต์ เป็นนักศึกษารุ่นปี ๕๖ เธอเรียนพร้อมกับสามี บอกว่า เวลาไปเรียนลูกก็ไป (เรียน) ด้วย เช่นเดียวกับหลายครอบครัว ที่ทางสถาบันส่งเสริมให้ใครไปก็ได้ ฟัง ไปร่วมกิจกรรมการเรียนกับพ่อแม่ พี่น้อง สามี ภรรยา เพื่อน เธอบอกว่า พี่สาวก็ไปเรียนที่สถาบันพร้อมกัน จบพร้อมกัน

คุณมินตราขอแก้ไขข้อความที่ผมโพสท์เมื่อวานว่า ปั้มปตท.ที่เธอไปเปิดขายนั้นอยู่ที่อำเภอสังขะ ไม่ใช่ศรีขรภูมิ (พอผมไปแก้ไขตอนแรกไปแก้ว่า “สังขะบุรี” ผิดอีกหน)

 เธอบอกว่า เพื่อนๆ จากสถาบัน รุ่นพี่รุ่นน้องแวะเวียนไปเยี่ยม ไปอุดหนุนไม่ขาด ไม่นานเธอจะเขียนเรื่องราวของเธอตามที่ผมขอร้อง เมื่อได้รับผมจะโพสท์อีกครั้งหนึ่ง วันนี้โพสท์รูปกระเป๋าบางส่วนที่เธอส่งมาให้ดู มากมายนับร้อยชนิดกระมัง จึงลงให้ดูเป็นตัวอย่าง ใครผ่านไปทางสังขะ หรือกาฬสินธุ์ (ไม่ทราบอำเภอไหน เดี๋ยวเธอคงบอก) ก็ไปเยี่ยมเยียน อุดหนุน

ไม่นานเราจะมีเครือข่ายระดับจังหวัด ภาค และประเทศ คงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อเนื่อง และแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์กันด้วย ม.ชีวิต เรียนรู้ตลอดชีวิตครับ

(ผมไม่ถนัดโพสท์รูปภาพในเวปนี้ ดูได้ที่ fb Seri Phongphit และใน LINE ครับ)

สยามรัฐรายวัน 24 เมษายน 2562

มหาวิหารนอเตรอดาม สำคัญและยิ่งใหญ่แค่ไหน เห็นได้จากปฏิกิริยาจากทั่วโลกหลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา

ที่รู้สึกเสียดายเสียใจไปกับเหตุการณ์นี้ จนถึงกับหลั่งน้ำตาและพากันไปสวดมนต์ขณะที่ไฟกำลังไหม้ และผู้นำจากทั่วโลกส่งสารแสดงความเสียใจ คงเป็นเพราะมหาวิหารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของกรุงปารีส แต่เป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าชาวฝรั่งเศส ชาวยุโรป และเกี่ยวโยงไปถึงมนุษยชาติ

นอเตรอดามสะท้อนความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม เป็นถิ่นกำเนิดของมหาวิทยาลัยปารีส มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ เป็นมหาวิหารที่บอกเล่าว่า เมื่อ 850 ปีก่อน ผู้คนคิดอะไร และทำอย่างไรถึงได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ที่วันนี้คงไม่มีใครสามารถเลียนแบบถึงความอลังการงานสร้างนี้ได้อีก

ความจริง วิหารโกธิคที่ใหญ่โต สวยงามไม่แพ้นอเตรอดาม ที่สร้างขึ้นในยุคไล่เลี่ยกันก็มีหลายแห่ง ทั้งที่ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ และที่อื่นๆ แต่ไม่มีที่ไหนที่ผู้คนจะจดจำและนับเป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์ได้เท่านอเตรอดาม

 

เคยมีคนเรียกยุคกลางของยุโรป (ระหว่างศตวรรษที่ 5 ถึง 15) ว่ายุคมืด แต่คงไม่จริง เพราะพิจารณาแค่สถาปัตยกรรมในยุคนี้ที่มหาวิหาร ปราสาทราชวัง อารามนักพรตนักบวช ก็จะพบความยิ่งใหญ่ที่ยุคต่อมาที่อ้างว่าเป็นยุคสว่างทางปัญญาก็ยังไม่อาจเทียบได้

นอกจากนอเตรอดาม แล้ว ลองไปพิจารณามหาวิหารอย่างชาตร์และแรงส์ ที่เกิดก่อนนอเตรอดาม และที่เมืองอื่นๆ ในฝรั่งเศส อันเป็นที่เริ่มต้นสถาปัตยกรรมโกธิค ที่แพร่หลายไปทั่วยุโรป อย่างวิหารแห่งยอร์คในอังกฤษ, ที่เมืองบูร์โกสและเซบีญาในสเปน, เมืองโคโลญในเยอรมัน, เมืองฟลอเรนซ์ เมืองมิลาน ในอิตาลี, เซนต์สตีเฟ่นที่กรุงเวียนนาในออสเตรีย เป็นต้น

ใครเคยไปเยี่ยมชมมหาวิหารนอเตรอดาม คงจำภาพโดดเด่นของสถาปัตยกรรมโกธิคที่ยอดเยี่ยมแห่งนี้ที่มีลักษณะร่วมกับมหาวิหารอื่นๆ มีโถงกลางกว้างใหญ่ เพดานสูงโค้งสัน หน้าต่างใหญ่ทำด้วยกระจกสีสวยงามตระการตา หลังคาด้านนอกมียอดแหลม ประตูทางเข้าโค้ง มีรูปสลักรูปปั้นเล็กใหญ่เต็มไปหมดรอบวิหาร

ไปเยี่ยมชมมหาวิหารแห่งนี้ จะได้ฟังหินทุกก้อน ประตูหน้าต่างทุกบาน เสาทุกต้น และรูปปั้นรูปสลักทั้งหลายบอกเล่าประวัติศาสตร์ของอารยธรรมตะวันตกได้เป็นอย่างดี

มหาวิทยาลัยปารีสหรือซอร์บอนน์ถือกำเนิดที่มหาวิหารนอทเตรอดามแห่งนี้ ที่ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นที่สองรองจากที่โบโลญาในอิตาลี ซอร์บอนน์ตั้งอยู่ในย่านละติน ไม่ไกลจากนอเตรอดาม

เดิมที การศึกษาในยุโรปจัดกันที่บ้านหรือที่วัด ที่อารามนักพรตนักบวช ต่อมาจึงขยับไปที่โบสถ์วิหารต่างๆ และที่นี่เองที่เกิด “มหาวิทยาลัย” ขึ้นมา

เดิมที “มหาวิทยาลัย” ที่เกิดในโบสถ์วิหารเหล่านี้ทำหน้าที่ผลิตครู เป็นโรงเรียนฝึกหัดครู เวลาสอบเขาจะเชิญชาวบ้าน ประชาชนทั่วไปมาซักถาม ถ้านักศึกษาตอบได้ก็สอบผ่าน เพราะครูต้องทำหน้าที่ไปตอบคำถามชีวิตของประชาชน ไม่ใช่ไปสอนอ่านเขียน แต่สอนวิธีคิด การแก้ปัญหาชีวิต และสอนอาชีพ

ต่อมาก็เกิดมีคนที่เป็นหัวหน้า จัดการศึกษา เป็น “ครูใหญ่” จึงเกิดการศึกษาในระดับปริญญาโท ที่เรียกกันจนถึงทุกวันนี้ว่า “licentia” ซึ่งแปลว่า “ใบอนุญาต” (license) คือเป็นประกาศนิยบัตรให้จัดการศึกษาได้

ต่อมาเกิดมีคนที่มีแนวคิดทฤษฎีใหม่ มีลูกศิษย์ลูกหา บรรดาปราชญ์ทั่วยุโรปก็นัดกันมาร่วมประเมิน หรือ “สอบ” นักคิดหน้าใหม่คนนี้ ว่ามีเนื้อหาสาระและตรรกะเป็นอย่างไร สมัยนั้นยุโรปเป็น “คริสตศาสนจักร” (Christiandom) ประชาคมคล้ายอียูทุกวันนี้ ที่สานต่ออำนาจของจักรวรรดิ์โรมัน ที่ล่มสลายไปตั้งแต่ศวตรรษที่ 4

ทั่วยุโรปใช้ภาษากลาง คือ ภาษาละติน บรรดานักศึกษาจะเดินทางไปตามสำนักต่างๆ เพื่อไปเรียนรู้กับเจ้าสำนัก การที่บรรดานักปราชญ์นัดไป “สอบ” ก็เพื่อจะได้ดูว่า คนคนนั้นมีแนวคิดทฤษฎีอะไร น่าเชื่อถือหรือไม่ แม้อาจไม่เห็นด้วย แต่ถ้าหากมี “ตรรกะภายใน” (internal logic) ก็จะร่วมกันยกย่องให้เป็น “Doctor” ซึ่งภาษาละตินแปลว่า “ผู้สอน” หรือครู ไม่ได้แปลว่าหมอ เป็นการรับรองว่า บัดนี้ได้เป็น “เจ้าสำนัก” ใหม่แล้ว

นั่นคือการจัดการศึกษาถึงระดับปริญญาเอกที่สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ทำให้เกิดแนวคิดทฤษฎีใหม่ ไปสู่การปฏิวัติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากเทวสิทธิ์ไปสู่สิทธิมนุษยชน จากสมบูรณาญาสิทธิราชไปสู่ประชาธิปไตย นำไปสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรม (Renaissance) ยุคเกิดใหม่ทางปัญญาที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาญาณที่หว่านไว้ตั้งแต่ยุคกรีก ด้วยดิน ปุ๋ย แห่งยุคกลาง และมีคนรดน้ำดูแลให้เกิดใหม่และเติบโต

มหาวิหารนอเตรอดาม ที่กำเนิดของมหาวิทยาลัยของปารีส เป็นที่วางรากฐานทางปัญญาให้บ้านเมือง จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครๆ ยอมให้ล่มสลายไปไม่ได้ ระดมทุนกันบูรณะปฏิสังขรณ์ เพียงวันเดียวได้เงินเกือบสองหมื่นล้านบาทแล้ว

มีใครสังเกตไหมว่า หน้ามหาวิหารแห่งนี้ มีรูปปั้นของจักรพรรดิชาร์ลเลอมาญ หรือชาร์ลมหาราช ที่นับได้ว่าเป็นจักรพรรดิองค์แรกและยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 9 เป็น “ชาวฟรัง” บรรพบุรุษของชาวฝรั่งเศส ทรงม้าหน้ามหาวิหาร ด้วยความหมายแห่งความยิ่งใหญ่คู่กับนอเตรอดาม

วันปาสกา วันชีวิตใหม่

วันปาสกา วันอีสเตอร์ วันรำลึกถึงการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า หลังจากสัปดาห์ศักดิสิทธิ์ ที่รำลึกถึงวาระสุดท้ายของพระองค์ที่ทรงถูกจับ ถูกทรมานและถูกตรึงกางเขน สิ้นพระชนม์

ผมคิดถึงประสบการณ์ที่ทำงานกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี คนเป็นเอดส์เมื่อกว่า 25 ปีก่อนที่ภาคเหนือ ได้ส่งเสริมการรวมตัวกันของผู้ติดเชื้อ สร้างเครือข่าย ให้พวกเขามีพลังเพื่อช่วยเหลือตนเอง และช่วยผู้อื่น ทั้งผู้ติดเชื้อและสังคมโดยรวม

ผมได้ขอให้พวกเขาเขียนเรื่องชีวิตตนเอง ผมปรับปรุงแล้วส่งไปตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ จากนั้นได้รวมเล่ม พิมพ์เผยแพร่เพื่อระดมทุนเข้ากองทุนยาเพื่อผู้ป่วยเอดส์ ได้เงินกว่า 500,000 บาท

หลังจากนั้น หนังสือ “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” ได้รับการตีพิมพ์จากกระทวงศึกษาธิการและคุรุสภา เผยแพร่ไปทุกโรงเรียนทั่วประเทศ

บุคลากรในแวดวงสาธารณสุขบอกว่า หนังสือเล่มนี้ได้เปลี่ยนทัศนคติของผู้คนเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ คนเป็นเอดส์ ฝรั่งทำงานในเมืองไทยบอกว่า ผมมีส่วนในการเปิดเผย “โฉมหน้ามนุษย์” ของเอดส์ (human face of aids)

หนังสือเล่มนี้ ผมเป็นบรรณาธิการและได้เขียนต่อจากบันทึกชีวิตของผู้ติดเชื้ออีกหลายบท ตีพิมพ์ในมติชนด้วย ผมสรุปตอนท้ายบทความหนึ่งว่า

 

“ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์

            แต่มนุษย์สามารถเอาชนะทั้งความเจ็บป่วยและความตายได้

            เราจึงมีนิพพาน มีการกลับคืนชีพ มีความหลุดพ้น

            มีชีวิตใหม่ แล้วแต่ศาสนาไหนจะสอนอย่างไร

            เอดส์อาจจะฆ่าร่างกายของมนุษย์ได้ แต่ไม่อาจฆ่าตัว “มนุษย์” ได้

            ความตายของหลายคนได้หว่านเมล็ดแห่งชีวิตลงบนผืนดิน

            อย่างที่จำลอง, วิทยา, สุทัศน์, ไสว และอีกหลายคนได้กระทำ” (หน้า 79)

 

ผมได้ขอให้คุณหมอประเวศ วะสี เขียนคำนำให้ สุดท้ายกลายเป็น “บทนำ” เพราะมีเนื้อหาที่ได้เปิดเผยให้เห็นสัจจธรรม อันเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ชีวิตของผู้ติดเชื้อเลยทีเดียว ท่านเริ่มต้นว่า

“หนังสือที่อยู่ในมือของท่านเล่มนี้เ ถ้าอ่านอย่างเชื่อมโยงทั้งทางจิตใจ จิตวิญญาณ และปัญญาแล้วลองสร้างจินตนาการดังต่อไปนี้” แล้วท่านก็แนะนำเป็น 5 หัวข้อ คือ

“หนึ่ง ถ้าผู้ติดเชื้อที่เผชิญหน้ากับความตาย แล้วเกิดไม่กลัวตายขึ้นมา” ท่านบอกว่า “คนติดเชื้อเอดส์ที่เผชิญกับความตายซึ่งๆ หน้า จนหลุดพ้นจากความตาย ก็คือคนที่ “บรรลุธรรม” เกิดพลังชีวิต และพลังสร้างสรรค์ทางสังคม”

“สอง ถ้าครอบครัวของผู้ติดเชื้อสลัดปมด้อย ไม่กลัว ไม่ทุกข์ เผชิญกับทุกอย่างด้วยความองอาจเยี่ยงแม่หม้ายดอยสะเก็ด...เรียกว่าเขาบรรลุอิสระภาพ คือหลุดพ้นจากความบีบคั้น จากความรู้สึกของตนเอง และความรู้สึกของสังคมที่มีต่อเรา อิสระภาพคือภูมิคุ้มกันของเรา แม้ความรู้สึกไม่ดีของสังคมซึ่งเปรียบเสมือนเชื้อโรคก็ทำอะไรเขาไม่ได้”

“สาม ถ้าชุมชนเข้มแข็ง” ท่านอธิบายว่า “วิกฤติการณ์ในสังคมเกิดจากปรากฎการณ์ที่ความชั่ว organized หรือรวมตัวเป็นโครงสร้างที่มีพลังทำอันตราย แต่ควมดีไม่ organized หรือไม่รวมตัวกันเป็นโครงสร้างจึงไม่มีภูมิคุ้มกัน ระบบสังคมจึงเป็นระบบที่ขาดภูมิคุ้มกัน หรือสังคมนั่นแลที่เป็นโรคเอดส์ เปิดโอกาสให้เชื้อโรคทางสังคมต่างๆ ลุกลามจนเจ็บป่วยและวิกฤติ” แล้วท่านก็อธิบายว่าชุมชนเข้มแข็งเป็นอย่างไร

“สี่ ถ้าสังคมเข้าใจธรรมชาติแห่งการบำบัด” ท่านอธิบายเรื่องความสมดุลของชีวิต ปัญหาสุขภาพที่ลำพังแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถเผชิญกับเรื่องนี้ได้ ที่สังคมต้องร่วมมือกันใช้หลากหลายวิถีทางวัฒนธรรมในการบำบัดโรคร้ายนี้ ทำให้ผู้คนเอื้ออาทรต่อกัน

“ห้า ถ้าสังคมทั้งหมดซึ่งรวมถึงรัฐบาลและสื่อมวลชนด้วยมีความเข้าใจที่ถูกต้อง (สัมมาทัศนะ) ท่านบอกว่า ทั้ง 5 ข้อ เป็นพลังแห่งความหลุดพ้นจากความไม่รู้หรืออวิชชาที่ครอบงำมนุษย์ “เป็นเบญจวิมุติทางสังคม”

ท่านเสนอในตอนท้ายว่า ยุทธศาสตร์ใหม่ในการต่อสู้เอดส์คือการทำให้สังคมทั้งสังคมมีภูมิคุ้มกัน ท่านสรุปว่า “การระบาดของโรคเอดส์เกิดขึ้นในช่วงที่มนุษย์มีวิกฤติการณ์จากความแตกสลายทางสังคม (Social Disintegration) ในการเผชิญกับวิกฤติการณ์โรคเอดส์ ปัญหาที่ไม่มีทางออกจะกระตุ้นให้มนุษย์เกิดปัญญาใหม่ นำความรัก ปัญญา และความเป็นประชาสังคม ขึ้นมาสร้างสรรค์สังคมขึ้นใหม่ อันเป็นการอภิวัฒน์ ”มนุษยชาติ (Humanity Revolution)

“หนังสือเล่มนี้.....ไม่ใช่หนังสือธรรมดา แต่มีความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก ถ้าผู้อ่านได้สัมผัสสิ่งที่ลึกอยู่ในจิตวิญญาณ การสัมผัสนั้นจะเป็นประดุจทิพยสัมผัสที่มาปลดปล่อยผู้อ่าน ให้ธรรมชาติที่แท้แห่งความเป็นมนุษย์ หลุดออกจากมายาอวิชชาที่ครอบคลุมชีวิตและสังคม เกิดพลังชีวิตและพลังสร้างสรรค์ อันจะทำให้มนุษยชาติพบอิสรภาพและศานติสุข”

 

ผมขอบคุณพระที่ได้มีโอกาสทำงานกับผู้ติดเชื้อ คนเป็นเอดส์ ได้ประสบการณ์ ได้พบเห็น ได้สัมผัสกับชิวิตจริงของคนที่ “ตายแล้วเกิดใหม่” คนที่อาจไม่ได้เปลี่ยนโศกนาฎกรรมให้เป็นสุขนาฎกรรม แต่ได้มองเห็นคุณค่าจากที่เห็นว่าไร้ค่า เห็นควาหมายของชีวิตจากความไร้เหตุผล

มองเห็นแสงสว่างในความมืด แม้พียงเล็กน้อย แต่เพียงพอเพื่อนำไปสู่ทางออก หลุดพ้นจากทางตันและกับดักของชีวิต

พวกเขาได้เรียนรู้ ได้พบว่า แม้แต่ความทุกข์ ความเจ็บป่วยและเจ็บวดก็สามารถเปลี่ยนเป็นยาขมที่รักษาบาดแผลทางจิตวิญญาณได้ ประสบการณ์นี้ทางศาสนาคริสต์เรียกว่าเป็น “พระหรรษทาน” (Grace of God) สิ่งที่พระประทานให้เกิดสุข

ขอให้ศานติสุขจงมีแด่ทุกท่านในวันปาสกาครับ Happy Easter !

เสรี พงศ์พิศ วันปาสกา 21 เมษายน 2019

(อีกไม่นาน ผมจะนำหนังสือ “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” เล่มนี้มาทำเป็น E-book ที่ใครๆ ก็อ่านได้ฟรีครับ)

สยามรัฐรายวัน 17 เมษายน 2562

ความหลากหลายทางภาษาเป็นความงดงาม ความร่ำรวย ถ้าเรียบเรียงให้สัมผัสสัมพันธ์กันได้ดีและมีความหมายก็กลายเป็นศิลปะ เป็นสุนทรียะ สะท้อนความละเอียดอ่อนของจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์

          ภาษามีคุณค่ามากกว่าเพียงการสื่อสาร มี “พลังอำนาจ” ที่สามารถกำหนดความสัมพันธ์และพฤติกรรมทางสังคมของผู้คนได้

จึงมีคนที่อยากลดทอนความหลากหลายของภาษาลง ด้วยเหตุผลทางสังคมการเมือง อ้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ อย่างคำสรรพนามต่างๆ ที่อยากให้เรียบง่ายไม่วุ่นวายยุ่งยาก แสดงออกถึงความเท่าเทียม ด้วยเห็นแบบอย่างที่ภาษาฝรั่งใช้กัน

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เผด็จทุกยุคสมัย ไม่ว่าบุคคลหรือลัทธิ ต่างก็พยายามกำหนดภาษา สรรพนาม เพื่อแสดงออกถึงอำนาจ ดูภาษาที่เกิดในยุคของฮิตเลอร์ มุสโสลินี หรือพรรคอมมิวนิสท์ รวมไปถึงของไทยในสมัยจอมพลป.พิบูลย์สงคราม ที่พยายามทำให้สรรพนามไทยเหลือเพียง “ข้าพเจ้า-ท่าน” เพื่อแสดงถึง “ความเจริญ”

จนมีหนังสือพิมพ์เขียนล้อเลียนว่า พ่อตีลูก ลูกถามว่า “ทำไมท่านจึงตีข้าพเจ้า” พ่อตอบว่า “ข้าพเจ้าตีท่าน เพราะท่านไม่ไปโรงเรียน” คล้ายกับวันนี้ที่มีนักการเมืองหน้าใหม่อยากให้คนในพรรคของตนเลิกใช้คำนำหน้าว่า พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ให้มีเพียง คุณ ผม ดิฉัน ก็พอ เมื่อเรี่มที่พรรคได้ก็จะขยายไปสู่สังคม

การลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการปฏิเสธความหลากหลายของภาษา ก็คล้ายกับการถางสวนป่าหลังบ้านที่งดงามและเต็มไปด้วยพืชพันธุ์ที่ให้ปัจจัย ๔ ให้เหลือเพียงมันสำปะหลังกับยางพารา

ความเท่าเทียมคงไม่ได้อยู่ที่ภาษาสรรพนามที่ถูกลดทอนลงมาเท่านั้น แต่อยู่ที่กฎหมาย ระบบโครงสร้างและจิตสำนึกของผู้คนมากกว่า ประเทศสหราชอาณาจักรที่เป็นแม่แบบของประชาธิปไตย ไม่มีรัฐธรรมนูญ แต่มีกฎหมายที่ทำให้คนอยู่ร่วมกัน เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นคน รวมทั้งยังมีระบบกษัตริย์ ยังมีภาษาราชาศัพท์

ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษายุโรปต่างก็มีคำสรรพนามที่ให้เกียรติ ยกย่องคนอื่นด้วยความสุภาพ ความเท่าเทียมอยู่ที่ตัวบทกฏหมายและการบังคับใช้กฎหมาย จิตสำนึกและวินัยของคนในชาติ ดังมาตราแรกของรัฐธรรมนูญเยอรมันที่บอกว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ย่อมละเมิดมิได้ รัฐมีหน้าที่เคารพและปกป้อง”

การที่นักการเมืองบางคนอยากลดความหลากหลายของสรรพนามลงมา อ้างว่าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ให้เกิดความเท่าเทียม น่าจะมาจากโลกทัศน์ชีวทัศน์ธุรกิจ ที่มองโลกแบบแยกส่วนและลดทอน เหลือเพียงกลไก ที่ทำให้สังคมไทยกลายเป็นเพียงเวทีอำนาจและผลประโยชน์ พรรคการเมืองกลายเป็นเหมือนบริษัท

ความสัมพันธ์เชิงธุรกิจแบบทุนนิยมสามานย์ มีเรื่องกำไร ผลประโยชน์เป็นหลัก ไม่มีคำว่าเมตตา เอื้ออาทร ขอให้ได้กำไรเป็นพอ คุณจะเป็นจะตายก็ช่างปะไร จึงไม่อยากนับญาติกับใคร ไม่อยากให้ใครมานับญาติ มาเรียกพี่ ลุง ป้า น้า อา เอาแค่คุณ ผม ดิฉัน ก็พอ

วันนี้สังคมทั่วไปก็กลายเป็นบริษัท เป็นธุรกิจ เป็นความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ คุณเป็นเพียง “ลูกค้า” เป็น “ผู้โดยสาร” ที่พนักงานเขาเรียก สูญเสียความงดงาม ความร่ำรวยของภาษาไป ที่สำคัญ ได้สูญสียคุณค่าที่ดีงามของสังคมไทย คือ ทุนทางสังคม อันหมายถึงความไว้วางใจกัน (trust) ความสัมพันธ์อันดีของผู้คนในสังคม ความเป็นพี่น้อง ที่สะท้อนออกมาทางภาษา ซึ่งเป็นหน้าต่างของวิญญาณ

การที่คนเรียกสรรพนามว่า พี่ ลุง ป้า น้า อา เป็นสัญลักษณ์ของความเคารพนับถือกัน ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย เหมือนไม้ในป่าที่มีนานาพันธุ์ มีหลายระดับ ที่ต่างก็เกื้อกูลกันให้อยู่เป็นป่าที่ให้ชีวิตแก่พืชสัตว์และอื่นๆ ป่าไม้เศรษฐกิจเดี่ยวๆ ทั้งหลายไม่ได้เอื้อความหลากหลายแก่ชีวิตอะไรอื่นนอกจากตัวเอง

เมื่อผู้ใหญ่เรียกเด็กว่า “ลูก” คงไม่มีใครไปตู่เอาว่าเป็นลูกตัวเอง แต่แสดงถึงความเอ็นดูเด็ก เช่นเดียวกับคนหนุ่มคนสาวเรียกคนที่ไม่ใช่ญาติทางสายเลือด เป็นญาติทางวัฒนธรรมว่า พ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นความเคารพนับถือ คือความร่ำรวยของภาษาไทยที่ภาษาฝรั่งไม่มี หรือมีน้อยกว่ามาก

สรรพนามที่หลากหลายสะท้อนความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้คน ที่ให้เกียรติกัน ยอมรับนับถือกัน เคารพผู้ใหญ่กว่า อาวุโสกว่า คือกาละเทศะทางวัฒนธรรมที่ดีงาม ไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมซึ่งอยู่ที่พฤติกรรม อยู่ที่ท่าที อยู่ที่จิตใจของผู้คนต่างหาก ซึ่งไม่ว่าจะใช้สรรพนามหลากหลายหรือเพียงไม่กี่คำก็เหลื่อมล้ำได้ เอาเปรียบได้ กดขี่ข่มเหงได้

คำพูด สรรพนามก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่พฤติกรรมสำคัญกว่า ในสังคมก็เช่นเดียวกัน ระบบโครงสร้างที่เป็นธรรมสำคัญกว่า สรรพนามในภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ช่วยให้ “เสื้อกั๊กเหลือง” หยุดประท้วงทุกเสาร์มาได้ห้าหกเดือน เพราะชาวบ้านฝรั่งเศสทนไม่ได้กับความเหลื่อมล้ำที่รัฐบาลมาครงซ้ำเติม

ของฝรั่งที่ดีๆ ก็มี กลับไปเอาเรื่องเลวๆ ของเขา อย่างประเพณีรับน้องแบบรุนแรงในสถาบันการศึกษาเพื่อให้ยอมสยบอยู่ในอำนาจ สร้างระบบอาวุโส สั่งสมเป็นฐานวัฒนธรรมความรุนแรงและความเหลื่อมล้ำ ทีแบบนี้ไม่สนใจไปล้มเลิก ยังไปยอมให้นักศึกษาเรียก “พ่อของฟ้า” แบบไม่เขินอายอีกต่างหาก

ในทุนนิยมสามานย์และการเมืองสามานย์ ผลประโยชน์และอำนาจไม่ปรานีใคร ทำลายได้แม้กระทั่งมรดกอันยิ่งใหญ่ที่สุดของสังคมไทย คือ ทุนทางสังคม ความเป็นพี่เป็นน้อง ความเอื้ออาทร การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ลดสังคมไทยลงไปให้เป็นเพียง “บริษัทไทยแลนด์จำกัด (มหาชน)”

Page 1 of 47